ถ้าโต๊ะโตะจังเป็นเด็กหญิงข้างหน้าต่าง ฉันก็เป็นเด็กหญิงข้างตู้กระจกร้านเครื่องประดับ

เพราะตั้งแต่จำความได้ การเข้าห้างไปเกาะตู้กระจกดูประกายระยับจากอัญมณีที่ล้อเล่นกับแสงไฟก็เป็นหนึ่งในความตื่นเต้นของฉันในวันที่เป็นเด็กน้อย

การมาเยือนร้านพลอยต้นตำรับอย่าง ‘ร้านเพชรพลอยเอกมณี’ ถึงถิ่นวังบูรพา จึงทำให้ใจฉันเต้นไม่เป็นส่ำ เพราะนอกจากได้เห็นเครื่องประดับพลอยโดยไม่มีกระจกกั้น ยังมีโอกาสฟังเรื่องราวเบื้องหลังการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจร้านพลอยถึง 3 รุ่น ขยับจากการเป็นร้านค้าพลอยและเครื่องประดับธรรมดาในรุ่นแรก สู่ชิ้นงานประดับพลอยหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่จิลเวลรี่ กระเป๋าถือ ไปถึงโคมไฟระย้า ที่จับตลาดไฮเอนด์ในรุ่นที่ 2 มาจนถึงรุ่นที่ 3 ที่นำเอาความงามของพลอยที่สะสมมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ มาผนวกกับดีไซน์เรียบหรูที่ดูร่วมสมัย 

จนกลายเป็นร้านพลอยที่มีสินค้าตอบรับความต้องการของทุกกลุ่มเป้าหมาย ทุกช่วงวัย และทุกรสนิยม

เรื่องนี้ถ้าจะเล่าอย่างเรียบง่าย ต้องย้อนกลับไปในวันก่อตั้งร้านเพชรพลอยเอกมณีเมื่อ 65 ปีก่อน

๒๔๙๘

ย่งคิม แซ่ตั้ง คือหนึ่งในชาวจีนอพยพที่ขึ้นเรือมาเทียบท่าที่สยามประเทศ วันนั้นเขาอยู่ในช่วงขวบปีที่สิบกว่า และเริ่มต้นอาชีพแรกของตัวเองในแผ่นดินใหม่เป็นลูกจ้างร้านเพชร ย่านหัวเม็ด ถนนเยาวราช

หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในวงการค้าเพชรพลอยได้ 10 ปี ย่งคิมก็ตัดสินใจเริ่มต้นกิจการค้าพลอยเป็นของตัวเองภายใต้ชื่อ ร้านเพชรพลอยเอกมณี เมื่อพุทธศักราช 2498 โดยมีหน้าร้านแห่งแรกอยู่บริเวณแยกสี่กั๊กพระยาศรี หรือถนนบ้านหม้อ ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านพลอยของกรุงเทพฯ ในเวลานั้น

เรียกได้ว่า ใครอยากซื้อหาพลอยน้ำดี เครื่องประดับชั้นเยี่ยม ต้องมุ่งหน้ามาที่ย่านนี้ ถนนสายนี้จึงคึกคักอยู่ตลอดเวลา ร้านเพชรพลอยเอกมณีเองก็มีช่วงเวลาที่รุ่งเรืองเฟื่องฟู ผู้คนแวะเวียนมาทั้งซื้อและขายพลอยกับย่งคิมชนิดหัวกระไดไม่เคยแห้ง

ย่งคิมมีบุตรธิดารวม 7 คน แต่มีเพียง 2 คนที่ใฝ่ใจจะรับช่วงต่อธุรกิจพลอย นั่นคือ วิชัย ตรีวิชาพรรณ กับพี่สาวที่แยกออกไปเปิดร้านสาขา

Silver Glam ทายาทเอกมณี ร้านจิวเวลรี่ 65 ปีกับการ Redesign สร้อยแหวนยุคอากงด้วยสีผ้าโบราณ

นั่นทำให้เหลือเพียงวิชัย ในฐานะทายาทรุ่น 2 ที่มาเล่าขานตำนานร้านพลอยแห่งนี้ให้ฉันฟัง

“ช่วงนั้นเศรษฐกิจดี ทำอะไรก็ง่าย มีคนมาขายพลอยที่หน้าร้านทุกวัน เป็นพลอยพม่าบ้าง ไม่ก็มาจากเหมืองในไทยที่บ่อพลอย (กาญจนบุรี) หรือบ่อไร่ (จันทบุรี)” วิชัยเริ่มต้นเล่า เมื่อฉันถามว่าธุรกิจร้านพลอยยุคแรกเริ่มหน้าตาเป็นอย่างไร

“สมัยนั้นเรารับซื้อพลอยมาให้ช่างประกอบเข้ากับตัวเรือน เป็นสร้อยบ้าง แหวนบ้าง สร้อยพม่านี่ทำเยอะเลย แล้วก็มีคนมารับของจากเราไปขายทั่วประเทศ” วิชัยว่า “งานที่เราขายเป็นดีไซน์สมัยนิยม เช่นล้อมพลอยเยอะๆ ใช้พลอยนพเก้า มันเทอะทะหน่อย แต่ลูกค้าชอบ

“ผมได้ซึมซับทุกขั้นตอนที่เกิดขึ้นในร้าน การเลือกซื้อพลอย ทั้งจากคนที่เอามาขายหน้าร้าน และไปเลือกเองถึงตลาดพลอยบ่อไร่ การทำงานผลิตกับช่าง ไปจนถึงการขาย รวมถึงได้ไปเรียนหลักสูตรเฉพาะทาง Gemological Institute of America (GIA) เพราะผมคิดว่าจะเอาจริงเอาจังด้านนี้” 

Silver Glam ทายาทเอกมณี ร้านจิวเวลรี่ 65 ปีกับการ Redesign สร้อยแหวนยุคอากงด้วยสีผ้าโบราณ

เล่าไปพลาง วิชัยก็ผายมือให้ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน แพม-พรพนิต และ แพทตี้-ณัชชา ตรีวิชาพรรณ ไปยกเอาผลงานจิวเวลรี่ที่ทำมาตั้งแต่รุ่นอากงย่งคิมออกมาอวด ซึ่งฉันยินดีจะชมเป็นอย่างยิ่ง

