ใครจะเชื่อว่า หนังสือเล็ก ๆ เล่มหนึ่งสามารถเปลี่ยนโลกได้

ปี 2022 เป็นวาระครบรอบ 60 ปีที่หนังสือ Silent Spring หรือ ‘ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน’ ผู้แต่งคือ ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) สุภาพสตรีชาวอเมริกัน ได้ตีพิมพ์ออกจำหน่ายในปี 1962

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ และ Silent Spring คือหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ให้ตระหนักถึงพิษภัยของยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ดีดีที

หนังสือพิมพ์ The Guardian เคยกล่าวไว้ว่า

ครบ 60 ปี 'Silent Spring' หนังสือสร้างการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมมากสุดเล่มหนึ่งของโลก

“ราเชล คาร์สัน ให้ความรู้แก่โลก… ถ้าให้เลือกว่าหนังสือที่เขียนโดยคนคนเดียวเล่มใดเป็นเสาหลักของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่ย่อมเลือก Silent Spring อย่างไม่ต้องสงสัย ผลกระทบของหนังสือเล่มนี้ปรากฏขึ้นทันที ส่งผลกว้างไกล และเป็นหนังสือบรรลุผลมากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยมีมา”

ในปี 1999 นิตยสาร TIME ฉบับ 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อโลกในศตวรรษที่ 20 ชื่อของ ราเชล คาร์สัน ติดอันดับเคียงคู่กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (นักคณิตศาสตร์), ซิกมัน ฟรอยด์ (นักจิตวิเคราะห์) สองพี่น้องตระกูลไรท์ (นักบิน), เอดวิน ฮับเบิล (นักดาราศาสตร์) ในฐานะ ‘นักสิ่งแวดล้อมผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ ก่อนที่จะมีขบวนการสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมา’

สมัยนั้นใครจะกล้าคิดว่า ดีดีที ที่เรียกว่าเป็นสารมหัศจรรย์ ใช้กันแทบทุกวงการ ตั้งแต่ใช้แทนยาสระผม ยาฆ่าศัตรูพืช และมีการใช้กันแพร่หลายทั่วโลก จะถูกเปิดโปงว่าอีกด้านหนึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

Silent Spring หนังสือที่เปิดโปงอันตรายของยาฆ่าแมลง ดีดีที อย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย และนำไปสู่การยกเลิกการใช้สารเคมีนี้ในเวลาต่อมา

27 พฤษภาคม ปี 1907 ราเชล คาร์สัน ถือกำเนิดขึ้นมาในเมืองสปริงเดลล์ รัฐเพนซิลวาเนีย ในวัยเด็ก มาเรียแม่ของเธอผู้เคยเป็นครูมาก่อน ได้ปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติให้กับลูกทั้งสามคน แต่ละวันแม่ลูกมักจะออกมาเดินเล่นรอบ ๆ บ้านที่เต็มไปด้วยป่า บึงน้ำ ลำธาร โดยเฉพาะลูกสาวคนสุดท้องที่สนใจธรรมชาติเป็นพิเศษ

อายุ 6 ขวบ คาร์สันได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Street School มีความสุขกับการอ่านหนังสือมาก และรู้สึกอยากเขียนหนังสือ

พออายุได้ 9 ขวบ โดยการสนับสนุนจากแม่ คาร์สันก็เริ่มเขียนบทกวี เขียนบทความเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งได้ตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น แม่จึงเป็นผู้มีอิทธิพลต่อลูกสาวคนเล็ก ผู้เลือกเส้นทางชีวิตด้านธรรมชาติและเขียนหนังสือมาตลอด

คาร์สันเลือกเรียนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย หวังจะเป็นนักเขียน แต่เมื่อมาลองเรียนวิชาชีววิทยาตอนชั้นปีสอง ก็เริ่มหลงใหลวิทยาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านชีววิทยา ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากอาจารย์ ที่คิดว่าคาร์สันน่าจะเอาดีทางการเป็นนักเขียนมากกว่า และผู้หญิงไม่เหมาะจะบุกป่าฝ่าดง แต่คาร์สันก็ไม่ย่อท้อ เธอเคยพูดว่า “ไม่มีแม้สักเสี้ยววินาที ที่ฉันละทิ้งความสนใจในโลกธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบ ๆ ตัว”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันยังเรียนต่อจนสำเร็จปริญญาโทด้านสัตววิทยาทางทะเล ที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นส์ ในปี 1932 คาร์สันเริ่มสนใจธรรมชาติในทะเลมากขึ้น และเข้าทำงานที่สำนักการประมง ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เขียนบทวิทยุชีวิตโลกใต้ทะเล ‘Romance under the Water’ งานนี้เองที่เธอได้ใช้ประสบการณ์ในการเขียนและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เขียนบทให้ดูสนุกมีชีวิตชีวา และให้ความสนใจกับธรรมชาติโลกใต้ทะเลอย่างจริงจัง

