The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ตัวตนของฉัน : สวยลำพัง สวยแบบแนล

ชื่อ สมพร อินทร์ประยงค์ เป็นคนสิงห์บุรี มีพี่น้อง 4 คน เรามีชื่อเล่นว่า ‘ซิกแนล’ เป็นชื่อที่มาจากชื่อยาสีฟันที่เคยโด่งดัง มีสีสันหลายสี และซ่ามาก เมื่อตอนเป็นเด็กมาอยู่แถววงเวียน 22 กรกฎาคม อากู๋เลยเอามาตั้งเป็นชื่อให้ ก่อนจะย้ายไปอยู่ตาคลีจนเรียนจบ ป.4 แล้วไปเรียนหนังสืออยู่กับบ้านป้าตอน ป.5 ที่จังหวัดสิงห์บุรี

ทุกเดือนจะนั่งรถโดยสารข้ามจังหวัด กลับมาบ้านตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นการเริ่มต้นเดินทางด้วยตัวคนเดียวของเด็กอายุ 10 ขวบ จนจบ ม.ศ.3 ก็ย้ายมาเรียนต่อที่เทคนิคลพบุรี ช่วงนี้ก็กลับมาอยู่กับพ่อแม่ นั่งรถไฟจากตาคลีมาเรียนหนังสือในจังหวัดลพบุรี ระหว่างเรียนที่ลพบุรีก็สมัครเรียนที่ ม.รามคำแหง ด้วย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

ช่วงการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยที่เชียงใหม่ เราได้รับคัดเลือกให้เป็นนักกรีฑาไปแข่งขันด้วย ระหว่างนั้นก็ไปเที่ยววัดอุโมงค์ ได้เจอรุ่นพี่ที่โรงเรียนสิงห์บุรี เขาทำงานอยู่ที่ศูนย์ศิลปะเด็กเชียงใหม่ พอแข่งกีฬามหาวิทยาลัยเสร็จ เราไม่ได้กลับบ้าน ขอพ่อแม่ว่าอยากทำงานกับพี่ ๆ เขามีข้าวให้กิน มีบ้านให้อยู่ แค่นี้ก็พอแล้ว เพราะเราอยากเที่ยว อยากเรียนรู้ เลยมาช่วยเขาด้วยการร่วมเดินทางไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ใน 16 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อเผยแพร่สื่อการเรียนการสอน เป็นทั้งครูดอย เล่านิทาน เล่นละครหุ่นมือ เดินทางไปทั่วทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน

นี่เลยเป็นที่มาให้ได้สะสมของเก่า ทั้งเครื่องเงิน เครื่องทอง ตะกร้า ผ้าเก่า ผ้าไหม และผ้าฝ้าย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

พอกลับมาอยู่ กทม. เพื่อเรียนให้จบ ก็มาเปิดร้านที่ตลาดนัดจตุจักรเพื่อหารายได้ระหว่างเรียน เริ่มเอาของเก่าที่สะสมและหาซื้อระหว่างเดินทางมาขาย ช่วงจันทร์ถึงศุกร์เดินทางไปจังหวัดต่าง ๆ ที่มีของที่เราเคยเห็นแล้วชอบ ก็ไปซื้อของเหล่านั้นกลับมาขายที่จตุจักรทุกเสาร์-อาทิตย์ และเริ่มเดินทางไปลาว เขมร พม่า เวียดนาม และจีน อย่างต่อเนื่อง

ทุกวันนี้ยังเป็นแม่ค้าอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร ขายเครื่องเงิน เครื่องทอง ตะกร้า ผ้าทอ และงานฝีมือต่าง ๆ เราสอนคนเย็บผ้าด้วยมือ มีผลงานส่งไปแสดงและขายในต่างประเทศทุก ๆ ปี ทั้งอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เม็กซิโก และญี่ปุ่น

ผลของการเดินทางตั้งแต่ 10 ขวบ ทำให้เราเห็นวิถีชีวิตของผู้คนที่หลากหลายมาก ๆ ชีวิตที่มีความสุขคือชีวิตที่เรียบง่ายและเป็นตัวเอง เลยเป็นที่มาของการเล่าเรื่องบ้านที่เป็นตัวเอง ที่เราได้ใช้ชีวิตเป็นอยู่อย่างอยากในบ้านหลังนี้

ทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิต รวมอยู่ในบ้านหลังนี้ทั้งหมด เป็นบ้านที่เราอยู่แล้วมีความสุขที่สุด

โจทย์ในการหาบ้านที่มีพื้นฐานอยู่บนความฝัน

บ้านหลังนี้เป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ ชั้นบนทั้งหมดเป็นไม้และชั้นล่างเป็นปูน ตัวบ้านกว้างประมาณ 7 เมตร ยาว 37 เมตร หน้าบ้านหันไปทางทิศเหนือ ด้านทิศตะวันตกติดกับเพื่อนบ้าน ซอยเป็นซอยตันเล็ก ๆ อยู่อาศัยกันแค่ 3 บ้านเท่านั้น จากถนนใหญ่มาบ้านเราห่างกันประมาณ 50 เมตร เดินเข้าซอยมาก็ประมาณ 150 เมตร

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

จุดเริ่มต้นที่คิดจะมีบ้านหลังนี้ เป็นเพราะปกติเราต้องเดินทางไปหาซื้อของเก่าทุกอาทิตย์ ด้วยอาชีพของเราที่เป็นแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า อยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร ระหว่างเดินทางก็นั่งรถไฟไปบ้าง นั่งรถทัวร์ไปบ้าง บางครั้งก็นั่งเครื่องบินไป แต่โดยส่วนใหญ่ช่วงหลัง ๆ นั่งรถไฟ

ระหว่างเดินทาง เราก็นึกเห็นภาพตลอดเส้นทางว่า อยากจะมีบ้านอยู่แถว ๆ ที่อยู่ปัจจุบันนี้ มันใกล้หมอชิต ไปสนามบินสะดวก แล้วก็ใกล้ตลาดนัดจตุจักรด้วย

ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนขายของเก่า ก็อยากจะหาบ้านหลังไม่ใหญ่มาก เพราะตั้งใจอยู่คนเดียวมาตลอด ระหว่างนั้นก็เริ่มเก็บสะสมของมาตั้งแต่เริ่มตั้งร้าน ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน รูปภาพ กระจก งานเขียน งานปั้น ตะกร้า หรือผ้าทอ ที่ตัวเองเดินทางไปเห็นแล้วชอบ

คิดว่าวันหนึ่งถ้ามีบ้าน เราก็อยากจะใช้ของที่เราสะสมไว้ในการแต่งบ้าน

ความฝันก็คือว่า อยากจะมีบ้านหลังเดี่ยวเล็ก ๆ มีสวนเล็ก ๆ ในพื้นที่เล็ก ๆ และฝาบ้านที่ไม่ต้องไปชนกับใคร เดิมทีคิดว่าจะไปซื้อบ้านตรงบริเวณอื่นที่ใกล้เหมือนกัน แต่ว่าเราไม่ชอบทาวน์เฮาส์ ทาวน์โฮม หรือว่าบ้านที่ทั้งหมู่บ้านมีลักษณะเหมือนกันหมด

ในระหว่างนั้น ญาติซึ่งเกี่ยวดองกันได้ปลูกบ้านหลังนี้ขึ้นมา ตอนนั้นเขาขายกันตารางวาละ 8,000 บาท เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ช่วงที่มาเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 1 – 2 เราเข้ามากรุงเทพฯ ก็มีโอกาสมาช่วยเขายกปูน ยกทราย เอามาทำเป็นตอม่อในบ้านหลังนี้ เพราะว่าญาติเป็นคนสร้างเองกับครอบครัวของเขา เราก็เลยรู้ประวัติความเป็นมา