๒๕๓๔

การเปลี่ยนผ่านธุรกิจจากรุ่นของย่งคิมสู่มือวิชัยเกิดขึ้นในวันที่ฝนฟ้าทำท่าไม่เป็นใจ แต่เขาเอาตัวรอดมาได้อย่างสวยงามเพราะเข้าใจจุดแข็งของตัวเองดี

“คนทำอาชีพค้าพลอยทุกคนต้องเป็นนักสะสมพลอยด้วย เพราะไม่ใช่ว่าคิดทำอะไรแล้วจะทำได้เลย มันขึ้นอยู่กับว่าเรามีวัตถุดิบอะไรอยู่ในมือ

“ในวันที่อากงย่งคิมกำลังจะเสีย เมื่อราวๆ พ.ศ. 2534 – 2535 นายหน้าที่เคยมารับจิวเวลรี่พลอยจากเราไปขายต่อเริ่มหันไปขึ้นตัวเรือนกันเอง ทำให้ลูกค้าน้อยลงไปบ้าง และมาชะลอลงอีกช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งใน พ.ศ. 2540 แม้ยังไม่ถึงขั้นลำบาก แต่ผมก็รู้ว่าต้องปรับตัวแล้ว

“ผมคิดว่า อยากทำอะไรที่คนอื่นทำไม่ได้ จากสิ่งที่เรามีแต่คนอื่นไม่มี นั่นคือพลอยที่ร้านเราสะสมมาตั้งแต่รุ่นอากง ทั้งปริมาณ ขนาด ความหลากหลาย สามารถทำชิ้นงานขนาดใหญ่ ต่างจากที่ขายกันเกลื่อนในตลาดได้” วิชัยเผยเคล็ดลับในการพาร้านเพชรพลอยเอกมณีผ่านช่วงวิกฤต

Silver Glam ทายาทเอกมณี ร้านจิวเวลรี่ 65 ปีกับการ Redesign สร้อยแหวนยุคอากงด้วยสีผ้าโบราณ

ด้วยวิธีที่คิดที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ผลงานทั้งจิวเวลรี่และสินค้าอื่นๆ ของร้านเพชรพลอยเอกมณีภายใต้ความดูแลของวิชัยนั้นโดดเด่น เมื่อเทียบกับร้านอื่นในช่วงเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาดีไซน์ผ่านนิตยสารต่างประเทศ นำมาปรับให้เป็นแบบของตัวเอง

เมื่อฉันตั้งใจมองสร้อยแหวนในถาดจิวเวลรี่ตรงหน้า จึงได้เห็นว่ามีอิทธิพลของสไตล์อาร์ตเดโค ซึ่งแหวกแนวออกไปสไตล์สมัยนิยมในช่วงเวลาของเขาอย่างเห็นได้ชัด

Silver Glam ทายาทเอกมณี ร้านจิวเวลรี่ 65 ปีกับการ Redesign สร้อยแหวนยุคอากงด้วยสีผ้าโบราณ

“อย่างแชนเดอร์เลียนั่น” วิชัยเล่าต่อพร้อมชี้นิ้วไปที่โคมไฟระย้าที่แขวนอยู่ในห้องทำงานอีกฟากหนึ่ง

“ผมไม่รู้หรอกว่าโคมไฟที่อื่นเขาทำอย่างไร แต่ผมคิดขึ้นจากพื้นฐานการทำจิลเวลรี่ ให้ช่างประกอบขึ้นจากพลอยเป็นแสนเม็ด ใช้เวลาทำเป็นสิบปี” 

Silver Glam ทายาทเอกมณี ร้านจิวเวลรี่ 65 ปีกับการ Redesign สร้อยแหวนยุคอากงด้วยสีผ้าโบราณ

กระจ่างแจ้งแจ่มจริง ไม่ใช่ใครก็ทำได้ดังที่วิชัยว่า สมองของฉันถึงบางอ้อขึ้นมาทั้งที่กายละเอียดนั่งอยู่วังบูรพา นอกจากคลังพลอยที่สะสมมาแล้ว การเลือกทำของชิ้นใหญ่ มูลค่ามหาศาล ในวันที่สภาพเศรษฐกิจก็ไม่ได้ดีนั้น ต้องใช้พลังและความกล้ามากแค่ไหนกัน… 

“ทำของใหญ่ขนาดนี้ มีใครค้านบ้างไหมคะ” ฉันโพล่งถามออกไป

“มีสิ พี่น้องค้านกันหมดว่าทำมาจะขายใคร” เขาตอบกลั้วหัวเราะ

มากกว่าเป็นนักสะสมและนักธุรกิจ ฉันเชื่อว่าลึกๆ แล้ววิชัยเป็นนักทดลอง แปลกแต่จริง เขาไม่มีองค์ความรู้ในการทำโคมไฟแม้แต่น้อย ให้เล่าเป็นหลักการคงไม่ได้ แต่ถ้าให้เล่าเป็นการลงมือทดลองทำ ชายคนนี้เล่าได้เป็นฉากๆ และงานมาสเตอร์พีซชิ้นนี้ของเขาขายได้จริง

ยังไม่ทันหายตื่นเต้นกับโคมไฟระย้า สายตาของฉันก็จับจ้องของชิ้นถัดไปที่วิชัยคลี่คลายหีบห่อออกให้ดูอย่างเบามือ 

Silver Glam ทายาทเอกมณี ร้านจิวเวลรี่ 65 ปีกับการ Redesign สร้อยแหวนยุคอากงด้วยสีผ้าโบราณ

ใต้ห่อผ้ากำมะหยี่สีกรมท่า คือกระเป๋าถือ (Clutch Bag) ประดับพลอยสีชมพูน้ำงามกระจ่างใส เข้าคู่กันกับเข็มขัดหัวดอกไม้ประดับพลอยสีเดียวกัน “ชิ้นนี้ได้ไปอยู่ในแคตตาล็อกประมูลงานศิลปะของบริษัทที่ฮ่องกงด้วย” เขาเล่าอย่างภูมิใจในผลงานที่ขยับชั้นจากจิวเวลรี่ซื้อขาย ไปสู่หน้าประตูของโลกศิลป์ ด้วยมุมมองของเขาที่ว่า อะไรก็เป็นเครื่องประดับได้

