ความเดิมจากตอนที่แล้ว

เรื่องอุ้มจับพลัดจับผลูกลายไปเป็นเมกเกอร์ สร้างแบรนด์ตุ้มหูเสร็จสรรพใน 30 วัน

เรื่องนี้มันมีเบื้องหลังค่ะ

คิดว่าแม่บ้านคนหนึ่งดูดฝุ่นอยู่ดี ๆ จะมีนิมิตให้เข้าไปจดทะเบียนบริษัทสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาได้อย่างงั้นเหรอ!

มันต้องมีคนรู้จักทำอะไรแบบนั้นได้มาก่อน ถึงจะพอไปไถ่ถามขอความรู้ แล้วเอามาทำเอง ใช่ไหมคะ

อุ้มเองก็โชคดี มีเพื่อนคนหนึ่งที่มารู้จักที่นี่เมื่อ 6 – 7 ปีก่อน อยู่มาวันหนึ่งเพื่อนก็บอกว่าจะทำเสื้อผ้าเด็กขาย อุ้มก็เลยได้เห็นการสร้างแบรนด์จนมีคนรักทั่วบ้านทั่วเมือง แถมจากเสื้อผ้าเด็ก วันนี้ยังขยับขยายไปมีหน้าร้าน ขายของแต่งบ้านเพิ่มมาอีกด้วย

เพื่อนคนที่ว่านี้ ชื่อ ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ เจ้าของแบรนด์สุดแสนจะน่ารัก ชื่อ ‘Silly Daisy’ ค่ะ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

    อุ้มนี่ก็ได้ปุ้มคอยให้คำปรึกษามาไม่รู้กี่รอบ วันนี้เลยไปนั่งคุยกันมายาว ๆ เพราะเชื่อว่าคนที่อยากสร้างแบรนด์ขายของ น่าจะได้ความรู้จากความที่เคยไม่รู้ของเราสองคน มาฟังกันค่ะ

อุ้ม : ทำไมถึงคิดจะทำเสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : เริ่มจากชอบซื้อผ้า (หัวเราะ) คือซื้อมาเฉย ๆ ด้วยนะ ยังไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร แต่ไปร้านผ้าที่นี่แล้วผ้ามันน่ารักมาก ก็เลยซื้อมาเก็บ ๆ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นงานศิลปะที่จับต้องได้ แล้วก็ไม่แพงเกินไป จนสามีบอกว่า ถ้าไม่เอาผ้าพวกนี้มาทำอะไร ห้ามซื้อใหม่แล้วนะ (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่าจะเอามาตัดเสื้อ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : เย็บผ้าเป็นอยู่แล้วเหรอ

ปุ้ม : ไม่เป๊นนนนน (หัวเราะ) ตอนสมัยมัธยมเคยเย็บอย่างเดียวคือปลอกหมอน แบบที่เย็บตะเข็บตรงปรื๊ดอย่างเดียวยาว ๆ น่ะ แต่ทีนี้เรามีลูกสาว ตอนนั้นยังไม่ 3 ขวบดี (ตอนนี้ 10 ขวบแล้ว) ก็เลยคิดว่าอยากตัดชุดให้ลูก

อุ้ม : เคยใช้แพตเทิร์นตัดเสื้อมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : ไม่เคย (หัวเราะ) ทีแรกไปซื้อยี่ห้อพวก Simplicity ที่แบบแม่บ๊านแม่บ้าน แต่โคตรยากเลย เปิดมาแล้วมึน ทำตามไม่ได้ ก็เลยไปหายี่ห้ออื่นที่มันสมัยใหม่หน่อย ทำตามได้ง่าย ๆ อย่างยี่ห้อ Oliver + S

อุ้ม : ทีนี้ได้เลย

ปุ้ม : ก็เป็นชุดแหละ แต่ห้ามเปิดดูข้างในนะจ๊ะ ตะเข็บตะเขิบดูไม่ได้เลย (หัวเราะ) จักรพ้งก็ยังไม่มี แต่ก็ภูมิใจนะ เพราะจากที่ไม่เคยเย็บอะไร ก็บ้าบิ่นตัดชุดเลย แม่เราก็บอกว่า “เธอออ…จะทำชุดแรก เอาผ้าถูก ๆ มาลองตัดก่อน” แต่แบบนั้นมันไม่ได้แรงบันดาลใจ เราก็เอาผ้าสวย ๆ ที่ซื้อมานี่แหละลองทำเลย

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม :  แล้วกลายมาเป็นธุรกิจได้ไง

ปุ้ม :  ก็ลูกเราใส่ไปโรงเรียน ใส่ไปโน่นมานี่ แล้วก็มีคนชม เพื่อนแม่ ๆ ด้วยกันก็บอก “ทำขายเลย” เราก็ทำแจกลูกเพื่อนก่อน เพิ่งมาจริง ๆ จัง ๆ ตอนลูกเข้าอนุบาล ประมาณปี 2017 เริ่มขายใน Etsy ส่วนเว็บไซต์เรามีอยู่แล้วชื่อ Silly Daisy นี่แหละ เพราะเราจดทิ้งไว้ตั้งนานแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วจดทะเบียนตั้งบริษัทตั้งแต่แรกเลยไหม

ปุ้ม : เปล่า ๆ เพิ่งมาจดตอนต้องซื้อของ Wholesale เพราะตอนเริ่มใหม่ ๆ เรายังไม่ได้ซื้อผ้าเยอะ ก็ไปซื้อตามร้านทั่วไปนี่ล่ะ อย่างแพง ทำตอนแรก ๆ นี่แทบไม่ได้กำไรเลยนะ แพสชันล้วน ๆ (หัวเราะ) แต่ละชุดกว่าจะทำเสร็จก็นานมาก เพราะยังเย็บไม่ค่อยเก่ง จักรอุตสาหกรรมก็ยังไม่ได้ซื้อ ทีนี้พอเริ่มจะซื้อผ้าในราคาขายส่ง ต้องมีบริษัท ก็เลยไปจดทะเบียน

