ใครจะเชื่อว่า หนังสือเล็ก ๆ เล่มหนึ่งสามารถเปลี่ยนโลกได้

ปี 2022 เป็นวาระครบรอบ 60 ปีที่หนังสือ Silent Spring หรือ ‘ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน’ ผู้แต่งคือ ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) สุภาพสตรีชาวอเมริกัน ได้ตีพิมพ์ออกจำหน่ายในปี 1962

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ และ Silent Spring คือหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ให้ตระหนักถึงพิษภัยของยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ดีดีที

หนังสือพิมพ์ The Guardian เคยกล่าวไว้ว่า

ครบ 60 ปี 'Silent Spring' หนังสือสร้างการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมมากสุดเล่มหนึ่งของโลก

“ราเชล คาร์สัน ให้ความรู้แก่โลก… ถ้าให้เลือกว่าหนังสือที่เขียนโดยคนคนเดียวเล่มใดเป็นเสาหลักของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่ย่อมเลือก Silent Spring อย่างไม่ต้องสงสัย ผลกระทบของหนังสือเล่มนี้ปรากฏขึ้นทันที ส่งผลกว้างไกล และเป็นหนังสือบรรลุผลมากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยมีมา”

ในปี 1999 นิตยสาร TIME ฉบับ 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อโลกในศตวรรษที่ 20 ชื่อของ ราเชล คาร์สัน ติดอันดับเคียงคู่กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (นักคณิตศาสตร์), ซิกมัน ฟรอยด์ (นักจิตวิเคราะห์) สองพี่น้องตระกูลไรท์ (นักบิน), เอดวิน ฮับเบิล (นักดาราศาสตร์) ในฐานะ ‘นักสิ่งแวดล้อมผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ ก่อนที่จะมีขบวนการสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมา’

สมัยนั้นใครจะกล้าคิดว่า ดีดีที ที่เรียกว่าเป็นสารมหัศจรรย์ ใช้กันแทบทุกวงการ ตั้งแต่ใช้แทนยาสระผม ยาฆ่าศัตรูพืช และมีการใช้กันแพร่หลายทั่วโลก จะถูกเปิดโปงว่าอีกด้านหนึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

Silent Spring หนังสือที่เปิดโปงอันตรายของยาฆ่าแมลง ดีดีที อย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย และนำไปสู่การยกเลิกการใช้สารเคมีนี้ในเวลาต่อมา

27 พฤษภาคม ปี 1907 ราเชล คาร์สัน ถือกำเนิดขึ้นมาในเมืองสปริงเดลล์ รัฐเพนซิลวาเนีย ในวัยเด็ก มาเรียแม่ของเธอผู้เคยเป็นครูมาก่อน ได้ปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติให้กับลูกทั้งสามคน แต่ละวันแม่ลูกมักจะออกมาเดินเล่นรอบ ๆ บ้านที่เต็มไปด้วยป่า บึงน้ำ ลำธาร โดยเฉพาะลูกสาวคนสุดท้องที่สนใจธรรมชาติเป็นพิเศษ

อายุ 6 ขวบ คาร์สันได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Street School มีความสุขกับการอ่านหนังสือมาก และรู้สึกอยากเขียนหนังสือ

พออายุได้ 9 ขวบ โดยการสนับสนุนจากแม่ คาร์สันก็เริ่มเขียนบทกวี เขียนบทความเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งได้ตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น แม่จึงเป็นผู้มีอิทธิพลต่อลูกสาวคนเล็ก ผู้เลือกเส้นทางชีวิตด้านธรรมชาติและเขียนหนังสือมาตลอด

คาร์สันเลือกเรียนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย หวังจะเป็นนักเขียน แต่เมื่อมาลองเรียนวิชาชีววิทยาตอนชั้นปีสอง ก็เริ่มหลงใหลวิทยาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านชีววิทยา ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากอาจารย์ ที่คิดว่าคาร์สันน่าจะเอาดีทางการเป็นนักเขียนมากกว่า และผู้หญิงไม่เหมาะจะบุกป่าฝ่าดง แต่คาร์สันก็ไม่ย่อท้อ เธอเคยพูดว่า “ไม่มีแม้สักเสี้ยววินาที ที่ฉันละทิ้งความสนใจในโลกธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบ ๆ ตัว”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันยังเรียนต่อจนสำเร็จปริญญาโทด้านสัตววิทยาทางทะเล ที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นส์ ในปี 1932 คาร์สันเริ่มสนใจธรรมชาติในทะเลมากขึ้น และเข้าทำงานที่สำนักการประมง ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เขียนบทวิทยุชีวิตโลกใต้ทะเล ‘Romance under the Water’ งานนี้เองที่เธอได้ใช้ประสบการณ์ในการเขียนและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เขียนบทให้ดูสนุกมีชีวิตชีวา และให้ความสนใจกับธรรมชาติโลกใต้ทะเลอย่างจริงจัง

