15 สิงหาคม 2563
2 K

ในช่วงที่ COVID-19 กลับมาระบาดระลอกสองในเกาหลีใต้ หลายกิจกรรมยังถูกสั่งงด โรงเรียนและมหาวิทยาลัยยังคงปิดต่ออย่างต่อเนื่อง ย่านยอดนิยมอย่างฮงแด อิแทวอน และมยองดง ก็เงียบเหงาลงถนัดตา เราถือโอกาสนี้หลีกเลี่ยงแหล่งผู้คนหนาแน่น สะพายกล้อง จับปากกา ใส่แมสก์ ออกไปสำรวจอีกบรรยากาศหนึ่งของกรุงโซล เมืองที่เราคุ้นเคยในมุมที่ต่างออกไป

กรุงโซลก็เหมือนกับหลายๆ เมืองในโลก ที่ผ่านช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์มาหลายยุคสมัย แต่ละสมัยได้หลงเหลือมรดกทางสถาปัตยกรรมที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวในอดีต สถาปัตยกรรมตะวันตกในกรุงโซลก็เป็นหนึ่งในนั้น เป็นทั้งสัญลักษณ์ของความทันสมัย การเปิดกว้างทางวัฒนธรรม รวมถึงความเจ็บปวดทางประวัติศาสตร์ช่วงอาณานิคม

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

สถาปัตยกรรมตะวันตกในกรุงโซลเริ่มมีให้เห็นตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จากการเติบโตของคริสต์ศาสนา ซึ่งส่วนมากมาในรูปแบบของศาสนสถานที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวตะวันตก และอีกกลุ่มหนึ่งคือ สถาปัตยกรรมในยุคที่ญี่ปุ่นปกครองเกาหลีในช่วง ค.ศ. 1910 – 1945 เป็นยุคที่กรุงโซลเคยมีชื่อเรียกว่า ‘คยองซอง’ หรือ Kei-jo (京城) ในภาษาญี่ปุ่น อันมีความหมายว่า เมืองหลวง

ในยุคนั้น สถาปัตยกรรมโชซอนดั้งเดิมได้ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก แล้วแทนที่ด้วยสถาปัตยกรรมอาณานิคมแบบญี่ปุ่นหรือจักรวรรดินิยมเมจิ (Meiji Imperial Architecture) ที่ผสมผสานความเป็นตะวันตกเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่ทำการรัฐบาล โครงสร้างผังเมือง และถนนขนาดใหญ่หลายสาย ถึงแม้ในปัจจุบันอาคารหลายแห่งถูกทำลายไปด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ที่ฝั่งเกาหลีต้องการจะลบเลือน เช่น อาคารที่ทำการรัฐบาลญี่ปุ่น ที่เคยตั้งบดบังพระราชวังคยองบกกุง แต่อย่างไรก็ตาม ในเขตใจกลางเมืองก็ยังพอมีตึกในยุคนั้นหลงเหลือให้ชมอยู่ไม่น้อย

Old Seoul Station

อดีตศูนย์กลางระบบรางแห่งคาบสมุทร

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

สถานีรถไฟโซลเดิมทีมีมาตั้งแต่ปลายยุคจักรวรรดิเกาหลีเมื่อ ค.ศ. 1900 แต่ตัวอาคารเก่าแบบเรเนซองซ์หลังนี้เพิ่งเริ่มก่อสร้างช่วงที่ญี่ปุ่นปกครองใน ค.ศ. 1925 โดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่น ยาสุชิ ซึคาโมะโต (Yasushi Tsukamoto) แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว อาคารอิฐแดงแห่งนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถานีรถไฟเมืองลูเซิร์นของสวิตเซอร์แลนด์ โดดเด่นในเรื่องความสมมาตร และโดมศูนย์กลางที่มีศิลปะแบบไบแซนไทน์

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

หลังจากได้รับเอกราช สถานีรถไฟโซลได้มีบทบาทเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรเกาหลี ประกอบกับการเปิดใช้รถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกของกรุงโซลเมื่อ ค.ศ. 1974 ซึ่งเป็นสายที่ตัดผ่านสถานีรถไฟโซล ศาลาว่าการกรุงโซล และย่านธุรกิจจงโน ที่นี่จึงเป็นเหมือนศูนย์กลางการเดินทางของกรุงโซลเช่นเดียวกับในขณะนั้น ก่อนที่จะมีการขยายเส้นทางรถไฟใต้ดิน และกระจายความเป็นศูนย์กลางไปยังย่านอื่นๆ ของเมือง ความสำคัญของสถานีรถไฟโซลจึงลดลงไปบ้างตามกาลเวลา

