“ฉันไม่อยากออกจากบ้านเลย เพราะเดินแป๊บหนึ่งก็เจ็บ”

คุณแม่ท่านหนึ่งซึ่งประสบปัญหาปวดส้นเท้ามาตลอดชีวิตเคยบอกพนักงานขายเช่นนั้น จนกระทั่งได้พบรองเท้า ‘Shoes Republic’ เธอกลับบอกว่า “พอใส่รองเท้าคู่นี้แล้วฉันไม่อยากกลับบ้านเลย”

รองเท้า 1 คู่เปลี่ยนชีวิตของคุณแม่ผู้เก็บตัวอยู่บ้านมาเนิ่นนานให้เปิดประตูบ้านลากกระเป๋าออกเดินทางท่องเที่ยวอย่างสนุกสนานอีกครั้ง

ส่วนสุภาพสตรีสาวสวยคนหนึ่งกำลังจะแต่งงาน

“หนูจะแต่งงานปลายปีนี้ อยากให้พี่ช่วยเลือกรองเท้าส้นสูงดีๆ สำหรับใส่ในงานแต่งงานทั้งวันให้หน่อยค่ะ”

รองเท้าใส่สบายแบรนด์นี้ยังเป็นรองเท้าที่ผู้หญิงไว้ใจและเลือกใช้ในวันสำคัญที่สุดของเธอ

เปลี่ยนงาน

ชีวิต คุณยุ้ย-อัจฉรา พัฒนาไพศาล ผูกพันกับประเทศญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยเป็นนิสิตแลกเปลี่ยนตอนปริญญาตรี เธอมีโอกาสกลับไปเรียนด้านวิจัยสาขาเศรษฐศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง แล้วจึงกลับมาทำงานที่บริษัทโฆษณาสัญชาติญี่ปุ่นในเมืองไทย

ที่นั่น คุณยุ้ยได้พบ คุณมากิโกะ อิโตะ เพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่น

เมื่อทำงานไปสักระยะ ทั้งคู่ตัดสินใจลาออกมาเปิดบริษัทของตนเอง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานที่พวกเธอเคยทำอยู่นัก

Shoes Republic
Shoes Republic

“ตอนนั้นอายุ 30 ปีพอดี ถ้าไม่ทำตอนนี้ แก่ไปกว่านี้ก็คงไม่กล้าออกจากงานแล้ว”

เมื่อ 10 ปีก่อนยังไม่มีเว็บไซต์ใดให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้หญิงทำงานเลย พวกเธอจึงเริ่มต้นทำเว็บไซต์ OL Republic เมื่อ พ.ศ. 2553 เพื่อให้ข้อมูลดีๆ สำหรับผู้หญิงทำงาน OL ย่อมากจาก Office Lady ซึ่งเป็นคำที่คนญี่ปุ่นใช้เรียกสาวออฟฟิศ

คุณมากิโกะและคุณยุ้ยพยายามนำเสนอเนื้อหาต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับสาวทำงาน เช่น เทคนิคการจัดตารางแพลนเนอร์ วิธีการออกกำลังกาย ตลอดจนเรื่องความสวยความงามสไตล์ญี่ปุ่น

สิ่งที่ทั้งสองคนคาดหวังคือ เมื่อมีคนเข้าเว็บมากขึ้น น่าจะมีบริษัทต่างๆ ติดต่อเข้ามาลงโฆษณา สร้างรายได้จุนเจือบริษัท

แต่ 10 ปีก่อนคนไทยยังไม่ได้เข้าชมเว็บไซต์มากนัก สื่อออนไลน์ยังเป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ เฉพาะกลุ่ม ไม่ได้เป็นสื่อหลักเหมือนในปัจจุบัน แม้เว็บ OL Republic จะประสบความสำเร็จในด้านการเป็นที่รัก มีแฟนๆ ติดตามอย่างสม่ำเสมอ แต่ด้านรายได้ยังไม่เป็นไปตามที่คาดนัก คุณยุ้ยจึงเริ่มนำสินค้าต่างๆ มาลองขายในเว็บ เริ่มจากเครื่องเขียนฟรุ้งฟริ้ง สมุดโน้ต กระเป๋าจิ๋วๆ จากญี่ปุ่น

“แต่มันไม่อิน” คุณยุ้ยตอบสั้นๆ

แล้วอะไรคือสิ่งที่เธออิน

เปลี่ยนธุรกิจ

สมัยอยู่ญี่ปุ่นคุณยุ้ยต้องเดินเยอะมาก เธอจึงเลือกใส่รองเท้าผ้าใบตลอด เพราะเชื่อว่าเป็นรองเท้าเพียงประเภทเดียวที่ใส่แล้วเดินทน

แต่เมื่อเหลือบไปมองเพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัย คุณยุ้ยพบว่า สาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใส่รองเท้าบูตหรือคัทชูน่ารักๆ เดินได้นานๆ เธอจึงลองซื้อรองเท้าญี่ปุ่น และเริ่มตกหลุมรักรองเท้าดีไซน์สวย ใส่ได้นานไม่เมื่อย

Shoes Republic
Shoes Republic

รองเท้าจึงกลายมาเป็นสินค้าประเภทใหม่ที่เจ้าของเว็บ ‘อิน’ และอยากให้แฟนๆ เว็บไซต์ ‘อิน’ ตามไปด้วย

ตอนนั้นเมืองไทยยังไม่มีรองเท้าคัทชูดีๆ ที่ใส่แล้วดูดีแต่สบาย รองเท้าที่ใส่แล้วไม่เจ็บมักเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพที่ดูเชยๆ ส่วนรองเท้าสวยๆ ส้นเข็ม สวมแล้วก็ต้องแลกกับน้ำตาของสาวๆ ที่สวมใส่ คุณยุ้ยจึงตั้งใจที่จะทำรองเท้าแบบใหม่ที่โดนใจสาวทำงาน

“เราไม่ได้ทำรองเท้าเพื่อสุขภาพ แต่ทำรองเท้าสวยที่ใส่สบาย”

Shoes Republic
Shoes Republic

คุณยุ้ยจึงบินไปญี่ปุ่นและตระเวนหาโรงงานรองเท้าที่จะเนรมิตรองเท้าในแบบที่เธอต้องการได้

แม้จะเจอโรงงานที่มีฝีมือดีเท่าใด แต่เจ้าของโรงงานญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ไม่ยอมคุยกับสาวไทยตัวเล็กๆ อย่างคุณยุ้ยเลย บางแห่งกลัวคุณยุ้ยจะลอกเลียนสินค้า บางโรงงานก็ไม่ยอมปรับเปลี่ยนสินค้า และอ้างว่า แบบที่ทำๆ มาก็ขายดีอยู่แล้ว

คุณยุ้ยทนแบกรับคำปฏิเสธจากโรงงานแห่งแล้วแห่งเล่า จนมาเจอโรงงานทำรองเท้าแห่งหนึ่ง เจ้าของเป็นคนรุ่นใหม่ กล้าลองอะไรใหม่ๆ และพร้อมจะกระโจนไปกับความฝันของสาวไทยคนนี้

รองเท้าล็อตแรกจำนวน 200 คู่จึงถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2554

ช่วงที่ลูกค้าส่วนใหญ่นึกภาพการซื้อขายรองเท้าทางออนไลน์ไม่ออก

จะวัดขนาดอย่างไร ซื้อแล้วจะใส่ได้จริงหรือ สีจะตรงกับที่โฆษณาหรือเปล่า

ทว่าตัวคุณยุ้ยเองไม่ได้มีทางเลือกอื่นมากนัก

หนึ่ง เธอไม่มีทุนพอจะเปิดร้านรองเท้าในห้าง หรือย่านสาวออฟฟิศแถวสีลม สาทรได้

สอง เธอไม่แน่ใจว่าลูกค้าจะสนใจซื้อสินค้าอย่างรองเท้าจากญี่ปุ่นหรือเปล่า มันจึงเสี่ยงมากหากต้องลงทุนเปิดร้านรองเท้า