คาร์สันค้นพบจุดแข็งของตัวเองว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาได้อย่างมีสีสัน และเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตในทะเล คือ Under the Sea Wind เนื้อหาในหนังสือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยใช้กลวิธีการเขียนที่สนุก สัตว์แต่ละตัวมีชื่อเหมือนคน เรื่องราวจึงมีชีวิตชีวา นักวิจารณ์ให้ความชื่นชม แต่เนื่องจากตีพิมพ์ในปี 1941 สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังสือเล่มนี้จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจ

จนกระทั่ง หนังสือเล่มต่อมา The Sea Around Us ตีพิมพ์ในปี 1951 ได้กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับของ The New York Times มียอดขายกว่า 2 แสนเล่ม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้งานเขียนชิ้นนี้ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์หลายแห่ง รวมถึง National Geographic

หลังจากนั้นคาร์สันก็ลาออกจากงานประจำ กลายเป็นนักเขียนด้านธรรมชาติเต็มตัว และเริ่มคิดถึงการอนุรักษ์ เพื่อเป็นมรดกให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

งานเขียนของคาร์สันในช่วงแรก เป็นงานสารคดีที่ให้ความรู้ด้านธรรมชาติแก่เด็กและผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันคาร์สันก็เริ่มรับรู้ถึงปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตรว่าก่อปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเพียงใด แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ให้ความสนใจ และยังสนับสนุนให้มีการใช้ดีดีทีอย่างแพร่หลาย โดยไม่มีการบอกกล่าวเตือนภัยถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึงมนุษย์

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจึงเริ่มเขียนบทความให้ผู้คนเห็นถึงอันตรายจากการใช้ยาฆ่าแมลง ดีดีที แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ แม้กระทั่งนิตยสาร Reader Digest อันโด่งดังก็ปฏิเสธงานเขียนของเธอ

ในปี 1958 คาร์สันได้เดินทางไปเมืองแห่งหนึ่ง เมื่อเพื่อนคนหนึ่งได้เขียนจดหมายเล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่ในเมืองฉีดยาดีดีทีฆ่ายุงทั้งเมือง ส่งผลให้นกตายเกลื่อนเมือง รวมทั้งผึ้ง ตั๊กแตน และแมลงจำนวนมากล้มตายเกือบหมด

DDT (Dichlorodiphenyltrichloroethane) เป็นสารปราบศัตรูพืชที่ย่อยสลายไม่ได้เองตามธรรมชาติ ไม่ละลายน้ำ จึงมีคุณสมบัติสะสมในชั้นไขมันของสิ่งมีชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คาร์สันคิดว่า ผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ต้องส่งผลถึงมนุษย์ในไม่ช้า จะต้องทำอะไรอย่างจริงจัง และเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือ Silent Spring เธอใช้เวลาเดินทางไปทั่วประเทศ เก็บข้อมูลพิษภัยของยาฆ่าแมลง ดีดีที จากแหล่งต่าง ๆ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า สารเคมีเหล่านี้นอกจากทำลายสิ่งมีชีวิตจำนวนมากแล้ว ยังมีผลต่อระบบประสาทของมนุษย์อีกด้วย เรียบเรียงเป็นข้อเขียนที่อ่านง่าย และเริ่มต้นเผยแพร่ทยอยลงนิตยสาร The New Yorker ในปี 1962

