ใครจะเชื่อว่า หนังสือเล็ก ๆ เล่มหนึ่งสามารถเปลี่ยนโลกได้

ปี 2022 เป็นวาระครบรอบ 60 ปีที่หนังสือ Silent Spring หรือ ‘ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน’ ผู้แต่งคือ ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) สุภาพสตรีชาวอเมริกัน ได้ตีพิมพ์ออกจำหน่ายในปี 1962

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ และ Silent Spring คือหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่มที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง ให้ตระหนักถึงพิษภัยของยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ดีดีที

หนังสือพิมพ์ The Guardian เคยกล่าวไว้ว่า

ครบ 60 ปี 'Silent Spring' หนังสือสร้างการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมมากสุดเล่มหนึ่งของโลก

“ราเชล คาร์สัน ให้ความรู้แก่โลก… ถ้าให้เลือกว่าหนังสือที่เขียนโดยคนคนเดียวเล่มใดเป็นเสาหลักของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่ย่อมเลือก Silent Spring อย่างไม่ต้องสงสัย ผลกระทบของหนังสือเล่มนี้ปรากฏขึ้นทันที ส่งผลกว้างไกล และเป็นหนังสือบรรลุผลมากที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยมีมา”

ในปี 1999 นิตยสาร TIME ฉบับ 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อโลกในศตวรรษที่ 20 ชื่อของ ราเชล คาร์สัน ติดอันดับเคียงคู่กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (นักคณิตศาสตร์), ซิกมัน ฟรอยด์ (นักจิตวิเคราะห์) สองพี่น้องตระกูลไรท์ (นักบิน), เอดวิน ฮับเบิล (นักดาราศาสตร์) ในฐานะ ‘นักสิ่งแวดล้อมผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ ก่อนที่จะมีขบวนการสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นมา’

สมัยนั้นใครจะกล้าคิดว่า ดีดีที ที่เรียกว่าเป็นสารมหัศจรรย์ ใช้กันแทบทุกวงการ ตั้งแต่ใช้แทนยาสระผม ยาฆ่าศัตรูพืช และมีการใช้กันแพร่หลายทั่วโลก จะถูกเปิดโปงว่าอีกด้านหนึ่งทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

Silent Spring หนังสือที่เปิดโปงอันตรายของยาฆ่าแมลง ดีดีที อย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย และนำไปสู่การยกเลิกการใช้สารเคมีนี้ในเวลาต่อมา

27 พฤษภาคม ปี 1907 ราเชล คาร์สัน ถือกำเนิดขึ้นมาในเมืองสปริงเดลล์ รัฐเพนซิลวาเนีย ในวัยเด็ก มาเรียแม่ของเธอผู้เคยเป็นครูมาก่อน ได้ปลูกฝังนิสัยรักธรรมชาติให้กับลูกทั้งสามคน แต่ละวันแม่ลูกมักจะออกมาเดินเล่นรอบ ๆ บ้านที่เต็มไปด้วยป่า บึงน้ำ ลำธาร โดยเฉพาะลูกสาวคนสุดท้องที่สนใจธรรมชาติเป็นพิเศษ

อายุ 6 ขวบ คาร์สันได้เข้าเรียนที่โรงเรียน Street School มีความสุขกับการอ่านหนังสือมาก และรู้สึกอยากเขียนหนังสือ

พออายุได้ 9 ขวบ โดยการสนับสนุนจากแม่ คาร์สันก็เริ่มเขียนบทกวี เขียนบทความเกี่ยวกับธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หลายครั้งได้ตีพิมพ์ในนิตยสารท้องถิ่น แม่จึงเป็นผู้มีอิทธิพลต่อลูกสาวคนเล็ก ผู้เลือกเส้นทางชีวิตด้านธรรมชาติและเขียนหนังสือมาตลอด

