15 สิงหาคม 2563
2 K

ในช่วงที่ COVID-19 กลับมาระบาดระลอกสองในเกาหลีใต้ หลายกิจกรรมยังถูกสั่งงด โรงเรียนและมหาวิทยาลัยยังคงปิดต่ออย่างต่อเนื่อง ย่านยอดนิยมอย่างฮงแด อิแทวอน และมยองดง ก็เงียบเหงาลงถนัดตา เราถือโอกาสนี้หลีกเลี่ยงแหล่งผู้คนหนาแน่น สะพายกล้อง จับปากกา ใส่แมสก์ ออกไปสำรวจอีกบรรยากาศหนึ่งของกรุงโซล เมืองที่เราคุ้นเคยในมุมที่ต่างออกไป

กรุงโซลก็เหมือนกับหลายๆ เมืองในโลก ที่ผ่านช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์มาหลายยุคสมัย แต่ละสมัยได้หลงเหลือมรดกทางสถาปัตยกรรมที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวในอดีต สถาปัตยกรรมตะวันตกในกรุงโซลก็เป็นหนึ่งในนั้น เป็นทั้งสัญลักษณ์ของความทันสมัย การเปิดกว้างทางวัฒนธรรม รวมถึงความเจ็บปวดทางประวัติศาสตร์ช่วงอาณานิคม

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

สถาปัตยกรรมตะวันตกในกรุงโซลเริ่มมีให้เห็นตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จากการเติบโตของคริสต์ศาสนา ซึ่งส่วนมากมาในรูปแบบของศาสนสถานที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวตะวันตก และอีกกลุ่มหนึ่งคือ สถาปัตยกรรมในยุคที่ญี่ปุ่นปกครองเกาหลีในช่วง ค.ศ. 1910 – 1945 เป็นยุคที่กรุงโซลเคยมีชื่อเรียกว่า ‘คยองซอง’ หรือ Kei-jo (京城) ในภาษาญี่ปุ่น อันมีความหมายว่า เมืองหลวง

ในยุคนั้น สถาปัตยกรรมโชซอนดั้งเดิมได้ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก แล้วแทนที่ด้วยสถาปัตยกรรมอาณานิคมแบบญี่ปุ่นหรือจักรวรรดินิยมเมจิ (Meiji Imperial Architecture) ที่ผสมผสานความเป็นตะวันตกเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่ทำการรัฐบาล โครงสร้างผังเมือง และถนนขนาดใหญ่หลายสาย ถึงแม้ในปัจจุบันอาคารหลายแห่งถูกทำลายไปด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ที่ฝั่งเกาหลีต้องการจะลบเลือน เช่น อาคารที่ทำการรัฐบาลญี่ปุ่น ที่เคยตั้งบดบังพระราชวังคยองบกกุง แต่อย่างไรก็ตาม ในเขตใจกลางเมืองก็ยังพอมีตึกในยุคนั้นหลงเหลือให้ชมอยู่ไม่น้อย

Old Seoul Station

อดีตศูนย์กลางระบบรางแห่งคาบสมุทร

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

สถานีรถไฟโซลเดิมทีมีมาตั้งแต่ปลายยุคจักรวรรดิเกาหลีเมื่อ ค.ศ. 1900 แต่ตัวอาคารเก่าแบบเรเนซองซ์หลังนี้เพิ่งเริ่มก่อสร้างช่วงที่ญี่ปุ่นปกครองใน ค.ศ. 1925 โดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่น ยาสุชิ ซึคาโมะโต (Yasushi Tsukamoto) แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว อาคารอิฐแดงแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถานีรถไฟเมืองลูเซิร์นของสวิตเซอร์แลนด์ โดดเด่นในเรื่องความสมมาตร และโดมศูนย์กลางที่มีศิลปะแบบไบแซนไทน์

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

หลังจากได้รับเอกราช สถานีรถไฟโซลได้มีบทบาทเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรเกาหลี ประกอบกับการเปิดใช้รถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของกรุงโซลเมื่อ ค.ศ. 1974 ซึ่งเป็นสายที่ตัดผ่านสถานีรถไฟโซล ศาลาว่าการกรุงโซล และย่านธุรกิจจงโน ที่นี่จึงเป็นเหมือนศูนย์กลางการเดินทางของกรุงโซลเช่นเดียวกับในขณะนั้น ก่อนที่จะมีการขยายเส้นทางรถไฟใต้ดิน และกระจายความเป็นศูนย์กลางไปยังย่านอื่นๆ ของเมือง ความสำคัญของสถานีรถไฟโซลจึงลดลงไปบ้างตามกาลเวลา

