ความเดิมจากตอนที่แล้ว

เรื่องอุ้มจับพลัดจับผลูกลายไปเป็นเมกเกอร์ สร้างแบรนด์ตุ้มหูเสร็จสรรพใน 30 วัน

เรื่องนี้มันมีเบื้องหลังค่ะ

คิดว่าแม่บ้านคนหนึ่งดูดฝุ่นอยู่ดี ๆ จะมีนิมิตให้เข้าไปจดทะเบียนบริษัทสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาได้อย่างงั้นเหรอ!

มันต้องมีคนรู้จักทำอะไรแบบนั้นได้มาก่อน ถึงจะพอไปไถ่ถามขอความรู้ แล้วเอามาทำเอง ใช่ไหมคะ

อุ้มเองก็โชคดี มีเพื่อนคนหนึ่งที่มารู้จักที่นี่เมื่อ 6 – 7 ปีก่อน อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนก็บอกว่าจะทำเสื้อผ้าเด็กขาย อุ้มก็เลยได้เห็นการสร้างแบรนด์จนมีคนรักทั่วบ้านทั่วเมือง แถมจากเสื้อผ้าเด็ก วันนี้ยังขยับขยายไปมีหน้าร้าน ขายของแต่งบ้านเพิ่มมาอีกด้วย

เพื่อนคนที่ว่านี้ ชื่อ ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ เจ้าของแบรนด์สุดแสนจะน่ารัก ชื่อ ‘Silly Daisy’ ค่ะ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

    อุ้มนี่ก็ได้ปุ้มคอยให้คำปรึกษามาไม่รู้กี่รอบ วันนี้เลยไปนั่งคุยกันมายาว ๆ เพราะเชื่อว่าคนที่อยากสร้างแบรนด์ขายของ น่าจะได้ความรู้จากความที่เคยไม่รู้ของเราสองคน มาฟังกันค่ะ

อุ้ม : ทำไมถึงคิดจะทำเสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : เริ่มจากชอบซื้อผ้า (หัวเราะ) คือซื้อมาเฉย ๆ ด้วยนะ ยังไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร แต่ไปร้านผ้าที่นี่แล้วผ้ามันน่ารักมาก ก็เลยซื้อมาเก็บ ๆ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นงานศิลปะที่จับต้องได้ แล้วก็ไม่แพงเกินไป จนสามีบอกว่า ถ้าไม่เอาผ้าพวกนี้มาทำอะไร ห้ามซื้อใหม่แล้วนะ (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่าจะเอามาตัดเสื้อ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : เย็บผ้าเป็นอยู่แล้วเหรอ

ปุ้ม : ไม่เป๊นนนนน (หัวเราะ) ตอนสมัยมัธยมเคยเย็บอย่างเดียวคือปลอกหมอน แบบที่เย็บตะเข็บตรงปรื๊ดอย่างเดียวยาว ๆ น่ะ แต่ทีนี้เรามีลูกสาว ตอนนั้นยังไม่ 3 ขวบดี (ตอนนี้ 10 ขวบแล้ว) ก็เลยคิดว่าอยากตัดชุดให้ลูก

อุ้ม : เคยใช้แพตเทิร์นตัดเสื้อมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : ไม่เคย (หัวเราะ) ทีแรกไปซื้อยี่ห้อพวก Simplicity ที่แบบแม่บ๊านแม่บ้าน แต่โคตรยากเลย เปิดมาแล้วมึน ทำตามไม่ได้ ก็เลยไปหายี่ห้ออื่นที่มันสมัยใหม่หน่อย ทำตามได้ง่าย ๆ อย่างยี่ห้อ Oliver + S

อุ้ม : ทีนี้ได้เลย

ปุ้ม : ก็เป็นชุดแหละ แต่ห้ามเปิดดูข้างในนะจ๊ะ ตะเข็บตะเขิบดูไม่ได้เลย (หัวเราะ) จักรพ้งก็ยังไม่มี แต่ก็ภูมิใจนะ เพราะจากที่ไม่เคยเย็บอะไร ก็บ้าบิ่นตัดชุดเลย แม่เราก็บอกว่า “เธอออ…จะทำชุดแรก เอาผ้าถูก ๆ มาลองตัดก่อน” แต่แบบนั้นมันไม่ได้แรงบันดาลใจ เราก็เอาผ้าสวย ๆ ที่ซื้อมานี่แหละลองทำเลย

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม :  แล้วกลายมาเป็นธุรกิจได้ไง

ปุ้ม :  ก็ลูกเราใส่ไปโรงเรียน ใส่ไปโน่นมานี่ แล้วก็มีคนชม เพื่อนแม่ ๆ ด้วยกันก็บอก “ทำขายเลย” เราก็ทำแจกลูกเพื่อนก่อน เพิ่งมาจริง ๆ จัง ๆ ตอนลูกเข้าอนุบาล ประมาณปี 2017 เริ่มขายใน Etsy ส่วนเว็บไซต์เรามีอยู่แล้วชื่อ Silly Daisy นี่แหละ เพราะเราจดทิ้งไว้ตั้งนานแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วจดทะเบียนตั้งบริษัทตั้งแต่แรกเลยไหม

ปุ้ม : เปล่า ๆ เพิ่งมาจดตอนต้องซื้อของ Wholesale เพราะตอนเริ่มใหม่ ๆ เรายังไม่ได้ซื้อผ้าเยอะ ก็ไปซื้อตามร้านทั่วไปนี่ล่ะ อย่างแพง ทำตอนแรก ๆ นี่แทบไม่ได้กำไรเลยนะ แพสชันล้วน ๆ (หัวเราะ) แต่ละชุดกว่าจะทำเสร็จก็นานมาก เพราะยังเย็บไม่ค่อยเก่ง จักรอุตสาหกรรมก็ยังไม่ได้ซื้อ ทีนี้พอเริ่มจะซื้อผ้าในราคาขายส่ง ต้องมีบริษัท ก็เลยไปจดทะเบียน

อุ้ม : สักปีสองปีได้มั้ยกว่าจะมาจดทะเบียน

ปุ้ม : ไม่เลย เราเป็นคนทำอะไรเร็ว อยากทำอะไรทำเลย บางทีนะ ไม่คิดด้วยซ้ำ (ยิ้ม) แต่เป็นความโชคดีหรือเปล่าไม่รู้ จังหวะมันได้ เพราะในพอร์ตแลนด์ไม่ค่อยมีคนทำของเด็ก เวลาไปออกงาน เราก็จะเด่นขึ้นมา คู่แข่งก็ไม่เยอะ

อุ้ม : จากที่ลองทำดู กลายเป็นจริงจัง ออกงานแฟร์อะไรแบบนี้ ใช้เวลานานแค่ไหน

ปุ้ม : ปีเดียว ไปออกงานเลย แต่ก็ต้องมีเว็บไซต์กับโซเชียลมีเดียที่โอเคนะ เพราะคนจัดงานเขาไม่มีเวลามาศึกษาแบรนด์เราหรอก เขาก็ดูจากไอจี

