“คุณคือใคร” ประโยคแรกที่เราได้ยินในซีรีส์ และ “เมื่อไหร่ชีวิตวันนี้ในออฟฟิศจะจบลงสักที” คือ 2 คำถามเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง (Life) ของนักแสดงที่ผันมาอำนวยการสร้างซีรีส์อย่าง เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) และชีวิตการทำงาน (Work) ของผู้สร้าง แดน อิริกสัน (Dan Erickson) ที่เป็นสสารตั้งต้นให้เกิดเป็น Severance หนึ่งในซีรีส์ระดับ Top Tier ของ Apple TV+ ที่ใคร ๆ ต่างแนะนำให้ดู เมื่อพูดถึงค่ายสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่ที่กำลังมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ เจ้านี้ครับ

เรื่องราวของซีรีส์เกี่ยวกับ Mark ชายผู้ทำงานในบริษัท Lumon ที่ผ่าตัดแยกสมองพนักงาน เพื่อแยกชีวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกันอย่างสิ้นเชิง เมื่ออยู่ข้างนอกพนักงานบริษัทนี้จะจำอะไรเกี่ยวกับข้างในไม่ได้ ในขณะเดียวกัน ขณะทำงาน พวกเขาก็จะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตข้างนอกเช่นกัน ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติสุขจนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนร่วมงานคนสนิทหายตัวไปอย่างปริศนา Mark จึงออกตามหาเพื่อน และค้นพบความจริงบางอย่างเกี่ยวกับการผ่าตัดแยกโลก (Severance) และบริษัทนี้

ความน่าสนใจของ Severance ไม่ได้มีแค่นั้นครับ เพราะในองค์ประกอบทั้งเนื้อหาแนวคิด (Concept) และด้าน Physical ทุกอย่าง ทั้งการออกแบบ แสง สี ฉากออฟฟิศ และโลเคชันในเรื่อง ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นงานคราฟต์ที่ผ่านกระบวนคิดอย่างซับซ้อนมาแล้ว และดัดแปลงจากคอนเซ็ปต์ (Conceptualized) สู่รูปธรรมได้อย่างสอดคล้องกับเนื้อเรื่องและประเด็นที่ซีรีส์ต้องการสื่อ เลยอยากมานำเสนอแง่มุมทั้งสองของซีรีส์เรื่องนี้ให้อ่าน และสนใจตามไปดูกันโดยที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดสำคัญอะไรมากครับ

Severance ซีรีส์เรื่องบริษัทรับผ่าตัดสมองพนักงาน แยกชีaวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกัน

ว่าด้วยคำนิยามซีรีส์กันก่อน เป็นเรื่องยากพอ ๆ กับการแยก Work-Life Balance ในชีวิตทุกวันนี้เลยครับ เพราะหากไม่นับเรื่องย่อที่ชัดเจนด้านบน Severance เป็นซีรีส์ที่ค่อนข้างผสมปนเปทั้งไซไฟดิสโทเปีย เสียดสีต่อโลกแห่งความเป็นจริงเกี่ยวกับประเด็นนี้ และยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความ Psychological Thriller หรือความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจจากความมืดบอดด้วย ‘ความไม่รู้’ ที่ผสมไปด้วยความลุ้นระทึกปนตลกร้าย และขับเน้นประเด็นเรื่องจิตใจ ตัวตน และความหมายชีวิตในเชิงปรัชญาได้น่าสนใจพร้อม ๆ กัน จนกล่าวได้ว่า ถ้าหากนิยามของหนังหรือซีรีส์ที่ดีคือท่อลำเลียงสารในรูปแบบความบันเทิง มีคุณสมบัติทำให้เราได้ฉุกคิดเรื่องบางอย่างอย่างจริงจังและเติบโตทางจิตวิญญาณโดยไม่รู้ตัว Severance คือเรื่องนั้นครับ

ผู้สร้าง Dan Erickson เล่าว่า ตัวเขาเคยเป็นพนักงานออฟฟิศมาก่อน ในทีแรกมันไม่ได้แย่ซะทีเดียว เพราะหาความสุขกับการใช้ชีวิตนอกเวลางานได้ เช่น หลังเลิกงานหรือพักผ่อนในวันหยุด แต่ก็เหมือนทุกคนที่อยากให้เวลาทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่มีความท้าทายน้อย หรืองานที่ทำแล้วคนคนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าเกิดการพัฒนา (งานของ Dan ที่ตัวเขานิยามว่าเป็น Meaningless Job) งานที่เจอเพื่อนร่วมงานไม่ดี เจ้านายแย่ ๆ หรืองานที่ทำเพราะเงิน แต่ไม่ได้มีแพสชันอยากจะทำ ผ่านไปไว ๆ หรืออยากให้ถึงเวลาตอกบัตรออก ราวกับเวลาถูกกด Skip เหมือนหนังเรื่อง Click (2006) ของ Adam Sandler จึงต่อยอดมาเป็นคอนเซ็ปต์ “งั้นก็แยกการทำงานกับชีวิตออกกันเลยสิ”

Severance ซีรีส์เรื่องบริษัทรับผ่าตัดสมองพนักงาน แยกชีaวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกัน

