แค่เรารู้ว่าศิลปินร็อกอย่างวง Klear มีโครงการ ‘อีกฝั่ง’ หนังสั้นสะท้อนสังคมกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย แถมยังทำมาจากเพลงในชื่อเดียวกันของพวกเขาที่หลายคนอาจยังไม่เคยได้ยิน แค่นี้ก็น่าสนใจมากพอแล้ว ยิ่งรู้ว่าเป็นผลงานของ ครรชิต สพโชคชัย ผู้กำกับมือทองจากหับ​ โห​ หิ้น มาเป็นผู้กำกับ ยิ่งน่าตื่นเต้นเข้าไปอีก 

อีกฝั่ง หนังสั้นสะท้อนปัญหาการใช้ Social Media ที่สร้างจากเพลงหน้า B ของวง Klear

Klear คือกลุ่มพี่น้องที่ร่วมตัวกันเล่นดนตรีกลางคืนจนกระทั่งได้เซ็นสัญญากับค่ายใหญ่ ประกอบไปด้วย แพท-รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย ร้องนำ, ณัฐ-ณัฐวัฒน์ แสงวิจิตร มือกีตาร์, คี-คียาภัทร โพธิ์วงศ์ไพรเลิศ มือเบส และมือกลองผู้มีท่าในการหยิบโทรศัพท์ไม่เหมือนใครในโลกนี้ นัฐ-นัฐ นิลวิเชียร ส่วนครรชิตก็ฝากผลงานด้านมิวสิกวิดีโอและโฆษณาไว้มากมาย เช่น Love at First Sip และ Never Change

แพท-รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย ร้องนำ, ณัฐ-ณัฐวัฒน์ แสงวิจิตร มือกีตาร์, คี-คียาภัทร โพธิ์วงศ์ไพรเลิศ มือเบส และมือกลอง  นัฐ-นัฐ นิลวิเชียร

แต่ทำไมไม่เอาเพลงที่ติดชาร์ต? ทำไมต้องเป็นเรื่องโซเชียลมีเดีย? พวกเขาอยากพูดถึงประเด็นนี้ในแง่ไหน? เพราะว่ากันตามตรง เรื่องนี้ได้มีการหยิบมาพูดหลายครั้งจนช้ำเหลือเกิน พวกเขาทุกคนไปไกลถึงขนาดยอมลบรูปในอินสตาแกรมกว่า 20,000 รูป (ที่สมาชิกวงบางคนพึ่งรู้กันวันนี้ว่ามัน Archive เก็บเอาไว้ได้) จนเป็นข่าวให้แฟนเพลงใจเสีย

บทสัมภาษณ์ต่อไปนี้เกิดจากความอยากรู้อยากเห็นของเราที่พยายามจะถามทุกคำถามเกี่ยวกับแรงบันดาลใจของหนังสั้นเรื่องอีกฝั่ง แม้บางครั้งคำตอบจะอยู่ระหว่างบรรทัด และบางคำถามอาจไม่ได้ถูกตอบมาอย่างชัดเจน แต่มีอย่างหนึ่งที่เราขอสปอยล์ไว้ตรงนี้ก่อนเลย​ว่า ขณะที่นั่งคุยกัน​ เราได้สังเกตแววตาและภาษากายของเขาทุกคน​ที่ทำให้รู้ว่า…

นี่ไม่ใช่แค่หนังสั้นตามกระแส แต่พวกเขาอินกับมันจริงๆ

แพท-รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย ร้องนำ, ณัฐ-ณัฐวัฒน์ แสงวิจิตร มือกีตาร์, คี-คียาภัทร โพธิ์วงศ์ไพรเลิศ มือเบส และมือกลอง  นัฐ-นัฐ นิลวิเชียร

01

จากเพลงหน้า B ที่ไม่มีใครรู้จัก

เพลง อีกฝั่ง อยู่ในอัลบั้มล่าสุดของ Klear ชื่อ Silver Lining ที่ถึงแม้จะเป็นเพลงที่ไม่ได้รับการโปรโมตและไม่ค่อยติดหูคนฟังทั่วไปเท่าไหร่ (เพลงหน้า B อย่างที่คนรุ่นผมเรียกกัน) แต่ทั้งวงกลับรักมันมากเหลือเกิน 

เพลงนี้ณัฐอัดเดโม่กีตาร์ส่งให้แพท​เขียนเนื้อร้อง เป็นเหตุบังเอิญที่ในเดโม่นั้นมีเสียงนกเล็ดรอดเข้ามา เสียงนกสะกิดใจแพทถึงประเด็นการ Grow Apart (การเติบโตที่ห่างกันออกไป) ที่คาใจอยากพูดถึงมานาน แต่ยังไม่มีทำนองที่เหมาะสมสักที เธอจึงนึกถึงการใช้ ‘นก’ เป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตออกจากกัน เหมือนนกที่เกิดจากรังเดียวกันแต่ต้องบินไปยังที่ห่างกันออกไป  

แพท-รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย ร้องนำ, ณัฐ-ณัฐวัฒน์ แสงวิจิตร มือกีตาร์, คี-คียาภัทร โพธิ์วงศ์ไพรเลิศ มือเบส และมือกลอง  นัฐ-นัฐ นิลวิเชียร