คาร์สันค้นพบจุดแข็งของตัวเองว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาได้อย่างมีสีสัน และเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตในทะเล คือ Under the Sea Wind เนื้อหาในหนังสือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยใช้กลวิธีการเขียนที่สนุก สัตว์แต่ละตัวมีชื่อเหมือนคน เรื่องราวจึงมีชีวิตชีวา นักวิจารณ์ให้ความชื่นชม แต่เนื่องจากตีพิมพ์ในปี 1941 สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังสือเล่มนี้จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจ

จนกระทั่ง หนังสือเล่มต่อมา The Sea Around Us ตีพิมพ์ในปี 1951 ได้กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับของ The New York Times มียอดขายกว่า 2 แสนเล่ม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้งานเขียนชิ้นนี้ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์หลายแห่ง รวมถึง National Geographic

หลังจากนั้นคาร์สันก็ลาออกจากงานประจำ กลายเป็นนักเขียนด้านธรรมชาติเต็มตัว และเริ่มคิดถึงการอนุรักษ์ เพื่อเป็นมรดกให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

งานเขียนของคาร์สันในช่วงแรก เป็นงานสารคดีที่ให้ความรู้ด้านธรรมชาติแก่เด็กและผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันคาร์สันก็เริ่มรับรู้ถึงปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตรว่าก่อปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเพียงใด แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ให้ความสนใจ และยังสนับสนุนให้มีการใช้ดีดีทีอย่างแพร่หลาย โดยไม่มีการบอกกล่าวเตือนภัยถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึงมนุษย์

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจึงเริ่มเขียนบทความให้ผู้คนเห็นถึงอันตรายจากการใช้ยาฆ่าแมลง ดีดีที แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ แม้กระทั่งนิตยสาร Reader Digest อันโด่งดังก็ปฏิเสธงานเขียนของเธอ

ในปี 1958 คาร์สันได้เดินทางไปเมืองแห่งหนึ่ง เมื่อเพื่อนคนหนึ่งได้เขียนจดหมายเล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่ในเมืองฉีดยาดีดีทีฆ่ายุงทั้งเมือง ส่งผลให้นกตายเกลื่อนเมือง รวมทั้งผึ้ง ตั๊กแตน และแมลงจำนวนมากล้มตายเกือบหมด

DDT (Dichlorodiphenyltrichloroethane) เป็นสารปราบศัตรูพืชที่ย่อยสลายไม่ได้เองตามธรรมชาติ ไม่ละลายน้ำ จึงมีคุณสมบัติสะสมในชั้นไขมันของสิ่งมีชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คาร์สันคิดว่า ผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ต้องส่งผลถึงมนุษย์ในไม่ช้า จะต้องทำอะไรอย่างจริงจัง และเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือ Silent Spring เธอใช้เวลาเดินทางไปทั่วประเทศ เก็บข้อมูลพิษภัยของยาฆ่าแมลง ดีดีที จากแหล่งต่าง ๆ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า สารเคมีเหล่านี้นอกจากทำลายสิ่งมีชีวิตจำนวนมากแล้ว ยังมีผลต่อระบบประสาทของมนุษย์อีกด้วย เรียบเรียงเป็นข้อเขียนที่อ่านง่าย และเริ่มต้นเผยแพร่ทยอยลงนิตยสาร The New Yorker ในปี 1962