คาร์สันเลือกเรียนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย หวังจะเป็นนักเขียน แต่เมื่อมาลองเรียนวิชาชีววิทยาตอนชั้นปีสอง ก็เริ่มหลงใหลวิทยาศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านชีววิทยา ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากอาจารย์ ที่คิดว่าคาร์สันน่าจะเอาดีทางการเป็นนักเขียนมากกว่า และผู้หญิงไม่เหมาะจะบุกป่าฝ่าดง แต่คาร์สันก็ไม่ย่อท้อ เธอเคยพูดว่า “ไม่มีแม้สักเสี้ยววินาที ที่ฉันละทิ้งความสนใจในโลกธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตที่อยู่รอบ ๆ ตัว”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันยังเรียนต่อจนสำเร็จปริญญาโทด้านสัตววิทยาทางทะเล ที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิ้นส์ ในปี 1932 คาร์สันเริ่มสนใจธรรมชาติในทะเลมากขึ้น และเข้าทำงานที่สำนักการประมง ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เขียนบทวิทยุชีวิตโลกใต้ทะเล ‘Romance under the Water’ งานนี้เองที่เธอได้ใช้ประสบการณ์ในการเขียนและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เขียนบทให้ดูสนุกมีชีวิตชีวา และให้ความสนใจกับธรรมชาติโลกใต้ทะเลอย่างจริงจัง

คาร์สันค้นพบจุดแข็งของตัวเองว่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาได้อย่างมีสีสัน และเขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวิตในทะเล คือ Under the Sea Wind เนื้อหาในหนังสือเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยใช้กลวิธีการเขียนที่สนุก สัตว์แต่ละตัวมีชื่อเหมือนคน เรื่องราวจึงมีชีวิตชีวา นักวิจารณ์ให้ความชื่นชม แต่เนื่องจากตีพิมพ์ในปี 1941 สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 หนังสือเล่มนี้จึงไม่ค่อยได้รับความสนใจ

จนกระทั่ง หนังสือเล่มต่อมา The Sea Around Us ตีพิมพ์ในปี 1951 ได้กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับของ The New York Times มียอดขายกว่า 2 แสนเล่ม ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้งานเขียนชิ้นนี้ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์หลายแห่ง รวมถึง National Geographic

หลังจากนั้นคาร์สันก็ลาออกจากงานประจำ กลายเป็นนักเขียนด้านธรรมชาติเต็มตัว และเริ่มคิดถึงการอนุรักษ์ เพื่อเป็นมรดกให้กับคนรุ่นลูกรุ่นหลานว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร

งานเขียนของคาร์สันในช่วงแรก เป็นงานสารคดีที่ให้ความรู้ด้านธรรมชาติแก่เด็กและผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันคาร์สันก็เริ่มรับรู้ถึงปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตรว่าก่อปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนเพียงใด แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะไม่ให้ความสนใจ และยังสนับสนุนให้มีการใช้ดีดีทีอย่างแพร่หลาย โดยไม่มีการบอกกล่าวเตือนภัยถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาถึงมนุษย์

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจึงเริ่มเขียนบทความให้ผู้คนเห็นถึงอันตรายจากการใช้ยาฆ่าแมลง ดีดีที แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ แม้กระทั่งนิตยสาร Reader Digest อันโด่งดังก็ปฏิเสธงานเขียนของเธอ

ในปี 1958 คาร์สันได้เดินทางไปเมืองแห่งหนึ่ง เมื่อเพื่อนคนหนึ่งได้เขียนจดหมายเล่าให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่ในเมืองฉีดยาดีดีทีฆ่ายุงทั้งเมือง ส่งผลให้นกตายเกลื่อนเมือง รวมทั้งผึ้ง ตั๊กแตน และแมลงจำนวนมากล้มตายเกือบหมด

DDT (Dichlorodiphenyltrichloroethane) เป็นสารปราบศัตรูพืชที่ย่อยสลายไม่ได้เองตามธรรมชาติ ไม่ละลายน้ำ จึงมีคุณสมบัติสะสมในชั้นไขมันของสิ่งมีชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คาร์สันคิดว่า ผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ต้องส่งผลถึงมนุษย์ในไม่ช้า จะต้องทำอะไรอย่างจริงจัง และเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนหนังสือ Silent Spring เธอใช้เวลาเดินทางไปทั่วประเทศ เก็บข้อมูลพิษภัยของยาฆ่าแมลง ดีดีที จากแหล่งต่าง ๆ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่า สารเคมีเหล่านี้นอกจากทำลายสิ่งมีชีวิตจำนวนมากแล้ว ยังมีผลต่อระบบประสาทของมนุษย์อีกด้วย เรียบเรียงเป็นข้อเขียนที่อ่านง่าย และเริ่มต้นเผยแพร่ทยอยลงนิตยสาร The New Yorker ในปี 1962

