สมมติเวอร์ ๆ เลยนะว่าเราตั้งงบ 10 ล้าน อยากทำบ้านสักหลังหนึ่ง โยนโจทย์ที่ต้องการทั้งหมดให้แล้ว Sher Maker จะกลับมาแนะนำเรายังไงดี – ก่อนจะหมดเวลานัดหมายที่เราได้คุยกัน เราลองเปิดคำถามเพื่อพิสูจน์สมมติฐานในใจ 

“เก็บเงินที่เหลือเอาไว้ได้นะ ลูกค้าใช้งบ 3.5 ล้านแค่นี้พอ บ้านงบ 10 ล้านแล้วอยู่แค่ไม่กี่คน กวาดบ้านไหวเหรอ” ตุ๋ย-พัชรดา อินแปลง สถาปนิก Sher Maker ตอบกลับมาทันที

“เราถามตลอดว่า สร้างบ้านอยู่กันกี่คนคะ ปกติใครกวาดบ้านให้ อะไรแบบนั้น ถ้าอยากได้แค่ 3 ห้องนอน 10 ล้านมันเหลือ เอาไปทําอย่างอื่นได้อีกเยอะ จะตกแต่งหรือซื้อเฟอร์นิเจอร์แพง ๆ ก็ได้ แต่ตัวตึกอาจไม่ต้องใช้เงินขนาดนั้น”

“เราจะกลับไปดูที่ว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริง ๆ คืออะไร ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องเอาเงินทั้งหมดมาลงกับบ้าน” ตุ๋ยบอก “ในฐานะคนทํางานสถาปัตยกรรม ต้องรีเช็กความต้องการให้แมตช์กับงบที่เขามี มันมีเหตุและผลที่คล้องจองกันหรือเปล่า”

คำตอบที่ได้ ตอกย้ำว่าสมมติฐานที่คิดไว้เป็นจริง ตัวตนของ Sher Maker มีอุปนิสัยที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา พวกเขามองความสำคัญของคุณค่ามากกว่ามูลค่า

Sher Maker คือสตูดิโอสถาปนิกขนาดเล็กในจังหวัดเชียงใหม่ที่เคยคว้ารางวัลจากสื่อชื่อดังระดับโลก พางานออกแบบเชื้อสายไทยพื้นถิ่นไปปรากฏโฉมอยู่ในสื่อต่าง ๆ มากมายทั้งในไทยและต่างประเทศ 

และผลงานล่าสุดที่หลาย ๆ เพจต่อคิวรีวิวกันเต็มโซเชียล ก็คือ Aesop Thonglor Signature Store แห่งแรกของไทย 

ซึ่งการร่วมงานกันครั้งนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ เพราะความบังเอิญไม่มีในโลก 

Folk Craft สร้างบ้าน แบบบ้านบ้าน 

Sher Maker ก่อตั้งโดย ตุ๋ย-พัชรดา อินแปลง และ โอ๊ต-ธงชัย จันทร์สมัคร

“เราเป็นคนเชียงรายค่ะ เป็นคนเหนือ พูดภาษาเหนือได้เลย” ตุ๋ยเริ่มเล่าถึงที่มาที่ไป “จบสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ไปอยู่กรุงเทพฯ ประมาณ 3 ปี ทํางานออฟฟิศที่มีบอสเป็นคนอเมริกัน น่าจะเป็นออฟฟิศเดียวในกรุงเทพฯ ณ ตอนนั้นนะที่มีระบบการเวิร์กช็อปจริงจัง เราสนใจเลยไปเรียนรู้ได้ 3 ปี แล้วก็ย้ายกลับมาที่เชียงใหม่”

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เธอเคยทำสมุดเย็บมือกับเพื่อนสถาปัตยฯ ชื่อแบรนด์ ดิบดี (Instagram : dibdee_binder) ตอนนี้มีหน้าร้านเล็ก ๆ อยู่ที่เชียงใหม่ 

