ใครจะเชื่อว่า หนังสือเล็ก ๆ เล่มหนึ่งสามารถเปลี่ยนโลกได้

ปี 2022 เป็นวาระครบรอบ 60 ปีที่หนังสือ Silent Spring หรือ ‘ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน’ ผู้แต่งคือ ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) สุภาพสตรีชาวอเมริกัน ได้ตีพิมพ์ออกจำหน่ายในปี 1962

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ และ Silent Spring คือหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ให้ตระหนักถึงพิษภัยของยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ดีดีที

หนังสือพิมพ์ The Guardian เคยกล่าวไว้ว่า

ครบ 60 ปี 'Silent Spring' หนังสือสร้างการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมมากสุดเล่มหนึ่งของโลก

“ราเชล คาร์สัน ให้ความรู้แก่โลก… ถ้าให้เลือกว่าหนังสือที่เขียนโดยคนคนเดียวเล่มใดเป็นเสาหลักของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่ย่อมเลือก Silent Spring อย่างไม่ต้องสงสัย ผลกระทบของหนังสือเล่มนี้ปรากฏขึ้นทันที ส่งผลกว้างไกล และเป็นหนังสือบรรลุผลมากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยมีมา”

ในปี 1999 นิตยสาร TIME ฉบับ 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อโลกในศตวรรษที่ 20 ชื่อของ ราเชล คาร์สัน ติดอันดับเคียงคู่กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (นักคณิตศาสตร์), ซิกมัน ฟรอยด์ (นักจิตวิเคราะห์) สองพี่น้องตระกูลไรท์ (นักบิน), เอดวิน ฮับเบิล (นักดาราศาสตร์) ในฐานะ ‘นักสิ่งแวดล้อมผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ ก่อนที่จะมีขบวนการสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมา’

สมัยนั้นใครจะกล้าคิดว่า ดีดีที ที่เรียกว่าเป็นสารมหัศจรรย์ ใช้กันแทบทุกวงการ ตั้งแต่ใช้แทนยาสระผม ยาฆ่าศัตรูพืช และมีการใช้กันแพร่หลายทั่วโลก จะถูกเปิดโปงว่าอีกด้านหนึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

Silent Spring หนังสือที่เปิดโปงอันตรายของยาฆ่าแมลง ดีดีที อย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย และนำไปสู่การยกเลิกการใช้สารเคมีนี้ในเวลาต่อมา

27 พฤษภาคม ปี 1907 ราเชล คาร์สัน ถือกำเนิดขึ้นมาในเมืองสปริงเดลล์ รัฐเพนซิลวาเนีย ในวัยเด็ก มาเรียแม่ของเธอผู้เคยเป็นครูมาก่อน ได้ปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติให้กับลูกทั้งสามคน แต่ละวันแม่ลูกมักจะออกมาเดินเล่นรอบ ๆ บ้านที่เต็มไปด้วยป่า บึงน้ำ ลำธาร โดยเฉพาะลูกสาวคนสุดท้องที่สนใจธรรมชาติเป็นพิเศษ

อายุ 6 ขวบ คาร์สันได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Street School มีความสุขกับการอ่านหนังสือมาก และรู้สึกอยากเขียนหนังสือ

พออายุได้ 9 ขวบ โดยการสนับสนุนจากแม่ คาร์สันก็เริ่มเขียนบทกวี เขียนบทความเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งได้ตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น แม่จึงเป็นผู้มีอิทธิพลต่อลูกสาวคนเล็ก ผู้เลือกเส้นทางชีวิตด้านธรรมชาติและเขียนหนังสือมาตลอด