เพลง อีกฝั่ง จึงไม่ได้เกี่ยวกับการจากลาทางกายเหมือนเพลงรักดังๆ ของพวกเขา แต่เป็นการจากลาทางอารมณ์  (Emotionally Distant) ซึ่งวง Klear มองว่าระยะทางเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจากลาเท่านั้น เพราะมันคือสิ่งที่จับต้องได้มากที่สุด แต่ในหลายๆ ความสัมพันธ์ เมื่อคนสองคนเจอสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน และเริ่มมีความเชื่อที่ไม่ตรงกัน ก็เป็นไปได้ที่จะรู้สึกห่างเหินกันไป แม้จะเจอหน้ากันอยู่บ่อยๆ ก็ตาม

ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ คงเหมือนแฟนคุณไปเรียนต่อเมืองนอก พอกลับมาแม้จะใกล้ชิดกันเหมือนเดิม สุดท้ายความสัมพันธ์ก็ไปไม่รอด เพราะอย่างที่แพทบอก “มันมีหลายเรื่องเกินไปที่เราไม่ได้เล่าให้กันฟัง”

ในฐานะวงดนตรีมหาชนที่มีเพลงติดหูผู้ฟังหลายต่อหลายเพลง การทำเพลงเรียบง่ายที่เต็มไปด้วยสัญญะจึงถือเป็นความสนุกอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะพวกเขาต่างได้ใช้จินตนาการอย่างเต็มที่ในการตีความหมายของเพลงตามความเข้าใจและประสบการณ์ของตัวเอง เพลงแต่ละเพลงก็มีความตั้งใจที่ต่างกันออกไป อาจจะมีเพลงที่ทำให้คนอินกันทั่วประเทศ เพลงมันๆ ที่ใช้เล่นในคอนเสิร์ต หน้าที่ของเพลง อีกฝั่ง คือการเป็นงานศิลปะ และมันก็ได้ทำหน้าที่นั้นอย่างสมบูรณ์แบบ

แพท-รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย ร้องนำ, ณัฐ-ณัฐวัฒน์ แสงวิจิตร มือกีตาร์, คี-คียาภัทร โพธิ์วงศ์ไพรเลิศ มือเบส และมือกลอง  นัฐ-นัฐ นิลวิเชียร

02

ทำไมต้องเป็นโซเชียลมีเดีย?

จากเพลงที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อนสู่เรื่องสั้น โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจาก คุณเสริมสิน สมะลาภา นักธุรกิจผู้อยากเห็นงานศิลปะสะท้อนสังคมออกมาเยอะๆ เขาถูกใจเพลง อีกฝั่ง ของวง Klear และอยากจะทำโปรเจกต์ที่เป็นมากกว่ามิวสิกวิดีโอความยาว 3 นาที โดยได้ครรชิต สพโชคชัย มาเป็นผู้กำกับและทำหน้าที่เป็นพ่อครัวที่จะนำวัตถุดิบจากวง Klear มาปรุงให้กลมกล่อม 

อีกฝั่ง หนังสั้นสะท้อนปัญหาการใช้ Social Media ที่สร้างจากเพลงหน้า B ของวง Klear

พวกเขาระดมสมองกันอยู่นาน เพราะในสังคมมีหลายประเด็นที่น่านำมาพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเยาวชน ยาเสพติด ไปจนถึงการค้ามนุษย์ พวกเขาทำถึงขนาดไปคุยกับนักโทษเยาวชนในสถานพินิจมาแล้ว แต่สุดท้าย สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนคุ้นเคยและจะสื่อสารมันได้อย่างถูกต้อง ทุกคนจึงลงความเห็นกันว่าควรประเด็นที่ใกล้ตัวและทุกคนมีประสบการณ์ร่วมกับมันอย่างโซเชียลมีเดีย

“แต่เรื่องโซเชียลมีเดียถูกยกมาพูดหลายครั้ง ทำยังไงให้เรื่องราวของ ‘อีกฝั่ง’ ไม่ซ้ำกับที่ผ่านมา” เราถาม

“เพราะพูดกันไปหลายครั้งแล้วนี่แหละ เราถึงอยากพูดอีก” ผู้กำกับตอบ พวกเขาไม่ได้มีเจตนาอยากจะเป็นผู้บุกเบิกในการพูดถึงประเด็นใดเป็นคนแรก แต่อยากจะเน้นย้ำประเด็นที่ยังอยู่กับเราในทุกวัน และทุกๆ คนก็ยังคงรู้สึกถึงความทุกข์ที่มันก่อมากกว่า อยากให้งานชิ้นนี้เป็นเหมือนกระจกสะท้อนที่คอยเตือนสังคมเราว่ายังมีปัญหานี้ที่รอวันได้รับการแก้ไขอยู่

อีกฝั่ง หนังสั้นสะท้อนปัญหาการใช้ Social Media ที่สร้างจากเพลงหน้า B ของวง Klear

03

“สองนกตัวน้อยที่ออกบินด้วยกัน” 

