กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกระต่ายตัวหนึ่งโล้สำเภามาจากจีนแผ่นดินใหญ่ 

กระต่ายตั้งคำถามว่าจะทำเครื่องครัวที่มีเอกลักษณ์ ใช้ได้นานๆ แตกหักยาก และมีสีสันสวยงามได้อย่างไร 

วันหนึ่งเขาได้ตั้งโรงงานผลิตเครื่องเคลือบอีนาเมลขึ้น ทำให้คนไทยทุกครัวเรือนได้ใช้ปิ่นโต หม้ออวย กะละมัง หม้อแขก ช้อน ถาดพ่นลาย จานชามพ่นลายสีสวยๆ และไม่ใช่แค่ครัวไทยเท่านั้น สินค้าของกระต่ายพ่อลูกยังไปไกลถึงสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น และเกาหลี

น่าดีใจที่นิทานเรื่องนี้ยังเล่าต่อได้ไม่มีวันจบ กระต่ายและสินค้าของเขากระโดดโลดแล่นคู่คนไทยมากว่า 65 ปีแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดพักเอาแรงแต่อย่างไร 

พิริยะ สันติพันธ์พิทักษ์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของสยามอีนาเมล เจ้าของแบรนด์ภาชนะเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย

The Cloud นัดหมาย พิริยะ สันติพันธ์พิทักษ์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของสยามอีนาเมล เจ้าของแบรนด์ภาชนะเคลือบอีนาเมลตรากระต่ายในบ่ายวันหนึ่ง เราคุยกันถึงความเป็นมากว่า 65 ปีของธุรกิจภาชนะเคลือบ การต่อยอดของทายาทรุ่นสอง และแผนการที่จะพาแบรนด์ไปสู่ธุรกิจร้อยปีของทายาทรุ่นสาม

ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก

สารภาพมาซะดีๆ ว่าใครเผลอเรียกถาดและชามพ่นลายดอกไม้สีสวยนี้ว่าสังกะสีบ้าง เพราะเรื่องราวเบื้องล่างทั้งหมดจะทำให้คุณเอ็นดูและมองภาชนะเปลี่ยนไป ยิ่งถ้าได้มาเดินดูโรงงานด้วยกันกับเราตอนนี้ คุณจะรักเจ้าภาชนะพวกนี้จนอยากสะสมให้ครบทุกคอลเลกชัน

นิทานเรื่องนี้สอนวิชาการทำธุรกิจครอบครัวอย่างไร มาฟังกัน

ธุรกิจ : บริษัท โรงงานอุตสาหกรรมภาชนะเคลือบ จำกัด (SIAM ENAMEL)

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2498

อายุ : 65 ปี

ประเภท : ผู้ผลิตภาชนะเคลือบ เครื่องใช้ในครัวเรือน ภายใต้เครื่องหมายการค้า ตรากระต่าย

ผู้ก่อตั้ง : โสภณ สันติพันธ์พิทักษ์

ทายาทรุ่นสอง : สนิท สันติพันธ์พิทักษ์

ทายาทรุ่นสาม : พิริยะ สันติพันธ์พิทักษ์

พิริยะ สันติพันธ์พิทักษ์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของสยามอีนาเมล เจ้าของแบรนด์ภาชนะเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย

มีสี แต่ไม่ใช่สังกะสี

หลายคนเรียกเครื่องเคลือบอีนาเมลตามความเคยชินว่า ‘สังกะสี’ เพราะเห็นว่าทำมาจากเหล็ก เมื่อเคาะแล้วเกิดเสียงคล้ายกระเบื้องสังกะสีมุงหลังคา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่

ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก

อีนาเมล หรือ Enamel Coating คือเทคโนโลยีเคลือบแก้ว เกิดขึ้นครั้งแรกที่เยอรมนีเมื่อราว พ.ศ. 2303 ก่อนจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายช่วง พ.ศ. 2393 เพราะสีสันซึ่งเกิดจากกระบวนการทางเคมีของสีที่เคลือบไว้ด้านนอกชิ้นงาน แล้วอบด้วยความร้อนอุณหภูมิกว่า 800 องศาเซลเซียส จนผิวภายนอกเปลี่ยนสถานะเป็นแก้ว (Glass Code) ให้พื้นผิวเรียบเงาและสีสันสดใส มักใช้ในการผลิตภาชนะเครื่องครัว เครื่องประดับ และงานโครงสร้าง

เหตุผลที่อีนาเมลได้รับความนิยมในการผลิตเครื่องครัว เพราะคุณสมบัติทนต่อความร้อนสูง นำไปตั้งเตาไฟได้ มีคุณสมบัติกระจายความร้อนได้ดีทำให้อาหารปรุงสุกง่าย ไม่ทำปฏิกิริยากับสภาพความเป็นกรดหรือด่างของอาหาร ปลอดภัยจากสารปนเปื้อนของเนื้อโลหะ ทำความสะอาดง่ายทำให้มีเชื้อโรคตกค้างน้อย แต่ด้วยผิวสัมผัสที่คล้ายแก้วจึงต้องระมัดระวังเรื่องการกระแทก แต่ถึงแม้ผิวจะมีการกะเทาะบ้างก็ยังใช้งานได้อยู่ ไม่ได้แตกเสียทั้งใบ เพราะเนื้อในที่เป็นเหล็กก็ยังทนทานแข็งแรง หากดูแลรักษาถูกวิธีก็จะมีอายุการใช้งานยืนยาวไม่ต่ำกว่า 50 – 60 ปี 

ผู้บุกเบิกตลาดอีนาเมลและงานพ่นลายดอกไม้ที่สุดแสนคลาสสิ

จุดเริ่มต้นของธุรกิจผู้ผลิตภาชนะเคลือบเครื่องใช้ในครัวเรือนภายใต้เครื่องหมายการค้า ตรากระต่าย มาจากอากงโสภณ ผู้ทำงานในบริษัทนำเข้าสินค้าเมื่อครั้งอยู่ประเทศจีน ก่อนจะย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากในประเทศไทย และเริ่มต้นกิจการเทรดดิ้งเล็กๆ ของตัวเองที่ถนนทรงวาด โดยสั่งสินค้ามาจากหลายแหล่งทั่วโลก 

และเพราะเห็นว่าเครื่องใช้ในครัวเรือนยุคนั้นนอกจากเซรามิกก็มีให้เลือกไม่มาก แถมยังแตกหักง่าย อากงโสภณผู้อยากทำเครื่องครัวที่ใช้ได้นานๆ และมีสีสันสวยงาม จึงตัดสินใจก่อตั้งบริษัทบนถนนทรงวาดที่เดิม และสร้างโรงงานแห่งแรกในย่านท่าพระเมื่อ พ.ศ. 2498