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

อาคารสถานีแห่งนี้ได้ถูกใช้งานมาต่อเนื่องยาวนานเกือบร้อยปี จนกระทั่งเปิดใช้อาคารหลังใหม่เพื่อรองรับรถไฟความเร็วสูง KTX ที่เปิดบริการเมื่อ ค.ศ. 2004 ปัจจุบัน อาคารนี้ก็ไม่ได้ถูกทิ้งร้างแต่อย่างใด ได้ปรับใช้มาเป็นสถานที่จัดนิทรรศการหมุนเวียนและงานแสดงเชิงศิลปวัฒนธรรมในชื่อ Culture Station Seoul 284

ในส่วนของประเทศไทย ภายหลังการเปิดใช้สถานีกลางบางซื่อเต็มรูปแบบ อาคารแห่งนี้อาจเป็นอีกแบบอย่างที่น่าสนใจในการพัฒนาพื้นที่อาคารสถานีรถไฟเก่าให้กับสถานีหัวลำโพงในอนาคตก็เป็นได้

ชื่อปัจจุบัน : Culture Station Seoul 284                                                                                                                                            

ที่ตั้ง : 1 Tongil-ro, Bongnaedong 2(i)-ga, Jung-gu, Seoul

การเดินทาง : สถานีรถไฟใต้ดิน Seoul Station (สาย 1, 4) ทางออก 2

The Bank of Korea

ปราสาทเรเนซองซ์ฝรั่งเศสในย่านนัมแดมุน

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

อีกหนึ่งอาคารสถาปัตยกรรมเรเนซองซ์ที่โดดเด่นที่สุดในย่านนัมแดมุน ไม่ไกลจากแหล่งช้อปปิ้งมยองดงที่คนไทยคุ้นเคยกันดี อาคารออกแบบโดยสถาปนิกชาวญี่ปุ่น ทัตสึโนะ คิงโกะ (Tatsuno Kingo) ซึ่งเป็นผู้ออกแบบสถานีรถไฟโตเกียว ได้แรงบันดาลใจมาจากปราสาทฝรั่งเศสยุคเรเนซองซ์ สังเกตได้จากโดมที่ขนาบอาคารทั้งสองฝั่ง อาคารใช้เวลาก่อสร้างกว่า 5 ปี ก่อนที่จะแล้วเสร็จ และใช้เป็นที่ทำการธนาคารโชซอนตั้งแต่ ค.ศ. 1912 ซึ่งต่อมากลายเป็นสำนักงานใหญ่ของธนาคารเกาหลี (Bank of Korea) ตั้งแต่ ค.ศ. 1950

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

ด้านในของอาคารถึงแม้จะถูกเผาทำลายเสียหายอย่างมากในช่วงสงครามเกาหลี แต่ก็ได้รับการบูรณะเรื่อยมาตลอด และในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีธนาคารเกาหลี อาคารนี้จึงถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารเกาหลีตั้งแต่ ค.ศ. 2001 ให้คนทั่วไปเข้าไปเที่ยวชมได้

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

บรรยากาศของแยกนี้เต็มไปด้วยตึกยุคอาณานิคมสลับไปกับตึกทันสมัย ให้อารมณ์เหมือนอยู่กลางย่าน Marunouchi ของโตเกียว ฝั่งตรงข้ามของธนาคารคือสาขาหลักของห้าง Shinsegae ที่มีความหมายว่า ‘โลกใหม่’ เป็นห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ที่สุดในเกาหลีที่สร้างในยุคอาณานิคม เปิดตัวในฐานะห้างสรรพสินค้า Mitsukoshi สาขาคยองซองเมื่อ ค.ศ. 1930

ชื่อปัจจุบัน : Bank of Korea Money Museum

ที่ตั้ง : 100-794 39 Namdaemun-ro 5(o)-ga, Jung-gu, Seoul                                                                                                     

การเดินทาง : สถานีรถไฟใต้ดิน Hoehyun (สาย 4) ทางออก 7, สถานีรถไฟใต้ดิน City Hall (สาย 1,2) ทางออก 6, สถานีรถไฟใต้ดิน Euljiro 1(il)-ga (สาย 2) ทางออก 7            

Old Seoul City Hall

ร่องรอยจักรวรรดินิยมใจกลางเมืองหลวง

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

อาคารแบบเรเนซองซ์ที่ผสมความเรียบง่ายแบบสมัยใหม่ ประกอบกับหลังคายอดบนแบบ Imperial Crown ศาลาว่าการกรุงโซลคงเป็นสัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรมยุคอาณานิคมญี่ปุ่นที่เด่นชัดที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เดิมศาลาว่าการกรุงโซลหลังเก่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็น ‘ที่ทำการรัฐบาลคยองซอง’ ภายใต้อาณานิคมญี่ปุ่น แล้วเสร็จใน ค.ศ. 1926

