“คุณคือใคร” ประโยคแรกที่เราได้ยินในซีรีส์ และ “เมื่อไหร่ชีวิตวันนี้ในออฟฟิศจะจบลงสักที” คือ 2 คำถามเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง (Life) ของนักแสดงที่ผันมาอำนวยการสร้างซีรีส์อย่าง เบน สติลเลอร์ (Ben Stiller) และชีวิตการทำงาน (Work) ของผู้สร้าง แดน อิริกสัน (Dan Erickson) ที่เป็นสสารตั้งต้นให้เกิดเป็น Severance หนึ่งในซีรีส์ระดับ Top Tier ของ Apple TV+ ที่ใคร ๆ ต่างแนะนำให้ดู เมื่อพูดถึงค่ายสตรีมมิ่งยักษ์ใหญ่ที่กำลังมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ เจ้านี้ครับ

เรื่องราวของซีรีส์เกี่ยวกับ Mark ชายผู้ทำงานในบริษัท Lumon ที่ผ่าตัดแยกสมองพนักงาน เพื่อแยกชีวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกันอย่างสิ้นเชิง เมื่ออยู่ข้างนอกพนักงานบริษัทนี้จะจำอะไรเกี่ยวกับข้างในไม่ได้ ในขณะเดียวกัน ขณะทำงาน พวกเขาก็จะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตข้างนอกเช่นกัน ทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติสุขจนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนร่วมงานคนสนิทหายตัวไปอย่างปริศนา Mark จึงออกตามหาเพื่อน และค้นพบความจริงบางอย่างเกี่ยวกับการผ่าตัดแยกโลก (Severance) และบริษัทนี้

ความน่าสนใจของ Severance ไม่ได้มีแค่นั้นครับ เพราะในองค์ประกอบทั้งเนื้อหาแนวคิด (Concept) และด้าน Physical ทุกอย่าง ทั้งการออกแบบ แสง สี ฉากออฟฟิศ และโลเคชันในเรื่อง ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นงานคราฟต์ที่ผ่านกระบวนคิดอย่างซับซ้อนมาแล้ว และดัดแปลงจากคอนเซ็ปต์ (Conceptualized) สู่รูปธรรมได้อย่างสอดคล้องกับเนื้อเรื่องและประเด็นที่ซีรีส์ต้องการสื่อ เลยอยากมานำเสนอแง่มุมทั้งสองของซีรีส์เรื่องนี้ให้อ่าน และสนใจตามไปดูกันโดยที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดสำคัญอะไรมากครับ

Severance ซีรีส์เรื่องบริษัทรับผ่าตัดสมองพนักงาน แยกชีaวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกัน

ว่าด้วยคำนิยามซีรีส์กันก่อน เป็นเรื่องยากพอ ๆ กับการแยก Work-Life Balance ในชีวิตทุกวันนี้เลยครับ เพราะหากไม่นับเรื่องย่อที่ชัดเจนด้านบน Severance เป็นซีรีส์ที่ค่อนข้างผสมปนเปทั้งไซไฟดิสโทเปีย เสียดสีต่อโลกแห่งความเป็นจริงเกี่ยวกับประเด็นนี้ และยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความ Psychological Thriller หรือความหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจจากความมืดบอดด้วย ‘ความไม่รู้’ ที่ผสมไปด้วยความลุ้นระทึกปนตลกร้าย และขับเน้นประเด็นเรื่องจิตใจ ตัวตน และความหมายชีวิตในเชิงปรัชญาได้น่าสนใจพร้อม ๆ กัน จนกล่าวได้ว่า ถ้าหากนิยามของหนังหรือซีรีส์ที่ดีคือท่อลำเลียงสารในรูปแบบความบันเทิง มีคุณสมบัติทำให้เราได้ฉุกคิดเรื่องบางอย่างอย่างจริงจังและเติบโตทางจิตวิญญาณโดยไม่รู้ตัว Severance คือเรื่องนั้นครับ

ผู้สร้าง Dan Erickson เล่าว่า ตัวเขาเคยเป็นพนักงานออฟฟิศมาก่อน ในทีแรกมันไม่ได้แย่ซะทีเดียว เพราะหาความสุขกับการใช้ชีวิตนอกเวลางานได้ เช่น หลังเลิกงานหรือพักผ่อนในวันหยุด แต่ก็เหมือนทุกคนที่อยากให้เวลาทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่มีความท้าทายน้อย หรืองานที่ทำแล้วคนคนนั้นไม่ได้รู้สึกว่าเกิดการพัฒนา (งานของ Dan ที่ตัวเขานิยามว่าเป็น Meaningless Job) งานที่เจอเพื่อนร่วมงานไม่ดี เจ้านายแย่ ๆ หรืองานที่ทำเพราะเงิน แต่ไม่ได้มีแพสชันอยากจะทำ ผ่านไปไว ๆ หรืออยากให้ถึงเวลาตอกบัตรออก ราวกับเวลาถูกกด Skip เหมือนหนังเรื่อง Click (2006) ของ Adam Sandler จึงต่อยอดมาเป็นคอนเซ็ปต์ “งั้นก็แยกการทำงานกับชีวิตออกกันเลยสิ”

Severance ซีรีส์เรื่องบริษัทรับผ่าตัดสมองพนักงาน แยกชีaวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกัน

การแยกชีวิตอย่างสิ้นเชิงใน Severance ต่อยอดไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าคือ ‘แล้วอะไรคือชีวิตและตัวตน’ ในเมื่อในซีรีส์เรื่องนี้ พนักงาน 1 คนมีตัวตน 2 เวอร์ชัน และเวอร์ชันหนึ่งไม่ได้รู้จักตัวตนของตัวเองข้างนอก/ข้างใน นั่นถึงขนาดต้องมาเล่นเกมนั่งเดาชีวิตเพื่อนร่วมงานกันเองแบบนี้ เท่ากับว่า 1 ร่างมี 2 คนหรือไม่ ในเมื่อเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าบุคลิกไหนคือบุคลิกจริงของเรา แต่ที่แน่ ๆ กระบวนการนี้ก่อให้เกิด ‘กระบวนการผลักภาระ’ ขึ้น จากการที่เวอร์ชันหนึ่งของจิตต้องรับภาระในการทำงานงก ๆ มีชีวิตอยู่แค่ที่ทำงาน (ซึ่งรู้เกี่ยวกับบริษัททั้งหมด) และไม่รู้จักการพักผ่อน ในขณะที่อีกร่างได้ภาระในการพักผ่อน ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าและสนุกเพียงอย่างเดียว จนรู้สึก Lost กับความหมายของชีวิตไม่แพ้กัน