หนังสือ ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน เริ่มต้นว่า

“กาลครั้งหนึ่งมีเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่น ทุกชีวิตดูจะอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เมืองอยู่ท่ามกลางเรือกสวนไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้บานจะพัดปลิวไปตามสายลมเหนือทุ่งสีเขียวขจี… ดอกไม้ป่าชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่ตามริมทาง เหล่านกกาพากันจิกกินผลไม้ป่า ลำธารมีปลาและน้ำใสไหลลงมาจากเนินเขา แต่แล้วหายนะภัยอันแปลกประหลาดก็คืบคลานเข้ามา ทุกอย่างเริ่มแปรเปลี่ยนไป โรคร้ายระบาดในฝูงไก่ วัวและแกะเริ่มล้มป่วยตาย ทุกหนแห่งปกคลุมด้วยเงาแห่งความตาย ชาวไร่ชาวนาโจษจันถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในครอบครัวตนเอง มีคนเสียชีวิตมากมายโดยไม่ทราบสาเหตุ ความเงียบงันอย่างน่าพิศวงบังเกิดขึ้น นกนานาชนิดหายไปไหนกันหมด นกไม่กี่ตัวที่คนพบก็ใกล้ตาย มันเป็นฤดูใบไม้ผลิที่เงียบวังเวง ยามรุ่งอรุณที่เคยก้องด้วยเสียงประสานส่งเสียงเจื้อยแจ้วของนกหลายชนิด มาบัดนี้ความเงียบแผ่คลุมไปทั่ว”

หนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยถึงผลกระทบของดีดีที จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของเซลพืชและสัตว์ เปลือกไข่นกที่บางเกินไปจนนกวางไข่ไม่สำเร็จ การตกค้างของสารเคมีในปลาหลายชนิด การก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะนก เช่น อินทรีหัวขาว มีจำนวนลดลงจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ฯลฯ

“เป็นไปได้อย่างไรกันที่เราปล่อยให้มีการพ่นสารพิษปริมาณมหาศาลลงสู่ผืนดิน รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการฆ่าสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดในดิน” เธอตั้งคำถามต่อไปว่า

“มันไม่ควรจะเรียกว่ายาฆ่าแมลง (Insecticides) เพราะมันคือยาฆ่าชีวิต (Biocides) เหมือนกับยาพิษ”

พอหนังสือเล่มนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาทิ “ถ้าเราเชื่อผู้หญิงคนนี้ พวกเราทุกคนก็จะอดอาหารตาย” “ใครสำคัญกว่ากันระหว่างลูกหลานของเรากับแมลง”

แน่นอนว่าคนในยุคเมื่อ 60 ปีก่อน ยังไม่ได้เข้าใจปัญหาการทำลายระบบนิเวศ ไม่เข้าใจมหันตภัยของสารเคมี ยาฆ่าแมลงชนิดต่าง ๆ ว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พืช สัตว์ และมนุษย์เพียงใด ไม่เข้าใจว่า ผีเสื้อ นก แมลง ผึ้งหายไป จะเกี่ยวอะไรกับพวกเขา บางคนอาจจะเป็นห่วงว่า พืชผลทางการเกษตรจะลดลงหากไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ฯลฯ

ปรากฏว่าทาง The New Yorker ได้รับจดหมายแสดงความเห็นจากผู้อ่านมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ กระตุ้นให้สาธารณชนเกิดการตื่นตัวอย่างกว้างขวาง รวมถึงบรรดานักการเมืองที่สนใจ และทำให้ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (John F. Kennedy) ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงถึงผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ และปรากฏว่าเป็นจริงตามข้อเขียนในหนังสือ

ทำให้ยอดขายหนังสือ Silent Spring สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 250,000 เล่ม กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับหลายเดือน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง บรรดาบริษัทผู้ผลิตสารเคมีเหล่านี้รวมตัวกันโจมตีคาร์สันอย่างรุนแรง ถึงขนาดลงขันกว้านซื้อสื่อทั่วประเทศเพื่อตอบโต้ข้อเขียนของคาร์สัน และยังขู่จะถอนโฆษณาบรรดาหนังสือพิมพ์ที่จะแนะนำหนังสือเล่มนี้

ประธานบริษัทผู้ผลิตดีดีทีได้กล่าวโจมตีอย่างเผ็ดร้อนว่า

“คาร์สันไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นคนที่หลงงมงายในการรักษาธรรมชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา”

ยิ่งหนังสือถูกตีพิมพ์มาก คาร์สันก็ถูกโจมตีมาก จนกระทั่งถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีว่า “เป็นคอมมิวนิสต์ แอบแฝงมาทำลายเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของอเมริกา”

ในช่วงเวลานั้นคาร์สันล้มป่วยเป็นมะเร็ง แต่หญิงเหล็กคนนี้ก็ยังใช้เวลาที่เหลืออยู่ต่อสู้เพื่อให้โลกพ้นจากหายนะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และก่อนเสียชีวิตไม่นาน เธอได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนสนิทว่า

“ฉันรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องทำอะไรบางอย่าง ถ้าไม่อย่างนั้นฉันก็จะไม่มีความสุขได้อีก ตอนนี้ฉันก็ได้ลงมือทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่หนังสือเพียงเล่มเดียวจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้…”

ในปี 1963 คาร์สันได้รับเชิญจากรัฐสภาให้ไปกล่าวคำปราศรัย มีการถ่ายทอดออกอากาศ เธอย้ำว่า “คนทุกคนควรได้รับความปลอดภัยในบ้านของตนเอง และไม่ควรได้รับสารพิษใด ๆ จากการกระทำของบุคคลอื่น”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจากโลกไปเมื่อวันที่ 14 เมษายน ปี 1964 ด้วยวัย 57 ปี มลรัฐเพนซิลวาเนีย ประกาศให้วันที่ 27 พฤษภาคม (วันเกิดของเธอ) ของทุกปี เป็นวัน Rachel Carson

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1972 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการจำหน่ายดีดีที ซึ่งมียอดขายปีละเกือบ 2 ล้านตันอย่างเด็ดขาด มีการออกกฎหมายควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง และออกกฎหมายกำหนดให้มีการติดฉลากบอกส่วนผสมของยาฉีดบนขวดยาฆ่าแมลงทุกขวด และส่งผลให้มีการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางไปทั่วสหรัฐฯ และทั่วโลก นำไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับชาติ (The Environmental Protection Agency – EPA) ที่ปลุกให้ผู้คนได้หันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม และเกิดขบวนการสิ่งแวดล้อมหลากหลายขึ้น มีการเคลื่อนไหวในหลายรูปแบบและส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1980 ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ได้มอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom ถือเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีมอบเพื่อเป็นเกียรติคุณแก่ประชาชน ในฐานะผู้จุดประกายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีการออกจำหน่ายแสตมป์เป็นภาพของเธอ เพื่อรำลึกถึงนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

ตลอดชีวิตของ ราเชล คาร์สัน เขียนหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม แต่มีเล่มหนึ่งสั่นสะเทือนไปทั้งโลกและยังดังกึกก้องจนถึงบัดนี้

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“จุดตัวเองก็ยอมทันใด ให้ลุกเป็นไฟ ขึ้นมา

เพียงปรารถนา ให้มีลำแสง สีทอง”

จากเพลง ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน

ประภาส ชลศรานนท์ ผู้แต่งเพลงนี้ เคยบอกกับผมว่า 

“ตอนไปบันทึกเพลงในห้องอัดเสียง ร้องโดย คุณวิยะดา โกมารกุล วูบนั้นผมคิดถึงคุณสืบขึ้นมาทันที เนื้อหาเพลงนี้ตรงกับชีวิตของเขา ที่ต้องจุดไฟขึ้นเผาตัวเอง เพื่อให้คนอื่นหันมามอง ทุกวันนี้ถ้าได้ฟังเพลงนี้เมื่อไร ไม่เคยมีครั้งไหนที่ไม่คิดถึงคุณสืบ”   

  หาก สืบ นาคะเสถียร มีชีวิตอยู่ ปีนี้เขาจะมีอายุครบ 70 ปี แต่เขาได้จากโลกนี้ด้วยวัยเพียง 41 ปี 

คงมีคนธรรมดาไม่มากนัก แม้เวลาจะผ่านไปร่วม 30 ปี แต่พอถึงวันที่ 1 กันยายนของทุกปี

 ยังมีคนจำนวนมากระลึกถึงเขาเสมอ

หลายปีก่อน ผมเดินทางกลับไปอ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน (เขื่อนรัชชประภา) จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมกับพรรคพวกหลายสิบคนที่อยากตามรอยอดีตข้าราชการกรมป่าไม้คนหนึ่ง

สำหรับหลายคน เขื่อนเชี่ยวหลานอาจจะเป็นสถานท่องเที่ยวที่มีทัศนียภาพแปลกตา เห็นเกาะหินปูนรูปร่างแปลกอยู่กลางอ่างเก็บน้ำ ราวกับทะเลสาบกุ้ยหลินของเมืองจีน 