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

ต่อมาภายหลังที่เกาหลีได้รับเอกราช จึงถูกใช้งานเป็นศาลาว่าการกรุงโซลตั้งแต่ ค.ศ. 1945 เรื่อยมาจนกระทั่งมีอาคารหลังใหม่ทันสมัยสร้างขึ้นมาทดแทนอยู่ด้านหลัง อาคารนี้จึงปรับเปลี่ยนมาเป็นหอสมุดประจำกรุงโซล ให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการตั้งแต่ ค.ศ. 2008 ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลมีแผนจะรื้อทำลายอาคารนี้ทิ้ง แต่องค์กรมรดกทางวัฒนธรรมเกาหลีได้ประกาศให้ศาลาว่าการแห่งนี้เป็นอาคารอนุรักษ์ การรื้อถอนจึงได้ถูกระงับลง คงสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของกรุงโซลมาถึงปัจจุบัน

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

ด้านหน้าของศาลาว่าการกรุงโซลคือ Seoul Plaza พื้นที่เปิดโล่งสำหรับกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสนามหญ้าสำหรับนั่งเล่น ลานสเก็ตน้ำแข็งในฤดูหนาว สถานที่จัดงาน Hi-Seoul Festival สถานที่เชียร์ฟุตบอลโลกทุกๆ 4 ปี รวมถึงกิจกรรมทางการเมืองอื่นๆ แต่ในวันที่ COVID-19 กลับมาระบาดระลอกสองแบบนี้ บรรยากาศที่นี่จึงดูเงียบเหงาลงไป มีเพียงการเปิดไฟสีฟ้าเช่นเดียวกับแลนด์มาร์กอื่นๆ ในกรุงโซล เพื่อแสดงความขอบคุณให้กับบุคลากรแพทย์ที่อุทิศตนต่อสู้กับโรคระบาดครั้งนี้

ชื่อปัจจุบัน : Seoul Metropolitan Library                                                                                                                                         

ที่ตั้ง :  110 Sejong-daero, Taepyeongno 1(il)-ga, Jung-gu, Seoul

การเดินทาง : สถานีรถไฟใต้ดิน City Hall (สาย 1, 2) ทางออก 5

Myeongdong Cathedral

ศูนย์กลางคริสต์คาทอลิก สถาปัตยกรรมอิฐแห่งแรกในเกาหลี

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

มยองดงในภาพที่ทุกคนมักจะนึกถึงคือย่านช้อปปิ้งยอดนิยม แต่หากเดินตามถนนสายหลักมาจนเกือบสุดสาย จะได้พบกับหนึ่งในสิ่งก่อสร้างยุคโชซอนที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบัน และยังเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างด้วยอิฐแห่งแรกเกาหลีอีกด้วย

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

มยองดงหรือในสมัยโชซอนเคยมีชื่อว่า ‘มยองรเยบัง’ เป็นชุมชนชาวคอทอลิกแห่งแรกตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 โบสถ์แห่งนี้จึงเป็นเหมือนศูนย์กลางของความเชื่อของชาวคริสต์คาทอลิกเป็นเวลากว่า 120 ปี และยังเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพทางความเชื่อในเกาหลี เป็นที่หลบภัยของผู้ยากไร้และกลุ่มขับเคลื่อนประชาธิปไตยในอดีต ในช่วงเวลาการก่อสร้างโบสถ์นั้น ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นดีนัก ด้วยปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนคาทอลิกกับรัฐบาลในความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยของที่ตั้ง ประกอบกับสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งแรกที่ปะทุขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โบสถ์แห่งนี้จึงใช้เวลากว่า 15 ปีจึงแล้วเสร็จ

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

ตัวอาคารโบสถ์ผสมผสานอิฐเผาแดงของตะวันตก เข้ากับกระเบื้องเทาแบบฉบับเกาหลีได้ลงตัว ส่วนภายในซึ่งตอนนี้ไม่เปิดให้เข้าชมเป็นสถาปัตยกรรมแบบโกธิกเพดานสูง ไม่ได้มีรูปปั้นแกะสลักมากมายรายรอบ คงไว้ซึ่งความเรียบง่ายและสง่างาม

ชื่อปัจจุบัน : Myeongdong Cathedral

ที่ตั้ง : 74 Myeongdong-gil, Jeodong 1(il)-ga, Jung-gu, Seoul

การเดินทาง : สถานีรถไฟใต้ดิน Myeongdong (สาย 4) ทางออก 8            

Seoul Anglican Cathedral 

 ศิลปะโรมาเนสก์ข้างพระราชวังหลวง

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

ถ้าโบสถ์มยองดงคือสัญลักษณ์ของคริสต์คาทอลิก ที่นี่ก็คงเปรียบได้กับสัญลักษณ์ของคริสต์แองกลิกันในกรุงโซล วิหารแห่งนี้เริ่มก่อสร้างในยุคอาณานิคมญี่ปุ่น เช่นเดียวกันกับหลายๆ อาคารตะวันตกในเกาหลี ตามดำริของบาทหลวงมาร์ก โทรลโลป (Mark Trollope) โดยมีสถาปนิกชาวอังกฤษ อาเทอร์ ดิกสัน (Arthur Dixon) เป็นผู้ออกแบบ 

