ใครจะเชื่อว่า หนังสือเล็ก ๆ เล่มหนึ่งสามารถเปลี่ยนโลกได้

ปี 2022 เป็นวาระครบรอบ 60 ปีที่หนังสือ Silent Spring หรือ ‘ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน’ ผู้แต่งคือ ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) สุภาพสตรีชาวอเมริกัน ได้ตีพิมพ์ออกจำหน่ายในปี 1962

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ และ Silent Spring คือหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ให้ตระหนักถึงพิษภัยของยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ดีดีที

หนังสือพิมพ์ The Guardian เคยกล่าวไว้ว่า

ครบ 60 ปี 'Silent Spring' หนังสือสร้างการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมมากสุดเล่มหนึ่งของโลก

“ราเชล คาร์สัน ให้ความรู้แก่โลก… ถ้าให้เลือกว่าหนังสือที่เขียนโดยคนคนเดียวเล่มใดเป็นเสาหลักของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่ย่อมเลือก Silent Spring อย่างไม่ต้องสงสัย ผลกระทบของหนังสือเล่มนี้ปรากฏขึ้นทันที ส่งผลกว้างไกล และเป็นหนังสือบรรลุผลมากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยมีมา”

ในปี 1999 นิตยสาร TIME ฉบับ 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อโลกในศตวรรษที่ 20 ชื่อของ ราเชล คาร์สัน ติดอันดับเคียงคู่กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (นักคณิตศาสตร์), ซิกมัน ฟรอยด์ (นักจิตวิเคราะห์) สองพี่น้องตระกูลไรท์ (นักบิน), เอดวิน ฮับเบิล (นักดาราศาสตร์) ในฐานะ ‘นักสิ่งแวดล้อมผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ ก่อนที่จะมีขบวนการสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมา’

สมัยนั้นใครจะกล้าคิดว่า ดีดีที ที่เรียกว่าเป็นสารมหัศจรรย์ ใช้กันแทบทุกวงการ ตั้งแต่ใช้แทนยาสระผม ยาฆ่าศัตรูพืช และมีการใช้กันแพร่หลายทั่วโลก จะถูกเปิดโปงว่าอีกด้านหนึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

Silent Spring หนังสือที่เปิดโปงอันตรายของยาฆ่าแมลง ดีดีที อย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย และนำไปสู่การยกเลิกการใช้สารเคมีนี้ในเวลาต่อมา

27 พฤษภาคม ปี 1907 ราเชล คาร์สัน ถือกำเนิดขึ้นมาในเมืองสปริงเดลล์ รัฐเพนซิลวาเนีย ในวัยเด็ก มาเรียแม่ของเธอผู้เคยเป็นครูมาก่อน ได้ปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติให้กับลูกทั้งสามคน แต่ละวันแม่ลูกมักจะออกมาเดินเล่นรอบ ๆ บ้านที่เต็มไปด้วยป่า บึงน้ำ ลำธาร โดยเฉพาะลูกสาวคนสุดท้องที่สนใจธรรมชาติเป็นพิเศษ

อายุ 6 ขวบ คาร์สันได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Street School มีความสุขกับการอ่านหนังสือมาก และรู้สึกอยากเขียนหนังสือ

พออายุได้ 9 ขวบ โดยการสนับสนุนจากแม่ คาร์สันก็เริ่มเขียนบทกวี เขียนบทความเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งได้ตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น แม่จึงเป็นผู้มีอิทธิพลต่อลูกสาวคนเล็ก ผู้เลือกเส้นทางชีวิตด้านธรรมชาติและเขียนหนังสือมาตลอด