หนังสือ ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน เริ่มต้นว่า

“กาลครั้งหนึ่งมีเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางประเทศสหรัฐอเมริกา ที่นั่น ทุกชีวิตดูจะอาศัยอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เมืองอยู่ท่ามกลางเรือกสวนไร่นาอันอุดมสมบูรณ์ ในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้บานจะพัดปลิวไปตามสายลมเหนือทุ่งสีเขียวขจี… ดอกไม้ป่าชนิดต่าง ๆ ขึ้นอยู่ตามริมทาง เหล่านกกาพากันจิกกินผลไม้ป่า ลำธารมีปลาและน้ำใสไหลลงมาจากเนินเขา แต่แล้วหายนะภัยอันแปลกประหลาดก็คืบคลานเข้ามา ทุกอย่างเริ่มแปรเปลี่ยนไป โรคร้ายระบาดในฝูงไก่ วัวและแกะเริ่มล้มป่วยตาย ทุกหนแห่งปกคลุมด้วยเงาแห่งความตาย ชาวไร่ชาวนาโจษจันถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นในครอบครัวตนเอง มีคนเสียชีวิตมากมายโดยไม่ทราบสาเหตุ ความเงียบงันอย่างน่าพิศวงบังเกิดขึ้น นกนานาชนิดหายไปไหนกันหมด นกไม่กี่ตัวที่คนพบก็ใกล้ตาย มันเป็นฤดูใบไม้ผลิที่เงียบวังเวง ยามรุ่งอรุณที่เคยก้องด้วยเสียงประสานส่งเสียงเจื้อยแจ้วของนกหลายชนิด มาบัดนี้ความเงียบแผ่คลุมไปทั่ว”

หนังสือเล่มนี้ได้เปิดเผยถึงผลกระทบของดีดีที จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในของเซลพืชและสัตว์ เปลือกไข่นกที่บางเกินไปจนนกวางไข่ไม่สำเร็จ การตกค้างของสารเคมีในปลาหลายชนิด การก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะนก เช่น อินทรีหัวขาว มีจำนวนลดลงจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ฯลฯ

“เป็นไปได้อย่างไรกันที่เราปล่อยให้มีการพ่นสารพิษปริมาณมหาศาลลงสู่ผืนดิน รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการฆ่าสิ่งมีชีวิตเกือบทั้งหมดในดิน” เธอตั้งคำถามต่อไปว่า

“มันไม่ควรจะเรียกว่ายาฆ่าแมลง (Insecticides) เพราะมันคือยาฆ่าชีวิต (Biocides) เหมือนกับยาพิษ”

พอหนังสือเล่มนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อาทิ “ถ้าเราเชื่อผู้หญิงคนนี้ พวกเราทุกคนก็จะอดอาหารตาย” “ใครสำคัญกว่ากันระหว่างลูกหลานของเรากับแมลง”

แน่นอนว่าคนในยุคเมื่อ 60 ปีก่อน ยังไม่ได้เข้าใจปัญหาการทำลายระบบนิเวศ ไม่เข้าใจมหันตภัยของสารเคมี ยาฆ่าแมลงชนิดต่าง ๆ ว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พืช สัตว์ และมนุษย์เพียงใด ไม่เข้าใจว่า ผีเสื้อ นก แมลง ผึ้งหายไป จะเกี่ยวอะไรกับพวกเขา บางคนอาจจะเป็นห่วงว่า พืชผลทางการเกษตรจะลดลงหากไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ฯลฯ

