เวลาเราเดินทางไปต่างประเทศ ไม่รู้ว่าเป็นกันมั้ยครับ ที่เราจะพยายามไปเยือนบ้านของคาแรกเตอร์ซึ่งมาจากดินแดนนั้นๆ

ถ้าไปเนเธอร์แลนด์เราก็อยากจะไปเยือนบ้านของ MIFFY ถ้าเราไปฟินแลนด์เราก็อยากจะไปหา Moomin

หรือถ้าเราไปญี่ปุ่นเราก็อยากไปเยือนบ้านของ Doraemon, Hello Kitty, One Piece (และอื่นๆ อีกมากมาย)

ในมุมกลับกันถ้าเราอยากจะไปหาบ้านของตัวการ์ตูนและเสื้อผ้าจากฝีมือคนไทยที่โด่งดังอยู่ในญี่ปุ่นอย่าง น้องมะม่วง และเสื้อผ้าอย่าง VL BY VEE ที่มาจากการสร้างสรรค์ของ ตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร และ วี-ฮิโรกะ ลิมวิภูวัฒน์ นั้น เราแทบอับจนปัญญาไม่รู้จะไปหาบ้านของน้องมะม่วงที่ไหน แม้แต่การจะหาซื้อตุ๊กตาน้องมะม่วงตัวเล็กๆสักตัวก็ดูจะเป็นเรื่องที่ยากมากๆ

แต่เราเพิ่งได้รับข่าวดีว่าโรงรับจำนำเก่าแก่บนถนนหลานหลวงกำลังจะถูกเปลี่ยนให้กลายมาเป็นบ้านหลังใหม่ให้กับน้องมะม่วงและเสื้อผ้าของ VL BY VEE ในตอนนี้แล้ว เราจึงอยากจะขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักบ้านของทั้งสองคนแห่งนี้ให้ดีมากขึ้นกัน

Mamuang Shop Official

Mamuang Shop Official

Mamuang Shop Official

ร้านเลขที่ 1 บนถนนหลานหลวง

ตึกแถวบนต้นถนนหลานหลวงบริเวณที่ตัดกับถนนราชดำเนินนั้นเคยซบเซาอยู่นาน จนเริ่มมีร้านค้าอย่าง EDEN‘S และโรงแรมอย่าง Bangkok Publishing Residence เปิดใหม่อีกครั้งเมื่อไม่นานนี้ ทำให้ย่านนี้เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง และคราวนี้โรงรับจำนำเก่าเจ้าของบ้านเลขที่ 1 ถนนหลานหลวงนั้นก็ว่างลง ก่อนที่เด่นซึ่งอยู่แถวนั้นจะบอกข่าวแก่ตั้มและวี จนออกมาเป็นร้าน ‘MAMUANG SHOP’ และ VL BY VEE Thailand ซึ่งตัวร้านนี้ถูกออกแบบและตกแต่งโดยฝีมือของวีเองอีกด้วย

ผนังสีขาวสะอาด พร้อมด้วยแสงไฟสีนวลตา ผสมกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ย้อนยุคตามมุมต่างๆ ก่อนจะปิดท้ายด้วยภาพตัวการ์ตูนเด็กหญิงหัวโตผมหน้าม้าที่มาในรูปแบบติดอยู่ตามผนังต่างๆ และเป็นสินค้ากระจุ๊กกระจิ๊กอีกมากมาย และเสื้อผ้าน่ารักมากมายที่แขวนอยู่บนราวแขวน ซึ่งพอองค์ประกอบทุกอย่างที่ว่ามาอยู่รวมกัน ทำให้บรรยากาศคล้ายกับเป็นบ้าน และที่นี่คือบ้านหลังแรกของมะม่วง และเป็นบ้านหลังใหม่ของแบรนด์เสื้อผ้าอย่าง VL BY VEE ด้วย

Mamuang Shop Official Mamuang Shop Official

“ตอนที่ลิโดปิดเราต้องหาร้านใหม่ ทีแรกก็หาที่ว่างตามห้างในเมืองอย่างสยาม สุขุมวิท แล้วบ้านเราอยู่ค่อนข้างไกลจากเมือง เราก็กลัวว่าจะไม่สามารถเดินทางไปดูแลร้านได้ทุกวัน ทีนี้มีเพื่อนคือคุณเด่น (ที่เปิดร้าน EDEN’S) มาบอกว่าตึกแถวข้างๆ เขามีห้องว่าง เราก็สนใจเพราะชอบแถวนั้นอยู่แล้ว” วีเล่าให้เราฟัง ก่อนจะอธิบายต่อหลังจากเห็นหน้าตาประหลาดใจว่าร้านเสื้อผ้ามันไม่น่าจะมาตั้งอยู่แถวนี้ได้

