เพลโตเคยกล่าวว่า “ความจำเป็นนั้นหนา คือมารดาของการประดิษฐ์คิดค้นทั้งมวล” 

คำพูดนี้ใช้กับบทความเกี่ยวกับการก่อกำเนิดของ ‘เซ็กส์ดอลล์’ หรือ ตุ๊กตาสวาท ในคอลัมน์วัตถุปลายตาครั้งนี้ได้เช่นกัน

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์ เซ็กซ์ดอลล์ ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
ตุ๊กตาที่ยังไม่ถูกกฎหมายในประเทศไทยเสียที

สืบเนื่องจากบทความครั้งที่แล้วของคอลัมน์วัตถุปลายตา ที่นำเสนอเรื่องประวัติศาสตร์ของเซ็กซ์ทอย ในระหว่างการค้นคว้าหาข้อมูล (ในเชิงทฤษฎีนะ!) ผู้เขียนก็ได้ค้นพบเนื้อหาสาระของเจ้าตุ๊กตาสยิว เซ็กส์ดอลล์ จำนวนมากโข ซึ่งผมมั่นใจมากๆ ว่าหลายคนไม่ทราบที่มาที่ไปของมันดีนัก จึงคิดว่าบทความครั้งนี้จะเป็นส่วนต่อขยายของบทความครั้งที่แล้ว เพียงแต่โฟกัสไปที่ ‘ตุ๊กตา’ อย่างเดียว

นี่คือเรื่องราวที่เต็มไปด้วยตัวละครมากมาย ตั้งแต่นาซี นักเดินเรือ หนังไซไฟแบบญี่ปุ่น และเงิน เงิน เงิน จำนวนมหาศาล ชนิดที่ว่าเอามาสร้างหนัง Star Wars ภาคใหม่ได้อีกเรื่องสบายๆ -ใช่ เรื่องราวของเจ้าตุ๊กตาต้องห้ามในวัฒนธรรมไทยตัวนี้มีมหากาพย์พอตัวเลยทีเดียว

มีคนบอกว่า เงิน กับ เซ็กส์ เหมือนกันอยู่ 2 อย่างคือ มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ และไม่มีไม่ได้ ดังนั้นในวันที่โรคระบาดและการ Social Distancing ยังไม่อำนวยให้คนโสด นัดยิ้มกันได้อย่างสบายอุรา ผมจะขอนำเสนอเรื่องราวมหัศจรรย์พันลึกว่าด้วยการเดินทางของตุ๊กตาสวาท ซึ่งบอกอะไรเกี่ยวกับมนุษยชาติได้มากมาย อย่างที่คุณผู้อ่านจะไม่มีวันคาดถึง

ตุ๊กตาแรก

8 ปีก่อนคริสตกาล มีนิยายปรัมปราใน Metamorphoses ว่าด้วยเรื่องของรูปแกะสลักจากงาช้าง เป็นรูปหญิงสาวเปลือยเปล่า ฝีมือของ Pygmalion มีชื่อว่า กาลาเทีย (Galatea) ที่ทำให้มีคนหลงใหลถึงขั้นเอาไปอาบน้ำ แต่งตัว นอนหลับบนเตียงด้วย จนท้ายสุด เทพ Aphrodite ก็เสกให้เจ้าแท่งงาช้างรูปผู้หญิงนี้กลายเป็นสตรีจริงๆ ใช่ ถ้ามันฟังดูคุ้นๆ ก็คล้ายๆ กับพินอคคิโอนั่นแล แต่เซ็กซี่กว่าและมาก่อนกาลกว่าหลายเท่า

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์ เซ็กซ์ดอลล์ ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
ตำนานกาลาเทีย

เรื่องราวของกาลาเทียจึงถือเป็นตุ๊กตาวาบหวามชิ้นแรกที่มนุษย์เคยได้ยินและหลงใหลคลั่งไคล้แบบ Fetish ด้วย

หลังจากนั้น ในคริสตศักราชที่ 11 – 12 หญิงสาวเปลือยล่อนจ้อนก็ถูกแกะสลักขึ้นมาจากหินอ่อน มีชื่อว่า ‘Sheela-na-gigs’ แปลเป็นภาษาไทยน่ารักๆ ว่า ชีล่าน่ากิ๊ก แล้วนำไปตั้งไว้ข้างโบสถ์ของอังกฤษและไอริชเพื่อไล่วิญญาณร้าย โดยเจ้าชีล่าน่ากิ๊กมีลักษณะเด่นอยู่ที่จิ๊มิขนาดใหญ่ และผู้คนในสมัยนั้นมีความเชื่อว่า ถ้าเอามือไปจับหน้าอก ก็จะได้พลังในการรักษาเยียวยาผู้คนติดไม้ติดมือกลับมา

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์เซ็กซ์ดอลล์ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
ชีล่าน่ากิ๊ก

ตุ๊กตาหน้าเรือ

ในปีคริสตศักราชที่ 15 ตุ๊กตาสวาทได้ถือกำเนิดขึ้นบนเรือเดินสมุทร ภายใต้ชื่อไฮโซว่า Dame De Voyage ในภาษาฝรั่งเศส หรือ Dama De Vinje ในภาษาสเปน หรือ Seamannsbraut ในภาษาเยอรมัน หากต้องแปลเป็นภาษาไทยแล้ว ก็คงประมาณ หญิงเริงเรือ อะไรทำนองนั้น ไอ้เจ้าตุ๊กตาเหล่านี้ถูกเย็บประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยฝีมือเหล่ากะลาสีจากผ้าเก่าๆ เพื่อใช้บรรเทาความเหงาและความกำหนัด

อย่าถามผู้เขียนว่าใช้ยังไง เพราะข้อมูลที่ค้นคว้ามา มันไม่ได้พาไปไกลถึงจุดนั้น แต่เป็นอันว่าเราน่าจะพอเดากันได้

