Seiko เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า นาที ความดีเยี่ยม และความสำเร็จ

และ Seiko ยังเป็นชื่อแบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกา จนประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ ทั้งเป็นแบรนด์นาฬิกาข้อมือแบรนด์แรกของญี่ปุ่นที่ริเริ่มผลิตนาฬิกาควอตซ์จนทำให้เกิดยุค Quartz Crisis ผลิตนาฬิกาดำน้ำเรือนไทเทเนียมรุ่นแรกของโลก และอีกมากมาย

แบรนด์ที่เบื้องหลังการผลิตไม่ได้เป็นแค่โรงงานนาฬิกา แต่เป็น House of Watchmaking ที่ผลิตทุกชิ้นส่วนของนาฬิกาด้วยตัวเอง และมีช่างผู้ชำนาญการที่ใส่ใจทุกรายละเอียดของนาฬิกาดั่งเป็นงานฝีมือ

แม้มีบันทึกความสำเร็จในประวัติศาสตร์ไว้มากมาย แต่ Seiko ยังยึดคติ Keep Going Forward อยู่เสมอ ดั่งเข็มนาฬิกาที่ไม่เคยหยุดเดิน ในโอกาสที่ Seiko ฉลองครบ 140 ปีที่ญี่ปุ่นและครบ 30 ปีในไทยใน ค.ศ. 2021 นี้ The Cloud ชวนมาทำความรู้จักและไขข้อสงสัย ว่าทำไม Seiko ถึงเป็น Timeless Brand ที่ใครก็อยากสวมใส่ติดข้อมือตลอดมา

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

1. Seiko เกิดจากช่างซ่อมนาฬิกาผู้เริ่มต้นจากผลิตนาฬิกาแขวนและนาฬิกาแบบพกพา

เรื่องราวของ Seiko ไม่ได้เริ่มที่นาฬิกาข้อมือ

ค.ศ. 1881 ณ ย่านกินซ่า กรุงโตเกียว ช่างซ่อมนาฬิกาชาวญี่ปุ่นนาม คินทาโร่ ฮัตโตริ (Kintaro Hattori) เปิดร้านซ่อมนาฬิกาแขวนผนังและนาฬิกาแบบพกพา (Pocket Watch) 

สมัยก่อนนาฬิกามีราคาแพงเพราะมีกลไกซับซ้อน คินทาโร่อยากให้ทุกคนรู้ว่าตอนนี้เป็นเวลากี่โมงแล้วและมีสติอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่

11 ปีต่อมาหลังเปิดร้านซ่อมนาฬิกา เขาจึงเปิดโรงงาน Seikosha เพื่อผลิตนาฬิกาแขวนและนาฬิกาพกอย่างจริงจัง

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก
11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

2. คิดค้นนาฬิกาข้อมือและเอาตัวรอดผ่านสงครามโลกได้ ด้วยการคิดถึงความต้องการของผู้ใช้ 

จากนาฬิกาพกที่ชาวญี่ปุ่นยุคก่อนสงครามนิยมพกใส่สูทออกนอกบ้าน คินทาโร่นำมาย่อชิ้นส่วนให้เล็กลงเพื่อให้สะดวกต่อการสวมนอกบ้าน และเชื่อมใส่สายกลายเป็นนาฬิกาข้อมือเรือนแรกของญี่ปุ่น ตั้งชื่อว่า Laurel สมัยที่บนหน้าปัดยังไม่ใช้คำว่า Seiko ด้วยซ้ำ

จนถึง ค.ศ. 1924 จึงเริ่มใช้ชื่อแบรนด์ว่า Seiko และกลายเป็นนาฬิกาข้อมือแบรนด์แรกของญี่ปุ่นที่ใช้งานได้ดีในราคาที่คนทั่วไปจับต้องได้ จนทำให้แบรนด์นาฬิกายุโรปที่มีราคาสูงในเวลานั้นต้องล้มหายตายจากไปเกือบหมดในญี่ปุ่น

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก
11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

ต่อมา ค.ศ. 1945 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นโดนระเบิดทำให้การผลิตและขนส่งนาฬิกาในโรงงานได้รับผลกระทบ Seiko ปรับตัวโดยผลิตนาฬิการุ่น Military Watch สำหรับทหาร ซึ่งปูทางให้นาฬิกา Seiko โดดเด่นด้านฟังก์ชันและความทนทานในเวลาต่อมา

3. หลักวินาทีของ Seiko ที่ปฏิวัติวงการนาฬิกาในยุค Quartz Crisis

ในวงการนาฬิกา หลักวินาทีมีความสำคัญมาก ความแม่นยำของเข็มนาฬิกาที่ละเอียดขึ้นในหลักวินาที เปลี่ยนการใช้ชีวิตในแต่ละวันของผู้คนให้เที่ยงตรงขึ้น และพลิกโฉมอุตสาหกรรมนาฬิกาไปอย่างสิ้นเชิง

