ใครจะเชื่อว่า หนังสือเล็ก ๆ เล่มหนึ่งสามารถเปลี่ยนโลกได้

ปี 2022 เป็นวาระครบรอบ 60 ปีที่หนังสือ Silent Spring หรือ ‘ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน’ ผู้แต่งคือ ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) สุภาพสตรีชาวอเมริกัน ได้ตีพิมพ์ออกจำหน่ายในปี 1962

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ และ Silent Spring คือหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ให้ตระหนักถึงพิษภัยของยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ดีดีที

หนังสือพิมพ์ The Guardian เคยกล่าวไว้ว่า

ครบ 60 ปี 'Silent Spring' หนังสือสร้างการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมมากสุดเล่มหนึ่งของโลก

“ราเชล คาร์สัน ให้ความรู้แก่โลก… ถ้าให้เลือกว่าหนังสือที่เขียนโดยคนคนเดียวเล่มใดเป็นเสาหลักของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่ย่อมเลือก Silent Spring อย่างไม่ต้องสงสัย ผลกระทบของหนังสือเล่มนี้ปรากฏขึ้นทันที ส่งผลกว้างไกล และเป็นหนังสือบรรลุผลมากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยมีมา”

ในปี 1999 นิตยสาร TIME ฉบับ 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อโลกในศตวรรษที่ 20 ชื่อของ ราเชล คาร์สัน ติดอันดับเคียงคู่กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (นักคณิตศาสตร์), ซิกมัน ฟรอยด์ (นักจิตวิเคราะห์) สองพี่น้องตระกูลไรท์ (นักบิน), เอดวิน ฮับเบิล (นักดาราศาสตร์) ในฐานะ ‘นักสิ่งแวดล้อมผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ ก่อนที่จะมีขบวนการสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมา’

สมัยนั้นใครจะกล้าคิดว่า ดีดีที ที่เรียกว่าเป็นสารมหัศจรรย์ ใช้กันแทบทุกวงการ ตั้งแต่ใช้แทนยาสระผม ยาฆ่าศัตรูพืช และมีการใช้กันแพร่หลายทั่วโลก จะถูกเปิดโปงว่าอีกด้านหนึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

Silent Spring หนังสือที่เปิดโปงอันตรายของยาฆ่าแมลง ดีดีที อย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย และนำไปสู่การยกเลิกการใช้สารเคมีนี้ในเวลาต่อมา

27 พฤษภาคม ปี 1907 ราเชล คาร์สัน ถือกำเนิดขึ้นมาในเมืองสปริงเดลล์ รัฐเพนซิลวาเนีย ในวัยเด็ก มาเรียแม่ของเธอผู้เคยเป็นครูมาก่อน ได้ปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติให้กับลูกทั้งสามคน แต่ละวันแม่ลูกมักจะออกมาเดินเล่นรอบ ๆ บ้านที่เต็มไปด้วยป่า บึงน้ำ ลำธาร โดยเฉพาะลูกสาวคนสุดท้องที่สนใจธรรมชาติเป็นพิเศษ

อายุ 6 ขวบ คาร์สันได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Street School มีความสุขกับการอ่านหนังสือมาก และรู้สึกอยากเขียนหนังสือ

พออายุได้ 9 ขวบ โดยการสนับสนุนจากแม่ คาร์สันก็เริ่มเขียนบทกวี เขียนบทความเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งได้ตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น แม่จึงเป็นผู้มีอิทธิพลต่อลูกสาวคนเล็ก ผู้เลือกเส้นทางชีวิตด้านธรรมชาติและเขียนหนังสือมาตลอด

คาร์สันเลือกเรียนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย หวังจะเป็นนักเขียน แต่เมื่อมาลองเรียนวิชาชีววิทยาตอนชั้นปีสอง ก็เริ่มหลงใหลวิทยาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านชีววิทยา ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากอาจารย์ ที่คิดว่าคาร์สันน่าจะเอาดีทางการเป็นนักเขียนมากกว่า และผู้หญิงไม่เหมาะจะบุกป่าฝ่าดง แต่คาร์สันก็ไม่ย่อท้อ เธอเคยพูดว่า “ไม่มีแม้สักเสี้ยววินาที ที่ฉันละทิ้งความสนใจในโลกธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบ ๆ ตัว”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันยังเรียนต่อจนสำเร็จปริญญาโทด้านสัตววิทยาทางทะเล ที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นส์ ในปี 1932 คาร์สันเริ่มสนใจธรรมชาติในทะเลมากขึ้น และเข้าทำงานที่สำนักการประมง ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เขียนบทวิทยุชีวิตโลกใต้ทะเล ‘Romance under the Water’ งานนี้เองที่เธอได้ใช้ประสบการณ์ในการเขียนและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เขียนบทให้ดูสนุกมีชีวิตชีวา และให้ความสนใจกับธรรมชาติโลกใต้ทะเลอย่างจริงจัง