การแยกชีวิตอย่างสิ้นเชิงใน Severance ต่อยอดไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าคือ ‘แล้วอะไรคือชีวิตและตัวตน’ ในเมื่อในซีรีส์เรื่องนี้ พนักงาน 1 คนมีตัวตน 2 เวอร์ชัน และเวอร์ชันหนึ่งไม่ได้รู้จักตัวตนของตัวเองข้างนอก/ข้างใน นั่นถึงขนาดต้องมาเล่นเกมนั่งเดาชีวิตเพื่อนร่วมงานกันเองแบบนี้ เท่ากับว่า 1 ร่างมี 2 คนหรือไม่ ในเมื่อเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าบุคลิกไหนคือบุคลิกจริงของเรา แต่ที่แน่ ๆ กระบวนการนี้ก่อให้เกิด ‘กระบวนการผลักภาระ’ ขึ้น จากการที่เวอร์ชันหนึ่งของจิตต้องรับภาระในการทำงานงก ๆ มีชีวิตอยู่แค่ที่ทำงาน (ซึ่งรู้เกี่ยวกับบริษัททั้งหมด) และไม่รู้จักการพักผ่อน ในขณะที่อีกร่างได้ภาระในการพักผ่อน ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าและสนุกเพียงอย่างเดียว จนรู้สึก Lost กับความหมายของชีวิตไม่แพ้กัน

การเสียดสีตรงนี้ที่เป็นไปไม่ได้ในโลกความจริง แต่ลึก ๆ แล้วทุกคนปรารถนาไม่น้อยที่จะ Skip แม้ต้องแลกมากับการรู้สึกด้อยคุณค่า ทำให้กลับมามองโลกความเป็นจริงว่า แท้จริงแล้วควรเปลี่ยนที่ตัวเรา ต้องปรับโหมดตัวเองเพื่อรองรับกับชีวิตทั้งสองด้านอย่างเท่า ๆ กัน และต้องหาสมดุลให้ตลอด (ชีวิตในยุคนี้ค่อนข้างรีบเร่งและมีความสังคมปลาใหญ่กินปลาเล็ก พลาดโอกาสแล้วพลาดเลย คนอื่นพร้อมมาเสียบแทนได้เสมอ) หรือแท้จริงแล้ว ควรเป็นที่ตัวระบบ ตั้งแต่ร้านเล็ก ๆ บริษัทย่อม ๆ จนถึงองค์กรใหญ่โตกันแน่ ที่ควรให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตของพนักงาน ตั้งแต่ถามไถ่สุขภาพจิต เวลาพักผ่อน สวัสดิการ และกำหนดนโยบายให้พนักงานอยากมาทำงานที่สุด

แต่นั่นก็คงจะเป็นแค่คำถาม เพราะในความเป็นจริงที่ดาร์กกว่านั้นคือ มันแทรกอยู่ในชีวิตเราทุกอณูจนแยกไม่ได้อีกต่อไป ด้วยความจำเป็น การแข่งขัน และการเพิ่มจำนวนประชากรกับเด็กจบใหม่ จึงกลายเป็นชีวิตแนว Whatever it takes ที่มนุษผู้หนึ่งสละได้ทั้งความสัมพันธ์ ความรัก มิตรภาพ เพื่อแลกมาซึ่งโอกาส เป้าหมาย การมีชีวิตรอด และความรุ่งโรจน์ เกิดเป็นสังคมปัจเจกมากขึ้น ทำไปทำมาก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันนะครับ ว่ากระบวนการ Severance ในซีรีส์ ไม่ต่างจากกลไกป้องกันตัว ร่างกายปฏิเสธความรู้สึกทรมานที่เต็มไปด้วยความขาดและโหยหา จนกระทั่ง Split ตัวเองออกเป็น 2 ซีกที่ตัดขาดจากกันและไม่รับรู้กันและกัน เหมือน DID (Dissociative Identity Disorder)

Severance ซีรีส์เรื่องบริษัทรับผ่าตัดสมองพนักงาน แยกชีaวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกัน

อันที่จริงในแง่หนึ่ง แม้การเสียดสีด้วยโลกโทเปียคือการผลักความประชดประชันออกไปให้สุดทาง หรือทำให้ระบบบางอย่างที่เบ็ดเสร็จดูทรงพลังซะจนคนที่อยู่ภายใต้ระบบสิ้นหวังเพียงไหน ก็เป็นเรื่องน่าคิดหากจะพูดว่า Severance เป็นซีรีส์ที่มีความเป็น ‘ยูโทเปีย’ ซ้อนอยู่ เพราะใครบ้างไม่อยากแยกตัวตนตอนใช้เวลาว่างกับการทำงาน แถมยังมีการแบ่งโซนที่ชัดเจน จึงไม่แปลกที่ถึงจะมีคนต่อต้านการล้างสมองแบบนี้ แต่ก็ยังมีคนที่สนใจในตัวบริษัท และดูกระเหี้ยนกระหือรืออยากมาทำงานที่บริษัท Lumon

แต่ถึงจะบอกว่าเป็นทั้งยูและดิส ชีวิตที่ปราศจากการควบคุมโดยสมบูรณ์ของตัวเราเอง หรือขาดเจตจำนงเสรี (Free Will) และขาดความสามารถในการตรวจสอบตัวเอง ซึ่งเข้าข่ายคำพูดของนักปราชญ์ชาวกรีกอย่าง Socrates ว่า “คนที่ไม่ตรวจสอบตัวเอง ไม่ควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่” แบบนี้ไม่รู้จะเรียกว่าชีวิตได้หรือไม่ เพราะถ้าไม่นับเวลานอน 6 – 8 ชั่วโมงแล้ว เราใช้เวลาชีวิตไปกับการทำงานมากกว่า และร่างที่ใช้ชีวิตด้านนอกมีหน้าที่เพียงพักผ่อนตามอัธยาศัย และนำพาร่างตัวเองกลับเข้าไปทำงานใหม่เท่านั้น ตามที่ตัวละคร Mark กล่าวไว้ว่า “เราจะรู้ได้ว่าเราอยากทำงานที่นี่ เพราะเรายังทำงานอยู่ที่นี่ไงล่ะ” 