หนังสือ ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน เริ่มต้นว่า

“กาลครั้งหนึ่งมีเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่น ทุกชีวิตดูจะอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เมืองอยู่ท่ามกลางเรือกสวนไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้บานจะพัดปลิวไปตามสายลมเหนือทุ่งสีเขียวขจี… ดอกไม้ป่าชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่ตามริมทาง เหล่านกกาพากันจิกกินผลไม้ป่า ลำธารมีปลาและน้ำใสไหลลงมาจากเนินเขา แต่แล้วหายนะภัยอันแปลกประหลาดก็คืบคลานเข้ามา ทุกอย่างเริ่มแปรเปลี่ยนไป โรคร้ายระบาดในฝูงไก่ วัวและแกะเริ่มล้มป่วยตาย ทุกหนแห่งปกคลุมด้วยเงาแห่งความตาย ชาวไร่ชาวนาโจษจันถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในครอบครัวตนเอง มีคนเสียชีวิตมากมายโดยไม่ทราบสาเหตุ ความเงียบงันอย่างน่าพิศวงบังเกิดขึ้น นกนานาชนิดหายไปไหนกันหมด นกไม่กี่ตัวที่คนพบก็ใกล้ตาย มันเป็นฤดูใบไม้ผลิที่เงียบวังเวง ยามรุ่งอรุณที่เคยก้องด้วยเสียงประสานส่งเสียงเจื้อยแจ้วของนกหลายชนิด มาบัดนี้ความเงียบแผ่คลุมไปทั่ว”

หนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยถึงผลกระทบของดีดีที จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของเซลพืชและสัตว์ เปลือกไข่นกที่บางเกินไปจนนกวางไข่ไม่สำเร็จ การตกค้างของสารเคมีในปลาหลายชนิด การก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะนก เช่น อินทรีหัวขาว มีจำนวนลดลงจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ฯลฯ

“เป็นไปได้อย่างไรกันที่เราปล่อยให้มีการพ่นสารพิษปริมาณมหาศาลลงสู่ผืนดิน รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการฆ่าสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดในดิน” เธอตั้งคำถามต่อไปว่า

“มันไม่ควรจะเรียกว่ายาฆ่าแมลง (Insecticides) เพราะมันคือยาฆ่าชีวิต (Biocides) เหมือนกับยาพิษ”

พอหนังสือเล่มนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาทิ “ถ้าเราเชื่อผู้หญิงคนนี้ พวกเราทุกคนก็จะอดอาหารตาย” “ใครสำคัญกว่ากันระหว่างลูกหลานของเรากับแมลง”

แน่นอนว่าคนในยุคเมื่อ 60 ปีก่อน ยังไม่ได้เข้าใจปัญหาการทำลายระบบนิเวศ ไม่เข้าใจมหันตภัยของสารเคมี ยาฆ่าแมลงชนิดต่าง ๆ ว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พืช สัตว์ และมนุษย์เพียงใด ไม่เข้าใจว่า ผีเสื้อ นก แมลง ผึ้งหายไป จะเกี่ยวอะไรกับพวกเขา บางคนอาจจะเป็นห่วงว่า พืชผลทางการเกษตรจะลดลงหากไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ฯลฯ

ปรากฏว่าทาง The New Yorker ได้รับจดหมายแสดงความเห็นจากผู้อ่านมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ กระตุ้นให้สาธารณชนเกิดการตื่นตัวอย่างกว้างขวาง รวมถึงบรรดานักการเมืองที่สนใจ และทำให้ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (John F. Kennedy) ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงถึงผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ และปรากฏว่าเป็นจริงตามข้อเขียนในหนังสือ

ทำให้ยอดขายหนังสือ Silent Spring สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 250,000 เล่ม กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับหลายเดือน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง บรรดาบริษัทผู้ผลิตสารเคมีเหล่านี้รวมตัวกันโจมตีคาร์สันอย่างรุนแรง ถึงขนาดลงขันกว้านซื้อสื่อทั่วประเทศเพื่อตอบโต้ข้อเขียนของคาร์สัน และยังขู่จะถอนโฆษณาบรรดาหนังสือพิมพ์ที่จะแนะนำหนังสือเล่มนี้

ประธานบริษัทผู้ผลิตดีดีทีได้กล่าวโจมตีอย่างเผ็ดร้อนว่า

“คาร์สันไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นคนที่หลงงมงายในการรักษาธรรมชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา”

