“คุณคือใคร” ประโยคแรกที่เราได้ยินในซีรีส์ และ “เมื่อไหร่ชีวิตวันนี้ในออฟฟิศจะจบลงสักที” คือ 2 คำถามเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง (Life) ของนักแสดงที่ผันมาอำนวยการสร้างซีรีส์อย่าง เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) และชีวิตการทำงาน (Work) ของผู้สร้าง แดน อิริกสัน (Dan Erickson) ที่เป็นสสารตั้งต้นให้เกิดเป็น Severance หนึ่งในซีรีส์ระดับ Top Tier ของ Apple TV+ ที่ใคร ๆ ต่างแนะนำให้ดู เมื่อพูดถึงค่ายสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่ที่กำลังมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ เจ้านี้ครับ

เรื่องราวของซีรีส์เกี่ยวกับ Mark ชายผู้ทำงานในบริษัท Lumon ที่ผ่าตัดแยกสมองพนักงาน เพื่อแยกชีวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกันอย่างสิ้นเชิง เมื่ออยู่ข้างนอกพนักงานบริษัทนี้จะจำอะไรเกี่ยวกับข้างในไม่ได้ ในขณะเดียวกัน ขณะทำงาน พวกเขาก็จะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตข้างนอกเช่นกัน ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติสุขจนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนร่วมงานคนสนิทหายตัวไปอย่างปริศนา Mark จึงออกตามหาเพื่อน และค้นพบความจริงบางอย่างเกี่ยวกับการผ่าตัดแยกโลก (Severance) และบริษัทนี้

ความน่าสนใจของ Severance ไม่ได้มีแค่นั้นครับ เพราะในองค์ประกอบทั้งเนื้อหาแนวคิด (Concept) และด้าน Physical ทุกอย่าง ทั้งการออกแบบ แสง สี ฉากออฟฟิศ และโลเคชันในเรื่อง ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นงานคราฟต์ที่ผ่านกระบวนคิดอย่างซับซ้อนมาแล้ว และดัดแปลงจากคอนเซ็ปต์ (Conceptualized) สู่รูปธรรมได้อย่างสอดคล้องกับเนื้อเรื่องและประเด็นที่ซีรีส์ต้องการสื่อ เลยอยากมานำเสนอแง่มุมทั้งสองของซีรีส์เรื่องนี้ให้อ่าน และสนใจตามไปดูกันโดยที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดสำคัญอะไรมากครับ

Severance ซีรีส์เรื่องบริษัทรับผ่าตัดสมองพนักงาน แยกชีaวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกัน

ว่าด้วยคำนิยามซีรีส์กันก่อน เป็นเรื่องยากพอ ๆ กับการแยก Work-Life Balance ในชีวิตทุกวันนี้เลยครับ เพราะหากไม่นับเรื่องย่อที่ชัดเจนด้านบน Severance เป็นซีรีส์ที่ค่อนข้างผสมปนเปทั้งไซไฟดิสโทเปีย เสียดสีต่อโลกแห่งความเป็นจริงเกี่ยวกับประเด็นนี้ และยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความ Psychological Thriller หรือความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจจากความมืดบอดด้วย ‘ความไม่รู้’ ที่ผสมไปด้วยความลุ้นระทึกปนตลกร้าย และขับเน้นประเด็นเรื่องจิตใจ ตัวตน และความหมายชีวิตในเชิงปรัชญาได้น่าสนใจพร้อม ๆ กัน จนกล่าวได้ว่า ถ้าหากนิยามของหนังหรือซีรีส์ที่ดีคือท่อลำเลียงสารในรูปแบบความบันเทิง มีคุณสมบัติทำให้เราได้ฉุกคิดเรื่องบางอย่างอย่างจริงจังและเติบโตทางจิตวิญญาณโดยไม่รู้ตัว Severance คือเรื่องนั้นครับ

ผู้สร้าง Dan Erickson เล่าว่า ตัวเขาเคยเป็นพนักงานออฟฟิศมาก่อน ในทีแรกมันไม่ได้แย่ซะทีเดียว เพราะหาความสุขกับการใช้ชีวิตนอกเวลางานได้ เช่น หลังเลิกงานหรือพักผ่อนในวันหยุด แต่ก็เหมือนทุกคนที่อยากให้เวลาทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่มีความท้าทายน้อย หรืองานที่ทำแล้วคนคนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าเกิดการพัฒนา (งานของ Dan ที่ตัวเขานิยามว่าเป็น Meaningless Job) งานที่เจอเพื่อนร่วมงานไม่ดี เจ้านายแย่ ๆ หรืองานที่ทำเพราะเงิน แต่ไม่ได้มีแพสชันอยากจะทำ ผ่านไปไว ๆ หรืออยากให้ถึงเวลาตอกบัตรออก ราวกับเวลาถูกกด Skip เหมือนหนังเรื่อง Click (2006) ของ Adam Sandler จึงต่อยอดมาเป็นคอนเซ็ปต์ “งั้นก็แยกการทำงานกับชีวิตออกกันเลยสิ”

Severance ซีรีส์เรื่องบริษัทรับผ่าตัดสมองพนักงาน แยกชีaวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกัน

การแยกชีวิตอย่างสิ้นเชิงใน Severance ต่อยอดไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าคือ ‘แล้วอะไรคือชีวิตและตัวตน’ ในเมื่อในซีรีส์เรื่องนี้ พนักงาน 1 คนมีตัวตน 2 เวอร์ชัน และเวอร์ชันหนึ่งไม่ได้รู้จักตัวตนของตัวเองข้างนอก/ข้างใน นั่นถึงขนาดต้องมาเล่นเกมนั่งเดาชีวิตเพื่อนร่วมงานกันเองแบบนี้ เท่ากับว่า 1 ร่างมี 2 คนหรือไม่ ในเมื่อเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าบุคลิกไหนคือบุคลิกจริงของเรา แต่ที่แน่ ๆ กระบวนการนี้ก่อให้เกิด ‘กระบวนการผลักภาระ’ ขึ้น จากการที่เวอร์ชันหนึ่งของจิตต้องรับภาระในการทำงานงก ๆ มีชีวิตอยู่แค่ที่ทำงาน (ซึ่งรู้เกี่ยวกับบริษัททั้งหมด) และไม่รู้จักการพักผ่อน ในขณะที่อีกร่างได้ภาระในการพักผ่อน ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าและสนุกเพียงอย่างเดียว จนรู้สึก Lost กับความหมายของชีวิตไม่แพ้กัน

การเสียดสีตรงนี้ที่เป็นไปไม่ได้ในโลกความจริง แต่ลึก ๆ แล้วทุกคนปรารถนาไม่น้อยที่จะ Skip แม้ต้องแลกมากับการรู้สึกด้อยคุณค่า ทำให้กลับมามองโลกความเป็นจริงว่า แท้จริงแล้วควรเปลี่ยนที่ตัวเรา ต้องปรับโหมดตัวเองเพื่อรองรับกับชีวิตทั้งสองด้านอย่างเท่า ๆ กัน และต้องหาสมดุลให้ตลอด (ชีวิตในยุคนี้ค่อนข้างรีบเร่งและมีความสังคมปลาใหญ่กินปลาเล็ก พลาดโอกาสแล้วพลาดเลย คนอื่นพร้อมมาเสียบแทนได้เสมอ) หรือแท้จริงแล้ว ควรเป็นที่ตัวระบบ ตั้งแต่ร้านเล็ก ๆ บริษัทย่อม ๆ จนถึงองค์กรใหญ่โตกันแน่ ที่ควรให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตของพนักงาน ตั้งแต่ถามไถ่สุขภาพจิต เวลาพักผ่อน สวัสดิการ และกำหนดนโยบายให้พนักงานอยากมาทำงานที่สุด

แต่นั่นก็คงจะเป็นแค่คำถาม เพราะในความเป็นจริงที่ดาร์กกว่านั้นคือ มันแทรกอยู่ในชีวิตเราทุกอณูจนแยกไม่ได้อีกต่อไป ด้วยความจำเป็น การแข่งขัน และการเพิ่มจำนวนประชากรกับเด็กจบใหม่ จึงกลายเป็นชีวิตแนว Whatever it takes ที่มนุษผู้หนึ่งสละได้ทั้งความสัมพันธ์ ความรัก มิตรภาพ เพื่อแลกมาซึ่งโอกาส เป้าหมาย การมีชีวิตรอด และความรุ่งโรจน์ เกิดเป็นสังคมปัจเจกมากขึ้น ทำไปทำมาก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันนะครับ ว่ากระบวนการ Severance ในซีรีส์ ไม่ต่างจากกลไกป้องกันตัว ร่างกายปฏิเสธความรู้สึกทรมานที่เต็มไปด้วยความขาดและโหยหา จนกระทั่ง Split ตัวเองออกเป็น 2 ซีกที่ตัดขาดจากกันและไม่รับรู้กันและกัน เหมือน DID (Dissociative Identity Disorder)

Severance ซีรีส์เรื่องบริษัทรับผ่าตัดสมองพนักงาน แยกชีaวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกัน

อันที่จริงในแง่หนึ่ง แม้การเสียดสีด้วยโลกโทเปียคือการผลักความประชดประชันออกไปให้สุดทาง หรือทำให้ระบบบางอย่างที่เบ็ดเสร็จดูทรงพลังซะจนคนที่อยู่ภายใต้ระบบสิ้นหวังเพียงไหน ก็เป็นเรื่องน่าคิดหากจะพูดว่า Severance เป็นซีรีส์ที่มีความเป็น ‘ยูโทเปีย’ ซ้อนอยู่ เพราะใครบ้างไม่อยากแยกตัวตนตอนใช้เวลาว่างกับการทำงาน แถมยังมีการแบ่งโซนที่ชัดเจน จึงไม่แปลกที่ถึงจะมีคนต่อต้านการล้างสมองแบบนี้ แต่ก็ยังมีคนที่สนใจในตัวบริษัท และดูกระเหี้ยนกระหือรืออยากมาทำงานที่บริษัท Lumon

แต่ถึงจะบอกว่าเป็นทั้งยูและดิส ชีวิตที่ปราศจากการควบคุมโดยสมบูรณ์ของตัวเราเอง หรือขาดเจตจำนงเสรี (Free Will) และขาดความสามารถในการตรวจสอบตัวเอง ซึ่งเข้าข่ายคำพูดของนักปราชญ์ชาวกรีกอย่าง Socrates ว่า “คนที่ไม่ตรวจสอบตัวเอง ไม่ควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่” แบบนี้ไม่รู้จะเรียกว่าชีวิตได้หรือไม่ เพราะถ้าไม่นับเวลานอน 6 – 8 ชั่วโมงแล้ว เราใช้เวลาชีวิตไปกับการทำงานมากกว่า และร่างที่ใช้ชีวิตด้านนอกมีหน้าที่เพียงพักผ่อนตามอัธยาศัย และนำพาร่างตัวเองกลับเข้าไปทำงานใหม่เท่านั้น ตามที่ตัวละคร Mark กล่าวไว้ว่า “เราจะรู้ได้ว่าเราอยากทำงานที่นี่ เพราะเรายังทำงานอยู่ที่นี่ไงล่ะ” 