คาร์สันเลือกเรียนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย หวังจะเป็นนักเขียน แต่เมื่อมาลองเรียนวิชาชีววิทยาตอนชั้นปีสอง ก็เริ่มหลงใหลวิทยาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านชีววิทยา ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากอาจารย์ ที่คิดว่าคาร์สันน่าจะเอาดีทางการเป็นนักเขียนมากกว่า และผู้หญิงไม่เหมาะจะบุกป่าฝ่าดง แต่คาร์สันก็ไม่ย่อท้อ เธอเคยพูดว่า “ไม่มีแม้สักเสี้ยววินาที ที่ฉันละทิ้งความสนใจในโลกธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบ ๆ ตัว”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันยังเรียนต่อจนสำเร็จปริญญาโทด้านสัตววิทยาทางทะเล ที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นส์ ในปี 1932 คาร์สันเริ่มสนใจธรรมชาติในทะเลมากขึ้น และเข้าทำงานที่สำนักการประมง ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เขียนบทวิทยุชีวิตโลกใต้ทะเล ‘Romance under the Water’ งานนี้เองที่เธอได้ใช้ประสบการณ์ในการเขียนและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เขียนบทให้ดูสนุกมีชีวิตชีวา และให้ความสนใจกับธรรมชาติโลกใต้ทะเลอย่างจริงจัง

คาร์สันค้นพบจุดแข็งของตัวเองว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาได้อย่างมีสีสัน และเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตในทะเล คือ Under the Sea Wind เนื้อหาในหนังสือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยใช้กลวิธีการเขียนที่สนุก สัตว์แต่ละตัวมีชื่อเหมือนคน เรื่องราวจึงมีชีวิตชีวา นักวิจารณ์ให้ความชื่นชม แต่เนื่องจากตีพิมพ์ในปี 1941 สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังสือเล่มนี้จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจ

จนกระทั่ง หนังสือเล่มต่อมา The Sea Around Us ตีพิมพ์ในปี 1951 ได้กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับของ The New York Times มียอดขายกว่า 2 แสนเล่ม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้งานเขียนชิ้นนี้ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์หลายแห่ง รวมถึง National Geographic

หลังจากนั้นคาร์สันก็ลาออกจากงานประจำ กลายเป็นนักเขียนด้านธรรมชาติเต็มตัว และเริ่มคิดถึงการอนุรักษ์ เพื่อเป็นมรดกให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

งานเขียนของคาร์สันในช่วงแรก เป็นงานสารคดีที่ให้ความรู้ด้านธรรมชาติแก่เด็กและผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันคาร์สันก็เริ่มรับรู้ถึงปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตรว่าก่อปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเพียงใด แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ให้ความสนใจ และยังสนับสนุนให้มีการใช้ดีดีทีอย่างแพร่หลาย โดยไม่มีการบอกกล่าวเตือนภัยถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึงมนุษย์

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจึงเริ่มเขียนบทความให้ผู้คนเห็นถึงอันตรายจากการใช้ยาฆ่าแมลง ดีดีที แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ แม้กระทั่งนิตยสาร Reader Digest อันโด่งดังก็ปฏิเสธงานเขียนของเธอ

ในปี 1958 คาร์สันได้เดินทางไปเมืองแห่งหนึ่ง เมื่อเพื่อนคนหนึ่งได้เขียนจดหมายเล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่ในเมืองฉีดยาดีดีทีฆ่ายุงทั้งเมือง ส่งผลให้นกตายเกลื่อนเมือง รวมทั้งผึ้ง ตั๊กแตน และแมลงจำนวนมากล้มตายเกือบหมด

DDT (Dichlorodiphenyltrichloroethane) เป็นสารปราบศัตรูพืชที่ย่อยสลายไม่ได้เองตามธรรมชาติ ไม่ละลายน้ำ จึงมีคุณสมบัติสะสมในชั้นไขมันของสิ่งมีชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คาร์สันคิดว่า ผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ต้องส่งผลถึงมนุษย์ในไม่ช้า จะต้องทำอะไรอย่างจริงจัง และเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือ Silent Spring เธอใช้เวลาเดินทางไปทั่วประเทศ เก็บข้อมูลพิษภัยของยาฆ่าแมลง ดีดีที จากแหล่งต่าง ๆ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า สารเคมีเหล่านี้นอกจากทำลายสิ่งมีชีวิตจำนวนมากแล้ว ยังมีผลต่อระบบประสาทของมนุษย์อีกด้วย เรียบเรียงเป็นข้อเขียนที่อ่านง่าย และเริ่มต้นเผยแพร่ทยอยลงนิตยสาร The New Yorker ในปี 1962