แต่สำหรับผม การไปเขื่อนเชี่ยวหลานครั้งแรกของผมเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน เป็นภาพที่อยู่ในใจไปตลอดชีวิต เพราะเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสรู้จักกับผู้ชายคนหนึ่งชื่อ สืบ นาคะเสถียร

ผมดั้นด้นไปตามหาสืบ นาคะเสถียร กลางอ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน เมื่อได้ทราบว่าเขาเป็นหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่า ซึ่งถือเป็นการช่วยชีวิตสัตว์ป่าที่ติดค้างอยู่ตามต้นไม้และเกาะกลางอ่างเก็บน้ำพื้นที่หลายแสนไร่ครั้งแรกในประเทศไทย

ภารกิจประจำวันคือ การนั่งเรือหางยาวขนาดใหญ่ออกไปช่วยจับสัตว์ เช่น กวาง กระจง เสือลายเมฆ ลิงลม เก้ง หมูป่า ฯลฯ

1 กันยายน วันสืบ นาคะเสถียร วีรบุรุษผู้อุทิศตนให้กับธรรมชาติที่ได้รับการยกย่องจากคนทั่วโลก

มีวันหนึ่งผมจำได้แม่นยำว่าขณะที่เราผูกเรือกับตอไม้กลางทะเลสาบเพื่อช่วยชีวิตค่างตัวหนึ่ง ปรากฏว่างูจงอางสีดำมะเมื่อมขนาดลำข้อมือยาวร่วม 3 เมตร พุ่งทะยานออกมาจากโพรงในตอไม้ ทุกคนบนเรืออ้าปากค้างด้วยความตกใจ และโล่งอกเมื่องูจงอางพุ่งลงน้ำ  

“ตามมันไป จับมันให้ได้” พี่สืบบอกพวกเรา และเมื่อเราช่วยกันใช้สวิงจับงูขึ้นมาบนเรือแล้ว คราวนี้ทุกคนหันหน้ามามองกันเลิ่กลั่ก ใครจะเสี่ยงตายเป็นคนจับงูพิษยัดใส่กระสอบ ยังไม่ทันไร สืบใช้มือกดหัวจงอาง เจ้าจงอางใช้เขี้ยวพิษกัดสวิงอย่างแรงพร้อมทั้งปล่อยน้ำพิษสีเหลืองใสๆ ไหลเยิ้มออกมาจนหมด จับมันใส่ถุงกระสอบ ใช้เชือกผูกมัดแน่นหนา

ผมเดินไปพูดกับพี่สืบว่า ไปเรียนจับงูมาตั้งแต่เมื่อใด 

พี่สืบบอกว่า “ผมก็เพิ่งหัดจับงูพิษเป็นครั้งแรกในชีวิต” 

ผมนับถือน้ำใจของพี่สืบที่มีความมุ่งมั่นในการทำงานเต็มที่ แกมีลูกน้องหลายคน แต่เมื่อต้องเสี่ยงอันตราย พี่สืบออกหน้ารับเอง

2 ปีผ่านไป โครงการอพยพสัตว์ป่าช่วยเหลือชีวิตสัตว์ป่าได้ 1,364 ตัว ซึ่งเป็นจำนวนที่น่าพอใจ แต่เทียบไม่ได้กับสัตว์อีกจำนวนมหาศาลที่จมน้ำตาย อดอาหารตาย จากการสร้างเขื่อนครั้งนี้ และสัตว์จำนวนหนึ่งที่ช่วยมาได้ก็ตายระหว่างการรักษาพยาบาล

พี่สืบเคยเล่าให้ฟังว่า

“เราเคยช่วยชะนีแม่ลูกมาไว้ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำไม่ได้คือ ให้แม่ชะนีมีนมให้ลูกกิน ลูกมันก็ร้อง แม่ชะนีพยายามเอาลูกออกจากนม ผมคิดว่าตัวเมียคงเครียด ผมไปขอนมเลี้ยงเด็กมาชงให้ลูกชะนีกิน สุดท้ายลูกชะนีก็ตาย”

ประสบการณ์การทำงานครั้งนี้ได้ทำให้สืบตระหนักดีว่า การอพยพสัตว์ป่าครั้งนี้ช่วยชีวิตสัตว์ป่าไม่ได้เลย ยังมีสัตว์จำนวนมากที่ตายไปจากการสร้างเขื่อน เขาสรุปไว้ว่า

“ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนเป็นกระบวนการทำลายแหล่งพันธุกรรม ตลอดจนแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์ป่า ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจของผืนป่าทั้งหมดที่มนุษย์มิอาจสร้างขึ้นมาใหม่ได้”