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

วันหนึ่งญาติเขาเกิดอยากขายที่ดินผืนนี้ ก็ถามเราว่า ช่วยเป็นนายหน้าขายให้หน่อยได้ไหม แต่โดยนิสัยส่วนตัวแล้ว ไม่ชอบยุ่งเรื่องของใคร เลยไม่บอกใครดีกว่า เพราะถึงบอกไป ค่านายหน้าเราก็ไม่อยากได้ แล้วบ้านก็ขนาดเล็กเกินไป จะขายให้ใครได้ เราเองก็ไม่รู้จักใครที่เขาจะซื้อบ้านหลังเล็กอย่างนี้

แต่บังเอิญเราคิดว่า ถ้าจะต้องซื้อบ้านสักหลังหนึ่ง ก็ควรจะซื้อบ้านหลังนี้ เพราะว่าอย่างน้อยก็รู้ที่มาที่ไป อีกทั้งยังสะดวกสำหรับเราด้วย เพราะอยู่ใกล้จตุจักร ใกล้หมอชิต แล้วบ้านก็หลังไม่ใหญ่มาก ถ้าจะต่อเติมหรือรื้อบางส่วนที่อยากได้ เราก็น่าจะซื้อไว้เอง

ตอนนั้นมีเงินไม่พอ แต่ก็คิดว่าการลงทุนกับบ้านมันคือความฝัน และคิดว่าฝันนี้เราน่าจะทำได้ เลยเซ้งห้องที่มีอยู่ตรงจตุจักรออกไป ได้เงินส่วนหนึ่งมาซื้อบ้านหลังนี้ จ่ายเป็นเงินสดทั้งหมด ตอนนั้นถือว่าแพงมาก ใคร ๆ ก็ว่าเราซื้อแพง แต่มานึกดู สักวันราคามันก็คงเท่านี้แหละ อีกอย่างหนึ่ง มันเป็นที่ที่เราถูกใจ อย่างน้อยก็ได้บ้านอย่างที่เราอยากได้ ก็เลยเป็นที่มาของการได้ทำบ้านอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

กระบวนการแยกส่วน ตัดต่อ แล้วประกอบใหม่

ทุกครั้งที่เข้ามาบ้านหลังนี้จะเย็นสบาย ไม่หนวกหู ไม่อึดอัด นั่งตรงไหนก็สบายใจไปหมด เลยคิดว่าบ้านหลังนี้เหมาะที่สุดแล้ว หลังจากซื้อบ้านเสร็จเรียบร้อย ตรงที่เจ้าของบ้านเดิมเขาทำอะไรไว้ เราก็ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งบ้านเราเป็นบ้านเดียวในซอยที่แต่งเติมใหม่ ช่วงแรกก็ทำห้องน้ำและฝาบ้าน

เดิมทีฝาบ้านเป็นฝาแบบบ้านต่างจังหวัดทั่ว ๆ ไป แต่เราไม่อยากได้ฝา เลยเอาประตูพม่ามาใช้ ซึ่งเราสะสมไว้เยอะมาก มีกระจกช่องแสงเป็นงานอาร์ตเดโค ด้วยความที่เดินทางไปซื้อขายของเก่าที่พม่าบ่อย แล้วเราชอบเฟอร์นิเจอร์ไม้ของพม่า เพราะส่วนใหญ่ใช้ไม้สัก ลายไม้ที่ช่างพม่าทำเขาเก็บลายวงจรชีวิตของไม้มานำเสนอผลงาน สีเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดจึงเป็นสีไม้สักทองหมดเลย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

ตอนที่ปรับปรุงบ้าน เราตัดฝาบ้านหมดเลย แล้วเอาประตูมาใส่แทน จำได้ว่าประตูบ้านทั้งหมดรวมเบ็ดเสร็จแล้วเกือบ 70 บาน เป็นกระจกสีและกระจกดอกลายโบราณ ประตูแต่ละบานเราเอามาใช้เป็นตู้เสื้อผ้า ตู้หนังสือ และโต๊ะหนังสือ ของทุกอย่างเป็นของที่เราสะสมไว้ระหว่างขายของ แม้แต่ประตูเรือเอี้ยมจุ๊น เราก็เอามาทำเป็นประตูห้องทำงาน ไม้บทกวี ไม้แกะ และป้ายชื่อร้าน ก็นำมาตกแต่งในบ้านทั้งหมด

การจัดวางประตูก็ปรึกษากับช่าง ดูความเหมาะสม พร้อมวางแผนของเราไว้ว่า ถ้าใช้ประตูเปิดออกอย่างนี้จะเปลืองพื้นที่ไหม ถ้าประตูทำอย่างนี้จะเป็นอย่างไร ทุกอย่างในห้องค่อย ๆ คิดและวางแผน ว่าจะใช้ประโยชน์จากแต่ละห้องยังไง นอกจากนี้ มือจับประตูทุกบานยังเป็นงานแก้วเจียระไน

บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ออกแบบมาแล้วได้ดั่งใจตามที่อยากได้มาก ๆ เพราะว่าของทุกอย่างที่เก็บสะสมไว้ เอามาใช้กับบ้านได้เกือบทุกอย่าง โคมไฟ จั่ว โดยเฉพาะระเบียงบ้าน เราซื้อมาจากร้านเฟอร์นิเจอร์เก่า เป็นระเบียงของบ้านเก่าแถวเยาวราช สมัยก่อนแค่ 8,000 บาท ล้อมรอบได้ทั้งบ้านเลย

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

ในฝั่งของการแต่งสวน เราจัดการสวนของเราเองได้ อยากปลูกผักกินเองได้ เก็บขยะ เก็บใบไม้ ตัดแต่ง เปลี่ยนย้าย จัดมุมใหม่ เปลี่ยนสวนใหม่ได้สบาย รวมไปถึงบ่อปลาที่เราอยากมีมาตั้งแต่แรก

รอบ ๆ บ่อปลา เราใช้งานปูนปั้นของ ‘บ้านพ่อเลี้ยงหมื่น’ สมัยก่อนเขามีชื่อเสียงในงานปูนปั้นแบบเขมร เราก็ซื้อเก็บสะสมไว้ พอทำบ้านมันก็เข้าช่องพอดี อันไหนที่เล็กไป ก็เติมกระเบื้องให้มันดูโบราณ ส่วนตัวบ่อ เราเลี้ยงปลามาตลอด แต่ว่าพยายามตัดต้นไม้ให้น้อยที่สุด

สมัยก่อนหน้าบ้านเราตรงริมทางเดินถนนใช้ร่วมกัน เราซื้อต้นตีนตุ๊กแกมา เจาะพื้นถนนเล็ก ๆ แล้วปลูกเข้าไป ใช้ตัวยึดสายโทรศัพท์มาช่วยพยุง ตีนตุ๊กแกจะเต็มผนัง ทึบไปหมดเลย สวยงามมาก ก่อนที่จะปลูกตีนตุ๊กแก เราเคยคิดจะให้เพื่อน ๆ ที่เรียนศิลปะมาช่วยทาสี แต่มานึกดูอีกที สงสัยค่าทาสีจะแพงกว่าค่างานที่ให้เพื่อนทำ เพราะเพื่อนคงกินดื่มกันน่าดู และเราทาสีทุกปีไม่ได้ ต้องอาศัยคนอื่น แต่ถ้าปลูกต้นไม้ เราตัดแต่งกิ่งได้ด้วยตัวเอง ก็เลยใช้วิธีปลูกต้นไม้เป็นกำแพง บังสายตามุมตึกที่เห็นว่ามันสะท้อนความร้อนเข้ามาในบ้าน โชคดีที่เพื่อนบ้านชอบต้นไม้ เราเองก็ชอบต้นไม้