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

วิหารแห่งนี้ตั้งอยู่ข้างๆ พระราชวังด็อกซูกุง ไม่ไกลจากศาลาว่าการกรุงโซล เพียงแค่เดินข้ามถนนมาเท่านั้น ก็จะพบกับสถาปัตยกรรมฟื้นฟูโรมาเนสก์ ตัวอาคารมีแบบแปลนเป็นรูปไม้กางเขน (Latin Cross) และผสมผสานศิลปะแบบเกาหลีโดยการมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผาแบบดั้งเดิม

สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้
สำรวจอีกบรรยากาศของโซล ตามรอยตึกเก่าแบบเรเนซองส์แล้วบันทึกไว้ด้วยการสเกตช์, ที่เที่ยวโซล เกาหลีใต้

ถึงแม้ว่าโครงสร้างของวิหารส่วนหนึ่งจะแล้วเสร็จตั้งแต่ ค.ศ. 1926 เนื่องจากปัญหาด้านการเงิน การก่อสร้างทั้งหมดจึงยืดเยื้อเป็นเวลา 70 ปี จนมาแล้วเสร็จสมบูรณ์ใน ค.ศ. 1996 ภายหลังจากที่ได้ค้นพบแบบแปลนเดิมของสถาปนิกอาเทอร์ ดิกสัน จึงต่อเติมให้ครบถ้วนตามแผนเดิมที่เคยออกแบบไว้ 

แต่ทว่า วิหารนี้พึ่งจะเผยโฉมให้คนเดินถนนทั่วไปเห็นได้เด่นชัดก็เมื่อ ค.ศ. 2015 ที่ผ่านมานี้เอง หลังจากที่ทางรัฐบาลได้รื้ออาคารสำนักงานภาษี อีกหนึ่งตึกยุคอาณานิคมญี่ปุ่นที่บดบังวิหารอย่างมิดชิด ประหนึ่งศาลาเฉลิมไทยที่เคยบดบังโลหะปราสาท ในโอกาสครบรอบ 70 ปีการประกาศเอกราชของเกาหลี

ชื่อปัจจุบัน : Seoul Anglican Cathedral                                                                                                                                              

ที่ตั้ง : 15 Sejong-daero 21-gil, Jeong-dong, Jung-gu, Seoul                                                                                                                                                      

การเดินทาง : สถานีรถไฟใต้ดิน City Hall (สาย 1, 2) ทางออก 2

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

รัชชานนท์ วงศ์อภิชาติ

ชอบถ่ายรูปและสเก็ตช์ตึก ชีวิตวนเวียนอยู่ในเอเชียตะวันออก ไปคาเฟ่ทุกสุดสัปดาห์ รักน้องหมา มีเพจท่องเที่ยวที่นานๆ จะอัปเดตชื่อ Nonfinite_

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

13 สิงหาคม 2565
977

1
วันที่ฉันตื่น

(Awake to the Truth)

ฉัน ณ ขณะนี้ ได้รับ ‘โอกาสให้ตื่น’ ขึ้นมาเห็นความงดงามของโลกใบนี้อีกครั้ง หลังการผ่าตัดใหญ่      

ฉัน ณ ขณะนี้ ตื่นขึ้นมาพบกับความจริงอันธรรมดาที่แสนวิเศษว่า ควรใช้เวลา (ที่ไม่รู้ว่าจะหมดเมื่อใด) ให้คุ้มค่ากับคนที่รักเรา อาทิ ครอบครัว พี่พี่พี่ เพื่อนเพื่อนเพื่อน อันเป็นที่รักและเคารพยิ่ง

ฉัน ณ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการพักฟื้นทางกาย โดยมีช่วงวันเวลาดี ๆ ของการท่องเที่ยวในวันวาน ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำศัพท์ว่า Halcyon Days เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงให้จิตใจมีพลัง (เมื่อใจสบาย กายก็สบายตามใจไปด้วย) 

ด้วยเหตุฉะนี้ จึงเป็นที่มาของการเขียนบันทึกความจำ วันดี ๆ ที่เปอร์โตริโก…

2
เกริ่นนำ : เปอร์โตริโก ดินแดนสหรัฐอเมริกา 

   (The Overture to Puerto Rico : A Territory of the United States)