ยิ่งหนังสือถูกตีพิมพ์มาก คาร์สันก็ถูกโจมตีมาก จนกระทั่งถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีว่า “เป็นคอมมิวนิสต์ แอบแฝงมาทำลายเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของอเมริกา”

ในช่วงเวลานั้นคาร์สันล้มป่วยเป็นมะเร็ง แต่หญิงเหล็กคนนี้ก็ยังใช้เวลาที่เหลืออยู่ต่อสู้เพื่อให้โลกพ้นจากหายนะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และก่อนเสียชีวิตไม่นาน เธอได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนสนิทว่า

“ฉันรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องทำอะไรบางอย่าง ถ้าไม่อย่างนั้นฉันก็จะไม่มีความสุขได้อีก ตอนนี้ฉันก็ได้ลงมือทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่หนังสือเพียงเล่มเดียวจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้…”

ในปี 1963 คาร์สันได้รับเชิญจากรัฐสภาให้ไปกล่าวคำปราศรัย มีการถ่ายทอดออกอากาศ เธอย้ำว่า “คนทุกคนควรได้รับความปลอดภัยในบ้านของตนเอง และไม่ควรได้รับสารพิษใด ๆ จากการกระทำของบุคคลอื่น”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจากโลกไปเมื่อวันที่ 14 เมษายน ปี 1964 ด้วยวัย 57 ปี มลรัฐเพนซิลวาเนีย ประกาศให้วันที่ 27 พฤษภาคม (วันเกิดของเธอ) ของทุกปี เป็นวัน Rachel Carson

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1972 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการจำหน่ายดีดีที ซึ่งมียอดขายปีละเกือบ 2 ล้านตันอย่างเด็ดขาด มีการออกกฎหมายควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง และออกกฎหมายกำหนดให้มีการติดฉลากบอกส่วนผสมของยาฉีดบนขวดยาฆ่าแมลงทุกขวด และส่งผลให้มีการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางไปทั่วสหรัฐฯ และทั่วโลก นำไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับชาติ (The Environmental Protection Agency – EPA) ที่ปลุกให้ผู้คนได้หันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม และเกิดขบวนการสิ่งแวดล้อมหลากหลายขึ้น มีการเคลื่อนไหวในหลายรูปแบบและส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1980 ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ได้มอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom ถือเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีมอบเพื่อเป็นเกียรติคุณแก่ประชาชน ในฐานะผู้จุดประกายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีการออกจำหน่ายแสตมป์เป็นภาพของเธอ เพื่อรำลึกถึงนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

ตลอดชีวิตของ ราเชล คาร์สัน เขียนหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม แต่มีเล่มหนึ่งสั่นสะเทือนไปทั้งโลกและยังดังกึกก้องจนถึงบัดนี้

Writer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

18 พฤศจิกายน 2562
3 K

ถ้าเรารู้จักตัวเองเมื่อไร 

คุณจะเห็นพระเจ้า

คำพูดนี้ผมไม่ได้เจอในเฟซบุ๊ก ในไลน์ หรือในหนังสือคำคมใดๆ แต่ผู้นำหมู่บ้านมุสลิมคนหนึ่งในภาคใต้ได้กล่าวกับผมเมื่อหลายเดือนก่อน คำพูดสั้นๆ ประโยคนี้ได้นำทางให้หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดกระบี่กลายเป็นชุมชนเข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ

ท่ามกลางเศรษฐกิจราคายางพาราตกต่ำเป็นประวัติการณ์ แต่หมู่บ้านนี้มีภูมิคุ้มกัน ทำให้อยู่รอดได้อย่างมั่นคง

ชาวบ้านแห่งชุมชนไหนหนัง ตำบลเขาคราม อำเภอเมืองฯ จังหวัดกระบี่ เป็นชุมชนมุสลิมเก่าแก่ อาชีพส่วนใหญ่คือปลูกยางพาราและทำประมง

ชุมชนมุสลิมเก่าแก่ ไหนหนัง ที่แข็งแกร่งได้ขณะราคายางตกด้วย การเลี้ยงผึ้ง ในป่าชายเลนและรักษ์ทะเล