ทางเลือกเดียวที่เธอมีคือ การเปิดร้านรองเท้าบนเว็บไซต์

แต่ด้วยความเชื่อมั่นของแฟนๆ ที่มีต่อ OL Republic และการที่สินค้าตอบโจทย์สาวออฟฟิศ รองเท้าล็อตแรกจำนวน 200 คู่ขายหมดเกลี้ยง

คุณยุ้ยจึงเริ่มมั่นใจว่ารองเท้าสวยแต่ใส่สบายนี้มีคนต้องการอยู่จริงๆ เธอและคุณมากิโกะ  ค่อยๆ ทยอยเพิ่มแบบกับจำนวนสินค้ามากขึ้นเรื่อยๆ และแยกเว็บที่จำหน่ายรองเท้า ออกจาก OL Republic

ชื่อเว็บคือดินแดนใหม่สำหรับสาวๆ ที่แสวงหารองเท้าคุณภาพดี สวย และที่สำคัญ…ใส่สบาย

Shoes Republic
Shoes Republic

เปลี่ยนช่องทางการขาย

หากสินค้าของแบรนด์เป็นเพียงรองเท้าแตะรัดส้นธรรมดา ลูกค้าแจ้งแค่ขนาดเท้าตนเองก็คงไม่มีปัญหา

แต่รองเท้าของที่นี่มีทั้งรองเท้าคัทชู บูต และรองเท้าส้นสูง รองเท้าแต่ละรุ่นจึงแตกต่างทั้งรูปทรง หน้ากว้างของหัวรองเท้า ความสูงของส้น ที่สำคัญเป็นรองเท้า Made in Japan ทำให้ราคารองเท้าอยู่ที่ประมาณคู่ละเกือบ 3,000 จนถึง 6,000 บาท

ลูกค้าที่คิดจะซื้อรองเท้าทางเว็บคงต้องคิดแล้วคิดอีกเป็นอย่างมากทีเดียว

ซื้อไปแล้วจะใส่ได้ไหม ใส่พอดีไหม ใส่สบายหรือเปล่า รองเท้าของจริงจะเป็นอย่างไร

คุณยุ้ยและคุณมากิโกะจึงหาทางแก้ปัญหาให้ลูกค้า พวกเธอทำกระดาษขนาดพิเศษซึ่งเรียกว่า ‘Shoes-Republic Sizing Kit’ เพื่อให้ลูกค้าวัดเท้าตนเองได้จากที่บ้าน

Shoes Republic

Sizing Kit มิใช่กระดาษธรรมดาๆ เส้นกระดาษด้านข้าง หากฉีกตามรอยปรุจะกลายเป็นสายวัด ส่วนปลายกระดาษด้านหลัง พับขึ้นมา จะกลายเป็นส้นรองเท้า เพื่อให้ลูกค้าวางเท้าชิดกระดาษ และวัดขนาดเท้าได้อย่างถูกต้องที่สุด

นอกจากนี้ พนักงานยังช่วยลูกค้าดูแบบรองเท้า ขนาดรองเท้าที่เข้ากับลูกค้าจริงๆ โดยให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์ เฟซบุ๊ก หรือ [email protected]

เทคนิคการคุยกับลูกค้าคือ คุยเหมือนเป็นครั้งแรกที่ได้ตอบคำถามนี้กับลูกค้า

คุณยุ้ยอธิบายเทคนิคนี้ว่า “เราอาจจะคุยกับลูกค้าร้อยคน สองร้อยคน แต่ลูกค้าคุยกับเราคนเดียว เราอาจจะตอบคำถามนี้ไปแล้ววันละ 80 รอบ แต่ลูกค้าเพิ่งสั่งเรารอบแรก เราก็ต้องตอบ หรือต้องคุยกับเขาเหมือนมันเป็นรอบแรกทุกครั้งของเรา เราก็คุยแบบที่ทำให้เขารู้สึกว่า เราใส่ใจฟังเขาจริงๆ”

แม้จะไม่เห็นหน้ากัน แต่บทสนทนากับ Shoes Republic ก็ทำให้ลูกค้าอุ่นใจ และกล้าซื้อรองเท้าผ่านเว็บมากขึ้น

มีลูกค้าท่านหนึ่งเป็นคุณหมอสาว รูปเท้าผอมเรียว ทำให้หารองเท้าใส่พอดียาก คุณหมอจึงมักไลน์มาหาแบรนด์ เพื่อเลือกแบบที่ตนเองชอบสัก 4 – 5 รุ่น แล้วขอให้ทางร้านช่วยเลือกรุ่นที่เหมาะที่สุดให้ กลายเป็นบริการประหนึ่งเซ็ต ‘โอมากาเสะ’ (แล้วแต่เชฟ) ของร้านอาหารญี่ปุ่นเลยทีเดียว

แล้วก็มีลูกค้าติดต่อเข้ามาเพื่อขอไปลองรองเท้าของจริงที่ออฟฟิศมากขึ้นเรื่อยๆ

นั่นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งของคุณยุ้ยและคุณมากิโกะ

หลังจากขายรองเท้าทางเว็บมา 1 ปี ถึงเวลาที่ Shoes Republic จะมีหน้าร้านเป็นของตนเองแล้ว

ถ้าคุณผู้อ่านจะเปิดร้านรองเท้า ท่านจะตัดสินใจเปิดที่ไหนดีคะ

Location … Location … Location

ในศาสตร์การตลาดค้าปลีกนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ทำเลที่ตั้งร้าน (Location)

หากทำเลดี ลูกค้าเดินผ่านเป็นจำนวนมาก โอกาสที่ลูกค้าจะเดินเข้าร้าน และเลือกซื้อสินค้าก็มีสูง

ถ้าร้านหนึ่งอยู่ในซอกหลืบ อีกร้านอยู่ด้านหน้าถนน แล้วขายสินค้าแบบเดียวกัน ร้านแรกอาจทำยอดขายต่างจากร้านหลังเป็นสิบเท่าได้

แต่ทำเลร้านที่คุณยุ้ยและคุณมากิโกะตัดสินใจเลือกคือ สุขุมวิทซอย 2 สุดซอย ห่างจากสถานี BTS เพลินจิต เกือบ 1 กิโลเมตร

หากมองเผินๆ ท่านจะนึกว่านี่คืออพาร์ตเมนต์ที่พักอาศัย ฝั่งตรงข้ามร้านคือโรงแรมเก่าแก่ ด้านซ้ายของอาคารเป็นโบสถ์ ด้านขวาเป็นบ้านหลังเล็ก เป็นทำเลที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีร้านรองเท้ามาตั้งอยู่ตรงนี้

Shoes Republic
Shoes Republic

คุณยุ้ยอธิบายเหตุผลที่เลือกชั้นล่างของสำนักงานตัวเองเป็นที่ตั้งร้านแรกว่า “เราไม่ได้ตั้งใจจะทำร้านตรงนี้ แต่เราอยากทำให้มันสมบูรณ์แบบ อยากให้ร้านอยู่ในสายตาเรา เป็นที่ที่เราลงมาดูได้ทุกวัน ฟังลูกค้าได้ทุกวัน เราจึงไม่เคยคิดว่าจะไปอยู่ที่อื่น หรืออยู่ในห้างเลยนะ”