การเสียดสีตรงนี้ที่เป็นไปไม่ได้ในโลกความจริง แต่ลึก ๆ แล้วทุกคนปรารถนาไม่น้อยที่จะ Skip แม้ต้องแลกมากับการรู้สึกด้อยคุณค่า ทำให้กลับมามองโลกความเป็นจริงว่า แท้จริงแล้วควรเปลี่ยนที่ตัวเรา ต้องปรับโหมดตัวเองเพื่อรองรับกับชีวิตทั้งสองด้านอย่างเท่า ๆ กัน และต้องหาสมดุลให้ตลอด (ชีวิตในยุคนี้ค่อนข้างรีบเร่งและมีความสังคมปลาใหญ่กินปลาเล็ก พลาดโอกาสแล้วพลาดเลย คนอื่นพร้อมมาเสียบแทนได้เสมอ) หรือแท้จริงแล้ว ควรเป็นที่ตัวระบบ ตั้งแต่ร้านเล็ก ๆ บริษัทย่อม ๆ จนถึงองค์กรใหญ่โตกันแน่ ที่ควรให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตของพนักงาน ตั้งแต่ถามไถ่สุขภาพจิต เวลาพักผ่อน สวัสดิการ และกำหนดนโยบายให้พนักงานอยากมาทำงานที่สุด

แต่นั่นก็คงจะเป็นแค่คำถาม เพราะในความเป็นจริงที่ดาร์กกว่านั้นคือ มันแทรกอยู่ในชีวิตเราทุกอณูจนแยกไม่ได้อีกต่อไป ด้วยความจำเป็น การแข่งขัน และการเพิ่มจำนวนประชากรกับเด็กจบใหม่ จึงกลายเป็นชีวิตแนว Whatever it takes ที่มนุษผู้หนึ่งสละได้ทั้งความสัมพันธ์ ความรัก มิตรภาพ เพื่อแลกมาซึ่งโอกาส เป้าหมาย การมีชีวิตรอด และความรุ่งโรจน์ เกิดเป็นสังคมปัจเจกมากขึ้น ทำไปทำมาก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันนะครับ ว่ากระบวนการ Severance ในซีรีส์ ไม่ต่างจากกลไกป้องกันตัว ร่างกายปฏิเสธความรู้สึกทรมานที่เต็มไปด้วยความขาดและโหยหา จนกระทั่ง Split ตัวเองออกเป็น 2 ซีกที่ตัดขาดจากกันและไม่รับรู้กันและกัน เหมือน DID (Dissociative Identity Disorder)

Severance ซีรีส์เรื่องบริษัทรับผ่าตัดสมองพนักงาน แยกชีaวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกัน

อันที่จริงในแง่หนึ่ง แม้การเสียดสีด้วยโลกโทเปียคือการผลักความประชดประชันออกไปให้สุดทาง หรือทำให้ระบบบางอย่างที่เบ็ดเสร็จดูทรงพลังซะจนคนที่อยู่ภายใต้ระบบสิ้นหวังเพียงไหน ก็เป็นเรื่องน่าคิดหากจะพูดว่า Severance เป็นซีรีส์ที่มีความเป็น ‘ยูโทเปีย’ ซ้อนอยู่ เพราะใครบ้างไม่อยากแยกตัวตนตอนใช้เวลาว่างกับการทำงาน แถมยังมีการแบ่งโซนที่ชัดเจน จึงไม่แปลกที่ถึงจะมีคนต่อต้านการล้างสมองแบบนี้ แต่ก็ยังมีคนที่สนใจในตัวบริษัท และดูกระเหี้ยนกระหือรืออยากมาทำงานที่บริษัท Lumon

แต่ถึงจะบอกว่าเป็นทั้งยูและดิส ชีวิตที่ปราศจากการควบคุมโดยสมบูรณ์ของตัวเราเอง หรือขาดเจตจำนงเสรี (Free Will) และขาดความสามารถในการตรวจสอบตัวเอง ซึ่งเข้าข่ายคำพูดของนักปราชญ์ชาวกรีกอย่าง Socrates ว่า “คนที่ไม่ตรวจสอบตัวเอง ไม่ควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่” แบบนี้ไม่รู้จะเรียกว่าชีวิตได้หรือไม่ เพราะถ้าไม่นับเวลานอน 6 – 8 ชั่วโมงแล้ว เราใช้เวลาชีวิตไปกับการทำงานมากกว่า และร่างที่ใช้ชีวิตด้านนอกมีหน้าที่เพียงพักผ่อนตามอัธยาศัย และนำพาร่างตัวเองกลับเข้าไปทำงานใหม่เท่านั้น ตามที่ตัวละคร Mark กล่าวไว้ว่า “เราจะรู้ได้ว่าเราอยากทำงานที่นี่ เพราะเรายังทำงานอยู่ที่นี่ไงล่ะ” 

หลังจากได้ยินคำถามที่ว่า บางทีเราอาจไม่ต้องการชีวิตแบบนี้ก็ได้ ชีวิตแบบนี้จึงไม่ต่างกับการใช้ชีวิตแบบกึ่งเปิดระบบอัตโนมัติ และเสียสิ่งสำคัญที่สุดไปอย่างเวลา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันครับว่าในอีกแง่ นอกจากเสียเวลาคุณภาพแล้ว เวลาที่ไม่แย่ อย่างการทำงานแค่ตามหน้าที่ แต่ในใจทุกข์ทรมานยิ่งนัก ความเหนื่อยล้า เครียด ปวดหัว แถมยังไม่ชอบสิ่งแวดล้อมที่ทำงาน ปัญหาทุกอย่างจะหมดไปอย่างสิ้นเชิงเลย

แต่เมื่อมองดูดี ๆ นี่ก็เป็นเพียงอีกหนึ่งระบบในโลกทุนนิยม ที่ทำให้เราโอบรับและเปลี่ยนให้คนกลายเป็น Working Machine (คำที่ผู้สร้างใช้) อย่างเต็มใจและโดยดีเท่านั้นเอง แบบที่เมื่อมาคิด ๆ ดู มีแนวโน้มที่เราอาจแปลกใจไม่น้อยกับอัตราตัวเลขถ้าบริษัทนี้มีอยู่จริงและการผ่าตัดนี้ทำได้จริง หรือแม้แต่กับระบบการทำงานแบบฟรีแลนซ์ที่ทำเท่าที่มีและแสวงหางานเสมอก็เช่นกันครับ ในบางครั้ง คงจะดีไม่น้อยถ้าเราได้ Skip ช่วงเวลาที่ต้องผ่านงานยาก ๆ หนัก ๆ หรือเดดไลน์กระชั้นชิด ให้เป็นภาระของตัวเราในอีกเวอร์ชัน ส่วนเราคือเวอร์ชันที่งานเสร็จ เงินมาแล้ว

Severance ซีรีส์ของ Ben Stiller เรื่องบริษัทรับผ่าตัaดสมองให้พนักงานมี 2 ตัวตน แยก Work กับ Life ออกจากกัน

พูดถึงปัจจัยภายในไปแล้ว อีกเรื่องที่อยากพูดถึงและนำเสนอมาก ๆ คือการกำหนดโทนเรื่องและการใช้องค์ประกอบด้านนอกที่เอื้อกับประเด็นภายในอย่างชาญฉลาดครับ การออกแบบภายใน เริ่มจากการออกแบบฉากและพร็อพ ทุกอย่างในซีรีส์เรื่องนี้คิดมาอย่างดีและมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ กับจงใจกำหนดทิศทางความรู้สึกคนดูในแง่สุนทรียศาสตร์ทั้งสิ้น