หลังจากได้ยินคำถามที่ว่า บางทีเราอาจไม่ต้องการชีวิตแบบนี้ก็ได้ ชีวิตแบบนี้จึงไม่ต่างกับการใช้ชีวิตแบบกึ่งเปิดระบบอัตโนมัติ และเสียสิ่งสำคัญที่สุดไปอย่างเวลา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันครับว่าในอีกแง่ นอกจากเสียเวลาคุณภาพแล้ว เวลาที่ไม่แย่ อย่างการทำงานแค่ตามหน้าที่ แต่ในใจทุกข์ทรมานยิ่งนัก ความเหนื่อยล้า เครียด ปวดหัว แถมยังไม่ชอบสิ่งแวดล้อมที่ทำงาน ปัญหาทุกอย่างจะหมดไปอย่างสิ้นเชิงเลย

แต่เมื่อมองดูดี ๆ นี่ก็เป็นเพียงอีกหนึ่งระบบในโลกทุนนิยม ที่ทำให้เราโอบรับและเปลี่ยนให้คนกลายเป็น Working Machine (คำที่ผู้สร้างใช้) อย่างเต็มใจและโดยดีเท่านั้นเอง แบบที่เมื่อมาคิด ๆ ดู มีแนวโน้มที่เราอาจแปลกใจไม่น้อยกับอัตราตัวเลขถ้าบริษัทนี้มีอยู่จริงและการผ่าตัดนี้ทำได้จริง หรือแม้แต่กับระบบการทำงานแบบฟรีแลนซ์ที่ทำเท่าที่มีและแสวงหางานเสมอก็เช่นกันครับ ในบางครั้ง คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้ Skip ช่วงเวลาที่ต้องผ่านงานยาก ๆ หนัก ๆ หรือเดดไลน์กระชั้นชิด ให้เป็นภาระของตัวเราในอีกเวอร์ชัน ส่วนเราคือเวอร์ชันที่งานเสร็จ เงินมาแล้ว

Severance ซีรีส์ของ Ben Stiller เรื่องบริษัทรับผ่าตัaดสมองให้พนักงานมี 2 ตัวตน แยก Work กับ Life ออกจากกัน

พูดถึงปัจจัยภายในไปแล้ว อีกเรื่องที่อยากพูดถึงและนำเสนอมาก ๆ คือการกำหนดโทนเรื่องและการใช้องค์ประกอบด้านนอกที่เอื้อกับประเด็นภายในอย่างชาญฉลาดครับ การออกแบบภายใน เริ่มจากการออกแบบฉากและพร็อพ ทุกอย่างในซีรีส์เรื่องนี้คิดมาอย่างดีและมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ กับจงใจกำหนดทิศทางความรู้สึกคนดูในแง่สุนทรียศาสตร์ทั้งสิ้น

เริ่มจากแรงบันดาลใจของการออกโทนซีรีส์ที่มีความ Twisted-mind และ Mind trip นิด ๆ (จริง ๆ ก็ไม่นิด) ในตำนานอย่าง Twin Peaks ของ David Lynch โทนการเสียดสีรูปแบบการจัดเรียงตำแหน่งวัตถุในฉากและการจัดออฟฟิศ ได้แรงบันดาลใจมาจากหนัง Play Time (1967) ของผู้กำกับชาวฝรั่งเศสชื่อ Jacques Tatai กับโฆษณาร้านสเต๊ก Sizzler ปี 1001 โทนตลกร้ายได้มาจากหนังสองพี่น้อง Coen อย่าง Fargo และซีรีส์ The Office ส่วนความจิตวิทยาเรื่องตัวตนได้มาจาก Being John Malkovich เขียนบทโดย Charlie Kaufman, Black Mirror: White Chrisman และหนัง Dark City โดยทั้งหมดถูกเจียระไนด้วย ‘ไอเดีย’ ตั้งต้นที่ได้พูดถึงไปในบรรทัดแรกของบทความนี้

การออกแบบฉากนั้น โปรดักชันดีไซเนอร์ที่ชื่อ Jeremy Hindle พูดไว้ว่า จงใจออกแบบให้หลาย ๆ อย่างสมมาตร แต่ก็มีบางอย่างผิดเพี้ยน ซึ่งทั้งสมมาตรและสมมาตรแต่ผิดเพี้ยนเล็กน้อยต่างให้ความรู้สึกไม่สบายใจบางอย่าง เหมือนอาการ OCD กำเริบ รวมไปถึงตัว ‘O’ ในโลโก้บริษัท Lumon ก็เช่นเดียวกัน ได้แรงบันดาลใจมาจากบริษัทยา ซึ่งการที่ชื่อ Lumon อยู่ด้านใน Jereny บอกว่า Lumon = พนักงาน และพนักงานอยู่ด้านในวงกลมที่เหมือนโลกทั้งใบของพวกเขา มันคือการสื่อสารธีมเรื่องทางจิตวิทยาอย่างหนึ่งถึงความสัมพันธ์แบบบริษัทยักษ์ใหญ่ที่รวยระดับ Elon Musk และจะทำอะไรก็ได้ โดยการที่เสื้อผ้าของพนักงานมี Dress Code ชัดเจน ก็เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของในตัวมนุษย์ของบริษัทยักษ์ใหญ่เช่นเดียวกัน

Severance ซีรีส์เรื่องบริษัทรับผ่าตัดสมองพนักงาน แยกชีaวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกัน

ต่อมาเรื่องการออกแบบออฟฟิศ การเลือกและจัดโต๊ะเก้าอี้ที่ตัวละคร Helley พนักงานใหม่ ตื่นขึ้นมาในฉากแรกที่มีลักษณะเหมือนช่องคลอด เพื่อบ่งบอกว่าชีวิตการทำงานของ Helly และซีรีส์เรื่องนี้ได้เริ่มต้นแล้ว ไปจนถึงสิ่งที่เห็นได้ชัดคือการคุมโทนด้วยสีขาว ที่ทีมพร็อพเอาสีขาวต่างกัน 50 เฉดเพื่อขัดเหลือแค่ 3 – 4 สีมาใช้ โดยมีพื้นสีเขียวค่อนไปทางสีเบจ ทำหน้าที่บ่งบอกถึงความรู้สึกสงบ สัมผัสถึงธรรมชาติ ความอิสระเหมือนวิ่งในทุกหญ้า แต่เสียดสีว่าไม่ต่างกับหญ้าเทียม (เราเหมือนเป็นวัวในฟาร์ม) และพลังที่เพนต์ท้องฟ้าและภาพวิว ให้ความรู้สึกผิดประหลาด (Eerie) น่ากลัวแบบเซอร์เรียลและไม่ปกติ และยังมีการใช้แสงสีขาวที่สว่างแบบ Soft Light แต่มีอยู่ทั่วทุกซอกทุกมุมอาคารจนแทบไม่เกิดเงา เพื่อให้รู้สึกผิดธรรมชาติ (Unnatural) กับการให้มีของน้อยชิ้นและตั้งห่าง ๆ เน้นพื้นที่โล่ง ๆ ทั้งหมดก็เพื่อนัยยะที่บ่งบอกว่า ทุกความคิดและการกระทำของพนักงาน อยู่ในที่โล่งแจ้งและถูกจับตาดูอยู่ตลอด ไม่ต่างจากในเรื่อง 1984 ที่รัฐเผด็จการมีสโลแกน “Big Brother is Watching You”

นอกจากนี้ ยังใช้โถงทางเดินยาว ๆ ทำให้เกิดอาการกลัวที่แคบ (Claustrophobia) และรู้สึกอึดอัดแทน กับอีกสิ่งที่แสดงถึงความผิดเพี้ยนและหลอกลวงทั้งตัวละครและคนดู คือการจัดโซนโต๊ะทำงาน ที่หากจัดเป็นบล็อก ๆ หรือ Compartment แบบในหนัง The Matrix จะให้ความรู้สึกที่อึดอัด อยู่ในกรอบ และรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในระบบที่อาจก่อให้เกิดการต่อต้าน บริษัทจึงจัดโต๊ะแบบหันหน้าชนกัน และกั้นด้วยแผ่นกั้นแค่ 4 แผ่น แต่มีเพื้นที่ด้านหลังอีกเยอะและชะโงกหน้าคุยกันได้ ซึ่งหากมองดูดี ๆ นั่นไม่ต่างอะไรไปกับแบบ Compartment เลยสักนิดครับ เพียงแต่ทุกคนอยู่ในกรอบที่ใหญ่กว่าเท่านั้นเอง คือกรอบของจิตใจและการควบคุมจิตใจ > ร่างกาย (Mind Over Body)

ส่วนตัวโต๊ะทำงานและคอมพิวเตอร์ กับอุปกรณ์ทำงานเองก็ได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงกลางศตวรรษครับ ยุค 50, 60, 70, 90 เป็นยุคที่คนจัดโต๊ะทำงานแบบคลาสสิก โลกยังไม่ไปไกลมาก และอุปกรณ์ยังน้อยชิ้นอยู่ การนำอะไรที่เรโทรแบบนี้มาออกแบบให้ดู Retro-future ให้ความรู้สึกเช่นกันว่าที่ทำงานนี้ส่งผลต่อ Space & Time ให้ตัวละคร Lost in Time ไม่รู้วันเวลา เดือน ปี และสนแต่ผลลัพธ์ที่ทำแบบวกวนไปเรื่อย ๆ แม้จะมีนาฬิกากับปฏิทินให้ดู และมันยังสร้างความรู้สึกโล่งอย่างอึดอัดได้ดีอีกด้วยครับ เพราะไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าคุกที่มองผนังไม่เห็น พันธนาการที่มองไม่เห็นโซ่ล่าม และคุกที่ผู้คุมขังรู้สึกว่ามัน ‘น่าอยู่’ อีกแล้วล่ะครับ มันคือการมองคุกแบบ “Cold, but comfortable and beautiful”

ไม่รู้ว่าสังเกตหรือไม่ แต่ผมจงใจใช้รูปที่อยู่ในออฟฟิศทั้งหมดเพื่อแสดงถึงความอึดอัดและมองเห็นชีวิตด้านเดียว เพื่อที่จะได้เข้าใจความรู้สึกของการถูก Severance หรือผ่าตัดแยกโลก และเพื่อให้เห็นถึง Work ที่ ไร้ Balance ในด้านนี้ และความบาลานซ์สร้างได้ ง่าย ๆ แค่ ‘เข้าห้องผ่าตัดสมอง แต่คำถามคือมันดีต่อใครกันแน่ พนักงาน บริษัท หรือผลประโยชน์ร่วมกันล่ะ แล้วถ้าทำได้จริง คุณจะทำไหม เป็นคำถามที่ซีรีส์ฝากไว้ให้คิด จากซีรีส์ที่ดูสนุก ๆ ก็ได้ อยู่เอาความ Mind-blowing กับจิตวิทยา และตลกร้ายเสียดสีทุนนิยม บริษัทยักษ์ใหญ่ และปรัชญาการดำเนินชีวิตสมัยใหม่ก็ดี เรื่องนี้ครับ

ใครอ่านถึงตรงนี้แล้วสนใจตามไปดู สามารถรับชม Severance ได้ทาง Apple TV+ ครับ มีทั้งหมด 9 Episode รับประกันความสนุกและพิศวงน่าติดตาม

ข้อมูลอ้างอิง

www.thrillist.com/entertainment/nation/severance-apple-tv-plus-set-design

www.nytimes.com/2022/04/26/arts/severance-apple-tv.html

https://variety.com/2022/artisans/production/apple-tv-plus-series-severance-lighting-1235225563/

www.nytimes.com/2022/04/26/arts/severance-apple-tv.html

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

วัยรุ่นคือวัยที่เต็มไปด้วยกำลังวังชา ความสดใสร่าเริง มีหนทางข้างหน้าหลายเส้นให้เลือกเดิน แต่เป็นเรื่องโชคร้ายเมื่อหนทางเหล่านั้นปิดลงเพราะพวกเขาเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย 