ช่วง 4th of July (วันชาติอเมริกา) ตัวฉันซึ่งยังอยู่ที่นั่น ณ เวลานั้น พยายามดิ้นร้นหาข้อมูลอย่างหนัก เพื่อหาสถานที่ไปผจญภัยช่วงวันหยุดยาวของสหรัฐอเมริกา ในช่วงสถานการณ์ที่การระบาดของโควิดยังระบาดหนัก ประเทศแถบอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในดินแดนที่ฉันปรารถนาไปเยือนให้ได้สักครั้ง ยังคงปิดพรมแดนอย่างแน่นสนิท ดังนั้น โจทย์หลักของฉันคือต้องเข้า-ออกได้โดยไม่ต้องกักตัวและไม่ต้องตรวจโควิด อันดับต่อมา ต้องเป็นดินแดนที่มีทั้งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์

ด้วยเหตุฉะนั้น เปอร์โตริโก ถือว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

เนื่องด้วยเปอร์โตริโก มีสถานะเป็นดินแดนของสหรัฐฯ (A Territory of The United States) ผู้ที่ถือวีซ่าอเมริกันอย่างฉันจึงเดินทางได้ปกติ เสมือนเดินทางข้ามรัฐในประเทศสหรัฐฯ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อ ค.ศ. 1898 สเปนและสหรัฐฯ ได้ลงนามในสนธิสัญญา (Treaty of Paris) เพื่อยุติสงครามระหว่างกัน 

โดยส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาดังกล่าว ระบุว่าสเปนยกเปอร์โตริโกให้อยู่ในการปกครองของสหรัฐฯ  การปกครองของเปอร์โตริโก มีประธานาธิบดีสหรัฐเป็นประมุขแห่งรัฐ และมีผู้ว่าการซึ่งมาจากการเลือกตั้งเป็นหัวหน้ารัฐบาล โดยรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ดูแลด้านการต่างประเทศ เช่น การค้าระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และด้านศุลการกร เป็นต้น ส่วนเปอร์โตริโกมีอำนาจหน้าที่ดูแลด้านกิจการภายใน ซึ่งการที่เปอร์โตริโก เป็นดินแดนของสหรัฐฯ ทำให้การท่องเที่ยวง่ายขึ้น เนื่องจากใช้สกุลเงินดอลลาร์ มีสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์ค่ายเดียวกับบนแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ จึงไม่ต้องแลกเงินหรือเปลี่ยนซิมการ์ดให้ยุ่งยากแต่อย่างใด

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ
แผนที่เปอร์โตริโก
ภาพ :  www.worldatlas.com

เปอร์โตริโกตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลแคริบเบียน ห่างจากเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา (Miami, Florida) ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1,600 กิโลเมตร โดยใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมง 45 นาที ก็จะมาถึงซานฮวน (San Juan) เมืองหลวงของเปอร์โตริโก

3
เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

(The Oldest City and The Oldest Fort in USA)

ซานฮวนนับเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ โดยใน ค.ศ. 2022 มีอายุ 501 ปี และเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere) ซึ่งหมายถึงดินแดนอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘โลกใหม่’ (New World) 

ย้อนไปเมื่อ ค.ศ. 1493 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่ของสเปน เป็นผู้ค้นพบเกาะแห่งนี้และตั้งชื่อว่า San Juan Bautista ต่อมา ค.ศ. 1521 Juan Ponce de Leon นักสำรวจชาวสเปน ได้ออกสำรวจแถบทะเลแคริบเบียนอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น ทอง แร่เงิน เป็นต้น จึงก่อตั้งเมืองซานฮวนขึ้นและเป็นผู้ว่าการคนแรก 

นับแต่นั้นมาเมืองซานฮวนจึงมีสถานะเป็นเมืองหลวงของเปอร์โตริโก มีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองท่าของสเปน เหล่าบรรดาเรือขนส่งสิ่งของมีค่าและทรัพยากรที่มีค่าจากดินแดนต่าง ๆ ใช้เป็นจุดพักระหว่างสเปนกับเกาะ Hispaniola นอกจากนั้น ในศตวรรษที่ 16 เมืองซานฮวนยังถูกใช้เป็นฐานที่มั่นของสเปน เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นเดินทางของนักสำรวจเพื่อสำรวจดินแดนใหม่ ๆ ในส่วนของซีกโลกตะวันตก ด้วยเหตุนี้เองเมืองซานฮวนจึงได้รับความสนใจจากโจรสลัดและประเทศต่าง ๆ ในแถบยุโรป การโจมตีเพื่อต้องการแย่งชิงทรัพยากรและยึดครองเกาะจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง          

