The Cloud x Designer of the Year

แม้ว่าคำเพียงไม่กี่คำจะอธิบายตัวตน การทำงาน หรือชีวิตของคนหนึ่งได้ไม่ครบถ้วน แต่ถ้อยคำที่ตกตะกอนในความคิดของเราจากการสนทนากับ สยาม อัตตะริยะ นักออกแบบกราฟิกชื่อดังและรุ่นใหญ่ของวงการ มีทั้ง ลูกบ้า ความคลั่ง อารมณ์ขัน และเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์

สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน

ถามว่าชื่อของสยามโลดแล่นในวงการออกแบบไทยมานานแค่ไหน เขาเคยทำงานกับบริษัทออกแบบกราฟิกและผลิตภัณฑ์สัญชาติไทยระดับตำนานอย่าง Propaganda (ถ้าคุณยังจำเด็กยืนฉี่ที่มีโคมไฟสวมหัวอย่าง Mr.P ได้) ก่อนจะออกมาทำงานในฐานะ Design Director ร่วมกับ วิเชียร โต๋ว ที่บริษัท Pink Blue Black & Orange มาจนถึงวันนี้

นอกจากร่วมก่อตั้งและอยู่ฉากหลังของ สมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทย (ThaiGa) ตั้งแต่ปี 2546 เขายังถูกจัดอันดับให้เป็น Graphic Designer อันดับที่ 69 ของโลก ในกลุ่ม Graphic Design ที่จัดโดย A’ Design Award and Competition ซึ่งถือเป็นงานประกวดรางวัลออกแบบที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก 

สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน

และเขาก็ยังเป็นนักออกแบบไทย 2 คนแรก (อีกคนคือ มิญชญา ชโยสัมฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง The Archivist) ที่ได้เข้าไปเป็นสมาชิกของกลุ่มนักออกแบบระดับโลกอย่าง Alliance Graphique Internationale (AGI) ตามคำชักชวนจาก Kenya Hara นักออกแบบชั้นนำและอาร์ตไดเรกเตอร์แห่ง MUJI นอกจากนี้ ยังเพิ่งได้รับรางวัล Designer of the Year 2019 ในสาขา Graphic Design อีกด้วย

แต่ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเรากลับสารภาพว่าสมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ เขาอยากลาออกทุกวัน ด้วยความที่เขาไม่ได้เรียนสายออกแบบโดยตรง แต่จบการศึกษาจากสาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านยุควาดเลย์เอาต์ด้วยมือ ฝึกใช้คอมพิวเตอร์เอง มาจนถึงปัจจุบันที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

สยามย้ำว่า แม้ตอนนี้เขาก็ไม่เก่งอยู่วันยังค่ำ

มวยวัดกับความหมกมุ่น

“ช่วงทำงานสามปีแรกเราอยากลาออกทุกวัน เพราะเครียดมาก คิดว่าทำงานไม่ได้” สยามเล่าให้ฟังถึงชีวิตการทำงานที่แรก นั่นคือ Propaganda ซึ่งก่อตั้งโดย สาธิต กาลวันตวานิช, ปุณลาภ ปุณโณทก และวิเชียร โต๋ว

“แต่ความซวยคือช่วงสามปีแรกแม่งได้รางวัลโคตรเยอะ งานเราทำกันเป็นทีม แต่นักออกแบบได้เครดิตไง เราเลยรู้สึกว่าเราไม่สมควรได้รับสิ่งนี้ เราคิดมาตลอดว่าเราไม่เหมาะกับสิ่งที่ทุกคนยกย่องเชิดชู เพราะงานเรามันเป็นงานของทีม ช่วงนั้นเราทุกข์นะ”

จะด้วย ‘ความซวย’ ตามที่เขานิยาม หรือบรรยากาศการทำงานที่เต็มไปด้วยไฟฝัน ทุกคนอยากเก่งกันหมด ทำให้เขาหมกมุ่นกับการศึกษารายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนั่งเปิดหนังสือออกแบบดูกับเพื่อน ไปจนถึงทายชื่อฟอนต์และคนออกแบบ พอเริ่มจับแนวทางและพัฒนาฝีมือได้ไม่นาน ก็เข้าสู่ช่วงการมาถึงของคอมพิวเตอร์ที่ผลักให้เขาต้องฝึกทักษะใหม่ประหนึ่งการศึกษาภาคบังคับ สยามค้นพบว่าสิ่งสำคัญคือ การเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา โดยเฉพาะความต้องการของลูกค้า

สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน

หลังจากย้ายมาทำงานที่บริษัท Pink Blue Black & Orange เขาไม่เคยลาออกอีกเลย

“เราเรียนจบครูมา ทำออกมามั่วๆ งานมวยวัดมากๆ แต่เราก็ทำมัน เหมือนการปั่นจักรยาน ตอนแรกเราไม่รู้ว่าต้องปั่นยังไง วันหนึ่งเราก็ปั่นได้โดยไม่รู้ตัว”

แต่พอทำงานมาสักระยะ เขากลับพบว่าไม่มีใครพูดถึงงานของเขาอีกเลย นับตั้งแต่นั้นมาเขาจึงเปลี่ยนวิธีคิด หันมาทำงานที่แตกต่างไปจากงานอื่นๆ โดยถือคติว่า “ใครทำแบบไหน เราจะไม่ทำแบบนั้น”

“เราต้องหาจุดที่เหมือนกวักมือเรียกหรือสะกิดให้เขาใช้เวลากับเรามากขึ้นอีกนิด ถ้ามันมีค่าพอ เขาน่าจะชอบมัน ดีกว่านั้น เขาน่าจะจดจำ ถ้าเลยเถิดไปกว่านั้น เขาน่าจะแนะนำให้คนอื่นมาดูงานนี้ ที่เป็นเป้าหมายแบบอุดมคติเลยคือ เราโน้มน้าวใจให้เขาเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนพฤติกรรมได้ เช่น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น ลุกขึ้นมาสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้ตัวเอง ให้คนอื่น ใส่ใจผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม พูดง่ายๆ ว่าอยากมีความสามารถในการเปลี่ยน Miindset คนด้ยการให้เขาได้สัมผัสงานเรา เราจึงยิ่งสนใจว่าจะทำยังไงให้คนมอง วิธีการเล่าเรื่องควรจะเป็นแบบไหน คนคาดหวังอะไร แล้วเราจะเซอร์ไพรส์เขาได้ยังไง”

สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน
สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน

ลูกบ้าของคนที่นิยามตัวเองว่า ‘โง่’

ผลงานของสยาม อัตตะริยะ และชาว Pink Blue Black & Orange เต็มไปด้วยความหลากหลาย เพราะไม่ได้จำกัดแค่งานออกแบบกราฟิก แต่ยังลงลึกไปถึงการออกแบบระบบ Visual Design ให้งานนิทรรศการ หนังสือแบบเรียน รายงานประจำปี หรือแม้แต่การออกแบบบริการให้ตอบโจทย์ธุรกิจของลูกค้า แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดของแต่ละงานก็คือ ส่วนผสมของอารมณ์ขัน ความประหลาดใจ ไปจนถึงเหนือความคาดหมาย ที่สำคัญ กระบวนการทำงานของเขามักเริ่มต้นจากการตั้งคำถามเสมอ เช่น เป้าหมายของงานนี้คืออะไร งานนี้คุยกับใครบ้าง แล้วโยนไอเดียกับทีมงานจนลงตัว

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 47

ถ้ายังจำกันได้ สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 47 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 17 ซึ่งจัดขึ้นในคอนเซปต์ ‘รักคนอ่าน’ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่โปสเตอร์และสื่อประชาสัมพันธ์ของงานสัปดาห์หนังสือไม่ได้มีแบบเดียว แต่มีถึง 22 แบบ! ไอเดียบ้าพลังนี้มาจากการตั้งคำถามว่า “งานนี้คุยกับใคร” ตอนนั้นทางสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) อธิบายว่า มีหนังสือขายดีประมาณ 22 หมวดหลัก เขาจึงพูดติดตลกว่าจะทำภาพ Key Visual ออกมา 22 แบบ และกลับมาพร้อมกับรูป 22 แบบจริงๆ

“Key Visual คือการประชาสัมพันธ์ให้คนเห็น เข้าใจบุคลิกงาน พื้นที่ ข้อมูลต่างๆ แต่ถามว่ารูปรูปเดียวจะแทนคนอ่านทั้งหมดได้ไหม คนอ่านหนังสือเรียน คนอ่านนิยายวาย กับคนอ่านวรรณกรรม เขาไม่รู้สึกตอบสนองต่อภาพภาพเดียวได้เท่ากันหรอก เราเลยมองว่างานสัปดาห์หนังสือเป็นงานที่คนรักหนังสือมารวมตัวกัน เหมือนงานเทศกาลดนตรี ซึ่งเต็มไปด้วยวัฒนธรรมย่อย (Subculture) สำนักพิมพ์เป็นเหมือนลัทธิ ศาสดา ของเขาคือนักเขียน ทุกคนมีสาวก เราจะทำยังไงให้คนอ่านรู้สึกว่างานนี้เป็นงานของคนทุกกลุ่ม”

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 47
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 47
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 47

“การมี Key Visual มากถึง 22 แบบ ทำให้พลังการสื่อสารลดลงไปไหม” เราถาม

เขาแย้งว่าวิธีคิดแบบนั้นไม่ต่างอะไรจากเมื่อ 30 – 40 ปีที่แล้ว

“เราเลยสร้างระบบขึ้นมาไง ถึงแม้แต่ละรูปไม่เหมือนกัน แต่องค์ประกอบ การเลือกใช้รูปแบบของตัวอักษร (Typeface) และสีสันต่างๆ นั้นเป็นระบบเดียวกัน ถ้ามองผ่านตาเขาจะเห็นทันทีว่านี่คืองานสัปดาห์หนังสือฯ แล้วถ้าตั้งใจมองให้ชัดขึ้นก็จะเห็นว่ารูปนี้คุยกับเขา เราต้องสื่อสารให้คนเขาเชื่อมโยงถึงสิ่งที่เราอยากพูด ด้วยบุคลิก อารมณ์ขัน และรายละเอียดบางอย่างในภาพ เราเลยรู้สึกว่าความสวยสำหรับเรามันไม่มีค่า”

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 47

ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 47 เขายังอยู่เบื้องหลังการออกแบบนิทรรศการวิวัฒน์หนังสือไทย และสูจิบัตรงาน ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ

“เราว่าเราโง่นะ” เขาเอ่ยขึ้น ก่อนเล่าถึงเบื้องหลังของนิทรรศการดังกล่าว

นิทรรศการนี้ไม่มีฉากไม้แปะแผ่นอิงค์เจ็ต แต่เป็นหน้ากระดาษขนาดยักษ์ที่ซ้อนเรียงรายเป็นหนังสือ เปิดทางให้คนเดินเข้าไปอ่านเนื้อหาความเป็นมาของหนังสือในคลังของหอสมุดแห่งชาติ เรียกได้ว่าเป็นนิทรรศการที่ออกแบบประสบการณ์ได้น่าสนใจ