การคิดค้นนาฬิกาควอตซ์ของ Seiko ใน ค.ศ. 1969 ซึ่งคลาดเคลื่อนเพียงไม่เกิน 5 วินาทีต่อเดือน ทำให้แบรนด์นาฬิกากว่าครึ่งต้องปิดตัวลงจนต้องเรียกยุคนั้นว่า Quartz Crisis

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

เมื่อสินค้าแบรนด์หนึ่งใช้งานได้ดี มีคุณภาพกว่าแบรนด์อื่นเป็นร้อยเท่า ทำให้แบรนด์นั้นกลายเป็นผู้นำในวงการนั้นไปโดยปริยาย ดังเช่น Seiko ที่ยังคงเป็นผู้นำนาฬิกาควอตซ์มาจนถึงทุกวันนี้ 

ในเวลาต่อมา Seiko ได้คิดค้นและพัฒนากลไกที่เรียกว่า Spring Drive ต่อจากระบบควอตซ์ซึ่งสามารถเดินได้อย่างลื่นไหลและเงียบสนิท คลาดเคลื่อนไม่เกิน 1 วินาทีต่อวัน เป็นระบบที่ทำให้นาฬิกาเดินได้ในระยะเวลามาตรฐานที่ 72 ชั่วโมง เพราะคำนวณแล้วว่าเมื่อถอดนาฬิกาออกวันศุกร์หลังเลิกงาน เช้าวันจันทร์ก็หยิบมาใส่แล้วนาฬิกาพร้อมเดินต่อได้ทันที เข็มนาฬิกาถูกออกแบบมาให้เดินตามจังหวะชีวิตของผู้สวมใส่

4. แม่นยำเท่าดาวเทียม ทนทานได้ใต้แรงดันน้ำและอวกาศ

จากใต้ท้องทะเลถึงหอดูดาว บินออกไปไกลถึงชั้นบรรยากาศโลก คุณภาพของ Seiko เป็นที่พิสูจน์ได้ผ่านธรรมชาติเหล่านี้เป็นเวลากว่าศตวรรษ

นาฬิกา Seiko มีความแม่นยำถึงขั้นเดินตรงเท่าดาวเทียม มีประวัติครองตำแหน่งในการแข่งขันความเที่ยงตรงของนาฬิกาที่หอดูดาวเนอชาแตลและเจนีวาหลายอันดับ

หากสังเกตเห็นสัญลักษณ์โลมาบนนาฬิกา Seiko แปลว่าเป็นนาฬิกาดำน้ำ โดยรุ่นแรกเริ่มผลิตตั้งแต่ ค.ศ. 1965 ดำน้ำได้ลึก 150 เมตร จากนั้นพัฒนาจนก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ทนทานต่อแรงดันน้ำระดับสูงได้มากขึ้น และใส่ไปสำรวจขั้วโลกได้ เกิดนาฬิกาดำน้ำต่อเนื่องอีกหลายรุ่น ทั้งรุ่นเต่าที่ทรงเหมือนกระดองเต่า หรือรุ่นทูน่าที่ดำน้ำได้ลึก 600 เมตร สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาดำน้ำของโลก

หลังจากนั้นก็มีนาฬิการุ่นพิเศษอย่าง Spring Drive Spacewalk สำหรับใส่ในอวกาศด้วย

5. เป็นเจ้าของนาฬิการุ่นประวัติศาสตร์และรุ่นพิเศษอีกมากมายนับไม่ถ้วน

Seiko มักก้าวนำคู่แข่งหนึ่งก้าวเสมอ ผลิต ‘นาฬิการุ่นแรกของโลก’ และรุ่นพิเศษที่มีเอกลักษณ์ออกมาอีกหลายคอลเลกชัน เหมาะสำหรับคนหลายกลุ่ม มีหลายระดับราคาตั้งแต่หลักพัน หมื่น ไปจนถึงแสน

ทั้งรุ่นหรูหราชื่อดังที่มีความเป็นเลิศอย่าง Grand Seiko ตัวเรือนขัดเงางาม ทำจากวัสดุที่พิเศษ ซึ่งปัจจุบันรุ่นนี้แยกออกเป็นแบรนด์อิสระจาก Seiko

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

นาฬิกาพลังงานแสงอาทิตย์รุ่นแรกของโลกที่ปรับความเที่ยงตรงจากสัญญาณวิทยุ

นาฬิกาอีพีดีกับระบบแอคทีฟเมทริกซ์รุ่นแรกของโลกที่มีความละเอียดภาพสูง

รุ่น Credor Spring Drive Minute Repeater ที่ผลิตจากเหล็กกล้าเนื้อพิเศษโดยช่างเหล็กชื่อดังเพื่อความบริสุทธิ์ของเสียงกังวานนาฬิกา

