เจ้าเฟิร์นสีฟ้า!

ไม่นึกว่าจะได้เจอเจ้าอีก

ผมพบมันครั้งแรกตอนขับรถมั่ว ๆ ไปแวะที่ฟาร์มแห่งหนึ่งแถวจังหวัดจันทบุรี ตอนนั้นเป็นช่วงชีวิตที่เพิ่งเริ่มมีงานอดิเรกปลูกต้นไม้ และดังเช่นการเริ่มงอกของงานอดิเรกหลาย ๆ อย่าง มันมักจะเกิดจากการพยายามหนีงานหลัก ในขณะนั้นสำหรับผมก็คืองานวิจัยหิ่งห้อย อันเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก ซึ่งไม่ค่อยคืบหน้าเท่าใดนัก 

ในพื้นที่วิจัยที่อำเภอขลุง ก่อนค่ำคืนที่จะต้องเข้าป่าชายเลนไปนับหิ่งห้อย ผมมักจะขับรถตระเวนเที่ยวสำรวจไปเรื่อย เจอฟาร์มต้นไม้ข้างทางก็แวะลงไปดูสักหน่อย วันนั้นเดินเข้าฟาร์มคุณลุงคนหนึ่ง แล้วก็เหลือบไปสะดุดตากอเฟิร์นตรงโคนต้นมะม่วง เฮ้ย นี่มันพืชอะไรวะ ทำไมใบสีฟ้า แถมไม่ใช่ฟ้าแบบทั่วไป แต่เป็นฟ้าเหลือบเขียว อมคราม ปุแล่มเทา แบบยังไงก็ไม่รู้บรรยายไม่ถูก รู้แต่สวยลี้ลับประทับใจมาก ตกหลุมรัก

ลุงบอกลุงไม่ได้กะปลูกไว้ขายนะ มันขึ้นเอง แต่แบ่งให้ได้ ที่น่าสนใจคือมันไม่ได้ฟ้าทุกใบด้วย แต่ฟ้าเฉพาะใบที่อยู่ล่าง ๆ แล้วค่อย ๆ ไล่เฉดขึ้นมาเป็นเขียวสดตรงใบบน ลุงบอกมันเป็นเฟิร์นที่เปลี่ยนสีตามแดด ใบไหนอยู่ในร่มจะเป็นสีฟ้า ใบไหนโดนแดดจะกลายเป็นสีเขียว ไอ้เชี่ย เท่สัตว์! เอ้ย เท่พืช! 

ในที่สุด ผมก็ได้น้องมาอยู่ด้วยที่บ้าน ไม่คิดเลยว่าจากต้นเล็ก ๆ กระถางเดียว น้องจะค่อย ๆ เลื้อยออกมาแล้วขึ้นต้นใหม่ เลื้อยออกมาแล้วขึ้นต้นใหม่ ขยายไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นดงเต็มสวน และเนื่องจากสวนผมอยู่บนดาดฟ้า แสงส่องค่อนข้างเยอะ น้องก็เลยยิ่งขึ้นเฉดสีสารพัดกว่าตอนที่เห็นในสวนลุงอีก นอกจากใบล่าง ๆ สีฟ้ากับใบกลาง ๆ ที่สีเขียวสดแล้ว ใบที่โดนแดดจัด ๆ ยังกลายเป็นสีทอง และบางใบก็มิกซ์ออกมาซะกลายเป็นสีม่วงบ้างอะไรบ้าง มหัศจรรย์มาก (แต่แน่นอน ทั้งบ้านมีผมชอบอยู่คนเดียวแหละ คนอื่น ๆ ก็มองว่ารก 555) 

เฟิร์นสีฟ้าที่เปลี่ยนสีตามแดด กับความฟ้าที่ยังเป็นปริศนา

ไม่เคยคิดเลยว่าตลอดช่วงวัย 30 – 40 ปี ดงเฟิร์นที่เปลี่ยนสีได้ตามแสงแดดบนดาดฟ้าดงนี้แหละ จะคอยอยู่เป็นเพื่อนผมในยามที่ท้อแท้หมดหวังกับความฝันต่าง ๆ ในชีวิต 