เริ่มจากแรงบันดาลใจของการออกโทนซีรีส์ที่มีความ Twisted-mind และ Mind trip นิด ๆ (จริง ๆ ก็ไม่นิด) ในตำนานอย่าง Twin Peaks ของ David Lynch โทนการเสียดสีรูปแบบการจัดเรียงตำแหน่งวัตถุในฉากและการจัดออฟฟิศ ได้แรงบันดาลใจมาจากหนัง Play Time (1967) ของผู้กำกับชาวฝรั่งเศสชื่อ Jacques Tatai กับโฆษณาร้านสเต๊ก Sizzler ปี 1001 โทนตลกร้ายได้มาจากหนังสองพี่น้อง Coen อย่าง Fargo และซีรีส์ The Office ส่วนความจิตวิทยาเรื่องตัวตนได้มาจาก Being John Malkovich เขียนบทโดย Charlie Kaufman, Black Mirror: White Chrisman และหนัง Dark City โดยทั้งหมดถูกเจียระไนด้วย ‘ไอเดีย’ ตั้งต้นที่ได้พูดถึงไปในบรรทัดแรกของบทความนี้

การออกแบบฉากนั้น โปรดักชันดีไซเนอร์ที่ชื่อ Jeremy Hindle พูดไว้ว่า จงใจออกแบบให้หลาย ๆ อย่างสมมาตร แต่ก็มีบางอย่างผิดเพี้ยน ซึ่งทั้งสมมาตรและสมมาตรแต่ผิดเพี้ยนเล็กน้อยต่างให้ความรู้สึกไม่สบายใจบางอย่าง เหมือนอาการ OCD กำเริบ รวมไปถึงตัว ‘O’ ในโลโก้บริษัท Lumon ก็เช่นเดียวกัน ได้แรงบันดาลใจมาจากบริษัทยา ซึ่งการที่ชื่อ Lumon อยู่ด้านใน Jereny บอกว่า Lumon = พนักงาน และพนักงานอยู่ด้านในวงกลมที่เหมือนโลกทั้งใบของพวกเขา มันคือการสื่อสารธีมเรื่องทางจิตวิทยาอย่างหนึ่งถึงความสัมพันธ์แบบบริษัทยักษ์ใหญ่ที่รวยระดับ Elon Musk และจะทำอะไรก็ได้ โดยการที่เสื้อผ้าของพนักงานมี Dress Code ชัดเจน ก็เป็นเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของในตัวมนุษย์ของบริษัทยักษ์ใหญ่เช่นเดียวกัน

Severance ซีรีส์เรื่องบริษัทรับผ่าตัดสมองพนักงาน แยกชีaวิตส่วนตัวและการทำงานออกจากกัน

ต่อมาเรื่องการออกแบบออฟฟิศ การเลือกและจัดโต๊ะเก้าอี้ที่ตัวละคร Helley พนักงานใหม่ ตื่นขึ้นมาในฉากแรกที่มีลักษณะเหมือนช่องคลอด เพื่อบ่งบอกว่าชีวิตการทำงานของ Helly และซีรีส์เรื่องนี้ได้เริ่มต้นแล้ว ไปจนถึงสิ่งที่เห็นได้ชัดคือการคุมโทนด้วยสีขาว ที่ทีมพร็อพเอาสีขาวต่างกัน 50 เฉดเพื่อขัดเหลือแค่ 3 – 4 สีมาใช้ โดยมีพื้นสีเขียวค่อนไปทางสีเบจ ทำหน้าที่บ่งบอกถึงความรู้สึกสงบ สัมผัสถึงธรรมชาติ ความอิสระเหมือนวิ่งในทุกหญ้า แต่เสียดสีว่าไม่ต่างกับหญ้าเทียม (เราเหมือนเป็นวัวในฟาร์ม) และพลังที่เพนต์ท้องฟ้าและภาพวิว ให้ความรู้สึกผิดประหลาด (Eerie) น่ากลัวแบบเซอร์เรียลและไม่ปกติ และยังมีการใช้แสงสีขาวที่สว่างแบบ Soft Light แต่มีอยู่ทั่วทุกซอกทุกมุมอาคารจนแทบไม่เกิดเงา เพื่อให้รู้สึกผิดธรรมชาติ (Unnatural) กับการให้มีของน้อยชิ้นและตั้งห่าง ๆ เน้นพื้นที่โล่ง ๆ ทั้งหมดก็เพื่อนัยยะที่บ่งบอกว่า ทุกความคิดและการกระทำของพนักงาน อยู่ในที่โล่งแจ้งและถูกจับตาดูอยู่ตลอด ไม่ต่างจากในเรื่อง 1984 ที่รัฐเผด็จการมีสโลแกน “Big Brother is Watching You”

นอกจากนี้ ยังใช้โถงทางเดินยาว ๆ ทำให้เกิดอาการกลัวที่แคบ (Claustrophobia) และรู้สึกอึดอัดแทน กับอีกสิ่งที่แสดงถึงความผิดเพี้ยนและหลอกลวงทั้งตัวละครและคนดู คือการจัดโซนโต๊ะทำงาน ที่หากจัดเป็นบล็อก ๆ หรือ Compartment แบบในหนัง The Matrix จะให้ความรู้สึกที่อึดอัด อยู่ในกรอบ และรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในระบบที่อาจก่อให้เกิดการต่อต้าน บริษัทจึงจัดโต๊ะแบบหันหน้าชนกัน และกั้นด้วยแผ่นกั้นแค่ 4 แผ่น แต่มีเพื้นที่ด้านหลังอีกเยอะและชะโงกหน้าคุยกันได้ ซึ่งหากมองดูดี ๆ นั่นไม่ต่างอะไรไปกับแบบ Compartment เลยสักนิดครับ เพียงแต่ทุกคนอยู่ในกรอบที่ใหญ่กว่าเท่านั้นเอง คือกรอบของจิตใจและการควบคุมจิตใจ > ร่างกาย (Mind Over Body)

ส่วนตัวโต๊ะทำงานและคอมพิวเตอร์ กับอุปกรณ์ทำงานเองก็ได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงกลางศตวรรษครับ ยุค 50, 60, 70, 90 เป็นยุคที่คนจัดโต๊ะทำงานแบบคลาสสิก โลกยังไม่ไปไกลมาก และอุปกรณ์ยังน้อยชิ้นอยู่ การนำอะไรที่เรโทรแบบนี้มาออกแบบให้ดู Retro-future ให้ความรู้สึกเช่นกันว่าที่ทำงานนี้ส่งผลต่อ Space & Time ให้ตัวละคร Lost in Time ไม่รู้วันเวลา เดือน ปี และสนแต่ผลลัพธ์ที่ทำแบบวกวนไปเรื่อย ๆ แม้จะมีนาฬิกากับปฏิทินให้ดู และมันยังสร้างความรู้สึกโล่งอย่างอึดอัดได้ดีอีกด้วยครับ เพราะไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าคุกที่มองผนังไม่เห็น พันธนาการที่มองไม่เห็นโซ่ล่าม และคุกที่ผู้คุมขังรู้สึกว่ามัน ‘น่าอยู่’ อีกแล้วล่ะครับ มันคือการมองคุกแบบ “Cold, but comfortable and beautiful”