“ส่วนพี่โอ๊ตจบสถาปัตยกรรมศาสตร์ มช. เขาอยู่เชียงใหม่มานานแล้ว เป็น Maker ตัวจริงเลย 

“เขาชอบทํางานจากไม้ไผ่ ทํางานจากไม้ ทํางานในเชิงปฏิบัติงานนะคะ ไม่ได้เป็นดีไซเนอร์จ๋าอะไรอย่างนั้น”

โอ๊ตชอบปั่นจักรยานตั้งแต่สมัยเรียนสถาปัตยฯ ที่ มช. เลยทำจักรยานด้วยวัสดุไม้ไผ่ไว้ใช้เอง จากงานอดิเรก พอคนเห็นก็อยากได้บ้าง จนเปิดแบรนด์ Brown BIKE ได้รับความนิยมไปไกลจนคนจากต่างประเทศตีตั๋วมาขอเรียนวิชาถึงเชียงใหม่ ตอนนี้ต้องหยุดไปเพราะไม่มีเวลาทำแล้ว 

“เรามาเจอกันในชุมชนของคนที่เป็น Maker ด้วยกันเนี่ยแหละ ก็เลยฟอร์มทีมกันเป็นสตูดิโอที่เชียงใหม่ ชื่อ Sher Maker ขึ้นมา” เกิดเป็นการร่วมมือกันของ 2 สถาปนิกสายคราฟต์

Sher อ่านว่า เชอร์ และ ฌ อ่านว่า ชอ-เชอ 

“มีคนถามเยอะว่าทําไมชื่อนี้ จริง ๆ มันเรียบง่ายมาก เราอยากได้คําไทยที่อ่านออกเสียงภาษาอังกฤษได้ชัด ๆ โดยไม่ต้องบอกว่าเป็นเพศอะไร มีความลื่นไหลนิดหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความหมายในภาษาไทยอยู่ จากนั้นก็พบคําว่า ‘เฌอ’ ที่มีความหมายในภาษาไทยว่า ต้นไม้ แล้วก็ตามด้วยคาแรกเตอร์ของเราทั้ง 2 คนอย่าง Maker เลยเป็นที่มาของ Sher Maker ค่ะ”

แนวทางในการทำงานของสตูดิโอออกแบบแห่งนี้เกิดจากข้อจำกัดที่ต้องถูกกำจัด เมื่อเราเจอกำแพงขวางเส้นทางที่ต้องผ่านไปให้ได้ บางคนปีนข้าม บางคนก็สร้างประตู 

เราเริ่มด้วยการรับโปรเจกต์ขนาดเล็ก ทำให้ไม่ค่อยมีผู้รับเหมาคนไหนอยากรับทําเพราะงบมันน้อยมาก และคนที่เราจะต้องต่อตรงคุยด้วยคือช่างในท้องถิ่นเอง จะเอา Drawing ไปนั่งกางแล้วคุยกันผ่านแบบ Drawing เหมือนสถาปนิกก็ไม่ได้ ไม่มีช่างไทยใหญ่คนไหนสนใจสิ่งสิ่งนี้หรอก”

เพราะฉะนั้น วิธีการก็คือต้องเปลี่ยนวิธีคิดตัวเอง

“เราเปลี่ยนวิธีการทำงานให้เข้ากับช่างที่มีในพื้นที่ ไม่ใช่แบบยืนอยู่บนหอคอยงาช้าง ไม่ยอมปรับตัวอยู่อย่างนั้น เราต้องเดินลงสนามมาต่อยมวยวัดกัน ทํายังไงก็ได้ให้เชื่อมโยงกับช่างได้ง่ายที่สุด จับบิดเทคนิควิธีการก่อสร้างในตำราให้เข้าใจง่าย เรากับพี่โอ๊ตใช้คําว่า Folk Craft ที่ช่างทุกคนเข้าใจได้ ลงมือปฏิบัติได้ง่าย”