นิทรรศการวิวัฒน์หนังสือไทย
นิทรรศการวิวัฒน์หนังสือไทย

“ถ้าคนที่เคยทำมาก่อน เขาคงไม่ทำอะไรแบบนี้หรอก แม่งโง่อะ เหนื่อยฉิบหาย ทำไม่ทัน (หัวเราะ) แต่เราค่อนข้างมั่นใจว่าเราไม่เคยเห็นใครทำแบบนี้ในสเกลนี้ ไม่ต้องมาทำผนังเฉียงๆ แบบที่คนอื่นชอบทำกันหรอก เราอยากให้คนเดินเข้าไปในหนังสือเหมือนเป็นหนอนหนังสือ แล้วทำความรู้จักกับหนังสือในคลังของหอสมุดแห่งชาติกัน”

นักออกแบบที่มองความสวยเป็นสิ่งไร้ค่า

เขาเล่าย้อนว่า สมัยเรียนจบใหม่ๆ เขานำงานที่ภาคภูมิใจใน ‘ความสวย’ ไปขายลูกค้า แต่เรื่องดันมาหักมุมตรงที่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องการ

“พวกนักออกแบบอย่างเราๆ จะกรี๊ดงานแบบนี้ แต่คนที่เขาจ่ายเงินให้เราไม่ได้สนใจ เขารู้สึกว่างานมันไม่ดี ตัวหนังสือมันเล็ก แล้วเราต้องแคร์ใคร เราไม่แคร์ดีไซเนอร์อยู่แล้ว ถูกไหม เพราะเขาไม่ได้ให้เงินเรา (หัวเราะ) เราก็ต้องแคร์ลูกค้า หลังจากนั้นเราก็เริ่มเรียนรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ เช่น การตลาด ธุรกิจ ข่าวสาร การลงทุน เราก็ค่อยๆ เริ่มสนใจว่ารูปแบบงานของเขาเป็นยังไง ธุรกิจคู่แข่งคือใคร อุตสาหกรรมเขาทำงานกันแบบไหน”

ไม่ใช่แค่นั้น สยามยังมองว่าความสวยเป็นเรื่องรสนิยมส่วนบุคคล เขาจึงสนใจการสื่อสารที่เชื่อมโยงกับอารมณ์ความรู้สึกของคนมากกว่า

สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน

“เราจะสื่อสารให้คนเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราต้องการได้อย่างไร มันก็ต้องไปเรื่องอารมณ์ความรู้สึก บุคลิกที่ลึกซึ้งมากขึ้น เรื่องที่จับใจ คน หรือการสร้างเซอร์ไพรส์บางอย่างที่คนมองแล้ว ‘เอ๊ะ’ หรือ ‘เฮ้ย’ ท้ายที่สุดแล้วมันต้องจับใจ เราต้องทำในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้

อย่างเดี๋ยวนี้มี Template ที่ออกแบบโลโก้ได้เป็นพันๆ รูป แค่พิมพ์คีย์เวิร์ดลงไป ถ้าลูกค้าแฮปปี้ที่จะใช้โลโก้แบบนั้น เราก็โอเค ฟรีด้วย ทำไมลูกค้าต้องจ่ายเงินเราเยอะๆ แล้วได้งานที่มีคุณภาพเทียบเท่ากันล่ะ”

สยามยืนกรานว่าถ้าตอบคำถามนี้กับลูกค้า หรือกระทั่งตอบตัวเองไม่ได้ ก็คงไม่กล้าคิดเงินแน่ๆ ในเมื่อลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น นักออกแบบจึงต้องคิดในสิ่งที่ลูกค้าหาจากที่อื่นไม่ได้ และรู้สึกว่าคุ้มค่าจริงๆ

สร้างคุณค่าผ่านอารมณ์ขัน สีสัน และเซอร์ไพรส์

เมื่อความสวยไม่มีค่า แล้วอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเขา

อีกโปรเจกต์ที่สร้างเซอร์ไพรส์แก่ทั้งลูกค้าและคนที่มาชมงาน คือการออกแบบบูทธนาคารไทยพาณิชย์ในงาน Bangkok Sustainable Banking Forum 2018 ซึ่งจัดแสดงวันเดียวที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยงบจำกัดสำหรับการจัดงานวันเดียว บวกกับระยะเวลาที่กระชั้นชิด ทีมงานคาดว่าธนาคารอื่นๆ น่าจะนำบูทที่เคยจัดแสดงแล้วมาใช้ซ้ำ จึงเสนอทางเลือกที่ต่างไปเพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

“เราชอบเล่นกับความคาดหวังของคน ชอบเซอร์ไพรส์ ดังนั้น เราจะคิดว่าลูกค้าคาดหวังอะไร ธนาคารอื่นๆ คิดยังไง คนที่มางานคาดหวังอะไร แล้วพยายามตอบแต่ละโจทย์ให้ได้ ตอนนั้นลูกค้าคิดว่างานวันเดียวจะไปลงทุนอะไรนักหนา แล้วแบบนี้มันยั่งยืนเหรอ ทำแค่วันเดียวก็รื้อทิ้งแล้ว โดยที่คุณคิดว่าใช้งบน้อยๆ ก็ได้ เราเลยบอกว่าคิดแบบนี้ได้ไหม เราทำให้มันเต็มที่ไปเลย ถ้าจะยั่งยืน ทำให้ดี แล้วใช้มันบ่อยๆ ซ้ำๆ เราจะไม่ยอมให้เสียของ 

“ซึ่งภายหลังลูกค้าเห็นด้วยและอนุมัติ เพราะเขาเป็นหน่วยงานที่พูดเรื่องความยั่งยืน มันตรงกับมายด์เซ็ต วิธีคิด และการทำธุรกิจของเขา ปรากฏว่าวันงานบูทแทบแตก เพราะทุกธนาคารก็ทำตามสเกลงานวันเดียว หลังจากนั้นเราก็ย้ายไปจัดแสดงที่ขอนแก่น ไปสำนักงานใหญ่ ใช้ 3 – 4 รอบ เทียบกันแล้วมันคุ้มค่านะ แทนที่เขาจะต้องไปเสียเงินทำบูทแล้วทิ้งไป กลายเป็นว่าวินวินกันทุกฝ่าย

สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน

“ถามว่าความคลั่งระดับนี้จะไม่ส่งผลกระทบอะไรกับลูกค้าเลยเหรอ พอเขาเห็นว่าเราปรารถนาดีต่อเขา เราละเอียดรอบคอบและเต็มที่กับงานตลอด 2 สัปดาห์ มันไม่มีใครเชื่อด้วยซ้ำว่าเราจะทำได้ ทุกคนได้โจทย์เท่ากัน แต่ผลลัพธ์ออกมาต่างกันจริงๆ” สยามเล่าถึงเสียงตอบรับหลังจบงาน

พอกระแสตอบรับดีเกินคาด ปีนี้ลูกค้ากลับมาหาพวกเขาอีกครั้งพร้อมกับความกดดันหลายเท่า

“เราก็ทำให้เขาผิดหวังสิครับ” สยามหัวเราะ แล้วเฉลยว่าทีมงานตั้งใจออกแบบบูทปีนี้ให้เรียบง่าย เพราะรู้ดีว่าธนาคารอื่นๆ จะจัดเต็มแน่นอน บูท SCB จึงมีแค่หนังสือ 1 เล่ม วางบนขาตั้ง ด้านหลังเป็นฉากเรียบ โดยซ่อนระบบอินเทอร์แอ็กทีฟไว้อีกชั้น

SCB Sustainable Banking 2019

SCB Sustainable BankingBangkok Sustainable Banking Forum 2019Client: SCBDesign: Pink Blue Black & OrangeDesign Director: Siam AttariyaDesigner & Illustrator: Paputh Nimchuar / Pornchanit Visitchaichan / Parima JuthakornInteractive Developer: Tossaporn Kaewsermwong Animator: Khomsan TonyimConstruction & Consultant : Parallel P

Pink Blue Black & Orange 发布于 2019年8月18日周日

“แวบแรกที่คนเดินผ่านเขาจะรู้สึกว่าไม่มีอะไร แล้วเราค่อยเซอร์ไพรส์ว่ามันมีอะไรตื่นเต้นในอีกสองสามสเต็ป พอเขาอ่านหนังสือแล้วจะมีไฟกะพริบ มีหนังขึ้นบนจอ เราคิดว่ามันดีกว่าคนเดินมาแล้วเห็นทันทีว่างานน่าตื่นเต้น นี่คือวิธีขุดหลุมพรางเอาไว้มันเหมือนการ์ตูนขายหัวเราะ เขาปูเรื่องมาแบบนี้ มันไม่มีทางจบแบบที่คุณคิดหรอก มันต้องถีบคุณไปอีกทางเลย นี่คือสิ่งที่จะบอกว่างานนี้ดีพอแล้วหรือยัง ถ้าดีพอ มันจะกระทบใจคน”

นอกจากงานออกแบบที่มีลูกค้าเป็นบริษัทเอกชน แม้แต่หนังสือเรียนสำหรับเด็กไทย สยามก็ไม่รีรอที่จะงัดเอาเซอร์ไพรส์กับอารมณ์ขันมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการออกแบบด้วย แม้ในวันที่ระบบการศึกษาไทยยังติดอยู่ในกรอบเดิมๆ

สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน

สยามหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนเล่าถึงเบื้องหลังโครงการออกแบบระบบอัตลักษณ์ของหนังสือเรียนร่วมกับ สสวท. ที่ตั้งใจว่าอย่างน้อยจะทำให้เด็กมองหนังสือเปลี่ยนไปจาก ‘ของขม’ ให้น่าสนุกและเป็นมิตรมากขึ้น ไม่ว่าจะหยอดความสนุก ยกตัวอย่างโจทย์ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวกับชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่การออกแบบภาพประกอบก็ต้องเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย และเปิดช่องว่างให้เด็กได้จินตนาการเอง องค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้เด็กรู้สึกว่าถึงแต่ละก้าวจะขม แต่ปลายทางของการเรียนรู้มีผลลัพธ์ที่หอมหวานรออยู่