ปรากฏว่าทาง The New Yorker ได้รับจดหมายแสดงความเห็นจากผู้อ่านมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ กระตุ้นให้สาธารณชนเกิดการตื่นตัวอย่างกว้างขวาง รวมถึงบรรดานักการเมืองที่สนใจ และทำให้ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (John F. Kennedy) ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงถึงผลกระทบของยาฆ่าแมลงเหล่านี้ และปรากฏว่าเป็นจริงตามข้อเขียนในหนังสือ

ทำให้ยอดขายหนังสือ Silent Spring สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุ 250,000 เล่ม กลายเป็นหนังสือขายดีติดอันดับหลายเดือน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง บรรดาบริษัทผู้ผลิตสารเคมีเหล่านี้รวมตัวกันโจมตีคาร์สันอย่างรุนแรง ถึงขนาดลงขันกว้านซื้อสื่อทั่วประเทศเพื่อตอบโต้ข้อเขียนของคาร์สัน และยังขู่จะถอนโฆษณาบรรดาหนังสือพิมพ์ที่จะแนะนำหนังสือเล่มนี้

ประธานบริษัทผู้ผลิตดีดีทีได้กล่าวโจมตีอย่างเผ็ดร้อนว่า

“คาร์สันไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นคนที่หลงงมงายในการรักษาธรรมชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา”

ยิ่งหนังสือถูกตีพิมพ์มาก คาร์สันก็ถูกโจมตีมาก จนกระทั่งถูกกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีว่า “เป็นคอมมิวนิสต์ แอบแฝงมาทำลายเศรษฐกิจแบบทุนนิยมของอเมริกา”

ในช่วงเวลานั้นคาร์สันล้มป่วยเป็นมะเร็ง แต่หญิงเหล็กคนนี้ก็ยังใช้เวลาที่เหลืออยู่ต่อสู้เพื่อให้โลกพ้นจากหายนะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และก่อนเสียชีวิตไม่นาน เธอได้เขียนจดหมายถึงเพื่อนสนิทว่า

“ฉันรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องทำอะไรบางอย่าง ถ้าไม่อย่างนั้นฉันก็จะไม่มีความสุขได้อีก ตอนนี้ฉันก็ได้ลงมือทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้ว เพราะมันคงเป็นไปไม่ได้หรอกที่หนังสือเพียงเล่มเดียวจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้…”

ในปี 1963 คาร์สันได้รับเชิญจากรัฐสภาให้ไปกล่าวคำปราศรัย มีการถ่ายทอดออกอากาศ เธอย้ำว่า “คนทุกคนควรได้รับความปลอดภัยในบ้านของตนเอง และไม่ควรได้รับสารพิษใด ๆ จากการกระทำของบุคคลอื่น”

60 ปี Silent Spring ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน ของ ราเชล คาร์สัน หนึ่งในหนังสือด้านสิ่งแวดล้อมที่ทรงพลังที่สุดตลอดกาล

คาร์สันจากโลกไปเมื่อวันที่ 14 เมษายน ปี 1964 ด้วยวัย 57 ปี มลรัฐเพนซิลวาเนีย ประกาศให้วันที่ 27 พฤษภาคม (วันเกิดของเธอ) ของทุกปี เป็นวัน Rachel Carson

หลังจากนั้นไม่นาน ในปี 1972 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการจำหน่ายดีดีที ซึ่งมียอดขายปีละเกือบ 2 ล้านตันอย่างเด็ดขาด มีการออกกฎหมายควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลง และออกกฎหมายกำหนดให้มีการติดฉลากบอกส่วนผสมของยาฉีดบนขวดยาฆ่าแมลงทุกขวด และส่งผลให้มีการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางไปทั่วสหรัฐฯ และทั่วโลก นำไปสู่การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในระดับชาติ (The Environmental Protection Agency – EPA) ที่ปลุกให้ผู้คนได้หันมาสนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม และเกิดขบวนการสิ่งแวดล้อมหลากหลายขึ้น มีการเคลื่อนไหวในหลายรูปแบบและส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1980 ประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) ได้มอบเหรียญ Presidential Medal of Freedom ถือเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีมอบเพื่อเป็นเกียรติคุณแก่ประชาชน ในฐานะผู้จุดประกายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีการออกจำหน่ายแสตมป์เป็นภาพของเธอ เพื่อรำลึกถึงนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้