ตำราการตลาดสอนให้เลือกทำเลจากจำนวนลูกค้าที่ผ่านหน้าร้าน สถานที่ที่กลุ่มเป้าหมายน่าจะไป ตลอดจนงบประมาณบริษัท

หากคิดเช่นนี้ ทำเลที่เหมาะมากที่สุดควรจะเป็นอโศก หรือสีลม

Shoes Republic

แต่คุณยุ้ยเลือกทำเลจากความสะดวกในการเดินจากออฟฟิศไปดูหน้าร้านตนเองเพื่อให้เห็นสีหน้าลูกค้าได้ ฉีกตำราการตลาดทั้งปวง

คำถามสำคัญคือ ลูกค้าจะไปหรือ

สถานที่ที่ลูกค้ามาเจอกัน เม้ากัน และกลายเป็นพนักงานขายกันเอง

“ใครจะมา”

นั่นคือประโยคที่ดิฉันคิด ขณะเดินตากแดด…ปาดเหงื่อ เพื่อเข้าซอยไปเรื่อยๆ

ครั้งแรกที่ดิฉันไปที่ร้าน มีลูกค้าอยู่ในร้านก่อนหน้าแล้ว 5 ท่าน ครั้งที่ 2 ที่ไปเพื่อไปสัมภาษณ์เราเลือกวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันหยุดของร้าน แม้ร้านจะปิดประตูหน้า แต่เมื่อเดินเข้าไปในร้านก็ยังพบลูกค้าอีก 3 ท่าน

คุณยุ้ยบอกว่า ท่านหนึ่งตั้งใจมาจากระยอง เลยเปิดให้คุณลูกค้ามาเข้าชมทั้งที่เป็นวันปิดหน้าร้าน อีก 2 ท่านเป็นลูกค้าประจำ อยากมาดูคอลเลกชันใหม่ แต่ช่วงนี้ว่างแค่วันนั้นวันเดียว

โดยปกติ วันธรรมดาจะมีลูกค้ามาที่ร้านวันละ 20 – 30 คน วันเสาร์-อาทิตย์จำนวนลูกค้าจะเพิ่มขึ้นอีก 2 – 3 เท่า

Shoes Republic
Shoes Republic

ดิฉันจึงต้องรีบเปลี่ยนคำถามในหัวจาก “ใครจะมา” เป็น “ทำไมถึงลูกค้าถึงตั้งใจมา”

“คุณยุ้ยมีวิธีการออกแบบร้านให้มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างไรคะ” ดิฉันถาม

คุณยุ้ยเงียบ

ดิฉันพยายามเสริมว่า “อย่างการจัดแสง การดิสเพลย์ มีอะไรที่ใส่ใจเป็นพิเศษไหมคะ”

คุณยุ้ยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า

“ไม่ค่ะ เราไม่ได้เริ่มจากเรื่องแบบนั้นเลย เราเริ่มคิดจากอยากให้ลูกค้ามานั่งที่ร้านแล้วรู้สึกดี ได้ประสบการณ์ดีๆ ที่ตอบโจทย์ในสิ่งที่เขาอยากได้ เราอยากนำเสนอการให้ลูกค้าได้เจอรองเท้าที่ใช่ที่สุด

“เราอยากสร้างบรรยากาศให้ลูกค้าเดินเข้ามาแล้วรู้สึกสบายๆ ค่อยๆ เลือก ลองไปลองมาก็ช่วยเราขายรองเท้าให้ลูกค้าคนอื่นด้วย เช่น คู่นี้ใส่ดีนะคะ หรือลูกค้าที่ไม่รู้จักกัน มานั่งลองข้างๆ กัน แล้วก็คุยกันสนุกสนาน”

Shoes Republic

พื้นที่ร้านจึงวางเก้าอี้นั่งไว้ตรงกลาง เรียงเป็นวงกลม ส่วนชั้นวางรองเท้า อยู่ริมกำแพงทั้งสี่ด้าน

ระหว่างนั่งลองรองเท้า เราก็มองเห็นรองเท้าแบบอื่นๆ ขณะเดียวกันเก้าอี้วงกลมนี้ก็ทำให้เราได้นั่งข้างๆ ลูกค้าคนอื่น ได้ยิ้มให้กัน และได้พูดคุยกัน

มันเป็นบรรยากาศที่ไม่สามารถหาได้ในห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าย่านออฟฟิศอันวุ่นวาย

แทนที่จะคิดว่าจะออกแบบร้านอย่างไรดี เราอาจต้องนึกความรู้สึกของลูกค้าที่จะเข้ามาในร้านก่อนก็เป็นได้

รองเท้า = สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงมีความสุข

เดิมทีทั้งคุณมากิโกะและคุณยุ้ยไม่มีความรู้ด้านรองเท้าเลย ตัวคุณมากิโกะเองยิ่งไม่สนใจด้านแฟชั่นใดๆ มาก่อน

“ตอนแรกฉันเป็นคนไม่สนใจเรื่องแฟชั่นเลย พอจะต้องทำรองเท้าเลยคุยกับยุ้ยว่า งั้นเดี๋ยวฉันไปลองหาข้อมูลดูก็ได้ เลยลองไปเรียนวิธีการเลือกรองเท้าให้ลูกค้าอย่างถูกต้องจากที่ญี่ปุ่น” คุณมากิโกะกล่าว

คุณมากิโกะไปเรียนหลักสูตร Shoes Fitter ที่ญี่ปุ่น จากนั้น คุณยุ้ยจึงไปเรียนตาม คุณมากิโกะเรียนไปอีกหลายหลักสูตร เพื่อจะได้เข้าใจเรื่องแบบของรองเท้าและสรีระคนดียิ่งขึ้น

Shoes Republic
Shoes Republic

“แล้วตอนนี้คุณมากิโกะรู้สึกอย่างไรกับรองเท้าคะ” ดิฉันถาม

“ฉันพูดถึงรองเท้าได้เป็นวันๆ เลยล่ะ ยิ่งถ้ามีเหล้าสาเกนะ” คุณมากิโกะยิ้มกว้างจนตาหยีตอนตอบคำถามนี้

รองเท้าต่างจากที่อื่นอย่างไร

รองเท้ากว่าร้อยละ 80 ของที่นี่ มีตราประทับว่า ‘Made in Japan’ ที่เหลือ เป็นรองเท้าที่สั่งทำหรือนำเข้าจากยุโรป เช่น เยอรมนี สเปน เนเธอร์แลนด์

คุณยุ้ยจะคอยสังเกตว่าลูกค้าชอบรองเท้าแบบไหน มีรูปเท้าอย่างไร ส่วนคุณมากิโกะจะช่วยหาโรงงานญี่ปุ่น และร้านรองเท้าดีๆ ในยุโรป นอกจากนี้ ยังมีนักออกแบบที่ญี่ปุ่นช่วยออกแบบรองเท้าให้กับแบรนด์โดยเฉพาะ

Shoes Republic

คุณยุ้ยเชื่อโดยตลอดว่ารองเท้าเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงมีความสุขได้

“ลูกค้าซื้อรองเท้าแตะยางราคา 19 บาท เพื่อไม่ให้เท้าเหยียบโดนตะปูก็ได้ใช่ไหม แต่เราต้องคิดเสมอว่า สินค้าเราทำให้ชีวิตลูกค้าดีขึ้นได้อย่างไร เราแก้ปัญหาอะไรให้ชีวิตเขาบ้าง เขาถึงยอมเสียเงินให้เรา