“ทำร้านเสื้อผ้าบนถนนสายนั้นก็คิดว่ามันยากแหละ แต่ว่ามันใกล้บ้านมาก (หัวเราะ) คือลูกค้าของร้านเราเป็นคนญี่ปุ่นซะเป็นส่วนมาก ถ้าบอกให้เขานั่งเรือจากสยามมาลงที่ผ่านฟ้าแล้วเดินมาที่ร้านเราเขาน่าจะสนุก เพราะมาง่าย รถไม่ติด มีอะไรให้ดู แล้วก็เดินเที่ยวแถวนี้ต่อได้อีก

“ลูกค้าญี่ปุ่นหลายคนพยายามมาหาเรามากที่ร้านเก่าตรงลิโด ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ นะ บางคนหาทางขึ้นไม่เจอด้วย แต่อันนี้แค่ลงจากเรือหันมาก็เห็นแล้วนะ แล้วจริงๆ ในซอยแถวนั้นมีซอยเล็กซอยน้อยที่มีอะไรจุ๊กจิ๊กน่ารักอยู่เต็มไปหมด คาเฟ่ที่อร่อยก็มี แล้วพอเป็นสถานที่ที่ไม่ได้อยู่ในห้างมันก็กดดันน้อยกว่า เราเลยคิดว่าน่าจะไหว ก็เลยลองทำดู”

Mamuang Shop Official Mamuang Shop Official

บ้านของเรา

หลังจากเดินเล่นรอบร้านได้พักใหญ่ เราเห็นว่าตัวร้านมีทางเข้า 2 ทาง บรรยากาศสบายๆ ข้างใน เฟอร์นิเจอร์เก่าที่ดูไม่คุ้นตา ก็ชวนให้เราถามตั้มและวีว่ามีไอเดียหรือคอนเซปต์อะไรในการแต่งร้านเป็นพิเศษรึเปล่า

“เราอยากให้คนมาแล้วมีความสุข อยากให้มาแล้วได้เจอความเป็นออริจินัลของเราสองคน โดยเฉพาะพวกที่มาจากต่างประเทศ เหมือนเราไปฟินแลนด์ก็อยากไปเจอ Moomin ได้เจอตัวจริงอะไรแบบนั้น ไปอเมริกาก็อยากไปเจอดิสนีย์ตัวเป็นๆ อะไรแบบนั้น แล้วตอนที่ตกแต่งร้านเราไม่ได้คิดเรื่องธุรกิจอะไรเท่าไหร่เลย สิ่งที่คิดคือแค่เป็นที่ที่อยากให้คนที่เข้ามามีความสุขจริงๆ สะอาด สบาย ห้องน้ำนี่ตั้งใจทำมาก (เน้นเสียง)” ตั้มเริ่มอธิบายถึงที่มาของไอเดียการตกแต่งร้าน

Mamuang Shop Official Mamuang Shop Official

“ก่อนหน้านี้ที่วีทำร้านอยู่ที่ลิโด ตอนนั้นเป็นการแชร์พื้นที่กับร้านของเพื่อน ตอนแรกก็เริ่มจากขอแบ่งเช่ามามุมหนึ่ง ไปๆ มาๆ ก็กลายเป็นว่าเริ่มใช้พื้นที่เยอะกว่าร้านของเพื่อนที่ไปเช่าด้วยซ้ำ เราเริ่มเกรงใจเขาก็เลยคิดว่ามันคงถึงเวลาแล้วเหมือนกันที่ควรจะมีจุดนัดพบ ถ้ามีคนมาจากญี่ปุ่นถึงไทย มาถึงประเทศของมะม่วงกับ VL แล้ว แต่ดันไม่รู้จะไปหาทั้งสองอย่างนี้ได้ที่ไหน ทั้งที่เสื้อผ้าของวีนี่ก็ค่อนข้างมีชื่อเสียงเหมือนกัน มีทั้งดาราใส่เล่นในละคร และลงปกแมกกาซีนด้วย

“แล้วที่ผ่านมาของของมะม่วงกับเสื้อผ้า VL มันวางปนๆ กันมาตลอด ทำให้ภาพลักษณ์ของทั้งสองอันมันปนกันไปหมด ก็เลยอยากจะแบ่งกันให้ชัดเจนไปเลย อย่างวีนี่ทำเสื้อผ้ามาจะ 10 ปีแล้ว มะม่วงก็ 15 ปีแล้ว กลุ่มแฟนของวีเขาก็เริ่มชัดและแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยเลือกจะแบ่งกันโดยใช้คนละประตูไปเลย การตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็เป็นของที่เราสองคนชอบปนๆ กันอยู่ ทีนี้พอทำไปทำมาร้านมันก็เลยออกมาเหมือนกับบ้านของเราเลย ทั้งที่ทีแรกตั้งใจว่าจะให้ออกมาไม่เหมือนกันเลยนะ”