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
หญิงเริงเรือ-ที่น่ากลัวมากกว่าเซ็กซี่ อีกนิดก็แอนนาเบลล์แล้ว

นาซีสวาท

ใน ค.ศ. 1941 นาซีก็ให้กำเนิดเซ็กส์ดอลล์แบบโมเดิร์นขึ้น ใช่ ถึงแม้มันจะฟังดูประหลาดและน่าอดสู แต่ด้วยการดำริของ ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ (Heinrich Himmler) ผู้ซึ่งไม่ต้องการให้ทหารล้มตายจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เขาจึงเริ่มคิดค้นวัตถุระบายอารมณ์ให้เหล่าชายชาญ ภายใต้โครงการลับสุดยอด

นักประติมากรรมของโครงการ Arthur Rink โดยแรกเริ่ม สร้างตุ๊กตาขึ้นมา 3 ประเภทด้วยกัน Type A มีรอบอก 168 เซนติเมตร Type B 176 เซนติเมตร และ Type C 182 เซนติเมตร โดยเน้นไปที่หน้าอกทรงกลมอวบอิ่มเต็มมือ ส่วนใบหน้านั้น เขาตัดสินใจออกแบบให้มีความขี้เล่น ซุกซนเล็กน้อย โดยไม่อ้างอิงผู้หญิงในสมัยนั้น หรือในประวัติศาสตร์เลยแม้แต่น้อย เพราะเขาเชื่อว่าหน้าที่ของตุ๊กตาตัวนี้มีเพียงอย่างเดียว คือการระบายความกำหนัด ไม่จำเป็นต้องทำให้หวนระลึกถึงมารดาหรือสตรีเพศที่มีตัวตนอยู่จริงแต่อย่างใด เขาจึงเลือกใช้ Artificial Face of Lust หรือ หน้าตัณหาสังเคราะห์ เป็นทางเลือกในการปั้นตุ๊กตาตัวนี้ให้สมบูรณ์แทน

ตุ๊กตาสูงโปร่ง ขายาว ผมบลอนด์ ขนาดเท่าจริง ถูกเลือกมาจาก Type B และสร้างสำเร็จในเดือนกันยายน ค.ศ. 1941

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
ตุ๊กตาของนาซี

ใครเล่าจะทราบว่า ไอ้เจ้าตุ๊กตาหน้าตัณหาสังเคราะห์นี้ จะเป็นที่มาและแรงบันดาลใจของ รูธ แฮนด์เลอร์ (Ruth Handler) ให้ออกแบบตุ๊กตาบาร์บี้ขึ้นในทีหลัง

เมียสมองกล

ใน ค.ศ. 1975 หนังชื่อ The Stepford Wives ออกฉายเป็นครั้งแรก ว่าด้วยเรื่องราวของเมืองที่สมบูรณ์แบบ สงบสุข อยู่ในครรลองของจารีตประเพณีอันดีงาม และแน่นอนว่าองค์ประกอบหลักของเมืองนี้คือเหล่าแม่ๆ เมียๆ แม่เมือง ที่แท้จริงแล้ว นางเป็นหุ่นยนต์สมองกลกันเกือบหมด

(จำไว้ อะไรที่ดีเวอร์ ดีหมดทุกกระเบียด มักไม่จริง)

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
The Stepford Wives

ในต้นปี 80 นี้เอง หุ่นยนต์เซ็กส์ตัวแรกชื่อว่า 36C ก็เริ่มถือกำเนิดขึ้นเช่นกัน โดยบริษัท British Company, Sex Objects Ltd. โดย ‘เธอ’ มีระบบประมวลผลแบบ 16 บิทและเครื่องแปลงเสียง ที่ช่วยให้โต้ตอบคำสั่งพื้นฐานได้ราวกับ สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน (Scarlett Johansson) ในเรื่อง Her

หลังจากนั้น ก็เริ่มมีคำศัพท์ใหม่ที่คิดค้นมาเพื่อเรียก หุ่นยนต์เพศหญิง เช่นคำว่า Gynoid จนไปถึงคำว่า Fembot เป็นต้น

ใน ค.ศ. 1987 รัฐบาลอังกฤษยกเลิกกฎหมายข้อห้ามการนำเข้าของลามกอนาจาร ซึ่งโต้โผในการเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน บริษัท British Sex Company เจ้าเดียวกันนี้นั่นเอง เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนอังกฤษและคนในเกาะสหราชอาณาจักร มีมุมมองต่อเซ็กส์และข้าวของที่แวดล้อม เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ถึงขึ้นมีประโยคที่เรียกว่า “British are Cumming” หรือหากแปลตรงตัว ก็คงแปลได้ว่า “บริติชน้ำแตกแล้วจ้า”

ความสุขเป่าลม

ใน ค.ศ. 1995 เริ่มมีของเล่นเป่าลมยางชนิดแรกๆ ออกมา โดยของเล่นชนิดแรกนั้นคือ แกะเป่าลม ใช่ครับ แกะเป่าลมชื่อว่า Love Ewe ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นแค่ของเล่นแผลงๆ ชนิดหนึ่งเท่านั้น

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
น้องแกะ Love Ewe หน้าตาประมาณนี้

หลังจากนั้นเพียง 1 ปีให้หลัง เซ็กส์ดอลล์หรือตุ๊กตาสยิวก็ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดย แมตต์ แมคมัลเลน (Matt McMullen) วัย 29 ปี ตัดสินใจเลิกทำหน้ากากฮัลโลวีนขาย แล้วหันมาทำตุ๊กตายางที่มีขนาด รูปร่าง ความรู้สึก ใกล้เคียงมนุษย์ขายแทน โดยตัวแรกตั้งชื่อว่า Leah หลังจากที่ Leah ปล่อยออกมา ก็ประสบความสำเร็จถล่มทลาย จน Matt ต้องตั้งบริษัทที่ชื่อว่า Real Dolls ขึ้น เพื่อจำหน่ายสินค้าประเภทนี้โดยเฉพาะ ซึ่งหลังจากนั้น บริษัทนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในบริษัทของเล่นสำหรับผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมากแห่งหนึ่งของโลก