และนอกจากงานศิลปะเหล่านี้ วิชัยยังให้กำเนิดพลอยเม็ดงามอีก 2 เม็ด โดยมีภรรยาของเขาเป็นผู้ช่วยเจียระไน

๒๕๕๗

คุณแม่อัจฉรา ตรีวิชาพรรณ ภรรยาของคุณพ่อวิชัย เป็นสะใภ้หนึ่งเดียวที่ได้ซึมซับวิถีร้านพลอยจากอากงย่งคิม เธอเห็นแววประกายในตัวแพม ลูกสาวคนโต ตั้งแต่วันที่เธอรับหน้าที่ดูแลลูกค้าอยู่หน้าร้านเพชรพลอยเอกมณี และมีเด็กหญิงตัวเล็กที่คอยป้วนเปี้ยนเวียนวนอยู่ไม่ห่าง

“แม่เลี้ยงลูกสาวสองคนในร้านพลอยนี่แหละ แพมเขาเกาะตู้กระจกโชว์จิวเวลรี่มาตลอด ส่วนแพทตี้นี่เตะบอลอยู่ในร้าน”

อัจฉรารำลึกถึงความหลัง สีหน้าของเธอสุกใส

“แพมจะคอยมาถามเวลาพ่อเขาทำเครื่องประดับใหม่ๆ มา ขอเอาไปใส่ เดินไปเดินมา เขาชอบของสวยงาม”

“ทีแรกคุณพ่อจะให้แพมไปทำงานธนาคาร” แพมเล่าบ้าง

“แต่คุณแม่เชื่อมาตลอดว่าแพมรับช่วงร้านพลอยได้ คอยผลักดันจนคุณพ่อยอม เริ่มจากการยกถาดแหวนที่เป็นดีไซน์ของคุณพ่อมาให้แพมลองขาย แวบแรกแพมก็คิดในใจว่า จะขายยังไง (หัวเราะ) 

“แต่ขายได้นะ ขายลูกค้าเก่าของคุณแม่ เลยได้เงินทุนมาก้อนหนึ่งเพื่อเริ่มทำแบรนด์ของตัวเอง” ทายาทรุ่นที่ 3 ของร้านเพชรพลอยเอกมณี ผู้ก่อตั้งแบรนด์เครื่องประดับพลอย Silver Glam จึงถือกำเนิดเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2557 ด้วยประการฉะนี้

Silver Glam คือแบรนด์จิวเวลรี่กึ่ง Casual กึ่ง Formal ใส่ในชีวิตประจำวันก็ได้ ใส่ออกงานก็ดี ที่แพมตั้งใจนำองค์ความรู้เก่าแก่ในการทำจิวเวลรี่พลอยของที่บ้าน ผสานกับดีไซน์ใหม่ จนได้ออกมาเป็นเครื่องประดับสวยแปลกตา ตั้งแต่การจับคู่สีของพลอย การลงยา ตัวเรือน ให้ความรู้สึกกึ่งเก่ากึ่งใหม่ ดูราวกับไร้กาลเวลา 

“พลอยของเราสีไม่เหมือนที่มีทั่วไปในตลาดปัจจุบัน นั่นเพราะเป็นพลอยที่สะสมมาตั้งแต่รุ่นอากง ทำเลียนแบบได้ยาก” แพมเฉลยที่มาของความรู้สึกเหนือกาลเวลาในผลงานของเธอ

“จิวเวลรี่เป็นของที่มักจะถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เราเลยอยากทำให้เรียบง่ายเข้าไว้ เพื่อเวลาที่ถูกส่งต่อไป ผู้รับจะยังใส่ได้ แม้เวลาจะเปลี่ยนไปก็ตาม”

มรดกอีกอย่างที่แบรนด์ Silver Glam ได้รับสืบทอดมาจากร้านเพชรพลอยเอกมณีคงหนีไม่พ้นฝีมือของช่าง บางคนอยู่กับทางร้านมายาวนานกว่า 40 ปี แพมแอบเล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกที่เข้ามาเริ่มงานกับช่างยังรู้สึกถึงแรงต้านอยู่ไม่น้อย แต่การใช้ลูกอ้อนก็ทำให้เธอชักชวนช่างรุ่นใหญ่มาโชว์ฝีไม้ลายมือในแบรนด์ของเธอได้สำเร็จ

ในส่วนของดีไซน์ หากใครสงสัย แม้แพมไม่ได้เรียนจบทางด้านออกแบบโดยตรง แต่เธอใช้ประสบการณ์ที่ได้เห็นของสวยงามจากการไปเรียนอยู่เมืองนอก และได้ใช้ดวงตาของตนเก็บเอาศิลปะ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ธรรมชาติ ทุกอย่างมาหลอมรวมกัน กลั่นกรองเป็นดีไซน์

และอีกหนึ่งส่วนผสมที่ทำให้แบรนด์นี้กลมกล่อม คือรสนิยมของแพมเอง

“แพมได้แรงบันดาลใจในการทำเครื่องประดับ Silver Glam จากสีสันของผ้าโบราณ” แพมเล่า พลางบรรจงนำของสะสมของเธอออกมาวางเรียง

“อย่างผืนนี้เป็นผ้ามาจากมาเลเซียก็จริง แต่ไปได้มาจากทางใต้ เป็นผ้าที่ชาวบ้านใช้พาดบ่ากัน ส่วนผืนนี้เป็นผ้าเขมร อายุมากกว่าหนึ่งร้อยปี ลองจับเนื้อดูก็รู้ว่าจะเบาและบาง ของที่ทอกันในยุคนั้น ดูก็รู้เลยว่าไม่เหมือนยุคนี้ ลวดลายและสีเขามีเอกลักษณ์มาก” แพมอธิบาย พลางวางเครื่องประดับของเธอลงเทียบกับเนื้อผ้าให้ดูทีละชิ้น