ไม่รู้ว่าสังเกตหรือไม่ แต่ผมจงใจใช้รูปที่อยู่ในออฟฟิศทั้งหมดเพื่อแสดงถึงความอึดอัดและมองเห็นชีวิตด้านเดียว เพื่อที่จะได้เข้าใจความรู้สึกของการถูก Severance หรือผ่าตัดแยกโลก และเพื่อให้เห็นถึง Work ที่ ไร้ Balance ในด้านนี้ และความบาลานซ์สร้างได้ ง่าย ๆ แค่ ‘เข้าห้องผ่าตัดสมอง แต่คำถามคือมันดีต่อใครกันแน่ พนักงาน บริษัท หรือผลประโยชน์ร่วมกันล่ะ แล้วถ้าทำได้จริง คุณจะทำไหม เป็นคำถามที่ซีรีส์ฝากไว้ให้คิด จากซีรีส์ที่ดูสนุก ๆ ก็ได้ อยู่เอาความ Mind-blowing กับจิตวิทยา และตลกร้ายเสียดสีทุนนิยม บริษัทยักษ์ใหญ่ และปรัชญาการดำเนินชีวิตสมัยใหม่ก็ดี เรื่องนี้ครับ

ใครอ่านถึงตรงนี้แล้วสนใจตามไปดู สามารถรับชม Severance ได้ทาง Apple TV+ ครับ มีทั้งหมด 9 Episode รับประกันความสนุกและพิศวงน่าติดตาม

ข้อมูลอ้างอิง

www.thrillist.com/entertainment/nation/severance-apple-tv-plus-set-design

www.nytimes.com/2022/04/26/arts/severance-apple-tv.html

https://variety.com/2022/artisans/production/apple-tv-plus-series-severance-lighting-1235225563/

www.nytimes.com/2022/04/26/arts/severance-apple-tv.html

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

นานาเพลินจิต

รีวิวมหรสพชั้นดีที่แนะนำให้ตามไปเสพ

**บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญบางส่วนของของซีรีส์ Wednesday**

หากจะมีเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อมาก ๆ เกี่ยวกับหนัง The Addams Family (1991) ก็คงจะเป็นเรื่องที่แฟรนไชส์นี้ไม่ได้กำกับโดย Tim Burton ผู้กำกับที่ขึ้นชื่อเรื่องเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการนำเสนอความตลกร้าย ภายใต้บรรยากาศอันแปลกประหลาดหรือโทนที่ดำมืด แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ตั้งแต่ Edward Scissorhands, Beetle Juice, Sweeney Todd, Charlie and the Chocolate Factory และ Alice in Wonderland 

สาเหตุที่ Tim Burton ไม่ได้กำกับหนังในตอนนั้น แม้เขาเป็นหนึ่งในสองผู้ที่ได้รับข้อเสนอให้มากำกับแต่ปฏิเสธไป (อีกคนคือ Terry Gilliam ที่ปฏิเสธเช่นกัน) เพราะชนกับตารางถ่ายทำ Batman Returns อย่างน่าเสียดาย แต่ถึงอย่างนั้น Tim Burton ก็ยังเคยพยายามเข็นโปรเจกต์สต็อปโมชัน แต่ก็ถูกยกเลิกในภายหลังเช่นกัน ทำให้วันหนึ่งหลังจากมีโปรเจกต์น่าสนใจให้ได้กำกับเรื่อย ๆ เขาก็หมดความสนใจในแฟรนไชส์นี้ไปซะแล้ว

แต่ทันทีที่ Alfred Gough กับ Miles Millar ผู้สร้างซีรีส์ Smallville รับหน้าที่พัฒนาและสร้างซีรีส์ภาคแยกของ Addams Family บอกเล่าเรื่องราวของ Wednesday ลูกสาวคนโตของบ้าน คนที่ทั้งคู่มองว่าขาดไม่ได้คือชายชื่อ Tim Burton จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ควรจะอยู่ในภาพถ่ายครอบครัว Addams มาตั้งนานแล้ว และบัดนี้เขาได้มาเติมเต็ม ‘ความ Tim Burton’ เข้าไปด้วยการกำกับ 4 อีพีแรกและร่วมงานในฐานะโปรดิวเซอร์หลัก ผสมกับการตีความใหม่ให้ร่วมสมัยของทั้งผู้สร้างและนักแสดงนำมากฝีมืออย่าง Jenna Ortega จนออกมาเป็นซีรีส์ที่ขึ้นอันดับ 1 Netflix ในหลายประเทศทั่วโลก

Wednesday การตีความใหม่ของลูกสาวคนโตแห่ง The Addams Family ที่เฮี้ยนเป็นกระแสทั่วโลก

จุดเริ่มต้นของ Addams Family

The Addams Family มีมาแล้วหลากหลายเวอร์ชัน (รวมเวอร์ชันนี้ด้วย) ทั้งหมดเริ่มมาจากผลงานการ์ตูน 1 ช่องของ Charles Addams ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ The New Yorker ตั้งแต่ปี 1938 โน่นเลย 

ที่ผ่านมาได้มีการดัดแปลง Addams Family ในหลายแพลตฟอร์ม ทั้งฉบับคนแสดง หนัง ทีวีซีรีส์ การ์ตูน แอนิเมชัน 3 มิติ คอมิก วิดีโอเกม ละครเวที หนังสือ และทีวีโชว์ลงสตรีมมิ่งในฉบับล่าสุด ทำให้ถึงตอนนี้ Addams Family มีอายุได้ 84 ปีแล้ว 

การ์ตูนต้นฉบับเป็นการ์ตูนตลกร้ายเสียดสีที่เล่าผ่านครอบครัวซึ่งได้นามสกุลมาจากผู้แต่ง ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวคนรวยแต่ทำตัวประหลาดแห่งต้นศตวรษที่ 20 อันประกอบไปด้วย Gomez คนพ่อ, Morticia คนแม่, Wednesday ลูกสาวคนโต, Pugsley น้องชาย กับปลาหมึก Aristotle, ลุง Fester, Lurch คนรับใช้, คุณย่า Grandmama  และมือ (ใช่แล้วครับ มือที่ทุกคนหลงรักนั่นแหละ) ที่ชื่อ Thing แม้ครอบครัวนี้จะดูน่ากลัว ไม่น่าคบ และพัวพันหมกมุ่นอยู่กับเรื่องศพและความตาย แต่ก็จิตใจดีและไม่มีพิษมีภัย รวย แต่ไม่ทุนนิยม และไม่เอาเปรียบใคร

พูดถึง Addams Family เวอร์ชันเด่น ๆ และถือเป็นหมุดหมายสำคัญนอกจากการ์ตูนก็มีปี 1964 การสร้างฉบับทีวีซีรีส์เลือกนำเสนอความชั่วร้ายและแปลกประหลาดแบบซอฟต์ลง เน้นไปที่ความคอเมดี้และสนุกสนานเป็นหลักครับ โทนเลยดูสว่างกว่าการ์ตูนต้นฉบับพอสมควร จากนั้นข้ามไปเป็นฉบับปี 90 ที่ประกอบไปด้วยหนัง 2 ภาคคือ The Addams Family ปี 1991 และ Addam Family Values ในปี 1993 เป็นหนังที่หลายคนโดยเฉพาะคน Gen Y ผูกพันในฐานะหนังโปรดวัยเด็ก และยังเป็นหนังที่มีบทบาทสำคัญในการต่ออายุให้ Addams Family มีชีวิตมาถึงหูตาของคนรุ่นใหม่ 2 เวอร์ชันนี้เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จที่สุดของแฟรนไชส์ Addams Family เลยก็ว่าได้ครับ