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

จุดหลักในบ้านที่เราประทับใจมาก ๆ คือ ‘ห้องพระ’ เราเป็นคนชอบพระเครื่อง ชอบสะสมพระ พระทั้งหมดที่เราสะสมไว้ในบ้านเป็นงานของชาวบ้าน พระพื้นบ้าน เกิดจากช่างฝีมือพื้นบ้าน เราเลยอยากได้ห้องพระที่มีส่วนยื่นออกมานอกบ้านตรงช่วงระเบียง เราใช้ประตูหน้าต่างบานสั้นและบานกลางยื่นออกมาจากฝาบ้าน เพราะบ้านเราเปิดประตูใหญ่ออกไปเดินระเบียงรอบบ้านได้ จึงทำช่วงรอยต่อของระเบียงรอบบ้านให้เป็นกล่องหิ้งพระ เป็นคล้าย ๆ ห้องของหิ้งพระที่ยื่นออกไปตรงระเบียง

เฟอร์นิเจอร์ จิ๊กซอว์ที่ลงล็อกทุกชิ้นส่วน

การเลือกเฟอร์นิเจอร์หรือของใช้ในบ้านที่นำมาตกแต่ง ส่วนใหญ่เป็นของเก่าที่ซื้อสะสมมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน เพราะสมัยก่อนชอบไปซื้อของที่ร้านขายของเก่าแถววัดมหาธาตุ ตู้ใบแรกที่ซื้อก็ซื้อด้วยเงิน 150 บาท ทุกวันนี้ก็ยังอยู่ เพียงแต่ใช้ต่างหูกะเหรี่ยงเป็นมือจับตู้ ซึ่งแพงกว่าราคาของตู้อีก

ส่วนประตูที่ได้มา เราก็จะเลือกเป็นชุดงานที่คล้ายคลึงกัน

โชคดีอย่างหนึ่งที่ว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เราทำด้วยตัวของเราเอง ทั้งออกแบบและมองภาพรวม การจัดวางสิ่งต่าง ๆ มันเกิดจากของใช้ที่เราเคยนึกภาพว่า ถ้าเรามีห้องขนาดนี้ พื้นที่ตรงนี้ควรจะเอาอะไรมาตั้ง บ้านเราเลยเหมือนกับจิ๊กซอว์ที่ของทุกอย่างซึ่งเราสะสมไว้ ต่างถูกหยิบมาตั้งวางตรงไหนก็ลงตัวไปหมด

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

เช่น เรือเอี้ยมจุ๊นที่เอามาทำเป็นประตูกั้นห้องทำงาน ประตูที่สะสมไว้มีขนาดใหญ่กว่าวงกบประตู แต่ก็ไม่เป็นไร ใช้กระจกเงามาเสริมซ้ายขวา ก็ทำให้บานประตูกว้างขึ้น

ถือเป็นเรื่องดี เพราะอะไรที่ไม่ลงตัว เราก็แก้ไขได้ มันเป็นงานที่ไม่ยากมาก

ประตูเอี้ยมจุ๊นที่เราได้มาจากเรือ ตัวคานของประตูใหญ่มากและกว้างมาก เป็นไม้ที่เราตัดทิ้งก็ได้ แต่เรารู้สึกว่า ไม้แบบนี้หาไม่ได้แล้ว ถ้าตัดไปจะเสียคุณค่าเปล่า ๆ งั้นเดินข้ามประตูแล้วกัน

บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในฝันของ สมพร อินทร์ประยงค์ ที่ใช้ของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้าน

อย่างบ้านทรงไทยที่ต่างจังหวัดของย่า เวลาจะเดินเข้าก็ต้องก้าวข้ามประตูบ้าน เราเลยคิดว่า บ้านหลังนี้เป็นบ้านของเรา เราทำอย่างที่เราอยากอยู่ดีกว่า ก็เลยเก็บคานเรือไว้ แล้วเวลาตั้งประตู คานเรือเป็นตัวกั้นห้องทำงาน ตรงใต้คานเรือมันเหลือพื้นที่ไว้ เราก็ได้ไอเดียทำเป็นตู้เก็บเสื้อผ้าหรือเก็บของใช้ในห้องนี้ได้

แม้แต่ไม้มุงหลังคาบ้าน ซึ่งแต่เดิมซื้อจากเชียงใหม่ เขาเรียกว่า ‘แป้นเกล็ด’ เราก็ใช้แป้นเกล็ดมาทำเป็นชั้น เป็นตู้ โดยตัดให้น้อยที่สุด ทุกตู้ที่เราใช้ประโยชน์ มันลงตัวในพื้นที่ขนาดเล็ก ทั้งตู้ทีวี ตู้เครื่องเสียง ตู้เสื้อผ้า ทุกอย่างเป็นจิ๊กซอว์ที่เข้ากันได้ดีมาก หรือโต๊ะกินข้าวที่ใช้ก็เป็นของเก่า ตัวโต๊ะ ถ้านั่งคนเดียวก็หดได้ ถ้าเมื่อไหร่มีแขกหรือมีเพื่อนมา เราก็ดึงออกมาให้ยาวได้ มันเป็นลิ้นสลักแบบโบราณ

แม้แต่ตั่งนอนของเรา เมื่อไม่มีใครมา เราก็ยกพนักพิงขึ้นกลายเป็นเก้าอี้ยาว แต่เมื่อไหร่มีแขกหรือเพื่อนมา ก็ยกพนักพิงลงมากับพื้นกลายเป็นเตียงนอน แม้แต่พื้นกระเบื้อง เราก็ใช้กระเบื้องปั้นมือของลำปางไทย บางส่วนเป็นลายศิลาดล เป็นน้ำเคลือบ ซึ่งเข้ากับตัวหน้าต่างได้ดี

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ขณะเดียวกัน เราก็นึกถึงความปลอดภัยในการเป็นอยู่ น้องชายที่เป็นช่างอ็อก ช่างเชื่อม ก็มาทำเหล็กดัดให้ โชคดีที่เราได้เหล็กดัดอันที่ถูกใจ เป็นลายเดียวกับประตู ไม่บังสายตาให้รู้สึกรำคาญ

ทุกอย่างมาจากช่วงที่เราเดินทางค้าขาย อะไรก็ตามซึ่งเป็นสินค้าที่เราซื้อขาย ก็ซื้อขายไป แต่เรามีความฝันที่คิดจะทำบ้าน ก็เลยสะสมมือจับประตู มือจับเหล็กดัด แก้วเจียระไน กลอนประตู และมันทำให้เรานึกอยู่ตลอดว่า ถ้ามีบ้าน เราจะใช้ของพวกนี้ มีเพียงเครื่องสุขภัณฑ์เท่านั้นที่ซื้อมา แต่เราก็เลือกเก็บนะ ดูจากการใช้พื้นที่ของมัน เพราะว่าบ้านมีขนาดเล็ก และเราขายของ ของที่ได้มาแต่ละครั้ง ถ้าเหมาะกับบ้านก็จะเก็บไว้ อันไหนที่ไม่ได้ใช้หรือใหญ่เกินไปสำหรับขนาดบ้านก็เอาไปขาย

บ้านของเรา

หลังจากบ้านหลังนี้เสร็จเรียบร้อย เป็นอะไรที่ลงตัว ถูกใจ มีบ่อน้ำ มีหิ้งพระ มีสวนเล็ก ๆ ที่ตอบโจทย์ในชีวิตเรา เพราะเราเป็นคนชอบอยู่นิ่ง ๆ มีความสุขในการอยู่กับบ้านของตัวเอง

บ้านเราหลังเล็ก ทั้งหลังมี 4 ห้องน้ำ 4 ห้องนอน ช่วงที่หลาน ๆ ขึ้นมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ หลานก็อยู่กันคนละห้อง แต่ละห้องจัดวางตามแบบที่แต่ละคนอยู่ ห้องไหนเป็นพี่น้องเดียวกันก็มีเตียงสองชั้น เตียงสองชั้นก็เป็นไม้สักจริง ให้เพื่อนทำมาให้ เขาก็อยู่กันได้ ถึงเล็กหน่อยแต่สบายใจ ส่วนห้องน้ำ ห้องน้ำผู้ชายเป็นส่วนหนึ่งของชั้นบน หลาน ๆ ใช้ห้องน้ำนั้น ส่วนเราก็ใช้ห้องน้ำในห้องนอนของเรา