Silver Glam ทายาทเอกมณี ร้านจิวเวลรี่ 65 ปีกับการ Redesign สร้อยแหวนยุคอากงด้วยสีผ้าโบราณ
 แหวนพลอยที่แมตช์สีกับผ้าเขมร  
Silver Glam ทายาทเอกมณี ร้านจิวเวลรี่ 65 ปีกับการ Redesign สร้อยแหวนยุคอากงด้วยสีผ้าโบราณ
ต่างหูที่พลอยเข้าคู่กับสีผ้าพาดบ่ามาเล

นอกจากการแมตช์สีของพลอยโบราณจากรุ่นอากงให้เข้ากันกับสีลงยาที่ผสมมาอย่างละเอียดแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกว่าสนุกไม่แพ้กัน ก็คือจินตนาการของแพมในการออกแบบตัวเรือนให้เข้ากับรูปทรงของพลอย ที่ไม่ได้พยายามบีบเค้นให้พลอยต้องเป็นทรงกลม ทรงรี เท่านั้น แต่ปล่อยให้เม็ดพลอยได้แสดงตัวออกมาอย่างโดดเด่นและเป็นธรรมชาติ 

“แพมชอบทำอะไรที่ไม่เหมือนใคร” เธอให้เหตุผลด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม นิสัยนี้เธอคงได้มาจากคุณพ่ออย่างไม่ต้องสงสัย

“ลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อไปลอง แล้วพอติดใจเขาก็กลับมาซื้อซ้ำ หรือช่วยบอกต่อให้ Silver Glam เหมือนเป็นแบรนด์ที่ดึงดูดคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน ไม่ต่างกับที่แพมชอบผ้าไทย แล้วต้องไปเสาะหาซื้อมาจากแหล่ง เราก็อยากให้คนรู้สึกแบบนั้นกับเครื่องประดับของ Silver Glam เหมือนกัน”

อาจเรียกได้ว่า Silver Glam คือการประสานกันระหว่างประสบการณ์ที่สั่งสมเกาะตู้กระจกร้านพลอยมาแต่เล็กแต่น้อย กับรสนิยมที่บ่มเพาะขึ้นมาผ่านการเวลาของแพม

๒๕๖๓

ผ่านมา 6 ปี Silver Glam ที่กำลังเติบโตอย่างเยือกเย็นแต่มั่นคง ได้ดึงเอาพลอยน้ำงามอีกเม็ดของร้านเพชรพลอยเอกมณีเข้ามาประกอบร่างเป็นผลงานใหม่ แพทตี้ ลูกสาวคนเล็กของครอบครัว ดีกรีนักกอล์ฟอาชีพ ผู้พาทีม New York University ที่เธอสังกัดอยู่ไปคว้าแชมป์รายการ NCAA Division III มาแล้วที่สหรัฐฯ 

ดูเหมือนจะเป็นลูกไม้ที่หล่นไกลต้น ถึงขั้นอัจฉราผู้เป็นแม่ยังเอ่ยปากว่า ลูกสาวคนเล็กไม่น่าจะมาเอาดีทางนี้ แต่เมื่อช่วง COVID-19 นี่เองที่ทายาทคนโตอย่างแพมชักชวนน้องสาวให้มาเข้าร่วมขบวนการด้วยกัน 

Silver Glam ทายาทเอกมณี ร้านจิวเวลรี่ 65 ปีกับการ Redesign สร้อยแหวนยุคอากงด้วยสีผ้าโบราณ
Silver Glam ทายาทเอกมณี ร้านจิวเวลรี่ 65 ปีกับการ Redesign สร้อยแหวนยุคอากงด้วยสีผ้าโบราณ

“ตอนแรกเราไม่ได้เห็นด้วยนะคะ” แพทตี้ยอมรับ น้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “แต่พี่แพมมาชวน เขาบอกว่าลองสิ มันได้เงินจริงๆ นะ เราอยากเอารายได้ไปซื้อไม้กอล์ฟเลยลองทำดู” 

แพทตี้คว้าเอาผลงานออกมาคลี่คลายลงบนโต๊ะ เป็นสารพัดสร้อยที่ร้อยลูกปัดสีหวานสลับกับเม็ดพลอยแสนสดใส ก่อนอธิบายว่าสินค้าของ Glam Edition ตั้งใจจับกลุ่มเป้าหมายเด็กลงกว่าแบรนด์ของคุณพ่อ และ Silver Glam

เรียกได้ว่าตอนนี้ ร้านเพชรพลอยเอกมณี Silver Glam และ Glam Edition ครองพื้นที่ในตลาดครบหมดแล้วทุกช่วงวัย

หน้าที่หลักของแพทตี้ในการทำ Glam Edition คือการทำการตลาดและการสื่อสาร ส่วนเรื่องของดีไซน์ แพมมีประสบการณ์อยู่แล้วจึงเป็นคนรับผิดชอบ โดยให้น้องสาวมาเติมส่วนที่ขาด นอกจากนั้น แพทตี้ยังเป็นช่างร้อยฝีมือดีคนหนึ่งของแบรนด์

Silver Glam ทายาทเอกมณี ร้านจิวเวลรี่ 65 ปีกับการ Redesign สร้อยแหวนยุคอากงด้วยสีผ้าโบราณ
Silver Glam ทายาทเอกมณี ร้านจิวเวลรี่ 65 ปีกับการ Redesign สร้อยแหวนยุคอากงด้วยสีผ้าโบราณ

“ช่วงแรกเราก็ร้อยขายเอง ใช้เทคนิคการร้อยย้อนเพื่อป้องกันพลอยหลุดหายเวลาสร้อยขาด ปกติเทคนิคนี้ใช้กับสร้อยมุกราคาหลักแสน แต่เราก็ทำเพื่อคุมคุณภาพ”

“ตอนนี้ขายมาแล้วห้าเดือน ผลตอบรับดีเกินคาดมาก จนร้อยเองอย่างเดียวไม่ไหว ต้องให้พี่ช่างมาช่วยแล้วค่ะ” แพทตี้เล่า