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

อาคารสถานีแห่งนี้ได้ถูกใช้งานมาต่อเนื่องยาวนานเกือบร้อยปี จนกระทั่งเปิดใช้อาคารหลังใหม่เพื่อรองรับรถไฟความเร็วสูง KTX ที่เปิดบริการเมื่อ ค.ศ. 2004 ปัจจุบัน อาคารนี้ก็ไม่ได้ถูกทิ้งร้างแต่อย่างใด ได้ปรับใช้มาเป็นสถานที่จัดนิทรรศการหมุนเวียนและงานแสดงเชิงศิลปวัฒนธรรมในชื่อ Culture Station Seoul 284

ในส่วนของประเทศไทย ภายหลังการเปิดใช้สถานีกลางบางซื่อเต็มรูปแบบ อาคารแห่งนี้อาจเป็นอีกแบบอย่างที่น่าสนใจในการพัฒนาพื้นที่อาคารสถานีรถไฟเก่าให้กับสถานีหัวลำโพงในอนาคตก็เป็นได้

ชื่อปัจจุบัน : Culture Station Seoul 284                                                                                                                                            

ที่ตั้ง : 1 Tongil-ro, Bongnaedong 2(i)-ga, Jung-gu, Seoul

การเดินทาง : สถานีรถไฟใต้ดิน Seoul Station (สาย 1, 4) ทางออก 2

The Bank of Korea

ปราสาทเรเนซองซ์ฝรั่งเศสในย่านนัมแดมุน

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

อีกหนึ่งอาคารสถาปัตยกรรมเรเนซองซ์ที่โดดเด่นที่สุดในย่านนัมแดมุน ไม่ไกลจากแหล่งช้อปปิ้งมยองดงที่คนไทยคุ้นเคยกันดี อาคารออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่น ทัตสึโนะ คิงโกะ (Tatsuno Kingo) ซึ่งเป็นผู้ออกแบบสถานีรถไฟโตเกียว ได้แรงบันดาลใจมาจากปราสาทฝรั่งเศสยุคเรเนซองซ์ สังเกตได้จากโดมที่ขนาบอาคารทั้งสองฝั่ง อาคารใช้เวลาก่อสร้างกว่า 5 ปี ก่อนที่จะแล้วเสร็จ และใช้เป็นที่ทำการธนาคารโชซอนตั้งแต่ ค.ศ. 1912 ซึ่งต่อมากลายเป็นสำนักงานใหญ่ของธนาคารเกาหลี (Bank of Korea) ตั้งแต่ ค.ศ. 1950

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

ด้านในของอาคารถึงแม้จะถูกเผาทำลายเสียหายอย่างมากในช่วงสงครามเกาหลี แต่ก็ได้รับการบูรณะเรื่อยมาตลอด และในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีธนาคารเกาหลี อาคารนี้จึงถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารเกาหลีตั้งแต่ ค.ศ. 2001 ให้คนทั่วไปเข้าไปเที่ยวชมได้

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

บรรยากาศของแยกนี้เต็มไปด้วยตึกยุคอาณานิคมสลับไปกับตึกทันสมัย ให้อารมณ์เหมือนอยู่กลางย่าน Marunouchi ของโตเกียว ฝั่งตรงข้ามของธนาคารคือสาขาหลักของห้าง Shinsegae ที่มีความหมายว่า ‘โลกใหม่’ เป็นห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ที่สุดในเกาหลีที่สร้างในยุคอาณานิคม เปิดตัวในฐานะห้างสรรพสินค้า Mitsukoshi สาขาคยองซองเมื่อ ค.ศ. 1930

ชื่อปัจจุบัน : Bank of Korea Money Museum

ที่ตั้ง : 100-794 39 Namdaemun-ro 5(o)-ga, Jung-gu, Seoul                                                                                                     

การเดินทาง : สถานีรถไฟใต้ดิน Hoehyun (สาย 4) ทางออก 7, สถานีรถไฟใต้ดิน City Hall (สาย 1,2) ทางออก 6, สถานีรถไฟใต้ดิน Euljiro 1(il)-ga (สาย 2) ทางออก 7            