คาร์สันเลือกเรียนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย หวังจะเป็นนักเขียน แต่เมื่อมาลองเรียนวิชาชีววิทยาตอนชั้นปีสอง ก็เริ่มหลงใหลวิทยาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านชีววิทยา ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากอาจารย์ ที่คิดว่าคาร์สันน่าจะเอาดีทางการเป็นนักเขียนมากกว่า และผู้หญิงไม่เหมาะจะบุกป่าฝ่าดง แต่คาร์สันก็ไม่ย่อท้อ เธอเคยพูดว่า “ไม่มีแม้สักเสี้ยววินาที ที่ฉันละทิ้งความสนใจในโลกธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบ ๆ ตัว”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันยังเรียนต่อจนสำเร็จปริญญาโทด้านสัตววิทยาทางทะเล ที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นส์ ในปี 1932 คาร์สันเริ่มสนใจธรรมชาติในทะเลมากขึ้น และเข้าทำงานที่สำนักการประมง ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เขียนบทวิทยุชีวิตโลกใต้ทะเล ‘Romance under the Water’ งานนี้เองที่เธอได้ใช้ประสบการณ์ในการเขียนและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เขียนบทให้ดูสนุกมีชีวิตชีวา และให้ความสนใจกับธรรมชาติโลกใต้ทะเลอย่างจริงจัง

คาร์สันค้นพบจุดแข็งของตัวเองว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาได้อย่างมีสีสัน และเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตในทะเล คือ Under the Sea Wind เนื้อหาในหนังสือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยใช้กลวิธีการเขียนที่สนุก สัตว์แต่ละตัวมีชื่อเหมือนคน เรื่องราวจึงมีชีวิตชีวา นักวิจารณ์ให้ความชื่นชม แต่เนื่องจากตีพิมพ์ในปี 1941 สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังสือเล่มนี้จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจ

จนกระทั่ง หนังสือเล่มต่อมา The Sea Around Us ตีพิมพ์ในปี 1951 ได้กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับของ The New York Times มียอดขายกว่า 2 แสนเล่ม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้งานเขียนชิ้นนี้ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์หลายแห่ง รวมถึง National Geographic

หลังจากนั้นคาร์สันก็ลาออกจากงานประจำ กลายเป็นนักเขียนด้านธรรมชาติเต็มตัว และเริ่มคิดถึงการอนุรักษ์ เพื่อเป็นมรดกให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

งานเขียนของคาร์สันในช่วงแรก เป็นงานสารคดีที่ให้ความรู้ด้านธรรมชาติแก่เด็กและผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันคาร์สันก็เริ่มรับรู้ถึงปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตรว่าก่อปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเพียงใด แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ให้ความสนใจ และยังสนับสนุนให้มีการใช้ดีดีทีอย่างแพร่หลาย โดยไม่มีการบอกกล่าวเตือนภัยถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึงมนุษย์

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจึงเริ่มเขียนบทความให้ผู้คนเห็นถึงอันตรายจากการใช้ยาฆ่าแมลง ดีดีที แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ แม้กระทั่งนิตยสาร Reader Digest อันโด่งดังก็ปฏิเสธงานเขียนของเธอ

ในปี 1958 คาร์สันได้เดินทางไปเมืองแห่งหนึ่ง เมื่อเพื่อนคนหนึ่งได้เขียนจดหมายเล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่ในเมืองฉีดยาดีดีทีฆ่ายุงทั้งเมือง ส่งผลให้นกตายเกลื่อนเมือง รวมทั้งผึ้ง ตั๊กแตน และแมลงจำนวนมากล้มตายเกือบหมด

DDT (Dichlorodiphenyltrichloroethane) เป็นสารปราบศัตรูพืชที่ย่อยสลายไม่ได้เองตามธรรมชาติ ไม่ละลายน้ำ จึงมีคุณสมบัติสะสมในชั้นไขมันของสิ่งมีชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คาร์สันคิดว่า ผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ต้องส่งผลถึงมนุษย์ในไม่ช้า จะต้องทำอะไรอย่างจริงจัง และเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือ Silent Spring เธอใช้เวลาเดินทางไปทั่วประเทศ เก็บข้อมูลพิษภัยของยาฆ่าแมลง ดีดีที จากแหล่งต่าง ๆ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า สารเคมีเหล่านี้นอกจากทำลายสิ่งมีชีวิตจำนวนมากแล้ว ยังมีผลต่อระบบประสาทของมนุษย์อีกด้วย เรียบเรียงเป็นข้อเขียนที่อ่านง่าย และเริ่มต้นเผยแพร่ทยอยลงนิตยสาร The New Yorker ในปี 1962