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

นอกจากนั้นแล้ว Seiko ยังมีเดรสวอชท์ รุ่นพิเศษอื่นๆ อีกหลากหลายสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิง อย่างพรีซาจ (Presage) ที่ร่วมมือกับร้านค็อกเทลชื่อดังในญี่ปุ่น เพื่อออกแบบหน้าปัดนาฬิกาจากสีค็อกเทลหลากหลากหลายเมนู รวมถึงงานเพนต์ระดับช่างฝีมือชั้นสูงอย่างอินาเมล ตลอดจนการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนของญี่ปุ่นอย่าง Japanese Garden 

และอีกมากมาย หลายรุ่นล้วนมีความพิเศษที่หาเรือนเทียบได้ยาก

6. Seiko ไม่ได้มองตัวเองเป็น Manufacturer แต่เป็น House of Watchmaking ที่ดูแลการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นาฬิกาที่พิเศษย่อมมีการผลิตที่พิเศษ

Seiko ไม่ได้เรียกตัวเองว่าเป็น Manufacturer ที่เน้นรับชิ้นส่วนมาเพื่อประกอบและส่งต่อเพื่อผลิตเท่านั้น แต่เป็น House of Watchmaking เน้นความละเอียดอ่อนและพิถีพิถันเป็นหัวใจสำคัญของการทำนาฬิกา

ตั้งแต่ชิ้นส่วนหลายร้อยชิ้นภายในตัวเรือน วัสดุที่ใช้ กลไกนาฬิกาที่ละเอียดอ่อน Seiko เป็นผู้ผลิต ประกอบ และตรวจสอบคุณภาพนาฬิกาเองทุกขั้นตอน

โรงงานสตูดิโอที่ญี่ปุ่นต้องใช้ช่างนาฬิกาผู้เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์เป็นคนประกอบนาฬิกาเท่านั้น เพราะเชื่อว่าการประกอบชิ้นส่วนด้วยความพิถีพิถันในทุกๆ ขั้นตอน จะทำให้นาฬิกาเรือนนั้นพิเศษมากกว่าใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนาฬิการุ่นพิเศษ ราคาแพง จะต้องผ่านการทดสอบที่ละเอียดยิ่งกว่าปกติ เพื่อการเก็บรายละเอียดที่ไร้ที่ติในทุกๆ จุด

ด้านความงามของนาฬิกา คนญี่ปุ่นใส่ใจในสุนทรียภาพความงามทุกรายละเอียด ตั้งแต่การสะท้อนของแสงและเงา รอยต่อ ชิ้นส่วนขนาดเล็กและทุกเหลี่ยมมุม 

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

Seiko มีกรรมวิธีพิเศษในการขัดเงานาฬิกาเรียกว่า ‘ซารัตสึ’ (Zaratsu) คือการขัดให้พื้นผิวไร้รอยต่อและตัวเรือนเรียบคม ขัดออกมาเป็นนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบ สำหรับรุ่นพิเศษอย่าง Grand Seiko ช่างจะขัดทุกส่วนของนาฬิกาแม้กระทั่งชิ้นส่วนขนาดเล็กที่มองไม่เห็น

เพราะเชื่อในเรื่องความงามจากภายใน แม้มองไม่เห็น แต่ก็ใส่ใจในทุกรายละเอียด

7. ความเชี่ยวชาญในแบบ Master Craftsmen ของช่างทำนาฬิกา

ช่างทำนาฬิกาของ Seiko เรียกได้ว่าเป็นช่างฝีมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนาฬิการุ่นพิเศษ ราคาแพง จะเป็นช่างระดับปรมาจารย์เท่านั้นที่เป็นคนประกอบ เพื่อการเก็บรายละเอียดอย่างไร้ที่ติ

ผู้ที่อยากเป็นช่างทำนาฬิกาต้องเลือกศาสตร์ที่อยากเรียน เช่น ระหว่างศาสตร์จักรกลหรือควอตซ์ เมื่อเรียนศาสตร์ไหนมา จะผลิตและซ่อมนาฬิกาได้เฉพาะศาสตร์นั้นเท่านั้น คล้ายนักบินที่ขับได้เฉพาะประเภทเครื่องบินที่เรียน 

มีการสอบวัดระดับไล่จากง่ายไปยาก ตั้งแต่ระดับ 4R 6R 8R 8L โดย Seiko จากทั่วโลกต้องส่งช่างไปสอบเหมือนกันหมด เพื่อคงมาตรฐานความละเอียดอ่อนและพิถีพิถันของแบรนด์