คาร์สันค้นพบจุดแข็งของตัวเองว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาได้อย่างมีสีสัน และเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตในทะเล คือ Under the Sea Wind เนื้อหาในหนังสือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยใช้กลวิธีการเขียนที่สนุก สัตว์แต่ละตัวมีชื่อเหมือนคน เรื่องราวจึงมีชีวิตชีวา นักวิจารณ์ให้ความชื่นชม แต่เนื่องจากตีพิมพ์ในปี 1941 สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังสือเล่มนี้จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจ

จนกระทั่ง หนังสือเล่มต่อมา The Sea Around Us ตีพิมพ์ในปี 1951 ได้กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับของ The New York Times มียอดขายกว่า 2 แสนเล่ม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้งานเขียนชิ้นนี้ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์หลายแห่ง รวมถึง National Geographic

หลังจากนั้นคาร์สันก็ลาออกจากงานประจำ กลายเป็นนักเขียนด้านธรรมชาติเต็มตัว และเริ่มคิดถึงการอนุรักษ์ เพื่อเป็นมรดกให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

งานเขียนของคาร์สันในช่วงแรก เป็นงานสารคดีที่ให้ความรู้ด้านธรรมชาติแก่เด็กและผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันคาร์สันก็เริ่มรับรู้ถึงปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตรว่าก่อปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเพียงใด แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ให้ความสนใจ และยังสนับสนุนให้มีการใช้ดีดีทีอย่างแพร่หลาย โดยไม่มีการบอกกล่าวเตือนภัยถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึงมนุษย์

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจึงเริ่มเขียนบทความให้ผู้คนเห็นถึงอันตรายจากการใช้ยาฆ่าแมลง ดีดีที แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ แม้กระทั่งนิตยสาร Reader Digest อันโด่งดังก็ปฏิเสธงานเขียนของเธอ

ในปี 1958 คาร์สันได้เดินทางไปเมืองแห่งหนึ่ง เมื่อเพื่อนคนหนึ่งได้เขียนจดหมายเล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่ในเมืองฉีดยาดีดีทีฆ่ายุงทั้งเมือง ส่งผลให้นกตายเกลื่อนเมือง รวมทั้งผึ้ง ตั๊กแตน และแมลงจำนวนมากล้มตายเกือบหมด

DDT (Dichlorodiphenyltrichloroethane) เป็นสารปราบศัตรูพืชที่ย่อยสลายไม่ได้เองตามธรรมชาติ ไม่ละลายน้ำ จึงมีคุณสมบัติสะสมในชั้นไขมันของสิ่งมีชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คาร์สันคิดว่า ผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ต้องส่งผลถึงมนุษย์ในไม่ช้า จะต้องทำอะไรอย่างจริงจัง และเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือ Silent Spring เธอใช้เวลาเดินทางไปทั่วประเทศ เก็บข้อมูลพิษภัยของยาฆ่าแมลง ดีดีที จากแหล่งต่าง ๆ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า สารเคมีเหล่านี้นอกจากทำลายสิ่งมีชีวิตจำนวนมากแล้ว ยังมีผลต่อระบบประสาทของมนุษย์อีกด้วย เรียบเรียงเป็นข้อเขียนที่อ่านง่าย และเริ่มต้นเผยแพร่ทยอยลงนิตยสาร The New Yorker ในปี 1962