ช่วงแรก อากงโสภณเริ่มจากทดลองทำสินค้าหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นปิ่นโตสีเหลือง กะละมังสีขาว และสินค้าซึ่งมีต้นแบบจากต่างประเทศ เช่น หม้ออวย หรือหม้อหูหิ้วสีน้ำเงินที่มีแรงบันดาลใจมาจากหม้อสไตล์สแกนดิเนเวีย 

ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก

ขณะที่ปิ่นโตของไทยมีต้นแบบมาจากเบนโตะของญี่ปุ่น เปี้ยงตังของจีน กล่องข้าวของอินเดีย กล่องแซนด์วิชของชาติที่กินขนมปังเป็นหลัก แม้หน้าตาไม่เหมือน แต่มีคอนเซปต์การใช้งานเหมือนกัน นั่นคือภาชนะใส่อาหารพกพาไปในที่ต่างๆ 

ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก

“เบนโตะญี่ปุ่นก็เหมาะกับอาหารการกินของเขาซึ่งมักจะเป็นของแห้ง ขณะที่อาหารไทยมีข้าว มีกับที่เป็นแกง ผัด ต้ม จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมหน้าตาของปิ่นโตสีเหลืองขอบเขียวสุดคลาสสิกนี้ จึงมีลักษณะเป็นชั้นแยกไม่ให้อาหารรวมกัน” พิริยะเล่า

ยากจะบอกว่าใครเป็นคนริเริ่มทำปิ่นโตเจ้าแรกสุด เพราะเกือบทั้งหมดมาจากแหล่งเดียวกัน มีจุดเริ่มต้นไม่ต่างกัน แต่ถ้าถามว่าตอนนี้เหลือใครในประเทศไทยที่ยังผลิตปิ่นโตอยู่ ก็คงต้องบอกว่ามีชื่อของสยามอีนาเมล เจ้าของแบรนด์ภาชนะเคลือบตรากระต่ายอยู่ในลำดับต้น

และไม่ใช่แค่ปิ่นโต ตรากระต่ายยังเป็นเจ้าแรกที่ทำถาดอีนาเมลพ่นลายดอกไม้ที่เราเห็นคุ้นตา

ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก

โดยสรุปแล้ว ตรากระต่ายในยุคบุกเบิกได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด อากงโสภณทำให้สินค้าประเภทหม้อ ชาม กะละมัง เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

ยุคที่กระต่ายกระโดดไปญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา

อีนาเมลตรากระต่ายในมือทายาทรุ่นที่ 2 เริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ. 2526 

เป็นยุคที่บริษัทย้ายฐานการผลิตมาที่หนองแขมซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานปัจจุบัน ลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติม เพื่อขยายการผลิตและบุกเบิกทำตลาดในต่างประเทศ 

เป็นยุคที่เริ่มรับจ้างผลิตให้แบรนด์ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และแบรนด์ไทยที่ส่งขายตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ 

ขณะที่สินค้าภายใต้แบรนด์ตรากระต่ายก็เริ่มหลากหลายขึ้น เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก
ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก

“ยุคนั้นเราผลิตหม้อหลายแบบหลายขนาดมาก มีถ้วยสลัดขนาดใหญ่ มีหม้อด้าม Saucepan ที่มีฝาปิด หม้อชุดเจ็ดใบ หม้อชุดแปดใบ มีกล่องจัดเก็บอาหารอีนาเมลมาพร้อมฝาพลาสติกหรือฝาแก้ว สีสันเยอะขึ้น ลวดลายเยอะขึ้น รวมถึงสินค้ารูปแบบใหม่ๆ” พิริยะเล่าพร้อมส่งแคตตาล็อกรุ่นแรกให้เราดู ประทับใจวิสัยทัศน์ของผู้เป็นพ่อที่ลุกขึ้นมาทำหนังสือรวมสินค้าก่อนใคร

ลวดลายที่เยอะขึ้นมาจากเทคโนโลยีใหม่หรือดีแคล (Decal) คือการพิมพ์ลายรูปลอกที่ออกแบบพิเศษ เหมาะกับการเผาด้วยความร้อนที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส ให้ภาพสวยคมชัด ตอบสนองความต้องการของตลาดที่มองความสวยงามเปลี่ยนไป 

ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก

ระหว่างเดินชมกระบวนการผลิต จนถึงคลังที่เก็บรูปลอกลายที่มีมาทั้งหมด เราถามถึงที่มาของชื่อเรียกแทนรูปลายดอกไม้ ผลไม้ และหมีน้อย อย่าง 925 958 ก็ได้รู้ว่าตั้งตาม ค.ศ. และเดือนที่ออกแบบและผลิตครั้งแรก เช่น 958 คือ ค.ศ. 1995 เดือน 8 ทำให้คิดถึงคอลเลกชันของแบรนด์เสื้อผ้าดังๆ ขาดแต่เติม สปริง ซัมเมอร์ วินเทอร์ ฟอล ลงไปเท่านั้น และลายของอีนาเมลรุ่นรูปลอกลายที่ขายดีตลอดกาล ได้แก่ 925

ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก

ขณะที่เทคนิคพ่นลายบนถาดและจานชามยังมีอยู่ โดยเป็นงานที่ใช้ฝีมือทั้งหมด ตั้งแต่ออกแบบ ฉลุลายพิมพ์ และการพ่นสีทับทีละสี ก่อนอบด้วยความร้อน

ในแง่การผลิต นี่เป็นยุคที่ตรากระต่ายพัฒนาคุณภาพสินค้าอย่างก้าวกระโดด เพียงเพื่อให้ตรงตามมาตรฐานการผลิตที่กำหนดและความต้องการของตลาดในต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อบริษัทที่ทำให้ยั่งยืนมาจนวันนี้ แม้สินค้าจะไปถึงมือผู้ใช้ในหลายประเทศทั่วโลก แต่ชื่อของตรากระต่ายก็ยังไม่กระโดดข้ามไปไกล เพราะพวกเขาเลือกที่จะทุ่มเทพลังให้กับการพัฒนาคุณภาพซึ่งเป็นจุดสำคัญ

“เครื่องเคลือบอีนาเมลเป็นสินค้าที่คนจดจำสินค้าได้ แต่ไม่ได้จดจำแบรนด์ได้ว่ายี่ห้ออะไรหรือใครคือผู้ผลิต แบรนดิ้งเดียวที่มีในยุคนั้น คือกระดาษพิมพ์ลายโลโก้กระต่ายทากาวติดภาชนะ ตั้งใจให้หลุดออกง่ายเพียงล้าง เพราะรู้อินไซด์ว่าคนไม่ชอบให้กาวสติกเกอร์เหนียวติดทนภาชนะจนทิ้งรอย” พิริยะเล่า

ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก
ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก

หากโจทย์ในการทำธุรกิจของตรากระต่ายยุคแรกของอากง คือเครื่องครัวที่แปลกใหม่และใช้ได้นาน

โจทย์ของคุณพ่อ สนิท สันติพันธ์พิทักษ์ คือการทำให้ห้องครัวเป็นพื้นที่ที่มอบความสุข

ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก

“เวลาเดินทางไปที่ต่างๆ คุณพ่อคุณแม่ชอบดูเครื่องครัวมาก ต้องแวะเข้าร้านเครื่องครัวตลอดเวลา ตอนเด็กๆ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม ที่บ้านมีไม่เยอะพอหรือ มาวันนี้ผมเองก็เริ่มเป็นแบบนั้นแล้ว ยิ่งเจออะไรสวยๆ ยิ่งชอบ”

เคมี-ฟิสิกส์-ชีวิต

“ความทรงจำเดียวที่มีเวลาครูถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไรคือนักวิทยาศาสตร์ เพราะอ่านมาจากหนังสือการ์ตูน”

พิริยะ สันติพันธ์พิทักษ์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของสยามอีนาเมล เจ้าของแบรนด์ภาชนะเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย

หลังเรียนจบด้านวิทยาศาสตร์การอาหารจาก University of Melbourne พิริยะเลือกกลับมาฝึกงานที่บริษัทขนมแห่งหนึ่ง และเริ่มต้นทำงานฝ่ายวิจัยและพัฒนา (Research & Development) และฝ่ายควบคุมคุณภาพ (Quality Control) ก่อนกลับไปเรียนต่อปริญญาโทด้านธุรกิจและการตลาดที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์นเดิม แล้วเริ่มทำงานสายการเงินในธนาคาร HSBC ที่ประเทศออสเตรเลีย

“เมื่อรู้ตัวว่าชอบงานด้านการตลาด อยากทำงานในบริษัทชั้นนำของโลก และได้มีโอกาสเข้าไปทำงานที่บริษัทยูนิลีเวอร์ (ประเทศไทย) ในส่วนของตลาดผลิตภัณฑ์ผงปรุงรส ทำให้ได้ติดต่อกับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียเหนือ ซึ่งมีลูกค้ากลุ่มต่างๆ ได้แก่ ร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล โรงเรียน และกลุ่มลูกค้าในตลาดสด นอกจากประสบการณ์ เรื่องช่องทางจัดจำหน่าย การวางแผนระบบ และอบรมพนักงานขาย ระหว่างทางเจอสินค้าของที่บ้านตามที่ต่างๆ นั่นจานเคลือบร้านข้าวแกงของเรา นั่นหม้ออวยของบ้านเรา นั่นก็ถาดส้มตำของบ้านเราหนิ และกะละมังใส่ข้าวเหนียวมะม่วงก็ของเราหนิ”

พิริยะ สันติพันธ์พิทักษ์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของสยามอีนาเมล เจ้าของแบรนด์ภาชนะเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย

จากตอนแรกที่รู้สึกเคยชินกันของใกล้ตัว ก็เริ่มสังเกตมากขึ้นทีละเล็กละน้อย เขาบอกว่ารู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด หลังทำงานมากว่า 5 ปี พิริยะก็ตัดสินใจลาออกเพื่อไปเรียนภาษาจีนที่ไต้หวันและตามด้วยการทำงานต่อที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเป็นรากฐานในการต่อยอดการทำธุรกิจของครอบครัวในอนาคต

“ที่ผ่านมาไม่เคยถูกกดดันว่าต้องมาทำงานที่บ้าน แต่หลังจากทำงานประจำ ก็เริ่มรู้สึกเสียดายหากสิ่งที่ครอบครัวสร้างมาจะหายไป และเริ่มรู้ตัวว่าอยากทำสิ่งนี้ จึงตัดสินใจกลับมาทำธุรกิจที่บ้านอย่างเต็มตัว โดยพยายามผลักดันตัวเองในด้านภาษาและผนวกเข้ากับแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อนำกลับมาปรับใช้กับงานที่บ้าน”

ถ้าอยากเห็นอะไรที่ดีขึ้น อย่าไปยึดติดกับคำว่าเปลี่ยน

ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก
ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก

หน้าที่แรกที่พิริยะได้รับมอบหมาย คืองานดูแลฝ่ายผลิตซึ่งเป็นหัวใจของโรงงาน

“เชื่อว่าทายาททุกคนคิดคล้ายกันว่า เข้ามาทำงานแล้วต้องเปลี่ยนระบบบางอย่างให้ทันสมัย แต่ในความเป็นจริงแล้ว หนึ่ง เราต้องเรียนรู้สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก่อน สอง ไอเดียใหม่ๆ ลองได้ไม่จำกัด แต่ต้องผ่านการศึกษาในหลายๆ มิติให้ดีก่อน สาม จงใจเย็น การจะสร้างอะไร พัฒนาอะไรรากฐานต้องดี และมันคือการที่เราค่อยๆ พัฒนาอย่างมีความอดทนไม่ใจร้อน เพราะหากทำอะไรด้วยความใจร้อนมักจะได้งานหยาบหรือมีผลกระทบที่เสียหายได้ หลายๆ ธุรกิจใช้เวลาสร้างกันมายาวนาน รากฐานเขาจึงมั่นคง”

พิริยะเล่าศาสตร์การโน้มน้าวง่ายๆ อย่างการค่อยๆ แสดงให้เห็น 

ไม่ใช่ว่าทุกคนมีความคิดที่อยากต่อต้าน เพียงแค่เขาคุ้นชินกับแนวทางเดิมที่มีมาก่อน 

“สิ่งสำคัญคือ ถ้าอยากทำอะไรให้ดีขึ้น อย่าไปยึดติดกับคำว่าเปลี่ยน ทุกวันมันเปลี่ยนอยู่แล้ว แค่เราต้องหาทางร่วมพัฒนาไปในแนวทางที่ทุกคนจะเห็นและยอมรับกับสิ่งนั้น ซึ่งคุณต้องตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่าอยากเห็นอะไร”

สิ่งที่ทายาทรุ่นสามของอีนาเมลตรากระต่ายอยากเห็น คือกิจการที่เติบโตขึ้น ผลิตสินค้าจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทัศนคติของคนทำงานที่ดี ความรู้สึกดีๆ ที่ลูกค้ามีต่อสินค้า เขาอยากสร้างพลังเชิงบวกให้กับแบรนด์และองค์กรโดยรวม

เมื่อตั้งเป้าหมายชัด ลำดับถัดมาคือการโน้มน้าวตัวเอง เพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเองก่อน แล้วจึงโน้มน้าวคนรอบข้าง