ช่างที่มีฝีมือและประสบการณ์มาก เรียกว่า Contemporary Master Craftsmen ในญี่ปุ่นมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ส่วนระดับช่างในตำนาน หรือ Legend เป็นคนเดียวที่ได้รับสมญานามว่า God’s Hand เป็นเพียงคนเดียวในวงการที่ดัดสายใยนาฬิกาแบบพิเศษได้ ปัจจุบันผันตัวเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้ช่างทำนาฬิการุ่นต่อไป

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก
11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

8. โรงงานของ Seiko ที่ญี่ปุ่นอยู่ในหุบเขา

แล้วช่างฝีมือเหล่านี้ทำงานกันที่ไหน

เนื่องด้วยภาวะสงคราม ทำให้โรงงานดั้งเดิมของ Seiko ต้องปิดตัวไปและได้เปิดใหม่ 2 แห่ง ที่แรกคือ Shizukuishi Watch Studio ที่โมริโอกะ เป็นโรงงานท่ามกลางหุบเขา ผลิตเฉพาะนาฬิกาจักรกลรุ่นหรูหราพิเศษเท่านั้น 

โรงงานที่นี่ใส่ใจในรายละเอียดมาก ถึงขั้นที่ว่าแม้แต่โต๊ะทำงานทุกตัว ต้องสั่งผลิตโต๊ะตามขนาดตัวของช่างซ่อมนาฬิกาเพื่อให้ถนัดต่อการใช้งานเลยทีเดียว อีกที่หนึ่งคือ Shinshu Watch Studio เน้นผลิตนาฬิกาควอตซ์และ Spring Drive รวมถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้

การเรียกโรงงานว่า Watch Studio ให้ความรู้สึกที่พิเศษ เพราะที่แห่งนี้ไม่ได้เพียงแค่ผลิตและประกอบเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งองค์ความรู้ที่ผสานศาสตร์หัตถศิลป์อันละเอียดอ่อนและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเข้าด้วยกัน 

9. พิพิธภัณฑ์นาฬิกาของ Seiko อยู่ที่ Ginza

เนื่องจากกินซ่าเป็นถิ่นของคุณคินทาโร่ เจ้าของแบรนด์ ตึก Wako ตรงสี่แยกกลายเป็นแลนด์มาร์กของกินซ่าไปโดยปริยาย ปัจจุบันย่านการค้าชื่อดังแห่งนี้จึงเป็นสถานที่รวบรวมเรื่องเล่าของแบรนด์ Seiko

หลายคนอาจเคยผ่านตาหอนาฬิกาของ Seiko บนตึก Ginza Wako มาบ้าง ตึกนี้มีสถาปัตยกรรมแบบ Neo-Renaissance ใกล้ๆ กับ Wako ยังมี Seiko Museum / Seiko Dream Square ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เล่าประวัติของนาฬิกาทั่วโลกและการกำเนิดของเวลาให้ชมอีกด้วย รวมถึงมี Seiko Prospex Boutique และ Grand Seiko Boutique ที่อยู่ไม่ไกลกันในย่านกินซ่า

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก
11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

10. Seiko’s Collector Club กับความชื่นชอบต่อแบรนด์ที่เหนียวแน่น

ด้วยประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและความพิเศษของนาฬิกาแต่ละรุ่น ทำให้คอลเลกชันเก่าของ Seiko ยังคงมีวางขายและนำกลับมาทำใหม่เสมอ หลายรุ่นฟังก์ชันเหมือนเดิม เพิ่มเติมคืออัปเกรดเครื่อง พัฒนาให้เสถียรขึ้น แม่นยำขึ้น ใช้วัสดุคุณภาพสูงขึ้น ปรับขนาดให้โมเดิร์นเหมาะสมกับยุคสมัยมากขึ้น ดีไซน์จึงมีความร่วมสมัยแต่ไม่ตกยุค 

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

แน่นอนว่ามีกลุ่มแฟนคลับผู้สะสม Seiko ที่ติดตามอย่างเหนียวแน่น บางคนมีนาฬิกาดำน้ำทุกรุ่น บางคนตามหานาฬิการุ่นประวัติศาสตร์และรุ่นเก่าแก่ที่โด่งดังเป็น Milestone ของ Seiko มาสะสมไว้ ไม่ใช่แค่เพราะเรื่องราวของแบรนด์หรือดีไซน์ที่โดนใจ แต่เพราะนาฬิกาเหล่านั้นยังมีฟังก์ชันตอบโจทย์การใช้งานได้ดีด้วยเสมอมา