หนังสือ ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน เริ่มต้นว่า

“กาลครั้งหนึ่งมีเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่น ทุกชีวิตดูจะอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เมืองอยู่ท่ามกลางเรือกสวนไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้บานจะพัดปลิวไปตามสายลมเหนือทุ่งสีเขียวขจี… ดอกไม้ป่าชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่ตามริมทาง เหล่านกกาพากันจิกกินผลไม้ป่า ลำธารมีปลาและน้ำใสไหลลงมาจากเนินเขา แต่แล้วหายนะภัยอันแปลกประหลาดก็คืบคลานเข้ามา ทุกอย่างเริ่มแปรเปลี่ยนไป โรคร้ายระบาดในฝูงไก่ วัวและแกะเริ่มล้มป่วยตาย ทุกหนแห่งปกคลุมด้วยเงาแห่งความตาย ชาวไร่ชาวนาโจษจันถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในครอบครัวตนเอง มีคนเสียชีวิตมากมายโดยไม่ทราบสาเหตุ ความเงียบงันอย่างน่าพิศวงบังเกิดขึ้น นกนานาชนิดหายไปไหนกันหมด นกไม่กี่ตัวที่คนพบก็ใกล้ตาย มันเป็นฤดูใบไม้ผลิที่เงียบวังเวง ยามรุ่งอรุณที่เคยก้องด้วยเสียงประสานส่งเสียงเจื้อยแจ้วของนกหลายชนิด มาบัดนี้ความเงียบแผ่คลุมไปทั่ว”

หนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยถึงผลกระทบของดีดีที จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของเซลพืชและสัตว์ เปลือกไข่นกที่บางเกินไปจนนกวางไข่ไม่สำเร็จ การตกค้างของสารเคมีในปลาหลายชนิด การก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะนก เช่น อินทรีหัวขาว มีจำนวนลดลงจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ฯลฯ

“เป็นไปได้อย่างไรกันที่เราปล่อยให้มีการพ่นสารพิษปริมาณมหาศาลลงสู่ผืนดิน รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการฆ่าสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดในดิน” เธอตั้งคำถามต่อไปว่า

“มันไม่ควรจะเรียกว่ายาฆ่าแมลง (Insecticides) เพราะมันคือยาฆ่าชีวิต (Biocides) เหมือนกับยาพิษ”

พอหนังสือเล่มนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาทิ “ถ้าเราเชื่อผู้หญิงคนนี้ พวกเราทุกคนก็จะอดอาหารตาย” “ใครสำคัญกว่ากันระหว่างลูกหลานของเรากับแมลง”

แน่นอนว่าคนในยุคเมื่อ 60 ปีก่อน ยังไม่ได้เข้าใจปัญหาการทำลายระบบนิเวศ ไม่เข้าใจมหันตภัยของสารเคมี ยาฆ่าแมลงชนิดต่าง ๆ ว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พืช สัตว์ และมนุษย์เพียงใด ไม่เข้าใจว่า ผีเสื้อ นก แมลง ผึ้งหายไป จะเกี่ยวอะไรกับพวกเขา บางคนอาจจะเป็นห่วงว่า พืชผลทางการเกษตรจะลดลงหากไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ฯลฯ

ปรากฏว่าทาง The New Yorker ได้รับจดหมายแสดงความเห็นจากผู้อ่านมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ กระตุ้นให้สาธารณชนเกิดการตื่นตัวอย่างกว้างขวาง รวมถึงบรรดานักการเมืองที่สนใจ และทำให้ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (John F. Kennedy) ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงถึงผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ และปรากฏว่าเป็นจริงตามข้อเขียนในหนังสือ

ทำให้ยอดขายหนังสือ Silent Spring สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 250,000 เล่ม กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับหลายเดือน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง บรรดาบริษัทผู้ผลิตสารเคมีเหล่านี้รวมตัวกันโจมตีคาร์สันอย่างรุนแรง ถึงขนาดลงขันกว้านซื้อสื่อทั่วประเทศเพื่อตอบโต้ข้อเขียนของคาร์สัน และยังขู่จะถอนโฆษณาบรรดาหนังสือพิมพ์ที่จะแนะนำหนังสือเล่มนี้

ประธานบริษัทผู้ผลิตดีดีทีได้กล่าวโจมตีอย่างเผ็ดร้อนว่า

“คาร์สันไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นคนที่หลงงมงายในการรักษาธรรมชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา”

ยิ่งหนังสือถูกตีพิมพ์มาก คาร์สันก็ถูกโจมตีมาก จนกระทั่งถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีว่า “เป็นคอมมิวนิสต์ แอบแฝงมาทำลายเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของอเมริกา”