นอกจากนี้ ทีมงานยังจัดทำคู่มือเอกลักษณ์ของโครงการแบบเรียนนี้ เพื่อเป็นแนวทางให้นักออกแบบรับไม้ต่อไปทำงานได้ง่ายขึ้นและเป็นระบบ เช่น แนวทางของภาพ การออกแบบเลย์เอาต์ ชุดสีที่ใช้ในการออกแบบ แม้กระทั่งงานที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับอาชีพนักออกแบบกราฟฟิก สยามก็ลงมือไปจัดการ อย่างเช่นการติดต่อให้ผู้ออกแบบฟอนต์มาตรฐาน TH Saraban ปรับขนาดฟอนต์ภาษาไทยและอังกฤษให้ใกล้เคียงกัน และเพิ่มเติมเครื่องหมายคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ลงไปในฟอนต์เพื่อให้ผู้ออกแบบคนอื่นๆ ใช้ฟอนต์เดียวในการจัดวางรูปเล่มทั้งเนื้อหาและโจทย์สมการได้ด้วย ไปจนถึงการออกแบบฟอร์แมตหน้าโปรแกรมพิมพ์เอกสาร เพื่อให้ครูอาจารย์คนแต่งตำรา ได้เห็นหน้ากระดาษแบบเดียวกับคนวางเลย์เอาต์ เพื่อที่จะสื่อสารและทำความเข้าใจกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งจริงๆเป็นสิ่งที่สยามไม่ต้องทำก็ได้

ก็เพื่อให้งานมันราบรื่นขึ้น-เขาตอบ

“เราอยู่ในประเทศที่ทุกคนนั่งด่าเรื่องระบบการศึกษา แต่ถามว่าเราเรียนไปติวไปกันมาเยอะขนาดนี้แล้ว มันควรจะครองโลกไปแล้วอะ แต่เราก็ไม่ครองโลก แล้วเราก็ไม่มีความสุขด้วย เราก็เริ่มจากคำถามว่าเรียนไปทำไม แล้วค้นพบว่าเราไม่ได้เชื่อมั่นสิ่งที่เป็นอยู่ บ้านเมืองเราให้ความสำคัญกับรูปแบบ (Form) มากกว่ากระบวนการ (Process) 

เวลาเรียนคุณต้องเป็นเด็กดี คือเชื่อฟัง นั่งเงียบ ตั้งใจเรียน ซึ่งเราชอบเรียนนะ แต่เราไม่เคยเป็นเด็กดี เราจะถาม เราจะป่วน จนหลายๆ ครั้งเราต้องเลิกถาม เพราะว่าโดนดุ โดนตี เรารู้สึกว่าหนังสือมันควรจะท้าทาย…อย่างน้อยแค่ถามแล้ว ไม่ถูกมองว่าเป็นเด็กก้าวร้าวแบบที่ผู้ใหญ่เขามอง ไม่ใช่แค่หยิบหนังสือมาก็ขมปากแล้ว” สยามเล่าถึงคำถามที่เค้าตั้งไว้ตอนที่จะไปออกแบบหนังสือเรียน

หน้าที่ของนักออกแบบ

จากคำบอกเล่าถึงวิธีคิดและกระบวนการทำงานที่ต้องคอยเซอร์ไพรส์ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า หรือกระทั่งเข้าไปช่วยแบรนด์แก้ปัญหาบางอย่าง ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่าหน้าที่ของนักออกแบบคืออะไรกันแน่

สำหรับคนที่ทำงานสายอาชีพนี้มาเกือบทั้งชีวิตอย่างสยามนั้น อาชีพนักออกแบบมีหน้าที่ทำให้ทุกอย่าง ‘ดีขึ้น’ หรือ ‘มีค่ามากขึ้น’ แน่นอนว่าดีขึ้นในแบบฉบับของเขาไม่ใช่เรื่อง ‘ความสวย’ แต่คือการทำสิ่งที่เหนือความคาดหมาย โดยเริ่มจากพยายามเข้าใจความคิดความคาดหวังของคนแต่ละกลุ่ม แล้วจึงเริ่มเล่นแร่แปรธาตุกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คน ไม่ว่าจะหยอกแกล้ง หรือทำให้ลูกค้าตกตะลึง โดยที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์และความเป็นแบรนด์ของลูกค้าเอาไว้

ทว่าปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน และเป็นรากฐานที่ทำให้ Pink Blue Black & Orange ยืนระยะมานานหลายสิบปี ก็คือ ความไว้วางใจที่คอยหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างลูกค้ากับบริษัท ส่วนหนึ่งเพราะทีมงานจะส่งมอบงานก็ต่อเมื่องานได้คุณภาพตามความต้องการและคุ้มค่าสำหรับลูกค้าแล้ว 

“เรามองว่าความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับบริษัทออกแบบก็เหมือนกับความสัมพันธ์ของเพื่อน คู่รัก ครอบครัว เราจำเป็นต้องเคารพซึ่งกันและกัน เราคิดมาโดยตลอดว่าเราไม่ใช่คนเก่ง และตอนนี้ก็ยังไม่เก่ง แต่เราคิดว่าเราเรียนรู้และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา 

“อย่างน้อยเรารู้ว่าอะไรดี อะไรห่วย เราต้องแก้ไขจนได้คุณภาพแล้วค่อยส่งมอบ ลูกค้าเขาอยากได้คนที่เป็นเหมือนที่ปรึกษาทางธุรกิจมากกว่า เราก็ต้องรู้เรื่องกลุ่มเป้าหมาย การตลาด หรือรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เราจึงค่อนข้างเป็นมิตรกับความล้มเหลว ถ้าเรารู้สึกว่าไอเดียไม่เวิร์กก็ต้องรื้อใหม่ คิดใหม่ ค่อยๆ เรียนรู้ไป เพียงแต่ว่าความล้มเหลวต้องไม่อยู่ในงานที่เอาไปให้ลูกค้า” สยามทิ้งท้าย

สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน

pinkblueblack.com/

www.facebook.com/pinkblueblackorange/

The Cloud x Designer of the Year

แม้ว่าคำเพียงไม่กี่คำจะอธิบายตัวตน การทำงาน หรือชีวิตของคนหนึ่งได้ไม่ครบถ้วน แต่ถ้อยคำที่ตกตะกอนในความคิดของเราจากการสนทนากับ สยาม อัตตะริยะ นักออกแบบกราฟิกชื่อดังและรุ่นใหญ่ของวงการ มีทั้ง ลูกบ้า ความคลั่ง อารมณ์ขัน และเต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์

สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน

ถามว่าชื่อของสยามโลดแล่นในวงการออกแบบไทยมานานแค่ไหน เขาเคยทำงานกับบริษัทออกแบบกราฟิกและผลิตภัณฑ์สัญชาติไทยระดับตำนานอย่าง Propaganda (ถ้าคุณยังจำเด็กยืนฉี่ที่มีโคมไฟสวมหัวอย่าง Mr.P ได้) ก่อนจะออกมาทำงานในฐานะ Design Director ร่วมกับ วิเชียร โต๋ว ที่บริษัท Pink Blue Black & Orange มาจนถึงวันนี้

นอกจากร่วมก่อตั้งและอยู่ฉากหลังของ สมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทย (ThaiGa) ตั้งแต่ปี 2546 เขายังถูกจัดอันดับให้เป็น Graphic Designer อันดับที่ 69 ของโลก ในกลุ่ม Graphic Design ที่จัดโดย A’ Design Award and Competition ซึ่งถือเป็นงานประกวดรางวัลออกแบบที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก 

สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน

และเขาก็ยังเป็นนักออกแบบไทย 2 คนแรก (อีกคนคือ มิญชญา ชโยสัมฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง The Archivist) ที่ได้เข้าไปเป็นสมาชิกของกลุ่มนักออกแบบระดับโลกอย่าง Alliance Graphique Internationale (AGI) ตามคำชักชวนจาก Kenya Hara นักออกแบบชั้นนำและอาร์ตไดเรกเตอร์แห่ง MUJI นอกจากนี้ ยังเพิ่งได้รับรางวัล Designer of the Year 2019 ในสาขา Graphic Design อีกด้วย

แต่ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเรากลับสารภาพว่าสมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ เขาอยากลาออกทุกวัน ด้วยความที่เขาไม่ได้เรียนสายออกแบบโดยตรง แต่จบการศึกษาจากสาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านยุควาดเลย์เอาต์ด้วยมือ ฝึกใช้คอมพิวเตอร์เอง มาจนถึงปัจจุบันที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

สยามย้ำว่า แม้ตอนนี้เขาก็ไม่เก่งอยู่วันยังค่ำ

มวยวัดกับความหมกมุ่น

“ช่วงทำงานสามปีแรกเราอยากลาออกทุกวัน เพราะเครียดมาก คิดว่าทำงานไม่ได้” สยามเล่าให้ฟังถึงชีวิตการทำงานที่แรก นั่นคือ Propaganda ซึ่งก่อตั้งโดย สาธิต กาลวันตวานิช, ปุณลาภ ปุณโณทก และวิเชียร โต๋ว

“แต่ความซวยคือช่วงสามปีแรกแม่งได้รางวัลโคตรเยอะ งานเราทำกันเป็นทีม แต่นักออกแบบได้เครดิตไง เราเลยรู้สึกว่าเราไม่สมควรได้รับสิ่งนี้ เราคิดมาตลอดว่าเราไม่เหมาะกับสิ่งที่ทุกคนยกย่องเชิดชู เพราะงานเรามันเป็นงานของทีม ช่วงนั้นเราทุกข์นะ”

จะด้วย ‘ความซวย’ ตามที่เขานิยาม หรือบรรยากาศการทำงานที่เต็มไปด้วยไฟฝัน ทุกคนอยากเก่งกันหมด ทำให้เขาหมกมุ่นกับการศึกษารายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนั่งเปิดหนังสือออกแบบดูกับเพื่อน ไปจนถึงทายชื่อฟอนต์และคนออกแบบ พอเริ่มจับแนวทางและพัฒนาฝีมือได้ไม่นาน ก็เข้าสู่ช่วงการมาถึงของคอมพิวเตอร์ที่ผลักให้เขาต้องฝึกทักษะใหม่ประหนึ่งการศึกษาภาคบังคับ สยามค้นพบว่าสิ่งสำคัญคือ การเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา โดยเฉพาะความต้องการของลูกค้า

สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน

หลังจากย้ายมาทำงานที่บริษัท Pink Blue Black & Orange เขาไม่เคยลาออกอีกเลย

“เราเรียนจบครูมา ทำออกมามั่วๆ งานมวยวัดมากๆ แต่เราก็ทำมัน เหมือนการปั่นจักรยาน ตอนแรกเราไม่รู้ว่าต้องปั่นยังไง วันหนึ่งเราก็ปั่นได้โดยไม่รู้ตัว”

แต่พอทำงานมาสักระยะ เขากลับพบว่าไม่มีใครพูดถึงงานของเขาอีกเลย นับตั้งแต่นั้นมาเขาจึงเปลี่ยนวิธีคิด หันมาทำงานที่แตกต่างไปจากงานอื่นๆ โดยถือคติว่า “ใครทำแบบไหน เราจะไม่ทำแบบนั้น”