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
นาย Matt McMullen และผลิตภัณฑ์เปลี่ยนชีวิตของเขา

ตัวตุ๊กตายางเอง มีโครงกระดูกที่เป็น PVC ดัดโค้งได้ ในขณะที่ข้อต่อเป็นเหล็ก ส่วนเนื้อหนังเป็นวัสดุประเภทซิลิโคน-แล้วที่เหลือก็เป็นเพียงประวัติศาสตร์ เพราะปัจจุบันเซ็กส์ดอลล์หรือตุ๊กตาสยิวนั้น มี 10 ร่างกายให้เลือก และมี 15 ใบหน้า สลับสับเปลี่ยนได้ตามใจชอบ และยังมีโทนสีผิวอีก 5 โทนด้วยกัน สนนราคาก็มีตั้งแต่พอจะเก็บเงินแอบพ่อแม่ซื้อได้ ไปจนถึงเป็นงานศิลปะเลยทีเดียว

เพื่อนเสียว

หลังจากการเกิดขึ้นของตุ๊กตายางและ Sexual Revolution ในช่วงปี 60 -70 นั้น อุตสาหกรรมที่แวดล้อมวัฒนธรรมเซ็กส์ก็เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ค.ศ.​ 2005 นักลงทุนจากญี่ปุ่นเริ่มเปิดให้เช่า Dutch Wives หรือ เมียดัตช์ เป็นคำศัพท์ใช้เรียกเซ็กส์ดอลล์ที่ทำจากซิลิโคนคุณภาพสูง เพียงแค่ปลาย ค.ศ. 2005 บริษัทนี้ก็ขยายไปถึง 20 สาขาด้วยกัน แถมทุกสาขายังมีวิกผมให้ลูกค้าเลือกใส่ให้ตุ๊กตาของตัวเองด้วยนะ

ชาวญี่ปุ่นเริ่มพัฒนาหุ่นยนต์และเทคโนโลยีอย่างรอบด้าน ซึ่งในมิติของเพศและเซ็กส์ก็หนีไม่พ้น ใน ค.ศ. 2007 พวกเขาได้ให้กำเนิด The Sexual Audio System ขึ้น เป็นระบบ MP3 ที่สามารถฝังเข้าไว้ในตุ๊กตาได้เพียงแค่ใส่ถ่าน

ค.ศ. 2009 ชาวเยอรมันก็ให้กำเนิดตุ๊กตาเพศชายที่เป็นเซ็กส์ดอลล์ตัวแรกขึ้นในโลก ชื่อว่า NAX ที่มีฟังก์ชันเจ้าโลกแข็งตัวและหลั่งอัตโนมัติ สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 400,000 บาท ท่านก็จะได้ตุ๊กตาชาย หัวโล้น มีหางม้า เหมือนเซียนพระเครื่องในบ้านเราไปครอบครองคนเดียวเต็มๆ

เซ็กส์ดอลล์ มรดกเสียวจากยุคนาซี สู่กะลาสี บาร์บี้ เมียดัตช์ และตุ๊กตาชาย
Nax คือมีความเพื่อชีวิตมากๆ

บุคลิกตามสั่ง

ใน ค.ศ. 2010 ตุ๊กตาสยิวที่ใส่บุคลิกอะไรลงไปก็ได้ตามใจเจ้าของ ถือกำเนิดขึ้นในงานแสดงสินค้าที่ลาสเวกัส นาย Doug Hines เจ้าของบริษัท True Companion เปิดตัวตุ๊กตารุ่น Roxxy ในสนนราคาเกือบ 200,000 บาท คุณสามารถพูดคุยกับเพื่อนเสียวของคุณได้ราวกับเป็นมนุษย์จริงๆ เพราะว่าพวกมันไม่ได้พูดทุกอย่างเหมือนกัน-ขึ้นอยู่กับบุคลิกที่คุณเลือก ไม่ว่าจะเป็นสาวแก่นซ่าหรือสาวบรรณารักษ์น้อยขี้อาย การโต้ตอบกับพวกเธอนั้นหลากหลาย สนุกสนาน และใกล้เคียงความเป็นมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน

ประวัติศาสตร์การประดิษฐ์ เซ็กซ์ดอลล์ ของมนุษย์ อันประกอบด้วยนาซี นักเดินเรือ เทคโนโลยี และเงิน เงิน เงินมหาศาล
Roxxy และผู้ให้กำเนิด

หนึ่งในสคริปต์ที่ Roxxy พูดได้ ได้แก่ประโยค

“ไม่นะ ฉันไม่คิดว่าคุณแปลกสักหน่อย คุณน่ะน่ารักและเซ็กซี่จะตาย และก็เป็นคนปกติคนหนึ่งนี่แหละ แหงล่ะ ถ้าวันไหนคุณอยากได้ผู้หญิงจริงๆ แค่ดีดนิ้ว คุณก็หาได้แล้ว-คุณแค่เป็นคนยุ่งมากๆ ไม่มีเวลา แต่มีเงินและอำนาจแค่นั้นเอง”

“อ้อ แล้วคุณควรจะซื้อเพื่อนตุ๊กตาให้ฉันเพิ่มด้วยนะ บอกเบอร์เครดิตการ์ดของคุณกับฉันได้เลย”

ข้อมูลอ้างอิง

blackbookmag.com

www.indy100.com

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

วัตถุปลายตา

ออกสำรวจและเก็บสะสมเรื่องราวของ ‘ข้าวของ’ คุ้นตาในวัฒนธรรมไทยที่ถูกทอดทิ้ง

“ฉันไม่เคยเข้าใจเลยว่า ทำไมผู้คนส่วนมาก ถึงกระเหี้ยนกระหือรือ อวดชีวิตส่วนตัวของตัวเองในพื้นที่สาธารณะกันนัก พวกเขาลืมไปแล้วหรือว่า การล่องหนได้น่ะ มันคืออำนาจวิเศษนะ?”