ในช่วงเวลานั้นคาร์สันล้มป่วยเป็นมะเร็ง แต่หญิงเหล็กคนนี้ก็ยังใช้เวลาที่เหลืออยู่ต่อสู้เพื่อให้โลกพ้นจากหายนะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และก่อนเสียชีวิตไม่นาน เธอได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนสนิทว่า

“ฉันรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องทำอะไรบางอย่าง ถ้าไม่อย่างนั้นฉันก็จะไม่มีความสุขได้อีก ตอนนี้ฉันก็ได้ลงมือทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่หนังสือเพียงเล่มเดียวจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้…”

ในปี 1963 คาร์สันได้รับเชิญจากรัฐสภาให้ไปกล่าวคำปราศรัย มีการถ่ายทอดออกอากาศ เธอย้ำว่า “คนทุกคนควรได้รับความปลอดภัยในบ้านของตนเอง และไม่ควรได้รับสารพิษใด ๆ จากการกระทำของบุคคลอื่น”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจากโลกไปเมื่อวันที่ 14 เมษายน ปี 1964 ด้วยวัย 57 ปี มลรัฐเพนซิลวาเนีย ประกาศให้วันที่ 27 พฤษภาคม (วันเกิดของเธอ) ของทุกปี เป็นวัน Rachel Carson

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1972 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการจำหน่ายดีดีที ซึ่งมียอดขายปีละเกือบ 2 ล้านตันอย่างเด็ดขาด มีการออกกฎหมายควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง และออกกฎหมายกำหนดให้มีการติดฉลากบอกส่วนผสมของยาฉีดบนขวดยาฆ่าแมลงทุกขวด และส่งผลให้มีการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางไปทั่วสหรัฐฯ และทั่วโลก นำไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับชาติ (The Environmental Protection Agency – EPA) ที่ปลุกให้ผู้คนได้หันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม และเกิดขบวนการสิ่งแวดล้อมหลากหลายขึ้น มีการเคลื่อนไหวในหลายรูปแบบและส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1980 ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ได้มอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom ถือเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีมอบเพื่อเป็นเกียรติคุณแก่ประชาชน ในฐานะผู้จุดประกายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีการออกจำหน่ายแสตมป์เป็นภาพของเธอ เพื่อรำลึกถึงนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

ตลอดชีวิตของ ราเชล คาร์สัน เขียนหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม แต่มีเล่มหนึ่งสั่นสะเทือนไปทั้งโลกและยังดังกึกก้องจนถึงบัดนี้

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

“ไม่มีใครต้องการหัวนกเงือก เท่านกเงือกอีกแล้ว”

นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ ได้เขียนข้อความออกเผยแผ่ เรียกร้องให้นกเงือกชนหินเป็นสัตว์ป่าสงวนของประเทศ 

 หลังจากปลายเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา นายปรีดา เทียนส่งรัศมี หัวหน้าโครงการคุ้มครองนกเงือก (ส่วนภาคใต้) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงขบวนการล่านกชนหินในเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดีผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

“ขณะที่พิมพ์ข้อความอยู่นี้ ผมนอนอยู่ในเปลบนเขาตะโหนด อ.รือเสาะ ใจสับสนและกังวลเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้มาว่าตอนนี้มีพรานจากรือเสาะและยะลากำลังขึ้นเขามาล่าสัตว์ และสัตว์ที่เขามาล่าคือหัวนกชนหิน.. มีตลาดรับซื้ออยู่ในเมืองนรา เขาให้ราคาถึงหัวละหมื่น ชาวบ้านมาบอกว่าสองวันก่อนเขาเจอพรานมาซุ่มยิงนกเงือกที่ต้นไทรสุก..พบยิงนกชนหินถึง 4 ตัว ใจหายและรู้สึกโกรธจะทำอย่างไรกันดี? 