บ้านนี้แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นล่างมีห้องน้ำ 2 ห้อง ห้องรับแขกที่อยู่ข้างหน้าใช้เป็นห้องแอร์ แขกมานั่งห้องข้างหน้าได้เลย มองเห็นวิวหน้าบ้านทั้งหมด ห้องที่ 2 เป็นห้องที่เราจัดวางชั้นหนังสือ เป็นที่รับรองแขกอีกชั้นหนึ่งก่อนจะมานั่งที่โต๊ะในห้องกินข้าว และมีห้องครัว

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ห้องอาหารเราเป็นครัวเล็ก ๆ กะทัดรัด เหมาะกับคนที่จะหมุนซ้ายหมุนขวา หยิบจับอะไรก็ง่ายไปหมด ของใช้ก็มีทั้งถ้วยชามเก่า งานศิลปะ เป็นถ้วยชามที่เพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่ทำงานเซรามิกปั้นมาให้ เป็นการอุดหนุน เพราะการซื้อของน้อง ๆ เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและให้กำลังใจแบบหนึ่ง เราคิดเสมอว่า ถ้าน้องคนไหนผลิตงานขึ้นมาใหม่ เราจะซื้อเพื่อเป็นกำลังใจ แล้วเราชอบด้วย แถมเอามาใช้จริง ๆ

ส่วนชั้น 2 มีห้องนอนทั้งหมด 3 ห้อง เป็นห้องทำงาน 1 ห้อง ซึ่งเราซื้อของเก่าเก็บเอาไว้ในห้องนี้ เหมือนกับเป็นโชว์รูมของเรา

ห้องนอนของตัวเองเป็นอะไรที่เข้ามาแล้วไม่อยากออก เราเป็นคนนอนกับพื้น ก็ใช้ฟูกแบบชาวบ้านที่ยัดด้วยมือเป็นลายลูกฟูก เป็นลอน ๆ ม้วนเก็บได้ มีของใช้ที่สะดวกสบาย มีหนังสือให้อ่าน มีทีวีในห้อง มีของใช้ มีของสะสม ซึ่งหยิบจับได้โดยไม่ต้องออกไปหาความสุขข้างนอกบ้าน ไม่ต้องเดินทางไปไหนต่อไหน ถ้าเราอยากดูเครื่องเงิน ก็เปิดกล่องเครื่องเงินมาดู แก้วแหวนเงินทองที่เราสะสมไว้ ภาพเขียน หนังสือ ทุกอย่างมันตอบโจทย์ในชีวิตได้หมดเลย

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด
บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ผนังแต่ละห้อง เราใช้ผนังว่างเปล่าเป็นชั้นหนังสือ เป็นคนที่ขาดหนังสือไม่ได้ ทุกห้องไม่ว่าจะห้องน้ำ ห้องนอน ห้องกินข้าว ทุกห้องเต็มไปด้วยหนังสือ

อีกอย่างหนึ่งคือ ในห้องน้ำเราก็ยังทำเป็นที่เก็บของใช้กับของกิน ในที่นี้หมายถึงเหล้า เบียร์ ซึ่งเพื่อน ๆ จะพกมาเวลามาบ้าน แต่ว่าเราไม่ใช่คนดื่ม เขาฝากไว้ เราก็เก็บไว้ในห้องน้ำ เหมือนกับเป็นตู้เย็นอย่างหนึ่ง

ของส่วนใหญ่ในบ้านทุกชิ้นไม่ได้มีไว้โชว์ แต่เป็นความสุขส่วนตัวที่ได้ใช้ร่วมกับของสวยงามที่เราชอบ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบบนี้

บ้าน (ในฝัน พื้นที่ปลอดภัย) ของเรา

แต่ละมุมของบ้าน แม้แต่ห้องพระ ถ้าอยากนั่งไหว้พระ ทำสมาธิ หรือนั่งมองพระนาน ๆ ก็ได้ สวนหน้าบ้านมีบ่อปลา เราก็นั่งอยู่ตรงนั้นได้นาน ๆ ไม่อึดอัด มันสะดวกสบายไปหมดทุกอย่าง

ห้องทำงานเป็นส่วนหนึ่งที่ทำงานสบาย บางทีนั่งทำงานเพลินจน 3 – 4 ทุ่ม เวลาเดินเข้ามา จะเจอโต๊ะทำงานทันที เป็นโต๊ะที่กว้างใหญ่ มีพื้นที่เหลือ เดินล้อมรอบโต๊ะได้สบาย ทั้งซ้ายทั้งขวามีโต๊ะ มีตั่ง สำหรับพักเอนหลังได้ ประตูเปิดออกไประเบียงข้างนอกได้ทั้งสองทาง จะดูทีวีก็มี จะฟังเครื่องเสียงก็ได้ จะเอนหลังระหว่างทำงานก็ดี โต๊ะทำงาน และอุปกรณ์ทำงาน เราเรียงเป็นชั้น ๆ แบ่งเป็นหมวดหมู่ ทุกอย่างคล่องตัวไปหมด เพราะเฟอร์นิเจอร์ที่เราเลือกเก็บไว้เอามาใช้ในห้องทำงานมันลงตัวอยู่แล้ว

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด
บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

ทุกอย่างเรามองถึงประโยชน์ของการใช้งาน ความสะดวก และการเคลื่อนไหวของตัวเอง เราไม่ชอบอยู่บ้านที่อึดอัด ไม่โปร่งแสง เราเลยใช้แสงจากหน้าต่างที่เข้ามา ลมที่พัดจากประตูซ้ายเข้าประตูขวา บ้านเราเข้ามาแล้วจะเย็นมาก ทั้งข้างบนและข้างล่าง เพราะหน้าต่างที่เปิดอยู่รอบบ้านทำให้ลมวิ่งได้ทุกช่องทาง แสงเข้าถึง ไม่อับชื้น ไม่มืดมัว ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าตลอดเวลา

มันเหมือนเราปลูกต้นไม้ เราไม่ได้ปลูกเพื่อโชว์ใคร เราคิดว่าไม้ทุกต้นมีคุณค่าในตัวเอง ของทุกอย่างมีคุณค่าเมื่ออยู่ถูกที่ถูกเวลา มันมีประโยชน์สำหรับเรา บ้านหลังนี้เลยตอบโจทย์ที่ว่า เราได้อยู่กับของที่เรารัก ทุกมุมเป็นมุมที่เรามีความสุข และก็ทำให้เราสร้างงานออกมาได้ดี

บ้านนี้เป็นที่ที่ปลอดภัย เข้ามาแล้วสบายใจ อยากเปลี่ยนมุม อยากตกแต่งยังไงก็ทำได้สะดวกสบาย เพราะพื้นที่ไม่ใหญ่ ไม่เล็กเกินไป เหมาะที่จะปรับเปลี่ยนอยู่ได้เรื่อย ๆ

ตำหนิภายนอก แรงบันดาลใจภายใน

คราวนี้มันก็เป็นบ้านที่เราออกแบบมาได้ดั่งใจนึกแล้ว เพียงแต่อยู่ไปสักพัก ปัญหาบางอย่างไม่ได้เกิดจากบ้านของเรา แต่เกิดจากปัญหาของเพื่อนบ้าน

เพื่อนบ้านรักสัตว์ เลี้ยงหมา เลี้ยงแมว แต่ไม่ได้เลี้ยงให้เขาอยู่สบาย เลี้ยงเพียงเพื่อให้เขามีชีวิตอยู่เท่านั้น คราวนี้หมาแมวก็มาสร้างความเดือดร้อนให้ แมวรอบบ้านทั้งสองฝั่ง ฝั่งซ้าย ฝั่งขวา มากสุดที่เคยนับได้มีทั้งหมด 22 ตัว แมวพวกนี้ไม่ได้อยู่ประจำ มันเหมือนแมวเปลี่ยว เขามาขี้บนหลังคาเพื่อนบ้าน แต่กลิ่นของขี้แมวสร้างความรำคาญให้กับเรา ซึ่งเราก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ กินแล้วก็ต้องถ่าย ถ้าไม่เลี้ยงดูเขาให้ดี ไม่มีที่ถ่ายให้เขา เขาก็ใช้ชีวิตอิสระ

