เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นในตอนเช้า พร้อมกับผมที่ลืมตาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ หลังจากใช้นิ้วกดปิดเสียงบนหน้าจอ ผมรีบกดมือถือเข้าไปดูบรรยากาศหมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) ทันทีพร้อมกับภาวนาในใจ ขอให้วันนี้หิมะตกสักที (หลังจากที่หิมะไม่ตกเลยในหลายวันก่อนหน้า) แต่แล้วความรู้สึกก็เหมือนคนกำลังอกหัก วันนี้ที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะหิมะไม่ตก

แม้จะพอรู้มาบ้างว่าปีนี้หิมะแล้ง อาจเจอน้อยกว่าปีก่อนๆ เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็คิดเอาไว้ว่าน่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นบ้าง ความหวังที่อยากไปดูหิมะที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะดูเลือนลางออกไป

“ไม่คาดหวังก็จะไม่ผิดหวัง” คำพูดนี้ลอยขึ้นมาในหัวผม

เภสัชกรหนุ่มขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 2 ชั้นแห่งแรกในญี่ปุ่น ท่องภูเขาหิมะที่ Shinhotaka Ropeway

ผมเปลี่ยนแผนการเดินทางใหม่ หลังจากหาข้อมูลอยู่สักพักก็เจอเป้าหมายในการไปดูหิมะ โดยเดินทางไม่ไกลจากโรงแรม นั่นคือ ‘ชินโฮทากะโรปเวย์’ (Shinhotaka Ropeway) กับความตั้งใจอยากสัมผัสและยืนท่ามกลางหิมะที่ตกลงมาจากท้องฟ้าดูสักครั้งในชีวิต

หลังจากแปรงฟัน ล้างหน้า อาบน้ำเสร็จ ก็รีบแต่งตัวและเก็บของลงไปห้องอาหารเช้าของโรงแรม พอกินอิ่มเรียบร้อย ผมออกจากโรงแรมและตรงไปยังเคาน์เตอร์ขายตั๋วใน Takayama Nohi Bus Center

ผมได้ตั๋วมาในราคา 6,000 เยน เป็นราคารวมรถบัสไป-กลับ จากเมืองทาคายาม่า (Takayama) และตั๋วนั่งกระเช้า

เภสัชกรหนุ่มขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 2 ชั้นแห่งแรกในญี่ปุ่น ท่องภูเขาหิมะที่ Shinhotaka Ropeway

เมืองทาคายาม่า เมืองที่ผมเลือกเดินทางมาพักตั้งแต่เมื่อวาน ตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ (Gifu) บริเวณตอนกลางของหมู่เกาะญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวนิยมเที่ยวชมย่านเมืองเก่า บริเวณถนนซันมะจิ (Sanmachi) มีวัดฮิดะโคคุบุนจิ (Hida Kokubunji Temple) เป็นโบราณสถานและมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ ของดีประจำเมืองคือเนื้อวัวฮิดะ ต้องลองชิม!

เภสัชกรหนุ่มขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 2 ชั้นแห่งแรกในญี่ปุ่น ท่องภูเขาหิมะที่ Shinhotaka Ropeway

เริ่มต้นการเดินทางตามหาหิมะ

หลังจากขึ้นรถบัส ผมเลือกนั่งริมหน้าต่าง พร้อมหยิบหูฟังออกมาฟังเพลงให้บรรยากาศผ่อนคลาย ผมหยิบตั๋วและตารางเส้นทางขึ้นมาดู คาดว่าการเดินทางออกจากเมืองทาคายาม่าจนถึงชินโฮทากะโรปเวย์ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที

รถบัสออกเดินทางมาพักใหญ่ ผมมองเห็นทิวทัศน์ธรรมชาติ ต้นไม้มีหิมะสีขาวปกคลุม รถขับผ่านแม่น้ำ ผมคาดคะเนว่า น้ำคงเย็นมากพอสมควร เพราะมีก้อนหิมะปนอยู่บ้างประปราย ผมนั่งมองวิวสองข้างทางด้วยความเพลิดเพลิน จนรถบัสจอดถึงป้ายที่เป็นเป้าหมายของการเดินทางในวันนี้ ชินโฮทากะโรปเวย์ นั่นเอง

เภสัชกรหนุ่มขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 2 ชั้นแห่งแรกในญี่ปุ่น ท่องภูเขาหิมะที่ Shinhotaka Ropeway

 “บางทีการเดินทางอาจไม่ได้สำคัญว่าเราไปที่ไหนมาบ้าง แต่สำคัญว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากแต่ละที่ต่างหาก” ผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางของนักเขียนคนหนึ่ง นั่นเป็นประโยคที่กลับมาอ่านกี่ครั้งก็ยังประทับใจ 