เด็ก 8 คนจากหลากที่มา ต่างรวมตัวกันเพื่อรอความตายที่บ้านพักผู้ป่วย Brightcliffe จากนั้นสัญญากันว่าจะผลัดกันเล่าเรื่องสยองขวัญทุก ๆ เที่ยงคืน โดยหากคนใดคนหนึ่งตายไป จะพยายามติดต่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่จากฝั่งโลกคนตาย

The Midnight Club (TV Series 2022– ) คือผลงานซีรีส์เรื่องล่าสุดของผู้สร้าง Mike Flanagan จาก The Haunting of Hill House, The Haunting of Bly Manor และ Midnight Mass ที่ทำร่วมกับ Netflix อีกครั้ง ครั้งนี้เป็นการร่วมงานกับผู้สร้างอีกคนคือ Leah Fong และยังเป็นเรื่องแรกของ Mike ที่จะสร้างหลายซีซั่น ไม่ใช่มินิซีรีส์หรือซีซั่นเดียวจบอย่างที่ผ่านมา โดยเป็นการหยิบยกเอาผลงานเลื่องชื่อของ Christopher Pike กับเรื่องอื่น ๆ ของเขาอีก 28 เรื่องมาดัดแปลงอยู่ในเรื่องเดียว ในรูปแบบของเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า พื้นหลังเป็นยุค 90 ซึ่งนอกจากนี้ยังได้ผู้แต่งหนังสือต้นฉบับมาทำหน้าที่โปรดิวซ์ซีรีส์ และ Mike ยังเผยด้วยว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Are You Afraid of the Dark? ที่เป็น Anthology Series ของ Nickelodeon ซึ่งเป็นซีรีส์ที่มีองค์ประกอบเหมือนกัน คือ วัยรุ่นกับเรื่องสยองขวัญอีกด้วย

แน่นอนครับ ที่ขาดไม่ได้ คือความสยองสไตล์ Mike Flanagan ที่ถึงแม้เอพิโซดแรกจะทำสถิติ Guinness World Records ซีรีส์ที่มีฉากจั๊มป์สแคร์หรือที่บ้านเราเรียกว่าตุ้งแช่ไปมากถึง 21 ครั้ง (เรียกได้ว่าเป็นตุ้งแช่ที่น่าจะถี่และต่อเนื่องที่สุดในโลกก็ว่าได้ครับ มุกค่อนข้างใหม่มาก) แต่เรื่องราวกลับพูดถึงปรัชญา ชีวิต ปัญหา ความตาย และความสยองที่ลึกซึ้ง พร้อมแทรกสัญลักษณ์กับการสื่อสารแบบให้คนดูคิด วิเคราะห์ ตีความระหว่างดูและหลังดูจบจนเกิดการตกตะกอนกันอีกเช่นเคย

The Midnight Club ซีรีส์ที่มีฉากสะดุ้งมากสุดในโลกจากผู้สร้าง The Haunting of Hill House

ก่อนพูดถึงเนื้อหา อยากเล่าที่มาสักนิดว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นผลงาน Passion Project ที่ Mike Flanagan ต้องการดัดแปลงตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วและไม่เคยลืม จนในที่สุด The Midnight Club ก็กลายมาเป็นซีรีส์ได้ในที่สุด

ทั้งหมดเริ่มต้นในยุค 90 (ยุคเดียวกับในซีรีส์) ก่อนที่จะมาเป็นผู้กำกับและผู้สร้างที่หลายคนขนานนามว่า ‘อัจฉริยะแห่งวงการสยองขวัญ’ Mike Flanagan เป็นแฟนคลับตัวยงนิยาย Goosebumps ของ R.L. Stine, Stephen King กับ Henry James และต่อมาในปี 1994 เขาได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ทำให้ถึงกับร้องไห้ออกมา ใช่แล้วครับ หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่า The Midnight Club ที่เจ้าตัวเผยว่าทีแรกตั้งใจจะอ่านเพื่อเสพความน่ากลัว แต่กลับได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของวัยรุ่น นั่งคุยกันเรื่องชีวิต ความตาย ที่ทัชใจเขามาก ๆ Mike นิยามว่า “นิยายเล่มนี้ของ Christopher Pike เล่าสิ่งที่พ่อแม่ของเด็ก ๆ จะไม่รู้ว่ามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในหนังสือด้วย” เนื่องจากมันเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้แนวสยองขวัญพูดเรื่องซีเรียส แทนที่จะหลอกให้คนกลัวหรืออ่านไปขนลุกไปเฉย ๆ

Mike Flanagan ที่อยู่ในช่วงเรียนฟิล์มสมัยมหาวิทยาลัยจึงนั่งลงและพูดกับตัวเองว่า “The Midnight Club จะต้องกลายเป็นหนัง” จากนั้นเขาจึงลงมือเขียนบทซะดิบดี ทบทวนแล้วทบทวนอีก แก้แล้วแก้อีก จนกระทั่งมั่นใจแล้วว่ามันเป็นบทที่ดีชนิดที่พร้อมสร้าง จึงได้ทำการระดมทุน แต่ด้วยความที่ขาดประสบการณ์ เขาลืมสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือขอลิขสิทธิ์จากสำนักพิมพ์และผู้แต่ง หลังจากที่ติดต่อไป สำนักพิมพ์ไม่อนุญาตให้สร้าง เขาอกหักอย่างจัง เท่านั้นยังไม่พอ ด้วยความกลัวว่าจะถูกฟ้อง จึงได้ทำลายทั้งตัวบทที่เป็นกระดาษกับเอกสารรูปแบบดิจิทัล