ช่วงที่ท้อใจเรียนไม่จบสักที 

ช่วงที่เสียใจกับความรัก 

ช่วงที่หลายสิ่งพังทลาย ผมก็มานั่งร้องไห้ที่นี่ 

ในยามที่รู้สึกไร้ค่า ไม่มีใครเข้าใจ ผมก็หนีหน้าทุกคนมานั่งเยียวยาที่นี่

ดูเฟิร์นสีฟ้า ดูฝนตก สูดกลิ่นดิน ฟังเพลง Alone in Kyoto ของวง Air 

ไม่นาน รอยยิ้มก็กลับมา

มันคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับพักใจ

สิบปีผ่านไป ที่บ้านมีมติร่วมกันว่าจะปรับปรุงดาดฟ้าใหม่ (ส่วนหนึ่งเพราะเจ้าเฟิร์นนี่มันงอกเยอะไป จนน้ำซึมพื้นนี่แหละ)

เฟิร์นสีฟ้าที่เปลี่ยนสีตามแดด กับความฟ้าที่ยังเป็นปริศนา

ระหว่างงานก่อสร้าง ผมพยายามค่อย ๆ ย้ายน้องเฟิร์นออกอย่างระมัดระวัง แต่ก็ยากเหลือเกิน ไม่ว่าจะแซะรากแล้วย้ายไปลงใหม่ตรงไหน ไม่กี่วันมันก็แห้งตายหมด 

ผมพยายามค่อย ๆ แบ่งมันออกทีละหย่อม ใส่ตะกร้าบ้าง ใส่กระถางบ้าง แล้วกระจายเอาไปซุกไว้มุมนู้นมุมนี้ของบ้าน อย่างน้อยก็ต้องมีสักมุมที่มันชอบบ้างสิ แต่ปรากฏว่าไม่มีเลย น้องตายหมด 

สุดท้ายเหลืออยู่แค่กิ่งเดียวที่ยังหายใจรวยริน ผมก็พยายามประคับประคองให้น้องรอดจนถึงที่สุด ซึ่งก็รอดต่อมาได้อีกหลายเดือน แต่ปรากฏว่าพอถึงช่วงงานยุ่ง ผมก็ลืมดูมันไปสักพัก ฤดูร้อนอากาศเปลี่ยน แดดเผา จากเฟิร์นสีฟ้ากลายเป็นฟางแห้งๆ 

ผมเศร้า แต่ก็ทำใจ

ขอบคุณที่ครั้งหนึ่งมันเคยอยู่กับเรา

ทำใจ แต่ก็ยังเศร้า ความรู้สึกผิดในใจคือเราไม่สามารถช่วยมันได้

เราได้ปล่อยให้สิ่งที่สวยงามตายไป

เฟิร์นสีฟ้าที่เปลี่ยนสีตามแดด กับความฟ้าที่ยังเป็นปริศนา
เฟิร์นสีฟ้าที่เปลี่ยนสีตามแดด กับความฟ้าที่ยังเป็นปริศนา

ตลอดช่วงสิบปีที่มันอยู่กับผม ผมไม่เคยไปเดินตลาดต้นไม้ที่ไหนแล้วเห็นเฟิร์นชนิดนี้ขายตามร้านเลย มีแต่พันธุ์ใกล้เคียงแต่ก็ไม่เหมือน ผมก็คิดว่าชาตินี้คงไม่ได้เจอมันอีกแล้ว เว้นแต่ว่าไม่แน่สักวันอาจจะขับไปจันทบุรีเพื่อตามหาฟาร์มลุงอีกรอบ บางวันผมตั้งปณิธานมุ่งมั่นว่าจะต้องทำแบบนั้นให้ได้ แต่ก็เช่นเดียวกับปณิธานส่วนใหญ่ เรามักตั้งมันไว้แต่ก็ไม่ได้ทำเสียที

ผ่านไปแรมปี

จนกระทั่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมลงไปเที่ยวจังหวัดหนึ่งทางใต้ 

ผมจอดรถข้างทาง 

เฟิร์นสีฟ้าขึ้นเป็นดงอยู่ตรงหน้ารถเลย

เจ้าเฟิร์นสีฟ้า!