อุ้ม : แล้วตอนเริ่มใหม่ ๆ ยังไม่มีคนฟอลโลว์ ทำยังไง โพสไปเยอะ ๆ งี้เหรอ

ปุ้ม : เราต้องไปฟอลโลว์ชาวบ้านชาวเมืองเขาก่อน คนที่ขายของคล้าย ๆ ของเรา แล้วไปคอมเมนต์ เพื่อเขาจะได้เห็นเรา ซึ่ง… ใครจะมีเวลาวะ (หัวเราะ) ของก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นโซเชียลมีเดียเรานี่ค่อย ๆ  โตมาก ๆ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วคนรู้จักแบรนด์ Silly Daisy ได้ยังไง

ปุ้ม : ปีแรก ๆ เราไปออกงานเยอะมากกกกก มีปีหนึ่งช่วงคริสต์มาสไปออก 7 – 8 งานน่ะ เหนื่อยม้ากกกก (หัวเราะ) ไปจนแบบว่า “ฉันทำอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว สังขารไม่ได้อย่างแรง” แต่มันก็ Pay Off นะ คือเราต้องไปให้คนเห็น แล้วเราขายของเด็ก ตลาดเราคือพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราก็จะไปออกงานตามโรงเรียน แต่ก็เลือกโรงเรียนที่มีกำลังซื้อ แล้วก็ขี้เกียจด้วยนะ ไปแต่แถว ๆ นี้ (หัวเราะ)

อุ้ม : อ้าว แต่ก็เป็นขี้เกียจที่มีเหตุผลนะ เพราะเรารู้ว่าคนแถวนี้มีพฤติกรรมการซื้อของยังไง

ปุ้ม : ความโชคดีอีกอย่างคือ คนพอร์ตแลนด์เขาจะไม่มาคิดยุบยิบว่า อุ๊ย แพงจังโน่นนี่ เพราะเขารู้ว่าเป็นของทำมือ ก็ช่วยกันซื้อ

อุ้ม : แล้วตั้งราคายังไง

ปุ้ม : แรก ๆ เราคิดจากความสามารถในการซื้อของตัวเราเอง แต่ลืมไปว่ามันมีคนอื่นที่จ่ายได้แพงกว่านี้เว้ย (หัวเราะ) ตอนแรกเพื่อนที่เป็น Maker ด้วยกันมาเห็นราคาเราแล้วบอกว่า “ไม่ได้นะ เธอต้องตั้งแพงกว่านี้” แล้วพอทำไปเรื่อย ๆ เราก็เห็นว่ามันไม่คุ้มจริง ๆ ก็เลยต้องขึ้นราคา แต่ก็ยัง 59 – 69 เหรียญนะ เพราะนี่มันพอร์ตแลนด์ ไม่ใช่แอลเอ นิวยอร์ก ตั้งราคาชุดเด็กสูงกว่านี้คนก็จะว่าแพงไป จะตั้ง 120 เหรียญไปเลยก็ได้นะ แต่จะไปขายที่ไหน คือเราต้องรู้ว่าตลาดของเราอยู่ที่ไหน แล้วเราต้องเอาแบรนด์เราไปให้ถึงตรงนั้น

อุ้ม : มีช่วงหนึ่งที่จ้างคนมาทำไอจีด้วยนี่

ปุ้ม : ช่วงนั้นอยากให้มีคนฟอลโลว์มากขึ้น ก็เลยตัดสินใจจ้างคนมาทำ เขาก็ช่วยตรงมาดูโทนสี มาสอนใช้แอปฯ ที่ตั้งเวลาให้โพสต์ มีตารางการโพสต์มากขึ้น แต่สุดท้ายก็อยู่ที่เราเองอยู่ดี ตอนนี้เราก็ไม่ได้ใช้เขาแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ตอนนี้ก็ค่อนข้าง Active นะ

ปุ้ม : ใช่ โพสต์ทุกวัน เพราะเราสังเกตได้เลยว่าถ้าโพสต์ทุกวัน มันจะมีคน Engage มากกว่า จริง ๆ อยากจะจ้างคนทำนะ ก็ไม่มีเงินจ้าง (หัวเราะ)

อุ้ม : เป็นความข้นแค้นของคนทำธุรกิจเล็ก ๆ เนอะ จะโตก็ก้ำ ๆ กึ่ง ๆ จะจ้างคนก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวต้นทุนสินค้าสูงเกินแต่ขึ้นราคามากไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องทำทุกอย่างเองหมด

ปุ้ม :  ใช่

อุ้ม : ตอนนี้ปุ้มขาย 3 ช่องทางเนอะ ขายส่ง ขายทางเว็บ แล้วก็มีหน้าร้านด้วย แบบไหนดียังไง

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

ปุ้ม :  เวลาขายส่ง เราไม่ขายชุด เพราะใช้เวลานาน ไม่คุ้ม เราก็จะขายพวกชิ้นเล็ก ๆ ทำเร็ว ๆ อย่าง Bib (ผ้าซับน้ำลายเด็ก) สั่งมา 70 อันเราทำแป๊บเดียวเสร็จ แล้วเราทำให้แค่เจ้าเดียว คือ Tender Loving Empire เพราะเขามี 8 สาขาทั่วพอร์ตแลนด์ มีร้านในสนามบินด้วย มันก็ช่วยทำให้คนรู้จักแบรนด์เรามากขึ้น อีกอย่างคือได้เงินก้อน ได้มาก็เอาไปซื้อผ้า (หัวเราะ)

อุ้ม : ธุรกิจคุณนายเนอะ

ปุ้ม : (หัวเราะ) ก็ถือว่าโชคดีนะ ที่ทำโดยไม่มีความกดดัน เพราะสามีเป็นรายได้หลักของครอบครัวอยู่แล้ว ของเรานี่เป็นแค่รายได้เสริมกะจุ๊งกะจิ๊ง เอาไว้ช้อปปิ้งไม่ต้องขอเงินสามี

อุ้ม : แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราชอบ อยากทำ ทำแล้วรู้สึกมีคุณค่ากับตัวเอง

