ใครจะเชื่อว่า หนังสือเล็ก ๆ เล่มหนึ่งสามารถเปลี่ยนโลกได้

ปี 2022 เป็นวาระครบรอบ 60 ปีที่หนังสือ Silent Spring หรือ ‘ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน’ ผู้แต่งคือ ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) สุภาพสตรีชาวอเมริกัน ได้ตีพิมพ์ออกจำหน่ายในปี 1962

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ และ Silent Spring คือหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ให้ตระหนักถึงพิษภัยของยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ดีดีที

หนังสือพิมพ์ The Guardian เคยกล่าวไว้ว่า

ครบ 60 ปี 'Silent Spring' หนังสือสร้างการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมมากสุดเล่มหนึ่งของโลก

“ราเชล คาร์สัน ให้ความรู้แก่โลก… ถ้าให้เลือกว่าหนังสือที่เขียนโดยคนคนเดียวเล่มใดเป็นเสาหลักของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่ย่อมเลือก Silent Spring อย่างไม่ต้องสงสัย ผลกระทบของหนังสือเล่มนี้ปรากฏขึ้นทันที ส่งผลกว้างไกล และเป็นหนังสือบรรลุผลมากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยมีมา”

ในปี 1999 นิตยสาร TIME ฉบับ 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อโลกในศตวรรษที่ 20 ชื่อของ ราเชล คาร์สัน ติดอันดับเคียงคู่กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (นักคณิตศาสตร์), ซิกมัน ฟรอยด์ (นักจิตวิเคราะห์) สองพี่น้องตระกูลไรท์ (นักบิน), เอดวิน ฮับเบิล (นักดาราศาสตร์) ในฐานะ ‘นักสิ่งแวดล้อมผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ ก่อนที่จะมีขบวนการสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมา’

สมัยนั้นใครจะกล้าคิดว่า ดีดีที ที่เรียกว่าเป็นสารมหัศจรรย์ ใช้กันแทบทุกวงการ ตั้งแต่ใช้แทนยาสระผม ยาฆ่าศัตรูพืช และมีการใช้กันแพร่หลายทั่วโลก จะถูกเปิดโปงว่าอีกด้านหนึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

Silent Spring หนังสือที่เปิดโปงอันตรายของยาฆ่าแมลง ดีดีที อย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย และนำไปสู่การยกเลิกการใช้สารเคมีนี้ในเวลาต่อมา

27 พฤษภาคม ปี 1907 ราเชล คาร์สัน ถือกำเนิดขึ้นมาในเมืองสปริงเดลล์ รัฐเพนซิลวาเนีย ในวัยเด็ก มาเรียแม่ของเธอผู้เคยเป็นครูมาก่อน ได้ปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติให้กับลูกทั้งสามคน แต่ละวันแม่ลูกมักจะออกมาเดินเล่นรอบ ๆ บ้านที่เต็มไปด้วยป่า บึงน้ำ ลำธาร โดยเฉพาะลูกสาวคนสุดท้องที่สนใจธรรมชาติเป็นพิเศษ

อายุ 6 ขวบ คาร์สันได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Street School มีความสุขกับการอ่านหนังสือมาก และรู้สึกอยากเขียนหนังสือ

พออายุได้ 9 ขวบ โดยการสนับสนุนจากแม่ คาร์สันก็เริ่มเขียนบทกวี เขียนบทความเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งได้ตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น แม่จึงเป็นผู้มีอิทธิพลต่อลูกสาวคนเล็ก ผู้เลือกเส้นทางชีวิตด้านธรรมชาติและเขียนหนังสือมาตลอด

คาร์สันเลือกเรียนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย หวังจะเป็นนักเขียน แต่เมื่อมาลองเรียนวิชาชีววิทยาตอนชั้นปีสอง ก็เริ่มหลงใหลวิทยาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านชีววิทยา ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากอาจารย์ ที่คิดว่าคาร์สันน่าจะเอาดีทางการเป็นนักเขียนมากกว่า และผู้หญิงไม่เหมาะจะบุกป่าฝ่าดง แต่คาร์สันก็ไม่ย่อท้อ เธอเคยพูดว่า “ไม่มีแม้สักเสี้ยววินาที ที่ฉันละทิ้งความสนใจในโลกธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบ ๆ ตัว”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันยังเรียนต่อจนสำเร็จปริญญาโทด้านสัตววิทยาทางทะเล ที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นส์ ในปี 1932 คาร์สันเริ่มสนใจธรรมชาติในทะเลมากขึ้น และเข้าทำงานที่สำนักการประมง ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เขียนบทวิทยุชีวิตโลกใต้ทะเล ‘Romance under the Water’ งานนี้เองที่เธอได้ใช้ประสบการณ์ในการเขียนและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เขียนบทให้ดูสนุกมีชีวิตชีวา และให้ความสนใจกับธรรมชาติโลกใต้ทะเลอย่างจริงจัง