Mamuang Shop Official Mamuang Shop Official Mamuang Shop Official

ตั้มและวียังเล่าให้เราฟังอีกด้วยว่า เมื่อก่อนสมัยที่แชร์ร้านกับเพื่อน ถ้ามีจัดแสดงงานหรืออยากแต่งร้านใหม่ก็จะรู้สึกเกรงใจเพื่อนอยู่เสมอ แต่พอมีร้านและที่ทางเป็นของตัวเองแล้วก็ทำให้เกิดไอเดียขึ้นมาเต็มไปหมด อย่างชั้นล่างสุดทั้งสองคนก็วางให้เป็นร้านของมะม่วงและร้านเสื้อผ้า VL BY VEE

อาจจะปรับชั้นสองซึ่งเป็นตู้เซฟเก่าที่เอาไว้เก็บของมีค่าของโรงรับจำนำเป็นพื้นที่ขายขนมที่ทำให้คนมากินนั้นมีความสุข อย่างที่กำลังทำอยู่ในตอนนี้คือไอติมน้องมะม่วง (ที่เราเห็นแล้วถึงกับกรีดร้องแม้จะยังไม่ได้ชิมเลยก็ตาม) ส่วนชั้นสามก็จะทำเป็นแกลเลอรี่ เอาไว้ใช้จัดงานนิทรรศการ เล่นดนตรี จัดฉายหนัง ทำเวิร์กช็อป วาดภาพพอร์เทรต ทั้งทำเองหรือจะชวนเพื่อนมาร่วมกันทำ

Mamuang Shop Official Mamuang Shop Official

นอกจากนี้แล้ว ทั้งตั้มและวีก็ยังเล่าให้เราฟังอีกว่า จะมีสินค้าพิเศษที่ไม่มีวางขายที่อื่นมาขายที่นี่อีกด้วย อย่างเสื้อผ้า VL BY VEE ที่จะมีคอลเลกชันพิเศษที่มีขายที่ร้านนี้อย่างเดียวเท่านั้น หรือสินค้าของมะม่วงที่เราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นที่อื่นก็มีอยู่ที่นี่ ทั้งกระเป๋าต่างๆ ไปจนถึงกาชาปอง รวมไปจนถึงเราอาจจะได้เห็นการเพนต์น้องมะม่วงขนาดใหญ่ภายในร้านโดยฝีมือของตั้มเองอีกด้วย

ฟังแล้วก็น่าตื่นเต้นและรอคอยจะเห็นกิจกรรมน่าสนใจต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นที่นี่ และหลังจากนี้ไปเวลาคนต่างชาติมาไทยก็สามารถมาหาน้องมะม่วงได้อย่างเป็นทางการแล้ว

Mamuang Shop Official

Mamuang Shop Official

ร้าน MAMUANG SHOP และ VL BY VEE เปิดวันวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา 11.00 – 19.00 น. ซึ่งคนที่ไปอาจจะได้ลองชิมไอติมใหม่น้องมะม่วงที่แค่เห็นก็ร้องว้าวแล้วล่ะ ติดตามข่าวสารอื่นๆ ได้ที่ mamuangshopofficial

Writer & Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

12 มิถุนายน 2564
2 K

ฉันลงบีทีเอสสถานีบางจาก เดินเล่นเข้ามาในตลาด ผ่านความจอแจ เสียงรถจากถนนใหญ่ เสียงบีทีเอสปนกับเสียงมอเตอร์ไซค์และแม่ค้า ลัดเลาะลึกเข้ามาจนเจอชุมชน เสียงค่อยๆ เงียบลง กลายเป็นเสียงเด็กวิ่งเล่นและคุณตากวาดหน้าบ้าน แม้จะเป็นตึกแถว แต่ส่วนใหญ่กลับไม่ใช่ร้านรวง ทว่าเป็นบ้านคน ซอยหนึ่งในตึกแถวเหล่านั้น ฉันพบร้านหนังสือเล็กๆ แอบอยู่ ร้านหนังสือที่ไม่ว่าจะไปกี่ครั้ง ก็ยังรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในดินแดนเวทมนตร์อยู่เสมอ 

ประตูกระจกมองเห็นข้างในตรงข้ามกับตึกแถวหลังอื่นที่มักปิดประตูเหล็กไว้ แสงสีส้มในร้านดูอบอุ่น ชั้นไม้ดูสนิทสนมเหมือนบ้านเพื่อน หนังสือบนชั้นที่โชว์หน้าปกทุกเล่มไม่ใช่แค่สันแบบร้านหนังสืออื่น และชื่อหนังสือที่ฉันไม่คุ้นเคยนัก เมื่อเปิดเข้าไป จะได้กลิ่นหอมสดชื่น หากเป็นตอนเย็น หลายครั้งที่เปิดเข้าไปแล้วได้กลิ่นอาหาร