ซึ่งอันนี้จากเรื่องไม่ดี เราก็มองย้อนกลับเอามาเป็นแรงบันดาลใจ ทำงานปักผ้าไปเลย ปักเป็นลายแมว เพราะเสื้อผ้าที่เราใส่ ของที่เราใช้ในบ้าน ถ้าทำเองได้เราจะทำ เสื้อผ้าเราก็เย็บเองใส่เอง แล้วมันก็เป็นงานอดิเรกที่สร้างชื่อเสียงและทำเงินให้ เราจึงเอาแรงบันดาลใจจากสัตว์ สิ่งรอบตัว หรือปัญหาต่าง ๆ มาสร้างเป็นลายในงานเสื้อผ้าต่ออีกชั้นหนึ่ง

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

เรารักอะไรในบ้านหลังนี้

ตอนที่จะสร้างบ้านหลังนี้ แม่เคยสอนว่า ไปไหนก็ตาม ถ้าจะดูบ้านว่าบ้านที่คนอยู่อาศัยนั้นเป็นอย่างไร ให้ใช้ความรู้สึกแรกที่เข้าไปในบ้านว่าเรารู้สึกอย่างไร

ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เราอาศัยอยู่ตลอดเวลา และใช้งานมันจริง ๆ ไม่ได้มีไว้สำหรับโชว์ใคร ของที่ตกแต่งทั้งหมดเป็นของที่เอามาใช้อยู่ตลอด บางทีก็เปลี่ยนมุมบ้าง บางทีก็เอาไปไว้ที่ร้านบ้าง บางทีก็เอาของที่ร้านมาไว้ที่นี่บ้าง บางทีก็เอาไปจัดวางที่อื่น สลับปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

และถ้าถามว่า เรารักอะไรในบ้านหลังนี้ ก็คงจะตอบว่า

“เรารักในความมีชีวิตของบ้านหลังนี้”

บ้านหลังเล็ก ๆ ของแม่ค้าขายเครื่องเงิน ตะกร้า ผ้าทอ ของเก่า ที่เอาของสะสมทั้งชีวิตมาสร้างบ้านให้เหมาะกับตัวเองที่สุด

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

Avatar

สมพร อินทร์ประยงค์

สวยลำพังแบบแนล ขายความแปลกในแบบแนล

Photographer

Avatar

สาโรจน์ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา

“หยุดเวลาไว้ในภาพใบนั้น โอบกอดวันวานไว้ในกล้องตัวเก่า โลกสุขสว่างหรือซึมเศร้า งามหรือเหงา ล้วนมีค่าเท่าๆ กัน” เกิดมาเป็นผู้บันทึก มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวมากมาย ขอบคุณทุกฉากชีวิตที่ผ่านมา แม้เพียงครั้งหนึ่งยังคิดถึงเสมอ

อยากอยู่อย่างอยาก

คนและบ้านน่าสนใจในพื้นที่ที่เขาอยากอยู่

นั่งจิบชากลางอากาศ เข้าห้องน้ำที่ไม่มีประตูและผนังกั้น แผ่นสังกะสีที่กลายเป็นฝ้าเพดานสูงโปร่ง เฟรมไม้ขนาดใหญ่นับสิบเฟรมวางตั้ง ผนังที่ลอกลายไม่เสร็จ แผ่นทองบนพื้นปูน วีดิโอซึ่งรันวนไปมาด้วยเรื่องเดิมรอบแล้วรอบเล่า ถ้วยชาบนท่อนไม้เปลือยเปล่าหน้ากระจกเงา และหนังสือเล่มหนาที่ไม่มีตัวอักษร ฯลฯ 

เราจะนิยามสิ่งเหล่านี้ว่าอะไร

ศิลปะ?

คนที่จะบอกเล่า อธิบายทั้งหมดได้ดีที่สุด ไม่ใช่ใครนอกจาก คามิน เลิศชัยประเสริฐ ศิลปินผู้สร้างและวางคอนเซ็ปต์งานในอาคารไม้รูปทรงบ้าน ท่ามกลางหมู่ไม้ย่านวัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่แห่งนี้  

ผู้สนใจงานศิลปะ ลูกศิษย์ลูกหา หรือศิลปินหลายคนอาจเคยรับรู้มาก่อนว่า อาคารหลังนี้เคยเป็นสตูดิโอทำงานของคามิน  ทว่าปีนี้เขาปรับเปลี่ยนและรีโนเวตที่ทำงานศิลปะของตัวเองให้กลายเป็นพื้นที่แสดงงานในโปรเจกต์ยาว 5 ปีที่มีชื่อว่า ‘Self Enquiry’ (สอบถามตนเอง) 

ที่นี่คือพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 31 (สำนักงาน) หรือ 31st Century Museum of Contemporary Spirit (office)  

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

เพราะปลวกกัดกินโครงไม้ให้หล่นร่วง โครงการศิลปะ ‘สอบถามตนเอง’ จึงเกิดขึ้น  

“มันมาจากความบังเอิญ คือผมนั่งทำงานอยู่ตรงนี้เนอะ (ชี้ตรงพื้นที่ว่างติดผนังหน้าจอโปรเจกเตอร์ที่กำลังฉายภาพยนตร์ The Bardos of Living and Dying หนึ่งในโปรเจกต์งานแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ เดิมที่ตรงนี้คือมุมทำงานศิลปะของเขา) แล้วไม้มันก็ตกลงมา ผมสงสัยว่าอะไรเลยเงยหน้าขึ้นไปมองด้านบน ไม้ของโครงหลังคามันร่วง มันบิด มันผุเพราะปลวกกิน และทำท่าจะหล่นอีกหลายอันเลย ตอนนั้นรู้สึกว่าเราต้องแก้ไข ต้องรีโนเวตหลังคาแล้ว นั่นเป็นจุดเริ่มต้น แต่ยังไม่ได้คิดโปรเจกต์อย่างนี้ คือที่เห็นนี่ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาเมื่อเราคิดกับมันมากขึ้น คิดว่าแทนที่จะแค่ซ่อมหลังคา เราทำเป็นงานของเราโดยหาความร่วมมือจากแกลเลอรีที่สนใจก็น่าจะดี มันเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ใช่แค่ทางสุนทรียะอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของฟังก์ชัน เศรษฐกิจ และทุกอย่าง” 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ
พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

หากมองเฉพาะโครงสร้าง อาคารหลังนี้ดูไม่เปลี่ยนมากนัก แต่หากเข้ามาด้านในจะเห็นการปรับเปลี่ยนพื้นที่จนไม่เหลือเค้าเดิม เขารื้อห้องพักผ่อนชั้นบนและบันไดวนกลางอาคารออก ห้องน้ำที่เคยกั้นสัดส่วนถูกดีไซน์และตีความใหม่ และเมื่อเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน จะพบห้องน้ำเปิดโล่ง ไม่มีผนังและประตูปิดกั้น ต่อด้วยทางเดินแคบที่นำไปสู่ห้องทำงาน ระหว่างทางเป็นมุมนั่งดื่มชาบนพื้นกระจกใสที่มองทะลุลงไปยังพื้นด้านล่างได้เต็มตา ขณะที่ตัวอาคารซึ่งเคยเป็นพื้นที่นั่งคิดงานและทำงานศิลปะของคามิน ยังคงเปิดสเปซให้โล่งโปร่ง ทว่าเนื้อหาด้านในตัวอาคารบรรจุงานแสดงมากมาย ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยความหมายและสะท้อนความคิดของศิลปิน  