ย้อนกลับไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ในช่วงประมาณ พ.ศ. 2426 ชาวจีนจากเกาะไหหลำของประเทศจีนได้มีการค้าขายทางเรือกับชาวจีนจากเกาะปีนัง รวมทั้งชาวมุสลิมในหมู่เกาะลังกาวี ตลอดจนชาวจีนที่อาศัยอยู่ในอำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง

มีครั้งหนึ่ง ระหว่างการเดินทางได้เกิดพายุใหญ่ ชาวจีนได้นำเรือมาหลบพายุเข้ามาพักแรมในคลองบ้านไหนหนังเป็นเวลาแรมเดือน ต่อมา สองพี่น้องชื่อโต๊ะสีตุงกา และโต๊ะสีรายา พร้อมกับสองพี่น้องชาวจีนชื่อแป๊ะรัดฮู และแป๊ะยอง 4 ครัวเรือนได้ตั้งถิ่นฐาน ณ หมู่บ้านไหนหนัง เนื่องจากเห็นว่าหมู่บ้านนี้ตั้งติดอยู่บริเวณชายทะเล ทำมาหากินได้สะดวก อีกทั้งมีพื้นดินดอนที่ทำการเกษตร ปลูกทั้งข้าวและผักได้ ส่วนทางทะเลก็หากุ้ง หอย ปู ปลา มาประกอบอาหารได้

ในช่วงแรกนั้นมีเพียง 4 ครัวเรือน มีชาวจีน 2 ครัวเรือน และชาวมุสลิม 2 ครัวเรือน ต่อมาชาวจีนได้อพยพไปทำการค้าขายในเมืองกระบี่ ส่วนชาวมุสลิมก็ได้ตั้งหลักปักฐานอยู่ในหมู่บ้านไหนหนังนี้ และต่อมาพี่น้องชาวมุสลิมก็ได้อพยพเข้ามาตั้งรกรากเพิ่มขึ้นเป็นหลักพันคน โดยมีอาชีพจับปลาและทำสวนยางเป็นหลัก

วิถีชีวิตของคนหาปลาที่อยู่กันสงบสุขมาช้านาน ก็เริ่มเกิดปัญหาขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน จากการปรากฏของเรืออวนรุน อวนลากที่เข้ามาจับปลาบริเวณทะเลหน้าบ้านของพวกเขาตั้งแต่ พ.ศ. 2548

ชุมชนมุสลิมเก่าแก่ ไหนหนัง ที่แข็งแกร่งได้ขณะราคายางตกด้วย การเลี้ยงผึ้ง ในป่าชายเลนและรักษ์ทะเล

อวนรุน อวนลาก คือเครื่องมือประมงที่ใช้อวนลักษณะตาข่ายคล้ายถุง ลากสัตว์น้ำตั้งแต่ผิวน้ำยันพื้นดิน เรืออวนรุน อวนลาก ได้ทำลายสัตว์น้ำวัยอ่อนคิดเป็นมูลค่ามหาศาล เพราะเรือเหล่านี้มักมาหาปลาใกล้ฝั่งทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน เป็นสาเหตุสำคัญทำให้จำนวนสัตว์น้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง

ชาวบ้านไหนหนังก็สังเกตมานานแล้วว่าสัตว์น้ำลดลงต่อเนื่องทุกปี หลังจากเรืออวนรุน อวนลาก เข้ามาป้วนเปี้ยนจับปลาใกล้ทะเลบ้านเขาจนเกือบหมด ชาวบ้านจึงรวมตัวกันออกไปต่อต้านเรืออวนรุน อวนลาก โดยมีแกนนำเข้มแข็งคือ กำนันก้าหรีม หลักแหล่ง พวกเขาต่อสู้กับเรืออวนจากภายนอกอย่างทรหดหลายปี แม้กระทั่งเอาชีวิตเข้าแลก

“พวกนี้ทำผิดกฎหมาย เพราะมีประกาศของทางการตั้งแต่ปี 2515 ห้ามทำการประมงภายในเขตสามพันเมตร จากชายฝั่ง เราสู้กันหลายปี ร่วมมือกับทางการด้วย กว่าจะไล่ไปได้หมด” แกนนำชาวบ้านคนหนึ่งบอกกับผม

เมื่ออวนรุน อวนลาก จากไป ไม่นานนักความสมบูรณ์ของสัตว์น้ำในทะเลก็กลับมาอีกครั้ง แต่ก่อนหน้านี้ พวกเขาได้ร่วมมือกันสร้างเรื่องสำคัญกว่า ส่งผลไปถึงลูกหลานในอนาคต