นอกจากการจากลาทางอารมณ์ระหว่างบุคคลแล้ว ครรชิตอยากนำความแปลกแยกในตัวเอง (Alienation) มาเล่าในอีกรูปแบบหนึ่งด้วย และนี่น่าจะเป็นจุดที่ทำให้หนังสะท้อนเรื่องราวของโซเชียลมีเดียเรื่องนี้แตกต่างออกไป ยกตัวอย่างเช่นการที่คนเราพยายามจะสร้างตัวเองขึ้นมาให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับ เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ อย่างสังคมสมัยก่อนที่มีการทำอาหารแบ่งปันกันในชุมชน หรือให้เพื่อนลอกการบ้านตอนเด็กๆ ไปจนถึงการพยายามทำกิจกรรมเพื่อเข้ากลุ่ม แต่สมัยนี้คนเราโพสต์สิ่งที่เราคิดว่าคนอื่นจะชอบ ทั้งๆ ที่อาจจะห่างไกลจากตัวตนที่แท้จริงเลยด้วยซ้ำ

อีกฝั่ง หนังสั้นสะท้อนปัญหาการใช้ Social Media ที่สร้างจากเพลงหน้า B ของวง Klear

“มันไม่ใช่แค่ในแง่ความสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังเป็นตัวตนของคนทุกคน ที่เมื่อถึงเวลาหนึ่งความคิดหรือความฝันที่เคยมีก็เติบโตและเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็น Grow apart จากตัวเองได้เหมือนกัน ไม่ใช่แค่จากคนในครอบครัวหรือคนรอบตัว ดังนั้น ผมคิดว่าเนื้อความของหนังเรื่องนี้ คือการที่คนเราได้หยุดเพื่อมองตัวเองและได้คิดว่ารู้จักตัวตนของเราดีแค่ไหน”

“สองนกตัวน้อยที่ออกบินด้วยกัน” ในบทเพลงจึงกลายมาเป็นเพื่อนผู้หญิงสองคนที่ใช้โซเชียลมีเดียกันคนละแบบ เพื่อสื่อถึงการเติบโตที่แตกต่างกัน จนทำให้ในท้ายที่สุดก็กลายเป็นนก 2 ตัวที่อยู่กันคนละฝั่ง จากนั้นจึงเติมประเด็นเรื่องครอบครัว โดยตัวละคร ‘พ่อ’ เพื่อให้เห็นภาพความห่างไกลของคนใกล้ตัวได้ชัดเจนขึ้น ก่อนจะจบเรื่องด้วยประเด็นการรู้จักตัวตนของตัวเอง

อีกฝั่ง หนังสั้นสะท้อนปัญหาการใช้ Social Media ที่สร้างจากเพลงหน้า B ของวง Klear

จริงๆ แล้วในบทแรกที่ทำขึ้นนั้น พวกเขาตั้งใจจะใส่สัญลักษณ์บนร่างกายของตัวละครหลัก เพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน มีกลิ่นอายความเหนือจริง (Surreal) แต่ก็กลัวว่าจะเข้าใจยากเกินไป 

มากไปกว่านั้น ถ้าสังเกตดูดีๆ แล้ว เด็กผู้หญิงที่เป็นตัวละครหลักทั้งสองคนมีโครงหน้าคล้ายกัน และทางทีมงานก็ไม่ได้ปกปิดความคล้ายนี้ เพราะตั้งใจจะสร้างความสับสนให้คนดู สื่อให้เห็นถึงข้อความเรื่องตัวตนที่ถูกลืมซึ่งซ่อนอยู่ และทำให้เราอดคิดถึง Tyler Durden ตัวละครจากหนังคัลท์อย่าง Fight Club ไม่ได้จริงๆ

อีกฝั่ง หนังสั้นสะท้อนปัญหาการใช้ Social Media ที่สร้างจากเพลงหน้า B ของวง Klear

04

ยิ่งอยู่บนเวที แสงไฟก็ยิ่งจ้า

แต่คนทำอาชีพในสปอตไลต์อย่างพวกเขาไม่ใช่หรือที่จะได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้มากที่สุด? เราแอบสงสัยกับตัวเอง ซึ่งก็จริงตามนั้น 

สำหรับครรชิต เขายอมรับว่าเขาต้องใช้โซเชียมีเดียเนื่องจากเรื่องงาน ซึ่งเมื่อต้องทำงานในโทรศัพท์ก็ถูกเบี่ยงความสนใจไปได้ง่ายมาก และมันก็กลายมาเป็นพฤติกรรม ทำให้เขากล้าพูดเรื่องนี้ เพราะเขารู้ตัวว่าไม่ได้ปฏิเสธมันและต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันมากพอสมควร จึงต้องการให้หนังสั้นเรื่องนี้กระตุ้นให้ทุกคนกลับมาคิดว่าเราจะสร้างโลกส่วนตัวในสังคมออนไลน์โดยไม่กระทบคนที่อยู่ข้างๆ และไม่ทำให้พวกเขารู้สึกโดนทิ้งได้ยังไง

อีกฝั่ง หนังสั้นสะท้อนปัญหาการใช้ Social Media ที่สร้างจากเพลงหน้า B ของวง Klear

ส่วนวง Klear ไม่ต้องเดาเลย พวกเขาใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้สื่อสารกับแฟนเพลงเป็นช่องทางหลัก มีแฟนเพลงส่งข้อความมาบอกเล่าปัญหาชีวิตส่วนตัวเป็นพันเป็นหมื่นข้อความ แต่พวกเขาก็มีวันเวลาที่โดนโซเชียลมีเดียทำร้ายอย่างหนักจนถึงขั้นเครียด และต้องให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าทำไมรูปบางรูปได้ยอดไลก์น้อย ขณะที่บางรูปยอดไลก์เยอะ แล้วก็ไปจนถึงจุดที่พวกเขารู้แล้วว่าต้องลงรูปอย่างไรให้ได้ยอดไลก์ รูปแบบไหนที่ลงแล้วคนจะนิยม 