“แล้วที่นี่ล่ะผมจะเรียนรู้หรือได้รับประสบการณ์อะไรบ้าง” ผมคิดในใจ

ผมเดินลงจากรถ ความรู้สึกแรกที่สัมผัสคืออากาศหนาว หิมะเริ่มตกลงมา ผมยืนท่ามกลางท้องฟ้าสีขาวหม่นสักพักก่อนจะหลบเข้าตัวอาคาร พร้อมส่งยิ้มเป็นมิตรและยื่นตัวให้เจ้าหน้าที่ ระหว่างผมเดินไปต่อแถวรอขึ้นกระเช้า จะมีพนักงานมาประทับตราบนตั๋วให้อีกที

การนั่งกระเช้าลอยฟ้าจะแบ่งการเดินทางออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกเป็นกระเช้าชั้นเดียวใช้เวลาประมาณ 4 นาที หยุดจอดที่สถานี Nabedaira Kogen จากนั้นเดินทางไปยังจุดขึ้นกระเช้าช่วงที่ 2 มีความพิเศษคือ เป็นกระเช้ากอนโดล่า 2 ชั้นแห่งแรกและแห่งเดียวในญี่ปุ่น แบ่งเป็นชั้นบนและชั้นล่าง นับเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของที่นี่

เภสัชกรหนุ่มขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 2 ชั้นแห่งแรกในญี่ปุ่น ท่องภูเขาหิมะที่ Shinhotaka Ropeway

กระเช้าลอยฟ้าพานักท่องเที่ยวขึ้นไปชมวิวบนยอดเขาโฮทากะ (Hotaka) ที่มีระดับความสูงประมาณ 2,156 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งมองเห็นทัศนียภาพของเทือกเขาเจแปนแอลป์ (Japan Alps) ได้จากยอดเขา

เมื่อกระเช้ากอนโดล่าเคลื่อนตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้ปกคลุมด้วยสีขาวโพลนของหิมะ เป็นภาพทิวทัศน์ที่สวยงาม เหมือนตอนดูหนังต่างประเทศ ปกติจะเห็นทิวทัศน์ปกคลุมด้วยหิมะแบบนี้ในช่วงเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนเมษายน

 ตอนนี้ผมรู้สึกตื่นเต้น จนอยากจะออกไปสัมผัสหิมะแล้ว

เภสัชกรหนุ่มขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 2 ชั้นแห่งแรกในญี่ปุ่น ท่องภูเขาหิมะที่ Shinhotaka Ropeway

ชมทิวทัศน์ที่ชินโฮทากะโรปเวย์

หลังจากใช้เวลาประมาณ 7 นาที ผมก็ถึงสถานี Nishihotakaguchi ตัวอาคารสถานีมีทั้งหมด 5 ชั้น ชั้นที่นักท่องเที่ยวสนใจที่สุดคงหนีไม่พ้นชั้น 5 เป็นดาดฟ้าบนสุดของอาคารสถานี ตรงจุดนี้มองเห็นภูเขาที่เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาเจแปนแอลป์ (Japan Alps) ได้ เนื่องจากวันนี้หิมะตกหนัก หมอกก็ลงด้วย ผมจึงมองเห็นแค่เพียงหิมะและหมอกสีขาว 

“อดเห็นเลย” ผมบ่นคนเดียวในใจ วันนี้เราอาจแค่โชคไม่ดีเท่านั้นเอง

เภสัชกรหนุ่มขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 2 ชั้นแห่งแรกในญี่ปุ่น ท่องภูเขาหิมะที่ Shinhotaka Ropeway
เภสัชกรหนุ่มขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 2 ชั้นแห่งแรกในญี่ปุ่น ท่องภูเขาหิมะที่ Shinhotaka Ropeway

จุดชมทิวทัศน์ชั้นดาดฟ้าถือเป็นไฮไลต์ของจุดชมวิวที่นี่ แต่ยังไม่ทันดื่มด่ำหรือชื่นชมความงามให้สมกับที่เดินทางมาไกล ผมก็เริ่มรู้สึกหนาวขึ้นมาจับใจเพราะหิมะตกหนักขึ้น เลยตัดสินใจเดินกลับมาตั้งหลักในตัวอาคารก่อน 

ผมเปิดกระเป๋าเป้ หยิบหมวกไหมพรมมาสวมศีรษะ ช่วยเพิ่มความอบอุ่น แล้วก็ใส่เสื้อกันหนาวอีกชั้น เมื่อเตรียมความพร้อมเสร็จสรรพก็เดินออกไปข้างนอกอีกครั้ง ครั้งนี้ผมได้ใช้เวลามองดูความงดงามของที่นี่เต็มอิ่มเลย 

สำหรับชั้นดาดฟ้าแห่งนี้ นอกจากทิวทัศน์ที่สวยงามแล้ว อีกหนึ่งจุดที่ได้รับความนิยมจนต้องเดินมาถ่ายรูปคือ ตุ๊กตาหิมะ ‘นิชิโฮะคุง’ ที่ยืนตัวกลมปุ๊กสวมหมวกสีแดง พร้อมส่งรอยยิ้มคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน 