อุ้ม : สักปีสองปีได้มั้ยกว่าจะมาจดทะเบียน

ปุ้ม : ไม่เลย เราเป็นคนทำอะไรเร็ว อยากทำอะไรทำเลย บางทีนะ ไม่คิดด้วยซ้ำ (ยิ้ม) แต่เป็นความโชคดีหรือเปล่าไม่รู้ จังหวะมันได้ เพราะในพอร์ตแลนด์ไม่ค่อยมีคนทำของเด็ก เวลาไปออกงาน เราก็จะเด่นขึ้นมา คู่แข่งก็ไม่เยอะ

อุ้ม : จากที่ลองทำดู กลายเป็นจริงจัง ออกงานแฟร์อะไรแบบนี้ ใช้เวลานานแค่ไหน

ปุ้ม : ปีเดียว ไปออกงานเลย แต่ก็ต้องมีเว็บไซต์กับโซเชียลมีเดียที่โอเคนะ เพราะคนจัดงานเขาไม่มีเวลามาศึกษาแบรนด์เราหรอก เขาก็ดูจากไอจี

อุ้ม : แล้วตอนเริ่มใหม่ ๆ ยังไม่มีคนฟอลโลว์ ทำยังไง โพสไปเยอะ ๆ งี้เหรอ

ปุ้ม : เราต้องไปฟอลโลว์ชาวบ้านชาวเมืองเขาก่อน คนที่ขายของคล้าย ๆ ของเรา แล้วไปคอมเมนต์ เพื่อเขาจะได้เห็นเรา ซึ่ง… ใครจะมีเวลาวะ (หัวเราะ) ของก็ต้องทำ เพราะฉะนั้นโซเชียลมีเดียเรานี่ค่อย ๆ  โตมาก ๆ

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ

อุ้ม : แล้วคนรู้จักแบรนด์ Silly Daisy ได้ยังไง

ปุ้ม : ปีแรก ๆ เราไปออกงานเยอะมากกกกก มีปีหนึ่งช่วงคริสต์มาสไปออก 7 – 8 งานน่ะ เหนื่อยม้ากกกก (หัวเราะ) ไปจนแบบว่า “ฉันทำอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว สังขารไม่ได้อย่างแรง” แต่มันก็ Pay Off นะ คือเราต้องไปให้คนเห็น แล้วเราขายของเด็ก ตลาดเราคือพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราก็จะไปออกงานตามโรงเรียน แต่ก็เลือกโรงเรียนที่มีกำลังซื้อ แล้วก็ขี้เกียจด้วยนะ ไปแต่แถว ๆ นี้ (หัวเราะ)

อุ้ม : อ้าว แต่ก็เป็นขี้เกียจที่มีเหตุผลนะ เพราะเรารู้ว่าคนแถวนี้มีพฤติกรรมการซื้อของยังไง

ปุ้ม : ความโชคดีอีกอย่างคือ คนพอร์ตแลนด์เขาจะไม่มาคิดยุบยิบว่า อุ๊ย แพงจังโน่นนี่ เพราะเขารู้ว่าเป็นของทำมือ ก็ช่วยกันซื้อ

อุ้ม : แล้วตั้งราคายังไง

ปุ้ม : แรก ๆ เราคิดจากความสามารถในการซื้อของตัวเราเอง แต่ลืมไปว่ามันมีคนอื่นที่จ่ายได้แพงกว่านี้เว้ย (หัวเราะ) ตอนแรกเพื่อนที่เป็น Maker ด้วยกันมาเห็นราคาเราแล้วบอกว่า “ไม่ได้นะ เธอต้องตั้งแพงกว่านี้” แล้วพอทำไปเรื่อย ๆ เราก็เห็นว่ามันไม่คุ้มจริง ๆ ก็เลยต้องขึ้นราคา แต่ก็ยัง 59 – 69 เหรียญนะ เพราะนี่มันพอร์ตแลนด์ ไม่ใช่แอลเอ นิวยอร์ก ตั้งราคาชุดเด็กสูงกว่านี้คนก็จะว่าแพงไป จะตั้ง 120 เหรียญไปเลยก็ได้นะ แต่จะไปขายที่ไหน คือเราต้องรู้ว่าตลาดของเราอยู่ที่ไหน แล้วเราต้องเอาแบรนด์เราไปให้ถึงตรงนั้น

อุ้ม : มีช่วงหนึ่งที่จ้างคนมาทำไอจีด้วยนี่

ปุ้ม : ช่วงนั้นอยากให้มีคนฟอลโลว์มากขึ้น ก็เลยตัดสินใจจ้างคนมาทำ เขาก็ช่วยตรงมาดูโทนสี มาสอนใช้แอปฯ ที่ตั้งเวลาให้โพสต์ มีตารางการโพสต์มากขึ้น แต่สุดท้ายก็อยู่ที่เราเองอยู่ดี ตอนนี้เราก็ไม่ได้ใช้เขาแล้ว

Silly Daisy แบรนด์เสื้อผ้าเด็กชื่อดังในพอร์ตแลนด์ โดยสาวไทยผู้ชอบซื้อผ้าจนหัดตัดเสื้อ
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ตอนนี้ก็ค่อนข้าง Active นะ

ปุ้ม : ใช่ โพสต์ทุกวัน เพราะเราสังเกตได้เลยว่าถ้าโพสต์ทุกวัน มันจะมีคน Engage มากกว่า จริง ๆ อยากจะจ้างคนทำนะ ก็ไม่มีเงินจ้าง (หัวเราะ)

อุ้ม : เป็นความข้นแค้นของคนทำธุรกิจเล็ก ๆ เนอะ จะโตก็ก้ำ ๆ กึ่ง ๆ จะจ้างคนก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวต้นทุนสินค้าสูงเกินแต่ขึ้นราคามากไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องทำทุกอย่างเองหมด