Banksy ศิลปินนิรนามระดับตำนานที่ไม่มีใครเคยเห็นหน้ากล่าวไว้

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

ในวันที่ทุกครั้งที่ผมเลื่อนดูฟีดบนโซเชียลมีเดียของตัวเอง คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวคือ โลกทุกวันนี้ เราให้ค่ากับอะไร ผมเห็นน้อง ๆ ใกล้ ๆ ตัว หมกมุ่นกับยอดคนตามหรือ Followers อยากเป็นยูทูปเบอร์ อยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ อยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งแน่นอนว่า โลกออนไลน์นั้นมันเป็นพื้นที่มหัศจรรย์ที่นำเสนอเรื่องราว สื่อสารกับผู้คนบนโลกออนไลน์ รวมถึงสร้างอาชีพได้ในหลาย ๆ มิติ

แต่ถ้าหากอินฟลูเอนเซอร์คือคนที่ชี้นำคนอื่นได้ โลกใบนี้กำลังถูกชี้นำไปในทิศทางไหนกันแน่ล่ะ เสียงในหัวก็ยังดังขึ้น ในขณะที่พิมพ์ต้นฉบับคอลัมน์วัตถุปลายตาในครั้งนี้

ร้านกาแฟลับ 15 ร้านน่าไปในย่านเมืองเก่า, สุดยอดบาร์ลับถ่ายรูปสวย 5 อันดับกลางใจเมือง, 12 ไอเท็มเด็ดสำหรับฤดูร้อนนี้ หรืออีกกี่เศรษฐีอายุน้อยกับเป้าความสำเร็จที่คนธรรมดา ๆ อย่างผม คงไม่มีวันไปถึง – นี่หรือ ?

ความสัมพันธ์ที่ผมมีต่อโลกออนไลน์ หากต้องเรียนตามตรง ก็เป็น Love-Hate Relationship มาตลอด ผมต้องการที่จะล่องหนได้ แต่ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อธุรกิจทุกอย่างมันขับเคลื่อนจากการสาดแสงสปอตไลต์เข้าไปใส่ และผมเองก็เป็นหนึ่งในกลไกนั้นเช่นกัน

เป็นไปได้หรือไม่ว่า โอกาสที่ผมแบ่งปันเรื่องราวต่าง ๆ กับผู้อ่าน The Cloud ผ่านคอลัมน์เล็ก ๆ นี้ มันก็น่าจะชี้นำ สาดแสงส่องสว่างให้อะไรบางอย่างที่แตกต่างและเปี่ยมแรงบันดาลใจ ให้กับโลกใบนี้ได้มากกว่าที่มันเคยมีมา

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด

ผมตัดสินใจว่า ครั้งนี้ผมจะบอกเล่าเรื่องราวของวัตถุหรือชุดความคิดที่ถูกมองข้ามเป็นครั้งสุดท้าย ใช่ครับ นี่คือคอลัมน์สุดท้ายของวัตถุปลายตา 

และผมขอยกเรื่องราวสุดท้ายนี้ ให้กับสุดยอดแรงบันดาลใจตลอดกาลของผมอย่าง คุณป้าวิเวียน เวสต์วูด (Vivienne Westwood) กับพื้นที่เล็ก ๆ ของนางในยุคต้นกำเนิดพังค์ ที่เป็นมากกว่า ร้านขายเสื้อผ้า 

บทความนี้จริง ๆ ไม่เกี่ยวกับแฟชั่นสักเท่าไหร่หรอกครับ

แต่มันคือจุดบรรจบกัน ของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น ที่ผม คุณ และเราทุกคนบนโลกใบนี้ อาจจะเผชิญมันอยู่ตอนนี้ก็เป็นได้

ความไม่ปรองดอง

“เหตุผลเดียวที่ฉันเลือกอยู่ในวงการแฟชั่น ก็เพราะอยากจะทำลายความปรองดองของโลกใบนี้ต่างหาก” 

วิเวียน เวสต์วูด ตำนานพังค์ไอคอนกล่าวไว้

เมื่อวันก่อน ผมนั่งดูรายการหนึ่งในยูทูป ที่จับผู้ทรงคุณวุฒิในวงการแฟชั่นมาถกเถียงกันเรื่อง ‘Fast Fashion’ และผลกระทบของมัน รายการเต็มไปด้วยสีสันที่โกลาหลของแขกรับเชิญที่คิดเห็นไม่เหมือนกัน การพูดคุยกันจึงออกรสออกชาติ เผ็ด ดุเดือด แบบที่ไม่เคยเห็นในรายการทีวีไทยมาก่อน (ก็ดีเหมือนกันนะ ผมคิดในใจ – ประเทศเราควรจะชินกับการถกเถียงแบบเปิดหน้า ไม่ต้องอ้อมค้อม แล้วจบเวทีเสวนาก็ไปกินข้าวด้วยกันต่อได้แล้ว)

แขกรับเชิญท่านหนึ่งถามผู้ทรงคุณวุฒิว่า “แล้วไม่ทราบว่า คุณ (จุดจุดจุด) เคยตั้งคำถามอะไรกับวงการที่ตัวเองอยู่บ้างรึเปล่าคะ”

ผู้ทรงคุณวุฒิตอบอย่างไม่โกหก จริงใจว่า “เอาจริง ๆ นะ ไม่เคยเลยค่ะ”