หลังจากนั้นเราก็มีโอกาสพบกันสม่ำเสมอในงานต่างๆ โดยเฉพาะการรณรงค์คัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจน ที่ทำให้น้ำท่วมในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรหลายแสนไร่ในจังหวัดกาญจนบุรี 

พี่สืบเป็นแกนนำในการคัดค้านอย่างแข็งขันแม้ว่าจะเป็นแค่ข้าราชการตัวเล็กๆ แต่ก็ทำจนสำเร็จ

เขามักขึ้นไปพูดตามเวทีสาธารณะต่างๆ จนคนทั่วไปรู้จักสืบดี ทุกครั้งสืบจะพูดออกมาจากหัวใจ โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า 

“วันนี้ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว เพราะพวกเขาพูดเพื่อตัวเองไม่ได้”

ปลายปี 2532 พี่สืบเล่าให้ผมฟังว่า กำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต คือพี่สืบได้รับทุนไปเรียนต่อระดับปริญญาเอก ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในขณะเดียวกันทางผู้ใหญ่ก็สั่งให้ไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

หากเป็นคนทั่วไป คงจะเลือกการไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่สำหรับพี่สืบแล้ว ป่าห้วยขาแข้งเปรียบเสมือนบ้านของเขา

1 กันยายน วันสืบ นาคะเสถียร วีรบุรุษผู้อุทิศตนให้กับธรรมชาติที่ได้รับการยกย่องจากคนทั่วโลก

ธันวาคม 2532 สืบ นาคะเสถียร เดินทางเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าเขตฯ ด้วยความมุ่งมั่นและใจเต็มร้อยที่จะรักษาผืนป่าที่นี่ให้ดีที่สุด เขาสบายใจที่เห็นลูกทีมของเขามีคุณภาพ และในอนาคตเขาหวังว่าป่าห้วยขาแข้งจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งอื่นๆ

สืบบอกกับคนรอบข้างว่า “ตอนนี้ผมให้ทุกสิ่งกับห้วยขาแข้งได้”

ห้วยขาแข้งเป็นป่าที่มีพื้นที่ขนาด 1 ล้าน 6 แสนกว่าไร่เศษ เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งเดียวที่ไม่มีคนบุกรุกอาศัย อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่าหายากจำนวนมาก เช่น กระทิง วัวแดง ควายป่า นกยูงไทย สมเสร็จ เสือโคร่ง เสือดาว ช้างป่า ฯลฯ 

วันแรกที่เขาเข้ารับตำแหน่ง เขาก็ออกจับไม้เถื่อนแล้วพบว่า ป่าจำนวน 1 ล้าน 6 แสนกว่าไร่อยู่ในความรับผิดชอบของข้าราชการ 12 คน เจ้าพนักงานพิทักษ์ป่า 30 คน และลูกจ้างชั่วคราว 120 คน แบ่งไปประจำหน่วยพิทักษ์ป่า 12 หน่วย แต่ละหน่วยต้องรับผิดชอบพื้นที่ป่าถึงหน่วยละ 1 แสนกว่าไร่

และที่น่าตลกคือ งบประมาณในการดูแลป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งนี้มีเพียงไร่ละ 80 สตางค์ต่อปี ในขณะที่ป่าสงวนที่ถูกบุกรุกจนเสื่อมสภาพ รัฐให้เงินอุดหนุนถึงไร่ละ 1,000 บาทต่อปี

“จะให้ผมไปรักษาอะไร มาเคี่ยวเข็ญให้ผมรักษาป่า แถมยังต้องมาชี้แจงอีกว่ารักษาอย่างไร” สืบเคยพูดอย่างเหลืออด

สืบพบว่าปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า และการลักลอบล่าสัตว์เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทุกวันในเวลานั้น 

“ผมพูดได้เลย มันมีการยิงกันทุกวัน ไปตามก็เจอแต่กองไฟ เจอซากที่ชำแหละไว้เรียบร้อย จับมันได้ครั้งหนึ่ง มันพร้อมจะล่าสิบครั้งกว่าจะโดนจับ ถูกปรับแค่ห้าร้อยบาท คุกก็ไม่ติด กว่าเราจะจับมันได้ ต้องไปอดหลับอดนอน แบกข้าวสารไปกินในป่า มันหนีเราแต่เราต้องตามจับ อย่างเมษายนปีที่แล้ว ลูกน้องผมถูกนายพรานยิงตายสองคน เจ้าหน้าที่ยิงก่อนก็ไม่ได้ ถือว่าเกินกว่าเหตุ ผู้ต้องหามันเห็นหน้าเรา มันยิงใส่เราแล้วเราก็ตาย เรามีค่าเหรอ ตายไปอย่างดีก็เอาชื่อมาติดที่อนุสาวรีย์หน้ากรมป่าไม้”