“หากลูกค้าเป็นคุณแม่ แน่นอนว่าลูกค้าต้องการรองเท้าที่เดินสบาย แต่หากคิดดีๆ ว่าทำไมคุณแม่ต้องการรองเท้าแบบนั้น เป็นเพราะเวลาไปเที่ยว คุณแม่ไม่อยากให้ลูกห่วงตัวเองว่าเดินไม่ไหว จึงอยากได้รองเท้าที่เดินสบายได้นานๆ”

คุณมากิโกะเสริมว่า “รองเท้าเป็นอุปกรณ์เดินทางอย่างหนึ่ง ผู้ใส่อยากเดินแบบไหน อยากแสดงตัวตนออกมาอย่างไร แล้วรองเท้ายังมีส่วนผสมของความสนุก (ในการเลือก) ความรู้สึกดีใจ (เวลาเจอรองเท้าที่ใช่) กับความทุกข์เวลารองเท้าไม่พอดี หากเป็นสินค้าอื่น เช่น เสื้อผ้า ถ้าผิดไซส์คงไม่เป็นไร แต่ถ้ารองเท้าไม่พอดี เจ็บก็เจ็บ จะยกให้คนอื่นก็ไม่ได้ เพราะต้องหาคนที่รูปทรงเท้าใกล้เคียงกับเรา”

Shoes Republic

จุดเด่นของรองเท้า Shoes Republic ทุกคู่คือ ใส่สบาย เบา รู้สึกเหมือนรองเท้ามาโอบกอดฝ่าเท้าไว้ด้วยความอ่อนโยน ที่สำคัญคือ สวยงาม หน้าตาไม่เหมือนรองเท้าสุขภาพ

คุณยุ้ยและคุณมากิโกะจึงใส่ใจในการออกแบบรองเท้า และการบริการเลือกรองเท้าให้ลูกค้าเป็นอย่างยิ่ง พนักงานขายที่ร้านจะสอบถามข้อมูลลูกค้า ไม่ใช่แค่ขนาดรองเท้า แต่ถามตั้งแต่

ลักษณะการใช้งาน เช่น ใส่ไปงานราตรี หรือใส่ทำงานออฟฟิศ

สุขภาพเท้า เช่น มีปัญหาเกี่ยวกับเท้าหรือไม่ มีข้อกังวลใดๆ หรือเปล่า

ที่ร้าน พนักงานทุกคนจะมีกระดาษข้อมูลลูกค้าและที่วัดเท้า พนักงานจะวัดทั้งความยาว ความกว้างหน้าเท้า และสังเกตลักษณะนิ้วเท้า หน้าเท้า เพื่อดูว่า รองเท้ารุ่นใด เหมาะกับลูกค้าที่สุด

Shoes Republic
Shoes Republic
Shoes Republic
Shoes Republic

ในทางกลับกัน หากลูกค้าพบแบบรองเท้าที่ชอบมาก แต่พนักงานเห็นว่า ไม่เหมาะกับทรงเท้าหรือการใช้งานของลูกค้า พนักงานจะไม่ยอมขายรองเท้าให้ลูกค้า

“ถ้าไม่เหมาะกับลูกค้าจริงๆ จะบอกไม่ให้เขาซื้อเลยค่ะ แต่ถ้าลูกค้าอยากได้จริงๆ เราจะบอกข้อจำกัดของการใช้สินค้า เช่น รองเท้ารุ่นนี้ ใส่สบาย เดินได้ 10 ชั่วโมง แต่รุ่นที่พี่ชอบ จะใส่เดินได้แค่ 5 ชั่วโมงนะ

“เราอธิบายให้ลูกค้าฟังยาวมาก จนมีครั้งหนึ่งลูกค้าบอกว่า รู้แล้วๆ เดี๋ยวพี่รับผิดชอบเอง หลังจากนั้นประมาณเดือนหนึ่ง ลูกค้าท่านนั้นก็กลับมา แล้วบอกเราว่า เออ…ใส่แล้วเจ็บจริงๆ เขาก็เชื่อฟังและเชื่อมั่นในเรามากขึ้น” คุณยุ้ยเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ขณะที่ร้านอื่นๆ พยายามคิดว่าจะขายสินค้าอะไรให้ลูกค้าให้ได้มากที่สุด แต่แบรนด์นี้กลับพยายามหาสินค้าที่เหมาะกับลูกค้าที่สุด และถึงกับกล้าปฏิเสธการขายให้กับลูกค้า หากรองเท้าคู่นั้นไม่ใช่ ‘คู่ที่ใช่’ สำหรับลูกค้าจริงๆ

ส่วนลูกค้าขาประจำที่มาที่ร้านบ่อยๆ คุณมากิโกะจะตระเวนทั่วญี่ปุ่นและยุโรปเพื่อหารองเท้าที่ลูกค้าสาวๆ จะร้องว้าวได้

“มันเหนื่อยเหมือนกันนะ เวลาเดินทางบ่อยๆ แต่พอลูกค้าบอกว่า Shoes Republic มีรองเท้าแบบนี้มาขายด้วยเหรอ สุดยอดเลย เวลาลูกค้าดูสนุกกับรองเท้า ฉันก็ดีใจ” คุณมากิโกะเล่า

Shoes Republic จึงออกสินค้าใหม่ทุกสัปดาห์ และมีคอลเลกชันใหม่ทุกเดือน เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นเสมอๆ และด้วยความเป็นร้านค้าออนไลน์ พวกเธอก็อยากให้ลูกค้าคลิกเข้ามาชมทุกสัปดาห์

มีลูกค้าประจำหลายรายที่ซื้อรองเท้า Shoes Republic บ่อยจนคุณแม่หรือคุณสามีสงสัย ลูกค้าบางคนจึงแก้ปัญหาด้วยการขอให้เมสเซนเจอร์ส่งรองเท้าทางหน้าต่างแทน เพราะกลัวแม่จับได้ ลูกค้าบางคน จะไม่รับกล่องเวลาซื้อรองเท้า เมื่อออกจากร้าน ก็จะรีบเอารองเท้าคู่ใหม่ไปซุกไว้หลังรถ เพราะกลัวแฟนทักว่า ซื้อรองเท้าอีกแล้ว

Shoes Republic
Shoes Republic

“บางทียุ้ยก็บ่นนะว่า มากิโกะไปเลือกรองเท้าอะไรใหม่ๆ มาอีกแล้ว จะขายได้เหรอ แต่พอลูกค้ามาบอกฉันว่า ชอบรองเท้าแบบนี้มากเลย ไม่เคยเห็นที่อื่นเลย ฉันก็ดีใจ และเผลอไปหารองเท้าแปลกๆ ใหม่ๆ มาอีก”

สนุกกันทั้งคนซื้อ สนุกกันทั้งคนขาย กันเลยทีเดียว

รองเท้าที่เปลี่ยนชีวิตลูกค้า ชีวิตเจ้าของ และชีวิตพนักงาน

คำพูดที่เคยทำให้คุณยุ้ยเสียใจคือ ตอนที่อดีตพนักงานขาย แอบบ่นให้รุ่นพี่ฟังว่า “จะอะไรกันนักหนากับแค่การขายรองเท้า” แต่เธอไม่เคยล้มเลิกปณิธานที่อยากทำให้ผู้หญิงมีความสุขเลย

สิ่งที่คุณยุ้ยบอกน้องๆ ในร้านเสมอคือ “เราต้องตอบแทนการที่ลูกค้าอุตส่าห์มาหาเราถึงที่นี่ เขาอยากลอง 10 คู่ เราก็ต้องให้เขาลอง 10 คู่นะ ลูกค้ามาด้วยใจ เราก็ต้องดูแลเขาด้วยใจจริงๆ แล้วก็ฟังเขาว่าปัญหาคืออะไร เขาอยากได้อะไร แล้วได้สิ่งที่มันเข้ากับตัวเขาจริง ๆ”