“ช่วงที่เข้ามาดูแลแบรนดิ้ง ซึ่งที่ผ่านมาทุกคนในบริษัทไม่มีใครสนใจเรื่องนี้เลย เราก็ต้องมานั่งคุยกันว่าในสถานการณ์นี้ สิ่งที่เราทำนั้นมีจุดเด่น จุดด้อยอะไร เมื่อรู้จักตัวเราเองแล้วก็มาโฟกัสสิ่งที่เราทำได้ดี รวมถึงมีจุดอ่อนข้อไหนบ้างที่เราควรพัฒนา เพราะเราไม่อาจเก่งได้ทุกอย่าง แต่เราต้องเก่งในส่วนที่จำเป็น”

บ่อยครั้งเราพบว่าธุรกิจเก่าแก่หลายธุรกิจมักคิดว่า “ทำแบบเดิมก็ขายได้ดีอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องคิดเพื่อขายดีกว่าเดิมเลย” ทายาทผู้รับช่วงต่อควรโน้มน้าวพวกเขาอย่างไร เราถาม

“สำคัญคือเราต้องรู้ถึงประเด็นปัญหาที่อยู่ในนั้นอย่างลึกซึ้งก่อน เมื่อเห็นทางพัฒนา ก็ไปเสนออย่างมีทางเลือกให้เขา นั่นคือคิดไปส่วนหนึ่งแล้วรอฟังความคิดเห็นหรือแนวทาง แล้วค่อยปรับกันไป ไม่ใช่ว่าผมถูกอยู่คนเดียวและไม่ใช่ว่าสิ่งที่เขาทำดีอยู่แล้วจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ทุกคนมีความเห็นได้ ไม่มีใครผิดเสมอหรือถูกตลอด ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องการบริหารจัดการคน การจะไปจากศูนย์ให้ถึงร้อยไม่ได้ทำได้ในวันเดียว ก้าวแรกวันนี้อาจจะแค่ศูนย์จุดห้า แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ออกจากศูนย์ เพราะถ้าคุณย่ำอยู่กับที่ก็ไม่มีทางตามใครทัน” พิริยะตอบ

Timeless is more

เมื่อโจทย์ของตรากระต่ายยุคบุกเบิก คือเครื่องครัวที่แปลกใหม่ใช้ได้นาน

โจทย์ของทายาทรุ่นสอง คือการทำให้ห้องครัวเป็นพื้นที่ที่มอบความสุข

อีนาเมลตรากระต่ายในมือทายาทรุ่นที่ 3 มีโจทย์คือต้องการสร้างทางเชื่อมระหว่างยุคสมัย และทำให้สินค้าเครื่องครัว ตรากระต่าย กลายเป็นสินค้าที่มอบความสุขให้คนทุกยุคทุกวัย

ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก
ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก

“เรามองว่าของเหล่านี้ยังสวยและอยู่เหนือกาลเวลา ทำอย่างไรให้ของเหล่านี้เข้ามาใกล้กับวิถีชีวิตคนสมัยนี้มากขึ้น ลวดลายและทรงที่คนรุ่นเก่าเห็นแล้วคิดถึงวันวาน ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็สามารถตื่นเต้นไปกับของเหล่านี้ โดยที่ผนวกแนวคิดของการลดขยะ รักษาสิ่งแวดล้อม และเลือกใช้ของที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างปิ่นโต” 

ไม่เพียงนำไอเท็มคลาสสิกกลับมา แต่ยังคิดถึงการปรับหน้าตาให้ใช้งานได้เหมาะมากขึ้น หรือเพิ่มสีสันใหม่ๆ ลวดลายใหม่ๆ ที่เข้ากับรสนิยมของคนปัจจุบันให้ได้มากยิ่งขึ้น

ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก
ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก

นอกจากงานส่วนบริหารและพัฒนาสินค้า พิริยะตั้งใจอยากสร้างตรากระต่ายให้เป็นแพลตฟอร์มหรือพื้นที่ให้ศิลปินไทยมีโอกาสแสดงผลงานหรือสร้างงานร่วมกัน เช่นหลายปีก่อน ตรากระต่ายทำแก้วเคลือบคอลเลกชันสงกรานต์ ในลายเส้นทันสมัย

ไปจนถึงใส่เทคนิคการผลิตใหม่ๆ ใส่แรงบันดาลใจจากศิลปะลงไป ทำให้สินค้าร่วมสมัยมากขึ้น เช่น เครื่องเคลือบซีรีส์สลัดสี แรงบันดาลใจจากเทคนิคสลัดสีของแจ็กสัน พอลล็อก ศิลปินชาวอเมริกัน จนได้ปิ่นโตเคลือบและขันน้ำเคลือบลวดลายสนุกไม่เหมือนใคร

ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก

เพราะความเชื่อใจที่สร้างมาตั้งแต่อดีต หากเสียไปแล้วคงไม่กลับคืนมาง่ายๆ

ระหว่างชื่นชมแก้วเคลือบรุ่นคลาสสิกในขนาดเอสเพรสโซ่ช็อตที่อยู่บนชั้นรวมงานตรากระต่าย เราก็เอ่ยปากขอซื้อ พิริยะรีบตอบว่ายินดีแนะนำร้านค้าย่านที่พักอาศัยให้ 

“หลักการในการทำธุรกิจของเรา เราเน้นที่จะสนับสนุนคู่ค้าของเราในทุกระดับ โดยเราเลือกใช้เครื่องมือต่างๆ โดยเฉพาะการสื่อสารทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ โซเชียลแพลตฟอร์มต่างๆ สำหรับสร้างแบรนด์และทำการตลาด เพื่อสนับสนุนร้านค้าที่เป็นตัวแทนของเรา เพราะต้องคิดถึงความสัมพันธ์อันดีของคู่ค้าที่มีมาตั้งแต่อดีตด้วย แม้วันนี้มีเครื่องมือมากมายที่ทำให้เราขายเองได้ง่ายมาก แต่ถ้าทำแบบนั้นกิจการร้านค้าของตัวแทนเขาจะอยู่อย่างไร” พิริยะบอกว่านี่คือคำขอแรกๆ ของพ่อในวันที่เขาเข้ามาทำงานที่บ้านเต็มตัว

หนึ่ง เมื่อตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ขอให้คิดให้รอบ ลองทำให้สุด

สอง ขอให้คิดถึงผู้อื่น อย่าเห็นแก่ยอดขายและความสะดวกจนลืมใครไว้ข้างหลัง ความเชื่อใจที่สร้างมาตั้งแต่อดีต หากเสียไปแล้วคงไม่กลับคืนมาง่ายๆ

ผู้รักษาคงไว้ซึ่งความสงบสุข

ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่แก่นของธุรกิจมีใจความพ้องกันกับความหมายของชื่อสกุล ‘สันติพันธ์พิทักษ์’

สันติ (น.) แปลว่า ความสงบ

พันธ์ (ก.) แปลว่า ทำให้ติด หรือเกี่ยวกันไว้, ผูก, มัด, ตรึง.