หลังจากได้ยินคำถามที่ว่า บางทีเราอาจไม่ต้องการชีวิตแบบนี้ก็ได้ ชีวิตแบบนี้จึงไม่ต่างกับการใช้ชีวิตแบบกึ่งเปิดระบบอัตโนมัติ และเสียสิ่งสำคัญที่สุดไปอย่างเวลา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันครับว่าในอีกแง่ นอกจากเสียเวลาคุณภาพแล้ว เวลาที่ไม่แย่ อย่างการทำงานแค่ตามหน้าที่ แต่ในใจทุกข์ทรมานยิ่งนัก ความเหนื่อยล้า เครียด ปวดหัว แถมยังไม่ชอบสิ่งแวดล้อมที่ทำงาน ปัญหาทุกอย่างจะหมดไปอย่างสิ้นเชิงเลย

แต่เมื่อมองดูดี ๆ นี่ก็เป็นเพียงอีกหนึ่งระบบในโลกทุนนิยม ที่ทำให้เราโอบรับและเปลี่ยนให้คนกลายเป็น Working Machine (คำที่ผู้สร้างใช้) อย่างเต็มใจและโดยดีเท่านั้นเอง แบบที่เมื่อมาคิด ๆ ดู มีแนวโน้มที่เราอาจแปลกใจไม่น้อยกับอัตราตัวเลขถ้าบริษัทนี้มีอยู่จริงและการผ่าตัดนี้ทำได้จริง หรือแม้แต่กับระบบการทำงานแบบฟรีแลนซ์ที่ทำเท่าที่มีและแสวงหางานเสมอก็เช่นกันครับ ในบางครั้ง คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้ Skip ช่วงเวลาที่ต้องผ่านงานยาก ๆ หนัก ๆ หรือเดดไลน์กระชั้นชิด ให้เป็นภาระของตัวเราในอีกเวอร์ชัน ส่วนเราคือเวอร์ชันที่งานเสร็จ เงินมาแล้ว

Severance ซีรีส์ของ Ben Stiller เรื่องบริษัทรับผ่าตัaดสมองให้พนักงานมี 2 ตัวตน แยก Work กับ Life ออกจากกัน

พูดถึงปัจจัยภายในไปแล้ว อีกเรื่องที่อยากพูดถึงและนำเสนอมาก ๆ คือการกำหนดโทนเรื่องและการใช้องค์ประกอบด้านนอกที่เอื้อกับประเด็นภายในอย่างชาญฉลาดครับ การออกแบบภายใน เริ่มจากการออกแบบฉากและพร็อพ ทุกอย่างในซีรีส์เรื่องนี้คิดมาอย่างดีและมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ กับจงใจกำหนดทิศทางความรู้สึกคนดูในแง่สุนทรียศาสตร์ทั้งสิ้น

เริ่มจากแรงบันดาลใจของการออกโทนซีรีส์ที่มีความ Twisted-mind และ Mind trip นิด ๆ (จริง ๆ ก็ไม่นิด) ในตำนานอย่าง Twin Peaks ของ David Lynch โทนการเสียดสีรูปแบบการจัดเรียงตำแหน่งวัตถุในฉากและการจัดออฟฟิศ ได้แรงบันดาลใจมาจากหนัง Play Time (1967) ของผู้กำกับชาวฝรั่งเศสชื่อ Jacques Tatai กับโฆษณาร้านสเต๊ก Sizzler ปี 1001 โทนตลกร้ายได้มาจากหนังสองพี่น้อง Coen อย่าง Fargo และซีรีส์ The Office ส่วนความจิตวิทยาเรื่องตัวตนได้มาจาก Being John Malkovich เขียนบทโดย Charlie Kaufman, Black Mirror: White Chrisman และหนัง Dark City โดยทั้งหมดถูกเจียระไนด้วย ‘ไอเดีย’ ตั้งต้นที่ได้พูดถึงไปในบรรทัดแรกของบทความนี้

การออกแบบฉากนั้น โปรดักชันดีไซเนอร์ที่ชื่อ Jeremy Hindle พูดไว้ว่า จงใจออกแบบให้หลาย ๆ อย่างสมมาตร แต่ก็มีบางอย่างผิดเพี้ยน ซึ่งทั้งสมมาตรและสมมาตรแต่ผิดเพี้ยนเล็กน้อยต่างให้ความรู้สึกไม่สบายใจบางอย่าง เหมือนอาการ OCD กำเริบ รวมไปถึงตัว ‘O’ ในโลโก้บริษัท Lumon ก็เช่นเดียวกัน ได้แรงบันดาลใจมาจากบริษัทยา ซึ่งการที่ชื่อ Lumon อยู่ด้านใน Jereny บอกว่า Lumon = พนักงาน และพนักงานอยู่ด้านในวงกลมที่เหมือนโลกทั้งใบของพวกเขา มันคือการสื่อสารธีมเรื่องทางจิตวิทยาอย่างหนึ่งถึงความสัมพันธ์แบบบริษัทยักษ์ใหญ่ที่รวยระดับ Elon Musk และจะทำอะไรก็ได้ โดยการที่เสื้อผ้าของพนักงานมี Dress Code ชัดเจน ก็เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของในตัวมนุษย์ของบริษัทยักษ์ใหญ่เช่นเดียวกัน

Severance ซีรีส์เรื่องบริษัทรับผ่าตัดสมองพนักงาน แยกชีaวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกัน

ต่อมาเรื่องการออกแบบออฟฟิศ การเลือกและจัดโต๊ะเก้าอี้ที่ตัวละคร Helley พนักงานใหม่ ตื่นขึ้นมาในฉากแรกที่มีลักษณะเหมือนช่องคลอด เพื่อบ่งบอกว่าชีวิตการทำงานของ Helly และซีรีส์เรื่องนี้ได้เริ่มต้นแล้ว ไปจนถึงสิ่งที่เห็นได้ชัดคือการคุมโทนด้วยสีขาว ที่ทีมพร็อพเอาสีขาวต่างกัน 50 เฉดเพื่อขัดเหลือแค่ 3 – 4 สีมาใช้ โดยมีพื้นสีเขียวค่อนไปทางสีเบจ ทำหน้าที่บ่งบอกถึงความรู้สึกสงบ สัมผัสถึงธรรมชาติ ความอิสระเหมือนวิ่งในทุกหญ้า แต่เสียดสีว่าไม่ต่างกับหญ้าเทียม (เราเหมือนเป็นวัวในฟาร์ม) และพลังที่เพนต์ท้องฟ้าและภาพวิว ให้ความรู้สึกผิดประหลาด (Eerie) น่ากลัวแบบเซอร์เรียลและไม่ปกติ และยังมีการใช้แสงสีขาวที่สว่างแบบ Soft Light แต่มีอยู่ทั่วทุกซอกทุกมุมอาคารจนแทบไม่เกิดเงา เพื่อให้รู้สึกผิดธรรมชาติ (Unnatural) กับการให้มีของน้อยชิ้นและตั้งห่าง ๆ เน้นพื้นที่โล่ง ๆ ทั้งหมดก็เพื่อนัยยะที่บ่งบอกว่า ทุกความคิดและการกระทำของพนักงาน อยู่ในที่โล่งแจ้งและถูกจับตาดูอยู่ตลอด ไม่ต่างจากในเรื่อง 1984 ที่รัฐเผด็จการมีสโลแกน “Big Brother is Watching You”

นอกจากนี้ ยังใช้โถงทางเดินยาว ๆ ทำให้เกิดอาการกลัวที่แคบ (Claustrophobia) และรู้สึกอึดอัดแทน กับอีกสิ่งที่แสดงถึงความผิดเพี้ยนและหลอกลวงทั้งตัวละครและคนดู คือการจัดโซนโต๊ะทำงาน ที่หากจัดเป็นบล็อก ๆ หรือ Compartment แบบในหนัง The Matrix จะให้ความรู้สึกที่อึดอัด อยู่ในกรอบ และรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในระบบที่อาจก่อให้เกิดการต่อต้าน บริษัทจึงจัดโต๊ะแบบหันหน้าชนกัน และกั้นด้วยแผ่นกั้นแค่ 4 แผ่น แต่มีเพื้นที่ด้านหลังอีกเยอะและชะโงกหน้าคุยกันได้ ซึ่งหากมองดูดี ๆ นั่นไม่ต่างอะไรไปกับแบบ Compartment เลยสักนิดครับ เพียงแต่ทุกคนอยู่ในกรอบที่ใหญ่กว่าเท่านั้นเอง คือกรอบของจิตใจและการควบคุมจิตใจ > ร่างกาย (Mind Over Body)

ส่วนตัวโต๊ะทำงานและคอมพิวเตอร์ กับอุปกรณ์ทำงานเองก็ได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงกลางศตวรรษครับ ยุค 50, 60, 70, 90 เป็นยุคที่คนจัดโต๊ะทำงานแบบคลาสสิก โลกยังไม่ไปไกลมาก และอุปกรณ์ยังน้อยชิ้นอยู่ การนำอะไรที่เรโทรแบบนี้มาออกแบบให้ดู Retro-future ให้ความรู้สึกเช่นกันว่าที่ทำงานนี้ส่งผลต่อ Space & Time ให้ตัวละคร Lost in Time ไม่รู้วันเวลา เดือน ปี และสนแต่ผลลัพธ์ที่ทำแบบวกวนไปเรื่อย ๆ แม้จะมีนาฬิกากับปฏิทินให้ดู และมันยังสร้างความรู้สึกโล่งอย่างอึดอัดได้ดีอีกด้วยครับ เพราะไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าคุกที่มองผนังไม่เห็น พันธนาการที่มองไม่เห็นโซ่ล่าม และคุกที่ผู้คุมขังรู้สึกว่ามัน ‘น่าอยู่’ อีกแล้วล่ะครับ มันคือการมองคุกแบบ “Cold, but comfortable and beautiful”

ไม่รู้ว่าสังเกตหรือไม่ แต่ผมจงใจใช้รูปที่อยู่ในออฟฟิศทั้งหมดเพื่อแสดงถึงความอึดอัดและมองเห็นชีวิตด้านเดียว เพื่อที่จะได้เข้าใจความรู้สึกของการถูก Severance หรือผ่าตัดแยกโลก และเพื่อให้เห็นถึง Work ที่ ไร้ Balance ในด้านนี้ และความบาลานซ์สร้างได้ ง่าย ๆ แค่ ‘เข้าห้องผ่าตัดสมอง แต่คำถามคือมันดีต่อใครกันแน่ พนักงาน บริษัท หรือผลประโยชน์ร่วมกันล่ะ แล้วถ้าทำได้จริง คุณจะทำไหม เป็นคำถามที่ซีรีส์ฝากไว้ให้คิด จากซีรีส์ที่ดูสนุก ๆ ก็ได้ อยู่เอาความ Mind-blowing กับจิตวิทยา และตลกร้ายเสียดสีทุนนิยม บริษัทยักษ์ใหญ่ และปรัชญาการดำเนินชีวิตสมัยใหม่ก็ดี เรื่องนี้ครับ