หลังคากระเบื้องโบราณเปลี่ยนวัสดุเป็นเมทัลชีท ใช้แผ่นสังกะสีให้เป็นฝ้าเพดานปิดฉนวนและยิปซั่มกันความร้อน ผนังกำแพงที่เคยทาสีดำถูกขัดออกแต่ยังคงร่องรอยบางส่วน นั่นกลายเป็นส่วนของงานแสดงด้วยเช่นกัน 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ
พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

“โครงสร้างเหมือนเดิม เปลี่ยนแค่วัสดุ อย่างการใช้เหล็ก สังกะสี เมทัลชีท หรือกระจก ทางสถาปัตยกรรมอาจมองว่ามันแปลกแยกกับอาคารแบบนี้ ถ้าใช้ไม้ก็จะดูสวย ซอฟต์ และกลมกลืน แต่ผมอยากใช้วัสดุที่อยู่ในยุคของมัน 

“เหมือนเวลาทำงานศิลปะ ผมชอบทำอะไรกับของร่วมสมัย หลังคานี่ถ้าคุณดูดี ๆ เป็นโครงเหล็ก ผมก็ไม่พยายามปกปิดให้เหล็กเหมือนไม้หรือให้ดูเรียบร้อย แต่ให้มันแสดงความเป็นเหล็กไปเลย ผมได้ความคิดมาจากการซ่อมถ้วยใบนี้ (ชี้ถ้วยชาที่มีรอยแตกเคลือบด้วยแผ่นทอง งานอีกชิ้นหนึ่งที่จัดแสดง)  มันโชว์ความต่างของวัสดุ เพื่อให้เคารพความเป็นเนื้อแท้ของมัน”

คามินอธิบายเชื่อมโยงไปถึงงานแสดงถ้วยชาใบที่วางในกล่องใส และตั้งอย่างโดดเด่นเห็นได้ชัดบนท่อนไม้ด้านหน้ากระจก 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

“ถ้าคุณเข้ามาปุ๊บ ไฟจะติดส่องสว่างที่ถ้วยตรงนี้ สำหรับผมแล้ว นี่คืองานที่คิดว่าจะเป็นบทสรุปความคิดของ Self Enquiry ทั้งหมด เหมือนการทำงานศิลปะของผมทั้งชีวิต ทำให้ผมเข้าใจว่าศิลปะคืออะไร อาจจะถูกหรือผิดก็ไม่รู้นะ แต่โดยส่วนตัวผม ผมชัดเจนขึ้น ถ้วยใบนี้ให้ความหมายกับผมมากที่สุดในการเป็นตัวแทนประสบการณ์ คือ ถ้าถ้วยแตก ผมก็ซ่อมโดยยังไม่ได้คิดอะไร แต่ต่อมาจึงรู้ว่าการซ่อมแบบนี้ เรียกว่า คินสึงิ (Kintsugi) แทนที่จะปกปิดรอยแตกด้วยการซ่อม แต่เราใช้แนวคิดปรัชญาคินสึงิที่พยายามโชว์ข้อบกพร่องแทนการปกปิด ตรงนี้เป็นความงามและการสร้างสรรค์อีกมุมหนึ่ง โดยเอาทองไปสร้างลวดลายใหม่ให้ตรงรักที่เราเชื่อมรอยแตก

 “เหมือนชีวิตที่มีความผิดพลาดหรือความไม่ดีในอดีต แล้วเราพยายามมองให้เป็นประสบการณ์ที่ดี มองให้เป็นแง่มุมที่สวยงาม เป็นบทเรียน ผมว่าอันนี้มันกระทบใจผมมาก พอเข้าใจความหมาย ก็รู้สึกได้เลยว่าศิลปะทั้งหมดที่เราทำหรือเรียนรู้มามันคือตัวนี้นี่เอง ทำให้เราเข้าใจชีวิต เข้าใจสังคม เข้าใจโลก เหมือนเราทำงาน อาจจะดูน่าเกลียด แสดงออกอะไรไม่เหมาะสม แต่จริง ๆ มันคือการสร้างสมดุลในชีวิตอันนี้คือความงามในแง่มุมของศิลปิน ซึ่งคนอื่นอาจคิดว่าไม่งามหรือรับไม่ได้ คล้ายกับรอยแตกของถ้วย 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

“สำหรับผม นี่คือการทำความเข้าใจศิลปะ ผมเลยทำเป็นตัวติดตั้งถาวรในโปรเจกต์ 5 ปี ผมอธิบายแนวคิดนี้และวาบิซาบิให้ศิลปินรุ่นน้องที่ชื่อมนตรีฟัง แล้วเอาท่อนไม้ให้ เขาก็ทำฐานวางถ้วยใบนี้ให้ผม เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรมชาติ และการถูกเกลาเนื้อไม้จนเนี้ยบขึ้นถึงด้านบน นี่จึงเป็นความงามทั้งจาก Nature made และ Man made”

คามินเล่าว่าโปรเจกต์ตรวจสอบตัวเองนี้ เขาวางแผนทำหนังสือตลอดระยะเวลาแสดงงาน 5 ปี ซึ่งเขาจะมองย้อนไปวิเคราะห์งานแสดงที่ผ่านมาแล้วนำมาตีความใหม่ และทำงานร่วมกับศิลปินอื่น ๆ ที่เขาสนใจ อาทิ ภาพยนตร์เรื่อง บาร์โด ที่เขาร่วมงานกับศิลปิน Sonoko Prow และเป็นงานเปิดชิ้นแรกของพื้นที่นี้ หรืองานชิ้นต่อไปกับ ดุจดาว วัฒนปกรณ์ นักสร้างสรรค์ศิลปะแห่งการเคลื่อนไหวเพื่อการสื่อสารและบำบัดจิตใจ เป็นต้น 

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

“ผมจะเขียนหนังสือ 5 ปีเกี่ยวกับกลศาตร์สุนทรียะ (Aesthetic Mechanics) ว่าสุนทรียศาสตร์ทำงานกับมนุษย์ยังไง มีผลกับมนุษย์ยังไง หรือจริง ๆ แล้วมันคืออะไรในทรรศนะของผม ผ่านการวิเคราะห์การทำงานในอดีต อันนี้คือโชว์แรก ปีหนึ่งตั้งใจไว้ว่าจะมี 3 – 4 โชว์ เปลี่ยนไปในทุก ๆ 3 – 4 เดือน แต่มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนค่อย ๆ มาเติม แต่ละโชว์ก็จะเป็นหนึ่งบทของหนังสือ”

พื้นที่แสดงงานศิลปะเพื่อเข้าถึงความจริงแห่งชีวิตของศิลปิน คามิน เลิศชัยประเสริฐ

ความว่างคือรูป รูปก็คือความว่าง 

บ้านคือความว่างและความว่างก็คือบ้าน 

หลังจากได้ฟังคำอธิบายที่มาที่ไปของงานศิลปะชุดหนึ่งในโครงการสอบถามตนเองของคามิน ชื่อของต้นฉบับเรื่องนี้ก็ปรากฏขึ้นทันที 

แนวคิดเรื่องการปรับเปลี่ยนพื้นที่ของเขาสอดคล้องร้อยรัดไปกับแนวคิดทางศิลปะอย่างแยกกันไม่ออก เนื้อหาบางส่วนที่คามินอธิบาย Self Enquiry มีว่า

“…ศิลปะคือกระบวนการทำความเข้าใจตนเอง สังคม และธรรมชาติ แม้ว่าผมเริ่มรู้จักมัน แต่ก็ไม่แน่ใจนัก”

“โครงการสอบถามตนเองจึงเกิดขึ้นเพื่อเรียนรู้และตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อเป็นบทสรุปความเข้าใจให้ลึกซึ้ง ผ่านการวิเคราะห์เจาะลึกผลงานศิลปะของผมในอดีต คู่ขนานไปกับความรู้ทางประวัติศาสตร์

ในสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น ปรัชญา ศาสนา วิทยาศาสตร์ จิตวิทยาเชิงวิเคราะห์ เป็นต้น โดยนำมาช่วย

ในการตีความใหม่ เพื่อสร้างสรรค์สภาวะการรับรู้ใหม่หรือภาษาใหม่ ในการสื่อสารและทำความเข้าใจ

ร่วมกันกับสังคม ด้วยการรื้อถอนโครงสร้างคุณค่าของศิลปะหรือสุนทรียะ ทำให้เราเข้าใจการสร้างสรรค์

(กลไกสุนทรียะ) และการทำงานของจิตใจ ในการรับรู้ความงามของชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม”

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

นิทรรศการ ‘รูปคือความว่าง-ความว่างก็คือรูป’ เป็นสภาวะเชื่อมต่อ (Bardo) คือความว่างระหว่างความตาย (อดีต) กับการเกิดใหม่ (อนาคต) เป็นนิทรรศการสุดท้ายหรือนิทรรศการที่ 4 ของ การรับรู้ที่บริสุทธิ์ (Pure Perception) แต่เป็นนิทรรศการแรกเริ่มของโครงการสอบถามตนเอง ซึ่งเริ่มจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 31 (สำนักงาน) ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2565 ต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลา 5 ปีโดยประมาณ

“จุดประสงค์หลักก็เพื่อทำความเข้าใจตนเองในส่วน ที่บางโอกาสอาจเป็นกระจกให้ผู้อื่นตระหนักถึงคุณค่าหรือสภาวะที่แท้ของชีวิต นั้นก็แล้วแต่ว่าโชคชะตาจะนำพาคุณประโยชน์ในการดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่อย่างมีสติที่สุดแห่งจิตบริสุทธิ์และความจริงใจ ที่เกิดจากการค้นพบสัจจะภายในและปัญญาที่มีอยู่แล้วในตน” 

ความว่างที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เราสัมผัสได้และแทบไม่ต้องใช้คำอธิบายใด ๆ ทว่ากลับชัดเจน คือ ‘รูปทรงของที่ว่าง’ หรือประติมากรรมหลังคา เพราะมีความว่างจึงมีรูปทรง ซึ่งคามินบอกว่า “เราไม่ได้ออกแบบรูปทรง แต่เราออกแบบพื้นที่ว่างที่จะใช้สอย” 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

นั่งจิบชากลางอากาศ

คามินกับถ้วยชา การดื่มชา บทสนทนา และการทำงานศิลปะเพื่อเข้าใจตนเอง คือเรื่องที่แยกจากกันไม่ขาด ดังนั้น บ้าน ในนามของพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของเขา ย่อมต้องมีมุมดื่มชาให้ได้เยี่ยมเยือน และนั่งลงจิบชาสนทนาเรื่องราวต่าง ๆ อย่างมีรสชาติไม่แพ้รสชาชั้นดี   

แต่การจิบชาในครั้งนี้ ดูราวกับการนั่งอยู่กลางอากาศ ด้วยว่าพื้นนั่งที่รองรับนั้นกรุกระจกใสมองทะลุถึงชั้นล่าง

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

“เดิมทีตรงนี้จะเป็นที่โล่งดับเบิ้ลสเปซจากชั้นล่างขึ้นมา แต่ในที่สุดผมบอกสถาปนิกว่า ขอเปลี่ยนดีไซน์มาเป็นที่ดื่มชาโดยเปิดพื้นที่ให้โล่ง ผมได้ไอเดียจากห้องดื่มชาหรือ Tea Ceremony ของริคิว (Sen no Rikyu) คือผมทำงานเรื่อง Tea House และถ้วยชามานาน ถ้าจำไม่ผิดราว 400 – 500 กว่าปีที่ริคิวออกแบบห้องดื่มชาให้มีแต่ผนัง ประตูทางเข้าเล็ก ๆ ดังนั้น ทุกคนไม่ว่าจะโชกุนหรือซามูไรก็ต้องก้มหัวและวางดาบก่อนเข้าไปด้านใน Tea House ซึ่งการก้มเข้าไปก็คือการทำให้อ่อนน้อมถ่อมตน เข้าไปอยู่ในห้องมืด ๆ เพราะไม่มีหน้าต่าง อาจจะมีรูปเขียนหรืออะไรเล็ก ๆ แล้วดื่มชากัน และไม่มีการพูดคุยกันในพิธีชงชา นั่นคือวิธีกลับไปหาความเป็นหนึ่งเดียวกับความสงบภายใน รวมถึงความเป็นธรรมดาของมนุษย์ 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

“ผมเอาคอนเซ็ปต์นี้มา Deconstruction คือทำตรงข้ามทุกอย่าง ไม่มีประตู ไม่มีผนัง ไม่มีพื้น ผมคิดว่ามากกว่าครึ่งไม่กล้าเข้ามา เพราะกลัวที่มันไม่เห็นพื้น กลัวว่ากระจกจะแตก ทุกคนจะหวาดกลัวไม่อยากเข้ามานั่ง เพราะว่าภาพจำที่เรามีอยู่กับพื้นที่ว่างมันน่ากลัว ไม่มั่นคง และความรู้สึกอย่างนี้เป็นการจำลองสังคมปัจจุบันของเราที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่เราไม่รู้ตัวเพราะเคยชิน” 

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อครั้งยังอยู่นิวยอร์ก ทุกอย่างทำให้เรียนรู้ว่าต้องระแวดระวังและหวาดกลัว เขาจึงเข้าใจได้ว่าความหวาดกลัวนั้นฝังลึก และหากไม่สังเกตจะไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจ 

“ผมเคยอยู่นิวยอร์กในยุค 90 ซึ่งมันเลวร้ายมาก เรากลัวโดนจี้ กลัวโดนทำร้าย ผมจึงเข้าใจสังคมปัจจุบันที่คนหวาดกลัว เพราะมีความรู้สึกไม่มั่นคง หวาดระแวงเมื่อต้องเข้ามานั่งในนี้ ซึ่งผมก็พยายามจัดให้รู้สึกรีแล็กซ์ที่สุดทุกอย่าง ตั้งแต่ดีไซน์เรื่องถ้วย ไม่อยากให้ถ้วยใหญ่ ต้องรีบกินรีบใช้ ผมลดสเกลทุกอย่างให้คนที่นั่งดื่มได้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ได้ใช้เวลาด้วยกัน ผมออกแบบพื้นที่ให้มีความเปิดเผย เมื่อนั่งไปเรื่อย ๆ ความกลัวหรือความเคยชินจะค่อย ๆ หายไป 

“ในขณะที่ Tea House ของริคิว คือกลับเข้าไปหาความสงบส่วนตัว ส่วนผมนั้นกลับกัน เริ่มสิ่งที่ตรงข้ามกับริคิว คือ เข้าไปหาจริงโดยใช้ความระแวงหวาดกลัว ความไม่มั่นคง ความเปิดเผย ไม่มีความลับ ผมคิดว่าความจริงมันอยู่บนยอดเขา เราขึ้นได้หลายทาง ดังนั้น ผมจะขึ้นอีกทางหนึ่ง เพราะทางนั้นมีคนอื่นทำมาแล้ว”

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

พิพิธภัณฑ์รูปทรงบ้านที่บรรจุงานศิลปะมากกว่า 7 ชิ้น

ผนังด้านหนึ่งของอาคารติดภาพและคำอธิบายแปลนการใช้พื้นที่ ซึ่งระบุถึงงานที่จัดแสดง 7 ชิ้น ภายใต้ชื่องานครั้งนี้ว่า ‘ความว่างคือรูป รูปก็คือความว่าง’  ได้แก่ 1. กลศาสตร์สุนทรียะ (หนังสือ) 2. ก่อนที่คุณยายเกิดหน้าตาคุณเป็นอย่างไร (ถ้วยชา, กระจกเงา) 3. การรับรู้ที่บริสุทธิ์ (จิตกรรม) 4. รูปทรงของเวลา (จิตรกรรมฝาผนัง) 5. รูปทรงของที่ว่าง (ประติมากรรมหลังคา) 6. กลุ่มดาว (พื้น) และ 7. บาร์โดของการมีชีวิตและการตาย (ฟิล์ม)