Folk Craft เป็นแนวคิดสำคัญที่ทำให้งานออกแบบ Sher Maker แตกต่างจากคนอื่น เป็นความรู้แบบบ้าน ๆ ที่เคารพวิถีพื้นถิ่น ศึกษาทำความเข้าใจทักษะที่ช่างท้องถิ่นมีแล้วนำมาประยุกต์ใช้ออกแบบในงาน เริ่มมองวัสดุต่าง ๆ ที่หาได้ตามร้านค้าทั่วไปมีขาย สนใจใช้วัสดุที่เห็นว่าคนใช้กันเยอะในเชียงใหม่ หยิบออกมาดูว่ามันใช้ทำอะไรได้อีกบ้าง ทดลองและเก็บข้อมูลค้นคว้าควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ

“การทํางานต่างจังหวัดน่ะค่ะ ถ้าเราไม่ขวนขวายเรื่องวัสดุก็จะทําได้แค่วัสดุเดิม ๆ แล้วสักวันหนึ่งก็จะเบื่องานตัวเองไปในที่สุด เลยต้องพยายามพัฒนาเทคนิค เข้าสู่กระบวนการพัฒนาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพราะของที่เลือกใช้ได้มันมีแค่นี้ แต่ว่าฉันจะเอาชนะมันให้ได้ด้วย ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายของทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด”

Sher Maker กับ 4 มาสเตอร์พีซ

01 Wood and Mountain Cabin รอยไหม้บนแผ่นไม้

ถ้าดูจากภาพก่อน คุณอาจจะรู้สึกว่า โห เหมือนบ้านในแบบยุโรปจัง บรรยากาศโดยรอบ กลิ่นอายดูคล้ายป่ายุโรป รูปแบบของอาคาร การเลือกวางผนังไม้แบบนี้อยู่ในประเทศไทยเหรอ

“เจ้าของไปได้ที่เปล่าตรงแม่ริมมา เขาเป็นนักวิ่งเทรลที่อยากได้กระท่อมไม้เอาไว้กลับมาพักหลังวิ่งเทรล และในขณะเดียวกันเขาก็ปล่อยเช่าเป็น Airbnb หารายได้ด้วย เพราะฉะนั้น โปรแกรมความต้องการที่จำเป็นก็คือที่พัก มีห้องนอน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานให้อยู่อาศัยได้ และมีพื้นที่สำหรับก่อกองไฟปาร์ตี้ แบบนี้เราใช้พื้นที่ก่อสร้างเล็ก ๆ ก็พอแล้ว ตามงบที่มีไม่ได้มากด้วย

“นอกจากวิ่งเทรลแล้ว เจ้าของบ้านยังทําเฟอร์นิเจอร์ไม้และแบรนด์เสื้อผ้า ชื่อ Wood the Mountain เลยอยากได้งานไม้

“เราไม่ได้ทําอะไรซับซ้อน พยายามหาภาษาของการใช้ไม้ของบ้านไม้ภาคเหนือ คือการตีโครงคร่าวปกติ และตีแผ่นไม้ให้เอียงนิดหนึ่งเพื่อให้น้ำไหลออก โดยใช้แค่ไม้ 2 ศอก (1 เมตร) พอมาตัดก็จะเหลือเศษน้อยที่สุดและราคาถูกที่สุด ซึ่งในเชียงใหม่มีร้านไม้เก่าเยอะอยู่แล้ว”

ภาพ : Sher Maker

Sher Maker ใช้ไม้ตามแนวตั้งตีเอียงหลากชนิด บางอันเป็นไม้แดง บางอันเป็นไม้ยาง บางอันก็เป็นไม้แงะไม้เปา (ทางเหนือเรียก ไม้เต็ง ว่า ไม้แงะ และเรียก ไม้รัง ว่า ไม้เปา) ในขณะเดียวกันก็จัดการกับสีไม้ที่คละกันหลากหลาย ด้วยเทคนิคการเผาจัดการกับผิวไม้โดยช่างท้องถิ่น