ชุมชนมุสลิมเก่าแก่ ไหนหนัง ที่แข็งแกร่งได้ขณะราคายางตกด้วย การเลี้ยงผึ้ง ในป่าชายเลนและรักษ์ทะเล

ใน พ.ศ. 2538 เมื่อป่าชายเลนแถวนั้นหมดสัมปทานลง ชาวบ้านพบว่าพื้นที่ป่าชายเลน ไม้โกงกาง ไม้แสม โดนตัดไปทำถ่านจนเหี้ยนเตียนเกือบหมด พวกเขาจึงได้ร่วมกันอนุรักษ์ป่าชายเลนครั้งใหญ่ ไม่ให้ใครมาทำลาย ช่วยกันดูแลป่าชายเลน จนกลายเป็นป่าชุมชนอันอุดมสมบูรณ์ขนาด 3,800 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำขนาดเล็กจำนวนมหาศาล ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา และกลายเป็นปราการสำคัญตามธรรมชาติ ป้องกันไม่ให้คลื่นสึนามิเข้ามาทำลายหมู่บ้าน เมื่อครั้งเหตุการณ์สึนามิในปี 2547

ชาวไหนหนังทราบดีว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรทั้งบนบกและในทะเล เป็นหนทางเดียวที่ทำให้พวกเขาจะอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน หลังจากป่าชายเลนกลับคืนมา ปลาที่หายไปจากคลองไหนหนังในอดีตก็กลับคืนมาด้วย เช่น ปลาหมก ปลาหมา ปลามงหลังเสี้ยน ปลาโคก ปลาหมงหลังแข็ง ปลาหม้อแตก ฯลฯ

แต่ขณะเดียวกัน การอนุรักษ์อย่างเดียวโดยชาวบ้านไม่มีรายได้นั้นไม่ยั่งยืน หากธรรมชาติอยู่ได้ ชาวบ้านก็ต้องอยู่ได้ด้วย

มีการออกระเบียบป่าชุมชนว่า

ใครตัดไม้ไป 1 ต้น ต้องปลูกชดเชย 5 ต้น

ห้ามระเบิดปลา ห้ามใช้ยาเบื่อเมาทุกชนิด

ห้ามอวนล้อม ใช้ไม้กระทุ้งน้ำ

หากผู้ใดฝ่าฝืนปรับครั้งละ 500 บาท และยึดเครื่องมือจับสัตว์น้ำ

ชุมชนมุสลิมเก่าแก่ ไหนหนัง ที่แข็งแกร่งได้ขณะราคายางตกด้วย การเลี้ยงผึ้ง ในป่าชายเลนและรักษ์ทะเล

หลายปีก่อน ทางกรมประมงขอร้องไม่ให้ชาวประมงทั้งจังหวัดกระบี่ใช้โป๊ะน้ำตื้นเป็นเครื่องมือหาปลาจับสัตว์น้ำ แต่ไม่มีใครสนใจ ชาวประมงกระบี่ทราบดีว่าโป๊ะน้ำตื้น เครื่องมือจับปลาชนิดนี้ คือตัวการทำลายพันธุ์กุ้งหอยปูปลามาช้านานแล้ว เพราะมันจับสัตว์น้ำทุกชนิดหน้าชายฝั่งตั้งแต่ตัวเล็กๆ

กรมประมงมาขอร้องให้ชาวบ้านไหนหนังยกเลิกการใช้โป๊ะน้ำตื้น เพื่อนำร่องเป็นตัวอย่างให้กับพี่น้องชาวประมงหมู่บ้านอื่นในจังหวัดกระบี่ ตอนนั้นชาวไหนหนังนับร้อยรายก็ยังใช้โป๊ะน้ำตื้นเป็นเครื่องมือจับปลา แต่เมื่อทั้งหมู่บ้านไปประชุมกันที่มัสยิด ผ่านการถกเถียงกันยาวนาน สุดท้ายจึงทำสัตยาบรรณที่มัสยิด ว่าจะไม่ทำประมงด้วยเครื่องมือผิดกฎหมาย ภายใน 5 ปี โป๊ะน้ำตื้นต้องหมดไปจากทะเลหน้าบ้านพวกเขา และประกาศร่วมกันว่าจะดูแลท้องทะเลด้วยการไม่ใช้เครื่องมือผิดกฎหมาย