ปุ้ม : ใช่ แต่จะหวังว่าให้สามีเลิกงานแล้วเราทำคนเดียว ก็จะไม่พอกินนะจ๊ะ (หัวเราะ) ขนาดมีคนหนึ่ง ชื่อลินด์ซีย์ ฟอกซ์ เขาเป็นศิลปินพอร์ตแลนด์ที่มีคนฟอลโลว์เยอะมาก รูปหนึ่งขายหกเจ็ดร้อยเหรียญเลยนะ เขาเอางานมาขายที่ร้านเรา เราก็แซวเล่นว่า โห แบบนี้ลาออกจากงานประจำมาทำแต่วาดรูปขายได้แล้วมั้งเนี่ย เขาตอบมาว่าไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนจ่ายประกันสุขภาพ เอาเงินใส่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่าง ๆ ให้ครอบครัว เพราะฉะนั้นเขายังต้องทำงานประจำ เพราะเป็น Maker ที่อเมริกา มันยากตรงไม่มี Benefit นี่แหละ หรืออย่างที่ร้านเรา มี Maker 9 คน มีแค่คนเดียวที่เป็น Breadwinner

อุ้ม : ที่เหลือสามีเลี้ยงหมด

ปุ้ม : (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : มีหน้าร้านนี่ดียังไง

ปุ้ม : ดีเรื่องรายได้ เพราะเงินที่ขายได้ในแต่ละเดือนนี่มาจากหน้าร้านเยอะมาก ยอดขายจากเว็บไซต์คือขำ ๆ ไปเลยอะ นี่เป็นอีกสาเหตุที่เราไม่ต้องไปจ้างคนมาทำไอจี เพราะเรามีหน้าร้านไง คนเดินมาหาเรา ไม่ใช่เราต้องพยายามออกไปในสื่อ ที่น่ารักอีกอย่างคือคนพอร์ตแลนด์เนี่ย พอเห็นของที่ร้านเรา แทนที่จะไปซื้อกับเว็บไซต์คนที่ทำของนั้นโดยตรง เขาก็จะซื้อกับเรา ถึงจะแพงกว่าด้วยนะ เพราะเขาอยากสนับสนุนธุรกิจเล็ก ๆ

อุ้ม : แล้วทำไมตอนนั้นถึงเพิ่มของใช้ในบ้านเข้ามา ไม่ได้มีแต่เสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : ความชอบส่วนตัวล้วน ๆ อีกเหมือนกัน เราเป็นคนชอบของกระจุกกระจิก แต่มีประโยชน์ ใช้งานได้ อีกอย่างคือลำดับความสำคัญในชีวิตมันเปลี่ยนไปด้วยเนอะ แต่ก่อนไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว ก็ชอบแต่งตัว แต่พอเป็น Homemaker ก็ชอบทำบ้านให้น่าอยู่ พอจะมีหน้าร้าน เราเลยเพิ่มของใช้เข้ามาด้วย คนจะได้มีอะไรให้เลือกมากขึ้น แรก ๆ ก็เน้นพวกผ้าก่อน อย่างผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดจาน เพราะว่ามันเบา ส่งง่าย

อุ้ : เลือกของเข้าร้านยังไง

ปุ้ม : ส่วนใหญ่เราซื้อจากธุรกิจเล็ก ๆ หรือ Maker รายย่อยคนอื่น เพราะยอดสั่งขั้นต่ำไม่สูงมาก เราจะได้ไม่ต้องมีสต็อกเยอะ เพราะถ้าเราซื้อของจากแบรนด์ใหญ่ ๆ ต้องสั่งอย่างน้อย 500-1,000 เหรียญ เราไม่ได้มีเงินทุนเยอะขนาดนั้น เป็นร้านเล็ก ๆ ไม่ควรสต็อกของเยอะด้วย เงินจะไปจม และอีกอย่างแบรนด์ที่เราเลือกมาที่ร้าน เราเน้น Small Makers ที่เป็น Women-Owned ซึ่งผลิตในอเมริกา หรือถ้าไม่ได้ทำที่นี่ ก็เน้นเป็น Fair Trade ทำธุรกิจโดยไม่กดขี่และจ่ายค่าแรงลูกจ้างแบบเป็นธรรม

อุ้ม : ในปีหนึ่งนี่ช่วงไหนขายดี ช่วงไหนเป็น Low Season

ปุ้ม : เดือนมกราฯ ถึงมีนาฯ นี่จะเงียบมากเลย เพราะคนเพิ่งซื้อของหนัก ๆ ไปช่วงคริสต์มาสปีใหม่ แต่พอหลังมีนาฯ คนได้เงินคืนภาษี ก็เริ่มมีกำลังซื้อมากหน่อย พอพฤษภาฯ มีวันแม่ ก็จะเริ่มคึกคัก เข้าซัมเมอร์ช่วงมิถุนาฯ เป็นต้นไป ก็จะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงตุลาฯ พฤศจิกาฯ มี Thanksgiving มีคริสต์มาส ช่วงนั้นก็จะขายกระหน่ำเลย อีกอย่างที่นี่มันมีฤดูกาลชัดเจนเนอะ แต่ละหน้าก็จัดบ้านเปลี่ยนไป Spring, Summer, Fall นี่ไม่เหมือนกัน พอฤดูเปลี่ยน คนก็จะจัดบ้าน แต่งบ้านใหม่

อุ้ม : มีของที่ซื้อมาแล้วไม่โดน ขายไม่ได้ไรงี้ไหม

ปุ้ม : มี๊! (ยิ้ม)

อุ้ม : แล้วทำไง

ปุ้ม : ถ้าอันไหนขายไม่ได้จริง ๆ คิดว่าจะไม่สั่งมาอีกแล้ว หมดแล้วหมดเลย เราก็เอาออกไปตั้งโต๊ะลดราคาหน้าร้านเลย แล้วระหว่างปีก็มีลดราคา แต่ไม่เยอะนะ 2-3 ครั้งเอง

อุ้ม : การลดราคานี่เป็นการทำร้ายแบรนด์มั้ย แบบคนไม่ยอมซื้อเต็มราคา เพราะรอให้เอามาลด

ปุ้ม : ไม่นะ เพราะเราไม่ได้ลดบ่อย แล้วอันที่ลดจริง ๆ นี่คือของที่ไม่ได้ขายดี คนไม่ได้ซื้อเยอะ ๆ อยู่แล้ว

อุ้ม : แล้วช่วงโควิดหนัก ๆ นี่ผ่านมาได้ยังไง

ปุ้ม : เราปิดร้านไป 3 เดือนเลยนะ คนก็ยังสั่งทางเว็บไซต์ ขอให้ไปส่งที่หน้าบ้าน น่ารักมาก พอเรากลับมาเปิดร้าน ก็ต้องจำกัดจำนวนคนเข้าใช่มั้ย ตอนคริสต์มาสนะ น้ำตาแทบไหล คนมายืนต่อคิวกันหน้าร้านยาวเหยียดเลย

อุ้ม : ร้านนี่ทำมากี่ปีแล้วนะ

ปุ้ม : 4 ปีแล้ว

อุ้ม : ไปเจอร้าน plural กับหุ้นส่วนทั้งหมดได้ไง เราว่าโมเดลของปุ้มดีมากเลย (คือทุกคนเป็น Maker แล้วแชร์พื้นที่ขายของ กับแบ่งเวรมาทำงาน ต้นทุนค่าเช่าก็เลยถูกกว่า แล้วไม่ต้องเสียค่าจ้างเด็กมาเฝ้าร้านด้วย)