ไม่นึกว่าจะได้เจอเจ้าอีก

ผมวนรถไปหาซื้อกล่องพลาสติกมาหนึ่งกล่อง เด็ดเฟิร์นกิ่งเล็ก ๆ มาใส่ลงไป พรมน้ำ ปิดฝาอย่างดี แล้วใส่กระเป๋าเอากลับกรุงเทพฯ ตอนนี้มันตั้งพักฟื้นอยู่หลังโถส้วมในห้องน้ำผม (ตำแหน่งที่แสงและความชื้นกำลังพอดี) 

ระหว่างแปรงฟัน ผมลุ้นทุกวัน ว่ามันจะรอดหรือไม่ 

ไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ได้น้องเฟิร์นกลับคืนมา ผมมีโอกาสได้ขึ้นไปมองวิวจากมุมสูง ผมมองข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปที่โบสถ์อัสสัมชัญ เคยมีดอกไม้บานอยู่ที่นั่น แต่วันนี้มันแห้งเหี่ยวไปแล้ว 

เฟิร์นสีฟ้าที่เปลี่ยนสีตามแดด กับความฟ้าที่ยังเป็นปริศนา

ผมเห็นไอ้หนุ่มคนหนึ่งที่เคยเป็นครูสอนชีววิทยาอยู่ในโรงเรียนข้างโบสถ์

เห็นมันเดินออกมาซื้อลูกชิ้นกินพร้อมเด็ก ๆ นักเรียน นึกถึงความตั้งใจในการเป็นอาจารย์ของมันในตอนนั้น

เมฆรูปขี้ลอยผ่านไปหนึ่งก้อน

ผมนึกย้อนไปถึงงานสัปดาห์หนังสือปีไหนสักปี มีนักเขียนนมกลิ๊วคนหนึ่งมานั่งข้างผมแล้วถามว่า “แทนคิดว่าจะเป็นอาจารย์แบบนี้ เหมือนเดิมไปตลอดมั้ย”

คำถามนี้ค้างคาใจผมมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน 

อาจจะไม่ได้คาใจที่คำถาม แต่คาใจที่คำตอบ

“เหมือนเดิมสิ แน่นอนอยู่แล้ว!” ผมตอบไปอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่เสี้ยววิ

สิ่งที่คาใจคือ ทำไมผมถึงตอบผิดได้อย่างมั่นใจขนาดนั้น

กี่สิ่งแล้วที่เปลี่ยนไปนับจากวันนั้น

ผมเคยย้อมหัวทองไปสอน เคยใช้สรรพนามคุยกับเด็กว่าข้ากับเจ้า

ถ้ามาถามตอนนี้ ผมกล้าตอบเลย ว่าผมไม่กล้าทั้งสองอย่าง

ตอนนั้นเรามั่นใจในความบ้า ไม่ยี่หระ ไม่กลัวอะไรง่าย ๆ

แต่พอชีวิตผ่านบาดแผลมา ก็พบความบอบบางในใจ 

แต่ก็อีกนั่นแหละ หรือสีผมกับสรรพนามจะเป็นแค่สิ่งผิวเผิน 

เป็นไปได้มั้ยว่าลึก ๆ แล้วมันอาจจะมีบางสิ่งที่เหมือนเดิม 

ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ไปตลอดกาล 

แต่ก็ (แอบหวังว่า) ไม่มีสิ่งใดหายไปตลอดกาลเช่นกัน 

ผมรดน้ำเจ้าเฟิร์นสีฟ้าที่เปลี่ยนสีตามแสง 

แล้วขับรถออกจากบ้านไปทำงานวันแรกในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย

เฟิร์นสีฟ้าที่เปลี่ยนสีตามแดด กับความฟ้าที่ยังเป็นปริศนา

หมายเหตุเชิงวิชาการเล็ก ๆ น้อย ๆ

  • จริงๆ แล้วน้องฟ้าไม่ใช่เฟิร์นเสียทีเดียว แต่เป็นพืชโบราณที่ไม่มีดอกเหมือนกับเฟิร์น ภาษาชีวะเรียกพวกไลโคไฟต์ (Lycophyte) เจาะจงขึ้นอีกก็สกุล Selaginella ซึ่งบ้านเราก็เรียกกันสามัญทั่วไปว่ากนกนารี เจาะจงขึ้นอีกก็เป็นกนกนารีสปีซีส์ที่ชื่อว่า Selaginella willdenowii แต่ไม่รู้ล่ะ เพื่อความง่าย ผมจะเรียกน้องว่าเฟิร์นสีฟ้าไปก่อนละกัน 
  • วิชาการอีกอย่างที่น่าสนใจ คือ แม้กลไกการกำเนิดสีฟ้าของน้องเฟิร์นจะเป็นที่เข้าใจดีแล้ว ว่าคล้ายกับการเกิดสีเหลือบ ๆ ของปีกผีเสื้อ แมลงทับ หรือนกฮัมมิงเบิร์ด แต่ ‘หน้าที่’ หรือเหตุผลว่าเป็นสีฟ้าแล้วน้องเฟิร์นได้ประโยชน์อะไร ยังคงเป็นปริศนาที่ทุกวันนี้ยังไม่มีใครเคยพิสูจน์ได้จริงจังเลย รู้แต่ว่ามันน่าจะเป็นวิวัฒนาการปรับตัวบางอย่างเพื่ออยู่รอดในที่ร่ม เพราะนอกจากน้องจากน้องเฟิร์นชนิดนี้แล้ว ก็ยังมีพืชอื่น ๆ อีกหลายชนิดที่มีสีเหลือบฟ้าบนใบ แล้วโตในที่ร่มเหมือนกัน

Writer & Photographer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

ความเงียบเกิดจากอะไร

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมเคยเขียนบทความชื่อ “จิ้งหรีดไม่ส่งเสียง หิ่งห้อยไม่ส่องแสง”

บทความนั้นเริ่มต้นแบบนี้

ที่เกาะ Kauai (อ่านว่า ‘คาไวอิ’) ในหมู่เกาะฮาวาย เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วครับ

จิ้งหรีดที่นั่น อยู่ดี ๆ ก็พากันแขวนไมค์เลิกร้องเพลงเกือบหมด มันเกิดอะไรขึ้น ขึ้นชื่อว่าเป็นจิ้งหรีดหนุ่มก็ต้องร้องเพลงจีบสาวสิ จิ้งหรีดที่ไม่มีดนตรีกาลแบบนี้ ในสันดานช่างเป็นจิ้งหรีดชอบกลนัก ทำไมนะทำไม 

บทความนั้นเล่าต่อยืดยาวถึงงานวิจัยที่พยายามค้นหาสาเหตุที่ทำให้จิ้งหรีดบนเกาะหยุดร้องเพลง แต่ถ้าให้สรุปสั้น ๆ เลย สาเหตุนั้นก็คือแมลงวัน

แมลงวันสาวที่มีไข่ในท้องจะเกิดรสนิยมหลงใหลเสียงจิ้งหรีด และออกตามหาตัวนักร้องจนเจอ จากนั้นก็จะเข้าไปขอสัมผัสร่างกายแล้วฝากลูกเอาไว้ หนอนแมลงวันน้อย ๆ จะมุดเข้าไปเติบโตและกินเครื่องในจิ้งหรีดหนุ่ม เหมือนกินเอแคลร์จากข้างในออกมาข้างนอก จนกระทั่งร่างนักร้องเหลือแต่เพียงเปลือกแห้ง ๆ หนอนอ้วนจึงไชทะลุออกมาและเติบใหญ่เป็นแมลงวันปรสิตรุ่นต่อไป

การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง
การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง

หลังจากแมลงวันชนิดนี้ (Ormia ochracea) ขึ้นเกาะคาไวอิมาได้ 20 กว่าชั่วอายุจิ้งหรีด ยามราตรีของที่นั่นก็เหลือเพียงความเงียบสงัด

หรีดหริ่งเรไร เจ้าหายไปไหนกันหมด คุณซุค (Marlene Zuk) นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้เชื่อว่าการรุกรานของแมลงวันปรสิต อาจจะทำให้จิ้งหรีดสูญพันธุ์ไปจากเกาะแล้ว

เธอให้สัมภาษณ์รายการวิทยุของแคนาดารายการหนึ่งว่า “พวกเราขับรถวนไปวนมาอยู่นาน แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงจิ้งหรีดเลยแม้แต่ตัวเดียว ตอนแรกก็คิดว่า เออ มันคงไม่เหลือแล้วล่ะ แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว ลองลงจากรถไปดูสักหน่อยละกันผลปรากฏว่า ตกใจแทบช็อกแน่ะค่ะ! ในความมืดบริเวณที่ไฟหน้ารถสาดแสงออกไปนั้น มีจิ้งหรีดเดินอยู่เต็มพื้นไปหมด!

“คุณต้องเข้าใจนะ ว่าสำหรับคนที่ศึกษาจิ้งหรีดมาเยอะ ๆ อย่างดิฉันเนี่ย การได้เห็นภาพจิ้งหรีดอยู่รวมกันเยอะ ๆ แต่กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย มันเป็นเรื่องที่ขัดกับความรู้สึกเป็นอย่างมาก!”

หลังจากนั้น คุณซุคและคณะก็มุ่งมั่นศึกษาปรากฏการณ์นี้ต่อ จนค้นพบว่าประชากรจิ้งหรีดเกือบทั้งเกาะได้วิวัฒนาการกลายเป็นจิ้งหรีดใบ้ไปเสียแล้ว เมื่อส่องดูใต้กล้อง ซี่หวีที่อยู่บนปีกของพวกมัน ซึ่งปกติเอาไว้เสียดสีกันเพื่อให้เกิดเสียง บัดนี้ได้กลายเป็นปีกเรียบ ๆ ที่สีไม่ดังไปเรียบร้อย

ถามว่าถ้าไม่ร้องเพลงแล้ว พวกมันยังหาคู่ได้สำเร็จจนไม่สูญพันธุ์ได้ยังไง นั่นเป็นคำถามที่ดีแต่ขอเก็บเอาไว้ก่อน เฉพาะหน้านี้ประเด็นที่ผมอยากจะชวนคิดและสำรวจคือ ปรากฏการณ์ที่ว่า เมื่อมีภัยคุกคามบางอย่างคอยกดเสรีภาพในการแสดงออกเอาไว้ แสดงออกแล้วเสี่ยงอันตราย แสดงออกแล้วโดนกินไส้ นาน ๆ เข้า ธรรมชาติก็คัดเลือกให้เหลือแต่ความเงียบ

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดแต่ในจิ้งหรีด แต่ยังเกิดในหิ่งห้อย ‘เงียบแสง’

หิ่งห้อยแต่ละชนิดมีระบบจีบกันด้วยภาษากะพริบแสงที่หลากหลายมาก บ้างรวมกลุ่มกันเยอะ ๆ เกาะนิ่ง ๆ บนใบไม้แล้วกะพริบพร้อม ๆ กัน (แบบที่คนชอบไปลงเรือดูกันแถวอัมพวา) บ้างก็บินไปกะพริบไปเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ เหนือพงหญ้าหรือหนองน้ำ ในหิ่งห้อยประเภทนี้ ตัวผู้แต่ละชนิดจะมีรหัสกะพริบจีบของตัวเอง และตัวเมียที่เป็นชนิดเดียวกัน ก็จะมีรหัสในการกะพริบตอบขึ้นมาจากพื้น เช่น สมมติตัวผู้บินกะพริบ ปิ๊บ ๆ ปี๊บบบ… ปิ๊บ ๆ ปี๊บบบ… แปลได้ว่า “เฮ่ น้องสาว… เฮ่ น้องสาว…” 