“เราเสนอเจ้าของบ้านว่ามีเทคนิคที่เรียกว่า ‘Shou Sugi Ban’ (เชาสุกิบัน) ของญี่ปุ่นนะ ถ้าเผาไม้ได้ถึงระดับหนึ่ง แล้วรู้จักเนื้อไม้ดีพอ จะควบคุมพื้นผิวได้หลายระดับมาก ซึ่งเจ้าของบ้านก็ไม่ได้ติดอะไร เขาชอบด้วยซ้ำ” เธออธิบาย “เรามีประสบการณ์เคยทําการเผาเนื้อไม้มาเป็นหลายรอบแล้วค่ะ ทั้งไม้สน ไม้บีช ไม้นอก ไม้ต่างประเทศ จนถึงไม้ในประเทศว่าจะให้เอฟเฟกต์ประมาณไหน มันเป็นความรู้พื้นฐานของพวกที่ชอบปฏิบัติงานอยู่แล้วค่ะ” 

การเผาไม้ในหลายเฉดหลายชนิดออกมาเป็นงานฝีมือชิ้นต่อชิ้น ยิ่งทำให้พวกเขาเคารพความเป็นธรรมชาติของวัสดุที่นำมาใช้ ตุ๋ยเล่าให้ฟังต่อว่าในภาคเหนือมีทีมช่างไม้เก่ง ๆ แฝงตัวอยู่ตามที่ต่าง ๆ เยอะมาก และเป็นนักลงมือปฏิบัติมากกว่านักทฤษฎี พวกเขาจึงมีคนเนิร์ดเรื่องไม้ที่พร้อมจะแลกเปลี่ยนความรู้เทคโนโลยี ออกไปเดินป่าด้วยกัน คอยซัพพอร์ตกันเป็นคอมมูนิตี้งานไม้ที่แข็งแรง 

“การเผามีหลายวิธีมาก อย่างบ้านหลังอื่นเราก็ใช้น้ำมันขี้โล้ทาให้มันดํา บ้านจอมทองเราใช้น้ำมันขี้โล้ทาทั้งหลังเลย” ตุ๋ยยกตัวอย่าง “มีวิธีการในการตัดไม้ด้วยภูมิปัญญาหลากหลาย เผาไม้ก็เป็นหนึ่งในร้อยพันภูมิปัญญาที่ทําได้ แต่เผาไม้ไทย เราว่าที่ไม่เป็นที่นิยมเพราะไม่ได้ให้เอฟเฟกต์แบบที่คนเห็นในสื่อเมืองนอกไง เขาเลยไม่ใช้กัน 

“และคนทั่วไปก็มีความเชื่อว่าไม้เนื้อแข็งไทยแพง เลยไม่เอามาเผา ซึ่งจริง ๆ แล้วเราจะเอามาทําอะไรก็ได้นะ แต่ต้องเข้าใจข้อดี-ข้อเสียของวัสดุในไทยให้ดีซะก่อน ถ้าเราไม่เคยลองขัดไม้ด้วยตัวเอง ไม่เอามือลูบอ่านแนวเสี้ยนไม้ ช่องว่างความเข้าใจในวัสดุพวกนี้ก็จะไม่หายไปหรอก ต้องทดลองทำด้วยตัวเองจริง ๆ

“หลังหมดสัญญาติดตั้ง Cabin ด้วยความรู้สึกผูกพันถึงขึ้นหลงรัก บ้านหลังนี้ก็เลยถูกย้ายไปไว้ที่บ้านเขาค่ะ กลายเป็นแบบ Private Cabin ของเจ้าของบ้านเท่านั้น” 