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ปัจจุบันบริเวณเมืองเก่าซานฮวน (Old San Juan) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของเกาะ ถือเป็นย่านประวัติศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากในช่วงศตวรรษที่ 16 – 19 มีการสร้างป้อมปราการและกำแพงเมืองเพื่อป้องกันเปอร์โตริโกจากการรุกรานดังกล่าว โดยในครั้งนี้ จะขอพาท่านผู้อ่านไปชมกับความอลังการของป้อมปราการ Castillo San Felipe del Morro หรือคนท้องถิ่นมักเรียกว่า del Morro ซึ่งแปลว่า ‘แหลมที่ยื่นไปสู่ทะเล’ ป้อมปราการนี้สร้างขึ้นใน ค.ศ. 1539 และได้รับการขนานนามว่า เป็นป้อมปราการที่ ‘แข็งแกร่งที่สุดในซีกโลกตะวันตก’ ณ ขณะนั้น เนื่องจากถูกรุกรานและโจมตีหลายครั้ง

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เมื่อ ค.ศ. 1595 ที่กองทัพเรืออังกฤษพยายามโจมตี แต่ถูกโต้ตอบกลับด้วยปืนใหญ่จากป้อมปราการแห่งนี้จนต้องล่าถอยไป หรือเมื่อ ค.ศ. 1625 ที่เนเธอร์แลนด์พยายามยึดเมืองซานฮวนด้วยการเผาทำลายเมือง แต่ก็ทำอะไรป้อมปราการแห่งนี้ไม่ได้ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ระบุไว้ว่า ป้อมปราการแห่งนี้เคยถูกยึดครองได้เพียงครั้งเดียวในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

ฉันยังจำความรู้สึกตอนเดินเข้าสู่ป้อมปราการแห่งนี้ได้ว่า เหมือนตัวเองกำลังอยู่ในหนังเทพนิยายยุคโบราณที่มีทหารใส่ชุดเกาะกำลังขี่ม้าเข้าประตูเมือง เนื่องจากทางเข้าเพื่อเดินเข้าไปภายในต้องเดินผ่านสะพานหินซึ่งพาดข้ามผ่านคูเมือง (ซึ่ง ณ ปัจจุบันเป็นสนามหญ้า) เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าศึกเข้าไปโดยง่าย ส่วนด้านนอกมีกำแพงหนากว่า 5 เมตร ล้อมรอบตัวป้อมปราการ

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

เมื่อเดินเข้าไปสู่ภายในมีทั้งหมด 6 ชั้น โดยแต่ละชั้นมีทางลาดที่เดินเชื่อมถึงกันได้ โดยเแบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ เช่น ค่ายทหาร ส่วนป้องกันที่มีการติดตั้งปืนใหญ่ ห้องครัว คุกใต้ดิน เป็นต้น เมื่อเดินเข้าไปในส่วนที่ติดตั้งปืนใหญ่ ซึ่งหันปากกระบอกออกไปทางทะเลแคริบเบียนอันกว้างใหญ่ จึงทำให้นึกภาพตามและเข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไมสถานที่แห่งนี้จึงเคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของสเปน (A Strategic Location) สมัยล่าอาณานิคมตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 – 19 จวบจนถึงยุคเปลี่ยนผ่านมาเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ยังคงถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการรบในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2                  

ตั้งแต่ ค.ศ. 1983 องค์กรยูเนสโกประกาศให้ป้อมปราการแห่งนี้เป็นมรดกโลก ซึ่งสะท้อนความรุ่งเรืองของยุคล่าอาณานิคมของอาณาจักรสเปน อีกทั้งยังเป็นสถาปัตยกรรมยุโรปที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ 

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ดึงดูดทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว นอกจากจะมาดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์แล้ว ยังกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ตอนที่ฉันไปอากาศกำลังดี หลายครอบครัวพาลูกมาเล่นว่าวที่สนามหญ้าบริเวณด้านหน้าของป้อมปราการ แรงลมทะเลที่ปะทะประกอบกับความสวยงามของท้องทะเลแคริบเบียนที่ไล่ระดับตั้งแต่สีฟ้าอ่อนจนถึงสีน้ำเงินเข้ม ฉันรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้อยู่ ๆ เพลง Lucky ของนักร้อง เจสัน มารซ ก็ดังก้องเข้ามาในหัว 

“Do you hear me, I’m talking to you. Across the water across the deep blue ocean. Under the open sky, oh my, baby I’m trying…” 

และฉันก็ค่อย ๆ หย่อนตัวหามุมสงบบนสนามหญ้าให้ตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดีเสียจริง ที่ได้แค่ ‘มานั่งหายใจและได้ปล่อยความคิด’ ณ ที่แห่งนี้ ก็มีความรู้สึกดีมากมาย

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ
สนามหญ้าหน้า del Morro
ภาพ : www.discoverpeurtorico.com