ผมเลือกที่จะเดินไปปิดทีวีทันที

ย้อนกลับไปเดือนตุลาคม ค.ศ. 1986 วิเวียน เวสต์วูด เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Face ไว้ว่า “ฉันจะใช้พื้นที่หน้าร้านของฉันเป็นพื้นที่ทดลองว่า ตลาดต้องการอะไรกันแน่ มันคล้าย ๆ กับการทำ Market Research นั้นแหล่ะ” ซึ่งหน้าร้านนั้น ป้าวิเวียนเองก็เปิดร่วมกันกับคู่ชีวิตในตอนนั้นอย่าง มัลคอล์ม แมคลาเรน (Malcolm McLaren) แห่งวง Sex Pistols ในย่านเชลซีใน ค.ศ. 1971

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
พ่อและแม่ของผู้เขียน Malcolm และ Viviene

แต่มันเป็นมากกว่าพื้นที่ทดลองขายของ เพราะมันคือที่ที่ทำให้คนตั้งคำถามกับแฟชั่น โลกที่เรากำลังอยู่ และยูนิฟอร์มของการเรียกร้องและประท้วงความไม่เป็นธรรมในสังคม ผ่านเลนส์ของวิเวียนเองด้วย

ตัวร้านเองมีวิวัฒนาการของชื่อและข้าวของที่ขายมาตลอด ตั้งแต่ ค.ศ. 1971 จนถึง ค.ศ. 1976 ตั้งแต่ชื่อแรก Let it Rock, Too Fast too live – Too Young to Die, Sex, Seditionaries, จนมาถึงชื่อสุดท้ายที่ยังคงมีอยู่ในถึงยุคปัจจุบัน คือ Worlds End 

กลางยุค 70 ลูกค้าชาวพังค์ของวิเวียนจะต้องถูกประกบด้วยตำรวจ ระหว่างการเดินทางจากสถานี Sloane Square จนไปถึงร้าน Worlds End ซึ่งปัจจุบันนี้รายล้อมไปด้วยร้านรวงไฮโซ ทั้งแฟชั่น เสื้อผ้า และร้านอาหาร ทั้ง ๆ ที่ตั้งอยู่ชายขอบของบ้านการเคหะทื่อ ๆ ทรง Brutalist ในปลายถนน King’s Road ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ร้านค้าและพื้นที่ที่ถูกบอกเล่าผ่านสายตาของมารดาของพังค์ทั้งมวลอย่างวิเวียนนั้น ย่อมพิสดารต่างจากตรรกะคนทั่วไปเสมอ

จงเขย่า – Let it Rock

อดีตอาจารย์โรงเรียนประถมอย่างวิเวียน กับแฟนหนุ่มที่เรียนไม่จบ ที่คลั่งไคล้ในยีนส์มือสองและเอี๊ยมเดนิมของคนงาน เช่าพื้นที่เล็ก ๆ หลังร้านชานเมือง ต่อจากร้านที่เคยขายของยอดฮิตในยุคโพสต์ฮิปปี้ อย่างเสื้อมิกกี้เม้าส์ เดรสลายปักรูปไอศกรีมต่าง ๆ แล้วตั้งชื่อมันว่า Let it Rock

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Rockabilly Style

ความหมกมุ่นของวัฒนธรรมเพลงร็อกอเมริกันยุค 50 ของทั้งสองคน เริ่มสำแดงเดชด้วยการถมสินค้าที่เป็นเสื้อยืดจากวงร็อกต่าง ๆ เข้าไปในร้าน หลังจากที่เริ่มขายได้ดี จึงเซ้งพื้นที่ทั้งหมดต่อจากผู้เช่ารายแรก และสเปรย์ตัวอักษรสีชมพู ทับลงไปบนกันสาดสังกะสีสีดำว่า “Let it Rock” 

ไม่พอแค่นั้น ทั้งสองยังตกแต่งภายในร้านด้วยวอลล์เปเปอร์จากยุค 50 เชย ๆ ถมหนังสือโป๊เก่าไว้ในร้าน พร้อมกับหยิบเอาวัฒนธรรมจิ๊กโก๋ หรือ Teddy Boy มาเปลี่ยนแปลง ปัดฝุ่นใหม่ให้กลายเป็นสินค้าร่วมสมัยในร้าน

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ร้านที่เชยจนเฉี่ยว

ครึ่งทางของการปั่นต้นฉบับที่สายเกินกำหนดส่งนี้ ผมตัดสินใจสั่งอาหารเดลิเวอรีมากินที่บ้าน พร้อมไวน์หนึ่งขวด 

นานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้ออกไปเดินช้อปปิ้ง ซื้อข้าวของ เสื้อผ้า ในห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อมองออกไปนอกคอนโดฯ แล้วเห็นปริมาณรถยนต์ที่ติดอยู่กลางถนนสุขุมวิท ผมก็เชื่อว่าโลกกำลังค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติแล้ว – กรุงเทพฯ กับชีวิตดี ๆ กลับมาลงตัวอีกครั้ง

แต่มันปกติแค่ไหนต่างหากที่ผมสงสัย

ไวเกินไปที่จะอยู่ ใสเกินไปที่จะตาย – Too Fast to Live Too Young to Die

หลังจากที่ร้าน Let it Rock ค่อย ๆ เสื่อมมนต์ขลัง ท่ามกลางความนิยมที่จางหายของดนตรีร็อกยุค 50 ใน ค.ศ. 1972 วิเวียนและมัลคอล์มก็เปลี่ยนชื่อร้านเป็น ‘Too Fast too Live, Too Young to Die.’ คาถาคลาสสิกที่มักจะถูกเขียนปักไว้ด้านหลังของแจ๊กเก็ตหนังของสิงห์มอเตอร์ไซค์ หลายครั้งก็เพื่อเป็นเกียรติแก่การจากไปของ เจมส์ ดีน – ร้านที่ครั้งหนึ่งเคยเปิ่น ๆ ก็ถูกประดับประดาด้วยหัวกระโหลก ตู้เพลง โปสเตอร์หนังเก่าที่หม่นขึ้นหนึ่งสเต็ป

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิด

Too Fast too Live, Too Young to Die. ช่างเป็นประโยคที่น่าสนใจสำหรับผม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า Fast หรือ เร็ว