11. ความแตกต่างจาก Smart Watch คือความคลาสสิกที่ไม่ตกรุ่น

ในยุคดิจิทัล หากถามว่าเสน่ห์ของ Seiko ต่างจากนาฬิกา Smart Watch อย่างไร แบรนด์ตอบว่านาฬิกา Seiko เหมือนทรัพย์สินที่มีมูลค่าในตัวเอง

ในขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลเปลี่ยนไว ผ่านไปไม่กี่ปีนาฬิกาแบบ Smart Watch ก็ตกรุ่น มีรุ่นใหม่ที่ทันสมัยกว่าเข้ามาแทนที่ แต่สำหรับระบบนาฬิกาแบบ Automatic นั้นมีมานานหลายทศวรรษแล้ว และปัจจุบันก็ยังเป็นระบบการทำงานเช่นเดิมอยู่

ซื้อมาวันนี้ อีก 10 ปี ยังคงใช้ได้ บางเรือนส่งต่อจากพ่อสู่ลูก บางเรือนนำชิ้นส่วนอะไหล่กลับมาประกอบใหม่ให้เดินได้อีกครั้ง เพราะความทรงจำที่ชวนให้นึกถึงช่วงเวลาในวันวานกับใครบางคนที่เคยใส่นาฬิกาเรือนนี้

ความหมายของการใส่นาฬิกาจึงเป็นคนละแบบกัน

11 เรื่องของ Seiko นาฬิกาข้อมือญี่ปุ่นที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการนาฬิกาทั่วโลก

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

ชื่อแบรนด์: Moleskine
สัญชาติ:  อิตาเลียน
ปีที่ก่อตั้ง: 1997

สำหรับคนรักเครื่องเขียนที่คลิกเข้ามาอ่านบทความนี้เพราะชื่อ Moleskine คงไม่ต้องสาธยายว่าความรู้สึกดีๆ เวลาถือสมุดปกแข็งมุมมน มีสายรัดปกเหมาะเจาะ ว่าเป็นอย่างไร หรือหน้ากระดาษสีครีมเรียบลื่น กับช่องเก็บของที่ปกหลังสะดวกน่าใช้แค่ไหน สำหรับคนที่ (ยัง) ไม่รู้จักแบรนด์อิตาเลียนนี้ดีนัก เราขออธิบายว่าสมุดของ Moleskine คือความเท่ที่พกพาได้ จับต้องได้ ใช้งานได้ดีจนติดใจ และขยันออกคอลเลกชันปกใหม่ๆ ให้สาวกทั่วโลกตามไปลูบคลำและจับจ่ายที่ร้านหนังสือและร้านเครื่องเขียน

เราได้โอกาสต่อสายโทรศัพท์ไปอีกฟากหนึ่งของโลก เพื่อพูดคุยกับ Arrigo Berni ผู้บริหารแบรนด์เครื่องเขียนยักษ์ใหญ่ชาวอิตาเลียน วินาทีนี้ความสำเร็จของแบรนด์ไม่ใช่สิ่งที่เรากังขา สิ่งที่เราสงสัยคือ Moleskine ทำอย่างไรจึงทำให้สมุดปกแข็งของแบรนด์เป็นเหมือน iPhone ที่เจิดจ้าในร้านขายโทรศัพท์ ท่ามกลางคู่แข่งหมวดเดียวกันที่อวดโฉมเรียงราย สมุดมุมมนตอบสนองตัวตนของผู้ใช้มากกว่าแค่ใช้จดบันทึก และยังยืนหยัดอย่างสง่างามในยุคที่ผู้คนหันไปตั้งสเตตัสหรือทวีตมากกว่าเขียนไดอารี่ และสเกตช์ภาพลงหน้าจอมากกว่าตวัดดินสอบนหน้ากระดาษ

ปลุกชีพกระดาษ

Paper is dead. ใครๆ เขาว่ากันแบบนั้น แต่ Moleskine ปฏิเสธความตายของสิ่งพิมพ์มาตั้งแต่รุ่นพ่อ สมุดปกแข็งสีดำสุดป๊อปของแบรนด์กำเนิดจากสมุดยอดนิยมที่นักเขียนและศิลปินยุโรปและอเมริกันอย่าง Van Gogh, Picasso, Ernest Hemingway และ Bruce Chatwin ชอบใช้ โดยร้านที่เย็บสมุดแบบนี้คือร้านเครื่องเขียนเล็กๆ ในปารีส Chatwin ชอบสมุดสีดำขนาดพกพานี้มาก เขาเรียกมันว่า Moleskine และกว้านซื้อมันมาใช้เขียนงาน โชคไม่ดีที่สมุดสุดโปรดของเขาเลิกผลิตและหายสาบสูญไปจากท้องตลาดในช่วงปี 1980 จนกระทั่งในปี 1997 (พ.ศ. 2540) บริษัทเล็กๆ ในมิลานได้คืนชีพสมุดแบบนี้ขึ้นมาอีกครั้ง และตั้งชื่อมันตามนามเดิมที่นักเขียนดังเคยเรียก — Moleskine