ตลอดชีวิตของ ราเชล คาร์สัน เขียนหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม แต่มีเล่มหนึ่งสั่นสะเทือนไปทั้งโลกและยังดังกึกก้องจนถึงบัดนี้

Writer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

Small is Beautiful

เรื่องราวเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ทว่าสวยงามและมีพลังโดย ‘วันชัย ตัน’

คุณเคยไปเที่ยวอำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ไหมครับ

แก่งคอยในสายตาของคนส่วนใหญ่น่าจะเป็นแค่ทางผ่าน เพื่อท่องเที่ยวไปอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพราะเวลาพูดถึงแก่งคอย จะนึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ มีแต่เขม่าควันจากโรงปูนซีเมนต์ โรงงานอุตสาหกรรมหลายสิบแห่ง หากไม่มีธุระ ก็ไม่อยากเข้าไปแวะเวียน

แต่อันที่จริง แก่งคอยในอดีตคือสถานที่มีอากาศบริสุทธิ์สดชื่น ใกล้กรุงเทพมหานครมากที่สุด จนทำให้คนเมืองกรุงหลายคนนิยมมาสร้างบ้านพักตากอากาศไว้เป็นที่พักผ่อนของครอบครัว

บริเวณนี้มีแก่งมากมาย และชื่อ ‘แก่งคอย’ ก็มีที่มาจากการที่คนสมัยก่อนต้องมาคอยเรือ เพื่อเดินทางทวนน้ำขึ้นไปเมืองโคราชหรือเมืองเพชรบูรณ์ตามแก่งเหล่านี้ จึงเรียกว่า แก่งคอย มีธรรมชาติงดงามด้วยป่าใหญ่ ภูเขาหินปูน และแม่น้ำป่าสัก

บรรยากาศงดงาม ถึงขนาด แอ๊ด คาราบาว ได้แต่งเพลง ‘แร้งคอย’ บรรยายสภาพของแก่งคอยว่า

“ณ ที่สายฝนกระทบหน้าผา

แว่วสกุณาบินมาร้องเพลง

ขับกล่อมกันเองชีวิตพงไพร

ใครเล่าเข้าใจชีวิตบรรเลง

ช่างเหมือนสายน้ำทอดยาวสุดตา

เหมือนทิวเทือกผาท้าทายแดดลม

นุ่งห่มผืนฟ้าทุ่งนาแก่งคอย

หัวใจพี่คอยน้องอยู่ที่แก่ง…”

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด
ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เมื่อหลายสิบปีก่อน รัฐบาลได้ประกาศให้แก่งคอยเป็นแหล่งผลิตปูนซีเมนต์ของประเทศ ด้วยเล็งเห็นแหล่งทรัพยากรสำคัญในพื้นที่คือภูเขาหินปูนที่มีอยู่มากมาย จากนั้นเป็นต้นมา แก่งคอยก็ได้กลายเป็นเมืองหลวงของปูนซีเมนต์ มีการผลิตปูนมากที่สุดในประเทศ ผลิตปูนไปได้อีกร่วมร้อยปีกว่าจะระเบิดภูเขาหมด

ภูเขาหินปูนที่บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งได้สัมปทานไปถูกระเบิดไปลูกแล้วลูกเล่า เพื่อแปรเปลี่ยนเป็นปูนซีเมนต์ปีละมากกว่า 30 ล้านตัน ทำให้ประเทศไทยมีกำลังการผลิตสูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม จากความต้องการใช้ปูนซีเมนต์เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการก่อสร้าง จึงถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญมากสำหรับเศรษฐกิจในประเทศ