“สิ่งที่เราช่วยกันดูแลรักษากำลังถูกทำลาย และผมก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เพียงแค่บันทึกบอกกล่าวและได้ระบายอะไรบ้าง ชาวบ้านที่ให้ข้อมูลเขาก็กลัวเพราะพวกมันมีปืน

“ชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่า ‘ผมเคยเตือนเขาแล้วว่าอย่ายิงนกเงือก เขาอนุรักษ์กัน มันกลับท้ายิงผมอีก’”

ปรีดา เทียนส่งรัศมี หนุ่มเพาะช่างผู้ทุ่มเททำงาน 20 ปี จน นกเงือก ในป่าลึกภาคใต้ของไทยรอดจากการสูญพันธุ์

หลายปีมาแล้ว ผู้เขียนเคยติดตามปรีดาเดินขึ้นเขาบูโดในอุทยานแห่งชาติบูโดสุไหงปาดี เขตจังหวัดนราธิวาส ไปสำรวจนกเงือกชนหินด้วยกัน จำได้ว่าเราเดินเขาหลายชั่วโมง จนมาถึงซุ้มดูนกชนหินที่สร้างเป็นเพิงไม้เล็กๆ เบื้องหน้าคือต้นไม้ขนาดใหญ่ยืนต้นตายห่างออกไปไม่ไกล สูงจากพื้นดินเกือบ 50 เมตร เป็นรังนกเงือกชนหิน

ชาวมุสลิมเรียกนกชนหินว่า บุหรงตอเราะ เป็นนกเงือกขนาดใหญ่โต ประมาณ 120 เซนติเมตร หน้าตาคล้ายนกดึกดำบรรพ์ เป็นนกที่พบเห็นได้ยากมาก ในประเทศพบได้เฉพาะทางภาคใต้ และเป็นนกเงือกชนิดเดียวที่มีโหนกตันคล้ายงาช้างสีแดงคล้ำ ขนตามตัวสีน้ำตาลเข้ม ท้องขาวนวล หางขาวมีแถบดำพาดขวางคล้ายหางนกกก 

โหนกตันคล้ายงาช้างนี่แหละคือสิ่งที่ยั่วยวนให้บรรดานักล่าเข้าป่าเพื่อแสวงหามาแกะสลัก โหนกของนกชนหินมีคุณลักษณะเทียบเท่างาช้าง เพราะโหนกที่มีสีเหลืองและแดงจะตันแข็ง เรียกว่า งาเลือด หรืองาสีแดง หายากมาก กลายเป็นสัญลักษณ์ความมั่งคั่ง เพราะหัวนกชนหินนั้นหายากยิ่งกว่างาช้าง และมีราคาแพงกว่างาช้างเสียอีก ถูกนำไปใช้ทำตราประทับ เครื่องตกแต่ง กำไล สร้อย

ผู้เขียนส่องกล้องดูโพรงรังของนกชนหิน สังเกตว่ามีปุ่มอยู่หน้าโพรงรัง ต่างจากโพรงรังของนกเงือกหัวแรดที่ไม่มีปุ่มอะไรเลย ปรีดาไขปริศนาให้ฟังว่า

“โพรงรังนกชนหินจะแปลกกว่านกเงือกชนิดอื่นตรงที่มีปุ่มอยู่หน้ารัง เรียกว่า ‘ตะโหงก’ เพราะมันใช้เล็บเกาะเปลือกไม้เหมือนนกเงือกชนิดอื่นไม่ได้ มีโหนกตันและโคนหางยาวกว่านกเงือกชนิดอื่น ทำให้ทรงตัวยากขณะป้อนอาหาร นกชนหินจึงต้องบินมาเหยียบปุ่ม แล้วค่อยป้อนอาหารให้ตัวเมียในโพรง”

ในเวลาต่อมา ข้อสังเกตนี้ทำให้เขาเป็นนักวิจัยคนแรกของโลกที่รายงานว่านกชนหินมีลักษณะการเลือกโพรงรังต่างจากนกเงือกพันธุ์อื่น ต้องเลือกโพรงที่มีปุ่มหรือตะโหงกเพื่อเป็นที่เกาะ

สาเหตุที่นกเงือกชนิดนี้ได้ชื่อว่า ชนหิน เป็นเพราะเวลามันทะเลาะแย่งอาณาบริเวณกัน มันจะบินเอาหัวโขกชนกัน มีเสียงดังคล้ายหินกระทบกัน ปรีดาเล่าว่าเขาเคยเห็นมากับตา

ปรีดา เทียนส่งรัศมี หนุ่มเพาะช่างผู้ทุ่มเททำงาน 20 ปี จนนกเงือก ในป่าลึกภาคใต้ของไทยรอดจากการสูญพันธุ์