Wednesday การตีความใหม่ของลูกสาวคนโตแห่ง The Addams Family ที่เฮี้ยนเป็นกระแสทั่วโลก

สู่ Wednesday และการตีความใหม่

มาถึง Wednesday ฉบับนี้เป็นการตีความใหม่ที่เปลี่ยนแปลง 2 อย่างใหญ่ ๆ ด้วยกัน อย่างแรกคือโทนทั้งหมด อย่างที่สองคือเชื้อชาติตัวละคร Wednesday Addams ให้เป็นละติน เพื่อสอดรับกับเนื้อเรื่องและโลกแห่งความเป็นจริงเช่นเดียวกัน

สำหรับ Addams Family ฉบับ Wednesday ผู้สร้างไม่อยากให้มองเป็นภาครีบูตหรือรีเมก แต่เป็นฉบับที่สานต่อเรื่องราวและต่อยอดเนื้อหาแบบกลาย ๆ ด้วยการปรับโฟกัสไปที่คนลูกสาวแทน ซึ่งฉบับนี้มีความพิลึกพิลั่นแบบทิมเบอร์ตันทุกหนแห่งก็จริงอยู่ แต่ดูเหมือนการตีโจทย์ของ 2 ผู้สร้างทำให้ร่วมสมัยและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ เรียกได้ว่าเป็นการตีโจทย์แตกและเข้ากับสไตล์ Netflix พอสมควร ด้วยการใส่องค์ประกอบยุคปัจจุบันลงไปในไดอะล็อกหรือตัวบท ความไฮสคูลเจาะกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ เนื้อเรื่องที่มีทั้งมิตรภาพและความโรแมนซ์แบบรักสามเส้า ทำให้สดใสมากขึ้น สนุกสนานมากขึ้น ขณะที่ตลกร้ายไม่น้อยไปกว่าเดิม

แต่สิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือการเปลี่ยนแนวจากคอเมดี้ครอบครัวเป็นแนว ‘Supernatural (เหนือธรรมชาติ)’ แบบเต็มตัว หลังจากที่ฉบับภาพยนตร์มีให้เห็น Uncle Fester ช็อตไฟฟ้าได้ และมีตัวละครหลุดโลกอย่างเจ้ามือ Thing ฉบับซีรีส์เลือกที่จะเดินหน้าเต็มพิกัดด้านความแฟนตาซีแบบเต็มพิกัด ให้ตัวละคร Wednesday มีพลังจิต และยังเต็มไปด้วยทั้งมนุษย์หมาป่า มนุษย์ไร้หน้า แวมไพร์ กอร์กอน ไซเรน พลังจิต และอีกมากมาย ทั้งหมดนี้เกิดมาจากไอเดียของผู้สร้างที่ต้องการเปลี่ยนแนวจากที่เคยมี และต่อยอดความคิดตั้งต้นที่ว่า “จะเป็นอย่างไรหากแยก Wednesday ออกจากครอบครัวเดิม ให้ย้ายไปเจอครอบครัวใหม่ โดยที่ทั้งหมดยังมีความ Addams Family อยู่”

ซึ่งแน่นอนครับว่าพอ Addams Family = ความประหลาด ก็เลยเลือกถ่ายทำที่โรมาเนียและถ่างขยายความประหลาดนั้นให้ครอบโลกของ Wednesday ซะเลย ด้วยการทำให้โลกใบนี้เต็มไปด้วยคนประหลาดและพลังเหนือธรรมชาติ (ที่เป็นตัวแทนความเซอร์เรียลของครอบครัวนี้) คนดูที่ทั้งเคยดูมาก่อนและไม่เคยดูจึงเห็นพ้องต้องกันได้ว่า “นี่แหละ Addams Family” ซึ่งมันคือความชัดเจนและกล้าที่จะฟันธงและออกมาเวิร์ก เช่นเดียวกับเรื่องความเป็นละตินที่กำลังจะพูดถึงต่อ ๆ ไปในบทความนี้

Wednesday การตีความใหม่ของลูกสาวคนโตแห่ง The Addams Family ที่เฮี้ยนเป็นกระแสทั่วโลก

Coming of Age และการสืบสวนสอบสวน

อีกสิ่งที่ชวนสังเกตคือ Wednesday มี ‘ความ Harry Potter’ ครอบอยู่ทุกหนทุกแห่งเลยครับ ดูเหมือนผู้สร้างจับเอาองค์ประกอบสนุก ๆ ของโลกพ่อมดน้อย กับตัวละครมีเสน่ห์ ดูแล้วอยากติดตามตัวละครไปตลอดรอดฝั่ง มาปรับใช้กับซีรีส์วัยรุ่นเรื่องนี้อย่างได้ผล 

ไม่ว่าจะเป็นตัวละครเอกที่เพิ่งเข้าโรงเรียนมาใหม่ Nevermore Academy โรงเรียนสำหรับฝึกสอนผู้ใช้พลังสำหรับคน Outcast (ที่ให้บรรยากาศ Hogwarts หน่อย ๆ), การแบ่งเป็นบ้านต่าง ๆ และการแข่งขันกีฬา, ห้องลับและความเหนือธรรมชาติที่น่าตื่นตาตื่นใจเสมอเมื่อได้ดู ผสมเข้ากันกับแนวลึกลับปริศนา นำทางให้ตัวละครเอกใช้ทักษะนักสืบค้นหาความจริง ไปสู่การค้นพบคำตอบเกี่ยวกับโรงเรียน ครอบครัว มิตรภาพ คดีค้างคา และปีศาจ กับทางออกที่เชื่อมโยงกับคำปรามาสว่า เธอคือคนไม่ดีที่จะมาทำลายโรงเรียนนี้

สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงเครื่องมือในการใช้บอกเล่าแก่นในความเป็น Coming of Age เพราะซีรีส์ Wednesday ไม่ได้ต้องการขายความเหนียมอายของเด็กหญิง Misfits (คนที่แปลกแยกและเข้ากับผู้อื่นไม่ได้) ที่มีความ Introvert ไม่มั่นใจในตัวเอง ก่อนที่จะเปลี่ยนเธอไปเป็น Extrovert หรือคนที่ยอมรับตัวเองและสดใสร่าเริงอะไรแบบนั้น 

ตรงกันข้าม ผู้สร้างเลือกที่จะให้ Wednesday เป็น Misfits ในหมู่ Misfits ตั้งแต่นิสัยใจคอ รสนิยม จนถึงการใส่ชุด All Black และให้เธอเป็นตัวของตัวเอง เคารพตัวเอง และสุดโต่งทุก ๆ ด้านตั้งแต่แรก และยังคงสุดโต่งยันจบซีซั่นเลยครับ สิ่งที่แตกต่างออกไปคือตัวละครเรียนรู้อะไร ซึ่งคำตอบนี้มีอยู่ในตอนจบซีซั่นและระหว่างทางแล้ว