ภาพ : Sher Maker

02 Jomthong Raintree House เพื่อนบ้านคือรั้วที่ดีที่สุด 

Jomthong Raintree House คือบ้านพักตากอากาศของคุณหมอจากกรุงเทพฯ ที่ชอบขับรถขึ้นมาเที่ยวดอยอินทนนท์ เลยหาที่ดินมองเห็นวิวดอยอินทนนท์ จนมาเจอแปลงที่ดินอยู่ในป่าต้นจามจุรี ขนาดประมาณ 7 ไร่ บ้านจอมทองเป็นอาคารเรียบง่าย 2 ห้องนอน 1 ห้องทํางาน เรียงกันไปถึงห้องนั่งเล่นพร้อมระเบียงที่ใหญ่มาก ๆ ที่ปลายสุดของบ้าน เพื่อเก็บจุดมองวิวสวยที่สุดไว้เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สุด

“ตั้งใจให้ดูเรียบง่าย เข้าใจง่าย ใช้ไม้แงะไม้เปาที่หาได้ทั่วไปในเชียงใหม่เนี่ยแหละ แล้วก็เอามาย้อมด้วยน้ำมันขี้โล้ทางเหนือ 

“เราคุยกับคุณหมอเจ้าของว่าวางทางเดินส่วนใหญ่ในบ้านให้เป็น Open-air ดีไหม เพราะที่ดินอยู่ในพื้นที่ป่าใหญ่ส่วนตัว และเป็นบ้านพักตากอากาศที่ไม่ได้อยู่ประจำ งั้นให้ชาวบ้านและพ่อหลวงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามช่วยดูดีกว่า ให้เพื่อนบ้านเป็นรั้วบ้านแทน

“พูดตรง ๆ นะ ที่ดิน 7 ไร่ ถ้าล้อมรั้วรอบจะต้องเสียเงินเยอะมาก เมื่อล้อมรั้วที่ดินตัวเองไม่ได้ทั้งหมดก็มาหาวิธีจัดการกับตัวบ้านแทน ตีระแนงโปร่ง Facade ในพื้นที่ทางเดินในบ้านช่วยระบายอากาศ แสงแดดทะลุผ่านได้”

พอฟังเรื่องที่ตุ๋ยอธิบายจบ ก็นึกไปถึงโฆษณาสินค้า IT ที่เคยดู เสียงโฆษกพูดเอาไว้ในตอนจบว่า เพื่อนบ้านคือกล้องวงจรปิดที่ดีที่สุด ย้อนกลับมาดูบ้านในกรุงเทพฯ บ้าง ณ วันนี้ เราจะใช้วิธีการแบบนี้ได้บ้างมั้ยนะ เราจึงลองถามถึงสังคมคนเชียงใหม่บ้าง

“จริง ๆ สังคมทางเหนือไม่มี Security ใดดีไปกว่าป้าข้างบ้านอีกแล้วนะ บอกอะไรไว้นิดเดียว วันนี้ไม่อยู่นะ ไปพัทยา เดี๋ยวป้าเขาช่วยเฝ้าให้อย่างดีเลย เรียกว่าเป็น Micro-community ซึ่งก็มีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ข้อดีคือช่วยสอดส่องได้ ส่วนข้อเสียก็คือขี้เมาท์ ลูกเรียนถึงไหนแล้ว แต่งงานหรือยัง พอเป็นสังคมต่างจังหวัดก็จะยังมีคาแรกเตอร์แบบนั้นอยู่” 

03 LONG GOY ครามสงบเรียบง่าย

“โจทย์คือทําโรงงานเย็บผ้าของแบรนด์ LONG GOY ให้สเปซเหมาะกับการทํางาน

“แต่เดิมพื้นที่เย็บผ้าทั้งหมดของแบรนด์จะอยู่ที่ใต้ถุนเตี้ย ๆ ของบ้านล้านนา สูงแค่ประมาณ 2 เมตรนิด ๆ แล้วโรงงานเย็บผ้าก็ติดแอร์ไม่ได้ด้วย เพราะเส้นใยของพวกผ้าฝ้ายจะเข้าไปในจมูกของพนักงาน พอเราทำให้อากาศไหลเวียนได้ดี บรรยากาศของโรงงานเย็บผ้าก็ดีขึ้นมาก ๆ” 