ปุ้ม :  ใช่

อุ้ม : ตอนนี้ปุ้มขาย 3 ช่องทางเนอะ ขายส่ง ขายทางเว็บ แล้วก็มีหน้าร้านด้วย แบบไหนดียังไง

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

ปุ้ม :  เวลาขายส่ง เราไม่ขายชุด เพราะใช้เวลานาน ไม่คุ้ม เราก็จะขายพวกชิ้นเล็ก ๆ ทำเร็ว ๆ อย่าง Bib (ผ้าซับน้ำลายเด็ก) สั่งมา 70 อันเราทำแป๊บเดียวเสร็จ แล้วเราทำให้แค่เจ้าเดียว คือ Tender Loving Empire เพราะเขามี 8 สาขาทั่วพอร์ตแลนด์ มีร้านในสนามบินด้วย มันก็ช่วยทำให้คนรู้จักแบรนด์เรามากขึ้น อีกอย่างคือได้เงินก้อน ได้มาก็เอาไปซื้อผ้า (หัวเราะ)

อุ้ม : ธุรกิจคุณนายเนอะ

ปุ้ม : (หัวเราะ) ก็ถือว่าโชคดีนะ ที่ทำโดยไม่มีความกดดัน เพราะสามีเป็นรายได้หลักของครอบครัวอยู่แล้ว ของเรานี่เป็นแค่รายได้เสริมกะจุ๊งกะจิ๊ง เอาไว้ช้อปปิ้งไม่ต้องขอเงินสามี

อุ้ม : แต่มันก็เป็นสิ่งที่เราชอบ อยากทำ ทำแล้วรู้สึกมีคุณค่ากับตัวเอง

ปุ้ม : ใช่ แต่จะหวังว่าให้สามีเลิกงานแล้วเราทำคนเดียว ก็จะไม่พอกินนะจ๊ะ (หัวเราะ) ขนาดมีคนหนึ่ง ชื่อลินด์ซีย์ ฟอกซ์ เขาเป็นศิลปินพอร์ตแลนด์ที่มีคนฟอลโลว์เยอะมาก รูปหนึ่งขายหกเจ็ดร้อยเหรียญเลยนะ เขาเอางานมาขายที่ร้านเรา เราก็แซวเล่นว่า โห แบบนี้ลาออกจากงานประจำมาทำแต่วาดรูปขายได้แล้วมั้งเนี่ย เขาตอบมาว่าไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนจ่ายประกันสุขภาพ เอาเงินใส่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่าง ๆ ให้ครอบครัว เพราะฉะนั้นเขายังต้องทำงานประจำ เพราะเป็น Maker ที่อเมริกา มันยากตรงไม่มี Benefit นี่แหละ หรืออย่างที่ร้านเรา มี Maker 9 คน มีแค่คนเดียวที่เป็น Breadwinner

อุ้ม : ที่เหลือสามีเลี้ยงหมด

ปุ้ม : (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : มีหน้าร้านนี่ดียังไง

ปุ้ม : ดีเรื่องรายได้ เพราะเงินที่ขายได้ในแต่ละเดือนนี่มาจากหน้าร้านเยอะมาก ยอดขายจากเว็บไซต์คือขำ ๆ ไปเลยอะ นี่เป็นอีกสาเหตุที่เราไม่ต้องไปจ้างคนมาทำไอจี เพราะเรามีหน้าร้านไง คนเดินมาหาเรา ไม่ใช่เราต้องพยายามออกไปในสื่อ ที่น่ารักอีกอย่างคือคนพอร์ตแลนด์เนี่ย พอเห็นของที่ร้านเรา แทนที่จะไปซื้อกับเว็บไซต์คนที่ทำของนั้นโดยตรง เขาก็จะซื้อกับเรา ถึงจะแพงกว่าด้วยนะ เพราะเขาอยากสนับสนุนธุรกิจเล็ก ๆ

อุ้ม : แล้วทำไมตอนนั้นถึงเพิ่มของใช้ในบ้านเข้ามา ไม่ได้มีแต่เสื้อผ้าเด็ก

ปุ้ม : ความชอบส่วนตัวล้วน ๆ อีกเหมือนกัน เราเป็นคนชอบของกระจุกกระจิก แต่มีประโยชน์ ใช้งานได้ อีกอย่างคือลำดับความสำคัญในชีวิตมันเปลี่ยนไปด้วยเนอะ แต่ก่อนไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว ก็ชอบแต่งตัว แต่พอเป็น Homemaker ก็ชอบทำบ้านให้น่าอยู่ พอจะมีหน้าร้าน เราเลยเพิ่มของใช้เข้ามาด้วย คนจะได้มีอะไรให้เลือกมากขึ้น แรก ๆ ก็เน้นพวกผ้าก่อน อย่างผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดจาน เพราะว่ามันเบา ส่งง่าย

อุ้ : เลือกของเข้าร้านยังไง

ปุ้ม : ส่วนใหญ่เราซื้อจากธุรกิจเล็ก ๆ หรือ Maker รายย่อยคนอื่น เพราะยอดสั่งขั้นต่ำไม่สูงมาก เราจะได้ไม่ต้องมีสต็อกเยอะ เพราะถ้าเราซื้อของจากแบรนด์ใหญ่ ๆ ต้องสั่งอย่างน้อย 500-1,000 เหรียญ เราไม่ได้มีเงินทุนเยอะขนาดนั้น เป็นร้านเล็ก ๆ ไม่ควรสต็อกของเยอะด้วย เงินจะไปจม และอีกอย่างแบรนด์ที่เราเลือกมาที่ร้าน เราเน้น Small Makers ที่เป็น Women-Owned ซึ่งผลิตในอเมริกา หรือถ้าไม่ได้ทำที่นี่ ก็เน้นเป็น Fair Trade ทำธุรกิจโดยไม่กดขี่และจ่ายค่าแรงลูกจ้างแบบเป็นธรรม