Glam Edition นี่ถือว่าโตเร็วมาก เขาเริ่มมาช่วง COVID-19 ที่ธุรกิจของพ่อกับแม่ชะงักลงพอดี การมีทั้งออร์เดอร์ของ Silver Glam และ Glam Edition อยู่ เลยช่วยให้ช่างของเรายังมีงานทำ” อัจฉราเสริมขึ้นมา สีหน้าภาคภูมิใจในผลงานการเจียระไนอัญมณีเม็ดงามอย่างลูกสาวทั้งสองของเธอ

ฉันอดถามต่อไม่ได้ว่า ตอนนี้แพทตี้เปลี่ยนใจจากอาชีพนักกอล์ฟมาจับเทรดพลอยแล้วหรือยัง “คิดว่าทำได้นะคะ ตอนนี้ก็ชอบพลอยมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย” ทายาทคนน้องตอบ ท่ามกลางสายตาอิ่มเอมของคุณพ่อ คุณแม่ และพี่สาว

นิรันดร์

นี่คือเรื่องราว 65 ปีฉบับกะทัดรัดของร้านเพชรพลอยเอกมณี กับการเปลี่ยนผ่านทั้งสามรุ่น ที่แต่ละรุ่นมีแนวทางการดำเนินธุรกิจของตัวเอง มีเอกลักษณ์ และเป็นเอกเทศ แต่งดงามอย่างเอกอุ

จากรุ่นที่ 1 ซึ่งบุกเบิกธุรกิจจากร้านพลอยกะจิริดพาเข้าสู่ความเฟื่องฟู สู่รุ่นที่ 2 ใช้กลยุทธ์การเข้าใจจุดแข็งของตัวเองมาต่อลมหายใจ รวมถึงขยายเขตข่ายไปให้ไกลกว่าเก่า เข้ารุ่นที่ 3 ที่มองเห็นความงดงามของธุรกิจเก่า และหยิบเอามาผสานกับรสนิยมของตนได้อย่างร่วมสมัย

สำหรับฉันแล้ว ธุรกิจที่ส่งต่อกันในครอบครัวงดงามไม่ต่างจากอัญมณีล้ำค่า

เพราะทั้งสองต่างส่องประกายผ่านกาลเวลาในแบบของตน

Silver Glam ทายาทเอกมณี ร้านจิวเวลรี่ 65 ปีกับการ Redesign สร้อยแหวนยุคอากงด้วยสีผ้าโบราณ

ภาพ : Silver Glam และ Glam Edition

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : แบรนด์ HARV (บริษัท แกรนด์ดิส จำกัด)

ประเภทธุรกิจ : เฟอร์นิเจอร์

ปีที่ก่อตั้ง : ค.ศ.​ 1983 (แบรนด์ HARV เริ่ม ค.ศ. 2020)

ผู้ก่อตั้ง : ปึงจือฮวด, ไพสิทธิ์ ปิติทรงสวัสดิ์

ทายาทรุ่นสอง : ชาตรี และ พรรณมาศ วระพงษ์สิทธิกุล

ทายาทรุ่นสาม : ชนน วระพงษ์สิทธิกุล

ใครว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์ เป็นได้แค่โชว์รูม

แต่ไม่ใช่สำหรับ HARV Brand แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ในแบบ Circular Economy ที่เน้นความยั่งยืนทั้งการผลิต การใช้งาน การตลาด จากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด

HARV มาจากคำว่า Harvest ที่แปลได้ทั้งเก็บเกี่ยวและผลผลิต เกิดจากความตั้งใจเก็บเกี่ยวสิ่งที่มีอยู่แล้วมาต่อยอด และพัฒนาจนเกิดเป็นแบรนด์ของตัวเองของ เชียร์-ชนน วระพงษ์สิทธิกุล ทายาทรุ่นสามจาก Inhome Furniture แบรนด์เฟอร์นิเจอร์จากไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด ซึ่งทำจากเศษไม้ที่เหลือจากการผลิตไม้

HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

ไม้ปาร์ติเกิลเป็นหนึ่งในวัสดุที่ดี ราคาสบายกระเป๋า น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้ง่าย เหมาะกับสายแต่งห้อง ตกแต่งคาเฟ่ ออฟฟิศ และเชียร์ยังเน้นใช้เศษไม้เหลือจากโรงงานของครอบครัว เขาเลือกแปรรูปเศษไม้ให้กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้และลดปริมาณขยะ ผลิตสินค้าที่เน้นความคุ้มค่า ภายใต้การดำเนินธุรกิจทั้งรูปแบบโรงงาน Inhome และแบบ OEM (Original Equipment Manufacturer : OEM) มาอย่างยาวนาน 39 ปี

ทุกดีไซน์ที่แบรนด์นี้ออกแบบ คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของผู้ผลิต และผู้ใช้งานเป็นสำคัญ

พื้นที่นี้จึงอยากเปิดให้เป็นคอมมูนิตี้เล็ก ๆ เป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์ เป็นที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และอยากพัฒนาคุณภาพชีวิตคนให้ดีขึ้นไปพร้อม ๆ กับสิ่งแวดล้อม

Inhome

ย้อนกลับไปเมื่อ 39 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ปี 1983 ครอบครัวนี้ไม่ได้ใช้วิธีบริหารงานแบบกงสีเสมือนหลายตระกูลใหญ่ แต่อากงเลือกมอบแต่ละโรงงานให้ลูก ๆ ไปดูแลกันเอง เพราะอยากให้ลูกหลานได้แสดงศักยภาพเต็มที่ และมีธุรกิจหาเลี้ยงครอบครัวได้ไปจนถึงอนาคต หนึ่งในผู้สืบทอดเลือกโรงงานไม้ซึ่งต่อยอดมาเป็นแบรนด์ Flo Furniture ส่วน คุณแม่พรรณมาศ วระพงษ์สิทธิกุล คุณแม่ของเชียร์เลือกรับช่วงต่อ Inhome Furniture จากอากงและคุณลุงมาจนถึงปัจจุบัน