อาคารแนวยาวมีฝั่งที่แดดลงทั้งวันทางทิศตะวันตกกับทิศใต้จะมี Facade มาบัง เว้นระยะมาเล็กน้อยเป็นช่องว่างระบายอากาศ (Ventilation Gap) พวกเขาออกแบบผนังของบ้านเพื่อการระบายความร้อนไปในตัว และพื้นที่โถงภายในก็ติดพัดลมขนาดใหญ่ให้มีอากาศไหลเวียน 

ภาพ : Sher Maker

“พออาคารมีขนาดใหญ่ก็คลุมอาคารทั้งหมดด้วยวัสดุที่แพงไม่ได้ จะเห็นว่า LONG GOY ใช้ Facade กรุด้วยแผ่นซีเมนต์บอร์ด ซึ่งเป็นวัสดุทั่วไปที่หาได้ในร้านขายวัสดุเลย เราเอามารีดเป็นแผ่นเล็ก ๆ และติด เพื่อย่อยสเกลให้ระนาบเล็กลง แล้วก็สร้างมิติให้อาคารน่าสนใจขึ้น”

แผ่นซีเมนต์บอร์ดถูกเอามาย้อมสีน้ำยาซักแห้งให้ออกมาเป็นโทนสีคราม Indigo แรงบันดาลใจจากสีผ้าทอย้อมครามของแบรนด์ LONG GOY ตุ๋ยบอกช่างทาสีว่าให้คิดว่าตัวเองกำลังทาสีน้ำ ให้เลเยอร์ทับกันเป็นสีเข้มบ้าง อ่อนบ้าง ให้ความรู้สึกของสีที่มีความโปร่งแสงและเป็นด่างได้บางจุด ปล่อยเป็นธรรมชาติไป

ภาพ : Sher Maker

04 Aesop เมด อิน แบงค็อก

คัมภีร์การออกแบบร้าน Aesop จะหยิบเอาแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้น ๆ ทำให้ร้านออกมากลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบด้านอย่างลงตัว 

ประเพณีดั้งเดิมของ Aesop ความทันสมัย ความใส่ใจเรื่องความยั่งยืน และความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ร้านสาขาของ Aesop ในประเทศต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลกมีมนต์เสน่ห์ที่แตกต่างในภาพลักษณ์ของแบรนด์เดียวกัน

นอกเหนือจากทักษะฝีมือแล้ว Aesop จะคัดเลือกสถาปนิกที่มีอุปนิสัยแบบเดียวกับที่แบรนด์เป็น เรียกว่าต้องคุยกันถูกคอเท่านั้นถึงจะได้มีโอกาสออกแบบร้านร่วมกัน 

การพบเจอกันของ Sher Maker และ Aesop จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ 

ภาพ : Aesop

“Aesop เป็นแบรนด์วีแกนที่ให้ความสำคัญเรื่อง Sustainability มาก สถาปนิกที่จะมาทํางานให้ก็ต้องมีจุดยืน ต้องเข้าใจว่าแบรนด์มีแก่นความคิดแบบนี้ จะได้ออกแบบร้านให้เขาอย่างถูกต้อง ไม่ใช่แค่สวย พอเขามองหานักออกแบบท้องถิ่นที่จริงจังเรื่องการใช้วัสดุมาก ๆ มาทำ Signature Store ที่แรกในไทย ทีมเราก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาแฮปปี้กับวิธีคิดและวิธีการมองสถาปัตยกรรมของพวกเราจนได้ร่วมงานกัน 