คามินบอกว่า แท้จริงแล้วในพื้นที่แห่งนี้มีงานศิลปะมากกว่า 7 ชิ้นที่ได้เขียนไว้ แต่จะเป็นอย่างไรนั้น อยากให้ผู้เข้าชมลองตีความหรือสัมผัสด้วยตนเอง หรือหากได้พบกับศิลปิน ก็อาจแลกเปลี่ยนหรือสอบถามได้โดยตรง เชื่อว่าจะเต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนทางศิลปะ ซึ่งต้องนำไปขบคิดหรือทบทวนทั้งผลงานที่เห็นตรงหน้า และแนวคิดต่าง ๆ จะย้อนกลับมาพูดคุยกับตนเองหลังได้ดูงานของศิลปินท่านนี้ 

ยกตัวอย่างแนวคิดในการทำงานศิลปะที่ชื่อว่า กลุ่มดาว หรือ Galaxy ที่วงเล็บด้านหลังว่า ‘พื้น’ ที่มาของงานชิ้นนี้ เกิดจากรอยซ่อมพื้นที่ต้องทาด้วยปูนพิเศษ ทำให้เกิดสีดำแปลกแยกกับพื้นปูนขัดมัน ดังนั้น จึงนำทองมาแปะตามรอยซ่อม ซึ่งมาจากแนวคิดการซ่อมถ้วยชาในศิลปะแบบคินสึงิ 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

หรืองานศิลปะบนฝาผนังในชื่องานว่า รูปทรงของเวลา คามินอธิบายงานว่าเดิมผนังนี้ทาด้วยสีดำ พอรีโนเวตอาคารจึงขัดสีดำออก ขณะที่ช่างกำลังลอกสีดำออก เขาก็มองเห็นความงามที่เกิดขึ้น 

“ผมเข้ามาดูการรีโนเวตทุกวัน วันนั้นขณะช่างทำงาน เราเห็นรูปทรงของเวลาที่เกิดขึ้นบนผนังนี้  เพราะเราเห็น ‘เวลา’ เป็นภาพไม่ได้ แต่เห็นผ่านร่องรอยของประสบการณ์ ส่วนผนังตรงข้ามผมก็ทำให้เรียบ ๆ เพื่อให้เกิดการสื่อสารกัน เหมือนหยิน-หยาง ถ้าไม่มีความเรียบก็ไม่เห็นความหยาบ และจริง ๆ แล้วกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็คืองานอีกหนึ่งชิ้นด้วย 

“ส่วนหนังสือที่วางเอาไว้ข้างหน้าก็เป็นตัวแทนว่า อีก 5 ปีจะเป็นหนังสือที่พิมพ์ประสบการณ์แบบนี้ทั้งหมดไว้ด้านใน จริง ๆ มันมีมากกว่า 7 แต่ 7 ชิ้นเป็นสิ่งที่เราโฟกัสหรือสื่อสารกับคนดูได้ 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

“งานปัจจุบันที่ผมโชว์ที่กรุงเทพฯ ชื่อ Pure Perception หรือการรับรู้ที่บริสุทธิ์ (จิตกรรม) ซึ่งผมแสดงไปแล้ว 3 ที่ ที่นำทองแกลลอรี ที่ ATTA Gallery และที่หอศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย และยังเหลือ 10 รูปผมมาแสดงที่นี่ ชิ้นงาน Pure Perception เป็นกระบวนการเรียนรู้ว่ามันคืออะไร พอทำไปรูปที่ 90  ผมรู้สึกว่าการแสดงออกแบบนี้เป็นปัจจัตตัง การถ่ายทอด การบอกกล่าว หรือการสื่อสาร ไม่เป็น Pure Perception ผมเลยหยุดเขียนรูป หมายถึงหยุดแสดงออกด้วยภาพ ดังนั้นจึงเป็นเฟรมเปล่า 10  อันแล้วเอามาตั้ง ที่คุณเห็นนี่เป็นงานที่เชื่อมต่อระหว่างงาน Pure Perception กับ Self Enquiry ตรงนี้คือตรงกลาง ซึ่งก็คือ บาร์โด เป็นช่วงที่เชื่อมต่อนั่นเอง” 

งานแต่ละชิ้นที่นำมาแสดงร่วมกันภายในพื้นที่อาคารแห่งนี้มีความหมายในตัวเองก็จริง แต่ทุกงานล้วนมีคอนเซปต์หลักเดียวกัน ซึ่งศิลปินอธิบายด้วยคำสั้น ๆ ว่า 

“คอนเซ็ปต์ใหญ่ก็คือ ความงามและการเข้าใจความงาม” 

“ต้องพูดอย่างนี้ก่อน ในอดีตความจริง / ความดี / ความงาม มันจะแยกกันอยู่ ความจริงจะถูกอธิบายผ่านวิทยาศาสตร์  ส่วนความดีจะถูกอธิบายผ่านศาสนา ปรัชญา และความงามทุกอธิบายผ่านศิลปะ ซึ่งจริง ๆ แต่เดิมเลย มันไปทางเดียวกัน แต่มันถูกแยกออกจากกัน  มาถึงตอนนี้ผมจะเอากลับไปที่เดิม ไปรวมกัน คือ สุนทรียศาสตร์ สำหรับผมความงามก็คือความจริงและความดี เมื่อไหร่ที่เราเข้าใจความงามจนถึงจุดที่เป็นแก่นแท้ของมัน มันจะรวมความดีกับความจริงอยู่ในนั้น ความงามที่ไม่รวมความจริงกับความดีมันเป็นสมมติบัญญัติ แต่ความงามที่เป็นสากลต้องมี 3 สิ่งนี้ด้วยกัน ผมกำลังพูดความจริงผ่านภาษาศิลปะ อธิบายความเข้าใจผ่านประสบการณ์   

“และถ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เราจะรู้ว่าคือทั้งหมด ทั้งหมดก็คือเรา และความงามมีอยู่ในทุกสิ่ง ทุกขณะ” 

เปิดบ้านและพิพิธภัณฑ์จิตวิญญาณร่วมสมัยฯ ของ คามิน เลิศชัยประเสริฐ พื้นที่แสดงงานเพื่อเข้าถึงความงาม-ความจริงแห่งชีวิต

31st Century Museum of Contemporary Spirit สามารถเข้าชมได้สัปดาห์ละ 4 วัน วันเสาร์- อังคาร เวลา 13.00 – 17.00 น.

Writer

Avatar

สกุณี ณัฐพูลวัฒน์

จบเกษตร แล้วต่อด้านสิ่งแวดล้อม แต่เติบโตด้านการงานด้วยการเขียนหนังสือมาตลอด ชอบพูดคุยกับผู้คน ชอบต้นไม้ ชอบสวน ชอบอ่าน ชอบงานศิลปะและชอบหนังสือภาพ ทุกวันนี้จึงพาตัวเองคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่ชอบที่ชอบ ด้วยการเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะ เดินทาง และเปิดร้านหนังสือ(ภาพ)ออนไลน์ Of Books and Bar

Photographer

Avatar

กรินทร์ มงคลพันธ์

ช่างภาพอิสระชาวเชียงใหม่ ร่ำเรียนมาทางศิลปะจากคณะที่ได้ชื่อว่ามีวงดนตรีลูกทุ่งแสนบันเทิงของเมืองเหนือ มีความสุขกับการกดชัตเตอร์ในแสงเงาธรรมชาติ ชอบแมว หมา และบ้าจักรยานไม่แพ้กิจกรรมกลางแจ้งอื่น ๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load