หนังสือ ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน เริ่มต้นว่า

“กาลครั้งหนึ่งมีเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่น ทุกชีวิตดูจะอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เมืองอยู่ท่ามกลางเรือกสวนไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้บานจะพัดปลิวไปตามสายลมเหนือทุ่งสีเขียวขจี… ดอกไม้ป่าชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่ตามริมทาง เหล่านกกาพากันจิกกินผลไม้ป่า ลำธารมีปลาและน้ำใสไหลลงมาจากเนินเขา แต่แล้วหายนะภัยอันแปลกประหลาดก็คืบคลานเข้ามา ทุกอย่างเริ่มแปรเปลี่ยนไป โรคร้ายระบาดในฝูงไก่ วัวและแกะเริ่มล้มป่วยตาย ทุกหนแห่งปกคลุมด้วยเงาแห่งความตาย ชาวไร่ชาวนาโจษจันถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในครอบครัวตนเอง มีคนเสียชีวิตมากมายโดยไม่ทราบสาเหตุ ความเงียบงันอย่างน่าพิศวงบังเกิดขึ้น นกนานาชนิดหายไปไหนกันหมด นกไม่กี่ตัวที่คนพบก็ใกล้ตาย มันเป็นฤดูใบไม้ผลิที่เงียบวังเวง ยามรุ่งอรุณที่เคยก้องด้วยเสียงประสานส่งเสียงเจื้อยแจ้วของนกหลายชนิด มาบัดนี้ความเงียบแผ่คลุมไปทั่ว”

หนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยถึงผลกระทบของดีดีที จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของเซลพืชและสัตว์ เปลือกไข่นกที่บางเกินไปจนนกวางไข่ไม่สำเร็จ การตกค้างของสารเคมีในปลาหลายชนิด การก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะนก เช่น อินทรีหัวขาว มีจำนวนลดลงจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ฯลฯ

“เป็นไปได้อย่างไรกันที่เราปล่อยให้มีการพ่นสารพิษปริมาณมหาศาลลงสู่ผืนดิน รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการฆ่าสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดในดิน” เธอตั้งคำถามต่อไปว่า

“มันไม่ควรจะเรียกว่ายาฆ่าแมลง (Insecticides) เพราะมันคือยาฆ่าชีวิต (Biocides) เหมือนกับยาพิษ”

พอหนังสือเล่มนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาทิ “ถ้าเราเชื่อผู้หญิงคนนี้ พวกเราทุกคนก็จะอดอาหารตาย” “ใครสำคัญกว่ากันระหว่างลูกหลานของเรากับแมลง”

แน่นอนว่าคนในยุคเมื่อ 60 ปีก่อน ยังไม่ได้เข้าใจปัญหาการทำลายระบบนิเวศ ไม่เข้าใจมหันตภัยของสารเคมี ยาฆ่าแมลงชนิดต่าง ๆ ว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พืช สัตว์ และมนุษย์เพียงใด ไม่เข้าใจว่า ผีเสื้อ นก แมลง ผึ้งหายไป จะเกี่ยวอะไรกับพวกเขา บางคนอาจจะเป็นห่วงว่า พืชผลทางการเกษตรจะลดลงหากไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ฯลฯ

ปรากฏว่าทาง The New Yorker ได้รับจดหมายแสดงความเห็นจากผู้อ่านมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ กระตุ้นให้สาธารณชนเกิดการตื่นตัวอย่างกว้างขวาง รวมถึงบรรดานักการเมืองที่สนใจ และทำให้ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (John F. Kennedy) ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงถึงผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ และปรากฏว่าเป็นจริงตามข้อเขียนในหนังสือ