ใครอ่านถึงตรงนี้แล้วสนใจตามไปดู สามารถรับชม Severance ได้ทาง Apple TV+ ครับ มีทั้งหมด 9 Episode รับประกันความสนุกและพิศวงน่าติดตาม

ข้อมูลอ้างอิง

www.thrillist.com/entertainment/nation/severance-apple-tv-plus-set-design

www.nytimes.com/2022/04/26/arts/severance-apple-tv.html

https://variety.com/2022/artisans/production/apple-tv-plus-series-severance-lighting-1235225563/

www.nytimes.com/2022/04/26/arts/severance-apple-tv.html

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

หลังจากมหากาพย์แฟนตาซีศึกชิงบัลลังก์ Game of Thrones จบไปเมื่อปี 2019 ที่ 8 ซีซั่น ไม่ว่าชื่อเสียงเรียงนามซีซั่นสุดท้ายจะเป็นที่โจษจันเพียงใด ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าเราคิดถึงซีรีส์เรื่องนี้ไม่น้อยและโหยหาอะไรที่มี ‘ความ Game of Thrones’ อีก

ทำให้หลังจากเวลาผ่านไปปีสองปี ช่อง HBO ก็ประกาศพัฒนาภาคแยกหลายเรื่องโดยให้ผู้แต่ง A Song of Ice and Fire (นิยายต้นฉบับ) อย่าง George R.R. Martin เป็นผู้คุมทีม ผลลัพธ์คือซีรีส์ 1 เรื่องจาก 5 เรื่องได้ถูกหยิบมาทำตอนไพล็อต (อีพีแรกเพื่อให้เห็นภาพและช่องอนุมัติสร้างทั้งซีซั่น) ในขณะที่เรื่องอื่นยังพัฒนาอยู่จนถึงตอนนี้ 

เรื่องที่ถูกคัดเลือกให้ทำคือ ‘The Long Night’ หรือ ‘Bloodmoon’ ที่ว่าด้วยยุคของวีรบุรุษและเรื่องราวต้นกำเนิด White Walkers หน่วยอีกา และตระกูล Stark (หมาป่า) และมีนักแสดงนำคือดาราเบอร์ใหญ่อย่าง Naomi Watts กับ Jamie Campbell Bower (Vecna จาก Stranger Things) แต่น่าเสียดายครับ หลังจากที่ถ่ายทำตอนแรกเสร็จเรียบร้อย และช่องทุ่มทุนไปถึง 30 ล้านดอลลาร์ฯ หรือราว ๆ 1 พันล้านบาทไป ซีรีส์โดนลงดาบประหารและไม่ได้มีชีวิตไปต่อ

และเรื่องราวที่ไม่ได้คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น หลังจาก The Long Night ถูกแคนเซิลไปไม่นาน จู่ ๆ HBO ก็ประกาศว่าจะสร้าง ‘House of the Dragon’ เรื่องราวของบ้านมังกรตระกูล Targaryen เมื่อราว ๆ 200 ปีก่อนเหตุการณ์ใน Game of Thrones ที่ดัดแปลงจาก ‘Fire & Blood’ หนังสือนอกเวลาของ George R.R. Martin ที่จบไปแล้วและโครงเรื่องชัดเจน แบบที่มั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยกับซีซั่น 8 

House of the Dragon มาพร้อมกับการประกาศสร้างฟูลซีซั่น ซีซั่นแรกมี 10 อีพี โดยที่ไม่ต้องถ่ายทำตอนไพล็อตแต่อย่างใด และนั่นแหละครับ คำถามคืออะไรทำให้ HBO มั่นใจถึงเพียงนี้ และอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนที่ทั้งเป็นแฟน Game of Thrones และไม่เคยดูมาก่อน ควรดูซีรีส์เรื่องนี้ จะขอไล่เรียงตั้งแต่สิ่งที่อยากให้รู้เกี่ยวกับซีรีส์ รวมไปถึงพรีวิวคร่าว ๆ จากผมที่ได้มีโอกาสชมอีพีแรกของซีรีส์เรื่องนี้ล่วงหน้าแล้วแบบไม่สปอยล์ครับ

House of the Dragon : เจาะลึกปฐมบทตระกูลทาร์แกเรียน ก่อนหวนสู่โลก Game of Thrones 

“นี่คือเรื่องราว 172 ปี ก่อนเหตุการณ์กบฏโรเบิร์ตและ Daenerys Targaryen จะถือกำเนิด เรื่องตระกูล Targaryen ที่เป็นเจ้าของบัลลังก์เหล็กและมังกร ผู้ไม่มีผู้ใดโค่นล้มพวกเขาได้นอกจากพวกเขาเอง”

เรื่องราวในหนังสือ Fire & Blood บอกเล่าผ่านบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นแห่งมหาทวีป Westeros ของ Archmaester แห่ง Citadel ที่เริ่มตั้งแต่ราชวงศ์ทาร์แกเรี่ยนกับบัลลังก์เหล็กถูกหลอมโดย Aegon Targaryen ที่ 1 สมัญญานามผู้พิชิต และ Aegon ที่ 3 สมัญญานามผู้ทำลายมังกร (และมรดกที่ Aegon คนแรกสร้างมา) 