Old Seoul City Hall

ร่องรอยจักรวรรดินิยมใจกลางเมืองหลวง

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

อาคารแบบเรเนซองซ์ที่ผสมความเรียบง่ายแบบสมัยใหม่ ประกอบกับหลังคายอดบนแบบ Imperial Crown ศาลาว่าการกรุงโซลคงเป็นสัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมญี่ปุ่นที่เด่นชัดที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เดิมศาลาว่าการกรุงโซลหลังเก่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็น ‘ที่ทำการรัฐบาลคยองซอง’ ภายใต้อาณานิคมญี่ปุ่น แล้วเสร็จใน ค.ศ. 1926

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

ต่อมาภายหลังที่เกาหลีได้รับเอกราช จึงถูกใช้งานเป็นศาลาว่าการกรุงโซลตั้งแต่ ค.ศ. 1945 เรื่อยมาจนกระทั่งมีอาคารหลังใหม่ทันสมัยสร้างขึ้นมาทดแทนอยู่ด้านหลัง อาคารนี้จึงปรับเปลี่ยนมาเป็นหอสมุดประจำกรุงโซล ให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการตั้งแต่ ค.ศ. 2008 ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลมีแผนจะรื้อทำลายอาคารนี้ทิ้ง แต่องค์กรมรดกทางวัฒนธรรมเกาหลีได้ประกาศให้ศาลาว่าการแห่งนี้เป็นอาคารอนุรักษ์ การรื้อถอนจึงได้ถูกระงับลง คงสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของกรุงโซลมาถึงปัจจุบัน

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

ด้านหน้าของศาลาว่าการกรุงโซลคือ Seoul Plaza พื้นที่เปิดโล่งสำหรับกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสนามหญ้าสำหรับนั่งเล่น ลานสเก็ตน้ำแข็งในฤดูหนาว สถานที่จัดงาน Hi-Seoul Festival สถานที่เชียร์ฟุตบอลโลกทุกๆ 4 ปี รวมถึงกิจกรรมทางการเมืองอื่นๆ แต่ในวันที่ COVID-19 กลับมาระบาดระลอกสองแบบนี้ บรรยากาศที่นี่จึงดูเงียบเหงาลงไป มีเพียงการเปิดไฟสีฟ้าเช่นเดียวกับแลนด์มาร์กอื่นๆ ในกรุงโซล เพื่อแสดงความขอบคุณให้กับบุคลากรแพทย์ที่อุทิศตนต่อสู้กับโรคระบาดครั้งนี้

ชื่อปัจจุบัน : Seoul Metropolitan Library                                                                                                                                         

ที่ตั้ง :  110 Sejong-daero, Taepyeongno 1(il)-ga, Jung-gu, Seoul

การเดินทาง : สถานีรถไฟใต้ดิน City Hall (สาย 1, 2) ทางออก 5

Myeongdong Cathedral

ศูนย์กลางคริสต์คาทอลิก สถาปัตยกรรมอิฐแห่งแรกในเกาหลี

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

มยองดงในภาพที่ทุกคนมักจะนึกถึงคือย่านช้อปปิ้งยอดนิยม แต่หากเดินตามถนนสายหลักมาจนเกือบสุดสาย จะได้พบกับหนึ่งในสิ่งก่อสร้างยุคโชซอนที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน และยังเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างด้วยอิฐแห่งแรกเกาหลีอีกด้วย

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

มยองดงหรือในสมัยโชซอนเคยมีชื่อว่า ‘มยองรเยบัง’ เป็นชุมชนชาวคอทอลิกแห่งแรกตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 โบสถ์แห่งนี้จึงเป็นเหมือนศูนย์กลางของความเชื่อของชาวคริสต์คาทอลิกเป็นเวลากว่า 120 ปี และยังเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพทางความเชื่อในเกาหลี เป็นที่หลบภัยของผู้ยากไร้และกลุ่มขับเคลื่อนประชาธิปไตยในอดีต ในช่วงเวลาการก่อสร้างโบสถ์นั้น ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นดีนัก ด้วยปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนคาทอลิกกับรัฐบาลในความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยของที่ตั้ง ประกอบกับสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งแรกที่ปะทุขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โบสถ์แห่งนี้จึงใช้เวลากว่า 15 ปีจึงแล้วเสร็จ