“เราต้องหาจุดที่เหมือนกวักมือเรียกหรือสะกิดให้เขาใช้เวลากับเรามากขึ้นอีกนิด ถ้ามันมีค่าพอ เขาน่าจะชอบมัน ดีกว่านั้น เขาน่าจะจดจำ ถ้าเลยเถิดไปกว่านั้น เขาน่าจะแนะนำให้คนอื่นมาดูงานนี้ ที่เป็นเป้าหมายแบบอุดมคติเลยคือ เราโน้มน้าวใจให้เขาเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนพฤติกรรมได้ เช่น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น ลุกขึ้นมาสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้ตัวเอง ให้คนอื่น ใส่ใจผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม พูดง่ายๆ ว่าอยากมีความสามารถในการเปลี่ยน Miindset คนด้ยการให้เขาได้สัมผัสงานเรา เราจึงยิ่งสนใจว่าจะทำยังไงให้คนมอง วิธีการเล่าเรื่องควรจะเป็นแบบไหน คนคาดหวังอะไร แล้วเราจะเซอร์ไพรส์เขาได้ยังไง”

สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน
สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน

ลูกบ้าของคนที่นิยามตัวเองว่า ‘โง่’

ผลงานของสยาม อัตตะริยะ และชาว Pink Blue Black & Orange เต็มไปด้วยความหลากหลาย เพราะไม่ได้จำกัดแค่งานออกแบบกราฟิก แต่ยังลงลึกไปถึงการออกแบบระบบ Visual Design ให้งานนิทรรศการ หนังสือแบบเรียน รายงานประจำปี หรือแม้แต่การออกแบบบริการให้ตอบโจทย์ธุรกิจของลูกค้า แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดของแต่ละงานก็คือ ส่วนผสมของอารมณ์ขัน ความประหลาดใจ ไปจนถึงเหนือความคาดหมาย ที่สำคัญ กระบวนการทำงานของเขามักเริ่มต้นจากการตั้งคำถามเสมอ เช่น เป้าหมายของงานนี้คืออะไร งานนี้คุยกับใครบ้าง แล้วโยนไอเดียกับทีมงานจนลงตัว

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 47

ถ้ายังจำกันได้ สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 47 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 17 ซึ่งจัดขึ้นในคอนเซปต์ ‘รักคนอ่าน’ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกที่โปสเตอร์และสื่อประชาสัมพันธ์ของงานสัปดาห์หนังสือไม่ได้มีแบบเดียว แต่มีถึง 22 แบบ! ไอเดียบ้าพลังนี้มาจากการตั้งคำถามว่า “งานนี้คุยกับใคร” ตอนนั้นทางสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) อธิบายว่า มีหนังสือขายดีประมาณ 22 หมวดหลัก เขาจึงพูดติดตลกว่าจะทำภาพ Key Visual ออกมา 22 แบบ และกลับมาพร้อมกับรูป 22 แบบจริงๆ

“Key Visual คือการประชาสัมพันธ์ให้คนเห็น เข้าใจบุคลิกงาน พื้นที่ ข้อมูลต่างๆ แต่ถามว่ารูปรูปเดียวจะแทนคนอ่านทั้งหมดได้ไหม คนอ่านหนังสือเรียน คนอ่านนิยายวาย กับคนอ่านวรรณกรรม เขาไม่รู้สึกตอบสนองต่อภาพภาพเดียวได้เท่ากันหรอก เราเลยมองว่างานสัปดาห์หนังสือเป็นงานที่คนรักหนังสือมารวมตัวกัน เหมือนงานเทศกาลดนตรี ซึ่งเต็มไปด้วยวัฒนธรรมย่อย (Subculture) สำนักพิมพ์เป็นเหมือนลัทธิ ศาสดา ของเขาคือนักเขียน ทุกคนมีสาวก เราจะทำยังไงให้คนอ่านรู้สึกว่างานนี้เป็นงานของคนทุกกลุ่ม”

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 47
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 47
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 47

“การมี Key Visual มากถึง 22 แบบ ทำให้พลังการสื่อสารลดลงไปไหม” เราถาม

เขาแย้งว่าวิธีคิดแบบนั้นไม่ต่างอะไรจากเมื่อ 30 – 40 ปีที่แล้ว

“เราเลยสร้างระบบขึ้นมาไง ถึงแม้แต่ละรูปไม่เหมือนกัน แต่องค์ประกอบ การเลือกใช้รูปแบบของตัวอักษร (Typeface) และสีสันต่างๆ นั้นเป็นระบบเดียวกัน ถ้ามองผ่านตาเขาจะเห็นทันทีว่านี่คืองานสัปดาห์หนังสือฯ แล้วถ้าตั้งใจมองให้ชัดขึ้นก็จะเห็นว่ารูปนี้คุยกับเขา เราต้องสื่อสารให้คนเขาเชื่อมโยงถึงสิ่งที่เราอยากพูด ด้วยบุคลิก อารมณ์ขัน และรายละเอียดบางอย่างในภาพ เราเลยรู้สึกว่าความสวยสำหรับเรามันไม่มีค่า”

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 47

ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 47 เขายังอยู่เบื้องหลังการออกแบบนิทรรศการวิวัฒน์หนังสือไทย และสูจิบัตรงาน ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่สำนักหอสมุดแห่งชาติ

“เราว่าเราโง่นะ” เขาเอ่ยขึ้น ก่อนเล่าถึงเบื้องหลังของนิทรรศการดังกล่าว

นิทรรศการนี้ไม่มีฉากไม้แปะแผ่นอิงค์เจ็ต แต่เป็นหน้ากระดาษขนาดยักษ์ที่ซ้อนเรียงรายเป็นหนังสือ เปิดทางให้คนเดินเข้าไปอ่านเนื้อหาความเป็นมาของหนังสือในคลังของหอสมุดแห่งชาติ เรียกได้ว่าเป็นนิทรรศการที่ออกแบบประสบการณ์ได้น่าสนใจ

นิทรรศการวิวัฒน์หนังสือไทย
นิทรรศการวิวัฒน์หนังสือไทย

“ถ้าคนที่เคยทำมาก่อน เขาคงไม่ทำอะไรแบบนี้หรอก แม่งโง่อะ เหนื่อยฉิบหาย ทำไม่ทัน (หัวเราะ) แต่เราค่อนข้างมั่นใจว่าเราไม่เคยเห็นใครทำแบบนี้ในสเกลนี้ ไม่ต้องมาทำผนังเฉียงๆ แบบที่คนอื่นชอบทำกันหรอก เราอยากให้คนเดินเข้าไปในหนังสือเหมือนเป็นหนอนหนังสือ แล้วทำความรู้จักกับหนังสือในคลังของหอสมุดแห่งชาติกัน”

นักออกแบบที่มองความสวยเป็นสิ่งไร้ค่า

เขาเล่าย้อนว่า สมัยเรียนจบใหม่ๆ เขานำงานที่ภาคภูมิใจใน ‘ความสวย’ ไปขายลูกค้า แต่เรื่องดันมาหักมุมตรงที่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าต้องการ

“พวกนักออกแบบอย่างเราๆ จะกรี๊ดงานแบบนี้ แต่คนที่เขาจ่ายเงินให้เราไม่ได้สนใจ เขารู้สึกว่างานมันไม่ดี ตัวหนังสือมันเล็ก แล้วเราต้องแคร์ใคร เราไม่แคร์ดีไซเนอร์อยู่แล้ว ถูกไหม เพราะเขาไม่ได้ให้เงินเรา (หัวเราะ) เราก็ต้องแคร์ลูกค้า หลังจากนั้นเราก็เริ่มเรียนรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ เช่น การตลาด ธุรกิจ ข่าวสาร การลงทุน เราก็ค่อยๆ เริ่มสนใจว่ารูปแบบงานของเขาเป็นยังไง ธุรกิจคู่แข่งคือใคร อุตสาหกรรมเขาทำงานกันแบบไหน”

ไม่ใช่แค่นั้น สยามยังมองว่าความสวยเป็นเรื่องรสนิยมส่วนบุคคล เขาจึงสนใจการสื่อสารที่เชื่อมโยงกับอารมณ์ความรู้สึกของคนมากกว่า

สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน

“เราจะสื่อสารให้คนเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราต้องการได้อย่างไร มันก็ต้องไปเรื่องอารมณ์ความรู้สึก บุคลิกที่ลึกซึ้งมากขึ้น เรื่องที่จับใจ คน หรือการสร้างเซอร์ไพรส์บางอย่างที่คนมองแล้ว ‘เอ๊ะ’ หรือ ‘เฮ้ย’ ท้ายที่สุดแล้วมันต้องจับใจ เราต้องทำในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้

อย่างเดี๋ยวนี้มี Template ที่ออกแบบโลโก้ได้เป็นพันๆ รูป แค่พิมพ์คีย์เวิร์ดลงไป ถ้าลูกค้าแฮปปี้ที่จะใช้โลโก้แบบนั้น เราก็โอเค ฟรีด้วย ทำไมลูกค้าต้องจ่ายเงินเราเยอะๆ แล้วได้งานที่มีคุณภาพเทียบเท่ากันล่ะ”

สยามยืนกรานว่าถ้าตอบคำถามนี้กับลูกค้า หรือกระทั่งตอบตัวเองไม่ได้ ก็คงไม่กล้าคิดเงินแน่ๆ ในเมื่อลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น นักออกแบบจึงต้องคิดในสิ่งที่ลูกค้าหาจากที่อื่นไม่ได้ และรู้สึกว่าคุ้มค่าจริงๆ

สร้างคุณค่าผ่านอารมณ์ขัน สีสัน และเซอร์ไพรส์

เมื่อความสวยไม่มีค่า แล้วอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเขา

อีกโปรเจกต์ที่สร้างเซอร์ไพรส์แก่ทั้งลูกค้าและคนที่มาชมงาน คือการออกแบบบูทธนาคารไทยพาณิชย์ในงาน Bangkok Sustainable Banking Forum 2018 ซึ่งจัดแสดงวันเดียวที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ด้วยงบจำกัดสำหรับการจัดงานวันเดียว บวกกับระยะเวลาที่กระชั้นชิด ทีมงานคาดว่าธนาคารอื่นๆ น่าจะนำบูทที่เคยจัดแสดงแล้วมาใช้ซ้ำ จึงเสนอทางเลือกที่ต่างไปเพื่อตอบโจทย์ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

“เราชอบเล่นกับความคาดหวังของคน ชอบเซอร์ไพรส์ ดังนั้น เราจะคิดว่าลูกค้าคาดหวังอะไร ธนาคารอื่นๆ คิดยังไง คนที่มางานคาดหวังอะไร แล้วพยายามตอบแต่ละโจทย์ให้ได้ ตอนนั้นลูกค้าคิดว่างานวันเดียวจะไปลงทุนอะไรนักหนา แล้วแบบนี้มันยั่งยืนเหรอ ทำแค่วันเดียวก็รื้อทิ้งแล้ว โดยที่คุณคิดว่าใช้งบน้อยๆ ก็ได้ เราเลยบอกว่าคิดแบบนี้ได้ไหม เราทำให้มันเต็มที่ไปเลย ถ้าจะยั่งยืน ทำให้ดี แล้วใช้มันบ่อยๆ ซ้ำๆ เราจะไม่ยอมให้เสียของ 