หลังจากเดินออกจาก del Morro ฉันนึกได้อย่างหนึ่งว่า เมื่อเช้านี้ตอนเดินไปหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวจากศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยว ได้เจอคุณลุงคุณป้าคู่หนึ่งที่เคยอยู่เปอร์โตริโกมาตั้งแต่เด็กก่อนอพยพไปอยู่บนแผ่นดินใหญ่ แนะนำว่าถ้าตั้งใจจะไป del Morro อยู่แล้ว ให้ลองเดินเลียบตามกำแพงเมืองเก่ามาเรื่อย ๆ เป็นบริเวณที่เรียกว่า La Perla ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองเก่า หาไม่ยาก จะเห็นป้ายเลย 

ฉันลองเดินตามคำบอกจากป้อมปราการ ประมาณ 20 นาที (ตามอัตราเดินเป็นเต่าทะเลของฉัน) ก็มาถึง เปิดมือถือหาข้อมูลเพิ่มเติม ได้ความว่า ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 สถานที่แห่งนี้เป็นโรงฆ่าสัตว์ เป็นที่อยู่อาศัยของทาสและคนฐานะค่อนข้างลำบากที่อพยพมาจากต่างเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชุมชนแห่งนี้กำลังปรับภาพลักษณ์ โดยมีการทาด้วยสีสันที่สวยงาม และปรับปรุงสนามบาสให้มีสีสันสดใส

อีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดสายตาฉันอย่างมากในบริเวณเขตเมืองเก่าซานฮวน คือ สีสันอันหลากหลายของตึกช่างเข้ากับสภาพอากาศเขตร้อนยิ่งนัก สีของแต่ละตึกเหมือนภาพวาดที่จิตรกรตั้งใจบรรจงแต่งแต้ม ไม่ว่าจะเป็นสีชมพู สีฟ้าน้ำทะเล สีเขียวแอปเปิล สีส้มปลาแซลมอน สีเหลือง สีม่วง ความหลากสีสันของตึกเกิดจากการริเริ่มโครงการของรัฐบาลที่ต้องการดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่อย่างไรก็ตามจะทาสีไหนได้นั้นต้องขออนุญาตจากทางการเสียก่อน

จิบ Pina Colada ตะลอนเที่ยวเปอร์โตริโก เมืองและป้อมปราการเก่าแก่ที่สุดในดินแดนสหรัฐฯ

4
กล้วยกล้ายและน้ำผลไม้ปั่น

(Traditional Foods: Plantain and Pina Colada)

สำหรับฉัน สิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกการเดินทาง คือ การลิ้มลองอาหารท้องถิ่น เพราะนั่นคือการเรียนรู้วัฒนธรรม พออยู่ที่นี่ได้สักสองสามวันฉันเริ่มจับทางได้อย่างหนึ่งว่า Mofongo ถ้าเทียบกับบ้านเรา คือ ข้าวผัดกะเพราะนี่เอง เพราะหารับประทานได้ทั่วทุกมุมของเมือง และทุกร้านต้องมีเมนูนี้

อ่านถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงสงสัยอยู่ไม่น้อยว่า Mofongo คืออะไร รสชาติเป็นอย่างไร 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

ต้องขออธิบายก่อนว่า ด้วยความที่เปอร์โตริโกตั้งอยู่ในเขตร้อนโดยได้รับอิทธิพลจากลมทะเล (Tropical Marine) ฉะนั้นพืชผลที่ปลูกจึงคล้ายกับทางบ้านเรา ผลไม้ชนิดหนึ่งที่ปลูกกันเยอะ คือ กล้วยกล้าย (Plantain) หน้าตาเหมือนกล้วยและอยู่ในตระกูลเดียวกัน ซึ่ง Mofongo คือ การนำกล้วยกล้ายดิบไปทอด เมื่อทอดแล้วนำมาบดและตำ ผสมกับกระเทียม กากหมู เนย และน้ำมัน เวลาเสิร์ฟก็จะนำไปใส่ลงในถ้วย แล้วโปะใส่จานอีกทีหนึ่ง หน้าตาก็เป็นสีเหลืองรูปทรงตามภาชนะของถ้วย ซึ่งเทียบได้ว่าคนเปอร์โตริกันทาน Mofongo เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต ส่วนคนไทยทานข้าวสวยหรือข้าวเหนียว แล้วแต่จะเลือกเลยว่า จะทาน Mofongo คู่กับเนื้อสัตว์ประเภทไหน ไม่ว่าจะเป็นปลา ปลาหมึก เนื้อ หรือหมูก็ได้ แต่สำหรับฉัน มาทะเลทั้งที ก็ต้องขอทานกับปลาทอดแถบแคริบเบียนสักหน่อย 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