‘Books & Belongings’ คือข้อความที่เขียนบนป้ายหน้าร้าน 

“หนังสือและสิ่งของ เป็นชื่อที่พี่ชอบมากอยู่แล้ว ก่อนจะมีร้านด้วยซ้ำ” โย-กิตติพล สรัคคานนท์ เจ้าของร้านเล่าให้ฟัง และนั่นเป็นที่มาของชื่อร้านซึ่งถือกำเนิดขึ้นประมาณ 7 ปีที่แล้ว เป็นเวลาขวบปีที่ ‘หนังสือและสิ่งของ’ ก่อร่างเติบโตในจินตนาการ ก่อนจะกลายเป็นร้านหนังสือที่ปากซอยสุขุมวิท 91 และในเดือนที่ผ่านมา Books & Belongings ก็ย้ายเข้ามาในสถานที่ใหม่ แม้จะเล็กลงและลึกกว่าร้านเดิม แต่กลับสวมจิตวิญญาณเดิมอย่างลงตัวยิ่งขึ้น จิตวิญญาณของการเป็นบ้าน เป็นพื้นที่แห่งบทสนทนา และในอีกแง่ เป็นแกลเลอรี่เล็กๆ ที่คัดเลือกหนังสือมาจัดแสดงไม่เหมือนกับที่ไหน 

“พี่เห็นหน้าที่ของ Books & Belongings มากกว่าเอาหนังสือมาขาย มันคือพื้นที่แลกเปลี่ยนที่ผู้คนจะได้แรงบันดาลใจจากการพูดคุย และเป็นจุดที่ผู้คนจะมาตกตะกอนความคิด” วิกกี้-วิชุตา โลหิตโยธิน เจ้าของร้านอีกท่านเสริม

การทำร้านหนังสือ Stand Alone ที่มีความตั้งใจใหญ่โตและแรงกล้าในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้ฉันจึงอยากชวนเจ้าของร้านทั้งสองคนมาคุยทั้งเรื่องของเมื่อวาน วันนี้ และวันพรุ่งนี้

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

ทั้งอุปสรรค ความพยายาม และความฝัน

หนังสือและการย้ายของ

“เริ่มมาจากเจ็ดปีก่อนพี่ทำบริษัท พอจะย้ายจาก The Racquet Club เลยถามพนักงานว่าอยากให้ย้ายไปที่ไหน ผลโหวตก็มาออกที่บางจาก เพราะพนักงานส่วนใหญ่อยู่แถวนี้ สุดท้าย ถึงบริษัทไม่อยู่ ร้านหนังสือก็ยังอยู่” โยเล่าถึงการย้ายครั้งแรก

ร้านแรกอยู่ติดถนนใหญ่ เมื่อใครสักคนเปิดประตู จะได้ยินเสียงรถยนต์และรถไฟฟ้าดังทั้งวัน แต่เมื่อประตูปิดสนิท เวทมนตร์ของร้านก็ยังเข้มข้น 

“พอชั้นบนเป็นออฟฟิศ เราเลยมีพื้นที่ชั้นล่างที่พอทำร้านหนังสือได้ คอนเซปต์แรกเลยคือ พอข้างบนเป็นดิจิทัลหมด ข้างล่างเลยอยากให้เป็นอะไรที่ออฟไลน์ พี่ย้อนคิดไปถึงช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรษที่ 20 คิดถึงเวิร์กช็อป บรรยากาศร้านเลยผสมโรงนากับเวิร์กช็อปเข้าด้วยกัน 

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

“อย่างเก้าอี้ก็เป็นเก้าอี้เขียนแบบ พวกไม้ก็เลือกให้เหมือนอยู่ในห้องตัดไม้ เหมือนเป็นพื้นที่ทำงานยุคโบราณ เพราะเอาเข้าจริง กิจกรรมของวรรณกรรม ศิลปะ งานสร้างสรรค์ มันก็มีการออกแรงเหมือนการเวิร์กช็อป”

แรกเริ่มร้านหนังสือแห่งนี้ ดำเนินมาได้โดยโยคนเดียวเป็นเวลา 4 ปี ฉันเองได้ไปเยี่ยมเยียนร้านเดิมหลายครั้ง แม้ภายนอกดูรื่นรมย์ แต่เพิ่งมารู้วันนี้ว่าข้างหลังไม่ได้สวยงามเหมือนหน้าร้านสักนิด ในตอนนั้น ร้านอยู่ในสภาวะที่โยอธิบายด้วยคำว่า “เห็นแต่ปัญหา ไม่ค่อยสร้างรายได้เลย” 