อุ้ม : ในปีหนึ่งนี่ช่วงไหนขายดี ช่วงไหนเป็น Low Season

ปุ้ม : เดือนมกราฯ ถึงมีนาฯ นี่จะเงียบมากเลย เพราะคนเพิ่งซื้อของหนัก ๆ ไปช่วงคริสต์มาสปีใหม่ แต่พอหลังมีนาฯ คนได้เงินคืนภาษี ก็เริ่มมีกำลังซื้อมากหน่อย พอพฤษภาฯ มีวันแม่ ก็จะเริ่มคึกคัก เข้าซัมเมอร์ช่วงมิถุนาฯ เป็นต้นไป ก็จะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงตุลาฯ พฤศจิกาฯ มี Thanksgiving มีคริสต์มาส ช่วงนั้นก็จะขายกระหน่ำเลย อีกอย่างที่นี่มันมีฤดูกาลชัดเจนเนอะ แต่ละหน้าก็จัดบ้านเปลี่ยนไป Spring, Summer, Fall นี่ไม่เหมือนกัน พอฤดูเปลี่ยน คนก็จะจัดบ้าน แต่งบ้านใหม่

อุ้ม : มีของที่ซื้อมาแล้วไม่โดน ขายไม่ได้ไรงี้ไหม

ปุ้ม : มี๊! (ยิ้ม)

อุ้ม : แล้วทำไง

ปุ้ม : ถ้าอันไหนขายไม่ได้จริง ๆ คิดว่าจะไม่สั่งมาอีกแล้ว หมดแล้วหมดเลย เราก็เอาออกไปตั้งโต๊ะลดราคาหน้าร้านเลย แล้วระหว่างปีก็มีลดราคา แต่ไม่เยอะนะ 2-3 ครั้งเอง

อุ้ม : การลดราคานี่เป็นการทำร้ายแบรนด์มั้ย แบบคนไม่ยอมซื้อเต็มราคา เพราะรอให้เอามาลด

ปุ้ม : ไม่นะ เพราะเราไม่ได้ลดบ่อย แล้วอันที่ลดจริง ๆ นี่คือของที่ไม่ได้ขายดี คนไม่ได้ซื้อเยอะ ๆ อยู่แล้ว

อุ้ม : แล้วช่วงโควิดหนัก ๆ นี่ผ่านมาได้ยังไง

ปุ้ม : เราปิดร้านไป 3 เดือนเลยนะ คนก็ยังสั่งทางเว็บไซต์ ขอให้ไปส่งที่หน้าบ้าน น่ารักมาก พอเรากลับมาเปิดร้าน ก็ต้องจำกัดจำนวนคนเข้าใช่มั้ย ตอนคริสต์มาสนะ น้ำตาแทบไหล คนมายืนต่อคิวกันหน้าร้านยาวเหยียดเลย

อุ้ม : ร้านนี่ทำมากี่ปีแล้วนะ

ปุ้ม : 4 ปีแล้ว

อุ้ม : ไปเจอร้าน plural กับหุ้นส่วนทั้งหมดได้ไง เราว่าโมเดลของปุ้มดีมากเลย (คือทุกคนเป็น Maker แล้วแชร์พื้นที่ขายของ กับแบ่งเวรมาทำงาน ต้นทุนค่าเช่าก็เลยถูกกว่า แล้วไม่ต้องเสียค่าจ้างเด็กมาเฝ้าร้านด้วย)

ปุ้ม : เจ๋อ… ชอบเดิน (หัวเราะ) ก็เดินเล่นแถวบ้าน เห็นร้านนี้เป็น Maker’s Space ก็เข้าไปคุยกับเขาว่าถ้ามีสเปซว่างอย่าลืมบอกนะ! วันหนึ่งก็ว่างจริง ๆ พอเขาโทรมาถาม เราบอกเลย เอา! เซ็นสัญญาเลย ยังไม่ได้ปรึกษาสามีด้วย (หัวเราะ) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในปีแรกที่เริ่มทำแบรนด์ ดวงมาก

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ภาพ : instagram.com/pluralcollectivepdx

อุ้ม : เคยทำร้านมาก่อนมั้ย

ปุ้ม : เคยไปทำซูเปอร์มาร์เก็ตสมัยอยู่อังกฤษ เกี่ยวมั้ย (หัวเราะ) แต่เรามีความเป็นแม่ค้านะ สมัยก่อนพ่อแม่เรามีสวนแถวรังสิต ที่บ้านมีอพาร์ตเมนต์ให้เช่า อีนี่ก็ใส่ชุดนักศึกษามานั่งขายมะม่วงใต้ตึก (หัวเราะ) แม่ก็ให้คนงานไปเก็บมะม่วงมาให้ขาย ชอบขายของ สนุกดี เราว่าเรากับอุ้มเหมือนกัน คือดวงไม่ได้เป็นคุณนาย (หัวเราะ) ชอบหาอะไรทำ จะมานั่งกระดิกตรีนไม่ได้นะ เบื่อ (หัวเราะ)

อุ้ม : อีกอย่างก็คือ ทัศนคติแบบ ไม่เคยทำก็ไม่เป็นไร ทำไปแล้วเดี๋ยวก็รู้เอง แต่ก็ไม่ใช่มาแบบเอ๋อไม่รู้อะไรเลยอีกเหมือนกันเนอะ มันต้องมีประสบการณ์สั่งสมมาประมาณนึงด้วย

ปุ้ม : แล้วก็ต้องมีรสนิยมที่ดีด้วยนะเราว่า อีกอย่างคืออย่าไปทำอะไรที่เป็นเทรนด์ ไม่ใช่อุ๊ยปีนี้สไตล์นี้มาแรง ก็ทำใหญ่เลย อ้าวแล้วปีหน้ามันไปแล้วทำไงล่ะ ของเต็มร้าน