House of the Dragon บอกเล่าเรื่องราวที่กินคาบหลายปี ในฐานะบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีการลงรายละเอียดแบบฉายภาพย้อนความ บ่งบอกว่าพวกเขาไม่ใช่แค่ตัวละครในเรื่องเล่าในหนังสือ แต่เป็นมนุษย์ผู้มีมิติ ชีวิตจิตใจ และความปรารถนาในใจที่นำไปสู่การกระทำนั้น ๆ โดยที่ไม่มีใครเป็นคนดี 100 เปอร์เซ็นต์ และใครก็ตายได้ ตามสัจธรรมแห่งโลก Game of Thrones

House of the Dragon : เจาะลึกปฐมบทตระกูลทาร์แกเรียน ก่อนหวนสู่โลก Game of Thrones 

ซีรีส์ไม่ได้เริ่มต้นจากต้นกำเนิดตั้งแต่ Aegon ที่ 1 นะครับ แต่เลือกเล่าจากกลางทางที่ ‘ต้นกำเนิดของจุดจบ (The Beginning of The End)’ แทน ด้วยการบอกเล่าเรื่องราวของลูกหลาน Targaryen ในยุคที่มังกรบินยั้วเยี้ยถึง 9 ตัวในซีซั่นเดียว (จากที่เราจะได้เห็นทั้งหมด 17 ตัวสำหรับทั้งเรื่อง) จนนำไปสู่ยุคมังกร 0 หลังจากเหตุการณ์มังกรเริงระบำ

House of the Dragon เริ่มต้นตั้งแต่การประกาศแต่งตั้งรัชทายาทของ Jaeharys Targaryen ที่ 1 ที่เลือก Viserys เป็นกษัตริย์คนต่อไป แทนที่จะเป็นพี่สาวคนโตอย่าง Rhaenys Targaryen เพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิง จากนั้นต่อมาเมื่อถึงเวลาต้องเลือกรัชทายาท กษัตริย์ Viserys Targaryen ที่ 1 แหวกขนบเดิม ๆ ด้วยการเลือกลูกสาวอย่าง Rhaenyra Targaryen แทนที่จะเป็น Daemon น้องชายของเขา นำไปสู่การแตกหักระหว่างเพื่อนรักตั้งแต่เด็ก และการเล่นเกมระหว่างผู้มีมังกร ตระกูล Targaryen กับตระกูล Hightower ผู้ไม่มีมังกรแต่มีกองทัพ ผู้สนับสนุน และบุตรสาวของตระกูลมีลูกให้ Targaryen เยอะกว่า 

นำไปสู่การลงเอยด้วยเปลวเพลิง ซากศพผู้คน และซากศพมังกร ซึ่งจากที่เห็นในซีซั่นแรก เราจะได้เป็นพยานเหตุการณ์ในซีรีส์ตั้งแต่ Rhaenyra เป็นเด็ก โตจนมีลูก และลูกของคนรุ่นเธอเติบโต

House of the Dragon : เจาะลึกปฐมบทตระกูลทาร์แกเรียน ก่อนหวนสู่โลก Game of Thrones 

ทีมผู้สร้างเรื่องนี้คือ George R.R. Martin หรือผู้แต่งมาเอง กับ Ryan J. Condal ผู้เขียนบทหนัง Rampage และ Hercules อีกทั้งยังได้ Miguel Sapochnik ผู้กำกับอีพีที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพและความเล่นใหญ่จนทำโลกฮือฮาอย่าง Hard Home, The Battle of the Bastards, The Winds of Winter และ The Long Night โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ขาดไม่ได้คือ Ramin Djawadi ผู้อยู่เบื้องหลังดนตรีประกอบสุด Epic ของ Game of Thrones ที่เราได้ยินจนติดหู และบางคนฟังวนซ้ำแม้ซีรีส์จะจบไปแล้ว รวมถึงสกอร์ดนตรีประกอบซีรีส์ Westworld ด้วย

ก่อนสร้างทาง HBO กับผู้สร้าง ผู้กำกับเองออกมาพูดว่า พวกเขาเรียนรู้จากความผิดพลาดแล้ว และตั้งใจจะทำให้ออกมาดีที่สุด จากที่ได้ดูไปก็เหมือนพวกเขาทำได้จริงครับ ต้องพูดว่าถ้าตัวอย่างและภาพที่ปล่อยออกมาดูดียังไง ของจริงก็ทำได้คุณภาพออกมาเช่นเดียวกัน

ดูเหมือนคำถามสำคัญกับทางฝั่งผู้ผลิตก่อนที่จะสร้างซีรีส์เรื่องนี้จะเป็น “อะไรคือสิ่งที่ทำให้คนดูชอบ Game of Thrones” 

มังกรไฟ ใช่ ซีจีกับฉากอลังการ ใช่ White Walkers ก็ใช่ แต่เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่ทำให้คนหลงรัก Game of Thrones ตั้งแต่แรกไม่ใช่สิ่งที่ได้จากงบประมาณมหาศาลเหล่านี้ซะทีเดียว (แม้ไม่ปฏิเสธว่าองค์ประกอบแฟนตาซีอย่างมังกร ซอมบี้น้ำแข็ง เทพไร้หน้า และอื่น ๆ จะเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยที่มีอิทธิพลให้สนใจและอยากดูต่อก็ตาม) 

แต่คือ หนึ่ง ความสีเทาของตัวละคร ไม่มีใครดีใครชั่ว 100 เปอร์เซ็นต์ ทุกคนเป็นมนุษย์ สอง บทสนทนาและการดำเนินเรื่องที่ทั้งคมคาย ตลกร้าย เข้มข้น และสนุกเพลิดเพลิน แม้ดูตัวละครเฉย ๆ สาม ความถึงลูกถึงคนด้านภาพและเนื้อหา สี่ ความสมจริงที่ว่าโลกไม่ปราณีใคร และไม่มีใครเป็นตัวเอก ทุกคนตายได้