คาร์สันค้นพบจุดแข็งของตัวเองว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาได้อย่างมีสีสัน และเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตในทะเล คือ Under the Sea Wind เนื้อหาในหนังสือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยใช้กลวิธีการเขียนที่สนุก สัตว์แต่ละตัวมีชื่อเหมือนคน เรื่องราวจึงมีชีวิตชีวา นักวิจารณ์ให้ความชื่นชม แต่เนื่องจากตีพิมพ์ในปี 1941 สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังสือเล่มนี้จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจ

จนกระทั่ง หนังสือเล่มต่อมา The Sea Around Us ตีพิมพ์ในปี 1951 ได้กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับของ The New York Times มียอดขายกว่า 2 แสนเล่ม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้งานเขียนชิ้นนี้ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์หลายแห่ง รวมถึง National Geographic

หลังจากนั้นคาร์สันก็ลาออกจากงานประจำ กลายเป็นนักเขียนด้านธรรมชาติเต็มตัว และเริ่มคิดถึงการอนุรักษ์ เพื่อเป็นมรดกให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

งานเขียนของคาร์สันในช่วงแรก เป็นงานสารคดีที่ให้ความรู้ด้านธรรมชาติแก่เด็กและผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันคาร์สันก็เริ่มรับรู้ถึงปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตรว่าก่อปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเพียงใด แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ให้ความสนใจ และยังสนับสนุนให้มีการใช้ดีดีทีอย่างแพร่หลาย โดยไม่มีการบอกกล่าวเตือนภัยถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึงมนุษย์

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจึงเริ่มเขียนบทความให้ผู้คนเห็นถึงอันตรายจากการใช้ยาฆ่าแมลง ดีดีที แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ แม้กระทั่งนิตยสาร Reader Digest อันโด่งดังก็ปฏิเสธงานเขียนของเธอ

ในปี 1958 คาร์สันได้เดินทางไปเมืองแห่งหนึ่ง เมื่อเพื่อนคนหนึ่งได้เขียนจดหมายเล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่ในเมืองฉีดยาดีดีทีฆ่ายุงทั้งเมือง ส่งผลให้นกตายเกลื่อนเมือง รวมทั้งผึ้ง ตั๊กแตน และแมลงจำนวนมากล้มตายเกือบหมด

DDT (Dichlorodiphenyltrichloroethane) เป็นสารปราบศัตรูพืชที่ย่อยสลายไม่ได้เองตามธรรมชาติ ไม่ละลายน้ำ จึงมีคุณสมบัติสะสมในชั้นไขมันของสิ่งมีชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คาร์สันคิดว่า ผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ต้องส่งผลถึงมนุษย์ในไม่ช้า จะต้องทำอะไรอย่างจริงจัง และเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือ Silent Spring เธอใช้เวลาเดินทางไปทั่วประเทศ เก็บข้อมูลพิษภัยของยาฆ่าแมลง ดีดีที จากแหล่งต่าง ๆ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า สารเคมีเหล่านี้นอกจากทำลายสิ่งมีชีวิตจำนวนมากแล้ว ยังมีผลต่อระบบประสาทของมนุษย์อีกด้วย เรียบเรียงเป็นข้อเขียนที่อ่านง่าย และเริ่มต้นเผยแพร่ทยอยลงนิตยสาร The New Yorker ในปี 1962