อุ้ม : ถามอีกเรื่อง การไปออกบูทตามงาน มีอะไรแนะนำบ้าง

ปุ้ม : แรก ๆ ก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน จะวางยังไงดีวะ แรก ๆ สะเปะสะปะมากเลย โรงลิเกมาเลยทีเดียว (หัวเราะ) เราว่ามันต้องไปเดินแล้วก็ดูว่าชาวบ้านชาวเมืองเขาทำยังไงกัน ตอนแรกที่ไปออกบูท เดินไปเห็นป้ายร้านของคนอื่น กลับมารีบพับของตัวเองเก็บเลย (หัวเราะ) แรก ๆ มันก็จะเด๋อ ๆ หน่อย เสื้อผ้าเต็มไปหมด มีกี่ลายโชว์มันหมดเลย แต่พอย้อนกลับมาดูตอนนี้นะ เราว่าเสื้อผ้าเราลายมันเยอะอยู่แล้ว ยิ่งเอามาแขวนเยอะ ๆ มันยิ่งทำให้คนตาลาย เลือกไม่ถูก ตอนนี้เราเลยเลือกเอาไม่กี่แบบ เพราะตอนนี้เริ่มรู้แล้วว่าสีไหนแบบไหนจะขายดีกว่า แต่มันก็ต้องลองไปก่อนแหละถึงจะรู้

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน
ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

อุ้ม : ทำแบรนด์มา 5 ปีแล้ว ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง

ปุ้ม : รู้สึกว่ามันเป็นอาชีพ สมัยทำแรก ๆ เรายังมีความแบบ ต้องไปหาอะไรอย่างอื่นทำ อันนี้จะมาเป็นงานหลักคงไม่รอด เพราะรายได้ไม่มากเท่าไหร่ แต่ตอนนี้รู้สึกว่ามั่นคงพอจะเรียกว่าเป็นอาชีพได้แล้ว เพราะมีอะไรทำทุกวันเลย ไม่มีวันไหนว่าง เข้าร้านอาทิตย์ละ 2 วัน ที่เหลืออีก 3 วันก็ต้องทำของ ค่าตอบแทนก็โอเคพอใจแล้ว ถึงแม้ไปทำอย่างอื่นคงได้มากกว่านี้

อุ้ม : สมคิดนะ ชอบมาบอกว่า ถ้ายูอยากทำงานจริง ๆ ยูเรียนโฆษณามา ยูไปสมัครงานเอเจนซี่ ไปทำบริษัทสิ

ปุ้ม : เหมือนแมท (สามี) เลยยยยย! อิปั๋วนี่ไม่เข้าใจ

อุ้ม : ก็นั่นน่ะสิ เรียนจบมา 30 ปีที่แล้ว ไม่ได้ทำงานมา 10 ปี อยู่ดี ๆ จะให้เดินเข้าไปสมัครงานเอเจนซี่ ใครเขาจะรับ! เขามีตัวเลือกเยอะแยะ

ปุ้ม : อีกอย่างนะ ถ้าเราออกไปทำงาน 9 – 5 ต้องหย่าผัว ต้องตีกันตาย บ้านแตกแน่นอน แค่เราไปร้าน กลับมาชามเต็มอ่างไม่มีคนล้าง เรายังโกรธเลย

อุ้ม : แล้วใครจะสแตนด์บาย สมมติลูกล้มหัวฟาด ที่โรงเรียนโทรมาตามตอนเที่ยงเงี้ย (เรื่องจริง เคยโดนมาแล้ว) สรุปว่าทำธุรกิจเล็ก ๆ แบบนี้แหละเนอะ ก็เหมาะกับแม่บ้านที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีฝีมือ

ปุ้ม : และมีสามีเลี้ยง (หัวเราะ)

ปุ้ม-พรรณทินี ลินน์ สาวไทยในพอร์ตแลนด์ อเมริกา ผู้สร้างแบรนด์เสื้อผ้าเด็ก Silly Daisy ที่ขายดีจนขยายสู่ของแต่งบ้าน

จบการคุยกับเพื่อนสาวคนเก่งแต่เพียงเท่านั้น

มีสาระและเป็นวิชาการสูงมากจนคนฟังส่ายหัว (ฮ่า ๆ) แต่อยากบอกว่า แบรนด์ใหญ่ ๆ ดัง ๆ ของพอร์ตแลนด์ที่อุ้มเคยไปสัมภาษณ์มา ก็เริ่มจากเล็ก ๆ ทำในครัวในห้องนอนที่บ้านกันทั้งนั้นแหละค่ะ แต่ที่ประสบความสำเร็จกันก็เพราะทุกคนทำของที่รัก ทำด้วยใจ และของเขาดีจริง

ที่สำคัญ คือต้องมีก้าวแรก เหมือนอย่างที่ Marquise du Deffand บอกไว้ว่า “The distance doesn’t matter; it is only the first step that is the most difficult.”