เร็ว ช้า – Fast Slow จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นคุณสมบัติที่วัดยากหากไม่มีเกณฑ์เทียบ ก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกันกับความสวยงาม ความร่ำรวย ความพอเพียง ที่ทุกอย่างล้วนวัดได้ผ่านตราชั่งส่วนตัวเท่านั้น ผมจึงไม่เคยเชื่อในมายาคติอันสวยงามของ Slow Life เลยแม้แต่น้อย

แต่ถึงกระนั้น ผมเองก็อดตั้งคำถามกับความไวและสปีดของโลกปัจจุบันที่เราทุกคนอยู่ร่วมกันไม่ได้

ถ้าวันพรุ่งนี้เราสามารถปั้นดาว TikTok ได้ข้ามคืน จากการเต้น การเล่นตลก จากความเซ็กซี่ หน้าตาดี รีวิวเก่ง แล้วการเดินทางไปโลกใบใหม่ด้วยสปีดนี้ จะพาเราไปถึงจุดไหน บางทีผมอาจจะกำลังจะกลายสภาพเป็นคนแก่ ที่กำลังขมขื่นกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ คนแก่ที่ผมต่อต้านมาตลอดในวัยรุ่นก็เป็นได้

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ยุคของสิงห์นักบิดที่ Too Fast to Live Too Young to Die

ย้อนกลับมาที่ร้านร็อกหม่น ๆ ของวิเวียน ผู้ซึ่งตั้งคำถามเรื่องระบบทุนนิยมและบริโภคนิยม เช่นเดียวกับแฟนของเธอที่มีมุมมองทางการเมืองที่ชัดเจน ป้าวิเวียนจึงเริ่มดัดแปลงเสื้อยืดดำ แขนกุด สะกดเป็นคำร้าย ๆ แสลงปาก อย่างคำว่า PERV (วิตถาร) หรือ SCUM (ขยะ) โดยใช้เข็มหมุด กระดูกไก่ที่เอามาฟอก และกากเพชร เป็นเครื่องมือในการสะกดคำแทน

ผมชื่นชม ไม่ใช่แค่ความกล้า บ้าบิ่น ในความคิดสร้างสรรค์ของทั้งคู่ แต่ในการที่เขาทั้งสองใช้พื้นที่เล็ก ๆ ที่อยู่ในซอกหลืบของอุตสาหกรรม ให้กลายเป็นป้ายประท้วงที่ชวนให้คนเดินเข้าไปหา ตั้งคำถามกับพฤติกรรม สังคม ระบบ ไปจนถึงโลกที่ตัวเองอยู่ – แฟชั่น เป็นแค่ของฝากติดไม้ติดมือกลับมาจากพื้นที่นั้น แค่นั้น

หากคนเราไม่ตั้งคำถาม ตั้งสมมติฐานเลย ก็จะไม่มีวันมองเห็นปัญหา – คาบวิทยาศาสตร์สอนผมไว้

เซ็กส์

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
หน้าร้านที่ปังโป้งที่สุดในยุคนั้น

ใน ค.ศ. 1974 ตัวอักษรขนาดยักษ์ที่ห่อหุ้มด้วยยางลาเท็กซ์สีชมพูเนื้อ S.E.X ก็ถูกยกขึ้นไปติดตั้งแขวนไว้หน้าร้าน แทน Too Fast to Live, Too Young to Die และมันถือเป็นการกลับชาติมาเกิดของร้านที่สุดโต่งที่สุดในยุคนั้นเคยพบเจอมา

ผนังของร้านถูกหุ้มไปด้วยวัสดุบุนวม เหมือนด้านในของผนังมดลูก ซึ่งนำมาจากบริษัทผลิตหนังชั้นดี กันสาดก็เต็มไปด้วยรูปวาดกราฟฟิตี้ทรงจู๋ ทรงจิ๋ม และโซ่แส้ กุญแจมือ เต็มไปหมด ในขณะที่พนักงานขายทุกคนนั้นแต่งตัวสุดโต่ง เซ็กซี่ พังค์ ถึงขึ้นโดนตำรวจจับ เพราะว่าใส่เสื้อยืดรูปเกย์คาวบอยสองคนโชว์เจ้าโลกในพื้นที่สาธารณะกันเลยทีเดียว

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
Sex? Why not?

SEX กลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทดลองกับสิ่งที่คนไม่กล้าพูดถึงหรือห้ามพูดถึง ซึ่งประชากรที่รักในร้านแห่งนี้นั้น รวมไปถึงคนนอกวงการแฟชั่นด้วย เช่น นักธุรกิจชายที่เดินมาลองสูทลาเท็กซ์ แบบ BDSM ทั้งตัวแต่เปิดหัวนม และวิเวียนกับมัลคอล์มก็แสดงให้เห็นอีกครั้ง ว่าพื้นที่เดิมนั้น สามารถปรับตัว วิวัฒน์ ปั่นป่วน และเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนได้ แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ มันก็มากพอแล้ว

แฟชั่นเป็นเพียงแค่เครื่องมือ และของฝากติดไม้ติดมือจากร้านอีกเช่นเคย

“แฟชั่นคือหนึ่งในกลไกของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แฟชั่นไม่เคยบังคับให้ใครซื้อ” – ผู้ทรงคุณวุฒิและทรงอิทธิพลในวงการแฟชั่นท่านนั้นกล่าวไว้ในรายการ และผมก็บังเอิญที่จะเห็นด้วยกับแก

ในทางกลับกัน หากแฟชั่นใช้เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ๆ แล้วกลไกอะไรล่ะที่ขับเคลื่อนแฟชั่น ผมแอบอดตั้งคำถามไม่ได้อยู่ดี