เรื่องพวกนี้เราทุกคนก็คงเคยผ่านกันมา เมื่อฟังคำตอบแล้วก็ทำให้เราคิดได้ว่า คนที่ได้ประโยชน์จากมันมากเท่าไหร่ ราคาที่ต้องจ่ายก็แพงขึ้นเท่านั้น

อีกฝั่ง หนังสั้นสะท้อนปัญหาการใช้ Social Media ที่สร้างจากเพลงหน้า B ของวง Klear

“เราเผลอไถโทรศัพท์จนเสียงานเสียการ”

“เราถูกคอมเมนต์ในเรื่องต่างๆ จนทำให้เสีย Self-esteem และหงุดหงิดไปเป็นวันๆ” 

“เราเห็นกีตาร์สวยๆ เด้งขึ้นมาแล้วก็เกิดอยากได้ ทั้งๆ ที่รอบตัวก็เต็มไปด้วยกีตาร์ดีๆ มากมาย”

“หรือผมเห็นเพื่อนบางคนหรือน้องบางคนโพสต์งาน แล้วเราก็รู้สึกว่า โห ดีจังว่ะ โคตรเก่งเลย แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องถามว่า งานสไตล์นั้นมันเป็นตัวเราหรือเปล่า”

เมื่อถึงจุดหนึ่ง พวกเขาต่างก็หยุดและมานั่งทบทวนตัวเอง 

“ภาพที่อยู่บนหน้าฟีดบอกพวกเราเสมอว่าเรายังมีไม่พอ มันกำลังพูดเสมอว่า คุณต้องมีสิ่งนี้ถึงจะดี คุณต้องมีสิ่งนั้นถึงจะดี ซึ่งคนขายเขาก็ไม่ผิด แต่ปัญหามันอยู่ที่เรามากกว่า ว่าเราต้องมีสติ จากแต่ก่อนเจอแค่ป้ายโฆษณากับโฆษณาในละคร ทุกวันนี้ถ้าพูดขึ้นมาลอยๆ ว่าอยากได้อะไร สิ่งนั้นก็อาจจะเด้งเข้ามาในหน้าฟีดเราแล้ว เป็นแบบฝึกหัดใจเราเหมือนกัน” 

แพท-รัณนภันต์ ยั่งยืนพูนชัย ร้องนำ, ณัฐ-ณัฐวัฒน์ แสงวิจิตร มือกีตาร์, คี-คียาภัทร โพธิ์วงศ์ไพรเลิศ มือเบส และมือกลอง  นัฐ-นัฐ นิลวิเชียร

05

เมื่อมองไปยัง ‘อีกฝั่ง’

ถึงแม้จะมีแรงบันดาลใจที่มีน้ำหนักจากชีวิตส่วนตัวมาก ทั้งวงและผู้กำกับต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ได้ชี้นิ้วไปที่โซเชียลมีเดียเพื่อกล่าวโทษเท่านั้น แต่วิธีการใช้ของคนมากกว่าที่สำคัญ เพราะรู้ว่าเหตุผลของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้พวกเขาไม่มีบทสรุปสอนใจให้ทุกคนต้องเดินตาม แต่อยากเตือนใจเอาไว้ว่า สิ่งที่เราโพสต์ลงไปบนนั้น อย่างน้อยก็ต้องไม่ทำร้ายตัวเราเอง

อีกฝั่ง หนังสั้นสะท้อนปัญหาการใช้ Social Media ที่สร้างจากเพลงหน้า B ของวง Klear

“เราอยากให้ผู้คนย้อนไปถามตัวเองว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นใช่สิ่งที่ต้องการจริงๆ หรือเปล่า เป็นเหมือนเป็นคู่มือการใช้โซเชียลมีเดีย ณ ห้วงเวลาหนึ่งสำหรับทุกคน และสร้างความตระหนักในขณะนั้นๆ ว่าใช้แบบนี้ดีหรือเปล่า ว่ามันทำให้มีความสุขหรือเปล่า หรือกำลังเบียดเบียนคนอื่นหรือไม่”

หนังสั้นเรื่องนี้สะท้อนตัวของพวกเขาเองมากพอๆ กับการได้สะท้อนสังคม เพราะหลังจากที่ได้ทำ พวกเขาก็รู้สึกดีกับโซเชียลมีเดียมากขึ้น รู้สึกว่ามองมันด้วยความเข้าใจมากขึ้น เห็นภาพว่าในเมื่อเทคโนโลยีกำลังก้าวหน้าไป มนุษย์ก็พยายามเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา พยายามจะเข้าใจและอยู่ร่วมกับมันให้ได้อย่างสมดุลที่สุด ใช้มันให้มีประโยชน์กับตัวเอง ในขณะเดียวกันก็มีความสุขแบบตอนที่ยังไม่มีมันได้ 

อีกฝั่ง หนังสั้นสะท้อนปัญหาการใช้ Social Media ที่สร้างจากเพลงหน้า B ของวง Klear
อีกฝั่ง หนังสั้นสะท้อนปัญหาการใช้ Social Media ที่สร้างจากเพลงหน้า B ของวง Klear