อุ้มกับปุ้มผ่านก้าวแรกกันมาแล้ว หาทางที่คิดว่าจะเดิน แล้วก้าวตามกันมานะคะ

ภาพ : www.instagram.com/sillydaisy

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

มีเรื่องน่ารักจะมาเล่าให้ฟังค่ะ

เมตตาไปแข่งอ่านหนังสือกับเพื่อนมา ฟังดูไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่ใช่มั้ยคะ แต่ในความเป็นจริง มันสนุกมากกกกกก

Oregon Battle of the Books อุ้ม สิริยากร ส่งลูกเข้าแบทเทิลการอ่านของเด็กรัฐออริกอน

งานสนุกและน่ารักนี้มีชื่อเรียกว่า ‘Oregon Battle of the Books’ หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า OBOB (โอบ็อบ) ค่ะ

อธิบายง่าย ๆ ก็คือ เป็นงานที่ให้เด็กนักเรียนมาแข่งอ่านหนังสือกัน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม มีตั้งแต่ชั้นประถม 3 – 5, มัธยม 1 – 3 และไฮสคูล แต่ละกลุ่มจะมีหนังสือที่กรรมการเลือกมา 16 เล่มให้อ่าน เด็กคนไหนสนใจ ก็รวมกลุ่มกันกับเพื่อนอีก 3 – 4 คน ตั้งชื่อกลุ่มขึ้นมา แล้วแบ่งกันอ่านหนังสือ (ทุกคนจะอ่านให้ครบ 16 เล่มเลยก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่ครบ) พอถึงวันที่กำหนด ก็จะไปแบทเทิลหรือดวลกันตอบคำถามที่มาจากในหนังสือ

Oregon Battle of the Books อุ้ม สิริยากร ส่งลูกเข้าแบทเทิลการอ่านของเด็กรัฐออริกอน
โปสเตอร์รูปหนังสือของแต่ละกลุ่ม มี 3 กลุ่ม

อุ้มรู้สึกว่านี่เป็นวิธีการส่งเสริมให้เด็กอ่านหนังสืออย่างแยบยลมาก ๆ เลยค่ะ เพราะลำพังจะมาบอกว่า เอ้า! เด็ก ๆ มาอ่านหนังสือกันนะจ๊ะ มี 16 เล่มนี้นะ อ่านให้จบล่ะ เด็กที่ไหนมันจะอ่าน! แต่พอมีเป้าหมาย มีการแข่งขันกันให้พอสนุก ๆ เด็กก็รู้สึกตื่นเต้น ตั้งอกตั้งใจอ่านกันใหญ่ แล้วไม่ใช่แค่อ่านธรรมดา แต่ว่าอ่านแบบสนใจรายละเอียดด้วย เพราะรู้ว่าเดี๋ยวต้องไปตอบคำถาม

 เมตตากับอนีคานี่เป็นเด็กชอบอ่านหนังสือมากถึงมากที่สุด แล้วความสนใจก็จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ช่วงที่ผ่านมาเมตตาชอบ Graphic Novels หรือหนังสือการ์ตูน กับ Chapter Books หรือหนังสือที่แบ่งเป็นตอน ๆ (อย่างเรื่อง ราโมนา, บ้านเล็กในป่าใหญ่, ฯลฯ) ก็จะอ่านอยู่นั่น พอมี OBOB ขึ้นมา ก็ดีอีกอย่างตรงที่หนังสือ 16 เล่มที่เขาเลือกมาให้อ่าน หลายเล่มเป็นหนังสือที่เมตตาจะไม่มีวันเลือกมาอ่านเอง เท่ากับเป็นการขยายขอบเขตความสนใจในประเภทของหนังสือให้เด็ก ๆ ไปในตัว

Oregon Battle of the Books อุ้ม สิริยากร ส่งลูกเข้าแบทเทิลการอ่านของเด็กรัฐออริกอน
หนังสือทั้ง 16 เล่ม

เมตตารวมทีมกับเพื่อนสนิทอีก 3 คน แล้วตั้งชื่อกลุ่มว่า Book Lizards (แผลงมาจากคำว่า Book Wizards) พ่อแม่รู้จักกันอยู่แล้ว ก็เลยแมสเซสกันใหญ่ สรุปว่าจะแบ่งกันซื้อหนังสือบ้านละ 4 เล่ม แล้วให้เด็ก ๆ สลับกันอ่าน อุ้มนี่ก็เป็นพวกบ้าทำตาราง เลยทำ Google Sheet ให้แม่ ๆ ดูกันว่าตอนนี้ใครอ่านอะไร แล้วเล่มไหนมีคนอ่านไปบ้างแล้ว จะได้เฉลี่ยความรับผิดชอบกันได้ถูก

Oregon Battle of the Books อุ้ม สิริยากร ส่งลูกเข้าแบทเทิลการอ่านของเด็กรัฐออริกอน

เด็ก ๆ 4 คนน่าเอ็นดูเป็นที่สุด มีการนัดเจอกันวันหยุดเพื่อซ้อมตอบคำถาม เล่น Kahoot! ออนไลน์ลองซ้อม แล้วระหว่างพักกลางวันที่โรงเรียน ก็มีการท่องชื่อหนังสือกับชื่อนักเขียนแต่ละเล่มกันเอง เพื่อนในห้องหลายคนก็มีกลุ่ม OBOB เลยเป็นที่พูดถึงในโรงเรียนกันคึกคักทีเดียว

ย้อนไปนิดหนึ่งเรื่องว่าใครเป็นคนต้นคิด OBOB ขึ้นมา ก็ต้องเล่าว่าเป็นผู้ปกครองด้วยกันนี่แหละค่ะ ที่คงจะคุยกันไปมาว่าทำไงดีนะจะให้เด็ก ๆ สนใจอ่านหนังสือ สรุปคือต้องมีแข่งตอบคำถามกันเสียหน่อย ทางที่ดีคือให้แข่งกันเองในโรงเรียนก่อน แล้วให้ตัวแทนโรงเรียนมาแข่งกันอีกที งานนี้ต้องทำทีเดียวทั้งรัฐ จะได้สนใจกันกว้างขวาง แล้วก็ไปหาทุนหาสปอนเซอร์มาได้ด้วย

งานนี้มันคึกคักจริง ๆ นะคะ เพราะเวลาไปร้านหนังสือ ส่วนที่เป็นหนังสือเด็ก ก็จะมีชั้นหนึ่งหรือหน้าหนึ่งเลยบนเว็บไซต์ที่มอบให้หนังสือโอบ็อบ ที่ห้องสมุดก็มีหนังสือในลิสต์ทุกเล่มให้ยืมได้ ทั้งแบบที่เป็นเล่มกับเป็นหนังสือเสียง แล้วในเว็บไซต์ของโอบ็อบเองก็มีตัวอย่างคำถาม มีแบบฝึกหัด มีรายชื่อหนังสือของปีที่ผ่าน ๆ มาให้เข้าไปตามอ่านได้ด้วย