เภสัชกรหนุ่มขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 2 ชั้นแห่งแรกในญี่ปุ่น ท่องภูเขาหิมะที่ Shinhotaka Ropeway
รูปที่คิดไว้
ภาพ : shinhotaka-ropeway.jp
เภสัชกรหนุ่มขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 2 ชั้นแห่งแรกในญี่ปุ่น ท่องภูเขาหิมะที่ Shinhotaka Ropeway
รูปความเป็นจริง ได้บรรยากาศไปอีกแบบ

สัมผัสหิมะครั้งแรก 

สำหรับชั้น 3 เป็นชั้นขายของที่ระลึก มีสินค้าน่ารักๆ แบบฉบับญี่ปุ่นเยอะแยะเลย ส่วนชั้น 4 มีความพิเศษเหมือนกัน เป็นร้านอาหารและเป็นจุดเชื่อมสำหรับออกไปด้านนอกอาคาร โดยออกไปเดินสัมผัสหิมะได้อย่างเต็มที่ 

ผมใช้เวลาเดินเล่นข้างนอกอยู่นาน เอาให้คุ้มค่าตั๋ว เดินชมหิมะสีขาว ก้มตัวลงไปและใช้มือสัมผัสหิมะที่พื้นพร้อมกับหยิบหิมะขึ้นมาโปรยเล่นในอากาศ แล้วก็ใช้มือปั้นหิมะเป็นทรงกลมและปาออกไป อยากเล่นแบบนี้มานานแล้ว

เภสัชกรหนุ่มขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 2 ชั้นแห่งแรกในญี่ปุ่น ท่องภูเขาหิมะที่ Shinhotaka Ropeway

หลังจากถ่ายรูปเก็บบรรยากาศรอบตัวจนหนำใจ ผมทนความหนาวไม่ไหวจึงรีบเดินกลับเข้ามาในตัวอาคารเพื่อให้ร่างกายอุ่นขึ้น แถมในอาคารมีเตาผิงไฟให้คอยบริการความอุ่นด้วย พออุณหภูมิในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น ก็ถึงเวลาเติมพลัง ผมสั่งอาหารพร้อมเครื่องดื่มผ่านตู้หยอดเหรียญ กินราเมนท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเพราะอยากซดน้ำซุปอุ่นๆ คีบราเมนพลางจิบเครื่องดื่มอุ่น นั่งมองบรรยากาศรอบตัวด้วยความเพลิดเพลิน ช่างดีต่อตาและดีต่อใจ

เภสัชกรหนุ่มขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 2 ชั้นแห่งแรกในญี่ปุ่น ท่องภูเขาหิมะที่ Shinhotaka Ropeway

พอท้องอิ่มก็ได้เวลาออกไปลุยหิมะอีกรอบ ตอนนี้นักท่องเที่ยวเริ่มบางตา ผมจ้องมองไปยังเด็กๆ ที่ตอนนี้กำลังปั้นหิมะเป็นก้อนกลม แล้วปาใส่กันอย่างสนุกสนาน แค่เห็นภาพตรงหน้าผู้ใหญ่อย่างเราก็พลอยรู้สึกสนุกไปด้วย

เกล็ดหิมะ 6 แฉก 

ลมเย็นเริ่มพัดอ่อนลง แต่หิมะยังตกไม่หยุด และแล้วก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจเกิดขึ้น 

เมื่อมีเกล็ดหิมะ (Snow Flake) สีขาวจากบนฟ้าลอยตกลงมาบนแขนเสื้อข้างซ้ายของผม วินาทีนั้นผมจ้องมองอย่างตกตะลึง นี่คือเกล็ดหิมะที่ผมเห็นครั้งแรกในชีวิต เกล็ดหิมะผลึก 6 แฉกสีขาว เหมือนในการ์ตูนเลย

สวยมาก! ผมอุทานในใจ รู้สึกโชคดีมากที่เห็นด้วยตาตัวเอง

เภสัชกรหนุ่มขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 2 ชั้นแห่งแรกในญี่ปุ่น ท่องภูเขาหิมะที่ Shinhotaka Ropeway

ผมรีบหยิบกล้องออกมาด้วยความทุลักทุเล ต้องให้แขนข้างซ้ายอยู่นิ่งที่สุด เพราะกลัวเกล็ดหิมะจะปลิวตามแรงลมหรือตกลงพื้นซะก่อน ผมใช้มือข้างขวากดถ่ายรูปเก็บไว้และมองดูเกล็ดหิมะอยู่นาน พร้อมกับสังเกตรูปร่างของเกล็ดหิมะอีกครั้ง