“ซึ่งภายหลังลูกค้าเห็นด้วยและอนุมัติ เพราะเขาเป็นหน่วยงานที่พูดเรื่องความยั่งยืน มันตรงกับมายด์เซ็ต วิธีคิด และการทำธุรกิจของเขา ปรากฏว่าวันงานบูทแทบแตก เพราะทุกธนาคารก็ทำตามสเกลงานวันเดียว หลังจากนั้นเราก็ย้ายไปจัดแสดงที่ขอนแก่น ไปสำนักงานใหญ่ ใช้ 3 – 4 รอบ เทียบกันแล้วมันคุ้มค่านะ แทนที่เขาจะต้องไปเสียเงินทำบูทแล้วทิ้งไป กลายเป็นว่าวินวินกันทุกฝ่าย

สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน

“ถามว่าความคลั่งระดับนี้จะไม่ส่งผลกระทบอะไรกับลูกค้าเลยเหรอ พอเขาเห็นว่าเราปรารถนาดีต่อเขา เราละเอียดรอบคอบและเต็มที่กับงานตลอด 2 สัปดาห์ มันไม่มีใครเชื่อด้วยซ้ำว่าเราจะทำได้ ทุกคนได้โจทย์เท่ากัน แต่ผลลัพธ์ออกมาต่างกันจริงๆ” สยามเล่าถึงเสียงตอบรับหลังจบงาน

พอกระแสตอบรับดีเกินคาด ปีนี้ลูกค้ากลับมาหาพวกเขาอีกครั้งพร้อมกับความกดดันหลายเท่า

“เราก็ทำให้เขาผิดหวังสิครับ” สยามหัวเราะ แล้วเฉลยว่าทีมงานตั้งใจออกแบบบูทปีนี้ให้เรียบง่าย เพราะรู้ดีว่าธนาคารอื่นๆ จะจัดเต็มแน่นอน บูท SCB จึงมีแค่หนังสือ 1 เล่ม วางบนขาตั้ง ด้านหลังเป็นฉากเรียบ โดยซ่อนระบบอินเทอร์แอ็กทีฟไว้อีกชั้น

SCB Sustainable Banking 2019

SCB Sustainable BankingBangkok Sustainable Banking Forum 2019Client: SCBDesign: Pink Blue Black & OrangeDesign Director: Siam AttariyaDesigner & Illustrator: Paputh Nimchuar / Pornchanit Visitchaichan / Parima JuthakornInteractive Developer: Tossaporn Kaewsermwong Animator: Khomsan TonyimConstruction & Consultant : Parallel P

Pink Blue Black & Orange 发布于 2019年8月18日周日

“แวบแรกที่คนเดินผ่านเขาจะรู้สึกว่าไม่มีอะไร แล้วเราค่อยเซอร์ไพรส์ว่ามันมีอะไรตื่นเต้นในอีกสองสามสเต็ป พอเขาอ่านหนังสือแล้วจะมีไฟกะพริบ มีหนังขึ้นบนจอ เราคิดว่ามันดีกว่าคนเดินมาแล้วเห็นทันทีว่างานน่าตื่นเต้น นี่คือวิธีขุดหลุมพรางเอาไว้มันเหมือนการ์ตูนขายหัวเราะ เขาปูเรื่องมาแบบนี้ มันไม่มีทางจบแบบที่คุณคิดหรอก มันต้องถีบคุณไปอีกทางเลย นี่คือสิ่งที่จะบอกว่างานนี้ดีพอแล้วหรือยัง ถ้าดีพอ มันจะกระทบใจคน”

นอกจากงานออกแบบที่มีลูกค้าเป็นบริษัทเอกชน แม้แต่หนังสือเรียนสำหรับเด็กไทย สยามก็ไม่รีรอที่จะงัดเอาเซอร์ไพรส์กับอารมณ์ขันมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการออกแบบด้วย แม้ในวันที่ระบบการศึกษาไทยยังติดอยู่ในกรอบเดิมๆ

สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน

สยามหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนเล่าถึงเบื้องหลังโครงการออกแบบระบบอัตลักษณ์ของหนังสือเรียนร่วมกับ สสวท. ที่ตั้งใจว่าอย่างน้อยจะทำให้เด็กมองหนังสือเปลี่ยนไปจาก ‘ของขม’ ให้น่าสนุกและเป็นมิตรมากขึ้น ไม่ว่าจะหยอดความสนุก ยกตัวอย่างโจทย์ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวกับชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่การออกแบบภาพประกอบก็ต้องเหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย และเปิดช่องว่างให้เด็กได้จินตนาการเอง องค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้เด็กรู้สึกว่าถึงแต่ละก้าวจะขม แต่ปลายทางของการเรียนรู้มีผลลัพธ์ที่หอมหวานรออยู่

นอกจากนี้ ทีมงานยังจัดทำคู่มือเอกลักษณ์ของโครงการแบบเรียนนี้ เพื่อเป็นแนวทางให้นักออกแบบรับไม้ต่อไปทำงานได้ง่ายขึ้นและเป็นระบบ เช่น แนวทางของภาพ การออกแบบเลย์เอาต์ ชุดสีที่ใช้ในการออกแบบ แม้กระทั่งงานที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับอาชีพนักออกแบบกราฟฟิก สยามก็ลงมือไปจัดการ อย่างเช่นการติดต่อให้ผู้ออกแบบฟอนต์มาตรฐาน TH Saraban ปรับขนาดฟอนต์ภาษาไทยและอังกฤษให้ใกล้เคียงกัน และเพิ่มเติมเครื่องหมายคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ลงไปในฟอนต์เพื่อให้ผู้ออกแบบคนอื่นๆ ใช้ฟอนต์เดียวในการจัดวางรูปเล่มทั้งเนื้อหาและโจทย์สมการได้ด้วย ไปจนถึงการออกแบบฟอร์แมตหน้าโปรแกรมพิมพ์เอกสาร เพื่อให้ครูอาจารย์คนแต่งตำรา ได้เห็นหน้ากระดาษแบบเดียวกับคนวางเลย์เอาต์ เพื่อที่จะสื่อสารและทำความเข้าใจกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งจริงๆเป็นสิ่งที่สยามไม่ต้องทำก็ได้

ก็เพื่อให้งานมันราบรื่นขึ้น-เขาตอบ

“เราอยู่ในประเทศที่ทุกคนนั่งด่าเรื่องระบบการศึกษา แต่ถามว่าเราเรียนไปติวไปกันมาเยอะขนาดนี้แล้ว มันควรจะครองโลกไปแล้วอะ แต่เราก็ไม่ครองโลก แล้วเราก็ไม่มีความสุขด้วย เราก็เริ่มจากคำถามว่าเรียนไปทำไม แล้วค้นพบว่าเราไม่ได้เชื่อมั่นสิ่งที่เป็นอยู่ บ้านเมืองเราให้ความสำคัญกับรูปแบบ (Form) มากกว่ากระบวนการ (Process) 

เวลาเรียนคุณต้องเป็นเด็กดี คือเชื่อฟัง นั่งเงียบ ตั้งใจเรียน ซึ่งเราชอบเรียนนะ แต่เราไม่เคยเป็นเด็กดี เราจะถาม เราจะป่วน จนหลายๆ ครั้งเราต้องเลิกถาม เพราะว่าโดนดุ โดนตี เรารู้สึกว่าหนังสือมันควรจะท้าทาย…อย่างน้อยแค่ถามแล้ว ไม่ถูกมองว่าเป็นเด็กก้าวร้าวแบบที่ผู้ใหญ่เขามอง ไม่ใช่แค่หยิบหนังสือมาก็ขมปากแล้ว” สยามเล่าถึงคำถามที่เค้าตั้งไว้ตอนที่จะไปออกแบบหนังสือเรียน

หน้าที่ของนักออกแบบ

จากคำบอกเล่าถึงวิธีคิดและกระบวนการทำงานที่ต้องคอยเซอร์ไพรส์ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า หรือกระทั่งเข้าไปช่วยแบรนด์แก้ปัญหาบางอย่าง ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ว่าหน้าที่ของนักออกแบบคืออะไรกันแน่

สำหรับคนที่ทำงานสายอาชีพนี้มาเกือบทั้งชีวิตอย่างสยามนั้น อาชีพนักออกแบบมีหน้าที่ทำให้ทุกอย่าง ‘ดีขึ้น’ หรือ ‘มีค่ามากขึ้น’ แน่นอนว่าดีขึ้นในแบบฉบับของเขาไม่ใช่เรื่อง ‘ความสวย’ แต่คือการทำสิ่งที่เหนือความคาดหมาย โดยเริ่มจากพยายามเข้าใจความคิดความคาดหวังของคนแต่ละกลุ่ม แล้วจึงเริ่มเล่นแร่แปรธาตุกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้คน ไม่ว่าจะหยอกแกล้ง หรือทำให้ลูกค้าตกตะลึง โดยที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์และความเป็นแบรนด์ของลูกค้าเอาไว้

ทว่าปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน และเป็นรากฐานที่ทำให้ Pink Blue Black & Orange ยืนระยะมานานหลายสิบปี ก็คือ ความไว้วางใจที่คอยหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างลูกค้ากับบริษัท ส่วนหนึ่งเพราะทีมงานจะส่งมอบงานก็ต่อเมื่องานได้คุณภาพตามความต้องการและคุ้มค่าสำหรับลูกค้าแล้ว 

“เรามองว่าความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับบริษัทออกแบบก็เหมือนกับความสัมพันธ์ของเพื่อน คู่รัก ครอบครัว เราจำเป็นต้องเคารพซึ่งกันและกัน เราคิดมาโดยตลอดว่าเราไม่ใช่คนเก่ง และตอนนี้ก็ยังไม่เก่ง แต่เราคิดว่าเราเรียนรู้และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา 

“อย่างน้อยเรารู้ว่าอะไรดี อะไรห่วย เราต้องแก้ไขจนได้คุณภาพแล้วค่อยส่งมอบ ลูกค้าเขาอยากได้คนที่เป็นเหมือนที่ปรึกษาทางธุรกิจมากกว่า เราก็ต้องรู้เรื่องกลุ่มเป้าหมาย การตลาด หรือรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เราจึงค่อนข้างเป็นมิตรกับความล้มเหลว ถ้าเรารู้สึกว่าไอเดียไม่เวิร์กก็ต้องรื้อใหม่ คิดใหม่ ค่อยๆ เรียนรู้ไป เพียงแต่ว่าความล้มเหลวต้องไม่อยู่ในงานที่เอาไปให้ลูกค้า” สยามทิ้งท้าย

สยาม อัตตะริยะ กราฟิกดีไซเนอร์อันดับที่ 69 ของโลกชาวไทยผู้คิดงานออกแบบด้วยอารมณ์ขัน

pinkblueblack.com/

www.facebook.com/pinkblueblackorange/

Writer

ปิยพร อรุณเกรียงไกร

Deadline Warrior ผู้รักๆ เลิกๆ กับงานประจำ ชอบสัมภาษณ์คน บางช่วงก็หนีไปทำพอดแคสต์ แต่ไม่ค่อยดัง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Designer of the Year