การกลับไปตั้งคำถามนี้นำไปสู่การสร้าง House of the Dragon ให้เป็นซีรีส์เกมการเมืองอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะนำมังกรและบ้านมังกรออกมาขายโต้ง ๆ เสมือนคำสัญญาว่าเราจะได้เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่อลังการ แต่เสน่ห์ของ House of the Dragon ยังคงอยู่ที่การเล่นเกม การเดินหมากคำพูดและกระทำที่อาจพลิกสถานการณ์ได้ตลอดเวลา และมีคนเป็นผู้เล่นหลัก 

ถึงแม้ในหนังสือ Fire & Blood ตระกูล Targaryen มีมังกรไฟที่ดูเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตประเภท ‘อำนาจสูงสุดในกำมือ’ แล้ว แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะง่าย House of the Dragon เล่าเรื่องในยุคที่โชติช่วงที่สุดของตระกูลมังกร เหมือนในช่วงที่กรุงโรมรุ่งเรืองที่สุด ก่อนเดินทางไปสู่การล่มสลายเพราะอำนาจที่ไม่อาจควบคุมได้และมากเกินไป จนเกิดกระบวนการต่อต้านทั้งจากภายในและภายนอก และดับสูญด้วยตัวเอง

House of the Dragon : เจาะลึกปฐมบทตระกูลทาร์แกเรียน ก่อนหวนสู่โลก Game of Thrones 

ผู้สร้าง Ryan J. Condal นิยามว่าซีรีส์ House of the Dragon เป็น ‘ละครดราม่าครอบครัวสุดซับซ้อนที่มีความเชกสเปียร์ (Complex Shakespearean Family Drama)’ ดูเป็นคำบรรยายที่เที่ยงตรงมากที่สุดครับ และผมจะขอเสริมให้อีกนิดว่า มันคือซีรีส์ Succession ของช่องเดียวกันที่มาในตระกูล Medieval-Fantasy 

เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว เมื่อถอดฟิลเตอร์แฟนตาซีออก House of the Dragon มีความเป็น (Dysfunctional) Family Drama เพียว ๆ เลยครับ แต่เมื่อนำมันไปซ้อนหน้าเลนส์แล้ว มันว่าด้วยเรื่องของคนที่เกิดมาโดนไฟเผาไม่ไหม้ และมีสิทธิ์ครองบัลลังก์กับมังกรที่ยังสนิทชิดเชื้อและญาติดีกันเองไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับความสัมพันธ์ของผู้ที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งมีอาวุธ ชุดเกราะ และกองทัพพร้อมจะโค่นล้มในวันที่พวกเขาอ่อนแอที่สุด

ในช่วงที่ผมได้มีโอกาสกับภาษณ์ผู้กำกับผู้สร้างด้วยตัวเอง ผมได้ถามคำถามที่สงสัยใคร่รู้มาก ๆ ว่า ในหนังสือมีเหตุการณ์ที่ย้อนกลับไปถึง 300 ปี และมีวัตถุดิบมากมาย ทำไมถึงเลือกที่จะเล่าเรื่องในช่วง 200 ปีก่อน Game of Thrones ครับ 

Ryan J. Condal กับ Miguel Sapochnik ทั้งสองคนตอบผมว่า “เพราะในสมัยนั้นมีแต่มังกร และอำนาจของพวกเขาล้นพ้นจนแทบแตะต้องไม่ได้ แต่ในยุคสมัยนี้มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนมากกว่า ทั้งคนที่มีมังกรและคนที่ไม่มีมังกร สามารถโค่นอีกฝ่ายเพื่อชิงบัลลังก์เหล็กได้”

House of the Dragon : เจาะลึกปฐมบทตระกูลทาร์แกเรียน ก่อนหวนสู่โลก Game of Thrones 

นั่นดูจะเป็นคำตอบที่ค่อนข้างชัดว่า ‘ซีรีส์เรื่องนี้ต้องการเน้นไปที่ตัวละคร’ (ขอแสดงความยินดีกับคนชอบ Game of Thrones เพราะเหตุนี้ด้วยนะครับ) โดยทั้งสองคนอธิบายว่าตัวละครจะแตกต่างกัน ตรงที่เรื่องนี้จะไม่มีคนดี และตัวละครที่เราจะรักได้สุดอย่าง Arya Stark เลย ทุกตัวละครเป็นมนุษย์ที่มีรัก โลภ โกรธ หลง กิเลส ความอิจฉาริษยา ความหลงผิด และความเห็นแก่ตัวในทางใดทางหนึ่งทั้งสิ้น แม้กระทั่งความห่วยแตกและผิดพลาดในฐานะมนุษย์ที่เป็นเหตุผลให้มนุษย์เป็นมนุษย์นั่นเองครับ

ตัวละครหลักใน House of the Dragon เป็นตัวแปรสำคัญประกอบไปด้วย Viserys ที่ 1 ชายผู้เป็นคนดีแต่ไม่ใช่กษัตริย์ที่ยอดเยี่ยม เจ้าหญิงและองค์ชายรัชทายาท Rhaenyra และ Daemon Targaryen (คู่รักหลานอาอีกคู่) กับฝั่งของตระกูล Hightower ที่ประกอบไปด้วย Otto และ Alicent Hightower มือขวากษัตริย์และลูกสาว ผู้เป็นเครื่องมือในการเล่นเกมชิงบัลลังก์กับอดีตเพื่อนสนิท รวมไปถึงฝั่งของ Velarion ที่เป็นสืบทอดเชื้อสาย Valyria นำโดย Corlys Velarion กับ Rhaenys Targaryen ที่มีฉายา ‘The Queen Who Never Was’