จนกระทั่ง COVID-19 ที่กระทบทุกอย่าง โยจึงตัดสินใจว่า ร้านคงต้องปิดตัวลง แต่นั่นคือก่อนพบวิกกี้ “ถ้าเป็นแค่ร้านแล้วมีหนังสือขาย ปิดไปก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ว่ามันเป็นมากกว่านั้น” วิกกี้เล่าถึงเหตุผลที่เข้ามามีส่วนร่วมในร้าน 

“เรากลับไปทำการบ้านว่าร้านเคยทำอะไรมาบ้าง เลยเห็นว่า Books & Belongings มีสัมมนา มีกิจกรรมเกี่ยวกับวรรณกรรมและภาพยนตร์เยอะมาก เราเห็นความสำคัญ เลยถามพี่โยว่าขอเข้ามาช่วยได้ไหม” คงกล่าวได้ว่า วิกกี้เป็นอีกเหตุผลที่ความรื่นรมย์ของ Books & Belongings คงอยู่ได้จนถึงวันนี้

การย้ายครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเพราะ COVID-19 อาจไม่ใช่การย้ายทางกายภาพ แต่เป็นการย้ายทางดิจิทัล

COVID-19 ทำให้หน้าร้านต้องปิดลง วิกกี้ซึ่งตอนนั้นเข้ามาช่วยเต็มตัวแล้ว จึงขยายจากหน้าร้านทางกายภาพสู่หน้าร้านออนไลน์ โดยทุกอย่างควรจะเสร็จภายในเวลา 1 เดือน เป็นที่มาของความท้าทายใหม่ที่ตอนนั้นวิกกี้กลับไปอยู่กับสามีที่อเมริกาพอดี ส่วนโยประจำอยู่ที่หน้าร้านประเทศไทย ความสะลึมสะลือจากการทำงานคนละไทม์โซนเป็นอีกอุปสรรค จนกลายมาเป็นเรื่องตลกที่วิกกี้เล่าว่า “พี่โยหลับคาจอ Zoom เลย” 

วันนี้อาจหัวเราะได้ แต่เชื่อว่าวันนั้นมันคงหามรุ่งหามค่ำและหนักหนาเอาการ หน้าร้านออนไลน์ของ Books & Belongings เปิดตัวเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ให้ฉันได้จับจ่ายพร้อมกับดู Books & Belongings Talk รายการใหม่ที่โยกับวิกกี้จัดบ่อยๆ ทาง Facebook Live 

Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery
Books & Belongings ชีวิตของร้านหนังสือเล็กๆ ย่านบางจาก ที่เลือกหนังสือแบบ Art Gallery

“มันเป็นการเปลี่ยนแปลงจาก Passive เราต้องแอคทีฟและเป็นฝ่ายเข้าหาบ้างแล้ว โดยการใช้แพลตฟอร์มที่ทุกคนเข้าถึงได้ ในช่วงเวลาที่ทุกคนออกไปไหนไม่ได้”

แต่แล้ว การย้ายครั้งที่ 3 อย่างไม่คาดคิดที่สุดก็เกิดขึ้น “เหมือนเราเคยมั่นใจว่าเราจะอยู่ที่นี่ไปเรื่อยๆ แล้วแพลนจะพัฒนาจากชั้นสองถึงดาดฟ้า เจ้าของที่ก็รับคำ เราเตรียมทุกอย่าง ปรากฏเขาแจ้งก่อนสิ้นเดือนไม่นานว่าต้องย้ายออกทันทีเพราะไม่ต่อสัญญา” โยเล่า

การย้ายครั้งนี้เป็นการย้ายสู่ร้านปัจจุบัน เมื่อได้รับคำขาดจากเจ้าของที่ โยกับวิกกี้เดินตามหาสถานที่ใหม่ และพบกับตึกแถวเล็กๆ ติดป้ายว่างในซอยชุมชน ซึ่งโยโทรตามเบอร์ในป้ายก่อนนายหน้าจะชี้ให้ดูด้วยซ้ำ 

“เราพบว่าเจ้าของรู้จักร้านเราอยู่แล้ว และตอนเขาออกแบบที่นี่ เขาไปดูร้านเราเป็นตัวอย่าง” โยเล่า “พอเราบอกว่าเราเป็นร้านหนังสือ เขาก็ดีใจ ถึงขนาดให้ย้ายของเข้ามาก่อนเซ็นสัญญาก็ได้ ถึงอย่างนั้น เรามาทำร้านก็ต้องปรับปรุงอีกเยอะ ซึ่งเป็นอีกบทเรียน เพราะที่นี่เล็กกว่าร้านเก่า หายไปหนึ่งในสามของร้านเดิม ต้องจัดของใหม่หมด ต้องบริหารพื้นที่ กว่าจะลงตัวก็ใช้เวลา