ปุ้ม : เจ๋อ… ชอบเดิน (หัวเราะ) ก็เดินเล่นแถวบ้าน เห็นร้านนี้เป็น Maker’s Space ก็เข้าไปคุยกับเขาว่าถ้ามีสเปซว่างอย่าลืมบอกนะ! วันหนึ่งก็ว่างจริง ๆ พอเขาโทรมาถาม เราบอกเลย เอา! เซ็นสัญญาเลย ยังไม่ได้ปรึกษาสามีด้วย (หัวเราะ) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในปีแรกที่เริ่มทำแบรนด์ ดวงมาก

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ภาพ : instagram.com/pluralcollectivepdx

อุ้ม : เคยทำร้านมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : เคยไปทำซูเปอร์มาร์เก็ตสมัยอยู่อังกฤษ เกี่ยวมั้ย (หัวเราะ) แต่เรามีความเป็นแม่ค้านะ สมัยก่อนพ่อแม่เรามีสวนแถวรังสิต ที่บ้านมีอพาร์ตเมนต์ให้เช่า อีนี่ก็ใส่ชุดนักศึกษามานั่งขายมะม่วงใต้ตึก (หัวเราะ) แม่ก็ให้คนงานไปเก็บมะม่วงมาให้ขาย ชอบขายของ สนุกดี เราว่าเรากับอุ้มเหมือนกัน คือดวงไม่ได้เป็นคุณนาย (หัวเราะ) ชอบหาอะไรทำ จะมานั่งกระดิกตรีนไม่ได้นะ เบื่อ (หัวเราะ)

อุ้ม : อีกอย่างก็คือ ทัศนคติแบบ ไม่เคยทำก็ไม่เป็นไร ทำไปแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง แต่ก็ไม่ใช่มาแบบเอ๋อไม่รู้อะไรเลยอีกเหมือนกันเนอะ มันต้องมีประสบการณ์สั่งสมมาประมาณนึงด้วย

ปุ้ม : แล้วก็ต้องมีรสนิยมที่ดีด้วยนะเราว่า อีกอย่างคืออย่าไปทำอะไรที่เป็นเทรนด์ ไม่ใช่อุ๊ยปีนี้สไตล์นี้มาแรง ก็ทำใหญ่เลย อ้าวแล้วปีหน้ามันไปแล้วทำไงล่ะ ของเต็มร้าน

อุ้ม : ถามอีกเรื่อง การไปออกบูทตามงาน มีอะไรแนะนำบ้าง

ปุ้ม : แรก ๆ ก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน จะวางยังไงดีวะ แรก ๆ สะเปะสะปะมากเลย โรงลิเกมาเลยทีเดียว (หัวเราะ) เราว่ามันต้องไปเดินแล้วก็ดูว่าชาวบ้านชาวเมืองเขาทำยังไงกัน ตอนแรกที่ไปออกบูท เดินไปเห็นป้ายร้านของคนอื่น กลับมารีบพับของตัวเองเก็บเลย (หัวเราะ) แรก ๆ มันก็จะเด๋อ ๆ หน่อย เสื้อผ้าเต็มไปหมด มีกี่ลายโชว์มันหมดเลย แต่พอย้อนกลับมาดูตอนนี้นะ เราว่าเสื้อผ้าเราลายมันเยอะอยู่แล้ว ยิ่งเอามาแขวนเยอะ ๆ มันยิ่งทำให้คนตาลาย เลือกไม่ถูก ตอนนี้เราเลยเลือกเอาไม่กี่แบบ เพราะตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่าสีไหนแบบไหนจะขายดีกว่า แต่มันก็ต้องลองไปก่อนแหละถึงจะรู้

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ทำแบรนด์มา 5 ปีแล้ว ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง

ปุ้ม : รู้สึกว่ามันเป็นอาชีพ สมัยทำแรก ๆ เรายังมีความแบบ ต้องไปหาอะไรอย่างอื่นทำ อันนี้จะมาเป็นงานหลักคงไม่รอด เพราะรายได้ไม่มากเท่าไหร่ แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามั่นคงพอจะเรียกว่าเป็นอาชีพได้แล้ว เพราะมีอะไรทำทุกวันเลย ไม่มีวันไหนว่าง เข้าร้านอาทิตย์ละ 2 วัน ที่เหลืออีก 3 วันก็ต้องทำของ ค่าตอบแทนก็โอเคพอใจแล้ว ถึงแม้ไปทำอย่างอื่นคงได้มากกว่านี้

อุ้ม : สมคิดนะ ชอบมาบอกว่า ถ้ายูอยากทำงานจริง ๆ ยูเรียนโฆษณามา ยูไปสมัครงานเอเจนซี่ ไปทำบริษัทสิ

ปุ้ม : เหมือนแมท (สามี) เลยยยยย! อิปั๋วนี่ไม่เข้าใจ

อุ้ม : ก็นั่นน่ะสิ เรียนจบมา 30 ปีที่แล้ว ไม่ได้ทำงานมา 10 ปี อยู่ดี ๆ จะให้เดินเข้าไปสมัครงานเอเจนซี่ ใครเขาจะรับ! เขามีตัวเลือกเยอะแยะ

ปุ้ม : อีกอย่างนะ ถ้าเราออกไปทำงาน 9 – 5 ต้องหย่าผัว ต้องตีกันตาย บ้านแตกแน่นอน แค่เราไปร้าน กลับมาชามเต็มอ่างไม่มีคนล้าง เรายังโกรธเลย

อุ้ม : แล้วใครจะสแตนด์บาย สมมติลูกล้มหัวฟาด ที่โรงเรียนโทรมาตามตอนเที่ยงเงี้ย (เรื่องจริง เคยโดนมาแล้ว) สรุปว่าทำธุรกิจเล็ก ๆ แบบนี้แหละเนอะ ก็เหมาะกับแม่บ้านที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีฝีมือ

ปุ้ม : และมีสามีเลี้ยง (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

จบการคุยกับเพื่อนสาวคนเก่งแต่เพียงเท่านั้น

มีสาระและเป็นวิชาการสูงมากจนคนฟังส่ายหัว (ฮ่า ๆ) แต่อยากบอกว่า แบรนด์ใหญ่ ๆ ดัง ๆ ของพอร์ตแลนด์ที่อุ้มเคยไปสัมภาษณ์มา ก็เริ่มจากเล็ก ๆ ทำในครัวในห้องนอนที่บ้านกันทั้งนั้นแหละค่ะ แต่ที่ประสบความสำเร็จกันก็เพราะทุกคนทำของที่รัก ทำด้วยใจ และของเขาดีจริง

ที่สำคัญ คือต้องมีก้าวแรก เหมือนอย่างที่ Marquise du Deffand บอกไว้ว่า “The distance doesn’t matter; it is only the first step that is the most difficult.”