เท่านั้นยังไม่พอ แก่งคอยยังได้รับเกียรติจากรัฐบาลให้เป็นแหล่งรองรับการลงทุนจากต่างชาติ ส่งผลให้ทุกวันนี้แก่งคอยมีโรงงานอุตสาหกรรมเกือบ 200 แห่ง แห่ง อาทิ โรงงานปิโตรเคมี โรงงานฆ่าชำแหละสัตว์ปีก โรงงานผลิตน้ำเชื่อม โรงงานผลิตเส้นใยสังเคราะห์ โรงงานผลิตเส้นด้ายไหม โรงงานผลิตสารเคมี โรงงานใยไม้อัด โรงงานผลิตแอลกอฮอล์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ฯลฯ

และของแถมจากการเป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่ว่า คือมลภาวะอากาศที่เลวร้ายสุดขีด แก่งคอยซึ่งเคยได้ชื่อว่ามีอากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ กลายเป็นดินแดนแห่งมลพิษสารพัด จากฝุ่นผงจากการระเบิดเขาหินปูน เขม่าควันพิษจากโรงงานและโรงไฟฟ้าถ่านหิน มลภาวะทางน้ำจากน้ำเสียที่โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ปล่อยออกมา ยังไม่รวมกลิ่นเหม็นจากบ่อฝังกลบขยะ ฯลฯ จนทำให้ชาวแก่งคอยมีคนเป็นโรคทางเดินหายใจสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

ทุกวันนี้ภูเขาหินปูนเกือบทั้งหมดในอำเภอแก่งคอย แทบจะเรียกว่าถูกจับจองหรือได้สัมปทานจากโรงงานปูนซีเมนต์ รอวันเวลาที่จะถูกระเบิดให้เป็นผงปูน แต่ไม่น่าเชื่อว่า มีภูเขาหินปูนกลุ่มหนึ่งรอดพ้นจากสัมปทานได้สำเร็จ ชื่อว่าเขาพระพุทธบาทน้อย-เขาขมิ้น

วันที่ฝนตกพรำ ๆ กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผู้เขียนเห็นภูเขาหินปูนลูกนี้แต่ไกล เป็นทิวเขายาวกลางหมอกราวกับภาพฝัน

เรามีนัดกับชาวบ้านชุมชนเขาพระพุทธบาทน้อย เพื่อปีนขึ้นยอดภูเขาหินปูนลูกนี้

ระบบนิเวศเขาหินปูนมีลักษณะเฉพาะตัวสูงมาก สิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่พบเจอบริเวณนั้น หลายชนิดอาจมีแห่งเดียวในโลก น่าเสียดายว่ามีการระเบิดเขาหินปูนไปมากมาย จนแทบจะไม่เคยมีการศึกษาอย่างจริงจังเลย

จากการศึกษาพบว่าภูเขาหินปูนมีเพียงร้อยละ 5 ของพื้นที่ภูเขาในประเทศ แต่พบสัตว์และพืชถิ่นเดียว (Endemic Species) ต่อพื้นที่สูงมาก และร้อยละ 25 ของระบบนิเวศเขาหินปูนอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ป่า ที่เหลือร้อยละ 75 อยู่นอกเขตอนุรักษ์ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกทำลายเป็นอย่างมาก

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

ที่เขาพระพุทธบาทน้อย เดินขึ้นไปไม่นาน เราได้ยินเสียงและเห็นนกจู๋เต้นเขาหินปูนสระบุรี นกประจำถิ่นที่ทั่วโลกพบเฉพาะในจังหวัดสระบุรีเท่านั้น เป็นนกที่หากินตามพุ่มไม้ ก้อนหิน บินไม่สูง กำลังบินหากินหนอนและแมลง สำหรับหลายคน นกจู๋เต้นฯ อาจมีรูปร่างสีสันไม่สวยงาม สำหรับเราแล้ว ตื่นเต้นมาก เพราะมันเป็นนกที่พบที่เดียวในโลกบริเวณเขาหินปูนแถบนี้เท่านั้น แต่ประชากรลดลงจากการที่ถิ่นอาศัยถูกทำลาย เนื่องจากยังคงมีการสัมปทานระเบิดเขาหินปูนเพื่อผลิตปูนซีเมนต์ เป็นเหตุให้นกที่มีการกระจายพันธุ์แคบ จัดเป็นชนิดที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ยิ่งเดินสูงขึ้นไป ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น นอกจากความลื่น ความชันแล้ว ความคมของหินปูนทำให้ต้องมีสติในการปีนป่ายไปทุกฝีก้าว แต่ก็คุ้มค่ากับสิ่งที่รอคอย เมื่อเดินถึงยอดเขาหินปูน ต้นปรงยักษ์ Cycad พืชดึกดำบรรพ์อายุรุ่นเดียวกับไดโนเสาร์เมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน ปรากฏอยู่เบื้องหน้า