Oregon Battle of the Books อุ้ม สิริยากร ส่งลูกเข้าแบทเทิลการอ่านของเด็กรัฐออริกอน
Oregon Battle of the Books อุ้ม สิริยากร ส่งลูกเข้าแบทเทิลการอ่านของเด็กรัฐออริกอน
   OBOB ในเว็บไซต์ของร้านหนังสือ
Oregon Battle of the Books อุ้ม สิริยากร ส่งลูกเข้าแบทเทิลการอ่านของเด็กรัฐออริกอน


ที่คั่นหนังสือ ร้าน Powell’s ทำที่คั่นหนังสือสำหรับเตือนความจำว่าอ่านเล่มไหนไปบ้างแล้ว ดาวน์โหลดไปใช้ได้เลย

มาเล่าถึงบรรยากาศการแบทเทิลกันหน่อยดีกว่าค่ะ

ปีที่ผ่าน ๆ มา เขาจะไปเช่าสถานที่แล้วให้เด็ก ๆ ไปแข่งกัน แต่ปีนี้ก็อย่างที่รู้กันดีว่ามีโควิด-19 (กุติดยังว้า) การประลองความจำก็เลยต้องย้ายมาใช้บริการ Zoom แทน

กิจกรรมแข่งอ่านหนังสือของรัฐออริกอน ที่ทำให้เด็กทั้งเมืองหันมาอ่านหนังสือแบบจริงจัง
กิจกรรมแข่งอ่านหนังสือของรัฐออริกอน ที่ทำให้เด็กทั้งเมืองหันมาอ่านหนังสือแบบจริงจัง
กิจกรรมแข่งอ่านหนังสือของรัฐออริกอน ที่ทำให้เด็กทั้งเมืองหันมาอ่านหนังสือแบบจริงจัง

รอบแรกที่แข่งกับทีมในโรงเรียนเดียวกัน (นักเรียน ป.3-5 โรงเรียนเมตตามี 300 กว่าคน มีเด็กลงทะเบียนแข่งตั้ง 144 คน เท่ากับ 1 ใน 3 แน่ะค่ะ นับว่าเยอะมาก) ทีมของเมตตาต้องดวล 4 รอบ แล้วสุดท้าย เขาจะเอาผลคะแนนของทุกทีมมาจัดลำดับ 10 ทีมแรกที่คะแนนสูงสุด ก็จะผ่านเข้าไปรอบชิงชนะเลิศ

แต่ละรอบ ทุกทีมต้องตอบคำถาม 8 คำถาม ครึ่งหนึ่งเป็นคำถามว่ามาจากเล่มไหน อย่างเช่น

– หนังสือเล่มไหน มีตัวละครในครอบครัวเดียวกัน 2 คน ที่มีตาสีฟ้าเหมือนน้ำทะเลลึก (Deep Deep Blue Sea)

– หนังสือเล่มไหน มีรูปภาพของเด็กผู้หญิงนั่งเล่นเปียโน

– หนังสือเล่มไหน ตัวละครได้รับกล่องไม้สีแดงเข้มที่ทำจากไม้พะยูง (Rosewood)

ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของคำถาม จะเกี่ยวกับเนื้อหาในหนังสือ เช่น

– ในหนังสือ Guts ตัวละครหลักชื่อเรน่า เป็นโรคอะไร (คำตอบ IBS หรือ Irritable Bowel Syndrome)

– ในหนังสือ Some Places More Than Others คุณยายเกรซโตที่เมืองอะไร (คำตอบคือ Alabama)

– ในหนังสือ Lety Out Loud อาสาสมัครใส่เสื้อผ้าอะไร 2 ชิ้น ตอนที่ตักอาหารหมาใส่ถุง (คำตอบคือ ผ้ากันเปื้อนสีขาวกับถุงมือสีเหลือง)

คือพ่อ ๆ แม่ ๆ นั่งฟังคำถามแล้วอ้าปากค้างไปเลยอะค่ะ ใครมันจะไปจำได้ฟระ แล้วเวลาตอบนี่ ต้องตอบให้ตรงเป๊ะ ๆ ด้วยนะคะ ไม่ใช่แค่ผ้ากันเปื้อนกับถุงมือ แต่ต้องบอกว่าสีอะไรด้วย แล้วทำไมรู้มั้ยคะ เด็ก ๆ ดั๊นจำได้อี๊กกก! พ่อแม่นี่กรี๊ดกันอย่างกับไปเชียร์บอลอะค่ะ ความรู้สึกก็คล้าย ๆ กันด้วยนะคะ คือได้แต่ลุ้น เพราะพ่อแม่ไม่มีใครได้อ่านหนังสือเลยสักคน ได้แต่กลั้นใจรอให้ทีมเรายิงลูกเข้าประตู เอ๊ย ตอบคำถามถูกอย่างเดียวเลย

ผลปรากฏว่า ทีมเมตตา ถึงแม้จะเด็กกว่าใครเพื่อน แล้วก็เพิ่งลองแข่งเป็นครั้งแรก ผ่านเข้ารอบค่ะ!