หนังสือ ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน เริ่มต้นว่า

“กาลครั้งหนึ่งมีเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่น ทุกชีวิตดูจะอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เมืองอยู่ท่ามกลางเรือกสวนไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้บานจะพัดปลิวไปตามสายลมเหนือทุ่งสีเขียวขจี… ดอกไม้ป่าชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่ตามริมทาง เหล่านกกาพากันจิกกินผลไม้ป่า ลำธารมีปลาและน้ำใสไหลลงมาจากเนินเขา แต่แล้วหายนะภัยอันแปลกประหลาดก็คืบคลานเข้ามา ทุกอย่างเริ่มแปรเปลี่ยนไป โรคร้ายระบาดในฝูงไก่ วัวและแกะเริ่มล้มป่วยตาย ทุกหนแห่งปกคลุมด้วยเงาแห่งความตาย ชาวไร่ชาวนาโจษจันถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในครอบครัวตนเอง มีคนเสียชีวิตมากมายโดยไม่ทราบสาเหตุ ความเงียบงันอย่างน่าพิศวงบังเกิดขึ้น นกนานาชนิดหายไปไหนกันหมด นกไม่กี่ตัวที่คนพบก็ใกล้ตาย มันเป็นฤดูใบไม้ผลิที่เงียบวังเวง ยามรุ่งอรุณที่เคยก้องด้วยเสียงประสานส่งเสียงเจื้อยแจ้วของนกหลายชนิด มาบัดนี้ความเงียบแผ่คลุมไปทั่ว”

หนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยถึงผลกระทบของดีดีที จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของเซลพืชและสัตว์ เปลือกไข่นกที่บางเกินไปจนนกวางไข่ไม่สำเร็จ การตกค้างของสารเคมีในปลาหลายชนิด การก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะนก เช่น อินทรีหัวขาว มีจำนวนลดลงจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ฯลฯ

“เป็นไปได้อย่างไรกันที่เราปล่อยให้มีการพ่นสารพิษปริมาณมหาศาลลงสู่ผืนดิน รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการฆ่าสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดในดิน” เธอตั้งคำถามต่อไปว่า

“มันไม่ควรจะเรียกว่ายาฆ่าแมลง (Insecticides) เพราะมันคือยาฆ่าชีวิต (Biocides) เหมือนกับยาพิษ”

พอหนังสือเล่มนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาทิ “ถ้าเราเชื่อผู้หญิงคนนี้ พวกเราทุกคนก็จะอดอาหารตาย” “ใครสำคัญกว่ากันระหว่างลูกหลานของเรากับแมลง”

แน่นอนว่าคนในยุคเมื่อ 60 ปีก่อน ยังไม่ได้เข้าใจปัญหาการทำลายระบบนิเวศ ไม่เข้าใจมหันตภัยของสารเคมี ยาฆ่าแมลงชนิดต่าง ๆ ว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พืช สัตว์ และมนุษย์เพียงใด ไม่เข้าใจว่า ผีเสื้อ นก แมลง ผึ้งหายไป จะเกี่ยวอะไรกับพวกเขา บางคนอาจจะเป็นห่วงว่า พืชผลทางการเกษตรจะลดลงหากไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ฯลฯ

ปรากฏว่าทาง The New Yorker ได้รับจดหมายแสดงความเห็นจากผู้อ่านมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ กระตุ้นให้สาธารณชนเกิดการตื่นตัวอย่างกว้างขวาง รวมถึงบรรดานักการเมืองที่สนใจ และทำให้ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (John F. Kennedy) ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงถึงผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ และปรากฏว่าเป็นจริงตามข้อเขียนในหนังสือ