พอผนวกกับความเป็นซีรีส์วัยรุ่นเล่าความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอก-เพื่อน ๆ และตัวเอก-ครอบครัว ที่คนแม่เป็นอดีตศิษย์เก่าที่สวยและโดดเด่นที่สุดในโรงเรียนด้วยแล้ว ทำให้ Wednesday เป็นซีรีส์ Coming of Age ที่นอกจากจะน่าจดจำและประสบความสำเร็จที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคนี้ก็ว่าได้ 

เรื่องนี้ดูได้ทุกเพศทุกวัย เพราะทุกคนต่างมีจุดที่ต้องข้ามผ่าน มีจุดยืนของตัวเองที่ต้องค้นหาจากการลองผิดลองถูก ลองเป็น ลองเจ็บ และเราจะเติบโตทางความสัมพันธ์ไม่ได้ ถ้าไม่รู้จักเพื่อนและไม่ผ่านอะไรมาด้วยกันมากพอ หรือยังไม่รู้จักครอบครัวดีพอ ซีรีส์เรื่องนี้เลยนำเสนอในรูปแบบจิ๊กซอว์ที่พอเติมเต็มแล้วจะเป็นภาพของ Wednesday Addams ที่เติบโตขึ้นทางจิตวิญญาณแล้ว เป็นมนุษย์เต็มตัวที่ไม่ได้อยู่ในเงาของแม่อีกต่อไป

Wednesday การตีความใหม่ของลูกสาวคนโตแห่ง The Addams Family ที่เฮี้ยนเป็นกระแสทั่วโลก

ความสำคัญของการเป็นละติน

อีกการตีความที่สำคัญคือการเปลี่ยนให้ตัวละคร Wednesday Addams เป็นตัวละครละตินที่รับบทโดย Jenna Ortega นักแสดงน่าจับตามองที่มีเชื้อสายทั้งอเมริกัน เม็กซิกัน และเปอร์โตริโก แต่จะว่าไปแล้วนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ซะทีเดียวครับ เพราะที่จริง Addams Family เป็นตระกูลที่มีความละตินอยู่แล้ว แต่เพิ่งมาภาพชัดที่สุดคือในฉบับนี้

ตั้งแต่แรก Addams Family ถูกวาดภาพไว้ให้เป็นตระกูลชาวอเมริกัน โดยที่ตั้งชื่อตัวละครให้สยองเข้าไว้ เช่น Fester ที่แปลว่าแผลเปื่อยเน่าเป็นหนอง Morticia ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคำว่า Mortician (สัปเหร่อ) หรือ Wednesday ที่อาจดูธรรมดา แต่ก็ตั้งมาจากกล่อมเด็กที่พูดถึงนิสัยเด็กที่เกิดในทุกวันที่มีท่อนร้องว่า “Wednesday’s child is full of woe (เด็กที่เกิดวันพุธนั้นทุกข์เหลือใจ)” ในขณะที่คนพ่อนั้น ในการ์ตูนต้นฉบับไม่ได้มีชื่อ จึงมีการเลือกชื่อระหว่าง ‘Repelli’ และ ‘Gomez’ ซึ่ง John Astin นักแสดงผู้รับบทพ่อในขณะนั้น ได้เลือกชื่อ Gomez แม้ว่าเขาจะเป็นอเมริกันก็ตาม เพื่อให้มีความหลากหลายเกิดขึ้น ทำให้ตัวละคร Gomez และ Grandmama เป็นตัวละครที่มีภาพลักษณ์ของความเป็นละตินอเมริกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทำให้ครอบครัว Addams เป็นครอบครัวละตินอเมริกันไปด้วย 

ซีรีส์ Wednesday จึงไม่ได้ตีความใหม่หรือเปลี่ยนแปลงอะไรไปซะทีเดียวครับ อันที่จริงต้องใช้คำว่าซีรีส์นำเสนอภาพให้ตรงกับรากของตัวละครมากกว่า ด้วยการแคสต์ให้เด็ก ๆ ลูกของสองสามีภรรยาผู้รักกับปานจะกลืนกิน มีความเป็นละตินอย่างชัดเจน 

ความสำคัญของความเป็นละตินในซีรีส์ Wednesday คือการสะท้อนถึงความแบ่งแยกของเด็ก ๆ โรงเรียน Nevermore Academy กับชาวเมือง Jericho และย้อนกลับไปนานกว่านั้นในยุคอาณานิคม คือการแบ่งแยกขั้นรุนแรงที่นำโดย Joseph Crackstone ในการล่าแม่มดและปลูกฝังความแค้นไม่จบไม่สิ้นจนมาถึงรุ่นปัจจุบัน ตรงนี้สะท้อนได้ถึงโลกความจริงที่ผู้คนแบ่งแยกกัน เหยียดผิว สองมาตรฐาน และชาวละตินอเมริกันอย่างชาวเม็กซิโกเคยพบเจอปัญหาและยังคงมีปัญหาอยู่ในการใช้ชีวิตในประเทศสหรัฐอเมริกาในฐานะคนต่างด้าว เราจึงเห็นองค์ประกอบหลายอย่างในเรื่องนี้นำเสนอความละตินอย่างแข็งแรง ในจังหวะที่บังเอิญมาไล่เลี่ยกับตัวละคร Namor ใน Black Panther: Wakanda Forever พอดิบพอดี 

เช่น องค์ประกอบที่แสดงถึงวัฒนธรรมของชาวเม็กซิกันและละตินอย่างเพลงพื้นบ้าน La Llorona ที่ตัวละครเปิดฟัง หรือสร้อยออบซิเดียนที่ Morticia ให้กับ Wednesday เป็นเครื่องประดับซึ่งชาว Aztec และเมโสอเมริกัน บรรพบุรุษของชาวละตินใช้เข้าถึงภาพนิมิตและเชื่อมโยงจิตวิญญาณตั้งแต่โบราณนานมา รวมไปถึงต้นตระกูลที่เป็นแม่มดละตินอย่าง Goody Addams ด้วยเช่นเดียวกัน

จาก The Addams Family สู่ Wednesday เรื่องราวของลูกสาวคนโตแห่งตระกูลคนเฮี้ยน และการตีความใหม่ที่ฮิตเป็นกระแสทั่วโลก

Jenna Ortega ว่าที่ราชินีหนังสยองขวัญคนใหม่

พาร์ตนี้ของบทความ ถึงคราอุทิศให้ Jenna Ortega นักแสดงมากความสามารถวัย 20 ปีที่ตอนนี้ยอดคนตาม IG ปาเข้าไป 14 ล้านแล้ว Jenna คลุกคลีอยู่กับวงการหนังสยองขวัญมาได้พักใหญ่ ๆ เธอโด่งดังมาจาก 2 เรื่องคือ Jane  the Virgin ของ CW ด้วยการรับบทเป็น Jane วัยเด็ก กับบทบาท Harley Diaz ใน Stuck in the Middle ที่บทบาทหลังทำให้เธอ Stuck จริง ๆ จากการถูกประทับตรากลาย ๆ ว่าเป็น ‘เด็กดิสนีย์’ และรับเอาภาพลักษณ์นั้นมาหลอมรวมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำให้เธอรู้สึกต้องการพิสูจน์ตัวเองด้วยเส้นทางที่ไม่สด ๆ ใส ๆ อีกต่อไป และถ้าเลือกได้ก็เลี่ยงแสดงซีรีส์