พิทักษ์ (ก.) แปลว่า ดูแลคุ้มครอง, ปกป้องคุ้มครอง.

ครอบครัวสันติพันธ์พิทักษ์เป็นครอบครัวที่สนใจการทำธุรกิจ พิริยะเล่าว่าอากงเป็นคนทำธุรกิจเยอะมาก นอกจากเครื่องเคลือบอีนาเมล ยังเคยลองทำธุรกิจเสื้อผ้า ผ้าอนามัย เรื่อยไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์ คุณพ่อของเขาก็เช่นกัน ระหว่างเข้ามาทำงานรับช่วงต่อก็ยังทำธุรกิจโรงงานเทียน โรงงานเชือกกระสอบ

“มีทั้งไปได้ดีและไม่ได้ดี ซึ่งต่อมาหลายๆ ธุรกิจที่ไปได้ก็มีการขายกิจการให้หุ้นส่วน เราเชื่อว่าท่านก็พยายามในสายงานเขาเต็มที่ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมอากงและพ่อจึงไม่ปิดกั้นความคิดผมเลย พวกเขาบอกเสมอว่าการที่เขาทำไม่สำเร็จในอดีต ไม่ได้หมายความคุณจะทำไม่สำเร็จนะ เขายินดีให้ไปลอง แต่ก็จะแอบกระซิบให้ฟังว่าอันไหนเคยลองแล้วแต่ไม่เวิร์ก” พิริยะเล่า

ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก
ทายาทรุ่นสาม เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย ผู้ต่อยอดธุรกิจ 65 ปีให้อยู่คู่ครัวไทยและไปไกลระดับโลก

“ถ้าตรากระต่ายในยุคอากงคือบุกเบิก ยุคคุณพ่อคือขยับขยายและเติบโต ผมก็ขอเป็นเพียงผู้รักษาและส่งต่อสิ่งนี้ไปยังรุ่นต่อไป อยากให้ธุรกิจเติบโตไปถึงร้อยปี

“เครื่องครัวหรือแม้แต่ภาชนะใส่อาหารไม่ใช่แค่ใช้งาน แต่เป็นบรรยากาศ เป็นสุนทรียะที่คนไม่ค่อยนึกถึง ถ้าเครื่องครัวของผมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้ได้รับความสุขกับช่วงเวลาตรงหน้าคงดีไม่น้อย” พิริยะทิ้งท้าย

แม้ตลอด 65 ปี เครื่องเคลือบอีนาเมลตรากระต่ายจะนำเสนอสินค้าคนละแบบ คนละยุค แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือความตั้งใจอยากให้เครื่องครัวเป็นสิ่งที่นำความสุขง่ายๆ ให้กับทุกคนในทุกวัน

พิริยะ สันติพันธ์พิทักษ์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของสยามอีนาเมล เจ้าของแบรนด์ภาชนะเคลือบอีนาเมลตรากระต่าย

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ผมเกิดวันที่ 5 ม.ค. พ.ศ. 2528 

อาม่าเคยบอกว่าเป็นวันดี แต่ไม่ได้บอกว่าดียังไง

วันหนึ่งระหว่างวิ่งเล่นในบ้าน ผมเจอแผ่นกระดาษที่ฉีกจากปฏิทินกระดาษประจำบ้าน หุ้มซองพลาสติกอย่างดี วันที่ในกระดาษคือวันเกิดผม มีข้อมูลเป็นภาษาไทยและจีนที่เด็กอย่างผมอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ

ถ้าคุณมีเชื้อสายจีน มีครอบครัวและมีลูกประมาณช่วงยุค 80 การตัดปฏิทินกระดาษที่เรียกว่า ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ หน้าที่เป็นวันเกิดของลูกถือเป็นธรรมเนียมปกติ หลายครอบครัวเก็บรักษาไว้ประหนึ่งเป็นเอกสารสำคัญ 

หลายสิบปีต่อมา ผมถึงรู้ว่าปฏิทินนั้นไม่ได้บอกแค่เวลา แต่ยังบอกข้อมูลสำคัญทางโหราศาสตร์ โดยเฉพาะภาษาจีน 4 แถวเรียกว่า ‘ปาจื๊อ’ เราสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้ ‘ขึ้นดวง’ เพื่อดูว่าเด็กที่เกิดวันนี้เป็นคนธาตุไหน ลักษณะเป็นอย่างไร 

ประหนึ่งเป็นเหมือนพิมพ์เขียวของชีวิต ช่วยแนะนำพ่อแม่ว่าควรเลี้ยงลูกให้ดำเนินชีวิตไปในทิศทางใด

ปฏิทินน่ำเอี๊ยง คือของที่ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนต้องมีติดบ้าน น่ำเอี๊ยงไม่ได้เป็นแค่ชื่อปฏิทิน แต่ยังเป็นชื่อสำนักโหราศาสตร์จีนที่อยู่คู่ประเทศไทยมากว่า 80 ปี สถาบันแห่งนี้เป็นเสาหลักทางจิตใจของคนจีนที่อพยพมาในประเทศไทยหลายทศวรรษ 

พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงยังคงยืนหยัดภายใต้การนำของทายาทรุ่นที่สาม กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล พาธุรกิจครอบครัวฝ่าคลื่นลมแห่งความเปลี่ยนแปลงได้อย่างสง่างาม 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ล่าสุด เขากำลังนำเทคโนโลยีปรับธุรกิจให้กลายเป็นแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย เตรียมเปิดตัวในเทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 ที่กำลังจะถึงนี้

ภารกิจของทายาทรุ่นนี้ท้าทาย ไม่ต่างจากที่อากงของเขาเคยทำเมื่อหลายทศวรรษก่อน 

สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย มีบางเหตุการณ์ในบางช่วงเวลาที่สำคัญ ควรค่าแก่การเน้นย้ำ เราจึงอยากเล่าเรื่องการเดินทางของน่ำเอี๊ยงผ่านช่วงเวลาเหล่านั้น ทั้งการฉกฉวยโอกาสในยามโชคดี และการหลีกเลี่ยงโชคร้ายในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ

ธุรกิจ : โหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2499 (นับจากปีที่ตั้งสำนักถาวร)

ประเภท : สำนักโหราศาสตร์

ผู้ก่อตั้ง : ซินแสเฮียง แซ่โง้ว

ทายาทรุ่นสอง : ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล

ทายาทรุ่นสาม : กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล

เฮียง แซ่โง้ว เดินทางจากจีนถึงไทย ลงเรือที่จังหวัดสงขลา

เด็กหนุ่มวัย 18 ปีไม่ได้จากบ้านมาทำงานเฉกเช่นคนจีนในวัยเดียวกัน เขามาตามหาพ่อที่หายตัวไป 