“แต่พี่เองก็บอกพี่โยว่าร้านก็เหมือนบ้าน” วิกกี้กล่าว “ไม่มีทางที่จัดครั้งเดียวเสร็จหรอก มันจะเติบโตไปพร้อมกับคนอยู่” ซึ่งเราเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อกังขา 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

Books & Belongings เหมือนบ้านมากกว่าเดิม และนอกจากจะเป็นบ้านสำหรับสมาชิกเก่าอย่างเราแล้ว ร้านก็ยังเป็นพื้นที่ของสมาชิกใหม่อย่างเด็กชาย 3 คนแถวร้านที่มาประเดิมเป็นลูกค้ากลุ่มแรก และเป็นบ้านที่หลายคนในชุมชนบางจากดีใจที่ได้เห็น

วิกกี้เสริมว่า “ตอนย้ายเข้ามาในชุมชนบางจาก สิ่งที่รู้สึกได้เลยคือทุกคนตื่นเต้น ปั่นจักรยานมาถามว่าทำอะไรกัน ร้านเปิดเมื่อไหร่ เพื่อนบ้านแวะเวียนมาดูแล้วบอกเขาชอบนะ แม้แต่ช่างที่ทำเขาก็มายืนดูด้วยแววตาภูมิใจ มันมีหลายๆ ฝ่ายที่เขาอยู่แถวนี้แล้วเขาภูมิใจและดีใจที่มีร้านเราในชุมชน เหมือนเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเห็นว่า ชุมชนบางจากมีพื้นที่ใหม่ๆ และเราเองก็ดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ชุมชนตรงนี้มีบทบาทมากกว่าแค่อยู่อาศัย” 

ทั้งตัวร้าน ชุมชน และผู้คน ฉันคิดว่านี่เป็นพื้นที่ที่เหมาะเหลือเกินกับร้านหนังสือร้านนี้ ร้านที่เคยล่องลอยในจินตนาการ เคยมีที่ที่คิดว่าจะอยู่ด้วยกันไปตลอด เคยอกหัก และกลับมาชื่นชูใจอีกครั้ง

หลังจากฟังเรื่องมาทั้งหมด อาจไม่แปลกถ้าจะบอกว่า Books & Belongings เป็นคนคนหนึ่งที่เติบโตผ่านปัญหาและในตอนนี้ได้พบสถานที่อันสุขใจแล้ว

หนังสือและการขายของ

ขอสารภาพว่าฉันยังเหลือหนังสือที่จองไว้กับ Books & Belongings อีก 1 เล่ม และฉันไม่อยากถามโยเลยว่ามีหนังสือแนะนำไหม เพราะเขาหยิบมาแนะนำกี่เล่ม ฉันจะจ่ายเงินโดยไม่รีรอไปเสียทุกที แต่วันนี้ด้วยความจำเป็นในฐานะผู้สัมภาษณ์จึงต้องถามคำถามนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้มาเสียทรัพย์กับฉันบ้าง

มีหนังสือเล่มไหนแนะนำบ้างไหมคะ

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เขายืนเลือกอยู่นาน แล้วก็หยิบหนังสือชื่อ New Science ของ Giambattista Vico มาวางบนโต๊ะ มันเป็นหนังสือจากศตวรรษที่ 17 ที่โยหยิบมาแนะนำเพราะ ‘ความห้าวหาญ’ 

“Vico เป็นคนแรกที่พยายามปักหมุด สร้างหมุดหมายทางเวลาในเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ที่ในยุคนั้นเป็นเหมือนตำนานหรือเรื่องเล่า มันมีความผิดพลาดแน่นอน เพราะองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ธรณีวิทยา หรือโบราณคดี ยังไม่มี แต่เขาใช้วิธีอ่านตัวบทและเทียบเคียง เลยเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์นิยม ซึ่งสำหรับพี่ถึงมันจะผิดพลาด แต่มันห้าวหาญ”

นี่เป็นแค่หนึ่งในหลายเล่มของ Books & Belongings ที่ปกอาจดูเฉพาะทาง แต่พอได้ฟังเนื้อหาแล้วก็อยากหยิบทันที เมื่อฉันทั้งสองคนว่ามีวิธีเลือกหนังสืออย่างไร คำหนึ่งที่น่าประทับใจมากคือ วิกกี้พูดว่า “เราอยากให้คนเข้ามาแล้วเจอเล่มที่พูดกับเขา” 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน
ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เพราะฉะนั้น หนังสือทุกเล่มในร้านจึงเป็นเล่มที่พูดกับวิกกี้และโยมาแล้ว บรรดาหนังสือหลากหลายในร้านไม่ใช่หนังสือทั่วไปที่เจอได้ตามร้านอื่นๆ เหมือนรวมสิ่งหายากของแต่ละวงการมาไว้ เราเห็นวรรณกรรมแนวทดลองทั้งเก่าใหม่ หนังสือทฤษฎีศิลปะ ภาพยนตร์ ภาพถ่าย อาหาร หรืองานบทละครต่างๆ จากความสนใจของโย รวมถึงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ดิจิทัล เศรษฐกิจ การเงิน Social Science จากความสนใจของวิกกี้ 