คำมั่นสัญญานี้ไม่ใช่แค่คำพูด

ชาวไหนหนังที่เคยทำโป๊ะน้ำตื้น ค่อยๆ หันไปใช้เครื่องมือจับปลาแบบอื่นตามคำมั่นสัญญา จนโป๊ะน้ำตื้นหมดสิ้นภายใน 5 ปี

ชาวไหนหนังเป็นพวกพูดคำไหน คำนั้น

และได้เป็นจุดเริ่มต้นให้ชาวประมงทั้งจังหวัดกระบี่เปลี่ยนแปลง ยอมเสียสละรายได้ยกเลิกการใช้โป๊ะน้ำตื้นจนหมดทั้งจังหวัด โดยได้เงินชดเชยจากประมงจังหวัดรายละ 20,000 บาท

กระบี่กลายเป็นจังหวัดแรกที่ปลอดโป๊ะน้ำตื้นโดยสิ้นเชิง เป็นที่กล่าวขวัญของคนในวงการว่าทำได้อย่างไร 

ทุกวันนี้ชาวไหนหนังได้ประกาศจัดตั้งเขตอนุรักษ์พันธุ์ปลาในป่าชายเลน ผลัดเวรกันออกเรือตรวจตราท้องทะเลหน้าบ้านว่ามีเรือใดทำผิดกฎหมาย หากพบจะมีการวิทยุติดต่อให้ทางการเข้าไปจับกุม

ชาวบ้านยังบอกผู้เขียนว่า พวกเขาช่วยกันสร้างปะการังเทียมแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ หรือบ้านปลาราคาถูก โดยไปเสาะหาท่อคอนกรีตที่ถูกทิ้งร้างจากการก่อสร้างจำนวน 300 ท่อ มาทิ้งไว้ใต้ทะเลให้เป็นที่อยู่อาศัยของกุ้งหอยปูปลา อีกทั้งยังจัดทำธนาคารปูไข่ โดยรวบรวมปูที่ไข่นอกกระดอง ให้ปูไข่ให้หมดก่อนค่อยขายแม่พันธ์ปูต่อไป โดยพ่อค้าคนกลางในหมู่บ้าน

วันนี้ความอุดมสมบูรณ์ของทะเลกระบี่กลับมาอีกครั้ง พร้อมกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นของชาวไหนหนัง จากทรัพย์ในทะเลที่พวกเขาช่วยกันอนุรักษ์ มาทดแทนรายได้ที่ขาดหายไปจากราคาที่ตกต่ำของยางพารา

ชาวบ้านหลายครอบครัวยังคงทำนา ทำไร่ ปลูกผักอินทรีย์ ซื้อขายกันในชุมชน ไม่ต้องพึ่งพาภายนอก แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ พวกเขาเลี้ยงผึ้งโพรง โดยอาศัยดอกไม้ในป่าชายเลน สร้างรายได้เสริมจากการขายน้ำผึ้ง

ผู้เขียนเดินดูรังผึ้งที่ทำจากกล่องไม้ วางเรียงรายอยู่ในสวนยางพารารอบๆ หมู่บ้าน พวกเขาบอกว่า ผึ้งจะบินไปหาน้ำหวานจากเกสรในรัศมี 5 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ป่าชายเลนและเกษตรกรรม ผึ้งชอบกินน้ำหวานจากเกสรของต้นแสมขาว ตะบูนดำ ตะบูนขาว ตาตุ่ม เป้ง ในป่าชายเลน ชาวบ้านบอกผู้เขียนว่า จะเลี้ยงผึ้งได้สำเร็จ ต้องดูแลป่าด้วย

ชุมชนมุสลิมเก่าแก่ ไหนหนัง ที่แข็งแกร่งได้ขณะราคายางตกด้วย การเลี้ยงผึ้ง ในป่าชายเลนและรักษ์ทะเล

การขยายรังผึ้งจะต้องดูผลกระทบ ว่าจำนวนป่าชายเลนมีเพียงพอต่อจำนวนรังของผึ้งหรือไม่ 