“สวยที่สุดเลย ได้มาเห็นแค่นี้ก็คุ้มแล้ว” ผมพูดกับตัวเองในใจพร้อมกับยิ้มออกมา จะว่าไปวันนี้ก็เป็นวันที่ดีนะ

ผมใช้เวลาดื่มด่ำกับภาพตรงหน้าท่ามกลางบรรยากาศหนาวเย็น พร้อมกับหิมะที่ทยอยตกลงมาเรื่อยๆ 

“บางครั้งจังหวะความสุขของชีวิตก็เกิดขึ้นในวินาทีที่ไม่คาดฝัน” 

นี่คงเป็นบทเรียนที่ผมเรียนรู้จากการเดินทางครั้งนี้

เภสัชกรหนุ่มขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 2 ชั้นแห่งแรกในญี่ปุ่น ท่องภูเขาหิมะที่ Shinhotaka Ropeway

บทส่งท้าย : สาระของเกล็ดหิมะ

ปกติแล้วเกล็ดหิมะมีรูปร่างเป็น 6 แฉก ซึ่งแต่ละเกล็ดจะมีรูปร่างและลวดลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขึ้นกับสภาพแวดล้อมที่หลากหลายทั้งอุณหภูมิ ความชื้น กระแสลม ซึ่งล้วนส่งผลต่อการก่อตัวของผลึกทั้งสิ้น

เภสัชกรหนุ่มขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 2 ชั้นแห่งแรกในญี่ปุ่น ท่องภูเขาหิมะที่ Shinhotaka Ropeway
Wilson Bentley 
ภาพ : snowflakebentley.com

วิลสัน เบนต์ลีย์ (Wilson Bentley) เป็นบุคคลที่หลงใหลและพยายามวาดเกล็ดหิมะโดยมองผ่านกล้องจุลทรรศน์ เขาพบว่าหิมะมีรายละเอียดมากเกินกว่าจะวาดได้ทันก่อนที่จะละลาย จึงทดลองถ่ายภาพของเกล็ดหิมะแทน 

นี่เป็นภาพถ่ายส่วนหนึ่งของรูปทรงเกล็ดหิมะที่นำมาฝากครับ

เภสัชกรหนุ่มขึ้นกระเช้าลอยฟ้า 2 ชั้นแห่งแรกในญี่ปุ่น ท่องภูเขาหิมะที่ Shinhotaka Ropeway
ตัวอย่างรูปเกล็ดหิมะ 
ภาพ : snowflakebentley.com/images

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธนวันต์ วนาภรณ์

เภสัชกรที่ชอบความเป็นธรรมชาติ ชอบเวลาได้เดินทาง เพราะจะได้เรียนรู้โลกกว้าง และชอบการเป็นครูอาสา จึงทำเพจของตัวเองที่มีชื่อว่า ครูอาสานอกห้องเรียน (The Journey Memory)

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

24 มิถุนายน 2564
1 K

ผมก้าวลงจากเรือโดยสารสู่หาดสีดำที่ทอดตัวยาวไปไกล ในที่สุดผมก็มาถึงหมู่บ้านรานอน (Ranon) บนเกาะแอมบริม (Ambrym) ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) ได้สำเร็จเสียที หลังจากรอนแรมแบบลืมวันลืมคืนนับหมื่นกิโลเมตรจากกรุงเทพฯ สู่สิงคโปร์ เพื่อเปลี่ยนเครื่องมายังบริสเบน (Brisbane) ประเทศออสเตรเลีย แล้วต่อเครื่องอีกครั้งมายังเมืองพอร์ต วิลา (Port Vila) เมืองหลวงของประเทศ เปลี่ยนเป็นเครื่องบินเล็กอีกครั้งเพื่อบินมายังเมืองเครกโคฟ (Craig Cove) เกาะแอมบริม ก่อนจะลงเรือโดยสารเป็นเฮือกสุดท้ายมายังหมู่บ้านรานอนอันไกลโพ้น โอย เหนื่อย

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

มนุษย์เอเจนซี่โฆษณาอย่างผมต้องประชุมนำเสนองานเป็นประจำ การพูด พูด และพูด จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับอาชีพนี้ ดังนั้น เมื่อมีโอกาสพักร้อน ผมจึงเล็งเป้าหมายการเดินทางที่ไกลสุดขอบฟ้า เพื่อจะได้นั่งๆ นอนๆ โดยไม่ต้องสนใจใคร และที่ที่ผมเลือกสรรแล้วอย่างดีคือที่นี่ เกาะสวาทหาดสวรรค์ที่จะไม่มีใครมายุ่งกับผม 