ตัวละครเหล่านี้ฟาดฟันและเดินหมากกัน โดยทั้งหมดโคจรอยู่กับเรื่องอำนาจ โลหิต มังกร และอัคคี ตามสโลแกนที่พาดหัวไว้ตอนต้น กับยังชูประเด็นที่น่าสนใจอย่าง ‘ปิตาธิปไตย’ หรือลัทธิชายเป็นใหญ่ และการโค่นล้มมันหรือความเชื่อที่จะสนับสนุนมัน ด้วยตัวละครหญิงสุดแกร่งอย่าง Rhaenyra และ Alicent ด้วยอำนาจของความแกร่ง โดยไม่เกี่ยวข้องกับเพศและอำนาจแห่งความเป็นมารดา 

ถึงแม้เราจะไม่ได้ชอบใครสุดในแง่ตัวละครโปรด ก็เชื่อว่าเราจะได้ชอบแต่ละตัวละคร ในแง่มุมที่เป็นตัวเองได้อย่างสมจริง มีมิติ และมีแนวโน้มจะเกิดการแยกข้างกันไม่น้อยครับ ในฐานะคนดูที่เป็นพยานเหตุการณ์ เพราะแม้แต่ตัวละครที่ถ่ายทอดความน่ารังเกียจ ชั่วร้าย น่าขยะแขยงอย่าง Daemon Targayen ของ Matt Smith การแสดงของเขากับมิติตัวละครที่เผยให้เห็น ทำให้เขาเป็นตัวละครที่ผมชอบที่สุดจากที่ได้ดูอีพีแรก

House of the Dragon ซีรีส์ภาคก่อน Game of Thrones เพื่ออรรถรสเต็มเปี่ยม มังกรเริงระบำ อัคคี และโลหิต เพื่อหนึ่งบัลลังก์เหล็ก

จากที่ได้ดูไป House of the Dragon ค่อนข้างจะมีกลิ่นอายที่แตกต่างจาก Game of Thrones พอสมควรครับ ตรงที่เนื้อเรื่องและผู้คน/ตัวละครข้างในนั้น มีความเข้มข้นและซีเรียสกว่ามาก

ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเนื้อเรื่องไม่มีตัวละครสไตล์สร้างสีสันอย่าง Tyrion Lannister, Lord Varys และ Littlefinger แต่ส่วนหนึ่งคิดว่าเพราะตัวละครที่เลือกใช้เล่าเรื่อง กับรสมือการกำกับและตัวบทที่แม้จะเป็นการพากลับสู่โลกของ Game of Thrones แต่ก็ยังมีองค์ประกอบที่ทั้งเหมือนทั้งต่างปน ๆ กันไป เพียงแต่สิ่งหนึ่งที่พูดได้ คือซีรีส์ยังคงไว้ซึ่งมนต์เสน่ห์และความขลังอยู่ครบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพาเรากลับไปยังสถานที่เดิมที่คุ้นตา แต่แตกต่างไปในช่วงเวลา ให้ได้เห็นได้เทียบการเปลี่ยนแปลงชัดเจน 

ไปจนถึงเพลงประกอบชวนขนลุกและการอ้างอิงถึงตระกูลที่เราคุ้นเคย ส่วนที่ขาดไม่ได้ก็คือฉากโหด คำหยาบ กับฉากเซ็กส์อย่างโจ่งแจ้งไม่เซ็นเซอร์ รวมไปถึงบรรยากาศที่ทุกตัวละครตายได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะหลักหรือรองหรือตัวประกอบ เพราะนั่นคือซิกเนเจอร์ของซีรีส์ HBO กับ Game of Thrones กับวิถีทางในการถ่ายทอดความดิบเถื่อนและเรียลอย่างโหดร้ายสู่สายตาผู้ชมครับ

สำหรับอีพีแรกถือว่า Promising ผมอาจไม่ได้ใช้คำว่า ‘ดีมาก’ หรือ ‘ดีแน่นอน’ นะครับ แต่ที่พอจะพูดได้ มันเป็นคำสัญญิงสัญญาที่น่าเชื่อถือเลยทีเดียวครับ ว่าเรากำลังจะได้ดู The Next Game of Thrones เวอร์ชั่นมีมังกรมากกว่า มีดีในแบบของตัวเองด้วยรูป รส กลิ่น เสียง ที่แตกต่าง แต่รู้สึกคุ้นเคยอย่างมากในเวลาเดียวกัน 

ค่อนข้างน่าสนใจตรงที่พอมีโครงต้น กลาง ปลายครบจบจากหนังสือ Fire & Blood อีกทั้งยังบอกว่า มีบางจุดที่ซีรีส์จะไม่เหมือนหนังสือในรายละเอียด ผู้สร้างและ George R.R. Martin จะถ่างโครงเรื่องเหล่านั้นออก แล้วเสริมเติมแต่ง ดัดแปลง อย่างไรให้เหมือนและแตกต่าง โดยที่คนที่ได้ชมเรื่องราวที่มีปลายทางแน่นอนแล้ว (โดยเฉพาะผู้อ่านหนังสือมาแล้ว) สามารถตื่นเต้นและเอ็นจอยไปกับมันได้ครับ

รับชม House of the Dragon ซีซั่น 1 ได้ในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ทาง HBO GO ครับ

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load