ตัวอักษรพิมพ์เล็กสีขาวตัดกับโลโก้แบรนด์สีแดง แสดงถึงความจริงใจและความซื่อสัตย์ที่มีให้ลูกค้า เพราะเฟอร์นิเจอร์ในแบบของ Inhome ทำจากไม้แผ่นใหญ่ ใช้วัสดุที่แข็งแรงคงทน ออกแบบเพื่อการใช้งานอย่างยาวนานและคุ้มค่า เน้นผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ตามบ้านและออฟฟิศ มีสินค้าขายดีเป็นที่รู้จักอย่างตู้ทีวี ตู้รองเท้าที่จุได้เยอะและระบายอากาศได้ดี มีทั้งทำส่งออก งาน OEM และงานของแบรนด์เอง ซึ่งออกแบบภายใต้แนวคิดของโรงงานที่สั่งสมมารุ่นสู่รุ่นว่า ทุกครั้งต้องตัดไม้แผ่นหนึ่งให้เหลือเศษน้อยที่สุด และนำเศษที่เหลือนั้นไปต่อยอดเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ เช่น เอาเศษไม้เหลือจากหน้าบานมาทำลิ้นชัก

แต่แพตเทิร์นที่ลงตัวแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้ง บางทีการผลิต 3 ชิ้นอาจจะประหยัดพื้นที่ไม้มากกว่าการทำชิ้นเดียว แบรนด์ก็พร้อมจะเลือกอย่างหลัง เพื่อพยายามใช้ไม้ให้ได้ 85 เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือเศษน้อยที่สุด 

ลูกชายผู้เป็นทายาทรุ่นสามเกริ่นว่า “บางทีเฟอร์นิเจอร์อาจสวยน้อยหน่อย แต่แข็งแรงใช้ได้นาน บางทีเขาก็จะเพิ่มขาตรงนั้น เพิ่มคานตรงนี้ให้ไม่แอ่น ซึ่งเป็นแนวคิดรุ่นคุณพ่อคุณแม่ที่ทำมาตลอด” 

ชนิดที่ว่าเรื่องดีไซน์เป็นรอง ฟังก์ชันและความคุ้มค่าต้องมาก่อน

HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์
HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

HARV

หลังจากเชียร์เรียนจบและทำงานประจำได้ประมาณ 3 ปี ก็ค้นพบว่าไม่ใช่ทางของตัวเอง จึงตัดสินใจออกมาพัฒนาแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ของที่บ้าน พร้อมทั้งต่อยอดเป็นแบรนด์ตัวเองขึ้นมา และในจังหวะเวลาที่เหมาะสม เขาได้เจอกับเพื่อนมัธยมที่เคยรู้จัก แต่ไม่ได้เจอกันนานอย่าง ตาล-ณัฐฏิยา รัชตราเชนชัย ซึ่งกลับมาเจอกันอีกครั้งในงานแต่งงานของเพื่อน เชียร์ผู้มีคอนเซ็ปต์และสิ่งที่อยากทำอย่างชัดเจนแล้ว จึงชวนตาลซึ่งกำลังมีแพลนออกจากงานประจำ มารับหน้าที่ดีไซเนอร์ ทั้งคู่จึงตกลงใจร่วมสร้างแบรนด์นี้มาด้วยกัน

เตียง ตู้ และโต๊ะ ผลิตจากไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด ซึ่งทำจากเศษไม้เล็ก ๆ ที่เหลือจากอุตสาหกรรมการผลิตไม้ นำมาผสมกาวขึ้นรูปเป็นแผ่น กาวที่ใช้ก็มีหลายเกรด HARV เลือกใช้เกรด กาว E1 ซึ่งมีสารฟอร์มัลดีไฮด์ต่ำ เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว ทั้งยังไม่มีกลิ่นฉุนแสบจมูกและไม่ระคายเคืองตา 

คอนเซ็ปต์หลักของแบรนด์คือ มองการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกัน ต้องพัฒนาและเสริมทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน

เริ่มจากการมองหาความสัมพันธ์ใหม่ ๆ ระหว่างเฟอร์นิเจอร์กับผู้ใช้งาน เช่น ตู้ Pantry สำหรับคนดริปกาแฟที่บ้าน ตู้วางเครื่องเล่นแผ่นเสียง หรือ สเตชั่นแยกขยะสำหรับใช้ในครัวเรือน เพื่อตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบัน 

นอกจากนี้ เฟอร์นิเจอร์ยังสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานบางส่วนตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ให้เฟอร์นิเจอร์ได้เติบโตไปกับผู้ใช้งาน เพื่อยืดอายุการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างยั่งยืน ไม้หนึ่งแผ่นจึงถูกคิดตั้งแต่เริ่มเลยว่า ตัดส่วนไหนอย่างไร ซึ่งตาลมองว่าสิ่งนี้เป็นโจทย์ตั้งต้นในการออกแบบได้ดี

เมื่อไม้แผ่นใหญ่ถูกนำไปตัดแต่งเป็นเฟอร์นิเจอร์สักชิ้นแล้ว สิ่งที่เหลือต่อจากนั้นคือ เศษไม้

HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

HARV จึงเลือกใช้เศษไม้เหล่านั้นมาแปลงโฉมให้กลายเป็น โต๊ะ เก้าอี้ ที่เน้นดีไซน์เรียบง่าย สบาย ๆ และฟังก์ชัน ไปพร้อม ๆ กับเรื่องสิ่งแวดล้อม เกิดเป็นสินค้ามากมายที่เน้นขายดีไซน์และไอเดีย ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่ฉีกออกจากแบรนด์เดิมอย่างสิ้นเชิง เช่น ‘PETAL STOOL’ ขาของเก้าอี้สตูลทั้ง 4 แผ่น ถูกออกแบบให้มีแพตเทิร์นการตัดและการเจาะเหมือนกัน เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการกับเศษไม้ที่มีในโรงงาน หุ้มบุด้วยผ้ารีไซเคิลจากขวด PET 