ระยะเวลา 10 กว่าวันต่อจากนี้ คือเวลาที่ผมจะอยู่ในความสงบถึงขีดสุด

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

ป้าเอ็มม่า (Emma) คือเจ้าของบังกะโลที่ผมจะมาพักอยู่ด้วย เธอเป็นสตรีวัย 60 กว่าๆ ที่ยังแข็งแรงสดใสและดูอ่อนกว่าวัย ยิ่งเธอบอกว่าตลอด 10 กว่าวันนี้มีผมเป็นแขกเพียงคนเดียวของเธอ ผมยิ่งรู้สึกลิงโลดมากกว่าโดดเดี่ยว

แต่ผมกำลังจะได้รับรู้ความจริงในเวลาต่อมาว่าผมคิดผิด

“มาจากเมืองไทยเหรอ กรี๊ดดดดดดด” ป้าเอ็มม่ากรี๊ดออกมาอย่างจริงจัง

“โทนี่ จา เป็นยังไงบ้าง ป้าชอบโทนี่ จา มากๆ คนทั้งเกาะติดเรื่อง องค์บาก กันงอมแงม ทุกคนเป็นแฟนคลับโทนี่ จา กันทั้งนั้น” ป้าเอ็มม่ารัวใส่ผมไม่หยุด เธอชื่นชอบภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก เอามากๆ เธอคลั่งไคล้ โทนี่ จา หรือ คุณจาพรม ยีรัมย์ อย่างเห็นได้ชัด และผมคือตัวเชื่อมของเธอกับดาราคนโปรด

ป้าเอ็มม่าออกเสียงองค์บากว่า อุ๊งบัก อย่างน่ารักจนผมต้องกลั้นยิ้ม และประโยคต่อมาก็คือ

“ถ้าป้าบอกคนในหมู่บ้านว่ามีแขกมาจากประเทศอุ๊งบักแล้วล่ะก็ รับรองทุกคนก็จะกรี๊ดเหมือนกัน” 

ที่บังกะโลไม่มีไฟฟ้า ไม่มีประปา มีแต่เรือนที่สร้างขึ้นจากต้นและใบมะพร้าวอย่างเรียบง่าย ในห้องมีเพียงมุ้งและฟูกนอนพร้อมหมอน 1 ใบที่แสนสะอาด ถ้าจะอาบน้ำก็ต้องเดินไปยังบ่อน้ำจืดที่ตั้งอยู่ห่างจากห้องไปเพียง 20 ก้าว แต่ถ้าอยากซื้อขนม ซื้อน้ำ หรือชาร์จแบตเตอรี่กล้องถ่ายรูป ก็ต้องออกแรงเดินเท้าราวๆ 15 – 20 นาที ไปยังร้านชำกลางหมู่บ้าน

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย
เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

ร้านชำเป็นเสมือนศูนย์รวมของทุกสรรพสิ่ง นี่มีแผงโซลาร์เซลขนาดใหญ่คอยดูดซับพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า จึงเป็นเพียงจุดเดียวของหมู่บ้านที่มีไฟฟ้าใช้ พอตกเย็น ใครๆ ก็พากันหอบลูกจูงหลานมานั่งดูแผ่น VCD กันเอิกเกริก และภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมตลอดกาลคืออุ๊งบักหรือ องค์บาก นั่นเอง ส่วนสัญญาณโทรศัพท์กับไวไฟนั้นไม่ต้องพูดถึง โทรศัพท์มือถือทำหน้าที่ได้แค่ถ่ายรูป จะโทรหาใคร จะโพสต์เฟซบุ๊ก ส่งไลน์ หรือตอบอีเมลนั้นลืมไปเลย

วันรุ่งขึ้นผมเดินไปที่ร้านชำแต่เช้าเพื่อไปชาร์จแบตเตอรี่กล้องและมือถือ กะจะซื้อขนมมาตุนๆ ไว้เผื่อหิวเสียหน่อย เด็กๆ ที่เล่นอยู่แถวนั้นเห็นผมจึงรี่เข้ามา

“มาจากเมืองไทยใช่มั้ย” เด็กๆ กลุ่มหนึ่งเข้ามาถาม

“ใช่แล้ว ทำไมรู้ล่ะ” ผมสงสัย

“เมื่อวานเย็นเอ็มม่ามาบอกว่ามีแขกมาจากเมืองไทย เมืองอุ๊งบัก” เด็กๆ เฉลยให้ผมเข้าใจ

“มาต่อยกัน” เด็กๆ เริ่มเข้ามาชวนผมต่อย

“อะ…อะ…อะ…ไรนะ มาต่อยกัน เฮ้ย!!! ไอ้หนู” ผมเริ่มไปไม่เป็น

“ถ้านายมาจากเมืองอุ๊งบักจริงๆ นายต้องมีพลังเตะต่อยตีลังกาได้ ไหนโชว์หน่อยดิ๊” เด็กตื๊อ

เที่ยววานูอาตูแต่ดันกลายเป็นคุณครูจำเป็น ทำเอาชาวบ้านกรี๊ดทั้งเกาะเพราะมาจากไทย

กว่าจะชาร์จแบตโทรศัพท์และกล้องถ่ายรูปจนเต็ม ผมต้องออกแรงทำท่ากังฟูกับเด็กๆ หมู่บ้านรานอนไปหลายยก 