วิธีคิดเฉียบคมเบื้องหลังงานเด็ดของนักออกแบบแห่งปี

The Cloud x Designer of the Year

ระยะเวลา 34 ปี ถ้าเทียบเป็นคนๆ หนึ่งก็น่าจะเป็นคนที่อยู่ในวัยทำงานมาได้สักระยะ ผ่านเจอเรื่องร้อนหนาวมาบ้าง แต่ก็คงจะยังไม่เจนจัดในชีวิตมากนัก

แต่ระยะเวลา 34 ปี ของบริษัทออกแบบอย่าง August Design Consultant ที่ก่อตั้งโดย เด้ง-พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2019 : Honor Awards นั้นต่างออกไป ด้วยระยะเวลาขนาดนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพของการออกแบบได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เพราะนอกจากการออกแบบงานตามโจทย์ของลูกค้าแล้ว ที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่เขาได้ขับเคลื่อนวิชาชีพสถาปนิกภายในให้ปรากฏชัดเจนมากขึ้นในยุคที่หลายคนยังมองว่างานตกแต่งภายในเป็นเรื่องของการประดับตกแต่งภายในอาคาร แต่ด้วยกรอบความคิดและทัศนคติ ทำให้เกิดการออกแบบพื้นที่ภายในอาคารร่วมกันไปกับพื้นที่ภายนอกและภูมิสถาปนิก

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

จากบัณฑิตสถาปัตยกรรมภายในรุ่นแรกๆ ของเมืองไทย สู่การทำงานวิชาชีพสถาปัตยกรรมภายในที่ประเทศสิงคโปร์ เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ออกแบบจนหล่อหลอมเป็นแรงบันดาลใจหอบกลับมาประเทศบ้านเกิด เพื่อสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมภายในอย่างที่ตัวเองเชื่อ และยังส่งต่อถึงบุคลากรทางการศึกษา เพื่อสร้างทรัพยากรสถาปนิกภายในที่มีคุณภาพให้กับประเทศ

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

และนี่คือหลักการทำงานในฐานะผู้บุกเบิกวงการสถาปัตยกรรมภายใน และสร้างความตระหนักให้ผู้คนเห็นความสำคัญของพื้นที่ที่พอดีกับมนุษย์ของเด้ง-พงษ์เทพ สกุลคู

God Is In The Details

เด้งก็เหมือนสถาปนิกหลายคนที่เมื่อเรียนจบก็ได้เลือกไปทำงานบริษัทสถาปนิกที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่กำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเมือง และต้องการแรงงานออกแบบเป็นจำนวนมาก เขาทำงานอยู่หลายปี ในระหว่างนั้นแม้จะสอบติดได้เรียนต่อปริญญาโทด้านการออกแบบที่อเมริกา แต่เขาก็เลือกที่จะเรียนรู้ผ่านการทำงานต่อ จนถึงวันหนึ่งที่รู้สึกอิ่มตัว

“ตอนลาออก ผมบอกกับเจ้านายว่าขออนุญาตไปผจญภัยหน่อย แกก็เตือนผมว่าทำออฟฟิศออกแบบมันไม่ง่ายหรอก แต่ด้วยความที่เรายังเด็ก ยังอยากค้นหาแนวทางในการออกแบบของตัวเอง สมัยนั้นโปรเจกต์ที่เราทำจะเป็นโรงแรม Chain ใหญ่ๆ ซึ่งมีแพตเทิร์นค่อนข้างตายตัว เราก็รู้สึกว่างานออกแบบภายในมันน่าจะมีความหลากหลายมากกว่านั้น คือไม่ได้เป็นงานประดับตกแต่งอย่างเดียว

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

“ในตอนนั้นมีคนชอบแซวกันว่าสถาปนิกทำเสามา พวกอินทีเรียก็ไปตัดเสาออก หรือสถาปนิกไม่ได้ทำเสามา อินทีเรียก็ไปใส่เสาเพิ่มให้ เราอยากจะสร้างให้เกิด Interior Architecture Space หรือสร้างพื้นที่ว่างภายในอาคารโดยมีความเข้าใจในวิธีคิดแบบสถาปัตยกรรม ด้วยการร่วมออกแบบไปพร้อมกันกับสถาปนิกเลย ซึ่งในสมัยนั้นเป็นเรื่องใหม่มาก เพราะปกติงานสองส่วนนี้มันแยกขาดออกจากกัน” เด้งเล่าถึงวันที่ลาออก

นอกจากกรอบงานออกแบบภายในที่กว้างขึ้นแล้ว เด้งก็อธิบายให้เราฟังถึงความชอบและสไตล์งานออกแบบของตัวเอง ที่หากมองเร็วๆ ในพื้นที่ก็เหมือนจะไม่มีอะไรหวือหวา ค่อนไปทางเรียบง่าย แต่เป็นเพราะเขาให้ความสำคัญกับตอนที่มีคนมาใช้เวลาอยู่ภายในพื้นที่มากกว่า

“ผมเป็นคนชอบอะไรที่มันอยู่นานๆ ผมชอบงานที่มันไม่ได้เรียกร้องความสนใจมากในวูบแรก แต่เมื่อมองไปแล้วมันมีรายละเอียดบางอย่างให้ค้นหา มีสุนทรียภาพในการจับจังหวะของพื้นที่ ของเฟอร์นิเจอร์ มีเรื่องสัจจะของวัสดุ ซึ่งทำให้คนที่เข้ามาในพื้นที่ค้นหาต่อไปได้เรื่อยๆ ” เด้งเล่าถึงไอเดียที่แฝงอยู่ในการออกแบบ

สิ่งที่เขาต้องการให้ผู้คนค้นหาบนพื้นที่เกิดขึ้นผ่านความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกของผู้คนกับพื้นที่ ณ ขณะนั้น และอีกส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างความหมายให้กับพื้นที่แบบนั้น คือการเปิดให้เห็นสัจจะของวัสดุ

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี
พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

“อินทีเรียคืออาชีพที่ดีลกับวัสดุ สมัยก่อนเรามีวัสดุไม่เกินสิบอย่าง วัสดุที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นคือแผ่นลามิเนต แต่การมีวัสดุไม่กี่อย่างมันทำให้เราคิดงานอย่างพิถีพิถัน และต้องใช้วิจารณญาณในการทำงานอย่างละเอียดอ่อน ซึ่งผมว่ามันเป็นการฝึกที่ดี ในขณะที่ปัจจุบันเรามี Material เยอะมาก ทำให้วิธีการ Practice เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน คือการคัดสรรวัสดุเพื่อที่จะมาใช้อย่างระมัดระวัง ปัจจุบันมีวัสดุเยอะมากหลายร้อยอย่าง กลายเป็นว่าคุณต้องคัดออกแทน มันก็ทำให้เราต้องระมัดระวังและต้องนำมาใช้ให้ถูกที่ถูกทาง” สัมผัสจากความรู้สึกและสัมผัสจากวัสดุ จึงเป็นแก่นแท้ในงานดีไซน์พื้นที่ที่ทำให้งานของ August Design ยังคงตราตรึงในความทรงจำของผู้ใช้งานพื้นที่แม้จะผ่านมาหลายปี

พอดี พอดี

เราถามถึงแรงผลักดันที่ทำให้เด้งยังคงสนุกกับการทำงานอยู่ในปัจจุบันนี้

“ผมคิดว่าที่ยังทำงานอยู่ทุกวันนี้ สี่สิบกว่าปีในวิชาชีพก็เพราะความสนุกแบบนี้ ได้เจอผู้คนหลากหลายความคิด ได้เรียนรู้ชีวิตมนุษย์” เด้งเกริ่น

“เราทำงานบนกระดาษ ทำงานบนอากาศให้มันเป็นของจริง แต่สุดท้ายแล้วคนที่ใช้งานก็คือมนุษย์ เพราะฉะนั้น การสื่อสารกับใครก็ตามที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับงานเป็นเรื่องสำคัญมาก บางทีการที่จะทำงานออกมาได้มันต้องเข้าใจคนก่อน ทั้งลูกค้า ทั้งผู้ใช้งาน แล้วจึงประมวลผลออกมาว่าเราควรจะทำงานออกมาแบบไหน ซึ่งมันก็ไม่มีโจทย์ตายตัวเหมือนกัน และแต่ละงานมันก็ไม่เหมือนเดิม ถึงแม้จะเป็นประเภทงานเดียวกัน แต่ปัญหาและวิธีการแก้ปัญหามันไม่เหมือนเดิม ก็ออกมาเป็นดีไซน์หรือผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน”

สถาปัตยกรรมภายใน
สถาปัตยกรรมภายใน

เนื่องจากอาชีพออกแบบภายในต้องทำงานร่วมกับนักออกแบบหลากหลายที่อยู่ในไซต์เดียวกัน ทั้งสถาปนิกและภูมิสถาปนิก เด้งก็ได้ทั้งเรียนรู้ ดูแล ไปจนถึงปรับรูปแบบของตัวเองให้พอเหมาะพอดีกับภาพรวมอีกด้วย

“เวลาที่ผมทำงานกับสถาปนิกแต่ละท่าน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ มันก็เป็นการเรียนรู้มนุษย์อีกอย่างหนึ่งเหมือนกัน นอกจากลูกค้าเราก็เรียนรู้วิธีคิดจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ และคอยตามหาความพอดีในการทำงานของเราด้วย คือถ้างานสถาปัตยกรรมมันโดดเด่นมาก ภูมิทัศน์ก็มีคาแรกเตอร์ ผมจะเลือกปรับงานออกแบบภายในส่วนของผมให้มันเบาลง พยายามหา และปรับเพื่อให้ภาพรวมมันดูพอดี ถ้าทุกอย่างมันแข่งกันไปหมด อาจจะทำให้คนเข้ามาในพื้นที่แล้วรู้สึกไม่ค่อยดีก็ได้

สถาปัตยกรรมภายใน

“ซึ่งความพอดีในงานออกแบบของนักออกแบบแต่ละคน เป็นสิ่งที่แต่ละคนจะต้องสร้างขึ้นมาเองจากประสบการณ์ การเรียนรู้ การตีความ ความชอบ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ความพอดีในงานของผมก็เป็นแบบฉบับเฉพาะตัวจากการตีความของผมเอง แล้วการทำแบบนี้อาจจะทำให้งานของเราไม่มีซิกเนเจอร์ก็ได้ ซึ่งผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ผมมองภาพใหญ่มากกว่า