พอตัวเมียของชนิดนี้มองขึ้นมาเห็นก็อาจจะกะพริบตอบกลับว่า ปุ๊บ ๆ ปั๊บ… “เฮ่ พี่ชาย… เฮ่ พี่ชาย” แล้วพอรหัสถูกต้องกันทั้งสองฝ่าย ตัวผู้ก็จะบินลงไปหาตัวเมียแล้วเจรจาระยะใกล้กันต่อ ซึ่งจะเสพสมบ่มิสมยังไงก็ต้องลุ้นกันอีกที

ในขณะเดียวกัน ตัวผู้ของชนิดอื่นในท้องถิ่นเดียวกันก็อาจจะบินกะพริบเป็นรหัสอื่น เช่น ป้าด ปุบ ๆ… ป้าด ปุบ ๆ … แปลได้ว่า “แม่ยอดหญิงอยู่ไหน แม่ยอดหญิงอยู่ไหน” ซึ่งตัวเมียของชนิดแรกพอเห็นรหัสนี้อาจจะไม่เข้าใจหรือไม่เกิดอารมณ์ แต่ตัวเมียของชนิดที่ตรงกันอาจจะรีบกะพริบตอบทันทีว่า ปุริ ๆ ปริ๊บ ๆ… “อยู่นี่ไงพ่อยอดชาย อยู่นี่ไงพ่อยอดชาย” และโลกการผสมพันธุ์ของหิ่งห้อยก็ดำเนินมาอย่างผาสุก… เกือบจะผาสุก

ที่ประเทศอเมริกา มีหิ่งห้อยตัวเมียอยู่ชนิดหนึ่งชื่อโฟทูริส (Photuris sp.) นางรู้รหัสตอบรับการจีบของตัวผู้แทบทุกชนิดในละแวกที่นางอยู่ ตัวผู้น้องสาวมา นางก็พี่ชายกลับไป ตัวผู้แม่หญิงมา นางก็พ่อหนุ่มกลับไป ไม่ว่าตัวผู้ชนิดไหนบินผ่านมาจีบ นางก็ตอบสนองเรียกลงมาหาได้หมด เพียงแต่ว่านี่ไม่ใช่พฤติกรรมการหาคู่ผสมพันธุ์ของนาง แต่เป็นพฤติกรรมการหาอาหาร

จากมุมมองของหิ่งห้อยตัวผู้ หนุ่มที่คิดว่าคืนนี้ได้คู่แล้ว ค่อย ๆ ร่อนลงมาแลนดิ้งตรงจุดที่สาวกะพริบไฟตอบด้วยความปรีดา ปรากฏว่าสิ่งที่เจอคือตัวเมียร่างยักษ์ซึ่งใหญ่กว่ามันประมาณ 4 – 5 เท่า เขี้ยวยาวน้ำลายหยด ตากลมโตกำลังจ้องเหยื่ออันโอชะ ง่ำ! นั่นคือภาพสุดท้ายในชีวิตที่มันได้เห็น หิ่งห้อยหนุ่มอาจไม่ได้ตายในทันที แต่ในระหว่างที่ถูกเคี้ยว ไฟที่ตูดมันก็อาจกะพริบปริบ ๆ “ไม่น่าเลยตู… ไม่น่าเลยตู…”

การปรับตัวของหิ่งห้อยมืดที่ไม่ส่องแสง และจิ้งหรีดเงียบที่ไม่ส่งเสียง

เช่นเดียวกับในจิ้งหรีด ภัยคุกคามต่อการแสดงออกอย่างเสรีได้กดดันให้หิ่งห้อยจำนวนหนึ่งเกิดวิวัฒนาการกลายเป็นหิ่งห้อยเงียบแสง พวกมันเลิกกะพริบไฟ บอกลาพระจันทร์ แล้วย้ายช่วงเวลาหาคู่ไปอยู่ตอนกลางวันแทน หิ่งห้อยกลางวันหรือหิ่งห้อยมืด (Dark Fireflies) มีให้พบได้ทั้งที่อเมริกาและอีกหลาย ๆ ประเทศ นักวิทย์สันนิษฐานว่า ปรากฏการณ์นี้ถ้าไม่ใช่เป็นผลตอบสนองต่อการโดนหิ่งห้อยด้วยกันเองเล่นงาน ก็คงเป็นเพราะภัยคุกคามอื่น ๆ อันตามมาจากการกล้าแสดงตัวในความมืด