หนังสือ ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน เริ่มต้นว่า

“กาลครั้งหนึ่งมีเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่น ทุกชีวิตดูจะอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เมืองอยู่ท่ามกลางเรือกสวนไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้บานจะพัดปลิวไปตามสายลมเหนือทุ่งสีเขียวขจี… ดอกไม้ป่าชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่ตามริมทาง เหล่านกกาพากันจิกกินผลไม้ป่า ลำธารมีปลาและน้ำใสไหลลงมาจากเนินเขา แต่แล้วหายนะภัยอันแปลกประหลาดก็คืบคลานเข้ามา ทุกอย่างเริ่มแปรเปลี่ยนไป โรคร้ายระบาดในฝูงไก่ วัวและแกะเริ่มล้มป่วยตาย ทุกหนแห่งปกคลุมด้วยเงาแห่งความตาย ชาวไร่ชาวนาโจษจันถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในครอบครัวตนเอง มีคนเสียชีวิตมากมายโดยไม่ทราบสาเหตุ ความเงียบงันอย่างน่าพิศวงบังเกิดขึ้น นกนานาชนิดหายไปไหนกันหมด นกไม่กี่ตัวที่คนพบก็ใกล้ตาย มันเป็นฤดูใบไม้ผลิที่เงียบวังเวง ยามรุ่งอรุณที่เคยก้องด้วยเสียงประสานส่งเสียงเจื้อยแจ้วของนกหลายชนิด มาบัดนี้ความเงียบแผ่คลุมไปทั่ว”

หนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยถึงผลกระทบของดีดีที จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของเซลพืชและสัตว์ เปลือกไข่นกที่บางเกินไปจนนกวางไข่ไม่สำเร็จ การตกค้างของสารเคมีในปลาหลายชนิด การก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะนก เช่น อินทรีหัวขาว มีจำนวนลดลงจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ฯลฯ

“เป็นไปได้อย่างไรกันที่เราปล่อยให้มีการพ่นสารพิษปริมาณมหาศาลลงสู่ผืนดิน รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการฆ่าสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดในดิน” เธอตั้งคำถามต่อไปว่า

“มันไม่ควรจะเรียกว่ายาฆ่าแมลง (Insecticides) เพราะมันคือยาฆ่าชีวิต (Biocides) เหมือนกับยาพิษ”

พอหนังสือเล่มนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาทิ “ถ้าเราเชื่อผู้หญิงคนนี้ พวกเราทุกคนก็จะอดอาหารตาย” “ใครสำคัญกว่ากันระหว่างลูกหลานของเรากับแมลง”

แน่นอนว่าคนในยุคเมื่อ 60 ปีก่อน ยังไม่ได้เข้าใจปัญหาการทำลายระบบนิเวศ ไม่เข้าใจมหันตภัยของสารเคมี ยาฆ่าแมลงชนิดต่าง ๆ ว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พืช สัตว์ และมนุษย์เพียงใด ไม่เข้าใจว่า ผีเสื้อ นก แมลง ผึ้งหายไป จะเกี่ยวอะไรกับพวกเขา บางคนอาจจะเป็นห่วงว่า พืชผลทางการเกษตรจะลดลงหากไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ฯลฯ

ปรากฏว่าทาง The New Yorker ได้รับจดหมายแสดงความเห็นจากผู้อ่านมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ กระตุ้นให้สาธารณชนเกิดการตื่นตัวอย่างกว้างขวาง รวมถึงบรรดานักการเมืองที่สนใจ และทำให้ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (John F. Kennedy) ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงถึงผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ และปรากฏว่าเป็นจริงตามข้อเขียนในหนังสือ

ทำให้ยอดขายหนังสือ Silent Spring สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 250,000 เล่ม กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับหลายเดือน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง บรรดาบริษัทผู้ผลิตสารเคมีเหล่านี้รวมตัวกันโจมตีคาร์สันอย่างรุนแรง ถึงขนาดลงขันกว้านซื้อสื่อทั่วประเทศเพื่อตอบโต้ข้อเขียนของคาร์สัน และยังขู่จะถอนโฆษณาบรรดาหนังสือพิมพ์ที่จะแนะนำหนังสือเล่มนี้

ประธานบริษัทผู้ผลิตดีดีทีได้กล่าวโจมตีอย่างเผ็ดร้อนว่า

“คาร์สันไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นคนที่หลงงมงายในการรักษาธรรมชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา”

ยิ่งหนังสือถูกตีพิมพ์มาก คาร์สันก็ถูกโจมตีมาก จนกระทั่งถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีว่า “เป็นคอมมิวนิสต์ แอบแฝงมาทำลายเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของอเมริกา”

ในช่วงเวลานั้นคาร์สันล้มป่วยเป็นมะเร็ง แต่หญิงเหล็กคนนี้ก็ยังใช้เวลาที่เหลืออยู่ต่อสู้เพื่อให้โลกพ้นจากหายนะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และก่อนเสียชีวิตไม่นาน เธอได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนสนิทว่า

“ฉันรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องทำอะไรบางอย่าง ถ้าไม่อย่างนั้นฉันก็จะไม่มีความสุขได้อีก ตอนนี้ฉันก็ได้ลงมือทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่หนังสือเพียงเล่มเดียวจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้…”