สิ่งที่พวกเขาคาดหวังจากหนังสั้นเรื่องนี้ไม่มีอะไรมาก ถ้าใครดูแล้วเห็นว่าดี ก็อยากให้ส่งต่อให้คนที่ตัวเองรักดูเพื่อให้พวกเขารู้ว่ายังมีใครบางคนอยู่ข้างเขาเสมอ 

“หลายคนคิดว่าคนที่อยู่ข้างๆ เรารอได้ แต่เรากลัวตามคนอื่นในโซเชียลมีเดียไม่ทัน เราต้องดูมันเดี๋ยวนี้ คิดว่าเดี๋ยวมองหน้าเมื่อไหร่ก็ได้ สบตาเมื่อไหร่ก็ได้ คุยเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันก็ไปไกล” 

ก่อนจากกัน เราขออนุญาติทำตัวไม่เป็นมืออาชีพด้วยการขอถ่ายรูปกับวง Klear เพื่อที่จะนำไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดียอวดเพื่อนๆ โดยหันไปบอกทางวงอย่างจริงใจว่า อันนี้จะลงเพื่อเรียกยอดไลก์นะ แพทหันมายิ้มให้เราแล้วบอกว่า “นี่แหละ ยอมรับออกมาตรงๆ เลย” ก่อนที่จะแยกย้ายจากกันไป 

เราโบกมือลากันไปโดยที่ผมก็ยังไม่ได้โพสต์รูปสักที (จนถึง ณ ขณะที่พิมพ์อยู่นี้) เพราะอย่างที่พวกเขาบอก ความสุขที่ได้มีบทสนทนาดีๆ กับวงร็อกชั้นนำและผู้กำกับเก่งๆ  ณ ช่วงเวลานั้น อาจจะมีความหมายมากกว่า

Writer

นรินทร์ จีนเชื่อม

จบรัฐศาสตร์ ชอบอ่านวรรณกรรมคลาสสิค หลงใหลการโต้เถียงแบบมีอารยะ กินกาแฟดำเหมือนนักเขียนรุ่นใหญ่ แต่ใจจริงชอบแฟรบปูชิโน่คาราเมลเพิ่มไซรัป

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

Creative Campaign

เรื่องราวเบื้องหลังโฆษณา

“ผมมีความฝัน”

ประโยคสั้นๆ ที่ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr.) นักการเมืองและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชื่อก้องชาวอเมริกันกล่าวเอาไว้ ในการปราศรัยเพื่อเรียกร้องสิทธิการประกอบอาชีพและอิสรภาพของพลเมือง ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว 

ประโยคที่ทรงพลังนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ เป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนสิทธิและความเท่าเทียมไปทั่วโลก

เพราะความฝันเป็นเรื่องที่เรามีกันได้ทุกคน ไม่จำกัดสีผิว ชนชั้น ที่มา และฐานะทางสังคม

แคมเปญ I HAVE A DREAM เป็นความร่วมมือกันระหว่าง Greyhound Original แบรนด์สตรีทแฟชั่นสัญชาติไทยที่ใครๆ ก็คุ้นหู กับ The Hub Saidek ศูนย์ลดความเสี่ยงสำหรับเด็กไร้บ้าน ที่อยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิสายเด็ก 1387 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

The Hub Saidek มีหน้าที่หลักคือการดูแลเด็กที่ประสบความยากลำบากจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ไม่ได้รับการยอมรับเพราะความหลากหลายทางเพศ ไปถึงการค้ามนุษย์ จนทำให้พวกเขาต้องออกจากบ้านมาใช้ชีวิตอยู่บนถนน 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

วันนี้เรามีโอกาสได้พูดคุยกับ เต๋า-วุฒิชัย วงศ์ใหญ่ เจ้าหน้าที่สื่อสารและระดมทุนของมูลนิธิสายเด็ก 1387 ที่เป็นผู้ออกปากชวน บี-บดินทร์ อภิมาน Creative Director จาก Greyhound ให้มาทำหน้าที่ ‘ไฟฉายขยายส่วน’ เพื่อให้เรื่องราวของเด็กไร้บ้านถูกมองเห็นในวงที่กว้างมากขึ้น รวมถึงเจ้าหน้าที่อีก 2 ท่าน กานต์-กานต์ มงคล และ แจม-ธัญญ์นภัส วิริยาวัชรนนท์ จาก The Hub Saidek ที่รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลเด็กๆ ตลอดโครงการ

เหมือนฝัน

การได้มาร่วมงานกันระหว่างสององค์กรไม่ใช่เรื่องบังเอิญ 

เต๋าเปิดประเด็นให้เราฟังว่า เขาเพิ่งเริ่มทำงานด้านการสื่อสารกับมูลนิธิสายเด็ก 1387 เมื่อต้น พ.ศ. 2563 ส่วนตัวมีความสนใจด้านแฟชั่นอยู่แล้วเป็นทุน เมื่อได้เห็นแฟชั่นโชว์คอลเลกชัน Autumn Winter 2019 “Street Of Bangkok” ของ Greyhound Original ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากถนนของกรุงเทพฯ เขาจึงไม่รีรอที่จะติดต่อเข้าไปหา Greyhound ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจทันทีเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อชักชวนให้มาทำอะไรสักอย่างร่วมกัน