อุ้มกับปุ้มผ่านก้าวแรกกันมาแล้ว หาทางที่คิดว่าจะเดิน แล้วก้าวตามกันมานะคะ

ภาพ : www.instagram.com/sillydaisy

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

ห้องสมุดในฝันของคุณหน้าตาเป็นอย่างไร

เต็มไปด้วยหนังสือและอีบุ๊กส์ดีๆ หลายประเภทให้ยืมได้ฟรี มีฐานข้อมูลเอกสารอ้างอิงล้นเหลือ มีสาขามากมาย ยืมและคืนหนังสือที่ไหนก็ได้ มีกิจกรรมหลากหลาย มีบรรณารักษ์ใจดีมีความรู้เรื่องหนังสือมาก (นี่หมายถึงทั้งมีความรู้มาก และมีบรรณารักษ์แบบนี้จำนวนมาก) ทันสมัย ใช้งานง่าย เข้าถึงประชาชน นอกจากหนังสือควรจะมีหนังและเพลงทุกประเภททั้งเก่าและใหม่ล่า มี zine ด้วยยิ่งดีใหญ่ อ้อ… อย่าลืมห้องหนังสือเด็กต้องน่ารักและมีการเล่านิทาน และที่สำคัญ … การได้ไปห้องสมุดคือประสบการณ์แสนสนุกสำหรับทุกคนในครอบครัว

ถ้าคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้นตรงกับใจของคุณแล้วล่ะก็ ขอเชิญให้แวะมาใช้บริการระบบห้องสมุดของพอร์ตแลนด์และบริเวณใกล้เคียง ซึ่งรวมเรียกกันว่าห้องสมุดมณฑลมัลท์โนมาห์ (Multnomah County Library) ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 150 ปี และเป็นระบบห้องสมุดที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในอเมริกา จากสถิติบอกว่าปี 2016 ที่ผ่านมา มีหนังสือและสื่อต่างๆ ถูกยืมไปราว 22 ล้านชิ้น! (คือประมาณ 24 ชิ้นต่อคนต่อปี)

ฮิปสเตอร์ก็เป็นหนอนหนังสือด้วยนะเอ้า! (พูดเล่นหรอกน่า ฮิปสเตอร์พอร์ตแลนด์นั่นมันมีแต่ในแม็กกาซีน)

ทำไมคนพอร์ตแลนด์ถึงรักการอ่านและรักการใช้ห้องสมุด ก็เพราะห้องสมุดพอร์ตแลนด์เริ่มต้นขึ้นจากคนรักการอ่านน่ะสิ!

ย้อนไปเมื่อปี 1846 สมัยพอร์ตแลนด์ยังเป็นเมืองชายแดนฝุ่นตลบ พ่อค้าวาณิชชั้นสูงจำนวนหนึ่งหยิบมือ รวมตัวกันตั้งห้องสมุดแบบบอกรับสมาชิกขึ้น โดยให้สมาชิกจ่ายค่าแรกเข้า 5 เหรียญ และจ่ายอีก 3 เหรียญทุกไตรมาส พวกเขาเรียกมันว่า Library Association of Portland และในยุคแรกมีสมาชิกทั้งระยะสั้นและระยะยาวประมาณร้อยกว่าคน ความตั้งใจแรกเริ่มของคณะผู้ก่อตั้งคือการทำห้องสมุดไว้อ่านกันในหมู่ผู้มีอันจะกินของพอร์ตแลนด์ในขณะนั้น แต่คณะกรรมการบางส่วนไม่เห็นด้วย และพยายามต่อสู้เพื่อให้คนทั่วไปได้มีโอกาสใช้งาน ความพยายามของพวกเขาจะไม่สำเร็จเลย ถ้าไม่ได้มหาเศรษฐีจิตใจดีอย่างจอห์น วิลสัน ที่มอบหนังสือหายากเกือบเก้าพันเล่มที่เขาสะสมไว้ให้กับ LAP หลังจากที่เขาเสียชีวิตลงในปี 1900 โดยในพินัยกรรมระบุว่า ต้องให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาใช้หนังสือเหล่านี้ได้ฟรี

ขณะนั้น LAP มีอาคารห้องสมุดของตนเอง แต่ยังขาดบรรณารักษ์ที่มีความรู้ความสามารถพอที่จะรับมือกับหนังสือบุญหล่นทับจำนวนมหาศาล พวกเขาตัดสินใจจ้างแมรี่ แฟรนซิส อิสม (Mary Frances Isom- คนทั่วไปเรียกเธอว่าแมรี่ แฟรนซิส) ซึ่งจบการศึกษาด้านบรรณารักษ์จากสถาบันแพรทท์ที่นิวยอร์ก ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันสอนด้านวิชาบรรณารักษ์ที่ก้าวหน้าที่สุดในอเมริกาขณะนั้น การจ้างแมรี่ แฟรนซิสนี่เองที่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าและพัฒนาการห้องสมุดของพอร์ตแลนด์ให้เจริญรุดหน้าอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

แมรี่ แฟรนซิส

แมรี่ แฟรนซิส เกิดที่แนชวิล รัฐเทนเนสซี่ แต่มาโตที่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ้ เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของศัลยแพทย์ประจำกองทัพ ครอบครัวของเธอนับว่าเป็นผู้มีอันจะกิน และให้ความสำคัญกับการศึกษาของผู้หญิง เมื่อพ่อแม่ของเธอเสียชีวิตและทิ้งมรดกก้อนใหญ่ไว้ให้ แมรี่ ฟรานซิสอายุได้ 34 ปี (ถือว่ามากเกินจะแต่งงาน) เธอมองหาว่ามีอาชีพอะไรที่จะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้ ถึงแม้ทรัพย์สมบัติที่มีจะพอเลี้ยงเธอไปจนตายโดยไม่ต้องทำอะไรเลยก็ตาม

ในสมัยนั้น อาชีพที่ถือว่าเหมาะสำหรับผู้หญิงฉลาดมีความรู้ คือการเป็นบรรณารักษ์ แมรี่ แฟรนซิสเลือกไปเรียนที่แพรทท์เพราะแม่รี่ ไรท์ พลัมเมอร์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการขณะนั้น มีชื่อเสียงว่าเป็นผู้หญิงหัวก้าวหน้า และยัังเป็นคนแรกที่แยกให้มีมุมหนังสือเด็กออกมาเป็นสัดส่วน ห้องสมุดของแพรทท์ยังกลายมาเป็นต้นแบบของห้องสมุดในยุคต่อๆ มาด้วย