“ผมมองว่ามันเหมือนเพลงหนึ่งแล้วเราเป็นโน้ตตัวหนึ่ง ถ้ามันไม่กลมกลืน เพลงมันคงจะประหลาดพิลึก แล้วถ้าเรามองในภาพที่มันใหญ่ขึ้นเป็นประเทศหรือว่าเมือง ถ้าเราลดอีโก้ลงไป ไม่มองแค่ตึกของเราแต่มองในภาพรวม เมืองก็อาจจะกลมกลืนกัน มันก็คงจะดีนะ หรือถ้าอยากจะปรับให้เมืองมีอัตลักษณ์อะไรบางอย่าง ถ้าเราตั้งหลักการร่วมกันอันหนึ่ง มันก็อาจจะทำให้เมืองเปลี่ยนรูปแบบไปก็ได้” เด้งอธิบายถึงการออกแบบโดยคำนึงถึงภาพรวม

สถาปัตยกรรมภายใน

การเรียนรู้นี่ไม่มีวันสิ้นสุด

สัญชาตญาณที่เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติจากการทำงานสถาปนิกภายในมาตลอดทั้งชีวิต คือสายตาที่มองสิ่งรอบตัวอย่างละเอียด และมือที่พร้อมจะบันทึกทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าด้วยกระดาษหรือปากกา ซึ่งด้วยการประกอบอาชีพนี้ทำให้เขามีโอกาสได้เดินทางและพักในโรงแรมที่มีการออกแบบที่ดีในหลากหลายประเทศ และทุกๆ ครั้งที่ได้ไปโรงแรมใหม่ๆ เด้งก็จะสเกตช์แปลนห้อง เฟอร์นิเจอร์ หรือรายละเอียดการตกแต่งต่างๆ จนกลายมาเป็นหนังสือ A Room With a View : A Journey Through the World of Hotel Rooms หนังสือบันทึกลายเส้นสเกตช์ห้องพักจากการเข้าพักในโรงแรมดังทั่วโลก และเขาก็ยังคงทำงานสเกตช์เช่นนี้จนเป็นกิจวัตรของชีวิต ไม่ว่าจะออกเดินทางไปที่ใดก็ตาม

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

“การเขียนมันทำให้คุณจำได้ ซึ่งมันไม่เหมือนการถ่ายรูป การเขียนทำให้คุณเข้าไปถึงรายละเอียด วิธีคิดของคนทำ คุณจะได้เรียนรู้มันเองโดยตรงเลย ซึ่งผมชอบความสดในสิ่งที่เราบันทึกเอาไว้ ผมก็ไม่ได้ใช้เวลากับมันเยอะหรอกครับ การไปพักสำหรับอาชีพเรามันคือการไปรีเสิร์ช การไปเก็บข้อมูล การสเกตช์แบบนี้ก็เป็นการเก็บข้อมูลแบบหนึ่ง แล้วเราก็หยิบเอาวิธีคิดของสิ่งที่เราไปเจอมาประยุกต์กับงานของเรา ในอาชีพออกแบบภายในเนี่ย ห้องในโรงแรมมีหน้าที่การใช้งานอยู่ไม่กี่อย่างหรอก ชีวิตประจำวันของมนุษย์ก็มีอยู่แค่นี้ แต่คุณจะใช้สเปซพวกนี้อย่างไร ในวิธีการแบบไหน ซึ่งการได้เห็นกรณีศึกษามามากๆ มันก็ทำให้เราปรับใช้พื้นที่ได้หลากหลายมากขึ้น” เด้งเล่าถึงงานอดิเรกที่ทำเป็นประจำ

นอกจากหนังสือเล่มนี้จะเป็นผลจากการสังเกตการณ์แล้ว ยังเป็นคู่มือเล่มสำคัญให้กับนักศึกษาสถาปัตยกรรมภายใน สำหรับใช้ศึกษางานออกแบบโรงแรมจากหลากหลายสถานที่ ซึ่งแปรผันตามบริบทต่างๆ กันไปได้เป็นอย่างดี

ออกแบบ-ชีวิต-พอดี

จากการทำงานมากว่า 40 ปีในวิชาชีพการออกแบบ เราถามเด้งถึงพื้นที่พอดีของเขา และคุณค่าในงานออกแบบ

“พื้นที่พอดีสำหรับผมก็คงเป็นพื้นที่ที่เข้าไปแล้วรู้สึกสบาย เป็นพื้นที่ที่คุณอยากกลับไปอีกด้วยความที่มันเหมาะกับการใช้งาน แต่ไม่ใช่ไปเพื่อถ่ายรูป (หัวเราะ) ถ้าเป็นร้านกาแฟก็คือเป็นร้านที่อยากไปนั่งกินกาแฟอีกและมีบรรยากาศที่รื่นรมย์ การทำให้คนที่มาใช้งานพื้นที่แล้วมีความสุข มันก็คือการบรรลุวัตถุประสงค์ของวิชาชีพแล้ว

“ส่วนคุณค่าในงานออกแบบ ผมว่ามันคือการยกระดับการใช้ชีวิตของมนุษย์ มันยกระดับคุณค่าทางจิตใจ การออกแบบที่ดีมันช่วยให้คนได้มีสุนทรียภาพมากขึ้น มีความคิดที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น เหมือนเป็นการยกระดับจิตใจของคน อย่างเช่นเรามองเห็นความงามของวัสดุ ความงามของความไม่สมบูรณ์พร้อม มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากในการอธิบายให้คนเข้าใจในเรื่องพวกนี้ นี่คือคุณค่าอย่างหนึ่งของการออกแบบ” เด้งทิ้งท้าย

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

The Cloud x Designer of the Year

ระยะเวลา 34 ปี ถ้าเทียบเป็นคนๆ หนึ่งก็น่าจะเป็นคนที่อยู่ในวัยทำงานมาได้สักระยะ ผ่านเจอเรื่องร้อนหนาวมาบ้าง แต่ก็คงจะยังไม่เจนจัดในชีวิตมากนัก

แต่ระยะเวลา 34 ปี ของบริษัทออกแบบอย่าง August Design Consultant ที่ก่อตั้งโดย เด้ง-พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบเจ้าของรางวัล Designer of the Year 2019 : Honor Awards นั้นต่างออกไป ด้วยระยะเวลาขนาดนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพของการออกแบบได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เพราะนอกจากการออกแบบงานตามโจทย์ของลูกค้าแล้ว ที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่เขาได้ขับเคลื่อนวิชาชีพสถาปนิกภายในให้ปรากฏชัดเจนมากขึ้นในยุคที่หลายคนยังมองว่างานตกแต่งภายในเป็นเรื่องของการประดับตกแต่งภายในอาคาร แต่ด้วยกรอบความคิดและทัศนคติ ทำให้เกิดการออกแบบพื้นที่ภายในอาคารร่วมกันไปกับพื้นที่ภายนอกและภูมิสถาปนิก

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

จากบัณฑิตสถาปัตยกรรมภายในรุ่นแรกๆ ของเมืองไทย สู่การทำงานวิชาชีพสถาปัตยกรรมภายในที่ประเทศสิงคโปร์ เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ออกแบบจนหล่อหลอมเป็นแรงบันดาลใจหอบกลับมาประเทศบ้านเกิด เพื่อสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมภายในอย่างที่ตัวเองเชื่อ และยังส่งต่อถึงบุคลากรทางการศึกษา เพื่อสร้างทรัพยากรสถาปนิกภายในที่มีคุณภาพให้กับประเทศ

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

และนี่คือหลักการทำงานในฐานะผู้บุกเบิกวงการสถาปัตยกรรมภายใน และสร้างความตระหนักให้ผู้คนเห็นความสำคัญของพื้นที่ที่พอดีกับมนุษย์ของเด้ง-พงษ์เทพ สกุลคู

God Is In The Details

เด้งก็เหมือนสถาปนิกหลายคนที่เมื่อเรียนจบก็ได้เลือกไปทำงานบริษัทสถาปนิกที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่กำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างของเมือง และต้องการแรงงานออกแบบเป็นจำนวนมาก เขาทำงานอยู่หลายปี ในระหว่างนั้นแม้จะสอบติดได้เรียนต่อปริญญาโทด้านการออกแบบที่อเมริกา แต่เขาก็เลือกที่จะเรียนรู้ผ่านการทำงานต่อ จนถึงวันหนึ่งที่รู้สึกอิ่มตัว

“ตอนลาออก ผมบอกกับเจ้านายว่าขออนุญาตไปผจญภัยหน่อย แกก็เตือนผมว่าทำออฟฟิศออกแบบมันไม่ง่ายหรอก แต่ด้วยความที่เรายังเด็ก ยังอยากค้นหาแนวทางในการออกแบบของตัวเอง สมัยนั้นโปรเจกต์ที่เราทำจะเป็นโรงแรม Chain ใหญ่ๆ ซึ่งมีแพตเทิร์นค่อนข้างตายตัว เราก็รู้สึกว่างานออกแบบภายในมันน่าจะมีความหลากหลายมากกว่านั้น คือไม่ได้เป็นงานประดับตกแต่งอย่างเดียว

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

“ในตอนนั้นมีคนชอบแซวกันว่าสถาปนิกทำเสามา พวกอินทีเรียก็ไปตัดเสาออก หรือสถาปนิกไม่ได้ทำเสามา อินทีเรียก็ไปใส่เสาเพิ่มให้ เราอยากจะสร้างให้เกิด Interior Architecture Space หรือสร้างพื้นที่ว่างภายในอาคารโดยมีความเข้าใจในวิธีคิดแบบสถาปัตยกรรม ด้วยการร่วมออกแบบไปพร้อมกันกับสถาปนิกเลย ซึ่งในสมัยนั้นเป็นเรื่องใหม่มาก เพราะปกติงานสองส่วนนี้มันแยกขาดออกจากกัน” เด้งเล่าถึงวันที่ลาออก

นอกจากกรอบงานออกแบบภายในที่กว้างขึ้นแล้ว เด้งก็อธิบายให้เราฟังถึงความชอบและสไตล์งานออกแบบของตัวเอง ที่หากมองเร็วๆ ในพื้นที่ก็เหมือนจะไม่มีอะไรหวือหวา ค่อนไปทางเรียบง่าย แต่เป็นเพราะเขาให้ความสำคัญกับตอนที่มีคนมาใช้เวลาอยู่ภายในพื้นที่มากกว่า

“ผมเป็นคนชอบอะไรที่มันอยู่นานๆ ผมชอบงานที่มันไม่ได้เรียกร้องความสนใจมากในวูบแรก แต่เมื่อมองไปแล้วมันมีรายละเอียดบางอย่างให้ค้นหา มีสุนทรียภาพในการจับจังหวะของพื้นที่ ของเฟอร์นิเจอร์ มีเรื่องสัจจะของวัสดุ ซึ่งทำให้คนที่เข้ามาในพื้นที่ค้นหาต่อไปได้เรื่อยๆ ” เด้งเล่าถึงไอเดียที่แฝงอยู่ในการออกแบบ

สิ่งที่เขาต้องการให้ผู้คนค้นหาบนพื้นที่เกิดขึ้นผ่านความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกของผู้คนกับพื้นที่ ณ ขณะนั้น และอีกส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างความหมายให้กับพื้นที่แบบนั้น คือการเปิดให้เห็นสัจจะของวัสดุ