สืบรู้ดีว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้ทำงานด้วยความยากลำบากยิ่งนักในป่าเปลี่ยวที่พร้อมจะโดนยิงเมื่อไรก็ได้ โดยไม่มีหลักประกันใดๆ ทั้งสิ้นให้แก่ครอบครัวและตัวเขา นอกจากเงินเดือนของลูกจ้างชั่วคราวไม่เกินคนละ 1,500 บาทต่อเดือน ไม่มีสวัสดิการหรือประกันชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ พวกเขาขาดวิทยุสื่อสารที่จะติดต่อกันได้ในพื้นที่มหาศาล และรถก็ไม่เพียงพอ แม้กระทั่งอาวุธประจำกายก็มีเพียงปืนลูกซอง ขณะที่นักล่าสัตว์มีปืนเอ็ม 16 เป็นอาวุธล่าสัตว์ และมีบุคคลในเครื่องแบบคอยคุ้มครอง

สืบพยายามรายงานให้ผู้ใหญ่ทราบถึงปัญหา แต่ดูเหมือนไม่มีใครใส่ใจอะไรเลย มีแต่ความเงียบกลับมา เขารู้สึกหนักอึ้งและถูกกดดัน ความพยายามแทบเป็นแทบตายของเขาไม่ได้รับการตอบสนองจากใครทั้งสิ้น เขารู้สึกสิ้นหวังกับระบบราชการ เขาไม่ได้ภูมิใจกับการเป็นข้าราชการอีกต่อไป เขารู้ว่าเขาไม่อาจจะทำอะไรให้ได้มากกว่านี้แล้ว

เขาบอกคนใกล้ชิดว่า “ทีนี้ผมแน่ใจแล้วว่า ผมกำลังต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ผมไม่อาจจะคาดหวังจากใครได้อีกต่อไป”

1 กันยายน วันสืบ นาคะเสถียร วีรบุรุษผู้อุทิศตนให้กับธรรมชาติที่ได้รับการยกย่องจากคนทั่วโลก

ไม่กี่เดือนต่อมา ข้าราชการกรมป่าไม้ตัวเล็กๆ ผู้นี้ได้กลายเป็นบุคคลในตำนาน ภายหลังการยิงตัวตายในป่าห้วยขาแข้ง และเหนืออื่นใด ความตายของเขาได้สั่นสะเทือนผู้คนในสังคมไทยที่ทราบข่าวอย่างรุนแรง

ผู้คนมากมายพากันตั้งคำถามว่า เหตุใดหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งจึงตัดสินใจยิงตัวตาย

วันที่ผมไปรอรับศพพี่สืบที่นำมาจากป่าห้วยขาแข้ง มาตั้งไว้ที่วัดมหาธาตุบางเขน ในความรู้สึกถึงเพื่อนและพี่ชายคนนี้ ผมเขียนบันทึกสั้นๆ ไว้ว่า

“คนส่วนใหญ่อาจมีชีวิตเพื่อครอบครัวและตัวเอง แต่สำหรับสืบ นาคะเสถียร เขารักและหวงแหนชีวิตสัตว์ป่าและป่า มากกว่าตัวเองและครอบครัวเสียอีก เขาทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสิ่งอันเป็นที่รักยิ่ง เขาวิ่งพล่านไปทั่ว เพื่อส่งเสียงบอกให้ผู้ใหญ่ และผู้มีอำนาจในบ้านเมืองรู้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับสภาพการล่าสัตว์และทำลายป่าเมืองไทย

…ไม่มีใครสนใจ เสียงตะโกนของเขาไม่มีใครอยากได้ยิน

ก่อนรุ่งสางของวันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2533 เสียงปืนนัดหนึ่งดังกึกก้องขึ้นในป่าห้วยขาแข้ง

ภายในห้องพักมีจดหมายฉบับหนึ่งวางไว้ ความว่า

“ผมมีเจตนาที่จะฆ่าตัวเอง โดยไม่มีผู้ใดเกี่ยวข้องในกรณีนี้ทั้งสิ้น”