ทำให้ยอดขายหนังสือ Silent Spring สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 250,000 เล่ม กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับหลายเดือน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง บรรดาบริษัทผู้ผลิตสารเคมีเหล่านี้รวมตัวกันโจมตีคาร์สันอย่างรุนแรง ถึงขนาดลงขันกว้านซื้อสื่อทั่วประเทศเพื่อตอบโต้ข้อเขียนของคาร์สัน และยังขู่จะถอนโฆษณาบรรดาหนังสือพิมพ์ที่จะแนะนำหนังสือเล่มนี้

ประธานบริษัทผู้ผลิตดีดีทีได้กล่าวโจมตีอย่างเผ็ดร้อนว่า

“คาร์สันไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นคนที่หลงงมงายในการรักษาธรรมชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา”

ยิ่งหนังสือถูกตีพิมพ์มาก คาร์สันก็ถูกโจมตีมาก จนกระทั่งถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีว่า “เป็นคอมมิวนิสต์ แอบแฝงมาทำลายเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของอเมริกา”

ในช่วงเวลานั้นคาร์สันล้มป่วยเป็นมะเร็ง แต่หญิงเหล็กคนนี้ก็ยังใช้เวลาที่เหลืออยู่ต่อสู้เพื่อให้โลกพ้นจากหายนะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และก่อนเสียชีวิตไม่นาน เธอได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนสนิทว่า

“ฉันรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องทำอะไรบางอย่าง ถ้าไม่อย่างนั้นฉันก็จะไม่มีความสุขได้อีก ตอนนี้ฉันก็ได้ลงมือทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่หนังสือเพียงเล่มเดียวจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้…”

ในปี 1963 คาร์สันได้รับเชิญจากรัฐสภาให้ไปกล่าวคำปราศรัย มีการถ่ายทอดออกอากาศ เธอย้ำว่า “คนทุกคนควรได้รับความปลอดภัยในบ้านของตนเอง และไม่ควรได้รับสารพิษใด ๆ จากการกระทำของบุคคลอื่น”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจากโลกไปเมื่อวันที่ 14 เมษายน ปี 1964 ด้วยวัย 57 ปี มลรัฐเพนซิลวาเนีย ประกาศให้วันที่ 27 พฤษภาคม (วันเกิดของเธอ) ของทุกปี เป็นวัน Rachel Carson

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1972 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการจำหน่ายดีดีที ซึ่งมียอดขายปีละเกือบ 2 ล้านตันอย่างเด็ดขาด มีการออกกฎหมายควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง และออกกฎหมายกำหนดให้มีการติดฉลากบอกส่วนผสมของยาฉีดบนขวดยาฆ่าแมลงทุกขวด และส่งผลให้มีการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางไปทั่วสหรัฐฯ และทั่วโลก นำไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับชาติ (The Environmental Protection Agency – EPA) ที่ปลุกให้ผู้คนได้หันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม และเกิดขบวนการสิ่งแวดล้อมหลากหลายขึ้น มีการเคลื่อนไหวในหลายรูปแบบและส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1980 ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ได้มอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom ถือเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีมอบเพื่อเป็นเกียรติคุณแก่ประชาชน ในฐานะผู้จุดประกายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีการออกจำหน่ายแสตมป์เป็นภาพของเธอ เพื่อรำลึกถึงนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

ตลอดชีวิตของ ราเชล คาร์สัน เขียนหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม แต่มีเล่มหนึ่งสั่นสะเทือนไปทั้งโลกและยังดังกึกก้องจนถึงบัดนี้