ในปี 1963 คาร์สันได้รับเชิญจากรัฐสภาให้ไปกล่าวคำปราศรัย มีการถ่ายทอดออกอากาศ เธอย้ำว่า “คนทุกคนควรได้รับความปลอดภัยในบ้านของตนเอง และไม่ควรได้รับสารพิษใด ๆ จากการกระทำของบุคคลอื่น”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจากโลกไปเมื่อวันที่ 14 เมษายน ปี 1964 ด้วยวัย 57 ปี มลรัฐเพนซิลวาเนีย ประกาศให้วันที่ 27 พฤษภาคม (วันเกิดของเธอ) ของทุกปี เป็นวัน Rachel Carson

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1972 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการจำหน่ายดีดีที ซึ่งมียอดขายปีละเกือบ 2 ล้านตันอย่างเด็ดขาด มีการออกกฎหมายควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง และออกกฎหมายกำหนดให้มีการติดฉลากบอกส่วนผสมของยาฉีดบนขวดยาฆ่าแมลงทุกขวด และส่งผลให้มีการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางไปทั่วสหรัฐฯ และทั่วโลก นำไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับชาติ (The Environmental Protection Agency – EPA) ที่ปลุกให้ผู้คนได้หันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม และเกิดขบวนการสิ่งแวดล้อมหลากหลายขึ้น มีการเคลื่อนไหวในหลายรูปแบบและส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1980 ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ได้มอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom ถือเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีมอบเพื่อเป็นเกียรติคุณแก่ประชาชน ในฐานะผู้จุดประกายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีการออกจำหน่ายแสตมป์เป็นภาพของเธอ เพื่อรำลึกถึงนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

ตลอดชีวิตของ ราเชล คาร์สัน เขียนหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม แต่มีเล่มหนึ่งสั่นสะเทือนไปทั้งโลกและยังดังกึกก้องจนถึงบัดนี้

Writer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

6 กุมภาพันธ์ 2563
6 K

สำหรับผู้ชื่นชอบอาหารรสชาติเผ็ดแล้ว ต่างยอมรับกันว่าในบรรดาพริกขี้หนูหลากหลายสายพันธุ์ในประเทศไทย พริกที่ยิ่งเผ็ด ต้องยิ่งกิน คงหนีไม่พ้น ‘พริกกะเหรี่ยง’

หากใครได้ชิมพริกกะเหรี่ยง คงรับรู้ถึงรสชาติอันแสบลิ้นแบบเผ็ดหอม จึงกินได้เรื่อยๆ ไม่ได้เผ็ดร้อนอย่างเดียว

ยิ่งเห็นพริกกะเหรี่ยงตากแห้งสีแดงเข้ม ต่อมน้ำลายทำงานล่วงหน้าทันที

มื้อไหนไม่มีกับข้าวอะไร เอากระเทียม พริกกระเหรี่ยง ย่างไฟสักพัก แกะเปลือกนำมาใส่ครก โขลกพริก กระเทียม เหยาะน้ำปลา บีบมะนาวนิด กินกับข้าวร้อนๆ แค่นี้ก็อร่อยท้องแล้ว

ไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสเดินทางลึกเข้าไปในอุทยานแห่งชาติสาละวิน ในอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขึ้นเขาลงห้วยหลายชั่วโมง เพื่อตามหาสายพันธุ์พริกกะเหรี่ยงของชุมชนบ้านแม่กองคา

ชาวกะเหรี่ยงเรียกตนเองว่า ปกาเกอะญอ แปลว่าคนที่มีชีวิตเรียบง่ายสมถะ เป็นชนเผ่าที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย ชุมชนบ้านแม่กองคาน่าจะเป็นหนึ่งในชุมชนปกาเกอะญอที่เก่าแก่ที่สุด มีอายุยาวนานกว่า 300 ปี หมู่บ้านกลางป่าใหญ่แห่งนี้ตั้งขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 2245 ก่อนการก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ถึง 80 ปี

ตามหาสายพันธุ์ พริกกะเหรี่ยง บ้านแม่กองคาในหมู่บ้านกลางป่าที่ตั้งมาก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ถึง 80 ปี

น่าแปลกใจที่ชาวบ้านแม่กองคายังรักษาวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของชาวปกาเกอะญอ ได้เป็นอย่างดี แม้เวลาจะผ่านไปหลายร้อยปี

พวกเขาอาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้ก่อนที่ทางการจะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติสาละวินใน พ.ศ. 2537 แต่พื้นที่บ้านแม่กองคาสองหมื่นสามพันกว่าไร่คาบเกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติและป่าสงวน ทางการก็ยอมให้กันพื้นที่ส่วนนี้ออกมาจากอุทยาน เมื่อชาวบ้านพิสูจน์มานานแล้วว่าพวกเขารักษาป่าได้จริงจังมาตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี

“ใช้ป่ารักษาป่า ใช้น้ำรักษาน้ำ กินปลารักษาวัง กินกบรักษาผา” ผู้ใหญ่ปกาเกอะญอคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังถึงวัฒนธรรมการดูแลป่าง่ายๆ ที่บอกต่อกันมาถึงลูกหลาน แต่ทำให้ชุมชนแห่งนี้แข็งแรงมาก

ชาวปกาเกอะญอเชื่อว่าธรรมชาติสรรพสิ่งล้วนมีเจ้าของหรือผี พวกเขาจึงให้ความเคารพธรรมชาติอย่างยิ่ง ไม่ทำอะไรที่ผิดผีเด็ดขาด การจะใช้ประโยชน์จากป่าต้องทำพิธีขอผีด้วยความอ่อนน้อม เพราะพวกเขาเชื่อในความยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติ มนุษย์ต่ำต้อยนักเมื่ออยู่ต่อหน้าผีเหล่านี้

ดังนั้น ความคิดในเรื่องธรรมชาติของพวกเขาจึงลึกซึ้ง อยู่ด้วยความเคารพ มากกว่าเป็นเพียง ‘ทรัพยากรธรรมชาติ’ อันมีความหมายเพียงแต่การใช้ประโยชน์

พวกเขาทำไร่หมุนเวียนในป่า เมื่อถางป่าปลูกข้าวไร่เสร็จก็จะปล่อยทิ้งไว้ 6 – 7 ปี เพื่อให้ธรรมชาติกลับคืนมา ไม่ได้ทำไร่เลื่อนลอยแบบทำลายป่าอย่างสิ้นเชิง

ผมถามพวกเขาว่า ทำไมไม่ปลูกข้าวโพดแบบที่คนแถบนี้ปลูกกัน

ตามหาสายพันธุ์พริกกะเหรี่ยงบ้านแม่กองคาในหมู่บ้านกลางป่าที่ตั้งมาก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ถึง 80 ปี

“ทางการเคยมาส่งเสริมเหมือนกัน แต่ชาวบ้านไม่มีใครปลูก เพราะหากปลูกข้าวโพดต้องใช้ยา ยิ่งใส่ดินยิ่งแข็ง และสารเคมีจะไหลลงไปสู่ลำน้ำ เราไม่เอาสารเคมีมานานแล้ว”

เมื่อไม่ปลูกข้าวโพด ก็ไม่ต้องเผาซากไร่ข้าวโพดให้เกิดควัน แต่อาจจะเผาซากไร่หมุนเวียนกำจัดวัชพืชไปพร้อมกับการทำแนวกันไฟ งานนี้ถือเป็นการร่วมแรงร่วมใจทำกันทั้งหมู่บ้าน การทำแนวกันไฟสำคัญต่อพวกเขามาก ต้องมีการประชุมวางแผน ก่อนการปลูกพืชไร่ต้องกำจัดวัชพืชและแปลงพืชไร่มักอยู่ติดป่าใหญ่ การเผาวัชพืชจึงต้องระวังไม่ให้ลุกลามเป็นไฟป่า แบ่งกลุ่มกันทำงาน ช่วยกันตัดกิ่งไม้กำจัดเชื้อเพลิง กวาดเศษใบไม้ให้แยกเป็นทาง จนป่าบริเวณนี้ไม่เคยมีไฟป่ามานานร่วม 50 ปีแล้ว

ผมถามพวกเขาว่า ทำไมไม่เชื่อประโยชน์ของยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า หรือสารเคมี ในการทำพืชไร่

พวกเขาไม่ตอบ แต่พาผมเดินขึ้นเขาไปดูไร่พริกกะเหรี่ยง

บนพื้นที่ลาดชันที่ปลูกข้าวไร่ มีพืชนานาชนิดปลูกแซมอยู่ อาทิ เผือก มัน ข้าวโพด งา มะเขือ ผักกาด ฟักทอง โดยเฉพาะพริกกะเหรี่ยง และเห็นดอกไม้หลากสี เช่น หงอนไก่ ดาวเรือง ที่ชาวแม่กองคาปลูกดอกไม้เหล่านี้เพื่อช่วยล่อแมลงให้มาผสมพันธุ์