“ผมเคยเห็นนกชนหินชนกันกลางอากาศ เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมาก บริเวณเขาตะโหนดแถวนี้แหละ มีอยู่วันหนึ่งขณะที่กำลังเดินขึ้นเขา ผมได้ยินเสียงแปร๊นๆ คล้ายแตรลมของรถประจำทาง พอเงยหน้าขึ้นไปเห็นนกชนหินคอย่นสีแดงแก่สองตัวกำลังส่งเสียงท้าทายกัน ตัวหนึ่งเป็นเจ้าของถิ่น อีกตัวหนึ่งเป็นผู้บุกรุก ทั้งสองตัวบินขึ้นไปเกาะกิ่งไม้สูงห่างกันราวหนึ่งร้อยเมตร

“ตอนแรกพวกมันเอาโหนกหัวฟาดกับกิ่งไม้เสียงดังเหมือนเอาสันขวานเคาะไม้ แล้วทั้งคู่ก็บินเอาโหนกหัวชนกันเสียงดังสนั่น แล้วโผมาเกาะพักที่กิ่งไม้ บินขึ้นกลางอากาศเอาโหนกหัวชนกันถึงสามครั้ง ก่อนจะเลิกลากันไป”

การเดินทางเข้าป่าบูโดครั้งนั้นทำให้ผมได้รู้จักผู้ชายคนนี้ ปรีดา เทียนส่งรัศมี คนตัวเล็กๆ ที่ทำงานเงียบๆ มายี่สิบกว่าปีเพื่ออนุรักษ์นกเงือกที่คนไทยรู้จักน้อยมาก บางทีอาจจะรู้จักนกทูแคนแห่งทวีปอเมริกาใต้มากกว่าเสียอีก เขาทุ่มเทชีวิตตลอดยี่สิบกว่าปีเพื่อทำให้นกเงือกในป่าลึกใต้สุดของประเทศรอดชีวิตจากการสูญพันธุ์

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก โดย ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญนกเงือกระดับโลก ได้ริเริ่มโครงการศึกษาวิจัยด้านนิเวศวิทยาของนกเงือกในเมืองไทยอย่างจริงจัง จนกลายเป็นงานวิจัยที่ทำอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดโครงการหนึ่งของโลกจนถึงปัจจุบันก็ร่วม 30 ปี

อาจารย์พิไลได้ส่งเด็กหนุ่มชื่อปรีดา เทียนส่งรัศมี ลงมาสำรวจนกเงือกบริเวณเทือกเขาป่าบูโด ปรีดาจบการศึกษาจากโรงเรียนเพาะช่างและสถาบันราชภัฏสวนดุสิต เริ่มทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยนกเงือกที่เขาใหญ่ ห้วยขาแข้ง จนกระทั่ง พ.ศ. 2537 มีชาวบ้านมาบอกอาจารย์พิไลว่า พบนกเงือกหัวแรดที่เขาบูโด นกชนิดนี้เป็นนกหายากซึ่งคิดว่าสูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยแล้ว  

อาจารย์พิไลและปรีดาพร้อมคณะได้เข้ามาสำรวจ พบว่ายังมีนกเงือกหัวแรดแลนกเงือกชนิดอื่นๆ อีก 5 ชนิด คือ นกชนหิน นกเงือกหัวหงอก นกกก นกเงือกกรามช้าง และนกเงือกปากดำ รวมเป็น 6 ชนิด จากจำนวนนกเงือกในเมืองไทยที่มี 13 ชนิด

ปรีดา เทียนส่งรัศมี หนุ่มเพาะช่างผู้ทุ่มเททำงาน 20 ปี จนนกเงือก ในป่าลึกภาคใต้ของไทยรอดจากการสูญพันธุ์

นกเงือกเป็นนกโบราณ ถือกำเนิดเมื่อ 50 ล้านปีก่อน และเป็นนกที่ช่วยกระจายพันธุ์ไม้กว่า 200 ชนิด ในป่า นกเงือกยังเป็นดัชนีชี้ความอุดมสมบูรณ์ของป่า เพราะนอกจากใช้พื้นที่หากินกว้างขวางแล้ว ยังเจาะโพรงทำรังในต้นไม้ใหญ่ด้วย ดังนั้น หากป่าผืนใดมีนกเงือกอาศัยอยู่มากแสดงว่าป่านั้นอุดมสมบูรณ์ แต่จากการสำรวจของปรีดาพบว่าสถานการณ์ของนกเงือกไม่สู้ดีนัก เพราะเทือกเขาบูโดมีหมู่บ้านชาวมุสลิมตั้งอยู่ล้อมรอบ ชาวบ้านเริ่มรุกป่า ตัดไม้เถื่อนมาขายมากขึ้น และมีการขโมยลูกนกเงือกในรังไปขายเป็นประจำทุกปี