Writer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

ภาคอีสานวันนี้ นอกจากต้องสู้กับโรคระบาด COVID-19 แล้ว ปัญหาภัยแล้งก็ดูจะหนักหนาแสนสาหัสจริงๆ ในขณะเดียวกัน หลายคนเริ่มออกมาทำนายว่า หลังจากวิกฤตการณ์โรคระบาดครั้งนี้ผ่านพ้นไป การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตครั้งใหญ่ในสังคมอาจจะเกิดขึ้น 

ชีวิตในเมืองใหญ่ที่มีผู้คนหนาแน่น มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ อาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับความสุขอันยั่งยืนอีกต่อไป แต่ชุมชนในท้องถิ่นที่พึ่งตนเองได้จริงจัง ผลิตอาหารเอง อากาศดี เข้าถึงเทคโนโลยีได้สะดวก มีป่าและมีแหล่งน้ำเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาจเป็นคำตอบของผู้คนในสังคมยุคใหม่

บางทีชุมชนตำบลหนองบัวสะอาด อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา อาจตอบโจทย์อะไรบางอย่าง

ก่อน COVID-19 จะกระจายออกจากกรุงเทพมหานครไม่นาน ผู้เขียนมีโอกาสไปเดินสำรวจป่าโคกโสกบก ป่าชุมชนที่ชาวตำบลหนองบัวสะอาดช่วยกันปกป้องไม่ให้ถูกบุกรุกทำลายมานาน

ป่าแห่งนี้มีขนาดพื้นที่หกร้อยกว่าไร่ มีความอุดมสมบูรณ์มาก ตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำซับโป่งหวาย มีน้ำผุดตลอดทั้งปีและเป็นต้นน้ำของลำห้วยหวาย ลำน้ำสำคัญของตำบลหนองบัวสะอาดที่หล่อเลี้ยงชุมชนหลายหมู่บ้าน

ชาวบ้านที่พาไป ชี้ให้ดูพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด ทั้งสมุนไพรและเป็นแหล่งอาหารจากป่า เช่น อีรอก ดอกกระเจียว ผักหวานป่า หน่อไม้ เห็ดชนิดต่างๆ และยังเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า เช่น กระรอก กระแต กระต่าย และหมาจิ้งจอก

“ตำบลหนองบัวสะอาด มีป่าชุมชนกระจายอยู่รอบๆ ตำบลอีกห้าป่า รวมพื้นที่แล้วประมาณสองพันไร่ เป็นหลักประกันความยั่งยืนของความเป็นป่าต้นน้ำที่มีน้ำซึมออกมาสู่หนองน้ำเบื้องล่าง”

ทางออกของปัญหาวิกฤตชีวิตหลัง COVID-19 และภัยแล้งที่หาได้จากตำบลหนองบัวสะอาด โคราช

ไม่ไกลจากป่า ผมเห็นหนองน้ำขนาดใหญ่ยังมีปริมาณน้ำเกินครึ่ง ชาวบ้านจะมีน้ำประปา น้ำใช้ รวมไปถึงการกระจายน้ำไปสู่พื้นที่เกษตรอย่างพอเพียงไปตลอด และยังมีการฟื้นฟูลำห้วย ขุดลอกคูคลองอีกหลายแห่ง เป็นหลักประกันว่า หน้าแล้งนี้พวกเขามีน้ำกินน้ำใช้แน่นอน โดยไม่ต้องพึ่งพาภายนอกเลย แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ ชาวตำบลหนองบัวสะอาดผ่านร้อนผ่านหนาวมานานแล้ว

พวกเขามีความเชื่อตลอดว่า “ไม่มีป่า ก็ไม่มีน้ำ”