ไม่เพียงแต่เด็กๆ ที่ตื่นเต้นดีใจ ชาวบ้านเองก็ใช่ย่อย

“โทนี่ จา สบายดีมั้ย”

“เขาจะทำอุ๊งบักภาคต่อไปอีกหรือเปล่า”

“ตัวจริงเขาเตะต่อยได้แบบในหนังมั้ย หรือเก่งกว่ามาก”

“คนไทยเตะต่อยตีลังกาได้แบบนี้ทุกคนเลยใช่มั้ย”

อยู่ดีๆ ก็มีคุณพี่คนหนึ่งเดินมาแล้วพูดว่า

“แชง คู ยู ไน” เขากล่าวอะไรบางอย่างพร้อมทำท่าย่อเข่า เอามือซ้าย-ขวา มาทำคล้ายงาช้างอยู่ข้างจมูก

“อะไรนะ” ผมไม่แน่ใจว่าเขาทำอะไร

“แชง คู ยู ไน ไงล่ะ…จากเรื่อง ต้มยำกุ้ง ที่พระเอกตามหาช้างน่ะ” คุณพี่อธิบาย

ทีนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเขากำลังจะบอกผมว่า “ช้างกูอยู่ไหน” ประโยคสำคัญที่พระเอกจะกล่าวย้ำตลอดตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง และผมต้องพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ ความดังของจาพนมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่อง องค์บาก แต่ยังรวมถึงภาพยนตร์เรื่อง ต้มยำกุ้ง ด้วย เขาคือทูตทางวัฒนธรรมคนสำคัญของเมืองไทยในประเทศวานูอาตู

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

นับแต่นั้นมา ที่ผมคิดว่าจะอยู่เงียบๆ ก็เป็นไปได้ยาก เพราะเด็กๆ ชอบมาชวนผมเล่นกังฟูที่หาดรานอนเสมอ พวกเขามากันเป็นกลุ่ม มาชวนเล่นน้ำ เดินป่า ปีนเขา ไปไหนไปกันเป็นพรวน และเวลาที่ผมไปร้านชำเพื่อทำธุระอะไรก็ตาม ชาวบ้านจะเข้ามาทักทายอย่างเป็นมิตร จนเรากลายเป็นเพื่อนกันในที่สุด

วานูอาตูเคยเป็นอาณานิคมของทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ที่นี่มีโรงเรียนที่สอนทั้ง 2 ภาษา และเด็กๆ ก็พูดภาษาเหล่านี้ได้ดีพอๆ กับภาษาบิสลามา (Bislama) ซึ่งเป็นภาษาถิ่นของวานูอาตู ดังนั้น ภาษาจึงไม่เคยเป็นอุปสรรคเลย

หลังจากเฮฮาที่หมู่บ้านรานอนมาพักใหญ่ ผมก็อยากไปหมู่บ้านอื่นๆ บ้าง เอ็มม่าจึงให้ พี่เฟรดดี้ (Freddie) มาเป็นไกด์พาผมไป และผมเลือกเดินป่าไปที่หมู่บ้านฟันลา (Fanla)

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

พี่เฟรดดี้มารับผมด้วยชุดที่บ้านสุดๆ รองเท้าไม่ต้องใส่ ในมือมีพร้าไว้คอยถางหญ้าที่ขึ้นรกชัฏตามรายทาง หมู่บ้านฟันลามีโรงเรียนที่มิชชันนารีฝรั่งเศสมาตั้งอยู่ จึงเป็นหมู่บ้านที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก เช่นเดียวกับพี่เฟรดดี้

“เคยอ่านงานของอองเดร ฌี้ด มั้ย” พี่เฟรดดี้เอ่ย และทำให้ผมหงายเงิบไปเลย

“เอ่อ พี่หมายถึง André Gide คนที่เขียนเรื่อง La Symphonie Pastorale เหรอครับ” ผมเริ่มใช้สมองทำงานหนักมากในการนึกถึงวรรณกรรมฝรั่งเศส

“ใช่ แล้ววอลแตร์ล่ะ อ่านมั้ย” พี่เฟรดดี้ไม่หยุด และเริ่มชวนคุยเรื่องวอลแตร์พร้อมกับฌี้ด

ตาย ตาย ตาย นี่ผมกำลังอยู่ชั่วโมงวรรณคดีอยู่หรือเปล่า ผมต้องพยายามใช้ความสามารถในการชักจูงพี่เฟรดดี้ให้เบนความสนใจออกจากเรื่องวรรณกรรม และหันมาเล่าเรื่องชีวิตชาวประมงของพี่ที่ผมค่อยรู้สึกสงบขึ้นมาหน่อย ต่อมาผมได้เรียนรู้ว่าในยุคอาณานิคม ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสต่างพยายามเอาใจชาวเกาะให้หันมาเป็นพวก ทั้งสองชาติพยายามตั้งโบสถ์ สร้างโรงเรียน ห้องสมุด สถานีอนามัย เพื่อให้ชาวเกาะภักดี จึงไม่แปลกที่บางคนจะมีพื้นฐานการอ่านในขั้นเหลือเชื่อ