หิ่งห้อยกลางวันหลายชนิดทุกวันนี้ยังคงมีซากตะเกียงที่ใช้งานไม่ได้แล้ว เป็นเครื่องเตือนใจว่าครั้งหนึ่ง บรรพบุรุษของพวกเจ้าเคยส่องแสงสู้รัตติกาล

คอลัมน์นี้เริ่มต้นมาด้วยการเอาเมฆไปโยงกับนม

เพราะฉะนั้น ในตอนจบซีซั่นนี้ ขอกระผมลองเอาแสงหิ่งห้อยและเสียงจิ้งหรีดมาโยงกับความรู้สึกคนบ้างจะเป็นไรไป

ผมสังเกตตัวเองและหลายคนรอบตัว

ผมเห็นบางคนที่มีโลกภายในงดงามมหัศจรรย์ราวกับป่าเวทมนตร์ แต่มักกดตัวเองเอาไว้ ไม่กล้าปล่อยแสงหรือเปล่งเสียงออกมา เพราะกลัวเป็นตัวประหลาด กลัวถูกมองว่าอยากเด่น กลัวจะโดนริษยา ตัดสิน รังแก รังเกียจ

ผมเห็นใจบางดวงที่เจ็บแล้วจ๋อย บางดวงที่ช้ำแล้วหวาดระแวง

ผมเห็นกรอบ ระบบ และสังคม ที่กดทับความคิดสร้างสรรค์

ผมเห็นเด็กที่เติบโตมาในยุคที่ผู้คนโดนไวรัสง้างให้ห่างจากกัน

ผมรู้สึกถึงบรรยากาศของหลาย ๆ แห่ง ที่ความตายด้านติดต่อได้เหมือนไวรัสซอมบี้ ติดแล้วไม่ได้อยากกินสมอง แต่อยากใช้สมองให้น้อยที่สุด แล้วทำให้มันจบไปวัน ๆ จะแสดงออกทำไม ถ้าทำไปก็ไร้ประโยชน์

ผมเห็นหิ่งห้อยที่เคยเปล่งแสงเต็มที่ แต่เมื่อไม่เคยเจอเพื่อนร่วมสปีชีส์กะพริบตอบกลับมาเลย แสงก็ค่อย ๆ หรี่ลง มอดลง

กระนั้นก็ตามแต่ แม้โลกนี้จะมีปัจจัยมากมายคอยบีบกดให้เราเงียบเสียงและดับแสง แต่พลังชีวิตก็เป็นพลังประหลาดที่สุดท้ายหาช่องทางแสดงออกของมันได้เสมอ

หิ่งห้อยกลางวัน ทิ้งโลกวับ ๆ วิบ ๆ ของการกะพริบแสงยามค่ำคืน มาเริงรัญจวนกันทางกลิ่นแทน ระบบสื่อสารผ่านฟีโรโมนและหนวดที่เอาไว้รับกลิ่นของพวกมันพัฒนาดีมาก ภายใต้แสงตะวันอันอบอุ่นและปลอดภัย

จิ้งหรีดรอบ ๆ เกาะคาไวอิยิ่งมีวิวัฒนาการประหลาดล้ำหลายทิศทาง บางประชากรกลับมาส่งเสียงร้องเพลงอีกครั้ง แต่คราวนี้เปลี่ยนเป็นเสียงครางเบา ๆ ต่ำ ๆ เหมือนแมวคราง ซึ่งเอาไว้ใช้กระซิบบอกรักกันในระยะใกล้แบบไม่ให้แมลงวันรู้ จิ้งหรีดตัวเมียเองก็เปลี่ยนรสนิยมมาชอบเพลงแนวนี้ แทนที่จะชอบเสียงแหกปีกแหลม ๆ ดัง ๆ เหมือนเมื่อก่อน