กิจกรรมแข่งอ่านหนังสือของรัฐออริกอน ที่ทำให้เด็กทั้งเมืองหันมาอ่านหนังสือแบบจริงจัง

คือปริ่มจะตกรอบมิตกรอบแหล่ แต่แค่นี่พ่อ ๆ แม่ ๆ ก็ภูมิใจกันแทบแย่ แล้วก็เตรียมรอลุ้นรอบต่อไป ซึ่งจะจัดอีกทีใน 2 อาทิตย์ข้างหน้า

ระหว่างนี้อุ้มเองก็คอยถามเมตตาว่าได้ทบทวนเล่มที่อ่านไปแล้วบ้างหรือยัง แล้วมีเล่มไหนที่ยังไม่ได้อ่านแล้วอยากอ่านอีกบ้าง วันหนึ่งเมตตาคงเพลียแม่เต็มที เลยหันมาบอกว่า “แม่คะ จะชนะหรือไม่ชนะโอบ็อบมันก็ไม่เป็นไรนะคะ เพราะความสนุกจริง ๆ สำหรับหนู มันอยู่ตรงตอนตอบคำถาม ไม่ใช่ตอนอ่านหนังสือ” งือ แม่ก็เลยถอยมา 2 ก้าว ไม่ผลักดันแล้วก็ด้ะ (แต่แอบส่องอยู่นะว่าวันนี้อ่านอะไร)

แล้วพอปล่อยให้ลูกรับผิดชอบตัวเองนะคะ ปรากฏว่าเมตตาก็ไปจัดตารางของตัวเอง เล่มไหนที่มีเพื่อนในกลุ่มอ่านไปแค่คนเดียว เมตตาก็ไปเอามาอ่านเพื่อจะได้เป็นแบ็กอัป เดี๋ยว ๆ ก็มาบอกว่าวันนี้ซ้อมท่องชื่อหนังสือกันเองจนขึ้นใจ เวลาไปตอบใน Zoom จะได้ไม่ตื่นเต้นจนลืม ก่อนหน้าจะถึงวันแข่ง อุ้มลองถามว่าพร้อมไหม เมตตาก็ยิ้มมั่นใจ แล้วบอกว่า “พร้อมค่ะ นี่ถ้าทีมหนูชนะ ได้เป็นตัวแทนโรงเรียนก็คงดีนะคะ” อะ ไหนเมื่อวันก่อนบอกไม่เป็นไร ไอ้เจ้าตึ๋งหนืดเอ๊ย

พอวันแข่งรอบสุดท้ายมาถึง เนื่องจากทีมเมตตาเป็นหนึ่งในทีมบ๊วย ๆ ก็เลยต้องเริ่มแบทเทิลกันเองก่อน ทีแรกพ่อ ๆ แม่ ๆ ก็เตรียมแค่ของว่างกับอาหารกลางวันมา เพราะลึก ๆ ในใจต่างพากันคิดว่า ลูกเราเด็กกว่าเพื่อน แถมรอบแรกคะแนนก็ไม่ได้ดีมาก คงไม่ได้เข้ารอบไปลึก ๆ หรอก เดี๋ยวหลังเที่ยงก็แยกย้ายกันกลับบ้านแหละ

ปรากฏว่า Book Lizards ชนะไปเรื่อยเลยค่ะ! แข่งตั้งแต่ 10 โมงครึ่งไปจนถึง 6 โมงเย็นอะค่ะ ทีมเดียวที่ชนะทีมเมตตา ชื่อว่า Book Destroyers เป็นเด็ก ป.4 และเป็นทีมที่กลายเป็นตัวแทนโรงเรียน ทีมเมตตาเด็กที่สุด และชนะเป็นอันดับ 2 ของโรงเรียน เก่งมากเลยเจ้าหนูน้อย!

กิจกรรมแข่งอ่านหนังสือของรัฐออริกอน ที่ทำให้เด็กทั้งเมืองหันมาอ่านหนังสือแบบจริงจัง

แต่ตกเย็นวันนั้น อุ้มนี่ถึงกับขาสั่น เพราะลุ้นมาทั้งวัน (ไม่ได้เวอร์นะคะ เข่าอ่อนจริง ๆ) เพื่อนเมตตาคนหนึ่งในทีมคือเครียดจัดจนลงไปนอนร้องไห้ แบบหนูไม่ไหวแล้ว หนูตอบต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ส่วนเมตตาขึ้นรถมา บอกแม่ว่า “เหมือนหนูดื่มกาแฟไป 10 แก้ว กับกิน Energy Bar อีก 10 แท่ง” โถ เอ็นดูด้วย สงสารด้วย อะดรีนาลีนคงหลั่งแทบหมดตัว

กิจกรรมแข่งอ่านหนังสือของรัฐออริกอน ที่ทำให้เด็กทั้งเมืองหันมาอ่านหนังสือแบบจริงจัง

แต่สุดท้าย ทุกคนในทีม ทั้งเด็ก ๆ เอง ทั้งพ่อ ๆ แม่ ๆ เอง ทุกคนรู้สึกตรงกันหมดว่าเป็นประสบการณ์ที่พิเศษมาก ๆ จริง ๆ ค่ะ ทุกคนรู้สึกสนิทกันมากขึ้น ในกลุ่มมีทั้งเด็กที่อ่านเร็วจำได้เยอะ กับเด็กที่อ่านช้าจำได้น้อยกว่า แต่ทุกคนกลับช่วยกัน ให้กำลังใจกัน พ่อแม่ทุกคนก็กลายเป็นเพื่อนกัน แล้วก็ตั้งใจว่าปีหน้า Book Lizards จะกลับมาแข่งอีก แต่ตอนนี้ขอกลับบ้านไปพักเหนื่อยก่อนนะจ๊ะ

“รายชื่อหนังสือโอบ็อบของปีหน้าออกมาแล้ว เรามาเริ่มอ่านกันเลยนะ” เมตตากับเพื่อน ๆ ตะโกนบอกกันก่อนแยกย้าย

แม่ยังไม่หายขาสั่นเลยลูกเอ๊ยยยย แต่อ้ะ สั่งหนังสือใหม่ให้ก็ด้ะ ปีนี้แม่จะอ่านด้วย (ให้จริงเฮ้อออ)

Writer & Photographer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load