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก
บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

2 ชั่วโมงต่อมาผมก็มาถึงหมู่บ้านฟันลา เด็กๆ ออกมามองผมกันอย่างสนุกสนาน เพราะผมดูแตกต่างจากพวกเขามาก หมู่บ้านฟันลาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีบ้านสานขึ้นอย่างง่ายๆ แต่ใส่สีสันเร้าใจสุดๆ พี่เฟรดดี้พาผมไปคารวะหัวหน้าหมู่บ้านตามธรรมเนียม เพื่อให้ผมได้รายงานตัวเสียก่อนว่าเป็นใคร มาจากไหน

“มาจากเมืองไทย งั้นก็ต้องรู้จักโทนี่ จา ด้วยสิ” ท่านหัวหน้าบอก ความดังของอุ๊งบักแผ่ไปทั่วทุกหย่อมหญ้าวานูอาตูจริงๆ

“บ่ายนี้ว่างมั้ย ไปลองสอนเด็กๆ หน่อยสิ เด็กๆ ต้องดีใจที่มีคนมาจากประเทศอุ๊งบักแน่ๆ เด็กๆ ที่นี่ติดหนังเรื่องนี้กันเกรียว” ท่านหัวหน้ากล่าว และผมก็พอจะนึกภาพออก

“สอนอะไรก็ได้ อย่างที่อยากสอน อะไรง่ายๆ สักครึ่งชั่วโมง เด็กๆ จะได้มีโอกาสรู้จักชาวต่างชาติ นะ นะ” หัวหน้าหมู่บ้านพยายามโน้มน้าวใจในขณะที่ผมกำลังครุ่นคิด

เกิดมาผมไม่เคยสอนหนังสือเด็กๆ เลยนะครับ ณ วินาทีนั้นผมคิดว่าผมคงจะปฏิเสธท่านหัวหน้าหมู่บ้านไม่ได้แน่ๆ และก็คงจะเป็นประสบการณ์ชีวิตที่น่าจดจำที่ผมได้มาเป็นคุณครูครั้งแรกที่ประเทศวานูอาตู

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

พี่เฟรดดี้พาผมเดินไปยังโรงเรียนประถมต้นซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล ตอนนั้นเด็กๆ ไปพักอยู่ที่ไหนสักแห่ง ทำให้ผมได้มีโอกาสเดินสำรวจในห้องว่าพวกเขากำลังเรียนเรื่องอะไรกัน ผมพบกระดาษวาดรูปพระอาทิตย์ลงสีสันน่ารัก พร้อมเขียนกำกับเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Le Soleil มีตารางการกระจายกริยาภาษาฝรั่งเศสเบื้องต้นอยู่สามสี่แผ่น ตอนนั้นผมรู้แล้วว่าผมต้องสื่อสารกับเด็กๆ ด้วยภาษาฝรั่งเศส แต่ผมจะสอนอะไรเหรอ การที่ท่านบอกว่าสอนอะไรก็ได้ง่ายๆ นี่มันยากมากๆ นะครับ

ไม่กี่นาทีต่อมาเด็กๆ ก็กลับมาจากช่วงพักทานของว่าง พี่เฟรดดี้พาผมไปแนะนำตัวกับคุณครู และคุณครูก็ดีใจมากที่ผมมาจากประเทศอุ๊งบัก และเมื่อคุณครูแนะนำตัวผมด้วยข้อมูลนี้ เด็กๆ ก็ร้องเย่! ออกมากันสนุกสนาน

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

ตายล่ะ ผมจะต้องสอนเขาแล้วในวินาทีนี้ ผมจะสอนอะไร ผมจะสอนอะไร ในใจผมกรีดร้อง

‘ปิ๊ง’ ในวินาทีสุดท้ายที่ผมกำลังเดินไปหน้าห้องสมองน้อยๆ ก็กระซิบว่า ‘สอนร้องเพลงสิ’

มันเป็นคำตอบที่ใช่มากๆ 

เพลงที่ผมนึกออกในวินาทีนั้นคือเพลง Coucou Hibou เป็นเพลงที่เด็กฝรั่งเศสเล็กๆ จะร้องกัน กุ๊กูคือนกกาเหว่า ส่วนอิบูคือนกฮูก เนื้อเพลงกล่าวถึงนก 2 ชนิดที่ร้องโต้ตอบกันไปมา และต้องแบ่งเด็กเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งร้องกุ๊กูแทนเสียงนกกาเหว่า อีกกลุ่มร้องอิบูแทนเสียงนกฮูก และร้องสลับกันไปมา เด็กๆ น่าจะชอบ และเนื้อเพลงเป็นไวยากรณ์ภาษาฝรั่งเศสที่ไม่ยากเลย