“ผมมองว่าบริบทของเด็กที่ The Hub Saidek น่าจะตรงกับเสื้อผ้าของ Greyhound เพราะเด็กที่นี่ก็เป็นเด็กสตรีท” เต๋าเล่าจุดเริ่มต้น

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

ทางฝั่ง Greyhound เอง ในโอกาสที่อายุครบ 40 ปี ทางแบรนด์ก็มีวาระในใจว่าอยากจะทำให้แฟชั่นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตจริงของผู้คนให้มากขึ้น ผ่านคอนเซปต์ #FromFashionToLife ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการสอดแทรกประสบการณ์พิเศษเข้าไปในการรับประทานอาหารของ Greyhound Cafe หรือการร่วมมือกับ IKEA ซึ่งเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์เฟอร์นิเจอร์

ในฝั่งของการทำเพื่อสังคม ช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็มีแคมเปญที่เกิดขึ้นภายใต้คอนเซปต์นี้แล้ว เช่น Smileyhound แบรนด์ลูกของ Greyhound จัดงานวิ่งแบบ Virtual Run ระดมทุนไปช่วยเหลือเด็กโรคหัวใจ 

นั่นทำให้การติดต่อเข้ามาของ The Hub Saidek นั้นช่างเข้ากันดีกับความตั้งใจของ Greyhound

“ตอนที่เต๋าติดต่อเข้ามาทางเฟซบุ๊กเพจ ผมไปนั่งอ่านเองเลย คิดในใจว่า เฮ้ย มาแล้วว่ะ ตอนแรกผมคิดโปรเจกต์ไว้ในหัวก่อนด้วยว่าอยากทำอะไรประมาณนี้ แล้วเขาก็เข้ามา” บีเล่า

ที่ไม่น่าเชื่อก็คือ บีเองก็เพิ่งจะเข้ามาอยู่ในตำแหน่ง Creative Director ของทาง Greyhound เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้เหมือนกัน ความประจวบเหมาะของจังหวะเวลานี้จึงไม่น่าเป็นแค่ความบังเอิญ แต่น่าจะเรียกว่าเหมือนฝันเลยก็ได้

เมื่อคนที่มีฝันเดียวกันได้มาพบกัน ความมันก็บังเกิด

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

ฝันให้ไกล

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Greyhound ทำแคมเปญเพื่อสังคม ก่อนหน้านี้เราได้เห็นทางแบรนด์ร่วมแจมกับโปรเจกต์ Limited Education ที่รณรงค์เรื่องการศึกษามาแล้ว แต่นี่เป็นโปรเจกต์แรกที่บีเข้ามาทำงานเป็นครีเอทีฟเองเต็มตัว งานแรกของบีในฐานะครีเอทีฟจึงเป็นการทำความเข้าใจว่า ทางมูลนิธิกำลังทำงานอะไรอยู่ มีความท้าทายอะไร

เนื้อหาหลักในการประชุมครั้งแรกของแคมเปญ จึงเป็นการรับฟังประสบการณ์จากเต๋า กานต์ และแจม ในการทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน ซึ่งมีตั้งแต่การดูแลเรื่องพื้นฐาน สอนให้เด็กรู้จักรักษาความสะอาดของร่างกาย การเยียวยาทางจิตใจ สำหรับเคสที่เด็กเคยผ่านประสบการณ์ที่ไม่ดีมา ไปจนถึงการสนับสนุนทักษะอาชีพ

ความท้าทายหนึ่งในการทำงานของ The Hub Saidek ย่อมหนีไม่พ้นประเด็นละเอียดอ่อนในการสื่อสารกับบุคคลภายนอก เพราะเรื่องราวเบื้องหลังและประสบการณ์ของเด็กเร่ร่อนนั้นมักถูกมองว่า ‘น่าสงสาร’

หลังจากได้รับฟังเรื่องราวอันซับซ้อนของเด็กๆ จากทีมงานแล้ว บีก็ตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเองและ Greyhound ในฐานะแบรนด์แฟชั่นที่จะยื่นมือเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ แต่เขาก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ Greyhound ทำได้ดีที่สุด จากความสามารถ ผู้คน และสื่อที่มีอยู่ในมือ นั่นคือ การสื่อสารเรื่องราวเหล่านี้ให้สังคมได้รับรู้

โดยมีโจทย์ที่สำคัญ อย่างการทำให้คนอยากสนับสนุนมูลนิธิและเด็กไร้บ้านเหล่านี้ ด้วยความรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพราะความรู้สึกสงสารอย่างที่คนส่วนใหญ่ติดภาพกัน

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“เด็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ต่างจากคนอื่นในสังคม เป้าหมายของทุกคนคือการอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ” บีเล่า พร้อมบอกเราว่าเขาต้องการเน้นย้ำเรื่องความเท่าเทียมกันมากแค่ไหน

“เราต้องการทำให้เด็กกล้าแสดงออก มีความฝันในตัวเอง และโชว์ออกมาได้อย่างเต็มที่” เต๋าเสริม

ฟังแล้วก็รู้สึกได้ว่า การตั้งโจทย์แบบนี้เป็นการฝันไกลไม่ใช่เล่น จะทำอย่างไรให้คนอยากช่วยโดยไม่รู้สึกสงสาร และนี่คือความท้าทายที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญทั้งแต่จุดสตาร์ท