มีเก้าอี้แล้วก็ต้องมีโต๊ะ Particle Board Scraps โต๊ะข้างจากเศษไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด โดยโต๊ะข้างประกอบด้วยชิ้นส่วนง่าย ๆ 4 ส่วน ที่ปรับเปลี่ยนรูปทรงและลวดลายของแต่ละชิ้นได้อย่างอิสระไม่มีที่สิ้นสุด

สตูลชิ้นนี้พิเศษตรงแพ็กเกจจิ้งที่เป็นได้ทั้งกระเป๋าและเบาะ Paree Stool (มาจากคำว่า Pare แปลว่า ปอกเปลือก) จึงสื่อถึงลูกเล่นของที่นั่งเบาะ นอกจากจะใช้รองนั่งเพื่อความสบายแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นเปลือกหุ้ม หรือแกะออกมาเป็นถุงผ้าไว้หุ้ม Flat Pack Stool ตัวนี้ เพื่อลดการใช้วัสดุอื่น ๆ ในการบรรจุเพื่อขนส่ง พร้อมทั้งสกรีนวิธีประกอบลงบนผ้า รับประกันว่าหมดปัญหาคู่มือหายอย่างแน่นอน และลวดลายบนเบาะยังเพิ่มความน่ารักให้มุมบ้านได้ด้วย

และโปรเจกต์สุดพิเศษ ‘RECO cabinet’ by HARV x LAMUNLAMAI ตู้เก็บของที่เป็นมากกว่าที่เก็บของ เพราะสร้างไลฟ์สไตล์ให้เจ้าบ้านได้ด้วย ผสมทั้งศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ระหว่างศาสตร์ของการออกแบบเฟอร์นิเจอร์และเซรามิกสไตล์ซิกเนเจอร์ของ LAMUNLAMAI กลายมาเป็นตู้ที่จะมอบศิลปะในการใช้ชีวิตและฟังเพลงให้กับผู้ใช้งาน

วัสดุที่แบรนด์มีอย่างเดียวคือไม้ การคอลแลบเลยเป็นทางที่ถูกเลือก ซึ่งเป็นการช่วยกันโปรโมต ได้เรียนรู้ Know-how หลากหลาย ได้คอนเนกชัน และได้แลกเปลี่ยนวิธีคิดซึ่งกันและกัน

“เราตั้งใจออกแบบเพื่อที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอย่างคุ้มค่าที่สุด ไปพร้อม ๆ กับคงคุณภาพการใช้งานที่ดี”

ความคุ้มค่าไม่ได้จบลงในส่วนการผลิต แต่ยังครอบคลุมไปถึงการตลาดที่คุ้มค่าด้วย เชียร์ศึกษาการลงทุน การโฆษณาอย่างละเอียดทุกครั้ง และเลือกทำ SEO เพื่อผลลัพธ์ในระยะยาว

HARV แบรนด์แนวคิด Circular Economy ของทายาทรุ่นสาม ที่อยากเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

จาก Inhome สู่ HARV Brand

“ตอนแรกเขาคิดว่ามันยากเหมือนกัน” เชียร์เล่า

คุณพ่อคุณแม่เข้าใจคอนเซ็ปต์ที่ลูกชายต้องการจะสื่อ แต่อดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะเนื้อไม้คนละเกรด ไม่สามารถแยกออกด้วยการมองเห็นหรือสัมผัสพื้นผิว การสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ละเลยไม่ได้ เพราะเป็นสื่อหลักที่จะทำให้ลูกค้าเข้าใจตรงกันกับแบรนด์

นอกจากเรื่องการเข้าใจคุณภาพไม้ ยังมีอีกเรื่องที่พ่อแม่เป็นห่วง คือเรื่องการแข่งขันด้วยราคาที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น ตั้งแต่ที่จีนเปิดประเทศก็มีการนำเข้าสินค้าต่าง ๆ ในราคาถูก ขายในราคาเทียบเท่าต้นทุนของแบรนด์ การแข่งราคา และการกดราคา จึงเป็นเหมือนปัญหาสากลที่หลากหลายแบรนด์ประสบ เพื่อความต้องการเป็นที่ยอมรับของตลาด 

“แต่เราไม่อยากเข้าสู่สนามนั้น เราเลยสร้างแบรนด์เราเอง ตอนนี้ก็เหลือพิสูจน์ให้เขาเห็นอีกหน่อยว่า มันเป็นไปได้และหวังว่าคนที่เริ่มมาสนใจสิ่งแวดล้อม จะมาสนใจของของเรามากขึ้น” 

เชียร์เล่าต่อว่าในช่วงเริ่มต้นยังมีรายได้ไม่มาก แต่เขาเชื่อมั่นที่จะค่อย ๆ เติบโตไปเรื่อย ๆ เมื่อพ่อแม่เริ่มเห็นว่าเป็นชิ้นเป็นอัน ตัวเขาทำจริงจัง ก็เริ่มซัพพอร์ตมากขึ้น โดยมอบพื้นที่ส่วนหน้าโรงงานที่ว่างอยู่ ให้ขยายจากออนไลน์สู่หน้าร้าน จึงกลายมาเป็นโชว์รูมและร้านกาแฟอย่างที่เราเห็น

สิ่งที่ทำให้พ่อแม่มั่นใจไม่ใช่เพียงแนวคิดหนักแน่นของเขา แต่เป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริง

แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์
แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

HARVKIND

“เราอยากสร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนที่สนใจสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสัตว์เลี้ยง”

HARVKIND ตั้งใจเป็นพื้นที่สำหรับทุกคน ไม่แม้แต่คนที่สนใจสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และสัตว์เลี้ยง แต่รวมถึงคนในพื้นที่ที่เพียงแค่อยากหาร้านคาเฟ่ เพื่อนั่งผ่อนคลายจิบกาแฟ พบปะพูดคุยกับใครสักคน คนที่ต้องการพื้นที่สงบในการทำงาน หรือคุณแม่นั่งรอเวลาไปรับลูกที่โรงเรียน ทั้งหมดนี้เป็นเพียงไลฟ์สไตล์ส่วนหนึ่ง แต่เป็นส่วนที่หล่อหลอมให้คอมมูนิตี้แห่งนี้เกิดขึ้น