“เอาล่ะน้องๆ วันนี้เราจะร้องเพลง Coucou Hibou ใครอยากเป็น Coucou ใครอยากเป็น Hibou บ้างครับ” ผมเริ่มเปิดการสอน

ได้ผล ได้ผล เด็กๆ แย่งกันเป็นนก 2 ชนิดนี้อย่างสนุกสนาน และผมก็แบ่งเด็กออกเป็น 2 กลุ่ม ก่อนจดเนื้อและร้องนำไปสองสามรอบ

Dans la forêt lointaine,

On entend le coucou.

Du haut de son grand chêne,

Il répond au hibou

Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou

Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou Hibou Coucou

ถ้าให้ผมแปลเป็นภาษาไทย ก็จะได้ประมาณว่า

ในป่าห่างไกล ได้ยินกาเหว่า

ส่งเสียงเร่งเร้า จากต้นโอ๊คใหญ่

นกฮูกได้ยิน ตอบไปทันใด

โต้กันฟังได้ ว่า “กุ๊กู” “อิบู”

กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู

กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู อิบู กุ๊กู

เสียงร้องเพลงเจื้อยแจ้วของเด็กๆ ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขมากๆ ยิ่งเวลาพวกเขาตั้งใจทำหน้าที่นกกาเหว่าหรือนกฮูกยิ่งดูน่ารัก เวลาครึ่งชั่วโมงบานปลายออกไปนิดหน่อย แต่คุณครูตัวจริงก็ไม่ได้ว่าอะไร ก่อนจะกลับผมถามเด็กๆ ว่าอยากทำอะไรก่อนจากกัน ทายซิครับว่าเด็กๆ ตอบว่าอะไร พวกเขาตอบว่า “ครูช่วยโดดตีลังกาแบบอุ๊งบักให้ดูหน่อยสิครับ” 

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

พี่เฟรดดี้พาผมกลับมาส่งที่หมู่บ้านรานอนในเวลาค่ำ วันนี้เป็นวันที่สนุกจริงๆ หลังจากนั้นผมเลิกคิดถึงการปลีกวิเวกไปแล้ว ชาวเกาะน่ารักและเป็นมิตรมาก น้องๆ ยังมาเล่นกับผมอยู่ทุกวัน วันไหนมีตลาดนัด ผมก็ไปเดินเล่นกับป้าเอ็มม่าและช่วยถือของกลับบังกะโล ทุกคนเป็นเพื่อนกับผม และทุกคนรู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี

ตอนที่มาถึงใหม่ๆ ผมเคยคิดว่าที่เขาซี้เราขนาดนั้นก็เพราะภาพยนตร์เรื่อง องค์บาก ที่ชาวเกาะติดงอมแงม 

แต่มีมากกว่านั้น

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 2015 พายุไซโคลนแพม กำลังแรงกว่า 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมงถล่มประเทศวานูอาตูเกือบทั้งประเทศ เกาะน้อยใหญ่เกือบทั้ง 87 เกาะอยู่ในสภาพยับเยิน เดือนตุลาคมปีนั้น ผมเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังหมู่บ้านรานอน เกาะแอมบริม ประเทศวานูอาตู และได้มีโอกาสพบเห็นร่องรอยความเสียหายที่ยังค้างคาอยู่

ในเวลาที่ชาวเกาะกำลังเดือดร้อนอย่างที่สุด พวกเขาได้รับ ‘ข้าว’ ที่รัฐบาลไทยส่งไปให้เป็นความช่วยเหลือแก่ประเทศเล็กๆ แห่งนี้ บนกระสอบข้าวมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษอ่านได้ว่า ‘ด้วยความปรารถนาดีจากประเทศไทย’ ข้าวไทยนับเป็นความช่วยเหลือชุดแรกๆ จากนานาชาติที่มาถึงประเทศวานูอาตู มาถึงเกาะแอมบริม และมาถึงหมู่บ้านรานอนแห่งนี้

“You are our friend” 

เป็นประโยคที่ผมได้ยินจากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ชาววานูอาตูบนเกาะนี้ทุกครั้งเวลาเขาเล่าเรื่องข้าวจากเมืองไทย

วานูอาตูเป็นหนึ่งในประเทศที่ดัชนีความสุขสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก 

และตลอด 10 กว่าวันในประเทศนี้ ผมพบว่าผมได้กลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกเช่นกัน

บันทึกการเดินทางประเทศวานูอาตู หมู่เกาะๆ เล็กกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ที่เที่ยวจนจบทริปแล้วจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load