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

ตัวอาคารโบสถ์ผสมผสานอิฐเผาแดงของตะวันตก เข้ากับกระเบื้องเทาแบบฉบับเกาหลีได้ลงตัว ส่วนภายในซึ่งตอนนี้ไม่เปิดให้เข้าชมเป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิกเพดานสูง ไม่ได้มีรูปปั้นแกะสลักมากมายรายรอบ คงไว้ซึ่งความเรียบง่ายและสง่างาม

ชื่อปัจจุบัน : Myeongdong Cathedral

ที่ตั้ง : 74 Myeongdong-gil, Jeodong 1(il)-ga, Jung-gu, Seoul

การเดินทาง : สถานีรถไฟใต้ดิน Myeongdong (สาย 4) ทางออก 8            

Seoul Anglican Cathedral 

 ศิลปะโรมาเนสก์ข้างพระราชวังหลวง

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

ถ้าโบสถ์มยองดงคือสัญลักษณ์ของคริสต์คาทอลิก ที่นี่ก็คงเปรียบได้กับสัญลักษณ์ของคริสต์แองกลิกันในกรุงโซล วิหารแห่งนี้เริ่มก่อสร้างในยุคอาณานิคมญี่ปุ่น เช่นเดียวกันกับหลายๆ อาคารตะวันตกในเกาหลี ตามดำริของบาทหลวงมาร์ก โทรลโลป (Mark Trollope) โดยมีสถาปนิกชาวอังกฤษ อาเทอร์ ดิกสัน (Arthur Dixon) เป็นผู้ออกแบบ 

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

วิหารแห่งนี้ตั้งอยู่ข้างๆ พระราชวังด็อกซูกุง ไม่ไกลจากศาลาว่าการกรุงโซล เพียงแค่เดินข้ามถนนมาเท่านั้น ก็จะพบกับสถาปัตยกรรมฟื้นฟูโรมาเนสก์ ตัวอาคารมีแบบแปลนเป็นรูปไม้กางเขน (Latin Cross) และผสมผสานศิลปะแบบเกาหลีโดยการมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผาแบบดั้งเดิม

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

ถึงแม้ว่าโครงสร้างของวิหารส่วนหนึ่งจะแล้วเสร็จตั้งแต่ ค.ศ. 1926 เนื่องจากปัญหาด้านการเงิน การก่อสร้างทั้งหมดจึงยืดเยื้อเป็นเวลา 70 ปี จนมาแล้วเสร็จสมบูรณ์ใน ค.ศ. 1996 ภายหลังจากที่ได้ค้นพบแบบแปลนเดิมของสถาปนิกอาเทอร์ ดิกสัน จึงต่อเติมให้ครบถ้วนตามแผนเดิมที่เคยออกแบบไว้ 

แต่ทว่า วิหารนี้พึ่งจะเผยโฉมให้คนเดินถนนทั่วไปเห็นได้เด่นชัดก็เมื่อ ค.ศ. 2015 ที่ผ่านมานี้เอง หลังจากที่ทางรัฐบาลได้รื้ออาคารสำนักงานภาษี อีกหนึ่งตึกยุคอาณานิคมญี่ปุ่นที่บดบังวิหารอย่างมิดชิด ประหนึ่งศาลาเฉลิมไทยที่เคยบดบังโลหะปราสาท ในโอกาสครบรอบ 70 ปีการประกาศเอกราชของเกาหลี

ชื่อปัจจุบัน : Seoul Anglican Cathedral                                                                                                                                              

ที่ตั้ง : 15 Sejong-daero 21-gil, Jeong-dong, Jung-gu, Seoul                                                                                                                                                      

การเดินทาง : สถานีรถไฟใต้ดิน City Hall (สาย 1, 2) ทางออก 2

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

รัชชานนท์ วงศ์อภิชาติ

ชอบถ่ายรูปและสเก็ตช์ตึก ชีวิตวนเวียนอยู่ในเอเชียตะวันออก ไปคาเฟ่ทุกสุดสัปดาห์ รักน้องหมา มีเพจท่องเที่ยวที่นานๆ จะอัปเดตชื่อ Nonfinite_