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

ตำนานสากล

“ไอเดียเบื้องหลังการผลิตสมุดนี้คือการสร้างสมุดให้คนที่ทำงานสร้างสรรค์ทั้งโลก ใช้เขียน สเกตช์งาน และเชื่อมต่อกับความคิดสร้างสรรค์ แนวคิดเบื้องหลัง Moleskine ไม่เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์แบบอิตาเลียน เราไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นแบรนด์อิตาเลียน แต่เป็นแบรนด์สากล”

Arrigo Berni อธิบายที่มาของการคืนชีวิตให้สมุดสุดคลาสสิก ตำนานเรื่องนักคิดนักเขียนชื่อกระฉ่อนชอบใช้สมุดแบบนี้ ผูกโยงภาพลักษณ์สมุดเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ และเพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้เป็นอย่างดี โดยสมุดของ Moleskine มีคำอธิบายภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสกำกับอยู่เสมอ แม้แบรนด์จะไม่ได้เกิดจากเมืองน้ำหอม ผู้บริหารใหญ่เฉลยเหตุผลง่ายๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอิตาเลียนบนสินค้าว่า

“เป้าหมายของเราคือคนทั่วโลกตั้งแต่แรก เราเลยเลือกใช้ภาษาสากลอย่างภาษาอังกฤษ แล้วก็ภาษาฝรั่งเศส เพราะคนฝรั่งเศสจะไม่ซื้อของแบบนี้เลยถ้าไม่มีคำอธิบายเป็นภาษาฝรั่งเศส”

ดีไซน์ไร้กาลเวลา

แม้จะเกิดจากเมืองแห่งแฟชั่นอย่างมิลาน แต่ Moleskine ยึดหลักการออกแบบที่แตกต่างออกไป สินค้าของแบรนด์ล้วนหน้าตาเรียบง่าย Berni อธิบายว่าวัฒนธรรมการออกแบบของอิตาลีเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีในการพัฒนาดีไซเนอร์หรือโปรเจกต์ต่างๆ แต่สไตล์ผลิตภัณฑ์ไม่เกี่ยวข้องกับชาติกำเนิด ฟังแนวคิดแล้วเรารู้สึกว่าดีไซน์ของ Moleskine สอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบแถบประเทศแถบสแกนดิเนเวียเสียมากกว่าด้วยซ้ำ

“แฟชั่นกับดีไซน์แตกต่างกัน แฟชั่นดีไซเนอร์ออกแบบเพื่อฤดูกาลถัดไป ต้องมีของใหม่ๆ ที่สวยดึงดูดผู้ใช้ แต่ดีไซเนอร์อื่นๆ มีเป้าหมายว่าจะสร้าง shape และ form ที่จะคงอยู่ตลอดไป ตัวอย่างเช่นการออกแบบรถ ลองคิดถึงรถ Porsche 911 สิครับ นั่นคือการออกแบบคลาสสิกที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน นี่เป็นเป้าหมายที่ดีไซเนอร์โดยทั่วไปอยากทำให้ได้ แต่ธรรมชาติของแฟชั่นสั้นกว่านั้นมาก

“Moleskine เป็นแบรนด์สินค้าพรีเมียม เราพยายามสร้างคุณภาพทั้งด้านวัตถุดิบและด้านสุนทรียะ ดีไซน์แบบสะอาดสะอ้าน เน้นฟอร์มสำคัญ ดูคลาสสิกมากกว่าตามแฟชั่น เป็นของใช้ที่ทนทานและน่าใช้”

อย่าเพิ่งคิดว่า Moleskine จะดูเรียบร้อยตามกรอบไปซะหมด CEO เล่าต่อว่าหลายปีมานี้ Moleskine พยายามดึงดูดกลุ่มผู้ใช้เพศหญิงให้มากขึ้น จากสมุดปกดำเรียบๆ ก็ทำสมุดที่มีสีสันลูกเล่นมากขึ้น และแตกไลน์สินค้าที่มีสีสันดึงดูดใจผู้หญิง ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมปากกา เคสโทรศัพท์ และกระเป๋าสตางค์ของแบรนด์นี้ถึงดูน่ารัก เป็นมิตร และยั่วยวนใจเรามาตลอด

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

Talent, Exploration, Authenticity

แม้จะเป็นองค์กรระดับโลก แต่หัวใจของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรขนาดเล็กอบอุ่นและมีประสิทธิภาพ มาจากคำสำคัญ 3 คำที่นิยามตัวตนของ Moleskine