รองเท้าคู่หนึ่งทำให้ผู้หญิงดูแตกต่างได้ ดูมั่นใจขึ้น มีรอยยิ้มมากขึ้น

“ฉันชอบตอนลูกค้ายืนอยู่หน้ากระจกนะ เวลาที่ลูกค้าลองรองเท้าที่เผอิญเป็นคู่ที่เหมาะกับเขา ตอนฉันเห็นว่ารองเท้าทำให้ลูกค้าดูสวยขึ้น ดูเปล่งประกายขึ้นทันตา ฉันชอบจังหวะนั้นมากๆ” คุณมากิโกะกล่าว

จากคนที่ไม่เคยสนใจเรื่องเสื้อผ้ารองเท้า แต่คุณมากิโกะตกหลุมรักในรองเท้ายิ่งๆ ขึ้น และส่งต่อความรู้สึกนั้นไปยังลูกน้อง

คุณยุ้ยและคุณมากิโกะ ต้องการทำให้น้องๆ ‘ขายด้วยความเป็นมืออาชีพ (Professional)’

ถ้าลูกค้าอยากได้แค่เด็กหยิบกล่องรองเท้าจากคลังสินค้า ลูกค้าไม่ต้องมาที่ร้านก็ได้ แต่ลูกค้ามาเพราะต้องการคนที่พร้อมจะฟัง ต้องการพบคนที่มีความรู้ที่ถูกต้อง และจริงใจกับลูกค้า

พนักงานร้านจึงต้องเรียนรู้เรื่องโครงสร้างเท้าเบื้องต้น ต้องเข้าใจรูปทรงเท้า ตลอดจนต้องจำจุดเด่นของรองเท้าแต่ละรุ่นได้ เพื่อสามารถจับคู่เท้าของลูกค้า กับรองเท้ารุ่นที่เหมาะสมที่สุดท่ามกลางหลายร้อยคู่ให้ได้

Shoes Republic
Shoes Republic

พนักงานขายที่เพิ่งมาทำงานจึงยังไม่ได้รับอนุญาตให้ขายสินค้าเลย แต่ต้องเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเท้าคนและสินค้า พวกเขาใช้เวลาเป็นเดือนๆ กว่าจะได้รับอนุญาตให้ขายรองเท้าให้ลูกค้าโดยตรงได้

สิ่งที่คุณยุ้ยตั้งใจทำคือ ไม่ใช่ให้แค่ค่าตอบแทนแก่ลูกน้อง แต่เป็นการสร้างให้น้องๆ รู้สึก ‘ภูมิใจในตนเอง’

ลูกค้าบางคน เดินมาขอให้พนักงานเลือกรองเท้าให้ เพื่อที่เธอจะได้ใส่ในวันแต่งงาน งานที่สำคัญที่สุดในชีวิตลูกผู้หญิง

ลูกค้าบางคน ไม่กล้าออกจากบ้านเพราะใส่รองเท้าเดินนานๆ แล้วเจ็บ แต่เมื่อได้รับการดูแลจากชาว Shoes Republic กลับบอกว่า “ไม่อยากกลับบ้านเลย” เพราะสนุกกับการท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ มาก

ลูกค้าบางคน ลองใส่แล้วถูกใจ ก็จูงมือคุณแม่มาที่ร้าน และแสดงความรักด้วยการซื้อรองเท้าดีๆ ให้

ลูกค้าบางคน ไลน์มาบอกพนักงานว่า ชอบจนใส่รองเท้าคู่เดิมไปทำงานทุกวัน แล้วแถมใส่เดินออกกำลังกายด้วย หอบไปเที่ยวต่างประเทศด้วย

เมื่อดูแลลูกค้าไปเรื่อยๆ น้องๆ พนักงานก็เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเช่นกัน

น้องพนักงานบางคนเคยบอกคุณยุ้ยว่า “หนูรู้สึกว่า สิ่งที่หนูทำมีประโยชน์กับคนอื่น แล้วก็รู้สึกตัวเองได้รู้อะไรใหม่ๆ ขึ้นหลายอย่าง”

สำหรับคนธรรมดาทั่วไป รองเท้าก็เป็นแค่รองเท้า

แต่สำหรับคุณยุ้ย คุณมากิโกะ และชาว Shoes Republic รองเท้าเป็นสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น หรืออาจเปลี่ยนชีวิตคน

พื้นฐานธุรกิจคือ เราแก้ปัญหาอะไรให้เขาได้บ้าง การมีสิ่งนี้ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นอย่างไร

จาก OL Republic เว็บไซต์ที่นำเสนอเรื่องราวดีๆ ให้ผู้หญิงทำงาน

สู่ Shoes Republic ร้านรองเท้าที่มีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กเกือบ 3 แสนคน

สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือความจริงใจแก่ลูกค้า และความมุ่งมั่นในการเข้าไปช่วยให้ลูกค้ามีชีวิตที่ดีขึ้น

Shoes Republic

Lesson Learned

แค่ค้นหาคำว่า ‘รองเท้าหุ้มส้นสำหรับผู้หญิง’ เล่นๆ ในเว็บ Lazada เราจะเจอตัวเลือกแสดงทั้งหมด 19,799 สินค้า ราคาตั้งแต่ 85 บาท จนถึง 2,300 บาท

อินเทอร์เน็ตทำให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจง่ายขึ้น ขณะเดียวกันการแข่งขันก็สูงยิ่งขึ้น

จากที่คุยกับ SMEs เป็นจำนวนมาก ดิฉันสังเกตว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่พยายามสร้างยอดขาย โดยการอัดโฆษณาบนเฟซบุ๊ก จ้าง Influencer รีวิวสินค้า หรือทำโปรโมชันลดแหลกแจกแถม …ซึ่งไม่ได้ทำผิดอะไร

เพียงแต่การตลาดดังกล่าวจะทำได้เพียงแค่ให้ลูกค้าซื้อสินค้าเป็นครั้งๆ ไป ไม่ได้จดจำชื่อร้าน หรือผูกพันกับแบรนด์สักเท่าไร

แต่การตลาดแบบ Shoes Republic แตกต่าง

ทั้งที่รองเท้าราคาสูงกว่าเจ้าอื่น แต่ทำให้ลูกค้าสนใจและตกลงใจซื้อได้

ยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ และบอกต่อเพื่อนๆ โดย Shoes Republic ไม่ได้ว่าจ้างลูกค้าแต่อย่างใด

เคล็ดลับความสำเร็จของ Shoes Republic อยู่ที่ไหน

ดิฉันค้นพบคำตอบนี้ตอนถอดเทปสัมภาษณ์

ในบทสัมภาษณ์กว่า 2 ชั่วโมง คุณยุ้ยและคุณมากิโกะพูดคำว่า ‘ลูกค้า’ ทั้งหมด 67 ครั้ง ไม่รวมคำสรรพนามคำอื่นๆ เมื่อทั้งสองท่านบรรยายถึงลูกค้า

เคล็ดลับความสำเร็จทางธุรกิจฉบับ Shoes Republic คือ ‘การทุ่มเทเพื่อลูกค้าอย่างจริงใจและแท้จริง’

เพราะคิดถึงลูกค้า จึงเกิด Shoes Republic Sizing Kit ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถวัดเท้าตนเองได้ถูกต้องที่สุดได้