จากนั้น Jenna ก็เดินทางสายดาร์ก ด้วยการแสดงในซีรีส์ You, หนังเกี่ยวกับการกราดยิงของ HBO ที่ชื่อ The Fallout, แสดงหนัง X (อันนี้ชื่อหนังนะครับ) ที่เกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นหนีฆาตกรป้าแก่สุดโหด และแสดงหนังที่คนแสดงได้ตำแหน่ง Scream Queen อย่าง Scream จนตอนนี้ไม่ผิดนักถ้าจะเรียกว่า Jenna เป็นรุ่นน้องที่น่าจับตามองของ Elizabeth Moss และ Anya Taylor-Joy 

Jenna Ortega เคยพูดถึงการรับบทในหนังสยองขวัญไว้ว่า “สิ่งที่ฉันชอบในตระกูลหนังสยองขวัญคือการที่มันทำให้โรงหนังยังมีชีวิตอยู่ หนังตระกูลนี้กระตุ้นอะดรีนาลีน เป็นเหมือนโรลเลอร์โคสเตอร์ และผู้คนได้มีช่วงเวลาที่ดีในโรงหนัง หนังสยองขวัญมีทุกตระกูลอยู่ในนั้น และการถ่ายทำหนังพวกนั้นเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ ในฐานะนักแสดงคนหนึ่ง”

แต่ถึงเธอจะพยายามเลี่ยงไม่กลับไปแสดงซีรีส์อีก และลังเลอยู่นานว่าจะออดิชั่นดีมั้ย สิ่งที่ Jenna Orgeta สนใจคือตัวละคร Wednesday ในฉบับละติน และสิ่งที่เธอจะทำให้ตัวละครนี้ได้ ทั้งการแสดง การตีความในแบบของตัวเอง ไหนจะโอกาสที่เธอจะได้แสดงภายใต้การกำกับและโปรดิวซ์ของตำนานอย่าง Tim Burton นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เธอตัดสินใจลุยและได้รับคัดเลือกจน Christina Ricci นักแสดงผู้รับบทนี้มาก่อนในฉบับปี 90 (ที่หลายคนมองว่าเพอร์เฟกต์แล้ว และมารับบทเป็นอาจารย์ในเรื่องด้วย) เอ่ยปากชมว่านี่คืออีกเวอร์ชันของ Wednesday ที่ยอดเยี่ยมมาก และ Tim Burton ถึงกับพูดว่า “นึกภาพ Wednesday ที่ดีกว่านี้ไม่ออกแล้วจริง ๆ”

“มันสำคัญกับฉันมาก ๆ ที่จะทำอะไรที่แตกต่าง แม้ว่าเธอจะเคยถูกถ่ายทอดบนจออย่างไร้ที่ติมาก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม ในทางเทคนิคแล้ว Wednesday เป็นตัวละครละตินที่ไม่เคยถูกนำเสนอตรงตามความจริงมาโดยตลอด ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่มีโอกาส Represent ชุมชนของฉัน ฉันก็ต้องการให้ผู้คนได้เห็น” Jenna กล่าว 

จาก The Addams Family สู่ Wednesday เรื่องราวของลูกสาวคนโตแห่งตระกูลคนเฮี้ยน และการตีความใหม่ที่ฮิตเป็นกระแสทั่วโลก

เบื้องหลังและเกร็ดที่น่าสนใจ

พูดถึงเกร็ดน่าสนใจแล้วคงต้องเริ่มที่ Opening Credits ซีรีส์ Wednesday เลือกไม่ใช้เพลงธีมของ The Addams Family แต่เลือกสร้างสรรค์เพลงใหม่ไปเลย ด้วยแนวคิดที่ว่านี่คือเรื่องราวของ Wednesday และเธอควรมี theme song เป็นของตัวเอง 

Tim Burton จึงได้ร่วมมือกับ Danny Elfman ผู้ประพันธ์เพลง/ดนตรีประกอบร่วมกับเขามาตั้งแต่ผลงานสำคัญเรื่องก่อน ๆ ในการเนรมิต Opening Credits ที่เต็มไปด้วยความโกธิก Easter Egg และกลิ่นอายที่คุ้นเคยแต่ก็สดใหม่ไปในตัว โดย Easter Egg หนึ่งที่น่าสนใจคือพอไม่มีเพลงประกอบเดิมแล้ว เสียงดีดนิ้ว 2 ครั้งเลยไปอยู่ในเนื้อเรื่องแทน ในฐานะโค้ดลับในการเข้าสู่ห้องแห่งสมาคมลับ Nightshade Society

ซึ่งไม่เพียงแค่องค์ประกอบพวกนี้ นักแสดงเอง Tim Burton ก็เป็นคนเลือกด้วยตัวเองเกือบจะทั้งหมดอีกด้วย 

ต่อมาเป็นเรื่องของ Tim Burton ที่เคยปลงกับโปรเจกต์นี้ไปแล้ว แต่สาเหตุที่เขาตัดสินใจกลับมากำกับและโปรดิวซ์ก็เพราะตัวละคร Wednesday กับบทซีรีส์เรื่องนี้เลยครับ โดยให้เหตุผลไว้ว่า 

“ตอนที่ผมอ่านบท เหมือนมันพูดกับผมว่า ผมรู้สึกอย่างไรกับโรงเรียนและพ่อแม่เมื่อตอนวัยเด็กในฐานะคนคนหนึ่ง Addams Family จึงเหมือนรายการเรียลริตี้ในแง่หนึ่ง ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือน Wednesday เสมอมา เธอย้ายไปเรียนที่โรงเรียนของพวกนอกคอกและถูกคนพวกนั้นปฏิเสธอีกที ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผมรู้สึกมาตลอดชีวิต ต่อโรงเรียน ต่อพ่อแม่ ต่อคนอื่น ๆ นี่คือโปรเจกต์ที่ตอบสนองต่อตัวผมที่เหมือน Carrie (ตัวละครในนิยาย Steven King) สาวโชกเลือดที่ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของงานพรอม Wednesday กับผมจึงมีมุมมองโลกที่เหมือนกัน และแน่นอน ผมทั้งอ่านและทั้งดูซีรีส์ The Addams Family

โดย Tim Burton ถือว่ามีบทบาทนอกจากกำกับซีรีส์เยอะเลยครับ ในส่วนของโปรดิวเซอร์ เขาเป็นคนออกแบบสัตว์ประหลาด Hyde เอง ด้วยการวาดบนกระดาษไม่กี่แผ่น หลังจากที่ผู้สร้างปวดหัวกับการเลือก 50 – 60 แบบแล้วยังไม่โดนใจสักที นอกจากนี้ยังมีส่วนในการคอยจัดท่าทาง การยืน การนั่ง และการแสดงออกของตัวละคร Wednesday อีกด้วย โดยเฉพาะหนึ่งในเอกลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นตัวละครได้ดีอย่างการไม่กะพริบตานี่ก็เกิดจากการให้ Jenna ลองหน้ากล้อง พอพบว่าเวิร์ก เขาก็บอกเธอว่าไม่กะพริบตาหรือกะพริบตาให้น้อยที่สุดตลอดทั้งเรื่องเช่นกัน ซึ่งทั้งผู้สร้าง นักแสดง ทีมงาน ต่างก็แฮปปี้กับการทำงานกับผู้กำกับรุ่นเก๋าคนนี้ 