“เราสนใจการใช้ Domestic Material อยู่แล้ว ตอนไปดูไซต์ก่อสร้างในทองหล่อซอย 13 พื้นข้างในตึกเดิมปูด้วยไม้สักหลากหลายขนาด เข้าไปดูครั้งแรก เราชอบพื้นไม้มากเลย จึงกลับมาคุยกันในทีมว่าจริง ๆ เราไม่ได้อยากไปสั่งทำวัสดุพิเศษหรือคราฟต์อะไรยาก ๆ ขึ้นมา สิ่งที่เราสนใจคือของที่มีในไซต์ เพราะถ้าพูดเรื่อง Domestic Material มันไม่ใช่แค่ของในประเทศนะ แต่เราพูดถึง Super Micro Domestic คือเอาของที่มีในไซต์พลิกขึ้นมาใช้ในเลย ไม่ต้องไปเอาที่อื่น 

“เราเอาไม้จากไม้พื้นเนี่ยแหละ แงะออกมาเอามาใช้ใหม่ เราสนใจภาษาการใช้ไม้ที่โชว์อารยธรรมของคนไทยได้มากที่สุด และมองว่า ‘ฝาไหล’ คือหนึ่งในงานไม้ไทยที่มีอารยธรรมมาก ๆ การนำไม้มาตีตั้งแบบนี้นิยมกันทางภาคเหนือและภาคกลางตอนบน

“คนอาจจะรู้สึกว่า เฮ้ย! งานไม้มันต้องญี่ปุ่นสิ ไม่เลยนะ งานไม้ไทยที่มีอารยธรรมมันมีอยู่” เธอเล่า

“แล้วก็ไม่ได้เข้าใจยากด้วย ช่างชาวบ้านทําได้และเป็นระบบอาคารที่ฉลาดมาก ปกติแล้วฝาไหลจะอยู่ในห้องกับข้าว ซึ่งเป็นห้องเซอร์วิสของบ้านเรือนสมัยก่อน เพราะเปิดให้อากาศไหลผ่านได้ เขาก็จะใช้ไม้เก่ามาเรียงใหม่เป็นฝาไหล เรียบง่ายมาก”

Aesop แห่งแรกของไทยถ่ายทอดผ่านเทคนิคฝีมือช่างไม้ไทย ไม่ใช่งานไม้แบบสวีเดนหรือญี่ปุ่น อ่างล้างมือสำหรับทดลองสินค้าก็ใช้หินแกรนิตไทยดํา เป็นแกรนิตธรรมดา ๆ ที่คุ้นตาจากการใช้ปูพื้นหรือทําครก ทั้งราคาถูก หาง่าย ไม่ได้ใช้หินนำเข้าจากต่างประเทศเลย 

“ไม้เสาบางต้นก็ไปลากมาจากบางบาล พระนครศรีอยุธยา 1 ชั่วโมงถึงช้อป เราพยายามหาของที่อยู่ในรัศมีใกล้ ๆ มาใช้ ลดทรัพยากรขนส่ง พื้นก็เป็นพื้นคอนกรีตขัดมันแบบที่เจอได้ในบ้านคนทั่วไป แค่ใส่สีฝุ่นให้ดําขึ้น เพราะเราอยากพูดเรื่อง Domestic Material และ Sustainability”

“ผู้รับเหมาที่กรุงเทพฯ ถามแล้วถามอีกว่าจะไม่ไสไม้ออกเลยใช่มั้ย เพราะเป็นรอยตะปูนรอยเสี้ยน รอยบาก เราก็บอกอย่างนี้แหละ ถ้าใช้ไม้แบบ Aesop จะใช้แบบนี้แหละ คือจัดการไม้ให้น้อยที่สุดและใช้ตามศักยภาพที่มันจะเป็น จัดการรอยต่อที่จําเป็นจริง ๆ พอ นอกนั้นน่ะเป็นรอยอะไรก็ทิ้งไว้เลย