พอร์ตแลนด์
พอร์ตแลนด์

เมื่อแมรี่ แฟรนซิสเดินทางมาถึงพอร์ตแลนด์ งานช้างที่เธอต้องเผชิญก็คือการปรับ LAP ให้เป็นห้องสมุดประชาชน คือคนเข้ามาใช้งานได้ฟรี จะทำอย่างไรให้คนทั่วไปสนใจการอ่าน และจะหาเงินทุนที่ไหนมาสนับสนุนการบริหารงานและการขยายตัวของห้องสมุดหน้าใหม่นี้ แทนที่จะได้แต่นั่งคอยบนหอสมุดให้คนเดินมาหา สิ่งที่แมรี่ แฟรนซิสทำก็คือพาหนังสือออกไปหาประชาชน! เธอจัดให้มีรถเคลื่อนที่ (Book Mobile) ออกไปยังจุดต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่บ้านของชาวนายากจนที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง จุดไหนที่ชาวบ้านมักมารวมตัวกัน อย่างเช่น ที่ทำการไปรษณีย์ บ้านคน หรือแม้แต่โรงนา เธอก็ตั้งให้เป็นสถานีสำหรับยืมและคืนหนังสือ หากมีผู้อาสาจะเป็นเจ้าหน้าที่ดูแล

สถานีเหล่านี้มีหนังสือประมาณ 50-100 เล่ม ซึ่งล้วนเป็นหนังสือที่ชาวบ้านในชุมชนนั้นขาดแคลนและเรียกร้องมา อย่างเช่น พจนานุกรม สารานุกรม คู่มือ วรรณกรรมต่างๆ หรือหนังสือด้านเกษตรกรรมและปศุสัตว์ในชุมชนชาวนา (ลองนึกว่าสมัยก่อนไม่มีกูเกิ้ล ความรู้จากหนังสือคงจะต้องเป็นสิ่งมีค่ามาก) ในตัวเมืองพอร์ตแลนด์เอง เธอก็สร้างกระแสความสนใจ ด้วยการลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์เวลาที่มีหนังสือใหม่ หรือใช้บิลบอร์ดกระตุ้นให้คนอยากมาใช้บริการห้องสมุด

พอร์ตแลนด์

ในขณะนั้น ห้องสมุดมีอาคารก่ออิฐขนาดใหญ่อยู่หลังเดียวตั้งอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งแน่นอนว่าไม่สะดวกหรือเพียงพอที่จะรองรับประชากรของพอร์ตแลนด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมากในยุคนั้น โชคดีที่อภิมหาเศรษฐีแอนดรูว์ คาร์เนกี้กำลังบริจาคเงินทุนสำหรับสร้างห้องสมุดใหม่ทั่วอเมริกา สาขาย่อยหลายสาขาของ LAP จึงถูกสร้างขึ้นทั่วทุกมุมเมือง เป็นการกระจายห้องสมุดไปยังชุมชนที่มั่นคงยิ่งไปกว่ารถเคลื่อนที่หรือสถานียืมหนังสือ เพียง 3-4 ปีแรกที่แมรี่ แฟรนซิสเข้ามารับตำแหน่ง ห้องสมุดพอร์ตแลนด์มีสาขาใหม่เพิ่มขึ้นถึง 11 สาขาทีเดียว! (ปัจจุบันนี้มี 19 สาขา) และห้องสมุดกลาง (Central Library) ที่ปัจจุบันนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอาคารประวัติศาสตร์ของอเมริกา ก็ถูกสร้างขึ้นหลังจากเธอเริ่มทำงานเพียง 11 ปีเท่านั้นเอง (อ่านประวัติของห้องสมุดแต่ละสาขาของพอร์ตแลนด์ได้ที่นี่)

พอร์ตแลนด์

นอกจากแมรี่ แฟรนซิสจะเป็นบรรณารักษ์หัวก้าวหน้าแล้ว เธอยังรู้จักเล่นการเมืองด้วย เพราะอย่างที่เล่าไว้ในตอนต้นว่าห้องสมุดพอร์ตแลนด์นั้น ก่อตั้งขึ้นโดยคนชั้นสูงที่ล้วนแต่เป็นผู้ชายและมีอำนาจทางสังคม แมรี่ แฟรนซิสรู้วิธีที่จะเข้าถึงคนเหล่านั้น (เพราะเธอเองก็มาจากครอบครัวมีฐานะ) และสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้หญิงก็สามารถมีบทบาทในการบริหารจัดการได้ โดยที่ไม่ได้ลดความสำคัญของคณะกรรมการที่อยู่มาก่อน ความเชื่อมั่นนั้นเองทำให้เธอสามารถคิดสร้างโครงการต่างๆ ได้มากมาย และได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการ รวมทั้งคนที่เข้ามาทำงานด้วย เรียกว่าคนในก็ไม่ทิ้ง คนนอกก็ออกไปหาแท้ๆ เลย

เรื่องสำคัญมากอีกเรื่องคือเงินทุนสนับสนุน คณะผู้บริหาร LAP รู้ดีว่าลำพังเพียงเทศบาลเมืองพอร์ตแลนด์นั้น คงไม่สามารถให้เงินสนับสนุนได้มากพอ ต้องมองให้สูงขึ้นไปในระดับมณฑล แต่รัฐโอเรกอนเองยังไม่มีกฏหมายรองรับเรื่องนี้ แมรี่ แฟรนซิสจึงทำการร่างกฏหมายห้องสมุด ที่ระบุให้มณฑลมัลท์โนมาห์ต้องกันภาษีโรงเรือน (Property Tax) ส่วนหนึ่งไว้เพื่อใช้สนับสนุนห้องสมุด แล้วไปล็อบบี้สมาพันธ์สตรีโอเรกอนซึ่งค่อนข้างมีอิทธิพล ให้ลงคะแนนเสียงสนับสนุน จนกฏหมายผ่านและได้รับการบังคับใช้ในปี 1901 และกลายเป็นระบบห้องสมุดแรกในฝั่งตะวันตกของอเมริกาที่ได้รับการสนับสนุนอย่างถูกต้องตามกฏหมาย และยังคงมีผลบังคับใช้มาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันรัฐโอเรกอนยังคงใช้ภาษีโรงเรือนมาสนับสนุนห้องสมุดและโรงเรียน ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม เพราะคนในชุมชนนั่นเองเป็นผู้ใช้และได้รับประโยชน์จากทั้งสองสถาบันนี้โดยตรง (แอบกระซิบว่าภาษีโรงเรือนของที่นี่แพงมาก บ้านเราจ่ายปีละเกือบสองแสน)