“คนมุสลิมไม่กินนกใหญ่ ไม่กินนกที่โฉบกินสัตว์อื่นเป็นอาหาร ชาวมุสลิมไม่ล่านกเงือกกินเป็นอาหาร แต่ยอมรับว่าในอดีตขโมยลูกนกเงือกมานับสิบปีแล้ว”

ชาวมุสลิมคนหนึ่งเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ลูกนกเงือกเป็นของเล่นสำหรับคนมีเงิน มีคนรับซื้อถึงตัวละ 5,000 บาท แต่หากลักลอบขนลูกนกเงือกเหล่านั้นมาขายที่ตลาด อ.ต.ก. ในกรุงเทพฯ ได้จะได้ราคาดีมาก คือนกเงือกหัวหงอกตัวละ 30,000 บาท นกชนหินตัวละ 20,000 บาท

มูลนิธินกเงือกจึงเริ่ม ‘โครงการอุปการะนกเงือก’ ขึ้นมาเพื่อหาทุน โดยให้คนที่รักนกเงือกได้บริจาคเงินเพื่อดูแลนกเงือกทั้งหกชนิดในป่าบูโด โดยรับเป็นผู้อุปการะครอบครัวนกเงือกแต่ละรังที่ชาวบ้านดูแล แล้วชาวบ้านจะส่งรูป ส่งรายงานสถานะของครอบครัวนกเงือก ให้ผู้อุปการะทุกระยะ 

ปรีดาอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา เข้าหาชาวบ้าน พยายามให้ชาวบ้านรอบๆ เทือกเขาเห็นคุณค่าของนกเงือก และชักชวนให้คนที่เคยจับลูกนกเงือก หรือเจ้าของสวนที่มีต้นไม้ที่นกเงือกทำรัง มาร่วมกันเป็นผู้ช่วยเก็บข้อมูลพฤติกรรมของนกเงือก หากชาวบ้านพบนกเงือกเข้ารังตามต้นไม้ใหญ่แล้วมารายงาน ทางโครงการฯ จะให้เงินเป็นรางวัลตามความหายากง่ายของชนิดนกเงือก ทดแทนรายได้ที่หายไปจากการขโมยลูกนกและตัดไม้เถื่อน

ช่วงนี้ชาวบ้านจะมีรายได้จากค่าแรงที่ทางโครงการฯ จ่ายให้ แต่งานของพวกเขายังไม่หยุดเพียงแค่นั้น ยังต้องซ่อมแซมรัง ทำโพรงเทียม ที่ต้องปีนต้นไม้สูงกว่า 30 เมตร เพื่อช่วยให้นกเงือกเข้ารังมากขึ้น ปัจจุบันมีชาวบ้านตั้งแต่คนสูงอายุจนถึงวัยรุ่นและเด็ก ทั้งหญิงชาย ทำงานกับโครงการศึกษาวิจัยด้านนิเวศวิทยาของนกเงือก 35 คน

ปรีดาเข้าหาชาวบ้านอย่างอดทน ตั้งแต่การสื่อสารที่พูดภาษายาวีไม่ได้ เคยโดนข่มขู่จนแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่ในที่สุดชาวบ้านรอบเทือกเขาบูโดเริ่มเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์นกเงือก และกลายมาเป็นผู้อนุรักษ์นกเงือกจำนวนมาก ปรีดายังเชื่อว่าการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน ชาวบ้านต้องมีส่วนร่วมและได้ประโยชน์ ทดแทนรายได้ที่ได้จากการขายลูกนกราคาตัวละครึ่งหมื่นบาท

ปรีดา เทียนส่งรัศมี หนุ่มเพาะช่างผู้ทุ่มเททำงาน 20 ปี จน นกเงือก ในป่าลึกภาคใต้ของไทยรอดจากการสูญพันธุ์