“talent (ความสามารถ), exploration (การค้นหา), authenticity (ความจริงแท้) talent หมายความว่าเราชื่นชมความสามารถ ทุกคนไม่ต้องดีที่สุดหรือเก่งที่สุด แต่เราเชื่อในความสามารถของทุกคนที่แตกต่างกัน exploration เพราะการทำงานสร้างสรรค์ต้องค้นหาและอาศัยความอยากรู้อยากเห็น ต้องพยายามเก็บเกี่ยว พัฒนาโปรเจกต์ มองหาโอกาสใหม่ๆ และทดลอง สุดท้ายคือ authencity เราไม่เสแสร้งเป็นอื่น เป็นตัวเอง เลือกทำงานกับคนที่ตื่นเต้นในสิ่งที่เรากำลังพูด”

เช่นเดียวกับการเลือกร่วมโปรเจคต์หรือร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ขณะที่ Moleskine ค้นหาความสร้างสรรค์ อีกฝ่ายต้องมีความน่าสนใจที่แตกต่างออกไปจึงจับมือสร้างสิ่งใหม่ๆ ร่วมกัน

 

ชมรมนัก ‘จด’ จำ

กลุ่มคนทำงานสร้างสรรค์ เช่น นักเขียน ศิลปิน สถาปนิก ดีไซเนอร์ เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ Moleskine ที่มีจำนวนราว 10 ล้านคนทั่วโลก แม้ต้นฉบับนี้จะเขียนในคอมพิวเตอร์ ผู้อ่านส่วนใหญ่กำลังอ่านข้อความนี้บนมือถือ และประชากรโลกใช้ชีวิตในโลกดิจิตัลมากขึ้นทุกที แต่การจดบันทึกหรือสเกตช์ภาพลงกระดาษยังให้ความรู้สึกพิเศษที่หน้าจอมอบให้ไม่ได้

“จากการสำรวจผู้ใช้ของเรา โลกแอนะล็อกกับโลกดิจิทัลมีความสัมพันธ์กัน อาจจะน่าประหลาดใจนะครับ แม้กลุ่มผู้ใช้ของเราใช้เทคโนโลยีมากขึ้น แต่ยังเห็นคุณค่าของ Moleskine พวกเขาทำงานด้านสร้างสรรค์ จำเป็นต้องใช้ความคิดและสื่อสาร และมีการศึกษาสูงเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรโดยเฉลี่ย พวกเขาจะเลือกใช้เครื่องมือตามเป้าหมายการใช้งาน ใช้เทคโนโลยีเพื่อแชร์สิ่งต่างๆ ที่การเขียนด้วยมือทำไม่ได้ แต่ในอีกแง่ การเขียนหนังสือด้วยมือมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความแม่นยำ และส่งผลต่อการสร้างตัวตนบุคคล

“ตัวอย่างเช่น นักข่าวคนหนึ่งที่ลอนดอนสัมภาษณ์ผมด้วยไอแพด เขาขอโทษที่ใช้ไอแพดแทนสมุด ผมบอกว่าไม่เป็นไร คุณต้องใช้มันทำงานนี่ แล้วเราก็คุยกันเรื่อง Moleskine เป็นแบรนด์ที่สื่อถึงตัวตนสำหรับคนบางกลุ่ม แล้วเขาก็หยุดสัมภาษณ์ เปิดกระเป๋า ควักสมุด Moleskine ขึ้นมาแล้วบอกผมว่าเขาเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนนี้ถึงใช้ไอแพดในการสัมภาษณ์ เขากำลังเขียนหนังสือของตัวเอง และเขาเขียนมันลงในสมุดของ Moleskine

“ตอนเขากำลังทำงานสัมภาษณ์ เขาต้องใช้เครื่องมือที่ตอบสนองรวดเร็ว แต่หนังสือเป็นเรื่องส่วนตัวกว่ามาก กระดาษทำให้คุณคิดมากขึ้น จดจ่อมากกว่าพิมพ์บนคีย์บอร์ดหรือพิมพ์ลงหน้าจอ มีการวิจัยแล้วว่าคนทั่วโลกที่มีการศึกษาสูงหรือทำงานสร้างสรรค์ยังใช้กระดาษเขียนหนังสือและจดโน้ต และยังใช้มากขึ้นเรื่อยๆ 3 – 4% ทุกปี ตลาดของเราโตเร็วกว่านั้นมาก เพราะความน่าสนใจของแบรนด์อยู่ที่มันสื่อสารกับคุณ”