จาก The Addams Family สู่ Wednesday เรื่องราวของลูกสาวคนโตแห่งตระกูลคนเฮี้ยน และการตีความใหม่ที่ฮิตเป็นกระแสทั่วโลก

ในการมารับบท Wednesday ในซีรีส์เรื่องนี้ น่าประหลาดใจที่ Jenna ไม่ได้คุยปรึกษาหารือกับ Christina Ricci เลยครับ Jenna ยกย่องฉบับของ Christina ก็เลยพยายามตีความตัวละครออกมาในแบบของตัวเอง และการตีความของเธอนอกจากใส่ความเป็นตัวเอง (ที่เป็นสายดาร์ก นิยามตัวเองว่าคนพิลึก ชอบดูหนังสยองขวัญโหด ๆ สนุกกับการผ่าซากสัตว์ตายแล้ว และเพื่อน ๆ กับคนรอบตัวเธอชอบบอกว่าเธอเหมือน Wednesday Addams อยู่แล้ว) ไปแล้ว ยังได้มีนักร้องสาว Billie Eilish เป็นต้นแบบอีกด้วย 

นอกจากนี้ที่สิ่งที่ Jenna ต้องเรียนรู้ใหม่ในการรับบทนี้คือเรียนฟันดาบ เข้าคลาสเล่นเชลโล่อาทิตย์ละ 2 วัน เรียนยิงธนู และเรียนภาษาเยอรมันครับ

ผู้สร้างที่เคยทำ Smallville มาก่อนเปรียบเทียบว่า Wednesday มีความคล้ายคลึงกับ Clark Kent ในซีรีส์เรื่องนั้นพอสมควร ถึงแม้ว่าซีรีส์ Wednesday มีความสนุกตลกกว่า แต่ทั้งสองเรื่องเป็นการค้นหาอารมณ์และตัวตนภายในใจตัวเอง จึงทำการตั้งคำถามว่ามิดิตัวละครและความซับซ้อนของตัวละครไร้อารมณ์และโนสนโนแคร์แบบ Wednesday จะถ่ายทอดออกมาได้อย่างไร

Jenna แย้งผู้กำกับเรื่องรักสามเส้าว่า เธอไม่อินความสัมพันธ์ตัวละครแบบนี้เท่าไหร่นัก และไม่เชื่อว่า Wednesday จะเป็นตัวละครที่บ้าผู้ชาย (แต่พอได้อ่านบทถึงได้อ๋อ) 

เรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้คืนท่าเต้นในตำนานที่เกิดขึ้น ณ งานพรอม ท่าเต้นนี้ไม่มีนักออกแบบ ฉะนั้น ใช่แล้วครับ Jenna Ortega เป็นคนคิดเอง ออกแบบเอง โดยเธอได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Siouxsie Sioux, Rich Man’s Frug ของ Bob Fosse’s, Lisa Loring, Lene Lovich, Denis Lavant, และฟุตเทจท่าเต้นสไตล์โกธิกในคลับปี 80 เช่นกัน 

ส่วน Nevermore Academy ในเรื่องจะอยู่ที่ New England ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่สถานที่ถ่ายทำของจริงอยู่ที่ปราสาท Cantacuzino ในประเทศโรมาเนียที่มีอายุ 111 ปีแล้ว เพราะโลเคชันที่นั่นมีมนต์ขลัง โดยที่เมือง Jericho ในเรื่องที่เราเห็นส่วนใหญ่สร้างมาจากพื้นที่โล่ง ๆ เปล่า ๆ ทั้งสิ้น ในขณะที่มือผู้ทำตัวสารพัดประโยชน์อย่าง Thing นั้นไม่ใช่ซีจีทั้งหมด ส่วนใหญ่แล้วเป็นมือจริงที่มีนักมายากลชื่อ Victor Dorobantu เป็นคนเล่นเองโดยใส่ชุดสีฟ้า และเดินตามคลานตาม Jenna ไปทุกที่

จาก The Addams Family สู่ Wednesday เรื่องราวของลูกสาวคนโตแห่งตระกูลคนเฮี้ยน และการตีความใหม่ที่ฮิตเป็นกระแสทั่วโลก

Wednesday ซีซั่น 2 และซีซั่นต่อ ๆ ไป

ผู้สร้างเผยว่าที่เราได้ดูกันไปเป็นเพียงการแตะพื้นผิวเท่านั้นครับ ยังมีอะไรให้สำรวจอีกมาก ตั้งแต่ความสัมพันธ์ในครอบครัว เนื้อเรื่องของตัวละครอื่นอย่างลุง Fester และตัวละที่ยังไม่ปรากฏทั้งที่เคยปรากฏตัวในฉบับอื่นมาแล้ว หรือตัวละครใหม่ที่สร้างมาเฉพาะกิจ ไหนจะเส้นทางที่ Wednesday จะเป็นตัวของเธอเองนอกครอบครัวอีกด้วย

“ในตอนที่เราพัฒนาซีรีส์เรื่องนี้ เราเล็งไว้ว่าจะสร้างหลายซีซั่นครับ ในทางอุดมคติน่ะนะ ไม่ใช่ความคาดหวัง แต่เป็นความคาดหมายด้วยความหวังอย่างยิ่งว่า Wednesday จะประสบความสำเร็จ เราเลยวางเลย์เอาต์เรื่องราวไว้ 3 – 4 ซีซั่นไว้แล้ว จากนั้นก็รอดูครับว่าตัวละครพวกนั้นได้ทำอะไรไปบ้าง และมีพัฒนาการให้ต่อยอดอย่างไร”

แม้ยังไม่ได้มีการประกาศสร้างซีซั่น 2 โดยทันทีหรือล่วงหน้าเหมือนบางเรื่อง แต่จากกระแสการพูดถึงและการขึ้นอันดับ 1 ทั่วโลก น่าจะการันตีได้แล้วว่าคนรักน้องวันพุธ และการกลับมาในแบบร่วมสมัยของ The Addams Family ฉบับนี้แค่ไหน และนั่นหมายถึงโอกาสที่จะได้ดูซีซั่น 2 กับซีซั่นต่อ ๆ ไปก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วยครับ

Wednesday ซีซั่น 1 มีทั้งหมด 8 อีพี ดูได้แล้ววันนี้ที่ Netflix 

ที่มา 

https://www.empireonline.com

https://www.nytimes.com

https://www.cbr.com

https://www.hola.com

https://variety.com

https://www.yahoo.com

Writer

โจนี่ วิวัฒนานนท์

แอดมินเพจ Watchman ลูกครึ่งกรุงเทพฯ-นนทบุเรี่ยน และมนุษย์ผู้มีคำว่าหนังและซีรีส์สลักอยู่บนดีเอ็นเอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load