ลงชื่อ สืบ นาคะเสถียร ผู้ตาย

1 กันยายน วันสืบ นาคะเสถียร วีรบุรุษผู้อุทิศตนให้กับธรรมชาติที่ได้รับการยกย่องจากคนทั่วโลก

2 อาทิตย์ต่อมา ห่างจากบริเวณที่เกิดเสียงปืนดังไม่กี่สิบเมตร ข้าราชการระดับสูงจากกรมป่าไม้ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่บ้านเมือง นับร้อยคนได้แห่กันมาประชุมปรึกษาหารือในการป้องกันการทำลายเขตรักษาป่าห้วยขาแข้งอย่างแข็งขัน

สืบ นาคะเสถียร รอวันนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เพื่อให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหันมาสนใจปัญหาอย่างจริงจัง

หากไม่มีเสียงปืนในราวป่านัดนั้น การประชุมครั้งนี้คงไม่เกิดขึ้นเช่นกัน

พี่สืบรู้ตัวดีว่า สักวันหนึ่งเขาอาจจะถูกยิงตายจากการบงการของผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย 

พี่สืบรู้ตัวดีว่า สักวันหนึ่งลูกน้องของเขา ซึ่งเขาเป็นคนส่งออกไปปฏิบัติหน้าที่ ต้องถูกยิงตายอย่างไร้ค่า เพราะไม่มีใครสนใจ

สืบไม่ใช่คนกลัวตาย แต่ทนไม่ได้ที่ลูกน้องต้องตายไปต่อหน้า โดยที่เขาไม่อาจทำอะไรได้

พี่สืบมีความฝันที่จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำให้สัตว์ป่าและป่าไม้ในป่าห้วยขาแข้งอยู่รอด

เมื่อความมุ่งมั่นของเขาที่มีต่อห้วยขาแข้งถูกทำลายลงอย่างย่อยยับจากระบบราชการ และผู้มีอำนาจในเมืองไทยที่ไม่เคยสนใจปัญหาการทำลายธรรมชาติอย่างจริงจัง

เขาเคยปรึกษาแม่ว่าจะลาออกและไปบวช แต่เขาก็ไม่ลาออก การลาออกเป็นการทรยศต่อตัวเอง ทรยศต่อห้วยขาแข้ง และทรยศต่อลูกทีมของเขา

แต่การมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่สามารถทำให้ความมุ่งมั่น ความเชื่อ ของเขาเป็นจริงได้

สืบ นาคะเสถียร เป็นคนไม่เคยทรยศต่อหลักการและความมุ่งมั่นของตัวเอง

บางทีการตั้งใจฆ่าตัวตายอาจเป็นเพียงหนทางเดียวที่ทำให้ความฝันของเขาเป็นจริงขึ้นมาได้

ภายหลังการเสียชีวิตของสืบ นาคะเสถียร ได้ก่อให้เกิดกระแสอนุรักษ์ครั้งใหญ่ในสังคมไทย และต่อมาไม่นาน ยูเนสโกได้ประกาศให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ตามเจตนารมณ์ของพี่สืบ ส่งผลให้เกิดความหวงแหนดูแลป่าทั้งสองผืนอย่างจริงจัง จำนวนสัตว์ป่าในรอบหลายปีเพิ่มขึ้น อันเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า และมีการก่อตั้งมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ที่ทำงานอนุรักษ์ผืนป่า อย่างจริงจัง และมีการขยายพื้นที่ดูแลป่าไปทางตะวันตก อันประกอบด้วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 6 แห่ง อุทยานแห่งชาติ 11 แห่ง เป็นผืนป่า 11.7 ล้านไร่ให้มีความอุดมสมบูรณ์ โดยเกิดจากความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจับมือกันดูแลป่า เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของสืบ นาคะเสถียร

เสียงปืนในราวป่าห้วยขาแข้งเมื่อ 29 ปีก่อน ยังคงดังกึกก้องปีแล้วปีเล่า ความตายของเขาได้จุดประกายไฟให้คนหันมาสนใจธรรมชาติอย่างจริงจัง และกลายเป็นแรงบันดาลใจของผู้คนจำนวนมาก

ตำนานของนักอนุรักษ์ผู้ยิ่งใหญ่ยังได้รับการเล่าขานมาจนถึงบัดนี้

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load