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ใคร ๆ ก็คุ้นหูคุ้นตากันดีในสื่อสากล แต่ถ้าว่ากันเรื่องธรรมชาติวิทยา ก็ออกจะชวนตื่นเต้นตาโตอยู่ไม่น้อย ด้วยความเป็นทวีปโดดเดี่ยวเหงา ๆ ในซีกโลกใต้ที่แผ่นดินเคลื่อนตัวแยกห่างไกลมานานหลายล้านปี ทำให้สิงสาราสัตว์ พืชพรรณบนทวีปมีวิวัฒนาการเป็นของตัวเอง

แถมมีหน้าตาเป็นเอกลักษณ์จนต้องคว้ากล้องออกมาถ่ายกันแทบไม่ทัน

Bennetts wallaby  : Triabunna, Tasmania 
Bennetts wallaby (Notamacropus rufogriseus)
พบเจอกันโดยบังเอิญในเช้าวันหนึ่งที่ Triabunna, Tasmania 

น่าตื่นเต้นทบทวีเมื่อผู้เขียนมีโอกาสเยี่ยมเยือนเกาะแทสเมเนีย (Tasmania) ที่แม้แต่คนออสเตรเลียยังบอกว่าช่างห่างไกลเหลือเกิน โดยเกาะดังกล่าวมีสถานะเป็นรัฐ (State) ภายใต้เครือรัฐออสเตรเลีย เมืองหลวงคือ โฮบาร์ต (Hobart) เป็นเกาะที่รุ่มรวยด้วยธรรมชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งไปกว่าแผ่นดินใหญ่ออสเตรเลียเสียอีก แต่เนื่องจากเป็นทริปทำงาน เส้นทางที่เจ้าบ้านผู้จัดงานพาไปชมจึงเป็นอุทยานแห่งชาติ เดินง่าย จบในวันเดียว (เพื่อไม่ให้ผู้ร่วมงานเหนื่อยจนสลบเหมือดไปก่อนงานจะเริ่ม) เส้นทางที่ผู้เขียนไปเยือน คือ Maria Island (ออกเสียงว่า มา-ราย ตามคนท้องถิ่น) ที่นี่เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่ห่างจากโฮบาร์ตไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ การเดินทางก็ง่ายดาย มีเรือข้ามฟากให้บริการหลายรอบต่อวัน โดยขึ้นเรือจากท่าเรือเมือง Triabunna ห่างไปเพียง 16 กิโลเมตร ใช้เวลา 45 นาทีโดยประมาณ

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
แผนที่แสดงตำแหน่งของ Tasmania และ Maria Island
ภาพ : http://exploringtheearth.com/2014/11/30/mariaisland 

การตั้งชุมชนบนเกาะมีมานานกว่า 35,000 ปี ชาวอะบอริจินในเกาะนี้มีชื่อว่า Puthikwilayti และ เกาะนี้มีชื่อภาษาพื้นเมืองว่า wukaluwikiwayna ส่วนชาวยุโรปเป็นผู้มาทีหลัง โดยใช้พื้นที่เกาะแห่งนี้เป็นสถานที่เนรเทศนักโทษในปี 1825 (เทียบได้กับเกาะตะรุเตาหรือเกาะเต่าในสมัยก่อน)

Maria Island อยู่ห่างจากเกาะแทสเมเนียไม่มาก จึงมีนักโทษว่ายน้ำหนีไปขึ้นฝั่งบนเกาะแทสเมเนียสำเร็จอยู่เป็นประจำ ปลายยุค 1800 จึงถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ทำเกษตรและอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ แต่สุดท้ายก็สู้ราคาสินค้าที่ผลิตบนเกาะแทสเมเนียไม่ได้ (เพราะต้องบวกค่าขนส่งขึ้นฝั่งเข้าไปอีก) กิจกรรมต่าง ๆ ค่อย ๆ เลิกราในทศวรรษ 1960 เกาะแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งประสบความสำเร็จในปี 1971 ทำให้เกาะมารายเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาตินับแต่นั้นมา