เร้าระดม – Seditionaries

ยุคที่หน้าร้านปิดที่สุด กลับเป็นที่นิยมที่สุด

วิเวียนและมัลคอล์มใช้คอนเซ็ปต์ใหม่มาห่อหุ้มร้านในพื้นที่เดิมถี่ ราวกับทิชชูใช้แล้วทิ้ง หยิบของเข้าออกตลอดเวลา และ Seditionaries (ที่แปลว่า แห่งการปลุกระดม) นั้น ก็คืออีกพื้นที่หนึ่งที่ถูกนำเข้ามาห่อใหม่ หลังจาก SEX

สถาปนิกจบใหม่จาก RCA อย่าง David Cornor เข้ามาปรับปรุงร้านด้วยการใส่กระจกขุ่นสีขาวเกือบทึบไว้หน้าร้าน ในขณะที่ผนังภายในร้านห่อไว้ด้วยภาพจากการถล่มขีปณาวุธทางอากาศที่เมือง Dresden ซึ่งบางภาพก็กลับหัวกลับหาง ในขณะที่ฝ้าเพดานร้านก็ใส่รูโหว่กับเลี้ยงหนูเป็น ๆ ไว้ ร้านชื่อยากอย่าง Seditioneries จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านระบบบริโภคนิยมแห่ง West End ไปในที่สุด

ผนังที่เป็นรูปการทิ้งระเบิดทางอากาศ

ซึ่งไอ้เจ้ากระจกหน้าร้านที่เกือบมองข้างในไม่เห็นนี้ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ดึงดูดคนได้อย่างน่าประหลาด ทั้งดีเจ คนดัง และไอคอนในยุคนั้น ต่างแห่แหนไปซื้อเสื้อยืดลายสกรีนชวนหัว วิตถาร โจ๋งครึ่มมากมาย เช่น มิ้กกี้เม้าส์กับมินนี่เม้าส์ยิ้มกัน จนไปถึงเสื้อยืด God Saves the Queen อันโด่งดังของวง Sex Pistols ที่มัลคอล์มเป็นสมาชิกอยู่

“ถ้าหากฉันได้เป็นนายกฯ อังกฤษน่ะนะ สิ่งหนึ่งที่ฉันจะให้ความสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็คือ งานฝีมือและการผลิตของคนอังกฤษแท้ ๆ ” วิเวียนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในยุค Seditioneries พร้อมกับยืนยันว่า เสื้อผ้าของเธอยังใช้ฐานการผลิตในอังกฤษล้วนในยุคนั้น

ป้าวิเวียนในยุคนั้น

ใช่แล้ว วิเวียนก็เชื่อว่าแฟชั่นนั้นใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เช่นกัน แต่สิ่งที่ขับเคลื่อนวิเวียนอีกที ดูเหมือนจะเป็นปัญหาของระบบ ที่เกิดจากการตั้งคำถามย้อนกลับไปถึงที่มาของการผลิตและสังคม รวมถึงโลกที่เธออยู่และโลกที่เธอฝันอยากจะเห็นด้วย

โลกทั้งมวลล้วนจบสิ้นแล้ว – Worlds End

กระผม ผู้เขียนเอง ทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่เป็นที่ปรึกษาให้กับโรงงานทอผ้า เอเจนซี่ออกแบบ จนไปถึงร้านอาหาร ร้านชา คาเฟ่ต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่วันนี้ทุกธุรกิจหนีไม่พ้น ก็คือการสร้างภาพมายาให้ขึ้นกล้อง หรือที่เราเรียกว่า Instagrammable ในวันที่คนโพสต์รูปกับแก้วชากาแฟและผนังร้านได้ – แต่ผมเองพยายามมองหารูปแบบการสร้างพื้นที่ที่คนจะสามารถเชื่อมโยง เชื่อมต่อกัน ในระดับความเชื่อ อุดมคติ มากกว่าการแวะเข้าไปเช็กอิน รีวิว แล้วก็เดินจากไปมาตลอด 

ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมคอลัมน์นี้ถึงพูดถึงร้านร้านหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงตัวเองในพื้นที่เดิมมาตลอดหลายสิบปี

นาฬิกาที่หมุนย้อนหลัง และมี 13 ตัวเลข

ใน ค.ศ.1979 ร้านที่เปลี่ยนชื่อบ่อยที่สุดก็เดินทางมาถึงชื่อปัจจุบัน ที่ถูกตั้งว่า Worlds End ที่เป็นชื่อของย่านหนึ่งในเชลซีที่ร้านตั้งอยู่ และโจทย์ของการออกแบบครั้งนี้ คือการต่อต้านเวลาและพื้นที่ เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากสำหรับร้านพื้นที่กระจิ๋วหลิวในย่านชานเมือง 

ผลลัพธ์คือ พื้นและหลังคาที่เอียงกระเท่เร่ เอียงจริง ๆ ขนาดที่ทำให้พนักงานแคชเชียร์ต้องปวดหลังจากการเดินทรงตัวบนพื้นเอียง ๆ ตลอดเวลา และนาฬิกาที่มี 13 ชั่วโมง ที่เลขเรียงแบบสลับซ้ายขวา หมุนย้อนหลัง ขนาดยักษ์ ตั้งแปะทนโท่อยู่หน้าร้าน ราวกับจะบอกแขกที่แวะเวียนไปว่า ไม่ต้องสนใจนะ ว่านี่มันปีไหน ซีซั่นไหน เทรนด์อะไร ของชิ้นใหม่หรือชิ้นเก่า เพราะนี่คือพื้นที่ที่อยู่เหนือกาลเวลาอยู่แล้ว