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี
พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

“อินทีเรียคืออาชีพที่ดีลกับวัสดุ สมัยก่อนเรามีวัสดุไม่เกินสิบอย่าง วัสดุที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้นคือแผ่นลามิเนต แต่การมีวัสดุไม่กี่อย่างมันทำให้เราคิดงานอย่างพิถีพิถัน และต้องใช้วิจารณญาณในการทำงานอย่างละเอียดอ่อน ซึ่งผมว่ามันเป็นการฝึกที่ดี ในขณะที่ปัจจุบันเรามี Material เยอะมาก ทำให้วิธีการ Practice เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน คือการคัดสรรวัสดุเพื่อที่จะมาใช้อย่างระมัดระวัง ปัจจุบันมีวัสดุเยอะมากหลายร้อยอย่าง กลายเป็นว่าคุณต้องคัดออกแทน มันก็ทำให้เราต้องระมัดระวังและต้องนำมาใช้ให้ถูกที่ถูกทาง” สัมผัสจากความรู้สึกและสัมผัสจากวัสดุ จึงเป็นแก่นแท้ในงานดีไซน์พื้นที่ที่ทำให้งานของ August Design ยังคงตราตรึงในความทรงจำของผู้ใช้งานพื้นที่แม้จะผ่านมาหลายปี

พอดี พอดี

เราถามถึงแรงผลักดันที่ทำให้เด้งยังคงสนุกกับการทำงานอยู่ในปัจจุบันนี้

“ผมคิดว่าที่ยังทำงานอยู่ทุกวันนี้ สี่สิบกว่าปีในวิชาชีพก็เพราะความสนุกแบบนี้ ได้เจอผู้คนหลากหลายความคิด ได้เรียนรู้ชีวิตมนุษย์” เด้งเกริ่น

“เราทำงานบนกระดาษ ทำงานบนอากาศให้มันเป็นของจริง แต่สุดท้ายแล้วคนที่ใช้งานก็คือมนุษย์ เพราะฉะนั้น การสื่อสารกับใครก็ตามที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับงานเป็นเรื่องสำคัญมาก บางทีการที่จะทำงานออกมาได้มันต้องเข้าใจคนก่อน ทั้งลูกค้า ทั้งผู้ใช้งาน แล้วจึงประมวลผลออกมาว่าเราควรจะทำงานออกมาแบบไหน ซึ่งมันก็ไม่มีโจทย์ตายตัวเหมือนกัน และแต่ละงานมันก็ไม่เหมือนเดิม ถึงแม้จะเป็นประเภทงานเดียวกัน แต่ปัญหาและวิธีการแก้ปัญหามันไม่เหมือนเดิม ก็ออกมาเป็นดีไซน์หรือผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน”

สถาปัตยกรรมภายใน
สถาปัตยกรรมภายใน

เนื่องจากอาชีพออกแบบภายในต้องทำงานร่วมกับนักออกแบบหลากหลายที่อยู่ในไซต์เดียวกัน ทั้งสถาปนิกและภูมิสถาปนิก เด้งก็ได้ทั้งเรียนรู้ ดูแล ไปจนถึงปรับรูปแบบของตัวเองให้พอเหมาะพอดีกับภาพรวมอีกด้วย

“เวลาที่ผมทำงานกับสถาปนิกแต่ละท่าน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ มันก็เป็นการเรียนรู้มนุษย์อีกอย่างหนึ่งเหมือนกัน นอกจากลูกค้าเราก็เรียนรู้วิธีคิดจากเพื่อนร่วมวิชาชีพ และคอยตามหาความพอดีในการทำงานของเราด้วย คือถ้างานสถาปัตยกรรมมันโดดเด่นมาก ภูมิทัศน์ก็มีคาแรกเตอร์ ผมจะเลือกปรับงานออกแบบภายในส่วนของผมให้มันเบาลง พยายามหา และปรับเพื่อให้ภาพรวมมันดูพอดี ถ้าทุกอย่างมันแข่งกันไปหมด อาจจะทำให้คนเข้ามาในพื้นที่แล้วรู้สึกไม่ค่อยดีก็ได้

สถาปัตยกรรมภายใน

“ซึ่งความพอดีในงานออกแบบของนักออกแบบแต่ละคน เป็นสิ่งที่แต่ละคนจะต้องสร้างขึ้นมาเองจากประสบการณ์ การเรียนรู้ การตีความ ความชอบ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ความพอดีในงานของผมก็เป็นแบบฉบับเฉพาะตัวจากการตีความของผมเอง แล้วการทำแบบนี้อาจจะทำให้งานของเราไม่มีซิกเนเจอร์ก็ได้ ซึ่งผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ผมมองภาพใหญ่มากกว่า

“ผมมองว่ามันเหมือนเพลงหนึ่งแล้วเราเป็นโน้ตตัวหนึ่ง ถ้ามันไม่กลมกลืน เพลงมันคงจะประหลาดพิลึก แล้วถ้าเรามองในภาพที่มันใหญ่ขึ้นเป็นประเทศหรือว่าเมือง ถ้าเราลดอีโก้ลงไป ไม่มองแค่ตึกของเราแต่มองในภาพรวม เมืองก็อาจจะกลมกลืนกัน มันก็คงจะดีนะ หรือถ้าอยากจะปรับให้เมืองมีอัตลักษณ์อะไรบางอย่าง ถ้าเราตั้งหลักการร่วมกันอันหนึ่ง มันก็อาจจะทำให้เมืองเปลี่ยนรูปแบบไปก็ได้” เด้งอธิบายถึงการออกแบบโดยคำนึงถึงภาพรวม

สถาปัตยกรรมภายใน

การเรียนรู้นี่ไม่มีวันสิ้นสุด

สัญชาตญาณที่เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติจากการทำงานสถาปนิกภายในมาตลอดทั้งชีวิต คือสายตาที่มองสิ่งรอบตัวอย่างละเอียด และมือที่พร้อมจะบันทึกทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าด้วยกระดาษหรือปากกา ซึ่งด้วยการประกอบอาชีพนี้ทำให้เขามีโอกาสได้เดินทางและพักในโรงแรมที่มีการออกแบบที่ดีในหลากหลายประเทศ และทุกๆ ครั้งที่ได้ไปโรงแรมใหม่ๆ เด้งก็จะสเกตช์แปลนห้อง เฟอร์นิเจอร์ หรือรายละเอียดการตกแต่งต่างๆ จนกลายมาเป็นหนังสือ A Room With a View : A Journey Through the World of Hotel Rooms หนังสือบันทึกลายเส้นสเกตช์ห้องพักจากการเข้าพักในโรงแรมดังทั่วโลก และเขาก็ยังคงทำงานสเกตช์เช่นนี้จนเป็นกิจวัตรของชีวิต ไม่ว่าจะออกเดินทางไปที่ใดก็ตาม

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

“การเขียนมันทำให้คุณจำได้ ซึ่งมันไม่เหมือนการถ่ายรูป การเขียนทำให้คุณเข้าไปถึงรายละเอียด วิธีคิดของคนทำ คุณจะได้เรียนรู้มันเองโดยตรงเลย ซึ่งผมชอบความสดในสิ่งที่เราบันทึกเอาไว้ ผมก็ไม่ได้ใช้เวลากับมันเยอะหรอกครับ การไปพักสำหรับอาชีพเรามันคือการไปรีเสิร์ช การไปเก็บข้อมูล การสเกตช์แบบนี้ก็เป็นการเก็บข้อมูลแบบหนึ่ง แล้วเราก็หยิบเอาวิธีคิดของสิ่งที่เราไปเจอมาประยุกต์กับงานของเรา ในอาชีพออกแบบภายในเนี่ย ห้องในโรงแรมมีหน้าที่การใช้งานอยู่ไม่กี่อย่างหรอก ชีวิตประจำวันของมนุษย์ก็มีอยู่แค่นี้ แต่คุณจะใช้สเปซพวกนี้อย่างไร ในวิธีการแบบไหน ซึ่งการได้เห็นกรณีศึกษามามากๆ มันก็ทำให้เราปรับใช้พื้นที่ได้หลากหลายมากขึ้น” เด้งเล่าถึงงานอดิเรกที่ทำเป็นประจำ

นอกจากหนังสือเล่มนี้จะเป็นผลจากการสังเกตการณ์แล้ว ยังเป็นคู่มือเล่มสำคัญให้กับนักศึกษาสถาปัตยกรรมภายใน สำหรับใช้ศึกษางานออกแบบโรงแรมจากหลากหลายสถานที่ ซึ่งแปรผันตามบริบทต่างๆ กันไปได้เป็นอย่างดี

ออกแบบ-ชีวิต-พอดี

จากการทำงานมากว่า 40 ปีในวิชาชีพการออกแบบ เราถามเด้งถึงพื้นที่พอดีของเขา และคุณค่าในงานออกแบบ

“พื้นที่พอดีสำหรับผมก็คงเป็นพื้นที่ที่เข้าไปแล้วรู้สึกสบาย เป็นพื้นที่ที่คุณอยากกลับไปอีกด้วยความที่มันเหมาะกับการใช้งาน แต่ไม่ใช่ไปเพื่อถ่ายรูป (หัวเราะ) ถ้าเป็นร้านกาแฟก็คือเป็นร้านที่อยากไปนั่งกินกาแฟอีกและมีบรรยากาศที่รื่นรมย์ การทำให้คนที่มาใช้งานพื้นที่แล้วมีความสุข มันก็คือการบรรลุวัตถุประสงค์ของวิชาชีพแล้ว

“ส่วนคุณค่าในงานออกแบบ ผมว่ามันคือการยกระดับการใช้ชีวิตของมนุษย์ มันยกระดับคุณค่าทางจิตใจ การออกแบบที่ดีมันช่วยให้คนได้มีสุนทรียภาพมากขึ้น มีความคิดที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น เหมือนเป็นการยกระดับจิตใจของคน อย่างเช่นเรามองเห็นความงามของวัสดุ ความงามของความไม่สมบูรณ์พร้อม มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากในการอธิบายให้คนเข้าใจในเรื่องพวกนี้ นี่คือคุณค่าอย่างหนึ่งของการออกแบบ” เด้งทิ้งท้าย

พงษ์เทพ สกุลคู นักออกแบบภายในที่สนใจในการออกแบบพื้นที่ที่อยู่สบายแบบพอดี

Writer

ณัฐนิช ชัยดี

อดีตนักเรียนสัตวแพทย์ผู้ หลงใหลในเส้นสายสถาปัตยกรรม ก่อนผันตัวเองมาเรียน'ถาปัตย์ และเลือกเดินบนถนนสายนักเขียนหลังเรียนจบ สามสิ่งในชีวิตที่ชอบตอนนี้คือ การได้ติ่ง BNK48 ไปญี่ปุ่น และทำสีผม

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load