แน่นอนว่าเครื่องดื่มเย็นจับใจดับกระหายที่ขาดไม่ได้ในสภาพอากาศร้อนริมทะเล คือ น้ำผลไม้ปั่น หรือ Pina Colada ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก และกลายเป็นเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวเขตร้อน โดยเฉพาะแถบริมทะเลนั้น มีจุดกำเนิดมาจากเปอร์โตริโก อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันทุกวันนี้ว่าใครเป็นผู้คิดค้นคนแรก ระหว่าง Ramon Monchito Marrero บาร์เทนเดอร์ โรงแรม Calibre Hilton หรือร้านอาหาร Barrachina ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่าซานฮวน 

ซึ่งจากทริปนี้ฉันได้มีโอกาสลองที่ร้าน Barrachina ตรงหน้าร้านมีป้ายหินอ่อนติดไว้ว่า ‘ที่แห่งนี้เป็นคนคิดค้น Pina Colada เมื่อปี 1963 โดย Ramon Portas Mingot’ ไม่ว่าใครจะคิดค้นก็ตาม ฉันได้ค้นพบว่าตัวเองว่าหลงใหลความลงตัว และความสดชื่นของเครื่องดื่มชนิดนี้ จนกลายเป็นเครื่องดื่มประจำตัวของฉันไปโดยปริยายหลังจบการเดินทาง

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

เหตุที่ฉันเรียก Pina Colada ว่าน้ำผลไม้ปั่น เนื่องจากส่วนประกอบหลัก คือ น้ำสับปะรด น้ำนมมะพร้าว และน้ำมะพร้าว  ซึ่งล้วนเป็นผลไม้เขตร้อนแล้วนำไปปั่น เหมือนกับน้ำปั่นเกล็ดหิมะ (Slushie) และพอเรียกว่าน้ำผลไม้ปั่นแล้วดูตัวเองว่าไม่ใช่พวกขี้เมาแต่อย่างใด และเหมาะแก่ผู้อ่านทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงสตรีมีครรภ์ เพราะพนักงานที่นี่จะถามก่อนเสมอว่า จะใส่หรือไม่ใส่เหล้า ถ้าใส่เหล้า เหล้าที่ใส่จะเป็นเหล้ารัม  ส่วนวิธีเสิร์ฟก็แล้วแต่ร้านว่าจะสร้างสรรค์อย่างไร เช่น บางร้านมาในรูปสับปะรด มีชิ้นเนื้อสับปะรดอยู่ด้วย หรือบางร้านก็มาในแก้ว บีบวิปครีมและมีลูกเชอร์รีสีแดงอยู่บนสุด 

บันทึกความทรงจำจิบ Pina Colada เที่ยว Puerto Rico เมืองและป้อมปราการที่เก่าแก่ที่สุดในดินแดนของสหรัฐฯ

5
บทส่งท้าย

(Epilogue)

การออกเดินทางของคนสมัยก่อน อาทิ นักสำรวจชาวสเปน มีจุดประสงค์หลักเพื่อเสาะแสวงหาดินแดนใหม่ใหม่ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรในการดำรงชีวิต ต่างกับสมัยปัจจุบัน เช่น ฉันเป็นต้น การเดินทางแสวงหาดินแดงใหม่ ๆ เป็นไปเพื่อเรียนรู้ เพื่อเข้าใจชีวิต เพื่อตกผลึกความคิด เพื่อดำรงอยู่กับความเป็นตัวเอง  

เกือบจะครบ 1 ปีพอดีที่ฉันได้ไปเยือนเปอร์โตริโก ช่วงพักฟื้นนี้เป็นโอกาสอันดีที่ได้ตอบสนองสิ่งหนึ่งที่อยากทำมานาน คือ การเขียนเล่าเรื่องราวจากประสบการณ์การเดินทาง แต่ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้ถอยห่างจากความฝันออกมาไกลเรื่อย ๆ

ณ ขณะนี้ ตัวฉันกำลังฟูมฟักตัวเองเต็มที่ เพื่อจะได้ลุกขึ้นมาเสาะแสวงหาดินแดนใหม่ ๆ อีกครั้ง 

แหล่งที่มา :

www.nps.gov

thaiembdc.org/th

loc.gov/rr/hispanic/1898/treaty.html

www.discoverpuertorico.com

welcome.topuertorico.org

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

เมธิรา ผาตินุวัติ

สาวอักษรฯ จุฬาฯ รุ่น 70 ฝันใฝ่ต้องการจะเป็นนักเขียนมากที่สุด แต่โชคชะตาพลิกผันและถูกกำหนดมาแล้วเสมอ ให้มาเป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่ง ทำได้แค่เพียงบริหารโชคชะตาให้ดีที่สุด มีพ่อเพ้งเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ในชีวิต รักการท่องเที่ยว ชอบเรียนรู้วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เคารพความต่างของมนุษย์เสพย์ติดการเสาะแสวงหาร้านอาหาร ชอบฟังเพลง ชอบศาสตร์ การผสมเครื่องดื่ม (Cocktail Mixology)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load