หลายปีก่อนหน้า พ่อของเฮียงจากบ้านมาทำงานแล้วส่งเงินกลับไปเลี้ยงดูครอบครัวที่ประเทศจีน วันหนึ่งพ่อขาดการติดต่อ ลูกชายจึงเดินทางมาตามหา สุดท้ายเขาพบข่าวร้ายว่าพ่อเสียชีวิตกะทันหันในประเทศไทย จึงขาดการติดต่อกับครอบครัวที่ประเทศจีน 

แม้โศกเศร้า แต่นายเฮียงก็ไม่กลับบ้านเกิด ตั้งใจสืบปณิธานทำงานที่เมืองไทยส่งเสียครอบครัวแทนพ่อผู้ล่วงลับ

ด้วยความสนใจทางโหราศาสตร์ตั้งแต่เด็ก นายเฮียงศึกษาและพัฒนาจนสามารถใช้ความรู้โหราศาสตร์เป็นอาชีพ ซินแสเฮียง แซ่โง้ว หรือ ‘เหล่าซินแส’ กลายเป็นที่รู้จักในชุมชนคนจีนอย่างรวดเร็ว งานหลักของเหล่าซินแสคือการดูฤกษ์งามยามมงคลให้กับธุรกิจชาวจีนที่เปิดใหม่ในเมืองไทย และรับทำนายดวงชะตาด้วยวิธีหลายรูปแบบ 

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

การทำงานช่วงแรกหนักหน่วงไม่น้อย ซินแสพูดไทยไม่ได้ ต้องอาศัยให้เพื่อนช่วยเป็นล่ามแปล ไม่มีหน้าร้านหรือสำนักถาวร เขารับงานแบบไม่หวั่นงานหนัก เดินทางช่วยผู้คนทั่วหล้าแบบถึงไหนถึงกัน

โหราศาสตร์จีนมีหลายแขนง หลากความเชื่อ สำหรับเหล่าซินแส เขาเชื่อว่าทฤษฎีการดูดวงชะตามิได้ทำขึ้นเพื่อให้คนงมงาย แต่เพื่อให้เรามีหลักในการตัดสินใจ 

ชีวิตคนย่อมมีขึ้นมีลง เมื่อเราโชคดี ทำอย่างไรจึงจะฉวยโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น เมื่อเผชิญปัญหา ทำอย่างไรจึงจะหลีกเลี่ยงโชคร้ายไม่ให้เป็นอันตรายกับเรามากที่สุด

หากเราเข้าใจโชคชะตาของตัวเอง ย่อมรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะปรับชีวิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ 

นี่เป็นหลักการที่เหล่าซินแสมอบให้คนจีนที่มาเผชิญโชคในต่างแดน ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มั่นคงทั้งทางกายและจิตใจ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ชื่อเสียงของเหล่าซินแสแพร่กระจายไปทั่วสงขลา ได้รับเชิญให้เดินทางไปดูฤกษ์ยามทำนายชะตาชีวิตในหลายจังหวัดทั่วประเทศ

วันหนึ่งเขาได้รับเชิญจากผู้ใหญ่ที่เคารพให้มาตั้งสำนักโหราศาสตร์เป็นหลักเป็นฐานในกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2499 โดยใช้ชื่อว่า ‘น่ำเอี๊ยง’ แปลว่า แสงจากดวงอาทิตย์ทางทิศใต้ (ทิศมงคลตามความเชื่อของโหราศาสตร์จีน) เป็นความหมายที่ดีงามและเหมาะสมกับภารกิจของซินแสในตอนนั้น 

ยุคนั้นคนจีนรู้จักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงเป็นอย่างดี เป้าหมายต่อไปของซินแส คือการแพร่ความรู้เหล่านี้ให้กว้างขึ้น ปัญหาแรกที่ต้องแก้คือกำแพงภาษา 

แม้เป้าหมายแรกคือทำให้คนจีนมีชีวิตดีขึ้น แต่ชีวิตคนไม่มีพรมแดน เส้นเขตแดนและสัญชาติเป็นเพียงสิ่งสมมติที่แบ่งแยกผู้คน เหล่าซินแสจึงเริ่มใส่ภาษาไทยเข้าไปในผลงาน เปิดกว้างให้ความรู้ทางโหราศาสตร์เข้าถึงผู้คนยิ่งขึ้น

อีกปัญหาที่ซินแสอยากแก้คือ คนจีนในไทยยุคนั้นไม่รู้ว่าต้องจัดงานตามเทศกาลเมื่อไหร่ ปฏิทินที่ใช้ในไทยไม่ได้บอกว่าช่วงตรุษจีน สารทจีน หรือช่วงที่เทพเจ้าตามความเชื่อของคนจีนมาเยือนในทิศใด วันที่เท่าไหร่

ประเพณีเหล่านี้ทำสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ เปรียบเสมือนเครื่องยึดเหนี่ยวเสริมสร้างกำลังใจตลอดปี น่ำเอี๊ยงจึงทดลองนำความรู้ทางโหราศาสตร์มาใส่ในปฏิทิน ผลิตและจำหน่ายครั้งแรกใน พ.ศ. 2518

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงรุ่นแรกมีแต่ภาษาจีน เป็นตำราปฏิทิน มีข้อมูลโหราศาสตร์ที่บอกว่าแต่ละวันควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร วันธงไชยหรือวันดีที่เหมาะกับการทำงานใหญ่คือวันไหน เทพเจ้าอยู่ทางทิศไหน ควรกราบไหว้บูชาเมื่อไหร่ ลูกหลานจะได้ดำเนินชีวิตตามเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ เป็นเหมือนอาวุธข้างกายในการฝ่าฟันอุปสรรคระหว่างดำเนินชีวิต บนแผ่นดินที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตัวเอง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

ปฏิทินกลายเป็นสินค้าพลิกชีวิตของซินแส นอกจากจะขายดียังเปลี่ยนแนวการดำเนินธุรกิจสำนักโหราศาสตร์ไปไม่น้อย หลายทศวรรษผ่านไป ปฏิทินน่ำเอี๊ยงยังคงมีขาย ครอบครัวคนจีนยังนิยมซื้อไว้ติดบ้าน กลายเป็นสินค้ามงคลที่ผู้คนซื้อไว้ทั้งใช้งานเองและซื้อให้คนที่เคารพเพื่ออวยพรให้มีโชคดีทั้งปี 

นอกจากปฏิทิน ซินแสยังพยายามส่งต่อความรู้ทางโหราศาสตร์ให้คนรุ่นหลัง ด้วยการเขียนเป็นตำราชื่อว่า ตำราทงจือน่ำเอี๊ยง เนื้อหาจะสอนการใช้โหราศาสตร์ มีทั้งภาษาไทยและจีน นอกจากนี้ยังมีการทำตำราฉบับตัดทอนให้สั้น เข้าใจง่าย เพื่อให้คนเข้าถึงง่ายขึ้นและนำไปประกอบเป็นอาชีพได้

ความจริงการบริหารสำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงที่กรุงเทพฯ ไม่ง่าย ต้องเผชิญปัญหาสารพัด ซินแสสู้ทำสำนักจนยืดหยัดได้มั่นคงขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาไม่เคยทิ้งวิสัยทัศน์ที่ว่า ต้องทำโหราศาสตร์ให้เข้าใจง่าย อย่ามองเป็นแค่การค้า แต่คือทางเลือกที่ช่วยให้คนฉวยโอกาสเป็น ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนได้จริง

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

เมื่อถึงช่วงทายาทรุ่นสองเข้ามาสืบต่อ ธงชัย และ ชาญชัย นำพิทักษ์ชัยกุล เริ่มขยายธุรกิจออกไปให้กว้างขึ้น รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นโดยที่ยังไม่ทิ้งหลักการของสำนักโหราศาสตร์ที่เหล่าซินแสสร้างไว้ บริการดูฤกษ์ยามมงคลให้บริษัทและองค์กรยังมีเหมือนเดิม เริ่มตั้งโรงงานผลิตปฏิทินอย่างจริงจังเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นมหาศาล

ตัวปฏิทินก็มีการพัฒนาผลิตออกเป็น 2 แบบ คือสมุดฉีกก้อนสีแดง อัดแน่นด้วยข้อมูลโหราศาสตร์ตลอด 365 วัน ออกแบบให้ใช้วางบนโต๊ะหรือเก็บในลิ้นชัก เป็นเหมือนคู่มือการดำรงชีวิต หยิบใช้งานง่าย แบบที่สองคือเป็นแผ่นกระดาษขนาดใหญ่รายเดือน ปฏิทินแบบนี้ออกแบบให้ใช้แบบแชร์กันในครอบครัว เหมาะกับการแขวนไว้กลางบ้านให้ทุกคนได้ดู ไหว้เจ้าวันไหน สารทจีนเมื่อไหร่ เดินมาดูได้สะดวก

มีนวัตกรรมน่าสนใจสองอย่างที่น่ำเอี๊ยงริเริ่มขึ้นในยุคนี้ หนึ่งคือการขายโฆษณาบนตัวปฏิทิน ช่วงหลังมีหลายองค์กรนิยมสั่งปฏิทินเพื่อเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่หรือวาระพิเศษ น่ำเอี๊ยงจึงปรับรูปแบบปฏิทินให้มีพื้นที่ว่าง สามารถประทับตราบริษัทหรือใส่โฆษณา เป็นการเพิ่มรายได้ขยายโอกาสไปในตัว ในขณะเดียวกันก็ยังมีปฏิทินที่ไม่มีโฆษณาสำหรับคนทั่วไปได้เลือกซื้อ

ทายาทรุ่นสาม ‘ปฏิทินน่ำเอี๊ยง’ กับภารกิจสร้างแพลตฟอร์มโหราศาสตร์ที่ตอบโจทย์ยุคสมัย

สองคือการขายแบบของปฏิทินให้โรงพิมพ์อื่น ๆ ได้พิมพ์ปฏิทินของตัวเอง ยุคนั้นโรงพิมพ์หลายเจ้าได้รับโจทย์จากลูกค้าให้ทำปฏิทิน โรงพิมพ์ก็มาจ้างน่ำเอี๊ยงทำให้ ช่วงหลังโรงงานผลิตปฏิทินไม่ทัน จึงเกิดการร่วมมือแบบที่สมัยนี้เรียกว่า Collaboration น่ำเอี๊ยงจะขายแบบปฏิทินในลักษณะเป็นกระดาษที่มีวันที่และข้อมูลโหราศาสตร์ครบถ้วน เว้นช่องว่างด้านบนและล่าง ให้โรงพิมพ์ไปพิมพ์ตราโลโก้ของบริษัทคู่ค้าเอง เพิ่มความเร็วในการผลิตโดยไม่ต้องเหนื่อยทำเองทุกชิ้นเหมือนเมื่อก่อน 

ปฏิทินน่ำเอี๊ยงที่เราเห็นทุกวันนี้จึงมีความหลากหลายสูงมาก มีทั้งของที่น่ำเอี๊ยงผลิตเอง และของที่โรงพิมพ์อื่นผลิตจนดูเหมือนเป็นสินค้าคู่แข่ง แท้จริงแล้วมีต้นกำเนิดเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการผลิตส่งออกขายไปยังต่างประเทศ ถ้าแวะไปบ้านครอบครัวชาวจีนในพม่า เวียดนาม ลาว และสิงคโปร์ เราจะได้เห็นปฏิทินน่ำเอี๊ยงหน้าตาไม่ต่างจากของไทยเราเลย

ค้นชื่อโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยงวันนี้ เราจะได้เห็นทั้งหน้าและชื่อของ กิตติธัช นำพิทักษ์ชัยกุล บ่อยขึ้น 

เขาคือลูกชายคนโตของชาญชัย ตั่วซุงของตระกูลผู้รับตำแหน่งทายาทรุ่นสามของสำนักโหราศาสตร์อายุกว่า 80 ปีแห่งนี้ 

เมื่อคนรุ่นใหม่รับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะคิดค้นวิธีการที่ทันสมัยมาพัฒนาธุรกิจ บางครั้งก็มีความขัดแย้งระหว่างวัยเกิดขึ้น กิตติธัชโชคดีที่ไม่ค่อยมีเรื่องนี้ แม้การทำงานช่วงแรกเมื่อ 4 ปีก่อนจะมีเรื่องต้องพิสูจน์บ้าง แต่การทำงานโดยรวมถือว่าค่อนข้างราบรื่นและไปได้ดี

ถ้าดูอย่างละเอียด สิ่งที่กิตติธัชทำมีความน่าสนใจใหญ่ ๆ อยู่ 2 ข้อ 

หนึ่ง เขามีทัศนคติที่ดีมากกับครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องโหราศาสตร์ 

คนอื่นอาจมองว่าการดูดวง ดูฤกษ์ยาม เป็นเรื่องงมงาย แต่กิตติธัชมองว่านี่คือ Data เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ที่ผกผันตามการเคลื่อนของดวงดาว ถูกรวบรวมและวิเคราะห์มาเป็นพันปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