อีกเรื่องที่เป็นคุณความดีของแมรี่ แฟรนซิสก็คือห้องหนังสือคุณภาพสำหรับเด็กๆ ที่ได้รับการปลูกฝังมาจากแพรทท์ เธอบอกว่า “การสร้างให้เด็กๆ โตขึ้นกลายเป็นนักอ่านนั้น นอกจากจะเป็นเรื่องที่พึงกระทำแล้ว ยังเป็นการสร้างฐานของผู้ใช้งานห้องสมุดในอนาคตด้วย” เธอรู้ดีว่ามีเด็กจำนวนมากมายที่ไม่สามารถเดินทางมายังห้องสมุดใหญ่ในเมืองได้ เธอจึงทำกล่องหนังสือสำหรับเด็ก แล้วแจกจ่ายไปยังโรงเรียนทั่วทั้งมณฑล “ถ้าหากเราละเลยที่จะสร้างโอกาสในการอ่านให้กับเยาวชนของเราแล้ว รัฐก็จะต้องบาดเจ็บจากการที่มีประชากรที่ด้อยคุณภาพ และห้องสมุดก็สมควรได้รับการตำหนิ” คือวาทะที่เธอกล่าวเอาไว้

พอร์ตแลนด์
พอร์ตแลนด์

ความสามารถของแมรี่ แฟรนซิส คณะกรรมการของ LAP ซึ่งทั้งมีวิสัยทัศน์และมีทุนทรัพย์ (ว่ากันว่าประธานกรรมการที่ทำงานคู่กับแมรี่ แฟรนซิสตลอดช่วงที่เธอเป็นหัวหน้าบรรณารักษ์คือ วินสโลว์ แอร์ – Winslow Ayer นั้น ต้องควักสมุดเช็คออกมาสมทบทุนให้ห้องสมุดอยู่เนืองๆ) เงินสนับสนุนจากรัฐที่ได้มาจากภาษีของประชาชน และความกระตือรือร้นของประชาชนเอง ทำให้ระบบห้องสมุดมณฑลมัลท์โนมาห์เจริญรุดหน้า และถือว่าเป็นระบบห้องสมุดที่น่าศึกษาและใช้เป็นแบบอย่างมากที่สุดในอเมริกาเลยก็ว่าได้

เราเคยคุยกับเพื่อนที่เป็นบรรณารักษ์จากรัฐอื่น เขาเล่าอย่างกระตือรือร้นว่าเมื่อเทียบกับห้องสมุดนิวยอร์ก ซึ่งเป็นสถาบันห้องสมุดที่แข็งแรงและขลังที่สุดในอเมริกาแล้ว ห้องสมุดมณฑลมัลท์โนมาห์นั้นถือเป็นหัวหอกในด้านการเข้าถึงประชาชน คือมีความเป็นกันเองและหัวก้าวหน้ากว่า และการมีภาษีสนับสนุนนั้นทำให้ห้องสมุดมีฐานะมั่นคง ต่างจากห้องสมุดในรัฐอื่นๆ หลายต่อหลายรัฐ ที่ได้รับเงินทุนแบบกระพร่องกระแพร่ง จึงไม่เจริญเท่าที่ควร เมืองพอร์ตแลนด์เองก็ชัดเจนเรื่องความเป็นเมืองหนังสือ เพราะถึงแม้จะมีห้องสมุดให้คนอ่านหนังสือได้ฟรีแล้ว ร้านหนังสือใหญ่ยักษ์อย่าง Powell’s ก็เป็นร้านหนังสือระดับตำนาน และยังมีคนให้การสนับสนุนมาก พอๆ กับร้านหนังสือเล็กๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง เท่ากับว่าการมีห้องสมุด ไม่ได้ทำให้ร้านหนังสือขายไม่ได้ แต่กลับเป็นการส่งเสริมและสร้างบรรยากาศการอ่านให้คึกคักขึ้นต่างหาก

เราเอง ในฐานะคนที่กลายมาเป็นพลเมืองของพอร์ตแลนด์ และใช้บริการห้องสมุดมาได้ราว 6 ปีกว่า ก็รู้สึกทึ่งจริงๆ กับความเป็นมิตร และความกว้างขวางของหนังสือและสื่อต่างๆ ที่ห้องสมุดมีให้คนได้ใช้ คือจะหาหนังสือ เพลง หนังอะไรก็มีไปหมด (หนังทดลองเรื่องแรกของพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ อย่างดอกฟ้าในมือมาร ยังมีเลยอ่ะคิดดู) แถมยังมีอะไรใหม่ๆ ออกมาให้ได้ใช้งาน อย่าง Hoopla ซึ่งเป็นแอพลิเคชั่นห้องสมุดสำหรับ(ยืม)ดูหนังฟังเพลง ดาวน์โหลดอีบุ๊กส์ และฟังหนังสือเสียงให้ใช้งานได้ด้วย (ห้องสมุดเป็นผู้จ่ายค่าสมาชิกให้กับ Hoopla ส่วนสมาชิกห้องสมุดใช้ฟรี เย้!)

Multnomah County Library เบื้องหลังการสร้างห้องสมุดในฝันที่เมืองพอร์ทแลนด์
Multnomah County Library เบื้องหลังการสร้างห้องสมุดในฝันที่เมืองพอร์ทแลนด์

วิธีการใช้ห้องสมุดก็ง่ายมากๆ เพียงแค่สมัครเป็นสมาชิกที่สาขา (ใช้แค่ใบขับขี่ที่แสดงว่าเราเป็นคนพอร์ตแลนด์) ได้เลขที่สมาชิกมาแล้วก็เข้าไปเสิร์ชหาหนังสือหรือสื่อที่ต้องการในเว็บไซต์ หรือในแอพฯ บนมือถือหรือแท็บเล็ทก็ได้ จากนั้นก็ลงทะเบียนเข้าไปจองหนังสือนั้นได้เลย สามารถเลือกได้ด้วยว่าจะไปรับที่สาขาไหน พอหนังสือมาถึงแล้วก็จะมีอีเมล์หรือข้อความแจ้งมาทางมือถือ แล้วพอไปยืมออกมา ใกล้จะถึงกำหนดคืน ก็จะมีข้อความมาเตือนอีกรอบ จะได้ไม่ต้องเสียค่าปรับ ใครไม่รู้จะอ่านหนังสืออะไรดี เวลาไปที่สาขาก็จะมีการเอาหนังสือมาแนะนำหมุนเวียนไปเรื่อย โดยแต่ละสาขาจะคิดหาธีมของแต่ละสัปดาห์เพื่อเลือกหนังสือมาวางให้ไม่ซ้ำกัน หรือในเว็บไซต์ก็มีแนะนำหนังสือหลากหลายรูปแบบ ทั้งหนังสือใหม่ หนังสือได้รางวัล หนังสือขายดี หรือหนังสือที่ทีมงานแนะนำ หรือมีการให้ส่งข้อความ ‘ถามบรรณารักษ์’ ได้ด้วยว่าความสนใจเราประมาณนี้ มีหนังสืออะไรแนะนำบ้าง จะเอาใจกันไปถึงไหนเนี่ย!