พวกเขาทราบดีว่า หากป่าไม้ชุมชนถูกทำลาย จะส่งผลกระทบต่อดินและแหล่งน้ำ เพราะเมื่อเผาหรือถางป่าไปแล้ว พื้นดินจะโล่ง ขาดพืชปกคลุม เมื่อฝนตกลงมาก็จะชะล้างหน้าดินและความอุดมสมบูรณ์ของดินไป นอกจากนั้น เมื่อขาดต้นไม้คอยดูดซับน้ำไว้ ยามหน้าฝนน้ำก็จะไหลบ่าท่วมบ้านเรือนและที่ลุ่ม เมื่อถึงฤดูแล้งก็ไม่มีน้ำซึมใต้ดินไว้หล่อเลี้ยงต้นน้ำลำธาร ทำให้แม่น้ำมีปริมาณน้ำน้อย พวกเขาจึงปกป้องป่าไม่ให้ถูกบุกรุกมาโดยตลอด โดยเฉพาะการถูกบุกรุกให้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ของนายทุนจากภายนอก

พ.ศ. 2549 พระครูกิตติศีลโสภณ ผู้นำสำคัญของตำบลได้ริเริ่มโครงการบวชป่าขึ้น ร่วมมือกับผู้นำชุมชนออกระเบียบการใช้ป่าชุมชน ใช้มาตรการเข้มงวดสำหรับผู้ลักลอบตัดไม้ ทั้งปรับและส่งเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามกฎหมาย หลังจากนั้นจึงเริ่มปลูกป่าในพื้นที่สาธารณะทั่วไป เริ่มจากวัด โรงเรียน ริมถนน ส่งเสริมให้ประชาชนนำไม้ไปปลูกในพื้นที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นที่ไร ที่นา หรือที่อยู่อาศัย

“อาตมามีแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาให้ตำบลหนองบัวสะอาดเป็นปอดให้กับคนบัวใหญ่และเป็นพื้นที่ปลอดขยะอย่างถาวร”

ทุกวันนี้หากใครแวะผ่านไปตำบลหนองบัวสะอาด ภาพแรกที่เห็นคือต้นไม้ใหญ่สองข้างทาง และชาวบ้านมาวิ่งออกกำลังกายจนเป็นภาพชินตา

จากนั้นท่านพระครูกิตติศีลโสภณก็เริ่มรณรงค์ให้กำจัดขยะในพื้นที่สาธารณะ โดยท่านได้เริ่มเก็บขยะและนำไปเผาด้วยตัวเองพร้อมกับนำพระสงฆ์ไปช่วยเก็บขยะ 

เมื่อพระสงฆ์ลงมือปฏิบัติด้วยตัวเองอย่างจริงจัง ความร่วมมือของทุกฝ่ายในตำบลก็เกิดขึ้นตามมา พ.ศ. 2552 มีการจัดตั้งคณะกรรมการอนุรักษ์ป่าและแหล่งน้ำสาธารณะ โดยองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวสะอาด มีรูปแบบชัดเจนมากขึ้น มีการปลูกป่าทดแทนมากขึ้น ระดมอาสาสมัครมาขุดลอกหนองคูคลองเป็นประจำ และกลายเป็นหมู่บ้านปลอดขยะในเวลาต่อมา

หมู่บ้านแห่งนี้มีการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ โดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน มีกฎกติกา การให้ความรู้ การลดขยะต้นทาง และทำข้อตกลงการบริหารจัดการขยะร่วมกันของชุมชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ องค์การบริหารส่วนตำบล โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น 

เมื่อมีน้ำสมบูรณ์แล้ว ชาวชุมชนหนองบัวสะอาดจึงหันมาสนใจสุขภาพมากขึ้น จนทำให้การปลูกข้าวอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมีได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสามารถสร้างแบรนด์ของตัวเอง

ทางออกของปัญหาวิกฤตชีวิตหลัง COVID-19 และภัยแล้งที่หาได้จากตำบลหนองบัวสะอาด โคราช

“เรื่องของเรื่องคือ มีลูกบ้านคนหนึ่งเป็นพนักงานของสถานีโทรทัศน์ดังช่องหนึ่ง ตอนแรกลูกบ้านก็เอาข้าวอินทรีย์ปลอดสารไปทดลองขายในบริษัท ปรากฏว่าคนซื้อไปกินแล้วติดใจ มีการบอกต่อๆ กัน ทั้งดารา นักร้องในช่องมาซื้อกันมากมาย แทบจะผลิตไม่ทันขาย” กำนันเล่าให้ผู้เขียนฟัง