ทำให้ยอดขายหนังสือ Silent Spring สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 250,000 เล่ม กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับหลายเดือน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง บรรดาบริษัทผู้ผลิตสารเคมีเหล่านี้รวมตัวกันโจมตีคาร์สันอย่างรุนแรง ถึงขนาดลงขันกว้านซื้อสื่อทั่วประเทศเพื่อตอบโต้ข้อเขียนของคาร์สัน และยังขู่จะถอนโฆษณาบรรดาหนังสือพิมพ์ที่จะแนะนำหนังสือเล่มนี้

ประธานบริษัทผู้ผลิตดีดีทีได้กล่าวโจมตีอย่างเผ็ดร้อนว่า

“คาร์สันไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นคนที่หลงงมงายในการรักษาธรรมชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา”

ยิ่งหนังสือถูกตีพิมพ์มาก คาร์สันก็ถูกโจมตีมาก จนกระทั่งถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีว่า “เป็นคอมมิวนิสต์ แอบแฝงมาทำลายเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของอเมริกา”

ในช่วงเวลานั้นคาร์สันล้มป่วยเป็นมะเร็ง แต่หญิงเหล็กคนนี้ก็ยังใช้เวลาที่เหลืออยู่ต่อสู้เพื่อให้โลกพ้นจากหายนะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และก่อนเสียชีวิตไม่นาน เธอได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนสนิทว่า

“ฉันรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องทำอะไรบางอย่าง ถ้าไม่อย่างนั้นฉันก็จะไม่มีความสุขได้อีก ตอนนี้ฉันก็ได้ลงมือทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่หนังสือเพียงเล่มเดียวจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้…”

ในปี 1963 คาร์สันได้รับเชิญจากรัฐสภาให้ไปกล่าวคำปราศรัย มีการถ่ายทอดออกอากาศ เธอย้ำว่า “คนทุกคนควรได้รับความปลอดภัยในบ้านของตนเอง และไม่ควรได้รับสารพิษใด ๆ จากการกระทำของบุคคลอื่น”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจากโลกไปเมื่อวันที่ 14 เมษายน ปี 1964 ด้วยวัย 57 ปี มลรัฐเพนซิลวาเนีย ประกาศให้วันที่ 27 พฤษภาคม (วันเกิดของเธอ) ของทุกปี เป็นวัน Rachel Carson

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1972 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการจำหน่ายดีดีที ซึ่งมียอดขายปีละเกือบ 2 ล้านตันอย่างเด็ดขาด มีการออกกฎหมายควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง และออกกฎหมายกำหนดให้มีการติดฉลากบอกส่วนผสมของยาฉีดบนขวดยาฆ่าแมลงทุกขวด และส่งผลให้มีการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางไปทั่วสหรัฐฯ และทั่วโลก นำไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับชาติ (The Environmental Protection Agency – EPA) ที่ปลุกให้ผู้คนได้หันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม และเกิดขบวนการสิ่งแวดล้อมหลากหลายขึ้น มีการเคลื่อนไหวในหลายรูปแบบและส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1980 ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ได้มอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom ถือเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีมอบเพื่อเป็นเกียรติคุณแก่ประชาชน ในฐานะผู้จุดประกายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีการออกจำหน่ายแสตมป์เป็นภาพของเธอ เพื่อรำลึกถึงนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

ตลอดชีวิตของ ราเชล คาร์สัน เขียนหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม แต่มีเล่มหนึ่งสั่นสะเทือนไปทั้งโลกและยังดังกึกก้องจนถึงบัดนี้

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

มีเพื่อนเคยถามว่า “ป่าห้วยขาแข้งใหญ่แค่ไหน”

ผมตอบว่า “คิดว่ากรุงเทพมหานครมีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่ไหม”

เพื่อนพยักหน้า

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีพื้นที่มากกว่า 1,800,000 ไร่ ใหญ่กว่ากรุงเทพมหานครเกือบ 2 เท่า

มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมไม่น้อยกว่า 159 ชนิด นกไม่น้อยกว่า 428 ชนิด โดยเฉพาะป่าแห่งนี้ เป็นพื้นที่บริเวณเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีสัตว์ในวงศ์วัว อาศัยอยู่ถึง 3 ชนิด คือ วัวแดง กระทิง และควายป่า

วัวแดง สัตว์ที่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าวัวบ้าน ลำตัวสีน้ำตาลสวยงามมาก บนผืนโลกนี้มีเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในเมืองไทย สถานภาพปัจจุบันของวัวแดง เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ไอยูซีเอ็น (IUCN) จัดให้อยู่ในประเภทใกล้สูญพันธุ์ (EN) เคยอาศัยอยู่ตามป่าทั่วประเทศ แต่ปัจจุบันลดจำนวนลงมากจากป่าถูกทำลายและการไล่ล่าของมนุษย์

ไปดูวัวแดง ในช่วงเวลาที่ผืนป่าห้วยขาแข้งมีจำนวนสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ไปดูวัวแดง ในช่วงเวลาที่ผืนป่าห้วยขาแข้งมีจำนวนสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่ที่ป่าห้วยขาแข้ง กลายเป็นพื้นที่วัวแดงอาศัยมากที่สุด คาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 300 ตัว กระจายอยู่ในป่า

ต้นเดือนพฤษภาคที่ผ่านมา ผมกลับไปป่าห้วยขาแข้งอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับสายฝนที่โปรยกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ช่วงหัวค่ำคืนนั้นในป่า แมลงเม่าที่ได้ฝนแรกพากันบินขึ้นมาจากพื้นดินเป็นล้าน ๆ ตัว เคลื่อนตัวไปที่ใด แมลงเม่าบินว่อนเต็มไปหมด ไม่ต้องเปิดไฟฉาย ใช้ความสว่างล่อแมลงเม่า สัตว์ปีกตัวน้อยก็บินตามมาเกาะตัวเรา ต้องรอเวลาสักพักให้พวกมันสลัดปีก หล่นลงกับพื้นดินเหมือนเดิมก่อน

สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ ข่มตานอนให้หลับเร็วที่สุดในความมืดมิด ขณะที่อากาศเย็นเริ่มปกคลุมในป่า

หลายปีที่ผ่านมา มีข่าวว่าปริมาณสัตว์ป่าหลายชนิดในป่าห้วยขาแข้ง เพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตในมรดกโลกแห่งนี้ เป็นตัวชี้วัดถึงการทำงานหนัก ความตั้งใจของเจ้าหน้าที่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา

ผู้เขียนเดินทางเข้าโป่งแต่เช้า เพื่อรอพิสูจน์ปรากฏการณ์จริง ๆ ระหว่างเดินคนเดียว เจ้าหน้าที่บอกให้ระวังช้างป่าแถวนั้นให้ดี อาจมาทักทายโดยไม่รู้ตัว ตามทางจึงเห็นมูลช้างสด ๆ แสดงว่าช้างเพิ่งเดินจากไปไม่นาน

โป่งเป็นแหล่งเกลือโซเดียมและแคลเซียมที่จำเป็นแก่สัตว์ป่าทุกชนิด โดยเฉพาะสัตว์กินพืช

เรามาซุ่มโป่งแห่งหนึ่ง ในอดีตโป่งคือสวรรค์สำหรับนายพรานที่จะมาดักยิงสัตว์ แต่ในปัจจุบัน โป่งคือสถานที่ดีที่สุดสำหรับการมาซุ่มดูพฤติกรรมของสัตว์ หากโชคดีอาจจะเห็นละครชีวิตของสัตว์นานาชนิด กวางหรือวัวแดงมากินโป่ง เสือมาซุ่มกินกวาง ต่อมาอีแร้งมากินซากสัตว์ที่โป่ง