อีกกิจกรรมหนึ่งที่บ้านเราชอบมากคือการพาลูกๆ ไปห้องสมุด (ลูกสาวเราทั้งสองคนมีบัตรสมาชิกห้องสมุดตั้งแต่อายุได้แค่สัปดาห์เดียว เพราะสมัครง่ายมาก แค่พ่อหรือแม่แสดงใบขับขี่ก็ได้แล้ว) เพราะทุกสาขาจะมีห้องหนังสือเด็กที่มีหนังสือภาพและหนังสือเด็กมากมาย จัดเป็นหมวดหมู่ตามช่วงอายุ มีมุมของเล่น และมีชั่วโมงเล่านิทานหลายวันต่อสัปดาห์ จะเลือกไปใช้บริการที่สาขาไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสาขาที่ใกล้บ้าน แต่คนที่นี่ส่วนใหญ่ก็มักจะถามกันว่า “บ้านอยู่ใกล้ห้องสมุดไหน” เป็นเรื่องปกติ เมื่อถึงปิดเทอมใหญ่ภาคฤดูร้อน ก็ยังมี Summer Reading Program ให้เด็กๆ อ่านหนังสือสะสมคะแนน เพื่อรับรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ที่น่ารักกำลังดี ส่วนผู้ใหญ่ก็มีโปรแกรมอ่านหนังสือที่น่าสนุกไม่แพ้กัน แถมของรางวัลใหญ่ปีนี้ ที่เป็นกระเป๋ารูปใบยืมหนังสือโบราณมันช่างน่ารักน่าชังเสียนี่กระไร

Multnomah County Library เบื้องหลังการสร้างห้องสมุดในฝันที่เมืองพอร์ทแลนด์
Multnomah County Library เบื้องหลังการสร้างห้องสมุดในฝันที่เมืองพอร์ทแลนด์

นอกจากนี้ ห้องสมุดยังมีบริการจัดหางานสำหรับคนไร้บ้าน สอนทำการบ้านสำหรับเด็กเล็ก เรื่อยไปจนถึงการทำรายงานสำหรับเด็กมัธยมปลาย มีข้อมูลทำวิจัยสำหรับผู้ใหญ่ สอนใช้คอมพิวเตอร์หรือสอนอ่านหนังสือสำหรับวัยเกษียณ มี Book Club มีกลุ่มถักนิตติ้ง และห้องกิจกรรมสำหรับให้คนมาขอยืมใช้งาน (ยืมได้ทุกอย่างเลยแฮะ) เรียกว่ามีทุกสิ่งสำหรับทุกคน สมดังที่แมรี่แฟรนซิสกล่าวไว้ว่า “ห้องสมุดประชาชน ดูแลโดยประชาชน และเพื่อประชาชน” (The public library is the people’s library. It’s maintained by the people for the people.) อย่างแท้จริง

ฝันหวานๆ ของเราคือการได้เห็นระบบห้องสมุดแบบนี้ในกรุงเทพฯ และทั่วเมืองไทย ห้องสมุดที่มีวรรณกรรมทั้งเก่าและร่วมสมัย วรรณกรรมเด็ก ภาพยนตร์ไทย เพลงทุกยุคทุกสมัย อีบุ๊กส์ทุกปกที่อยากอ่าน มีหนังสือทำมือ มีกิจกรรมทางวรรณกรรมสนุกๆ ให้คนได้มาคุยกัน มีสาขากระจายอยู่ในทุกเขต (ห้องสมุดลาดพร้าว ห้องสมุดบางบัวทอง ห้องสมุดฝั่งธน ห้องสมุดดอนเมือง ฯลฯ ฟังดูดีไหม) แล้วแต่ละสาขาต้องเฟี้ยวมากๆ คือไม่ใช่จะมาแนวห้องสมุดเชยๆ บรรณารักษ์เกล้ามวยใส่แว่นนี่ไม่เอาแล้วนะจ๊ะ เดี๋ยวนี้โลกเค้าไปถึงไหนกันแล้ว (บรรณารักษ์พอร์ตแลนด์บางคนนี่สักลายพร้อยเชียว)

ที่สำคัญคือผู้คนจูงลูกจูงหลานไปหาหนังสืออ่านกัน หรือไม่ก็ไปฟังเล่านิทาน เวลามีหนังสือใหม่มาก็ถามไถ่กันว่า “นี่ๆ อ่านเล่มนี้หรือยัง มาแล้วนะ” อยู่ที่ไหนก็เข้าไปจองหนังสือได้เพราะเว็บไซต์และแอพฯ ใช้ง่ายโหลดได้อย่างด่วน ไม่ช้าและงงจนคนท้อถอยที่จะใช้งาน และที่สำคัญ รัฐบาลต้องเป็นผู้ออกเงินสนับสนุน ใส่ไปในกฏหมายเลยนะคะหนูขอร้อง แล้วอย่ามาแก้กฏหมายกันบ่อยๆ อิฉันงงมาก คือกว่าพอร์ตแลนด์เค้าจะมาถึงวันนี้ต้องใช้ความพยายามและเวลาร้อยกว่าปี แต่เรามีตัวอย่างให้ลอก (ดีขนาดนี้ช่วยกรุณาลอกหน่อยเถอะค่ะ) ได้เลยเนี่ย อย่าลังเลเลยนะคะ ประชาชนรักการอ่านอย่างพวกเราก็ต้องช่วยกันกดดัน สร้างกระแสร่วมกัน เราต้องการห้องสมุดดีๆ เราไม่อยากให้เด็กและผู้ใหญ่ทุกวันนี้อ่านแต่หนังสือซุบซิบข่าวดารา เราอยากให้เขารู้ว่าหนังสือและข้อมูลที่มีสาระทำให้จิตวิญญาณของเขาเข้มแข็ง แล้วปัญหาสังคมมากมายจะลดลงอย่างมหาศาล ประหยัดงบประมาณรัฐไปอีกโข

มาช่วยกันฝันถึงห้องสมุดในฝัน แล้วช่วยกันทำมันให้เป็นความจริงอย่างที่พอร์ตแลนด์และมณฑลมัลท์โนมาห์ทำมาแล้ว ดีไหมคะ

multcolib.org

ขอขอบคุณ : พิชาญ สุจริตสาธิต  และ Multnomah County Library

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

Photographer

พิชาญ สุจริตสาธิต

ช่างภาพอิสระ ชอบทำงานเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ ชอบปลูกต้นไม้ ชอบทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับศิลปะโดยไม่จำกัดอุปกรณ์ เพราะเชื่อว่าความรู้ทุกอย่างจะส่งเสริมกัน และทำให้เราเป็นคนที่มองโลกได้ละเอียดขึ้น

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load