เราอาจจะเคยเห็นต้นปรงมาหลายครั้ง มีลำต้นคล้ายมะพร้าวแคระ แต่ใบคล้ายปาล์ม เป็นพืชที่เจริญเติบโตช้ามาก แต่ไม่เคยเห็นต้นปรงขนาดใหญ่ 2 คนโอบมาก่อน ความสูงเกิน 5 เมตร คงมีอายุยาวนานกว่า 300 ปี น่าจะเป็นปรงที่เก่าแก่ที่สุดต้นหนึ่งในประเทศ

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

บริเวณนี้มีต้นปรงมากมาย และยังมีต้นจันผา จันแดง ต้นชาฤาษี พืชเฉพาะถิ่นออกดอกบานสะพรั่งที่หายากมาก ๆ แต่ปรงยักษ์ต้นนี้หลุดพ้นจากการถูกทำลาย ไม่ว่าจากการสัมปทานเขาหินปูน หรือพวกลักลอบตัดต้นปรงไปขาย ขณะที่ทุกวันนี้ปรงในป่าธรรมชาติของไทยกำลังถูกคุกคามอย่างหนัก จากขบวนการลักลอบขุดต้นปรงป่าออกมาจำหน่ายเป็นไม้ประดับ โดยพ่อค้าและนายทุนให้ราคาแพง เป็นแรงดึงดูดใจชาวบ้านให้เข้าไปลักลอบขุดออกมาขายมากขึ้น ส่งผลให้จำนวนประชากรปรงในพื้นที่ป่าธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็ว เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ภายหลังจึงถูกจัดให้เป็นพืชอนุรักษ์ในบัญชีไซเตส (CITES)

ต้นปรงยักษ์ ต้นไม้หายากบนภูเขานี้ยังอยู่รอดปลอดภัย ไม่ใช่จากโชคช่วยใด ๆ แต่มาจากความต้องการของชาวบ้านเขาพระพุทธบาทน้อยที่รวมตัวป้องกันภูเขาหินปูนและป่าบริเวณนั้นร่วม 6,000 ไร่ มาเป็นเวลา 30 กว่าปี

บนยอดเขาหินปูนนี้ มองออกไปรอบ ๆ ดูคล้ายเกาะขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยชุมชนเขาพระพุทธบาท พวกชาวบ้านคอยปกป้องภูเขาแห่งนี้ ต่างไปจากเขาหินปูนลูกอื่น ๆ ในแก่งคอยที่ถูกระเบิดหายไปทีละลูก ๆ ทั้งหมด

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาในอดีต โรงงานหลายแห่งพยายามที่จะเข้ามาทำสัมปทานเหมืองหินปูนในบริเวณนี้ ด้วยการให้ค่าตอบแทนหลายสิบล้านบาทกับผู้นำชุมชน แต่กำนันและผู้นำชุมชนหลายรุ่นไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ ไม่อยากให้สภาพชุมชนต้องประสบเคราะห์กรรมเหมือนชุมชนอื่นในแก่งคอย จากมลภาวะต่าง ๆ และพวกเขายังร่วมแรงร่วมใจกันจัดตั้งป่าชุมชนเขาพระพุทธบาทน้อย-เขาขมิ้น ขึ้นมา จัดเวรยามดูแลภูเขา เพื่อตั้งรับกับนายทุนที่ทำท่าว่าจะไม่เลิกราจนถึงปัจจุบัน และรวมถึงบรรดาคนที่จะขึ้นมาลักลอบตัดต้นปรง ต้นจันแดง จันผา และพืชหายากชนิดอื่น ๆ ด้วย