วิเวียนแยกทางกับมัลคอล์มในปีเกิดของผม ค.ศ. 1984 และปัจจุบันร้าน Worlds End ก็ยังคงมีอยู่ภายใต้ชื่อเดิม เพียงแต่จะวางขายเฉพาะชิ้นพิเศษจาก Gold Label หรือชิ้น Remake จากคอลเลกชันคลาสสิกสมัยก่อนของวิเวียน รวมไปถึงการหยิบเอาเสื้อผ้าเก่าจากคอลเลกชันอื่น ๆ มาทำใหม่ เพื่อลดปริมาณขยะ และมันก็สอดคล้องไปกับทิศทางความเชื่อของวิเวียนเอง เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม แรงงานในระบบอุตสาหกรรม แฟชั่นที่ต้องโปร่งใสและเป็นธรรม – ในหลาย ๆ แคมเปญและคอลเลกชันช่วงหลังในแบรนด์ภายใต้ชื่อเธอ

ปัจจุบันเป็นร้านขายของเก่าแบบ Remake และชิ้นสำคัญ ๆ ของคุณป้า

“ซื้อให้น้อยลง ถ้าต้องซื้อ ก็เลือกอย่างฉลาด ใช้ของให้ดี นั่นคือสิ่งที่เป็นมิตรกับโลกที่สุด ยั่งยืนที่สุด ที่คุณจะทำให้สังคมได้แล้ว” วิเวียน เคยกล่าวไว้ 

Worlds End ร้านพังค์ของ Vivienne Westwood ที่สั่นสะเทือนสังคมและเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
แม่ก็คือแม่ ขอบคุณสำหรับทุกแรงบันดาลใจ

จุดบรรจบของจุดเปลี่ยน จุดจบ และจุดเริ่มต้น

นี่คือบทความสุดท้าย ภายใต้คอลัมน์วัตถุปลายตา

และหากท่านผู้อ่านอ่านมาถึงย่อหน้านี้ ก็คงจะพอเข้าใจแล้วว่านี่ไม่ใช่ตอนของประวัติศาสตร์แฟชั่นพังค์เพียงอย่างเดียว แต่มันคือบทบันทึกว่า พื้นที่เดิมวิวัฒนาการไปได้เรื่อย ๆ ตามยุคสมัย ตามความเชื่อ และแรงขับเคลื่อนที่เปลี่ยนไป – คนเองก็น่าจะไม่ต่างกัน

โควิดทำให้ผมออกเดินทางไปต่างจังหวัดมากขึ้น เพียงแค่แบกคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง ผมก็ยกออฟฟิศไปทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศไทยได้ตลอด และสิ่งหนึ่งที่ผมค้นพบคือผู้คน คนตัวเล็ก ๆ เสียงแผ่ว ๆ ที่วันนี้อาจจะไม่มีแสงสว่างสาดส่องไปถึง และอาจจะไม่มีวันมีพื้นที่ใน The Cloud นั้น ซ่อนตัวอยู่เต็มประเทศไปหมด

สิ่งที่พวกเขากำลังทำอาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ เหมือนกับทายาทธุรกิจรุ่นสอง ไม่ได้อยู่ในกระแสสนใจของสังคม ไม่ได้เปลี่ยนโลก ไม่ไวรัล ไม่สามารถเรียกยอดไลก์ ยอดแชร์ ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกลไก Advertorial ใด ๆ แต่มันส่งต่อแรงบันดาลใจได้แน่นอน

หากพื้นที่บน The Cloud รวมถึงสื่อออนไลน์บนโลกอินเทอร์เน็ตอื่น ๆ ยังไม่มีพื้นที่ทดลองแบบ Let it Rock, Too Fast to Live, Too Young to Die, SEX, Seditionaries และ Worlds End ผมขอเปลี่ยนพื้นที่เล็ก ๆ นี้ ด้วยการเปลี่ยนโฉม เปลี่ยนทิศทาง เปลี่ยนการชี้นำ สาดแสงให้ จากคอลัมน์ ‘ วัตถุปลายตา’ ไปเป็นสิ่งอื่น กับรูปแบบงานเขียนเชิงทดลองที่คงเปรียบได้กับการเอาหนูไปใส่ไว้บนฝ้าเพดานที่มีรู กับแรงขับเคลื่อนที่เกิดจากการตั้งคำถาม เพื่อสำรวจปัญหาของวัฒนธรรมบริโภคนิยม ทุนนิยม รวมถึงอุตสาหกรรมสื่อออนไลน์เอง ผ่านการคุยกับคนตัวเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในตะเข็บของสังคมแทน

หากโลกวันนี้ผมล่องหนไม่ได้ อย่างน้อยผมขอพกสปอตไลต์ ไปฉายในที่ที่จะมีประโยชน์ ปั่นป่วน เปลี่ยนแปลง ปลุกระดม และบันดาลใจได้ ก็ยังดีครับ

เมอร์รี่คริสต์มาส สุขสันต์วันปีใหม่ และพบกันใหม่เร็ว ๆ นี้ครับ

ข้อมูลอ้างอิง

www.anothermag.com/fashion-beauty/8672/clothes-for-heroes-the-story-of-westwoods-worlds-end-shop

en.wikipedia.org/wiki/Sex_(boutique)

www.kidsofdada.com/blogs/magazine/11950453-sex-shop

culturacolectiva.com/fashion/sex-punk-boutique-vivienne-westwood

selvedgeyard.com/2010/10/07/the-filth-the-fashion-vivienne-westwoods-70s-sex-rag-revolution/

art-sheep.com/sex-vivienne-westwoods-boutique-that-defined-britains-punks-nsfw/

www.vogue.com/article/vivienne-westwood-god-save-the-queen-shirt-40th-anniversary

punkflyer.com/seditionariesshop.html

Writer

ศรัณย์ เย็นปัญญา

นักเล่าเรื่อง ผู้ร่วมก่อตั้ง 56thStudio ที่รักในความเป็นคนชายขอบ หมารองบ่อน และใช้ชีวิตอยู่ตรงตะเข็บชายแดนของรสนิยมที่ดีและไม่ดีอย่างภาคภูมิมาตลอด 35 ปี ชอบสะสมเก้าอี้ ของเล่นพลาสติก และเชื่อในพลังการสื่อสารของงานออกแบบและงานศิลปะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load