Books & Belongings เป็นร้านที่ไม่รีรอจะแนะนำผู้ซื้อให้ไปซื้อหนังสือร้านอื่นหากราคาถูกกว่า และจะขอเป็นทางเลือกสำหรับหนังสือที่หาที่อื่นไม่ได้ และเรื่องราวที่ไม่ค่อยมีใครเล่า 

“บทบาทของเราคือการ Curate เรื่องราวที่เราสนใจมานำเสนอ” โยเล่า 

ถ้าสังเกต จะเห็นว่าชั้นหนังสือหน้าร้านตามร้านอื่นๆ เป็นที่สำหรับหนังสือขายดี แต่ที่นี่กลับเป็นหนังสือรวมถึงข้าวของตามหัวข้อต่างๆ ในตอนนี้หัวข้อคือวรรณกรรมยุค Modernism ซึ่งนอกจากชั้นหนังสือ เรายังเห็นโปสเตอร์หน้าร้านที่เกี่ยวกับวรรณกรรมยุค Modernism เช่นกัน 

การมาร้าน Books & Belongings อีกนัยจึงเหมือนการเดินเข้าอาร์ตแกลเลอรี่ที่มีการ Curate งาน เพื่อเล่าเรื่องให้ผู้ชมเข้าใจแนวคิดของคอลเลกชัน ซึ่งอาจเป็นตัวบุคคลหรือ Movement ทางศิลปะต่างๆ โดยการใช้องค์ประกอบในร้านทำให้เรื่องราวเด่นชัดขึ้น 

กลับไปที่คำถามเดิม เราหันไปถามวิกกี้ว่า มีหนังสือเล่มไหนแนะนำบ้างไหมคะ

วิกกี้หยิบ Winter Journeys ของ George Perec and Oulipo ขึ้นมา 

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

“Oulipo เป็นกลุ่มนักเขียนสายทดลอง ความโดดเด่นคือแนวคิดที่ว่า ‘ยิ่งมีข้อจำกัดมากเท่าไหร่ ความสามารถในการสร้างสรรค์ของมนุษย์เรายิ่งมากขึ้นเท่านั้น’ เช่น เราจะเขียนหนังสือที่ไม่มีตัว e เลยได้อย่างไร ซึ่ง e เป็นสระที่สำคัญที่สุดในภาษาฝรั่งเศสด้วยซ้ำ 

“ส่วนเล่มนี้ มันเป็นถ้อยคำระลึก (Tribute) เพราะ George Perec บุคคลสำคัญในกลุ่ม Oulipo จากไปก่อนเวลาอันควร การละเล่นของกลุ่มแต่เดิม คือคนหนึ่งเขียนสิ่งหนึ่งขึ้นมา แล้วคนในกลุ่มก็เขียนต่อกันไปเรื่อยๆ เพื่อระลึก คนในกลุ่มเลยเขียนหนังสือของ Perec เรื่อง Winter Journey ต่อจากเดิม มันเลยเปลี่ยนเป็น Winter Journeys เติม s 

“ร้านเราจะมีงานแนวประมาณนี้ ถ้าคุณรัก Perec คุณก็จะรักคนอื่นๆ และจริงๆ แนวคิด Oulipo ก็ยังใช้จนปัจจุบันนะ เช่น คุณ Jóhann Jóhannsson ผู้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Arrival ก็ใช้แนวคิดนี้มาผลิตงานดนตรี มันเลยเป็นแนวคิดที่เอามาผลิตงานใหม่ๆ และท้าทายตัวเองเชิงความคิดเรื่อยๆ”

ฉันไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนี้พูดกับวิกกี้อย่างไร แต่ฉันรู้ว่า มันพูดกับฉันว่า Books & Belongings อาจเป็นหนึ่งในกลุ่ม Oulipo นี้ที่ไม่ยอมให้อุปสรรคมาเป็นข้อจำกัด และในขณะเดียวกัน ร้านก็เป็นเหมือนการละเล่นของกลุ่มที่สร้างเรื่องราวมาเพื่อสานต่อ เรื่องเล่าที่โยกับวิกกี้เล่าเกี่ยวกับหนังสือน่าสนุกเสมอจนฉันต้องอ่านหนังสือเล่มนั้นตาม ส่งต่อในเพื่อน ถกเถียง ตีความ สร้างเรื่องราวส่วนตัวต่อจากนั้น ต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นทอดๆ 