กิจกรรมศึกษาธรรมชาติบนเกาะมีมากมาย ทั้งปีนเขา แคมป์ปิ้ง พายคายัค ดำน้ำดูปะการัง เดินชมธรรมชาติแบบสั้น ๆ ในกรณีที่มีเวลาเพียงวันเดียว แถมเป็นฤดูหนาว จึงเหลือเพียงการเดินเส้นทางระยะสั้นเท่านั้นที่ทำได้ ผู้เขียนพร้อมเพื่อนร่วมทางตกลงกันว่าจะเดินเท่าที่ไหว ไม่ฝืนสังขาร และแวะเพียงไม่กี่จุด ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราสนุกสนานและมีความทรงจำดี ๆ กับเกาะมารายได้แบบไม่รู้ลืม

ณ ขณะที่เรือใกล้เทียบท่า Darlington, Maria Island ท่าเรือแห่งเดียวของเกาะ
ณ ขณะที่เรือใกล้เทียบท่า Darlington, Maria Island ท่าเรือแห่งเดียวของเกาะ

เริ่มกันที่ Darlington จุดนี้เป็นท่าเรือหลักของเกาะ กลุ่มอาคารทั้งเก่าและใหม่ล้วนกระจุกตัวอยู่ที่นี่ มีทั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ห้องน้ำ บ้านพัก รวมถึงซากอาคารเก่ายุคร้อยกว่าปีก่อน คณะทัวร์เฉพาะกิจของเราเดินเลี้ยวไปทางขวา จากท่าเรือ Darlington เลาะเลียบชายฝั่ง ระหว่างทางเจอเจ้าถิ่นที่ไม่กลัวผู้มาเยือนเลยแม้แต่นิด ให้ความรู้สึกถึงการเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติอย่างแท้จริง พอเราขึ้นจากเรือปุ๊บ ก็พบนก Australian pied cormorant (Phalacrocorax varius) นกชายฝั่งท้องถิ่นแถบออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ มองไกล ๆ ตกใจนึกว่าเพนกวิน จนกระทั่งฝูงสยายปีกจึงแก้ไขความเข้าใจผิดไปได้

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

เดินออกจากท่าเรือ Darlington ได้ไม่นานก็เจอกับ Tasmanian Pademelon (Thylogale billardierii) สัตว์ตระกูลเดียวกับจิงโจ้และวัลลาบี (Wallaby) พบเฉพาะในแทสเมเนียเท่านั้น เป็นสัตว์ขี้อาย ชอบหลบหลืบตามสุมทุมพุ่นไม้ และกระโดดหนีอย่างไวเมื่อพอเจอคณะของพวกเรา

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

เดินไปอีกเล็กน้อยก็จ๊ะเอ๋กับ Common Wombat (Vombastus ursinus) สัตว์ท้องถิ่นขวัญใจชาวออสซี ด้วยรูปลักษณ์ต้วมเตี้ยมตะมุตะมิ ไม่วิ่งหนีคน วอมแบตเป็นสัตว์มีถุงหน้าท้อง (Marsupial) นับเป็นญาติใกล้ชิดกับโคอาลา และเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดที่มีพฤติกรรมการขุดโพรงดินเพื่ออยู่อาศัย

แม้เจ้าวอมแบตจะดูเฉื่อยชิลล์ในภาวะปกติ แต่เมื่อมีภัย มันก็วิ่งได้เร็วถึง 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง อีกเรื่องที่น่าสนใจ คืออุจจาระของวอมแบตมีรูปทรงลูกบาศก์ แม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ทำไมวอมแบตผลิตอุจจาระออกมาเป็นรูปทรงนั้น แต่ค่อนข้างแน่ชัดว่ามันมีประโยชน์แง่ใช้สอย เนื่องจากวอมแบตใช้อุจจาระในการบอกอาณาเขตและดึงดูดเพศตรงข้าม รูปทรงดังกล่าวทำให้อุจจาระไม่กลิ้งหายหรืออยู่ผิดที่ผิดทางจากที่ควรจะเป็น ด้วยความสำคัญเช่นนั้น ทำให้วอมแบตผลิตอุจจาระออกมาจำนวนมากจนกองเกลื่อนไปทั่วทุ่งหญ้า เรียกได้ว่าเดินไปทางไหนก็เหยียบโดนแน่นอน โชคดีที่อาหารหลักของพวกมันคือหญ้า ทำให้อุจจาระเกาะเป็นก้อน ไม่เหลวหรือเหนียวจนติดรองเท้ากลับมาด้วย