“พวกเราเป็น Maker ที่มีมุมมองในการใช้วัสดุที่ซื่อตรง เผชิญหน้ากับวัสดุ ไม่ได้พยายามจะบิดมัน เอามันไปพลิกทําอะไรที่ไม่จำเป็นค่ะ”

ภาพ : Aesop

พอดี พองาม

“เพราะเป็นสตูดิโอต่างจังหวัดด้วยมั้ง จุดมุ่งหมายของเรากับพี่โอ๊ตในอนาคตจึงเป็นการได้เป็นสถาปนิกแบบที่ได้ใช้ชีวิตด้วย” ตุ๋ยบอกกับเรา

“อยู่เชียงใหม่ ปีหนึ่งเดินป่ากัน 6 – 7 รอบ พาน้อง ๆ ไปเที่ยว เราอยากมีเวลาอ่านหนังสือ มีเวลาออกค้นคว้าวัสดุจริง ๆ จัง ๆ อย่างเป็นระบบ ประสบการณ์ทุกอย่างของชีวิตใช้ผสมลงไปกับงานสถาปัตยกรรมที่กําลังทําได้หมด

“อยากจริงใจต่อการทํางานสถาปัตยกรรมไปพร้อม ๆ กับการได้ใช้ชีวิต 5 โมงครึ่งเราเลิกงาน ไม่มีระบบโอที เราไม่มีเบิร์นเอาต์เลย หนักแค่ไหนก็รู้สึกว่ามีเรื่องให้ค้นคว้าและลงมือทำอีกเยอะมาก บางอาทิตย์ก็ไปเดินป่าบ้าง พายคายัคบ้าง ไม่มีนโยบายที่จะกักขังตัวเองไว้อยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์” 

ออกแบบให้พองาม 

“พวกเราเป็นสายเวิร์กช็อป ชอบไปเจอช่าง ถ้ามีงานไหลเข้ามาเยอะมาก ๆ ก็จะไม่ถูกกดดันเพื่อให้เสร็จ แต่จะเรียงลําดับไปตามวิถีของมัน เราเลือกปฏิเสธงานที่ไม่ตรงกับตัวเอง งานที่สร้างอิมแพกต์แย่ ๆ ให้กับประเทศ โดยเฉพาะที่เชียงใหม่ที่มีปัญหาฝุ่นควันเยอะ เราเป็นสตูดิโอที่มีจุดยืน

“การได้โจทย์บ้านราคา 2 – 3 ล้าน เป็นแบบฝึกหัดที่ฝึกให้อยู่กับความเป็นจริงมาก ๆ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ทําให้ช่างทํางานเท่าที่จําเป็นเพื่อลดต้นทุนในการก่อสร้าง การรู้แหล่งว่าจะใช้วัสดุที่ไหน ลากมาจากไหน แล้วรู้ว่าสกิลล์ของคนที่เป็นช่างแถวนั้นเป็นยังไง มันควบคุมต้นทุนการก่อสร้างได้แบบมหาศาล เราอยากให้คุณค่าของมันโดยไม่ใช้ของไปเรื่อยอย่างที่ไม่มีเหตุผลว่าทําไมถึงต้องใช้”

ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตหรือการออกแบบ อะไรที่มากเกินไป ก็เกินดี น้อยเกินไป ก็ไม่ถึงดี

พอดีนั่นแหละ คือความงาม พุทธทาสภิกขุ ว่าไว้

Website : www.shermaker.com

Writer

ประภวิษณ์ สิงขรอาจ

ประภวิษณ์ สิงขรอาจ

ใจดี สปอร์ต กทม. ชอบสีน้ำเงินเข้ม ที่ดูสว่าง

Photographer

Avatar

ภูพิงค์ ตันเกษม

ชีวิตผม ชอบการเดินทาง ชอบทำอาหาร และรักการบันทึกความทรงจำด้วยภาพถ่าย