ขณะเดียวกัน ถ้าไปดูในบางพื้นที่ ตัวเมียก็ยังคงชอบตัวผู้ที่เสียงดังอยู่ และกลายเป็นว่าประชากรจิ้งหรีดในยุคแมลงวันระบาด เหลือตัวผู้ใจกล้าไม่กี่ตัวที่ปักหลักเปิดคอนเสิร์ตเดี่ยวอย่างไม่เกรงกลัว นอกนั้นเป็นตัวผู้ปีกใบ้เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ที่มาคอยรายล้อมให้กำลังใจเงียบ ๆ พร้อมทั้งคอยดักจีบสาว ๆ ที่ถูกดึงดูดมาด้วยเสียงของลูกพี่ซูเปอร์สตาร์กับบทเพลงกรีดปีกท้าทายปรสิต แม้เสี่ยงตาย แต่สุดท้ายลูกพี่ได้ใจสาวทั้งตำบล ต่อให้พบจุดจบด้วยการโดนหนอนไชพุงก็ถือว่าคุ้มแล้ว

จะเห็นว่าการตอบสนองต่อภัยคุกคามการแสดงออกนั้นมีทุกรูปแบบ

มีกระทั่งหิ่งห้อยที่นอกจากส่องแสงแล้ว ยัง ‘ส่งเสียง’ สู้กับค้างคาวได้ด้วย!

นี่เป็นเรื่องที่เพิ่งค้นพบใหม่เมื่อไม่นานมานี้เลย ว่าหิ่งห้อยหลายๆ ชนิดกระพือปีกให้เกิดคลื่นความถี่เสียงย่านอัลตราซาวด์ซึ่งตรงกับที่หูค้างคาวได้ยินพอดี นักวิจัยยังไม่ฟันธงว่าหิ่งห้อยใช้ความสามารถนี้ทำอะไรกันแน่ แต่ข้อสันนิษฐานหนึ่งคือ พวกมันสร้างสารพิษสะสมในตัว แล้วใช้เสียงประกาศก้องให้ค้างคาวรู้ชัดไปเลยว่า “ฉันอยู่ตรงนี้” และ “ฉันแดนเจอรุส!” แนวคิดเดียวกับที่สัตว์มีพิษยามกลางวันมักใช้ลวดลายสีสันฉูดฉาดบอกเตือนให้ผู้ล่าจดจำได้ ปรากฏการณ์นี้ในหิ่งห้อยอาจจะเป็นเรื่องใหม่อยู่ แต่ตัวอย่างการใช้เสียงสู้ค้างคาวในผีเสื้อกลางคืนนั้นได้รับการศึกษาและยืนยันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้อัลตราซาวด์เพื่อประกาศความอันตราย หรือเพื่อแจมระบบโซนาร์ของค้างคาวก็ตามแต่

ในกรณีเหล่านี้ ภัยคุกคามอาจเป็นเครื่องท้าทายให้ชีวิตที่ไม่เคยส่งเสียงมาก่อน เริ่มส่งเสียงดังขึ้นมาได้เช่นกัน

ทว่า ในบางค่ำคืน

ผมก็พบตัวเองยืนมองแสงหิ่งห้อยและฟังเสียงจิ้งหรีด

และค้นพบใจที่ดำรงอยู่อย่างไม่ต้องดิ้นรนแสดงตน

ใจที่ดังโดยไม่ต้องส่งเสียง

ใจที่สว่างโดยไม่ต้องส่องแสง

เลยเสียงหรีดหริ่งเรไรและแสงหิ่งห้อยขึ้นไป

เหนือเมฆและดวงจันทร์สู่จักรวาลอันไกลโพ้น มีดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วน

แสงดึกดำบรรพ์เหล่านั้น ดำรงอยู่ได้ ด้วยแรงกดดันที่สมดุล

Writer

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load