เพราะคิดถึงลูกค้า หากรองเท้าไม่พอดีกับลูกค้าก็ไม่ยอมขาย

เพราะคิดถึงลูกค้า จึงกล้านำรองเท้าดีๆ ใหม่ๆ มาขาย เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นเสมอ

เพราะคิดถึงลูกค้า จึงไม่ยอมไปขายรองเท้าในทำเลดีๆ เพราะกลัวจะไม่ได้เจอลูกค้า และบริการได้เต็มที่อย่างที่ใจหวัง

เพราะคิดถึงลูกค้า จึงอยากสร้างร้านเล็กๆ อบอุ่น ให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลาย และได้พูดคุยกัน

เพราะคิดถึงลูกค้า ราคารองเท้าจึงไม่สูงเกินไป (ดิฉันรับประกันว่า แม้แต่คนที่อยู่ญี่ปุ่นนานๆ อย่างดิฉันเอง ก็ไม่สามารถหารองเท้าหนังแท้คุณภาพระดับนี้ ในราคาเพียง 3,000 – 6,000 บาทที่ญี่ปุ่นได้)

เพราะคิดถึงลูกค้า จึงไม่ไปขายในห้าง เพราะราคาสินค้าจะสูงขึ้นจนอาจทำให้ลูกค้าซื้อลำบากได้

และเพราะคิดถึงลูกค้า จึงทำให้ Shoes Republic แตกต่างจากแบรนด์รองเท้าเจ้าอื่น

ต้นทุนที่จำกัดทำให้ Shoes Republic ไม่สามารถทำการตลาดแบบร้านรองเท้าเจ้าใหญ่ๆ เช่น การอัดโฆษณา หรือเปิดร้านย่านคนพลุกพล่านได้

แต่ด้วยการคิดถึงลูกค้าโดยตลอด และทุ่มเททำเพื่อลูกค้าอย่างแท้จริง ทำให้ Shoes Republic สร้างโมเดลธุรกิจแบบใหม่ ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์ที่เยี่ยมยอดกับลูกค้า และทำให้ลูกค้าไว้วางใจแบรนด์จนบอกต่อๆ กันได้

การทำให้สินค้าขายดีในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แบรนด์ใดก็ทำได้

แต่การทำให้สินค้าเป็นที่รัก จนเกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อนั้น เป็นสิ่งที่ใช้เวลา

แต่หากทำได้ ก็จะไม่มีแบรนด์ใดมาเลียนแบบได้เช่นกัน

คิดถึงลูกค้า แล้วลูกค้าจะคิดถึงเรา

Shoes Republic
www.shoes-republic.com

Rules

  1. เลือกทำเฉพาะสิ่งที่คิดว่าจะทำให้ลูกค้าสนุก และตัวเองทำแล้วก็สนุกด้วย ถ้าไม่มี 2 อย่างนี้ เอาออกจากลิสต์ไปก่อน
  2. ทำสิ่งที่จะทำให้ช่วงเวลาที่ลูกค้าเดินออกจากร้านหรือแชทเสร็จแล้วรู้สึกมีความสุข รู้สึกไม่เสียใจที่มาถึงที่โชว์รูมหรือส่งข้อความมาคุยด้วย อย่างน้อยอาจจะได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ สักอย่างที่ที่อื่นไม่มี ถ้าไม่ใช่รองเท้าคู่ใหม่ ก็อาจจะเป็นการได้ลองหรือได้รู้อะไรใหม่ๆ ที่คุ้มค่ากลับไป
  3. สร้างความสดใหม่และความบ้าบอเล็กน้อยที่คนอื่นไม่คิดจะทำลงไปในทุกงาน แล้วสนุกกับการที่ได้เห็นลูกค้าติดตามรอดูต่อว่าไอ้พวกนี้จะทำอะไรต่อไปอีก (วะ)
  4. ทำข้อ 1 – 3 ต่อไปแบบไม่มีวันหยุด

Writer

Avatar

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

The Entrepreneur

แรงบันดาลใจจากแผนธุรกิจสร้างสรรค์ไม่จำกัดวงการของผู้ประกอบการผู้ตั้งใจ

2 กุมภาพันธ์ 2566
500

การประกาศยุติบทบาทการเป็นบริษัทพัฒนาและดูแลศิลปินของ บริษัท นาดาว บางกอก จำกัด เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2565 หลังจากดำเนินธุรกิจอย่างโดดเด่น สร้างผลงานและศิลปินผู้เป็นที่รักมาประดับวงการบันเทิงไทยมากมายตลอด 12 ปี ทิ้งคำถามให้หลายคนสงสัยว่า ทีมงานนาดาวบางกอกจะไปทำอะไรกันต่อ

วันนี้ ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์ ในบทบาท Chief Executive Officer จับมือกับผู้บริหารอีก 3 คน ทั้ง แท๊ด-รดีนภิส โกสิยะจินดา Chief Commercial Officer, ปรุง-ทัชระ ล่องประเสริฐ Artist Strategy Director (SONRAY MUSIC Co., Ltd.) และ ปิง-เกรียงไกร วชิรธรรมพร Managing Director (5×6 House Co., Ltd.) มาแถลงข่าวเปิดตัวบริษัทใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 บริษัทย่อย ภายใต้บริษัทแม่ที่ชื่อว่า ‘TADA Entertainment (ทาดา เอ็นเทอร์เทนเมนท์)

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ชื่อ ‘ทาดา’ พ้องเสียงกับ ‘ธาดา’ ที่แปลว่าผู้สร้าง 

และเป็นเสียงประกอบเวลาที่ใครมีอะไรภูมิใจนำเสนอ

เราเคยคุยกับย้งเมื่อครั้งยังเป็นนาดาวบางกอก แล้วประทับใจกับความเป็นบริษัทที่พัฒนาศิลปินให้เป็น ‘คนมีคุณภาพ’ แบบที่คิดว่าให้วันหนึ่งศิลปินอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีนาดาวบางกอก และวันนั้นเขาก็ตั้งใจอยากหาคนมารับช่วงต่อในการบริหาร แต่ติดว่าต้องหาคนที่เชื่อและคิดเหมือนกัน เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าผู้บริหารคนใหม่จะดูแลศิลปินเหล่านี้ได้อย่างที่เขาตั้งใจ

ในบทบาทการเป็นผู้บริหารสูงสุดขององค์กรรอบที่ 2 ของย้ง เขาจึงอยากสร้างทั้งผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่และศิลปินไอดอลคุณภาพสูง มาประดับวงการบันเทิงไทยแบบที่เขาภูมิใจนำเสนอ

แต่ก่อนจะคุยเรื่องการเปิดประตูบานนี้ เราเชื่อว่าทุกคนคงอยากรู้สาเหตุที่แท้จริงของการปิดประตูบ้านนาดาวบางกอกจากปากของย้ง ซึ่งเขายังไม่เคยพูดเรื่องนี้กับสื่อไหน เขายินดีจะพูดวันนี้ เพราะเขาบอกว่าฝุ่นหายตลบและทุกอย่างตกตะกอนแล้ว จึงมั่นใจว่าจะตอบคำถามนี้ได้ตรงกับใจจริง ๆ

เขาเล่าว่าก่อนยุติบทบาทของนาดาวบางกอก ทีมผู้บริหารใช้เวลาพิจารณา วางแผน และเตรียมตัวมาร่วม 3 ปี และยืนยันว่าไม่ได้มีใครในบริษัทหมดแพสชัน