การปลูกพืชหลากหลายชนิดในแปลงเดียวกัน เป็นวิธีป้องกันแมลงตามธรรมชาติที่ได้ผลมากกว่าการปลูกพืชชนิดเดียวกันทั้งแปลง เพราะแมลงบางชนิดอาจจะแพ้พืชบางชนิดในแปลงเดียวกัน จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงแต่อย่างใด

ผมสังเกตว่าในบรรดาพืชที่ปลูก พริกกะเหรี่ยงเรียวผอมยาวดูจะโดดเด่นมากที่สุด เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของชาวบ้านแม่กองคา

ตามหาสายพันธุ์ พริกกะเหรี่ยง บ้านแม่กองคาในหมู่บ้านกลางป่าที่ตั้งมาก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ถึง 80 ปี

ชาวบ้านจะหว่านเมล็ดพริกไปพร้อมกับตอนปลูกข้าวไร่ ผลผลิตพริกกะเหรี่ยงเริ่มเก็บในเดือนพฤศจิกายน พริกสดราคากิโลกรัมละ 60 – 80 บาท พริกแห้งราคากิโลกรัมละ 200 – 300 บาท สร้างรายได้ให้กับครอบครัวถึงปีละ 30,000 บาททีเดียว

“ปลูกเท่าไรก็ไม่พอขาย เพราะมีพ่อค้ามารับซื้อตลอด แต่เราก็ปลูกกันแค่นี้”

พริกกะเหรี่ยงของที่นี่เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมที่คนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงปลูก และเก็บเมล็ดพันธุ์จากต้นเดิมไว้ปลูกในปีต่อๆ ไป

เดือนธันวาคมของทุกปี ชาวแม่กองคาจะเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ทุกชนิดที่ขึ้นในไร่หมุนเวียน วัฒนธรรมนี้สืบทอดกันมานาน เช่นเดียวกับเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ที่มีอายุสืบทอดมาเป็นร้อยๆ ปี

พืชผักเหล่านี้คืออาหารหลักของชาวปกาเกอะญอ พวกเขาจึงต้องเก็บเมล็ดพันธุ์สะสมไว้เพื่อเพาะปลูกปีถัดไป

พวกเขาจะคัดเลือกกอข้าวงามที่สุด ไม่กิน แต่เก็บไว้เป็นเมล็ดพันธุ์

ตามหาสายพันธุ์ พริกกะเหรี่ยง บ้านแม่กองคาในหมู่บ้านกลางป่าที่ตั้งมาก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ถึง 80 ปี

เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นจึงมีคุณสมบัติแข็งแรง ไม่ต้องดูแลมาก ต้านทานโรคสูง ทนแมลงได้ดี ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง และพันธุกรรมดั้งเดิมสามารถเจริญได้ดีในสภาพแวดล้อมท้องถิ่น เพราะปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมมานานแล้ว เปรียบว่าเมล็ดพันธุ์เติบโตในบ้านอันคุ้นเคยรู้จักมานาน จึงเจริญงอกงามได้เต็มที่ ไม่ต้องเร่งปุ๋ยเร่งยาให้เปลืองเงิน

ผมลองเอาเมล็ดพันธุ์พริกกะเหรี่ยงชนิดเดียวกันมาทดลองปลูกที่บ้าน ยอมรับว่ารสชาติสู้พริกกะเหรี่ยงที่ปลูกบ้านแม่กองคาไม่ได้ เพราะสภาพดิน อากาศ และความสูง มีส่วนกำหนดรสชาติด้วย

ครัวหลังบ้านของชาวปกาเกอะญอที่ผมขึ้นไปดูคือพื้นที่เก็บ จะเห็นเมล็ดพันธุ์ตากอยู่เหนือเตาถ่านให้แห้งสนิท 

ทุกวันนี้มีพี่น้องพื้นราบมาขอซื้อเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นหลากหลายชนิด รวมถึงนักเพาะพันธุ์เมล็ดท้องถิ่นทั่วประเทศต่างเดินทางมาขอดูงานที่นี่ เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นคืออาวุธสำคัญในการต่อกรกับเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอในอนาคต และการไม่ใช้สารเคมีคือการรักษาเมล็ดพันธุ์ให้แข็งแรงได้

ไม่แปลกใจ พริกท้องถิ่นอย่างพริกกะเหรี่ยงจึงมีรสชาติเผ็ดหอม ยิ่งกินยิ่งอร่อยหยุดไม่ได้จริงๆ

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load