25 ปีผ่านไป ปรีดาในวัย 48 ปี และชาวบ้าน ช่วยให้ลูกนกเงือกในป่าบูโดหกร้อยกว่าตัวมีชีวิตรอด ทำให้ชาวบ้าน และเยาวชนรอบๆ ป่าหันมาช่วยกันดูแลแหล่งที่อยู่อาศัยของนกเงือกที่ใกล้จะสูญพันธุ์ให้กลายเป็นแหล่งอนุรักษ์นกเงือก ซึ่งช่วยลดปัญหาสังคมจากเด็กวัยรุ่นที่เคยเที่ยวเตร่หรือติดยาเสพติด จากที่ไม่มีอะไรทำ เมื่อมาช่วยดูแลนกเงือกก็มีรายได้ นกเงือกแถวนี้จึงมีชาวบ้านหนุนหลังเป็นหลักค้ำประกันความปลอดภัย

แม้เมื่อเกิดความขัดแย้งรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ แต่การทำงานของคนรักนกเงือกไม่ได้ลดลง และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ตั้งแต่เจ้าหน้าที่อุทยาน ตำรวจ ทหาร ชาวบ้าน และภาคเอกชน ทุกวันนี้มีชาวบ้าน 5 หมู่บ้านรอบๆ เทือกเขาบูโดคอยปกป้องดูแลนกเงือกร่วมพันตัว ความสำเร็จในการอนุรักษ์นกเงือกทำให้ปรีดาต้องเดินทางไปเป็นวิทยากรช่วยเผยแผ่ในป่าอื่นๆ เลยไปถึงมาเลเซีย อินโดนีเซีย การอนุรักษ์และงานวิจัยนกเงือกในเมืองไทยก้าวหน้าในระดับโลก ขณะที่ปรีดา หนุ่มเพาะช่างผู้ไม่มีพื้นฐานด้านชีววิทยา กลายเป็นนักวิจัยนกที่บรรดานักวิทยาศาสตร์ให้การยอมรับว่าองค์ความรู้ใหม่ๆ ของนกเงือกมาจากงานวิจัยที่จริงจังซึ่งได้จากการลงพื้นที่จริงของเขา

รายการสารคดีระดับโลกแทบทุกรายการ เช่น National Geographic, BBC, NHK ต่างมาถ่ายทำสารคดีนกเงือกในเมืองไทยภายใต้การแนะนำของปรีดา ออกฉายไปทั่วโลกหลายครั้ง แต่ล่าสุดชาวบ้านได้รายงานว่า มีอดีตทหารพราน 5 – 6 คน พร้อมอาวุธเดินทางเข้าป่าล่านกเงือกชนหินตามใบสั่งของคนในเมืองนราธิวาส นกเงือกชนหินในป่าบูโดน่าจะมีไม่เกิน 10 คู่ แต่โดนพรานล่าไปแล้ว 4 ตัว ภัยคุกคามจากภายนอก จากความต้องการโหนกนกเงือกชนหินราคาแพง ได้รุกเข้ามาในป่าทางใต้แล้ว

นกเงือกชนหินมีถิ่นอาศัยกระจายในพื้นที่ป่าดิบชื้นทางตอนใต้ของคาบสมุทรมลายูไปจนถึงเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียว ที่ผ่านมา มีการประเมินว่านกเงือกชนหินในประเทศอินโดนีเซียถูกล่าเอาโหนกไปไม่ต่ำกว่า 6,000 ตัว จนแทบจะสูญพันธุ์

เมื่อภัยคุกคามนกเงือกชนหินจากภายนอกเพิ่มมากขึ้น ด้วยนักล่าที่มีความชำนาญในการใช้อาวุธ และความต้องการงาเลือดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศจีน ปรีดาและชาวบ้านตัวเล็กๆ จะยืนหยัดปกป้องได้นานเพียงใด

ปรีดา เทียนส่งรัศมี หนุ่มเพาะช่างผู้ทุ่มเททำงาน 20 ปี จน นกเงือก ในป่าลึกภาคใต้ของไทยรอดจากการสูญพันธุ์

ร่วมบริจาคเงินอุปการะครอบครัวนกเงือกได้ทางบัญชีออมทรัพย์ ‘มูลนิธินกเงือก’ เลขบัญชี 026-2-75910-2 ธนาคารไทยพาณิชย์สาขารามาธิบดี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

โทร : 02-201-5532

อีเมล : [email protected]

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load