“การปิดนาดาวฯ คือการไปต่อ ไม่ใช่การสิ้นสุด เพราะนาดาวฯ คือหมู่มวลคนซึ่งรักจะทำสิ่งที่สนใจเหมือนกันในช่วงเวลาที่ผ่านมา แต่พอถึงเวลาที่ต่างคนต่างมีเป้าหมายใหม่ น้อง ๆ นักแสดงเติบโตในวงการบันเทิงได้ดี หลายคนเรียนจบแล้ว บางคนก็แข็งแรงจนเปิดบริษัทเองได้ บางคนมีแนวคิดในการบริหารศิลปินหรือนักแสดงในแบบของตัวเอง เราก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการเป็นนาดาวบางกอกต่อไป เราแยกกันไปสนุกกับทางที่ตัวเองสนใจดีกว่า ซึ่งก็หมายถึงการต้องยุติธุรกิจเดิม เพื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่”

การเลือกปิดประตูบานเก่าอันโด่งดังและมั่นคงเพื่อเปิดประตูบานใหม่นี้ ย้งบอกว่าไม่มีอะไรที่เขาเสียดายเลย 

“มีแต่กลัวจะเสียดายเวลาและโอกาสของทุกคน ถ้าเราไม่ได้ให้อิสระพวกเขาไปเติบโตงอกงามในผืนดินของตัวเอง” ย้งบอก

สำหรับย้งและพนักงานบางส่วน เป้าหมายใหม่ของพวกเขาคือการสร้างศิลปินไอดอลชาวไทยประดับวงการบันเทิงไทยที่พวกเขารัก เพื่อเป็นความสุขและแรงบันดาลใจให้กับผู้คน 

“มันน่าสนุกดี” ย้งบอกเหตุผลที่คิดจะทำงานนี้

“ตอนเปิดออดิชัน เราได้เจอน้อง ๆ หลายคนที่มีความฝันอยากเป็นศิลปิน แต่เขาไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์หรือเก่งมาแล้ว พวกเขาเป็นเด็กที่ยังอยู่ในจุดเริ่มต้น มีความฝันและมีความพยายาม ผมว่ามันน่าสนุกที่เราจะได้เริ่มต้นกับคนที่มีความฝัน แล้วเราก็ฝึกหัดไปด้วยกัน เพื่อไปสู่ปลายทางซึ่งเขาเป็นศิลปินที่มีมาตรฐานที่ดีได้”

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ยุคนี้เป็นยุคของคนที่พยายามและตั้งใจ

SONRAY MUSIC (ซันเรย์ มิวสิค) ลูกชายที่สดใสเหมือนแสงแดด และ ILY LAB (ไอลี่ แล็บ) กลุ่มเด็กสาวที่เรียบง่ายและงดงาม เป็นบริษัทลูกของ TADA Entertainment สำหรับสร้างและพัฒนากลุ่มศิลปินไอดอล 

SONRAY MUSIC ผลิตศิลปินไอดอลชาย และ ILY LAB ผลิตศิลปินไอดอลหญิง ย้งเล่าว่าจากประสบการณ์ การดูแลศิลปินชายและหญิงมีรายละเอียดแตกต่างกัน จึงอยากแยกการบริหารออกเป็น 2 บริษัท แต่ศิลปินจาก 2 ค่ายก็จะได้ทำงานร่วมกันในบางโอกาส

สำหรับใครที่ไม่ใช่แฟนไอดอล เราขอชวนมาแวะฟังนิยามคำว่าศิลปินไอดอลจากย้งกันสักนิด

“ศิลปินไอดอลเป็นศิลปินที่มีการฝึกหัดและพัฒนาให้มาเป็นศิลปิน บอยแบนด์หรือเกิร์ลกรุ๊ปสมัยก่อนอาจอาศัยหน้าตาดี ความสามารถกลาง ๆ ได้ แต่ยุคนี้ผู้บริโภคต้องการศิลปินที่นอกจากภาพลักษณ์และบุคลิกดีแล้ว เขายังต้องมีความสามารถสูง ทั้งด้านการร้องเพลง การแสดง และการเต้นด้วย”

ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ย้งผู้ติดตามและชื่นชอบศิลปินไอดอลต่างชาติ มองไอดอลเหล่านั้นด้วยสายตานักปั้นดาวแล้วฟันธงว่า มีเด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่มีเสน่ห์ความเป็นไอดอลอยู่ในตัว 

“วัยรุ่นไทยมีจุดเด่นอย่างความสนุกสดใส ไม่ซีเรียสกับชีวิตมากเกินไป แต่ถ้าเขาจะเอาจริงกับอะไร เขาก็ตั้งใจและจริงจังกับมันได้ ความทะเล้น ความกวนที่มากับความมุ่งมั่นนี่แหละเป็นบุคลิกที่ผมอยากทำงานด้วย อยากเห็นพวกเขาค่อย ๆ เก่ง ค่อย ๆ เติบโต จนเป็นศิลปินที่ชนะใจแฟนเพลงหรือคนดูได้” 

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน
TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน

ความฝันของหนุ่มสาวกับหน้าที่การสร้างความสุขและแรงบันดาลใจ

ศิลปินไอดอลกลุ่มแรกที่ TADA Entertainment จะเปิดตัว เป็นกลุ่มศิลปินหญิงนามว่า ‘MXFRUIT (มิกซ์ฟรุต)’ ภายใต้สังกัด ILY LAB (ซึ่งย่อมาจาก I Love You)

ย้งไม่คิดแบบ Fail Fast, Fail Cheap และเราก็เห็นด้วยว่า ความฝันของเด็กสาวไม่ควรถูกเอามาใช้เป็นการทดลองทางธุรกิจ ศิลปินไอดอลหญิงกลุ่มนี้จึงเป็นเด็กที่เทรนมาแล้วเกือบ 2 ปี และพวกเธอกำลังจะได้เดบิวต์ในเดือนมีนาคมนี้

ย้งเล่าว่าเขาชวนสมาชิกทั้ง 5 ที่ตอนแรกต่างคนต่างมามารวมเป็น Girl Group และทำวงด้วยกัน เพื่อใช้พื้นที่นี้ค้นหาแนวทางของตัวเองในวัยที่เพิ่งเริ่มต้น และผนึกกันเป็นทีมที่แข็งแรงมากพอจะพากันไปสู่ความสำเร็จ 

“จริง ๆ ทุกคนมีความเป็นตัวของตัวเองและมีความสามารถในการเป็นศิลปินเดี่ยว แต่โชคดีที่เด็ก 5 คนนี้มีความแตกต่างที่อยู่ด้วยกันแล้วลงตัว และยอมที่จะเปิดตัวร่วมกัน วันหนึ่งถ้าพวกเขามีประสบการณ์และความสามารถมากพอ มีอะไรที่อยากเล่าจากตัวเอง หรือมีแนวทางของตัวเองแล้ว อาจจะได้ทำเพลงแบบโซโล่ก็ได้” ย้งวางแผนแบบเล่นเกมยาวเอาไว้

ศิลปินไอดอลอีกกลุ่มที่พวกเขาปลุกปั้นอยู่เป็นกลุ่มศิลปินไอดอลชาย ชื่อ 789 TRAINEE ภายใต้สังกัด SONRAY MUSIC

ด้วยจุดแข็งการเป็นคนทำคอนเทนต์ของย้ง และประสบการณ์ในบริษัท SM Entertainment ของปรุง กลุ่มศิลปินฝึกหัดชายที่ปิดตัวบนโลกออนไลน์มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 จึงเป็นสีสันใหม่ในวงการที่น่าจับตามอง ศิลปินหนุ่มฝึกหัด 24 คนกำลังจะมีโปรเจกต์รายการ 789 SURVIVAL เป็นเรียลิตี้โชว์ ออกอากาศทางช่อง ONE31 พวกเขาจะได้ทำบททดสอบต่าง ๆ เพื่อแสดงความมุ่งมั่น ความตั้งใจพัฒนาตัวเองและทีม เพื่อเดบิวต์เป็นวงบอยกรุ๊ปวงต่อไป ซึ่งจำนวนคนในวงนั้นยังไม่แน่นอน อาจจะเป็น 7 8 หรือ 9 คนก็ได้ ย้งบอกไว้อย่างนั้น