ประชาชนคนรัก Moleskine มีมากมายและชุมนุมกันในโลกออนไลน์ ไอเดียการสร้างสมุด Moleskine City Notebooks สมุดที่ใส่เอกลักษณ์เมืองหลวงต่างๆ ของโลกสำหรับการใช้งานในเมืองนั้นโดยเฉพาะก็มาจากชุมชนที่ว่า Berni ยืนยันว่าบริษัทไม่ได้เป็นผู้สร้างพลังเข้มแข็งของชุมชนคนรักสมุด กระแสความรักนี้เกิดขึ้นเองต่างหาก

“เราสร้าง community ไม่ได้ ผมเชื่อว่ายิ่งพยายามสร้าง ก็ยิ่งไม่ประสบความสำเร็จ คอมมิวนิตี้สร้างตัวเองขึ้นมา เป็นผลลัพธ์ของกลุ่มคนที่ตอบสนองต่อสิ่งที่พวกเขาหลงใหล สิ่งเหล่านี้เราสร้างหรือบังคับไม่ได้นะครับ สิ่งที่แบรนด์ควรทำและทำได้คือมีประสิทธิภาพ ทุ่มเทให้ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะ การสื่อสาร การค้นหา และความจริงใจต่อสิ่งที่หลงใหล สิ่งเหล่านี้จะดึงดูดคนสนใจหรือหลงใหลเรื่องเดียวกันเข้ามาเอง ถ้าคุณต้องพยายามสร้าง แสดงว่าคุณมีเป้าหมายอื่นนอกจากการเป็นตัวของตัวเอง”
คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

เชื่อมต่อกับโลกออนไลน์

ความวินเทจอาจน่าถวิลหา แต่ Moleskine ไม่ยึดติดกับโลกใบเก่า บริษัทเครื่องเขียนปรับตัวสู่ยุคเทคโนโลยีในฐานะสะพานที่เชื่อมต่อโลกแอนะล็อกและดิจิทัลเข้าด้วยกัน แบรนด์อิตาเลียนเริ่มต้นสร้างสินค้าเทคโนโลยีเมื่อ 5 ปีที่แล้ว และแตกไลน์สินค้าออกมามากมาย Moleskine จับมือกับพาร์ตเนอร์ฝั่งเทคโนโลยีออกสินค้าสมุดหลายตัวที่ใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชันมือถือ แค่จดหรือสเกตช์บนกระดาษ ข้อมูลคุณภาพคมชัดจะถ่ายโอนไปอยู่ในแอพ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมและแชร์ต่อไป ทั้งยังมีแอพพลิเคชันปฏิทิน Timepage สำหรับการจัดการนัดหมายใน App Store ผู้บริหารบริษัทระดับโลกมองว่าการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยคือโอกาสพัฒนาและขยายประเภทสินค้า เขายืนยันชัดเจนว่า Moleskine จะเติบโตด้านเทคโนโลยีมากขึ้นในอนาคต

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

เป็นมากกว่าบริษัทเครื่องเขียน

จากสมุดเรียบๆ ดูธรรมดา วันนี้ Moleskine ไม่ได้หยุดอยู่ที่การผลิตเครื่องเขียน Moleskine cafe ที่มิลานและสนามบินเจนีวาเสิร์ฟดีไซน์อบอุ่นน่ามองควบคู่กับกาแฟ มอบพื้นที่ที่เหมาะกับการอ่านและการสร้างสรรค์ให้ผู้ใช้ แบรนด์อิตาเลียนนี้ยังโดดเด่นเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งการใช้กระดาษไร้กรดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนมูลนิธิ Lettera27 ที่ทำงานด้านมอบความรู้ด้านการอ่านเขียนให้กับเด็กในพื้นที่ขาดแคลนทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา สนับสนุนศิลปินรุ่นเยาว์ตามโรงเรียนต่างๆ และยื่นมือช่วยเหลือองค์กรเพื่อสังคมอีกหลายประเภท

ฟังดูไม่น่าแปลกใจว่าบริษัทใหญ่ทำสิ่งต่างๆ มากมาย แต่เมื่อมองย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นเล็กๆ ในมิลาน Moleskine มาไกลจากการชุบชีวิตสมุดเล่มหนึ่งขึ้นมารองรับความคิดสร้างสรรค์และลายมือของคนทั้งโลก การสร้างสิ่งใหม่ๆ นอกเหนือจากขอบเขตของใช้ทำงาน ทำให้ Moleskine มีตัวตนชัดเจนและน่าจดจำในฐานะวัฒนธรรมสร้างสรรค์มากกว่าบริษัทสินค้าเครื่องเขียน

คุยกับ Moleskine แบรนด์สมุดสร้างสรรค์ที่เชื่อในพลังของกระดาษ

Facebook | Moleskine

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load