“ความจริงโหราศาสตร์คือ Data อยู่แล้ว มันคือสถิติที่บันทึกมาเป็นพันปี คนจีนในวังสมัยก่อนจะบันทึกว่าเมื่อดวงดาวกลุ่มนี้เคลื่อนมาถึงตรงนี้ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับคนที่อยู่ในเมืองบ้าง คำนวณ วิเคราะห์ แล้วก็เอามาใส่ในปฏิทิน เพื่อบอกว่าเมื่อถึงช่วงเวลาที่ดวงดาวเคลื่อนไหว เหมาะกับการทำและไม่ทำอะไร ทิศมงคลอยู่ด้านไหน นี่คือที่มาของหลักโหราศาสตร์จีน เนื้อหาในปฏิทินจึงเป็นเหมือนเข็มทิศชีวิตของเรา”

กิตติธัชยังมองว่า คุณค่าของแบรนด์คือการมองโหราศาสตร์เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง การรักษาหลักการของมัน ก็เท่ากับรักษาวัฒนธรรมจีนที่สืบทอดกันมาช้านานด้วย

“เราพยายามจะสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามและมีมานาน เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ทำยังไงให้วัฒนธรรมเหล่านั้นยังคงอยู่ เพราะคนในสังคมนำโหราศาสตร์มายึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้ครอบครัวมีความสุข ทำให้แต่ละคนรู้บทบาทและหน้าที่ของตัวเอง ผมว่าตรงนี้มันอยู่ในวัฒนธรรมของเราอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้ถูกนำออกมาให้เห็น ผมคิดว่าโหราศาสตร์จะทำให้สังคมอยู่อย่างมีความสุขได้” ทายาทรุ่นสามเล่า

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม

เรื่องที่สองที่กิตติธัชโดดเด่น คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เล่าเรื่องธุรกิจ 

นอกเหนือจากการทำเว็บไซต์ใหม่ให้สวย ใช้งานง่าย การเปิดบริการของน่ำเอี๊ยงทาง Line Official Account ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้ฟังดูเป็นเรื่องที่ใครก็ทำกัน แต่มันเป็นวิธีที่ได้ผลมากสำหรับน่ำเอี๊ยง เพราะลูกค้าของน่ำเอี๊ยงต่างถามถึงการให้บริการทางมือถือ หลายคนเป็นคนไทยเชื้อสายจีนในต่างประเทศ ไม่สะดวกเดินทางมาที่สำนัก

ตอนนี้บริการปกติของสำนักสามารถทำผ่านออนไลน์ได้เกือบทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ทิ้งระบบซินแสคอยให้คำปรึกษาเป็นพิเศษสำหรับเจ้าของธุรกิจที่อยากใช้บริการโดยเฉพาะ

การทำคอนเทนต์ผ่าน Social Media ก็เช่นกัน กิตติธัชไม่อยากให้น่ำเอี๊ยงเป็นสำนักโหราศาสตร์แบบปิด เมื่อจุดแข็งของที่นี่คือความรู้ เขาก็พยายามเปิดสำนักให้คนมาเรียนรู้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อคนเข้าใจโหราศาสตร์ในเชิงวัฒนธรรมมากขึ้น คนก็จะกลับมาใช้บริการด้วยความคิดว่าเขายึดสิ่งนี้เป็นที่ปรึกษาให้ชีวิตได้

เทศกาลตรุษจีน พ.ศ. 2566 น่ำเอี๊ยงจะเปิดบริการใหม่ นำหลักโหราศาสตร์มาทำเป็นแอปพลิเคชัน ซึ่งผู้บริหารหนุ่มก็มีเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงเลือกทางนี้

“หลายคนซื้อปฏิทินน่ำเอี๊ยงมา เจอข้อมูลเป็นภาษาจีนค่อนข้างเยอะ เราพออ่านคำจีนได้จะเข้าใจ แต่คนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่อยู่ด้านหลัง โจทย์ของเราคือทำยังไงให้ข้อมูลเข้าใจง่ายมากขึ้น 

“แอปฯ ของน่ำเอี๊ยงไม่ใช่ปฏิทินทั่วไป แต่สามารถใส่วันเดือนปีเกิดของเราลงไป จะมีระบบหลังบ้านของสำนักโหราศาสตร์นำมาขึ้นดวงให้แต่ละคนได้ดู ได้ใช้ เขาสามารถนำดวงนี้มาคำนวณเวลามงคล ทิศมงคล เรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงในแต่ละวันให้กับผู้ใช้งานแต่ละคน ทำให้โหราศาสตร์จีนผสมผสานเข้าไปในชีวิตคนมากขึ้น” 

ฟังกิตติธัชเล่าก็เบาใจ แผ่นปฏิทินวันเกิดผมหายไปนานแล้ว นี่คือข้อดีของเทคโนโลยีในการช่วยเก็บรักษาข้อมูลบนอากาศ เขานำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ยุคนี้โหราศาสตร์กลายเป็นป๊อปคัลเจอร์ของยุคสมัย ใคร ๆ ก็หาวอลเปเปอร์เสริมดวงแปะหน้าจอมือถือ กิตติธัชบอกว่าเขาค่อนข้างระวังในการเลือกสื่อที่จะใช้ในการสื่อสาร มันต้องตอบโจทย์สิ่งที่เขาคิดไว้ ความรู้ของน่ำเอี๊ยงเป็นก้อนสถิติชุดใหญ่ มีกลุ่มผู้ใช้กว้างมาก การพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันที่เก็บข้อมูลได้มากน่าจะตอบโจทย์การใช้มากที่สุด

อันที่จริง หากวันหนึ่งน่ำเอี๊ยงไม่ทำปฏิทินกระดาษอีก ผมก็เชื่อว่าสำนักโหราศาสตร์แห่งนี้จะยังคงยืนหยัดต่อไป เพราะสิ่งที่ทายาทหนุ่มรุ่นสามทำไม่ใช่แค่การทำปฏิทินให้เป็นดิจิทัล แต่เป็นการสานต่อวิสัยทัศน์ของเหล่าซินแสที่เคยให้ไว้ในวันแรกของการทำธุรกิจ ชี้ช่องทางสว่างให้ผู้คนเห็นช่องทางการพัฒนาชีวิตด้วยหลักโหราศาสตร์ 

ยิ่งทำให้ความรู้นี้เข้าใจง่าย ยิ่งช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น สมกับเป็นแสงอาทิตย์ที่ฉายแสงสว่างในใจคนมากว่า 80 ปี

ช่วงเวลาสำคัญตลอด 80 ปีของ ‘สำนักโหราศาสตร์น่ำเอี๊ยง’ เจ้าของปฏิทินสุดคลาสสิก และการปรับตัวต่อยุคสมัยโดยทายาทรุ่นสาม
ข้อมูลอ้างอิง
  • www.numeiang.com
  • www.theguardian.com

Writer

ศิวะภาค เจียรวนาลี

ศิวะภาค เจียรวนาลี

บรรณาธิการที่ปั่นจักรยานเป็นงานหลัก เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load