สิ่งที่ย้งหมายมั่นปั้นมือในตัวศิลปินไอดอลก็คือ อยากให้พวกเขาสร้างความสุขให้แฟน ๆ และอยากให้เก่งพอที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้แฟน ๆ ได้

“ผมหมายมั่นปั้นมือที่ 2 อย่างนี้ เพราะเชื่อว่ายุคนี้มีคนไม่น้อยที่มีศิลปินเป็นกำลังและแรงบันดาลใจ ไม่รู้จะเรียกว่ายกระดับวงการบันเทิงไทยไหม แต่น่าจะทำให้คนไทยมีความสุข และในมุมคนทำงาน ผมคิดว่าผลลัพธ์จากความพยายามที่สังคมจะได้เห็น อาจไปสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ให้ทำงานดี ๆ เหมือนที่เราเคยได้แรงบันดาลใจจากคนรุ่นพี่ที่ทำงานดี ๆ ออกมาก่อนหน้านี้ก็ได้ ผมอยากทำศิลปินให้วงการบันเทิงไทย ให้คนไทยดู แล้วถ้าวันหนึ่งจะไประดับสากล เราก็จะไปแบบเป็นศิลปิน T-POP ของไทย”

TADA Entertainment บริษัทบันเทิงไทยที่ตั้งใจสร้างศิลปินไอดอลให้เป็นความสุข-แรงบันดาลใจของทุกคน
จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

โครงสร้างบริษัทย่อยที่เป็นอิสระ และมีบริษัทแม่ดูแลแบบไม่กำกับ

นอกจาก SONRAY MUSIC และ ILY LAB ซึ่งเป็นธุรกิจที่ย้งโฟกัสอยู่แล้ว TADA Entertainment ยังมีบริษัทโปรดักชันชื่อ 5×6 House ทำงานด้านคอนเทนต์อย่างที่พวกเขาถนัด ดูแลโดย ปิง เกรียงไกร 

3 บริษัทย่อยนี้บริหารในแบบของตัวเอง โดยมีบริษัทแม่เป็นหน่วยกลางดูแลเรื่องส่วนรวมต่าง ๆ เช่น การตลาด กฎหมาย บัญชี เป็นต้น 

ย้งบอกว่า “นี่อาจจะเป็นช่วงท้าย ๆ ในชีวิตการทำงานของผมแล้ว การมีบริษัทยิบย่อยคือการให้คนอื่นได้ขึ้นมาลองบริหารบริษัทนั้นในมุมมองของเขาเอง เขากำหนดทิศทางที่อยากเป็นได้เอง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เรามีอิสระมากขึ้นหลังจากมาเปิดบริษัทใหม่”

5×6 House เป็นบริษัทโปรดักชันเฮาส์ที่ย้งบอกว่าให้อิสระปิงออกแบบได้เต็มที่ ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นงานที่เข้ากับศิลปินไอดอล หรือเป็นงานที่เน้นสร้างนักแสดงจากศิลปินในค่าย ซึ่งทำให้ปิงสร้างสรรค์และบริหารบริษัทของตัวเองได้เต็มที่ยิ่งขึ้น

ย้งบอกอีกว่าในอนาคตเราอาจได้เห็นบริษัทภายใต้ TADA Entertainment เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย หากมีคนสนใจอยากมาร่วมทำอะไรสนุก ๆ ด้วยกัน “ถ้าใครทำดี ความสำเร็จก็จะเป็นของเขา โดยมีพวกผมเป็นเบื้องหลัง ซัพพอร์ตและให้ความช่วยเหลือ แนะนำในพาร์ตหลังบ้าน” 

จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่
จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

สุดท้าย ผู้บริหารที่โดดเด่นคนหนึ่งในยุคสมัยของเรายังยืนยันว่า เขาอยากเป็นคนทำงานมากกว่าเป็นผู้บริหารมืออาชีพ เขายังรอวันที่จะได้สร้างศิลปินไอดอลและผู้บริหารรุ่นใหม่ให้แข็งแรงพอที่เขาจะปล่อยมือจากงานบริหารและหันไปจับกล้อง จับงานกำกับที่รักได้อีกครั้ง

“ผมโชคดีที่ได้ใช้ชีวิตในงานที่ผมรัก สิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคือ การให้อิสระกับทุกคนในการบริหารงานและชีวิตของตัวเอง

“การปิดนาดาวบางกอกทำให้เรียนรู้ว่า อย่าไปยึดติดกับทั้งความทุกข์และความสุข เพราะในช่วง 2 – 3 ปีที่ต้องตัดสินใจและเตรียมการปิดนาดาวฯ เป็นช่วงเวลาที่กังวลมาก เป็นห่วงอะไรเต็มไปหมด แต่พอตัดสินใจได้แล้ว ใกล้เวลาที่จะปิดแล้วจริง ๆ กลับรู้สึกว่ามันไม่ได้ยากขนาดนั้น การไม่มีนาดาวฯ ไม่ได้ทำโลกแตกสลาย ไม่ได้จะทำให้เด็กนักแสดงไปต่อไม่ได้ หรือแม้กระทั่งน้อง ๆ พนักงานเขาก็จะเดินต่อไปได้ด้วยตัวเองกันทั้งนั้น”

จับเข่าคุยแนวคิดของ TADA Entertainment บริษัทที่อยากสร้างทั้งศิลปินไอดอลคุณภาพและผู้บริหารธุรกิจบันเทิงรุ่นใหม่

เขาเล่าด้วยว่าแม้แต่งานฉลองเพื่อร่ำลาอย่างการไป Outing นาดาวฯ ที่ย้งต้องพลาดเพราะติดโควิด สุดท้ายก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าฟูมฟายอย่างที่เขารู้สึกในตอนแรก เพราะมิตรภาพที่ชาวนาดาวฯ ยังมีให้กันและกันก็เห็นได้ชัดว่ามันยังอยู่ 

“เท่านั้นก็พอแล้วมั้ง” ย้งกล่าวปิดท้ายก่อนขอพุ่งตัวไปดูน้องซ้อมและมีประชุมต่อ

Lessons Learned

  • อย่ายึดติดกับความสำเร็จหรือไม่สำเร็จที่เคยเป็นมาก่อน เมื่อถึงคราวต้องเปลี่ยนแปลงก็เปลี่ยน ยิ่งถ้าเราเคยล้มมาก่อนแล้วลุกขึ้นมาได้ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
  • สร้างงานแล้ว อย่าลืมสร้างคนทำงานด้วย เพราะการจะทำให้ธุรกิจที่เราฝันอยู่เป็นไปได้อย่างยั่งยืน วันหนึ่งจำเป็นต้องมีคนรับช่วงต่อ
  • เลือกทำสิ่งที่อยากทำให้ดีจนกลายเป็นธุรกิจได้ เป็นหนทางแห่งความสุขที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมไปกับงาน

Writer

Avatar

พิชญา อุทัยเจริญพงษ์

อดีตนักโฆษณาที่เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักเล่าเรื่องบนก้อนเมฆ เป็นนักดองหนังสือ ชอบดื่มกาแฟ และตั้งใจใช้ชีวิตวัยผู้ใหญ่ไปกับการสร้างสังคมที่ดีขึ้น

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load