ไปดูวัวแดง ในช่วงเวลาที่ผืนป่าห้วยขาแข้งมีจำนวนสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โป่งแห่งนี้ มีทุ่งหญ้าขนาดใหญ่อยู่ตรงหน้า มีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่าน ด้านหลังเป็นป่าผืนใหญ่ พอเหลือบไปทางซ้าย วัวแดง 4 – 5 ตัวกำลังเล็มหญ้าอย่างสบายใจ ลูกวัวแดงนอนเล่นริมน้ำ

ยิ่งเงียบ เสียงลำธารน้ำไหลดังชัดเจน แม้จะอยู่ห่างไป ผู้เขียนเข้าป่าเห็นวัวแดงมาหลายรอบ แต่ครั้งนี้น่าจะใกล้ที่สุด ห่างกันไม่กี่สิบเมตร วัวแดงเป็นวัวป่าชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos javanicus รูปร่างคล้ายวัวบ้าน สูงประมาณ 155 – 165 เซนติเมตร และมีน้ำหนักราว 600 – 800 กิโลกรัม

เรามองผ่านเลนส์กล้อง เห็นวงก้นขาวชัดเจน เช่นเดียวกับขาทั้ง 4 ข้างมีสีขาวตั้งแต่หัวเข่าจนถึงกีบเท้า ราวกับใส่ถุงเท้าสีขาวชัดเจน ก่อนที่วัวแดงทั้งหมดจะค่อย ๆ เดินหายลับเข้าไปในชายป่าด้านหลัง เมื่อแดดเริ่มร้อนขึ้น

พวกเขาคงมานอนแถวนี้ตั้งแต่ช่วงสาย ๆ แบบแผนการนอนพักผ่อนของวัวแดงไม่ธรรมดา บางตัวเดินหากิน บางตัวนอนพัก สลับกันระวังภัย ตัวที่ออกหากินก็กระจายออกไปรอบ ๆ ถ้าลมพัดมาจากทิศใด วัวตัวนั้นก็จะสัมผัสได้ หากมีกลิ่นแปลกปลอม ก็จะร้องเตือนภัยกัน แม้กระทั่งเวลานอนพัก หูจะสะบัดไปมาเพื่อไล่แมลงและคอยฟังเสียง ดังนั้นโอกาสตามวัวแดงไม่ง่ายเลย

ต้นยางใหญ่ตรงหน้า นกแซงแซวหางบ่วงสีดำ บินมาหาเหยื่อ ก่อนจะไปป้อนลูกน้อยบนรังนกที่อยู่เหนือกิ่งใหญ่ขึ้นไป แต่สักพักมีเสียงนกร้อง เมื่อเหยี่ยวขาวบินลงมาเกาะกิ่งไม้ใกล้ ๆ และเมื่อเหยี่ยวบินโฉบมาใกล้รังนกแซงแซวที่หมายจะคาบลูกน้อยไปกิน พ่อแม่นกแซงแซวก็บินออกมาปะทะไล่ศัตรูออกไปทันที

ไปดูวัวแดง ในช่วงเวลาที่ผืนป่าห้วยขาแข้งมีจำนวนสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ไปดูวัวแดง ในช่วงเวลาที่ผืนป่าห้วยขาแข้งมีจำนวนสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ครึ่งวันผ่านไป ความเงียบปกคลุม เราได้ยินเสียงมากมายของธรรมชาติ เสียงนกหลายชนิด ใบไม้สีกันตามแรงลม เสียงกิ่งไม้หัก เสียงสัตว์ไกล ๆ เสียงแมลงนานาชนิดที่บินมาตอมเหงื่อของเรา และเสียงวิ่งไล่ของสัตว์ตัวหนึ่งตรงลำธาร พอมันวิ่งตัดหน้าเราไป จึงรู้ว่าคือนากเล็บสั้น