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

  เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติของ Maria Island สัญจรได้ทั้งคนเดินและจักรยาน โดยจักรยานนำมาเองจากบ้านหรือเช่าจากท่าเรือ แล้วนำลงเรือเฟอร์รี่มาเองจากฝั่งแทสเมเนียก็ได้ การปั่นจักรยานเป็นทางเลือกที่ดี หากต้องแข่งกับเวลาและมีความแข็งแรงมากพอ เพราะภูมิประเทศบนเกาะมารายเต็มไปด้วยเนินเขาน้อยใหญ่ วิธีนี้เป็นทางเลือกที่ค่อนข้างท้าทาย คณะของผู้เขียนจึงเลือกเดินไปเท่าที่ทำได้ดีกว่า

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ

เดินจาก Darlington อย่างช้า ๆ ไม่เร่งรีบ ราว ๆ 1 ชั่วโมง ในที่สุดเราก็มาพักเที่ยงกันที่ The Painted Cliffs ประติมากรรมธรรมชาติจากหินทรายและออกไซด์ธาตุเหล็ก ผลงานสร้างสรรคจ์ากการกัดเซาะโดยน้ำทะเล น้ำฝน คลื่นลม และกาลเวลา ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของเกาะและเป็นหนึ่งในจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวหลัก ระยะทางเดินราว 2 กิโลเมตรเศษจาก Darlington

เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
มุมมองจากบนหน้าผา เห็นเกาะแทสเมเนียอยู่ไม่ไกล พร้อมทะเลใสสีครามเข้มเห็นไปถึงโขดหินด้านล่าง
มองกลับไปอีกทาง เห็นเวิ้งอ่าวโค้ง หาดทรายสีขาว (Rutherford Beach) และเนินทุ่งหญ้าที่เดินข้ามผ่านมา
มองกลับไปอีกทาง เห็นเวิ้งอ่าวโค้ง หาดทรายสีขาว (Rutherford Beach) และเนินทุ่งหญ้าที่เดินข้ามผ่านมา
เดินศึกษาธรรมชาติบน Maria Island ออสเตรเลีย เจอจิ้งโจ้ ห่านดินกินหญ้า และวอมแบตตัวตะมุตะมิ
Maria Island ยังคงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณดึกดําบรรพ์จําพวกเฟิร์นที่เติบโตอัดแน่นกินบริเวณเป็นทุ่งกว้าง
เดินย้อนเส้นทางกลับมายัง Darlington เพื่อไปสํารวจฝั่งเหนือของเกาะ
เดินย้อนเส้นทางกลับมายัง Darlington เพื่อไปสํารวจฝั่งเหนือของเกาะ
ห่านดินกินหญ้าของแท้ Cape Barren goose (Cereopsis novaehollandiae) ห่านหายากขนาดใหญ่พบเจอเฉพาะบางบริเวณชายฝั่งทางใต้ของออสเตรเลียและบางส่วนของชายฝั่งแทสเมเนีย แต่พบเจอเกลื่อนกลาดบน Maria Island
ห่านดินกินหญ้าของแท้ Cape Barren goose (Cereopsis novaehollandiae) ห่านหายากขนาดใหญ่พบเจอเฉพาะบางบริเวณชายฝั่งทางใต้ของออสเตรเลียและบางส่วนของชายฝั่งแทสเมเนีย แต่พบเจอเกลื่อนกลาดบน Maria Island
Ile du Nord เกาะหินแกรนิตเล็ก ๆ ทางทิศเหนือของ Maria Island
Ile du Nord เกาะหินแกรนิตเล็ก ๆ ทางทิศเหนือของ Maria Island
เป็นเขตอุทยานแห่งชาติที่มีความสําคัญในด้านการอนุรักษพันธุ์สัตว์ และไม่มีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์

จาก Darlington ราว ๆ ครึ่งชั่วโมงแบบเดินเร็ว ๆ ผู้เขียนพบกับ The Fossil Cliffs หน้าผาหินปูนทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ เป็นบริเวณที่มีการพบซากฟอสซิลดึกดําบรรพ์อายุประมาณ 100 ล้านปีของสัตว์ทะเลจําพวกหอย เพรียง และปะการัง ในอดีตหินปูนในบริเวณนี้เคยถูกสกัดและลำเลียงไปผลิตเป็นปูนซีเมนต์ในช่วงปี 1920 จึงมีร่องรอยรางของรถรางขนส่งในบริเวณใกล้เคียงอยู่ด้วย