จากนั้นราว ๆ 20 ปีต่อมา Mike Flanagan ที่ฝึกวิทยายุทธจนได้รับการขนานนามว่าเป็นปรมาจารย์แห่งยุทธภพหนังผี ผู้มีกระบวนท่าอันไม่ซ้ำใคร และดูไกล ๆ จากยอดตึกยังรู้ว่าเขาเป็นผู้กำกับ (โทนภาพเขียว ๆ ก็เป็นหนึ่งในนั้น) เขาได้ติดต่อ Christopher Pike ด้วยตัวเอง ทั้งคู่คุยกันร่วม 3 ชั่วโมงเลยครับ ผลในทีแรกเจ้าของผลงานที่ไม่ได้รู้จักและไม่เคยดูหนังซีรีส์ของ Mike มาก่อนก็ลังเลอยู่เหมือนกัน จนกระทั่งได้ยินการ Pitch แบบสั้น ๆ ได้ใจความว่า Mike ต้องการ “นำ The Midnight Club ไปดัดแปลงเป็นซีรีส์ โดยที่เด็ก ๆ ในเรื่องเล่าผลงานเรื่องอื่น ๆ ของ Christopher Pike” พอได้ยินดังนั้น เขาก็ซื้อไอเดียทันที

The Midnight Club ซีรีส์ที่มีฉากสะดุ้งมากสุดในโลกจากผู้สร้าง The Haunting of Hill House

อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันและปนน่าเศร้าที่อยากให้ทราบคือ ที่มาของหนังสือ The Midnight Club ครับ Christopher Pike เขียนเรื่องนี้โดยมีแรงบันดาลใจมาจากแฟนหนังสือของเขาที่ได้เจอกันในปี 90 เธอเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายและบอก Christopher ว่าเธอกับคนไข้คนอื่น ๆ มักจะมารวมตัวกันในชมรมหนังสือแล้วพูดคุยเรื่องผลงานของเขา แต่เมื่อ The Midnight Club แต่งเสร็จ แฟนหนังสือคนนี้ก็จากโลกนี้ไปก่อนที่จะมีโอกาสได้อ่านหนังสือที่นางเอกของเรื่องอย่าง Ilonka มีเธอเป็นต้นแบบ

The Midnight Club ซีรีส์ที่มีฉากสะดุ้งมากสุดในโลกจากผู้สร้าง The Haunting of Hill House

ทีนี้ว่าด้วยเรื่องเนื้อหา ผลงานที่ผ่าน ๆ มาของ Mike Flanagan ดูเหมือนเขาจะได้รับอิทธิพลและแนวทางจากผลงานของ Christopher Pike ไม่น้อยเลยครับ ในการนำตระกูลสยองขวัญ/เรื่องผี ๆ มาบอกเล่าแก่นบางอย่างหรือประเด็นบางประเด็นที่เจ้าตัวต้องการจะพูด จนเรียกได้ว่าหากไม่มีเรื่องนี้ ก็ไม่แน่เหมือนกันที่อาจไม่มี Mike ในวันนี้

ซีรีส์ของเขามักจะพูดเรื่องถึงความสัมพันธ์และมุมมองเชิงปรัชญาต่อโลก ชีวิต และวิถีชีวิต ไม่ก็ความตายเสมอ หากให้ไล่เรียง Hill House เป็นเรื่องของครอบครัวพี่น้องแนว Family-drama ที่โดดเด่นจนสร้างชื่อให้ผู้กำกับและผู้สร้างคนนี้จนมีเรื่องต่อ ๆ มาตามมา Bly Manor พูดเรื่องพี่น้อง คนรัก และคนที่ผูกพันแม้ไม่ใช่สายเลือด Midnight Mass ว่าด้วยความสัมพันธ์ระดับชุมชน ความเชื่อ ลัทธิ มุมมองต่อพระเจ้า และความตาย ซึ่งเมื่อสังเกตดูดี ๆ จะเห็นว่าระดับความสัมพันธ์เริ่มขยับออกมาเรื่อย ๆ จากครอบครัวสู่คนรัก จากคนรักเป็นกลุ่มคนในชุมชนและลัทธิ

และใน The Midnight Club คือเรื่องของ Ilonka, Kevin, Anya, Sandra, Spencer, Cheri, Natsuki, Amesh เด็ก ๆ 8 คนต่างพื้นเพ ปูมหลัง เพศ รสนิยมทางเพศ เชื้อชาติ สีผิว นิสัย ครอบครัว เต็มไปด้วยความหลากหลาย เมื่อมารวมตัวกันเพื่อเล่าเรื่องราวตอนเที่ยงคืน ก็เกิดเป็นสายใยขึ้นโดยไม่รู้ตัว โดยนักแสดงในนี้นอกจากจะมี Igby Rigney กับ Annarah Cymone 2 ตัวละครเด่นจาก Midnight Mass แล้ว ยังมี Zach Gilford กับ Samantha Sloyan หรือ Riley Fynn และ Bev Keane จากเรื่องเดียวกันมาร่วมแสดงอีกด้วย

The Midnight Club ซีรีส์ที่มีฉากสะดุ้งมากสุดในโลกจากผู้สร้าง The Haunting of Hill House