ผึ้งไม่ชอบควันไฟจากการเผาป่า

ผึ้งไม่ชอบสารเคมี ยาฆ่าแมลง ตามหัวไร่ปลายนา

และไม่มีป่าก็ไม่มีผึ้ง

ชาวบ้านจึงตกลงร่วมกันช่วยกันดูแลป่าชายเลน ไม่เผา ไม่ใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลงในไร่นา เพื่อถนอมคุณภาพน้ำผึ้งและรักษาจำนวนประชากรผึ้ง ทำให้ยาฆ่าแมลง สารเคมี ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

อีกด้านหนึ่ง ผึ้งช่วยผสมเกสรดอกไม้ ช่วยกระจายพันธุ์ของต้นไม้ชนิดต่างๆ ในป่าชายเลน รวมไปถึงพืชผลทางการเกษตร

และที่สำคัญคือ การเลี้ยงผึ้งในป่าชายเลนนับเป็นแนวคิดใหม่ที่เป็นประโยชน์มาก พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก

เมื่อชาวบ้านดูแลป่าชายเลน น้ำผึ้งก็ทำรายได้หลายหมื่นบาทแก่ชาวบ้านที่เลี้ยงผึ้ง และยังมีกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้ง มาแปรรูปเป็น สบู่ แชมพู ครีมนวดผม ยาหม่อง ฯลฯ โดยผสมผสานภูมิปัญญาและสมุนไพรท้องถิ่น

รวมทั้งมีการผลิตแชมพูและครีมนวด บำรุงเส้นผมด้วยดอกอัญชัน ซึ่งได้จัดทำเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนและพัฒนาเป็นสินค้าประจำตำบลที่ช่วยเพิ่มรายได้ นอกเหนือจากการทำอาชีพประมงและทำสวน ที่เป็นอาชีพหลักของชุมชนบ้านไหนหนัง ซึ่งสร้างรายได้ไม่ได้ตลอดทั้งปี

แต่ชุมชนก็เล็งเห็นถึงความยั่งยืน ดังนั้น ทุกครอบครัวจึงแบ่งรายได้ 10 เปอร์เซ็นต์จากรายได้เสริมเหล่านี้ไว้เป็นกองทุนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่

ผลของความสำเร็จของชุมชนหนังไหนจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย หากไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านในชุมชน ต้องยอมรับว่าพวกเขามีการจัดตั้งชุมชนที่เข้มแข็งมาก ชุมชนแห่งนี้เป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างคนต่างศาสนา แม้คนส่วนใหญ่จะเป็นมุสลิม มีชาวพุทธอยู่ไม่มาก แต่พวกเขาก็อยู่ร่วมกันได้ดี

ตัวอย่างล่าสุดคือ เมื่อมีชาวพุทธคนหนึ่งในหมู่บ้านแห่งนี้สมัครเป็นนายก อบต. ชาวบ้านมุสลิมส่วนใหญ่ก็เลือกเขาจนได้ เพราะมีความเป็นผู้นำ ใจซื่อ มือสะอาด ชัดเจน ผมสังเกตว่าผู้นำหลายคนในชุมชน กล้าพูด กล้าตัดสินใจ และมีความจริงใจในการทำงานเพื่อส่วนรวมมาก

ทุกวันนี้ชาวไหนหนังกลายเป็นชุมชนเข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งของกระบี่ พวกเขาเชื่อว่าเมื่อพวกเขาดูแลทะเล ดูแลป่าอย่างดีแล้ว ป่ากับทะเลจะดูแลพวกเขาเอง พวกเขาอนุรักษ์ท้องทะเล ป่าชายเลน ควบคู่กับการเลี้ยงผึ้ง ลดการใช้สารเคมี จึงมีรายได้ อยู่รอดได้ พึ่งตัวเองได้อย่างดี และมีความสุข ท่ามกลางความตกต่ำของพืชไร่ทางภาคใต้

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ชุมชนหนังไหนเป็นตัวอย่างของคนที่รู้จักศักยภาพของตัวเอง พวกเขาลุกขึ้นทำบางสิ่งอย่างจริงจังและต่อเนื่อง กัดไม่ยอมปล่อย เหมือนดั่งที่พวกเขาเชื่อว่า

ถ้าเรารู้จักตัวเองเมื่อไร

คุณจะเห็นพระเจ้า

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load