ช่วงบ่ายแดดร้อน ๆ ไม่ปรากฏสัตว์ลงกินน้ำเลย ส่วนใหญ่คงนอนพักผ่อนตามร่มไม้ จนกระทั่งแดดคล้อยลงเรื่อย ๆ นกยูงไทย 5 – 6 ตัวค่อย ๆ เดินย่องออกมาจากชายป่า เดินหากินไปเรื่อย ๆ ทางซ้ายมือของเรา

แต่แล้วมีเสียงดังกึกก้องมาด้านขวาไกล ๆ พอหันไปมอง ฝูงวัวแดงฝูงใหญ่นับได้ 36 ตัวโผล่ออกมาเล่นน้ำ เป็นวัวแดงฝูงใหญ่ที่สุดที่เห็นมาในชีวิตเลย มีทั้งพ่อแม่ ลูกเล็ก แต่ที่โดดเด่นคือวัวแดงตัวผู้ขนาดใหญ่ สีน้ำตาลแดงเข้มจนเกือบเป็นสีดำ เป็นวัวแดงโตเต็มที่ ขนาดใหญ่เกือบเท่ากระทิง ยืนคุมเชิงฝูงวัวแดงอยู่ห่าง ๆ ท่วงท่าสง่างาม ชาวบ้านเรียกวัวแดงนี้ว่า ‘วัวบา’

สักพักวัวแดงก็เงยหน้าและจ้องมาทางเรา แต่โชคดีลมยังไม่เปลี่ยนทิศ มันจึงก้มลงกินหญ้าอ่อนที่เพิ่งแตกใบอ่อนในทุ่งหญ้า เราเห็นเขาวัวแดงสง่างาม เขาสีดำปลายแหลมตีวงกางโค้งเป็นวงกว้าง บางตัวหันหลังให้ เราจึงเห็น ‘ก้นขาว’ ลักษณะเด่นของวัวแดง คือบริเวณก้นมีขนสีขาวเกือบครึ่งสะโพก เป็นรูปคล้ายใบโพ

วัวแดงเป็นสัตว์สังคมอยู่รวมกันเป็นฝูง มีสมาชิกประมาณ 15 – 1 6 ตัว ตามปกติจะมีตัวผู้ตัวเดียว นอกนั้นเป็นตัวเมียและลูกวัวตัวน้อย ตัวเมียแก่สุดเป็นตัวนำฝูง คอยนำโยกย้ายถิ่นหรือหลบหนีศัตรู ส่วนตัวผู้ตัวโตหรือวัวบาเป็นจ่าฝูง คอยเดินตามฝูงห่าง ๆ หรือเดินตามหลัง เพราะจ่าฝูงจะระวังภัยอยู่ด้านหลัง และคอยไล่ตัวผู้ตัวอื่น ไม่ให้แอบเข้ามาผสมพันธุ์ตัวเมียในฝูง แต่ฝูงนี้มีมากจริง ๆ เกือบ 40 ตัว

วัวแดงคือ 1 ใน 7 สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของห้วยขาแข้ง ซึ่งถูกขนานนามว่า Big 7 อันได้แก่ เสือโคร่ง เสือดาว/เสือดำ วัวแดง สมเสร็จ ควายป่า กระทิง และช้างป่า

เข้าป่าห้วยขาแข้งหน้าฝน ซุ่มโป่งรอดูวัวแดง หนึ่งใน Big 7 แบบริงไซด์ห่างไปไม่กี่สิบเมตร

วัวแดงตัวผู้มีน้ำหนัก 800 – 900 กิโลกรัม ตัวเมียมีน้ำหนัก 400 – 600 กิโลกรัม จึงกินใบไม้ใบหญ้าเยอะมาก แต่ละวันกินมากถึง 10 – 20 กิโลกรัม และการที่วัวแดงกินพืชมาก ๆ ก็เป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศ คือช่วยถางหญ้าและพืชชั้นล่างไม่ให้ทึบเกินไป เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้หลายชนิดในป่า