เชียร์มองว่าร้านกาแฟในแบบ Pet Friendly จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดคนได้ ทำให้คนเข้าถึงง่ายมากขึ้น และเขาตั้งใจอยากให้ HARVKIND เป็นพื้นที่รองรับไลฟ์สไตล์ของชาว HARV ที่เอาใจใส่สิ่งที่อุปโภคบริโภค โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ผู้คน และสิ่งมีชีวิตรอบตัว

 เมื่อเปิดประตูเข้ามา จะเจอกับโซนแรก เป็นส่วนของคาเฟ่ มีเคาน์เตอร์ชงกาแฟ มีมุมที่นั่งไม่มากไม่น้อยให้ทุกคนได้เลือกตามมุมโปรด โต๊ะ เก้าอี้ รวมไปถึงถังขยะแยกประเภท เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็นของที่แบรนด์มีขาย เหมือนให้ลูกค้าได้มาลองสัมผัสก่อนซื้อจริง

“สมัยเรียนอยู่ที่รุ่งอรุณ มีการปลูกฝังให้แยกขยะ พอโตขึ้นมาเราเห็นผลกระทบเยอะตั้งแต่เด็กจนโต ทั้งโลกร้อน อากาศร้อน เลยพยายามที่จะทำเพื่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไปไหนมาไหนเราก็พกแก้ว พยายามไม่ใช้ถุง คือพยายามทำเท่าที่เราทำได้โดยไม่ได้ยุ่งยากชีวิตเกินไป”

ความสนใจในการแยกขยะก่อเกิดเป็นไอเดียถังขยะแบบแยกประเภทในดีไซน์โมเดิร์นมินิมอล เข้ากับทุกมุมในบ้าน ถ้าหากว่าสนใจก็สอบถามรายละเอียดและจับจองกลับบ้านได้ ส่วนทางด้านขวาของโซนที่นั่งก็จะมีอาหารเพื่อสุขภาพจากน้องชาย โซนคอมบูฉะ มีรีฟิลสเตชันจากแบรนด์ Hug Organic และมีอาหารสำหรับน้องหมาจำหน่ายด้วย

ถัดเข้าไปด้านในเป็นโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ มีโต๊ะ ตู้เตียง เก้าอี้ของ HARV วางเรียงรายให้ลูกค้าได้ชมและสัมผัส 

นอกจากนี้ยังมีสตูดิโอขนาดย่อมสำหรับให้เช่าทำกิจกรรม และมีเวิร์กชอปอเนกประสงค์ เช่น จัดสัมมนาให้ความรู้เรื่องเฟอร์นิเจอร์บ้าง กาแฟบ้าง และมีอีเวนต์เกิดขึ้นอยู่เสมอบนพื้นที่ส่วนนี้ด้วย 

แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์
แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

จาก HARV วันนี้ ถึง HARV ในอีก 3 ปีข้างหน้า

ปกติแล้ว แบรนด์จะรับประกันเฟอร์นิเจอร์ภายใน 10 ปี โดยจะมีบริการรับซ่อมสินค้าหากมีปัญหา แต่ในอนาคตอันไม่ใกล้ไม่ไกล HARV ตั้งใจรับคืนเฟอร์นิเจอร์ที่มีอายุการใช้งานนานเกิน 5 ปี กลับมา เพื่อนำไปบริจาคหรือส่งต่อมือสอง เพื่อให้คนนำไปต่อยอดมูลค่า

ส่วนเศษไม้ปาร์ติเกิลที่นำมาแปรรูปต่อเป็นเฟอร์นิเจอร์ หากวันหนึ่งไม่เพียงพอก็มีแผนจะจัดซื้อจากโรงงานอื่น แทนที่จะใช้ทรัพยากรใหม่

ทายาทรุ่นสามคนนี้อยากให้ HARV เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ที่ดำเนินธุรกิจแบบ Circular Business อย่างสมบูรณ์ตามหลัก 3Rs ได้แก่ Reduce, Reuse, Recycle และเป็นแบรนด์สำหรับคนที่อยากแต่งบ้าน แต่งร้าน แต่งออฟฟิศ หรือคนที่อยากมีเฟอร์นิเจอร์สวย ใช้งานได้ดี ตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้ใช้งานที่หลากหลาย ทั้งยังใช้งานได้อย่างยั่งยืนที่สุดจนค่อย ๆ เติบโตไปพร้อม ๆ กับผู้ใช้งาน

“เราอยากทำเป็นตัวอย่าง ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ทำงานอะไร ทุกคนก็ใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้ เราอยากทำให้เห็นว่าธุรกิจเล็ก ๆ ของเราก็ทำเรื่องแบบนี้ได้ เราอยากให้คนทำเยอะขึ้นนะ แม้จะเป็นอุตสาหกรรมเราเอง เหมือนทุกคนจะได้ช่วยกันพัฒนา ทั้งวัสดุและวิธีการทำ สุดท้ายมันต้องมี Supply Chain และถ้าคนใช้มากขึ้น พอผลิตเยอะขึ้น ราคามันก็จะถูกลง” 

เชียร์และตาลหวังเสมอว่า อยากให้คนที่ไม่เคยสนใจสิ่งแวดล้อมเลยได้ลองฉุกคิดสักนิด และอยากให้ HARV เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้คนใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น 

“อย่างการทำธุรกิจของเรา เราไม่ได้ทำแค่เอากำไรนะ แต่เราให้คืนกับคนและสิ่งแวดล้อมด้วย”

แบรนด์ของทายาทรุ่นสามโรงงานเฟอร์นิเจอร์กับแนวคิด Sustainable Design ที่ตั้งใจเป็นมากกว่าร้านขายเฟอร์นิเจอร์

Writer

ปิยฉัตร เมนาคม

หัดเขียนจากบันทึกหน้าที่ 21/365 เพิ่งค้นพบว่า สลัดผักก็อร่อย หลงใหลงานคราฟต์เป็นชีวิต ของมือสองหล่อเลี้ยงจิตใจ ขอจบวันง่าย ๆ แค่ได้มองพระอาทิตย์ตกจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี วันนั้นก็คอมพลีทแล้ว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load