ในมุมมองของผม มนุษย์มักรู้จักกัน สนิทกัน เชื่อมโยงและเห็นอกเห็นใจกันได้ด้วยเรื่องเล่าเสมอ เราจะไม่มีทางรู้จักใครดีพอเลยหากไม่ได้รู้เรื่องราวหรือปูมหลังของเขาทั้งหมด หรืออย่างน้อย ๆ ก็มากพอ และเรื่องเล่าเหล่านี้ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องแต่งก็จริง แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาโดยแฝงไปด้วยข้อความบางอย่าง และได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งเสมอ ภายใต้ทั้งความสยองขวัญ ลึกลับฆาตกรรมแฟนตาซี สืบสวน ยันไซไฟต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ ผลัดกันเล่า จะมีทั้งตัวละคร สัญลักษณ์ และเหตุการณ์เรื่องราวในนั้นที่ทำให้คนอื่น ๆ มองเห็นตัวตน ที่มา สิ่งที่เผชิญ สิ่งที่เป็นอยู่ สิ่งที่อยากจะแก้ไข ไปจนถึงสิ่งที่ตัวละครนั้นปรารถนาจะทำ

ยังไม่อยากสปอยล์อะไรมากแต่มี 2 เคสที่อยากพูดถึง เคสแรกคือเรื่องเล่าของ Anya และอีกเคสคือเรื่องเล่าของ Natsuki ที่ผมลงความเห็น (กับตัวเอง) ว่านี่คือ 2 เรื่องที่ดีที่สุด เพราะทั้งสองเป็นเรื่องที่บ่งบอกความเป็น Mike Flanagan ได้ดีและคมคายที่สุดครับ โดยเรื่องแรกเกี่ยวกับเด็กหญิงที่ต้องการมีชีวิตอีกด้านตรงกันข้าม จึงขายวิญญาณให้ปีศาจ ซีรีส์บอกเล่าเรื่องนี้ด้วยความแปลกใหม่และมีสไตล์ กับทำหน้าที่ในการทำให้ผู้ชมในเรื่องรู้จักตัวละคร Anya สาวไร้ขาข้างขวามากขึ้นในความปรารถนาชีวิตอีกด้านและความเสียใจภายหลัง ในขณะที่เรื่องหลังของ Natsuki พูดถึงโรคซึมเศร้าผ่านการขับรถเจอคนแปลกหน้าอย่างน่าสะเทือนใจและทำออกมาได้ดีไม่แพ้กัน จากที่ตอนแรกงง ๆ เราจะเข้าใจเองว่าเรื่องนี้ต้องการจะสื่ออะไร และยอดเยี่ยมปนหดหู่ขนาดไหน

เรื่องที่อยากจะบอกคือเรื่องราวของ Natsuki นั้น ผู้สร้างร่วมที่ชื่อ Leah Fong ได้รับแรงบันดาลใจมาจากครอบครัวเอเชียที่ไม่เชื่อว่าโรคซึมเศร้ามีอยู่จริง อีกทั้งจากสถิติแล้วเด็กเอเชีย-อเมริกันเป็นประชากรที่เติบโตเร็วที่สุด แต่ขอความช่วยเหลือด้านสภาพจิตใจน้อยที่สุดเนื่องจากผู้ปกครองไม่เชื่อ และเด็กไม่อยากถูกมองว่าแปลก ซีรีส์จึงหยิบจับตรงนี้มาบอกเล่าผ่านตัวละคร Natsuki ครับ เพื่อให้เห็นว่าเธอเจออะไรมา พ่อแม่เป็นยังไง สถานการณ์ของเธอเป็นยังไง และโรคซึมเศร้าน่ากลัวแค่ไหน

นี่เป็นแค่ 2 เรื่องจากเรื่องเล่าอีกมากมายที่หยิบยกมาแนะนำเป็นน้ำจิ้มเพื่อชวนให้ไปดูตาม พร้อม ๆ กันที่ทุก ๆ เอพิโซดจะมีเรื่องเล่าน่าสนใจเสมอ เรื่องทั้งหมดยังครอบไปด้วยเนื้อเรื่องแนวสืบสวนลึกลับ Ilonka ผู้เป็นตัวเอกของเรื่องต้องการไขคำตอบของการที่เธอมาที่นี่ให้ได้ว่าอะไรทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยอยู่ที่นี่และใกล้ตาย หายเป็นปลิดทิ้ง ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวกับข้องลัทธิประหลาดบูชาเทพเจ้ากรีกปี 30 ที่เกี่ยวข้องกับชมรมสยองขวัญที่มีมาเนิ่นนานรุ่นสู่รุ่นอีกที

The Midnight Club ซีรีส์ที่มีฉากสะดุ้งมากสุดในโลกจากผู้สร้าง The Haunting of Hill House

อีกประเด็นหนึ่งที่อยากพูดถึงคือความตายที่สวนทางกับความเป็นวัยรุ่นวัยกำลังโตและมีอนาคตสดใสรออยู่ เด็ก ๆ ในซีรีส์ The Midnight Club มายังที่แห่งนี้ด้วยความสิ้นหวัง แต่สายสัมพันธ์ผ่านเรื่องเล่า การเรียนรู้จากเรื่องราวของผู้อื่น และการทบทวนเรื่องราวชีวิตตัวเองผ่านการเล่าเอง ทำให้ต่างก็ตกตะกอนและมีความหวังว่าจะมีชีวิตอยู่ หรือชีวิตอันไม่แฟร์เช่นนี้จะต้องไม่ใช่จุดจบ นำไปสู่ความเชื่อว่ามีโลกหน้ารออยู่ และมันดูจะเป็นความหวังที่ทำให้พวกเขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อและได้ใช้ช่วงเวลาในอีกภพ เนื่องจากภพนี้พวกเขาเหลือเวลาอีกไม่มาก พอ ๆ กับ The Paragon ลัทธิประหลาดที่เกี่ยวข้องกับบ้านพัก Brightcliffe แห่งนี้