เมื่อมีตลาดชัดเจน มีผู้ซื้อแน่นอน ชาวบ้านจึงเริ่มหันมาสนใจปลูกข้าวอินทรีย์แทนข้าวที่ใช้สารเคมี ปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมกลุ่มจำนวน 369 ครัวเรือน จากทั้งหมด 1,687 ครัวเรือนของตำบล คิดเป็น 21 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่มาก

หากคิดว่าเกษตรอินทรีย์คือคำตอบระยะยาวสำหรับอนาคตของเกษตรไทย ในฐานะแหล่งผลิตอาหารของโลก ตำบลหนองบัวสะอาดน่าจะเป็นโมเดลที่ยอดเยี่ยมแห่งหนึ่ง

“ปลูกข้าวอินทรีย์สอนให้พวกผมอดทนและรอคอย เพราะปลูกปีแรกๆ ไม่ค่อยได้ผลหรอก แต่สองสามปีต่อมา ผลิตผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบเท่ากับนาที่ใช้ยา คือได้ข้าวไร่ละสามร้อยถึงสี่ร้อยกิโลกรัม แต่ขายได้ราคาแพงกว่า และที่สำคัญคือไม่มีรายจ่ายค่ายา ค่าปุ๋ย” ชาวบ้านคนหนึ่งที่ผมนั่งล้อมวงคุยในเย็นวันนั้นพูดจบ อีกคนหนึ่งก็เล่าให้ฟังต่อว่า

“สิ่งที่ได้กลับคืนมาอีกอย่าง คือสุขภาพของพวกเรา ตั้งแต่เลิกใช้ยา สุขภาพดีขึ้นจริงๆ และทุกวันนี้ ลูกหลานเรายังมีเวลาไปวิ่งออกกำลังกาย ไม่ต้องทนกลิ่นเหม็นจากการสูดดมยาเหมือนเมื่อก่อน”

เย็นนั้น หลังจากนั่งสนทนากับผู้คนหลากหลาย ทั้งพระ ผู้ใหญ่ และเยาวชน ผมรู้สึกได้ว่าหนองบัวสะอาดเป็นชุมชนที่มีความสามัคคี เป็นตัวอย่างที่ดีของเครือข่ายระดับตำบลที่หาได้ยาก มีการเชื่อมโยงหลายหมู่บ้านมาเป็นเครือข่ายเพื่อช่วยกันรักษาป่าในทุกกลุ่ม เช่น ชาวบ้าน พระ ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครู นักเรียน อบต. กรมป่าไม้ ซึ่งต่างมาด้วยความเข้าใจ ทำให้ไม่มีผู้นำที่โดดเด่น แต่มีความหลากหลายขององค์ความรู้ มีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้ใหญ่สู่เด็กรุ่นใหม่ ทำให้มีตัวแทนระดับเยาวชนเป็นกำลังสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในชุมชน 

การทำเกษตรอินทรีย์กลายเป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจอันแข็งแกร่งของชาวบ้านในอนาคต และหมายถึงอาหารที่คนในชุมชนผลิตเองได้ ไม่ต้องพึ่งพาจากภายนอก และยังไม่นับรวมสุขภาพของผู้คนที่ดีขึ้นโดยถ้วนหน้า 

คำตอบของวิถีชีวิตสมัยใหม่จึงอาจจะอยู่ในท้องถิ่น อยู่ที่ว่าคนในชุมนุมจะร่วมมือกันสร้างขึ้นมาได้อย่างไร

ทางออกของปัญหาวิกฤตชีวิตหลัง COVID-19 และภัยแล้งที่หาได้จากตำบลหนองบัวสะอาด โคราช

Writer & Photographer

Avatar

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load