แฟชั่น ก็ไม่ต่างจากฝันของคนที่อยากมีตัวตน

เราถามต่อไปถึงที่มาของเป็นการเล่าเรื่องนี้ผ่านแฟชั่นเซ็ต ซึ่งก็ได้รับคำตอบที่เรียบง่ายแต่กินใจกลับมาว่า แฟชั่นเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างคน ตัวตน และความฝัน

บีเปรียบเทียบให้ฟังง่ายๆ ว่า การที่เราทุกคนแต่งตัว สนใจเรื่องเสื้อผ้าหรือแฟชั่น ก็เป็นเพราะเราต้องการแสดงออกถึงตัวตนให้โลกรับรู้ เราล้วนมีตัวตนที่อยากเป็น เราล้วนฝันอยากเป็นสิ่งที่ดีขึ้นในสายตาของเราเอง และความฝันนี้ย่อมมีอยู่ในทุกคน รวมถึงเด็กไร้บ้านด้วย 

นอกจากนี้การให้เด็กได้ลองมาอยู่หน้ากล้อง อาจจะเป็นการทำให้พวกเขาเห็นตัวตนของตัวเองชัดเจนมากขึ้น และน่าจะช่วยสร้างความมั่นใจ ความภูมิใจในตัวเองให้เกิดขึ้นได้

“การใช้เสื้อผ้าคอลเลกชันสี่สิบปี Greyhound มาให้น้องๆ ใส่ถ่ายแฟชั่นเซ็ต แทนที่จะทำเสื้อยืดสกรีนลายแคมเปญเฉยๆ มันตอบโจทย์ Meaningful Life ของ Greyhound เอง ให้น้องแต่งเต็มกันไปเลย ครบทุกไอเท็ม น่าจะดูสนุกขึ้น รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากการซื้อคอลเลกชันนี้ ก็เอาไปบริจาคให้กับ The Hub Saidek นี่แหละ” บีเชื่อมโยงกลับไปถึงเป้าหมายของแบรนด์

บีเล่าต่อไปว่า ตอนแรกสุดที่ตัดสินใจว่าจะถ่ายแฟชั่นเซ็ต เขารู้สึกหนักใจกับกระบวนการคัดตัว เพราะที่ The Hub Saidek มีเด็กที่เข้ามาพักอาศัยอยู่มากถึง 30 – 50 คน แต่โชคดีที่เต๋า กานต์ และแจม รับหน้าที่นั้นไป

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

กานต์เล่าย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาที่ทำกิจกรรมว่า เขาเริ่มจากการจัดเวิร์กช็อปให้เด็กๆ ย้อนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา และคิดไปถึงอนาคตว่าอยากเป็นและอยากทำอะไร แล้วให้เด็กๆ ลองวาดภาพออกมาเพื่อเล่าเรื่องนั้น ก่อนจะนำไปบอกเล่าเรื่องความฝันต่อให้ทีม Greyhound ฟัง

เด็กๆ หลายคนตื่นเต้นเมื่อได้ยินว่าจะได้ถ่ายแบบ แต่ก็ยังมีเด็กบางส่วนที่เขินอายและรู้สึกไม่มั่นใจ แจมเล่าให้เราฟังว่า น้องๆ ส่วนใหญ่มีความสามารถ แต่ขาดทักษะการเข้าสังคมหรือเคยโดยกลั่นแกล้งมาก่อน ดังนั้นกระบวนการคัดเลือกจึงต้องเน้นความสมัครใจเป็นหลัก ไม่มีการบังคับกันเกิดขึ้น 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“พอได้เจอหน้าเด็กทั้งเก้าคนที่จะมาเป็นโมเดล เรารู้สึกตื่นเต้นเลย ถ้าทำอะไรแล้วเรารู้สึกตื่นเต้น อยากเห็น เรารู้สึกว่ามันจะดี ทุกคนมีคาแรกเตอร์ แววตาร้ายๆ แบบเด็กที่ใช้ชีวิตเต็มที่ หน้าตาแบบไม่กลัวคน มีพลังกว่าพวกเราเยอะ” บีเล่าถึงความประทับใจแรกต่อโมเดลของโปรเจกต์นี้

นี่คือตัวตนของเด็กทั้ง 9 คนที่ได้กระโจนเข้ามาสู่โลกแฟชั่นผ่านทาง Greyhound

เข้าใกล้ความฝัน

เมื่อได้ตัวโมเดลทั้ง 9 เรียบร้อยแล้ว สถานีต่อไปก็คือการฟิตติ้งและถ่ายจริง

กระบวนการเลือกทีมงานที่จะเข้ามาทำงานกับเด็กๆ ก็มีความละเอียดอ่อนไม่แพ้ขั้นตอนการคิดไอเดีย ซึ่งโปรเจกต์นี้ได้ โดม ทรงประโคน บรรณาธิการนิตยสาร Looker มาทำสไตล์ลิ่ง และ กรกฤช เจียรพินิจนันท์ ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพแนวสตรีทเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว มาเป็นช่างภาพ บีเสริมว่า ทั้งสองท่านมีความเข้าใจประเด็นของความเท่าเทียมเป็นทุนเดิม จึงถ่ายทอดเด็กๆ ออกมาในแบบที่พวกเขาเป็นได้ดี 

เต๋าและกานต์เล่าถึงความตื่นเต้นของเด็กๆ เมื่อถึงวันถ่ายจริงว่า “ปกติเด็กจะตื่นสาย แต่วันนั้นผมมาถึงก่อนแปดโมง เด็กแทบทุกคนอาบน้ำแต่งตัว พร้อมที่จะไปแล้ว” 