นอกจากนี้ที่น่าสนใจและน่าสนใจเสมอเมื่อมันเป็นซีรีส์ของ Mike Flanagan คือความคลุมเครือที่ว่าเรื่องราวนี้ตกลงแล้วมีผีจริง ๆ หรือเป็นผีที่จินตนาการ หรือผีที่มาในเชิงสัญลักษณ์เพื่อบอกบางอย่างกันแน่ ซีรีส์ของ Mike สำหรับบางตัวละคร จะมีผีตามหลอกหลอนเสมอ ซึ่งเขาดูจะพูดเป็นนัยในซีรีส์ทุกเรื่องว่า “ผีมักมาในหลายรูปแบบ” ฉะนั้น เรากับตัวละครในเรื่องจึงไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าสิ่งที่เห็นและปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นนั้น อย่างไหนหลอนไปเอง คิดไปเอง อย่างไหนของจริง หรือคำถามในภาพใหญ่คือ พวกเขาคิดไปเองหรือไม่ว่ามีเรื่องเหนือความเข้าใจอยู่จริง ๆ (ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องหาคำตอบกัน) อย่างเช่นเงาดำที่ตามตัวละคร ก็อาจทั้งมีจริงและอาจสื่อได้ว่ามันคือความกลัวตายของเด็ก ๆ ที่บางคนหลับตาปี๋ ส่ายหน้า แล้วบอกมันว่า “Not Today” และบางคนยอมจำนนต่อโชคชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง (Inevitable Fate)

สุดท้ายที่อยากพูดถึงคือข้อเสียของซีรีส์เรื่องนี้ ว่ากันอย่างสัตย์จริง The Midnight Club ไม่ใช่ผลงาน Top Tier ของ Mike Flanagan ครับ และคงต้องบอกว่าหากให้เทียบกับ 3 เรื่องก่อนหน้า นี่น่าจะเป็นเรื่องที่ความแข็งแรงด้านบท ความเฉียบคมกับการกำกับ ทำให้โดยรวมแล้วอยู่อันดับที่ 4 เลยล่ะ เนื่องจากซีรีส์ค่อนข้างจะสตาร์ทติดช้า (ไม่ช้าเท่า Midnight Mass แต่ก็ถือว่าช้าพอสมควร) มีโทนและจังหวะการเล่าที่ไม่คุ้น มีบทพูดที่ไม่จำเป็นและยาวเกินไปอย่างมากในช่วงแรก ๆ และใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะทำให้คนดูรู้สึกรัก ผูกพัน และยึดโยงกับความรู้สึกตัวละครได้ (แต่เมื่อสตาร์ทติดแล้วจะไปต่อได้อย่างราบรื่น)

แต่สาเหตุที่อยากมาแนะนำและไม่อยากให้พลาด โดยเฉพาะคนที่เป็นแฟนคลับ Mike Flanagan เพราะหลังจากที่ดูไปเรื่อย ๆ ก็ได้ค้นพบว่า Mike Flanagan ยังคงเป็น Mike Flanagan วันยันค่ำ สไตล์ของผู้สร้างคนนี้ยังคงชัด และยังคงแทรกไปด้วยความคมคายเช่นเคย ซึ่งเมื่อไหร่ที่ได้ฟังเรื่องเล่าของตัวละครเหล่านั้นแล้ว ความผูกพันและความอินจะเกิดขึ้นตามลำดับ ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคนอีกที สิ่งที่บอกได้มีเพียงแค่ว่า ไม่ว่าเนื้อเรื่องใหญ่ด้านสืบสวน ความตายที่กำลังมาเยือน และความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก ๆ กันเอง กับเด็ก ๆ และครอบครัวจะดีร้ายแค่ไหน หรือน่าสนใจมากน้อย ความเจ๋งตามลำพังคือเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่าที่ทั้งสนุกและหลากหลายรสชาติ ทำให้หากต้องแนะนำหนังหรือซีรีส์แนว ๆ นี้เมื่อมีใครสักคนถามหา เรื่องนี้จะเป็นหนึ่งในนั้นครับ โดยรวมแล้วนับว่าเป็นซีรีส์ที่สนุกและดีอีกเรื่องของ Mike Flanagan และระหว่างดูก็ได้คิดตามและหันกลับมามองชีวิตตัวเอง กับแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิตตัวเองไม่น้อย

เนื่องจากอย่างที่ Mike Flanagan ตั้งใจ เขาตั้งใจจะพูดบางอย่างโดยใช้เรื่องสยองหรือความเป็น Genre สยองขวัญเป็นเปลือกนอก และเราได้เห็นแก่นสารเหล่านั้นจากการฟังเรื่องราวที่กะเทาะเปลือกเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับภาพและเสียงบอกเล่า ทำให้ยิ่งดูจะยิ่งเอ็นจอยกับซีรีส์เรื่องนี้ เช่นเดียวกันหรือไปพร้อม ๆ กับที่ตัวละครในเรื่องเองก็กะเทาะเปลือกจนมองเห็นแก่นและสร้างสายสัมพันธ์มิตรภาพระหว่างกัน

The Midnight Club เปรียบเทียบเรื่องเล่าและสมาคมสยองขวัญเที่ยงคืนกับ ‘นาฬิกาทราย’ ที่ไม่ว่าใครจะจากไป หรือหน้าเก่าจากไป หน้าใหม่เข้ามาบ่อยแค่ไหน เรื่องเล่าจะยังคงมีต่อไป เพราะนั่นคือความหมายของชีพจรและการมีชีวิต ซึ่งหวังเช่นกันว่าหลังจากที่จบอย่างค้างคา ผสม what? ซีรีส์เจาะลึกมุมมองวัยรุ่นด้วยฟิลเตอร์ความสยองลี้ลับเรื่องนี้จะได้ไปต่อซีซั่น 2 หรือได้สร้างจนกว่าจะครบซีซั่นตามที่ผู้สร้างทั้งสองตั้งใจไว้ เพราะมีบางคำถามต้องการคำตอบจากตอนจบที่จบแบบ Cliffhanger สุด ๆ

ข้อมูลอ้างอิง

Netflix , Vanityfair , inverse

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load