มีเสียงดัง “ฟืด ๆ” ลมเปลี่ยนทิศ วัวแดงสูดกลิ่นในอากาศ มันมีสัญชาตญาณระวังภัยสูงมาก แต่เมื่อไม่มีอะไรผิดสังเกต จึงก้มหน้ากินหญ้า เล่นน้ำต่อไป

สักพักเราเห็นหมูป่าพาลูกสิบกว่าตัว วิ่งข้ามน้ำมากินอาหารใกล้กับฝูงวัวแดง และกวาง 3 ตัวก็ค่อย ๆ เดินมากินหญ้าในพื้นที่เดียวกัน ดูเหมือนสัตว์เหล่านี้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ ยกเว้นเมื่อมันได้กลิ่นผู้ล่า โดยเฉพาะเสือโคร่งที่เป็นผู้ล่าอันดับหนึ่งบนห่วงโซ่อาหาร

ศัตรูสำคัญของวัวแดงคือเสือโคร่ง เวลาล่าเหยื่อ มันจะกระโดดตบและกัดคอหอยวัวแดงจนเหยื่อขาดใจตาย แล้วจะเลือกกินเครื่องในก่อน กัดท้อง ลากไส้และกระเพาะออกมากิน เพื่อไม่ให้ซากเน่าเร็ว แล้วค่อย ๆ ลากเอาไปซ่อนในป่ารกทึบ ค่อย ๆ กินเนื้อส่วนขา สะโพก อก หัว กินหมดทั้งตัวเหลือแต่กระดูก แถวนี้มีลูกวัวแดงหลายตัวที่ถูกเสือกิน

เข้าป่าห้วยขาแข้งหน้าฝน ซุ่มโป่งรอดูวัวแดง หนึ่งใน Big 7 แบบริงไซด์ห่างไปไม่กี่สิบเมตร

เสือโคร่งคือผู้ล่า คือศัตรูตัวฉกาจของวัวแดง ด้วยขนาดความใหญ่โตของวัวแดง หากเสือโคร่งล้มวัวแดงได้ แสดงว่าเสือโคร่งมีความแข็งแรงมาก อันเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของเสือโคร่งด้วย

ดังนั้น การมีวัวแดงชุกชุม จึงเท่ากับความสำเร็จในการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง

จากการสำรวจวิจัยเสือโคร่งในป่าตะวันตกบริเวณนี้ ระยะเวลา 10 ปี พบว่าประชากรเสือโคร่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 42 ตัว เป็น 79 ตัว ถือว่าเป็นแหล่งสำคัญของโลกที่มีการอนุรักษ์ถิ่นที่อยู่ในธรรมชาติจนประชากรเสือเพิ่มขึ้น

ระบบนิเวศในธรรมชาติมีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน เริ่มตั้งแต่พืชได้รับพลังงานจากดาวฤกษ์ดวงหนึ่งในจักรวาลชื่อดวงอาทิตย์ พืชเปลี่ยนแปลงพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ เป็นพลังงานในรูปสารอาหารเก็บไว้ แล้วถ่ายทอดไปยังสัตว์กินพืชที่มากิน จากนั้นพลังงานจากสัตว์กินพืชก็จะถูกถ่ายทอดไปยังสัตว์กินเนื้อ พอสัตว์เหล่านี้ตายไปก็ถูกย่อยสลายเป็นปุ๋ย ทำให้พลังงานมีการหมุนเวียน ช่วยให้ระบบนิเวศป่าดำรงอยู่ได้

เคยมีการบันทึกภาพซากวัวแดงที่เสือโคร่งกินไม่หมด พบว่าอาคันตุกะที่มากินซากสัตว์ นอกจากเสือโคร่งแล้ว ยังมีหมีควาย หมาจิ้งจอก อ้น เม่น ไก่ป่า และชะมด รวมถึงหนอน แมลง แบคทีเรีย ได้ช่วยกันย่อยสลายซากวัวแดงหนักครึ่งตันจนหมดสิ้น

สิ่งมีชีวิตกำเนิดมาจากผืนดิน สุดท้ายก็กลับสู่ผืนดินเช่นเดิม

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load