Maria Island ออสเตรเลีย : บันทึกความทรงจํา 1 วัน เดินสำรวจอุทยานแห่งชาติบนเกาะมาราย เมืองแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

ทุ่งหญ้ากว้างเป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์ ในจำนวนนี้ดูเหมือนว่าจิงโจ้ Forester Kangaroo (Macropus giganteus) ดูโดดเด่นกว่าผู้อาศัยสายพันธุ์อื่น ช่วงบ่ายแก่ ๆ เป็นเวลาอาหารพอดี เราโชคดีได้เฝ้าสังเกตการณ์จากระยะไกล เห็นจิงโจ้ฝูงใหญ่นอนเอกเขนกสลับกับเล็มหญ้าบนพื้น แม้ดูน่ารักน่าเอ็นดู แต่รู้กันโดยทั่วว่า อันที่จริงแล้วจิงโจ้เป็นสัตว์ค่อนข้างอันตราย หากอยู่ใกล้ ๆ เกิดโชคร้ายโดนจิงโจ้หมายหัว คุณอาจโดนฟาดแข้ง ฟาดหางใส่ก็เป็นได้ การชมจากระยะไกลจึงปลอดยภัยกว่าสำหรับคนและจิงโจ้

Maria Island ออสเตรเลีย : บันทึกความทรงจํา 1 วัน เดินสำรวจอุทยานแห่งชาติบนเกาะมาราย เมืองแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

ในบริเวณทุ่งหญ้าเดียวกันนั้นเอง ผู้เขียนพบบ้านของวอมแบตเข้าโดยบังเอิญ ซึ่งจะขุดโพรงดินเพื่ออยู่อาศัยไว้ใต้พุ่มไม้ และพรางตัวจากศัตรูตามธรรมชาติ โพรงแรกเห็นเจ้าบ้านนั่งเฝ้าอยู่ด้านหน้าราวกับกำลังระวังภัย ส่วนโพรงที่สอง เจ้าบ้านดูวุ่นวายอยู่กับภารกิจในโพรงที่ไม่แน่ใจว่าคืออะไร

Maria Island ออสเตรเลีย : บันทึกความทรงจํา 1 วัน เดินสำรวจอุทยานแห่งชาติบนเกาะมาราย เมืองแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย

ทริปนี้จบลงในช่วงเวลาโพล้เพล้ ผู้เขียนเดินทางกลับฝั่งแทสเมเนียพร้อมเพื่อน ๆ ทุกคนตื่นเต้น สนุกสนานกับประสบการณ์ที่พบเจอ หวังว่าทริปถัดไปในออสเตรเลียจะมีเรื่องสนุกอีกมากรอเราอยู่

ข้อควรรู้ 

  • การเดินทางจาก Hobart มายัง Triabunna เพื่อลงเรือเฟอร์รี่มา Maria Island มีเพียงวิธีเดียว คือ ขับรถส่วนตัว โดยมากนักท่องเที่ยวมักเช่ารถขับมาจากสนามบิน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
  • นอกจากนั่งเรือเฟอร์รี่แล้ว วิธีเดินทางที่ทำได้ คือเครื่องบินเล็กส่วนบุคคล โดยต้องทำเรื่องแจ้งทางอุทยานฯ ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน
  • Maria Island เป็นเขตอนุรักษ์ จึงไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ร้านค้า และถังขยะ ควรพกเสบียง น้ำจืด และอุปกรณ์กันหนาว/ฝน/แดด ไปพร้อมกัน ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทาง และ เก็บขยะทุกชิ้นด้วยตนเองเมื่อออกจากเกาะ

ข้อมูลอ้างอิง : parks.tas.gov.au/explore-our-parks/maria-island-national-park

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ศุจีภรณ์ ตันติพงษ์

นักศึกษาไทยใน Sydney, Australia นักเดินทางมือสมัครเล่น ในมือถือกล้องกลางวันมองพื้น กลางคืนมองดาว มีความอยากรู้ อยากเห็น เป็นแพสชันหลักของชีวิต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load