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น
Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

วันฟิตติ้งที่ทางทีมงานขอให้เด็กเข้าไปให้สตูดิโอทีละคน เพราะกลัวว่าจะเขินอายกัน ทำให้เด็กคนอื่นๆ ต้องนั่งรออยู่ด้านนอก แต่ความตื่นเต้นนั้นก็ไม่ได้หายไป เมื่อเด็กคนก่อนหน้าเดินออกมา คนอื่นก็จะรุมถามว่าด้านในเป็นอย่างไรบ้าง 

บีเล่าว่า การถ่ายทำเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีภาพความอาย ความซนบ้างตามประสาเด็ก แต่ก็ไม่อึดอัดเลย เป็นบรรยากาศที่ดีมาก ทั้งสีหน้า แววตาของเด็กๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายแบบนั้นมีพลังจนไม่น่าเชื่อ แม้กระทั่งทีมงานและช่างภาพก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า นี่มันดีกว่าการทำงานกับโมเดลมืออาชีพเสียอีก

ระหว่างที่พูดคุยกัน บีซึ่งนั่งฟังอยู่ก็ช่วยเราถามทีมงานฝั่ง The Hub Saidek ว่า หลังจากผ่านวันถ่ายทำไปแล้ว น้องๆ มีท่าทีอย่างไรกันบ้าง เพราะเกรงว่าเด็กจะรู้สึกว่าถ่ายแบบแล้วยังไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลง

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

“เราบอกเด็กเสมอครับว่า การทำกิจกรรมแบบนี้มันจะนำองค์กรไปสู่สังคมภายนอก เขารับทราบและเข้าใจ” กานต์ตอบ

“หลังจากถ่ายแบบ มีน้องมาบอกว่า เขาอยากออกจากพื้นที่บริเวณ The Hub Saidek ที่เขาอยู่มาหลายปี ไปทำงานและใช้ชีวิตที่อื่น ซึ่งเรารู้สึกว่า เราประสบความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งที่เด็กอยากจะออกไปเอง เราไม่ได้บังคับให้เด็กออกไปทำงานด้วยซ้ำ มันอาจจะเป็นผลพลอยได้จากการที่เราพาเด็กไปถ่ายแบบ และย้ำกับเขาว่าเขามีความฝันอยู่นะ” เต๋าแชร์เรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากการถ่ายแบบสิ้นสุดลง เพื่อเป็นการเสริมคำตอบของกานต์

ดูเหมือนว่าอย่างน้อยที่สุด โปรเจกต์นี้ก็ได้ผลักใครคนหนึ่งให้เข้าใกล้ความฝันของตัวเองไปอีกก้าว

ฝันที่ (อยากให้) เป็นจริง

หลังจากที่เราได้พูดคุยกันไปทุกแง่มุมของแคมเปญ I HAVE A DREAM ไปแล้ว เราก็อดไม่ได้ที่จะวกมาถามถึงความฝันของผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ว่าอยากให้ผู้ชมได้เห็นอะไรจากภาพถ่ายแฟชั่นเซ็ตชุดนี้ 

ฝั่ง The Hub Saidek ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจแรกเริ่มว่า แค่อยากใช้พื้นที่สื่อเล็กๆ สะกิดให้สังคมหันมามองเห็นตัวตนของเด็กไร้บ้าน มองว่าเขามีความเป็นมนุษย์เท่ากันกับเราทุกคน และให้การสนับสนุนพวกเขาเท่าที่จะทำได้

บีให้ความเห็นเสริมขึ้นมาว่า ทาง Greyhound เองแค่หวังจะเป็นพื้นที่สื่อให้กับมูลนิธิสายเด็ก 1387 และ The Hub Saidek “เราต้องให้พื้นที่กับคนที่เป็น ‘คน’ จริงๆ ด้วย นี่คือชีวิตจริง แคมเปญก็หวังง่ายๆ ว่า คนจะกลับมาที่ The Hub โทรมาเลย 1387 ไม่ต้องซื้อเสื้อก็ได้ คุณมาดูแล มาสนับสนุนเขาได้ เขาทำสิ่งนี้อยู่แล้วและดีด้วย”

“อีกเรื่องที่ผมฝันก็คือ อยากเปลี่ยนภาพการมองคน ให้เรามองคนด้วยความเป็นคนที่เท่ากัน ถ้าแคมเปญนี้ทำให้คนฉุกคิดได้ขนาดนั้นก็น่าจะดี”

และนี่ก็คือฝันที่ทั้ง Greyhound และ The Hub Saidek รวมถึงเราด้วย อยากเห็นและให้เป็นจริง ซึ่งคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของการบอกเล่าความฝันของน้องๆ ได้ โดยการเข้าไปซื้อสินค้าคอลเลกชัน Greyhound 40 ปี โดยรายได้หลักจากหักค่าใช้จ่ายบริจาคให้มูลนิธิสายเด็ก 1387 หรือติดต่อเพื่อสมทบทุนกับทางมูลนิธิได้ที่สายด่วน 1387 และ childlinethailand.org

Greyhound X The Hub Saidek ที่ใช้แฟชั่นไฟฉายขยายส่วนให้เห็นความฝันของเด็กไร้บ้านชัดขึ้น

Writer

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load