คืนนั้น ชาวบ้านพาเราไปส่องไฟตามผนังถ้ำหินปูน ตามหาสัตว์ชนิดเดียวที่มีในโลกบริเวณสระบุรี หลังจากส่องไฟอยู่นาน ก็พบแล้ว คือ ตุ๊กกายถ้ำหางขาว (Saraburi Cave Gecko) สัตว์ถิ่นเดียวที่อาศัยอยู่ตามผนังถ้ำในเขาหินปูนบริเวณนี้ ตุ๊กกาย คนมักเข้าใจผิดว่าคือชนิดเดียวกับตุ๊กแก แต่ไม่ใช่

ตุ๊กกาย มีลักษณะสำคัญคือ มีนิ้วเท้าและเล็บแหลมยาว ไม่มีปุ่มดูด จึงยึดติดเกาะผนังไม่ได้เหมือนจิ้งจกและตุ๊กแก ใช้ได้เพียงแค่ปีนป่ายเหมือนกิ้งก่าเท่านั้น

ตุ๊กกายถ้ำหางขาว มีสีสันสวยงามและหางขาวสนิท ตัวเล็กกว่าตุ๊กแก แต่ดูเหมือนอนาคตค่อนข้างมืดมน เพราะบ้านของพวกเขากำลังถูกระเบิดเพื่อมาทำบ้านของมนุษย์

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

วันรุ่งขึ้น เราปีนขึ้นมาบนเขาขมิ้น ภูเขาหินปูนอีกลูกบริเวณนั้นเพื่อตามหาเลียงผา และได้พบร่องรอยขี้จำนวนมากของเลียงผา เป็นเครื่องยืนยันว่าบริเวณนี้มีสัตว์ป่าสงวนของไทยอาศัยอยู่หลายสิบตัว ขัดแย้งกับข้อมูลของทางการที่บอกว่า สระบุรีไม่มีเลียงผา สัตว์ป่าสงวนของไทย หรือแม้แต่รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA ของบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ระบุว่า จังหวัดสระบุรีสำรวจไม่พบเลียงผา ไม่พบพืชหายาก ไม่พบตุ๊กกายถ้ำหางขาว ไม่พบนกจู๋เต้นสระบุรี สิ่งมีชีวิตทั้งหมดนี้ มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง

บนยอดเขาขมิ้นแห่งนี้ เห็นความงดงามของภูเขาหินปูนสีขาวขึ้นสลับกับสีเขียวของต้นไม้น้อยใหญ่ เป็นภาพประทับใจ แต่อีกด้านหนึ่ง เราเห็นโรงงานโม่หินประชิดเข้ามา เสียงเครื่องจักรทำงานดังสนั่นตลอด ไกลออกไป เห็นโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่เด่นชัดเจน เดินเครื่องพร้อมปลดปล่อยควันเขม่าออกมาเป็นระยะ

เครื่องจักรทำลายภูเขาหินปูนกำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ ทุกวันนี้ยังมีความพยายามจากกลุ่มนายทุนหลายกลุ่มที่ปรารถนาจะครอบครองเป็นเจ้าของสัมปทานภูเขาหินปูนเหล่านี้ เพียงแต่รอคอยเวลา และโอกาสเท่านั้น

ชาวบ้านที่สู้มา 30 ปีไม่ให้ภูเขาโดนระเบิดทำปูน ปรงยักษ์ 400 ปี และเลียงผา จึงยังรอด

Writer & Photographer

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

นามปากกา วันชัย ตัน นักเขียนสารคดี นักวิจารณ์สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ผู้ร่วมก่อตั้งและบรรณาธิการบริหารนิตยสารสารคดี อดีตรองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (THAIPBS) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าว สถานีโทรทัศน์ PPTVHD36 มีผลงานเขียนตีพิมพ์เป็นหนังสือ 28 เล่ม เป็นนักเดินทางตัวยง จากความเชื่อที่ว่า การใช้ชีวิตให้มีความสุขควรประกอบด้วยสามสิ่ง คือ ทำงานที่ใจรัก ช่วยเหลือคนรอบข้าง และเดินทางท่องเที่ยว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load