ฉันว่านี่ต่างหากคือสิ่งที่ Books & Belongings เป็นสำหรับฉัน ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านหรือสถานที่ แต่เป็นเรื่องราวและผู้คน 

เรื่องราวและผู้คนที่จะสร้างบทสนทนาขึ้นมาไม่รู้จบ

หนังสือ สิ่งของ และความรัก

เมื่อถามถึงแผนการในอนาคต โยตอบมาในทันทีว่า ‘Pirate Edition’

“พี่พบว่ามีหนังสือบางจำพวกที่เป็น Public Domain (เป็นของสาธารณะ หมดลิขสิทธิ์) แล้ว บางเล่มคือ Pirate กันจนยอมรับแล้วว่ามันไม่มีผู้ถือครองโดยแท้จริง เราเลยคุยกับพี่วิกกี้ว่า ดูสิ หนังสือเล่มบางๆ เล่มเดียวสั่งมาจากต่างประเทศราคาตั้งสี่ร้อยกว่า ทั้งๆ ที่ผู้เขียนไม่ได้ประโยชน์ ปกก็ไม่สวย แต่เราสนใจเนื้อหาข้างใน แล้วเราจะทำยังไงดี 

“เราเลยมีโครงการนี้ที่อยากทำมาสองสามปีแล้ว คือ Pirate Edition เอางานดีๆ พวกนี้มาพิมพ์ใหม่ ผ่านระบบ Digital Offset ให้คุณภาพการพิมพ์ดีขึ้น ตัวหนังสือชัดขึ้น บนกระดาษที่ย่อมเยา และกระบวนการพิมพ์บนปกที่ลดขั้นตอนเหลือสีเดียว เพื่อต้นทุนหนึ่งเล่มพอคำนวณแล้ว ไม่มีค่าขนส่งด้วย เราได้หนังสือดีๆ มาอีกชุดหนึ่งในราคาจับต้องได้”

ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ในชุมชนบางจาก ที่ส่งต่อเรี่ยวแรงและความรักผ่านหนังสือ เรื่องราวและความฝัน

เราแอบเห็นรายชื่อหนังสือที่จะพิมพ์ พบว่าล้วนเป็นงานคลาสสิกเชิงปรัชญาที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือของ Immanuel Kant, Georg Wilhelm Friedrich Hegel หรือ Guy Debord แผนการคือวางขายที่หน้าร้าน Books & Belongings ประมาณเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป 

สุดท้าย ฉันพบว่าเรี่ยวแรงทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ มันคงเป็นเรี่ยวแรงของความรักในงานวรรณกรรม ความรักที่จะถ่ายทอดเรื่องราวที่ตัวเองหลงใหลออกมาในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความรักที่จะให้ร้านคงอยู่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิด และความรักที่จะส่งต่องานวรรณกรรมคุณภาพดีราคาถูกให้ผู้อ่าน ทุกสิ่งที่ Books & Belongings ทำออกมาทุ่มเทตั้งใจเสมอ 

หลายครั้งที่ฉันเดินเข้าร้านตอนแดดยังแยงตา และออกจากร้านตอนดึกดื่น ก่อนที่ร้านจะลับสายตา ฉันจะหันกลับมามอง บ้านตึกแถวหลังอื่นปิดบ้านปิดไฟมืดหมดแล้ว เหลือเพียงหลอดไฟสีส้มจากหน้าร้าน Books & Belongings ฉันเห็นแล้วก็รู้สึกอุ่นใจและอิ่มเอมใจเสมอ อาจเป็นเพราะเวทมนตร์จากบทสนทนา เสียงหัวเราะ ความรู้ แรงใจที่ได้รับกลับมา และความรักนั่นเอง

ทุกองค์ประกอบเหล่านั้น ที่ทำให้ร้านหนังสือเล็กๆ ร้านหนึ่งเปรียบเสมือนบ้าน

Books & Belongings

ที่ตั้ง : 502 ซอยสุขุมวิท 95 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร 10260 (แผนที่)

เปิดทำการทุกวัน เวลา 11.00-19.00 น.

โทรศัพท์ : 09 1154 6456

เว็บไซต์ : booksandbelongings.com

Facebook : booksandbelongings

Writer

ภาสินี ประมูลวงศ์

เตยเป็นนักอ่าน รื้อค้น และเล่า เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ มีความสนใจเป็นพิเศษด้านศิลปะกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สิ่งที่ชอบคือหนังสือและพิพิธภัณฑ์ สิ่งที่ไม่ชอบคือเสียงดัง ปัจจุบันเตยทำเพจชื่อ Artteller และพยายามเขียนหนังสืออยู่

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load