ชายหาดสีขาวทอดตัวยาวเต็มไปด้วยสัตว์ทะเลตัวจิ๋ว ทิวสนเรียงราย แคมป์ช้างตัวเล็กใหญ่ ร้านอาหารและบาร์เครื่องดื่มในบรรยากาศอะโลฮ่า และมีโรงเรียนสอนเซิร์ฟบอร์ดสำหรับผู้ใหญ่ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหาดปะการัง หรือ Memories Beach จังหวัดพังงา จึงกลายเป็นหาดประจำของนักเซิร์ฟบอร์ดมือใหม่และมือเก๋าที่แวะเวียนไปมาบ่อย ๆ

ที่นี่กลายเป็นหมุดหมายปลายทางที่ใครหลายคนตั้งใจมาปักไว้ บ้างปักหมุดชั่วคราว บ้างก็ปักหลักอยู่ยาว แพร-เพียงแพร โชติฐ์สถาพรป์ ก็เป็นอีกคนที่หลงรักที่นี่อย่างถอนตัวไม่ขึ้น เธอเก็บกระเป๋าโยกย้ายมาอยู่เขาหลักเมื่อ 3 ปีก่อน พร้อมก่อตั้ง Seapiens Camp Khaolak แคมป์ธรรมชาติสำหรับเด็ก ๆ ที่สอนเล่นเซิร์ฟ ผจญภัยและทำความรู้จักกับท้องทะเลอย่างเป็นมิตรที่หาดปะการัง

Seapiens Camp แคมป์เด็กที่มีห้องเรียนและสนามเด็กเล่นเป็นท้องทะเลและหาดทรายพังงา

“ชื่อของที่นี่มาจากคำว่า Sapiens เป็นหนังสือที่เล่าเกี่ยวกับวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ความสัมพันธ์ของมนุษย์และธรรมชาติ แล้วเราก็อยากให้ที่นี่เป็นสถานที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของทะเลและมนุษย์ไว้ด้วยกัน ก็เลยเอาคำว่า Sea ไปใส่ไว้แทน กลายเป็น Seapiens” แพรเฉลยที่มาแสนน่ารักของชื่อแคมป์ให้เราฟัง 

“ที่นี่เริ่มต้นเมื่อ 4 ปีก่อน ตอนนั้นเขาหลักยังมีนักท่องเที่ยวไม่เยอะ เรากับ Co-founder มาที่นี่ครั้งแรก เจอเด็กคนหนึ่งกำลังเซิร์ฟอยู่ น้องเล่นเก่งมาก เล่นทั้งวันเลย สุดท้ายเราตัดสินใจเข้าไปทักทายน้อง พอได้คุยกันรู้สึกเลยว่าน้องแตกต่างจากเด็กคนอื่นที่เราเคยเจอ ดูมั่นใจ แววตาเขามีความสุขมาก ๆ ตอนนั้นน้องน่าจะอายุแค่ 7 – 8 ขวบ แต่น้องบอกกับเราว่า น้องอยากเป็นนักกีฬาทีมชาติ มีเป้าหมายของตัวเองตั้งแต่ 7 ขวบ เราสองคนก็เลยคิดว่าอยากให้เด็กคนอื่นมีโอกาสลองมาเล่น เราอยากเห็นสิ่งที่อยู่ในเด็กคนนี้ ไปอยู่กับเด็ก ๆ คนอื่นด้วย” เธอย้อนความถึงจุดเริ่มต้น 

“โปรแกรมแรกของ Seapiens Camp Khaolak เลยเริ่มต้นมาจากสอนเซิร์ฟบอร์ดให้เจ้าตัวน้อยก่อน เพราะเราสองคนถนัดกันอยู่แล้ว จากนั้นเราคิดต่อว่า เขาหลักเป็นทะเลที่มีทรัพยากรสมบูรณ์มาก มีความพร้อมในเรื่องการท่องเที่ยว ก็เลยเกิดเป็นโปรแกรมอื่นตามมาด้วย ในคอนเซ็ปต์ Edutainment เรารู้สึกว่าการที่เขาเดินทางมาหาเราถึงพังงา จะทำยังไงให้มันไม่ใช่แค่สนุก แต่ต้องสนุกและได้เรียนรู้ ได้ Entertainment ได้ Education ไปพร้อม ๆ กัน ทุก ๆ โปรแกรมเลยเป็นความรู้ 40 เปอร์เซ็นต์ สอดแทรกอยู่บนพื้นฐานการเล่นอีก 60 เปอร์เซ็นต์ ให้ความสนุกเป็นตัวนำเด็ก ๆ ไป” เธอเล่าแนวคิด

ทำไมความสนุกถึงควบคู่ไปกับการเรียนรู้ได้ เด็กที่โตในยุคเรียนเป็นเรียน ห้ามเล่น! อดเอ่ยปากถามไม่ได้

“สำหรับเรา เด็กก็คือเด็ก สิ่งแรกที่เด็กคิด เด็กอยากทำ ก็คือการเล่น เพราะฉะนั้น..เล่นเลย! จากนั้นค่อยเอาความรู้เข้าไปใส่ในการเล่นของเขา เขาจะได้รับความรู้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังฝืน ในทุกกิจกรรมเราจะมีสื่อการสอน ทั้งสื่อภาพ สื่อวิดีโอ ไปจนถึงเกมที่ให้เขาได้ลงมือด้วยตัวเองจริง ๆ” แพรเล่าวิธีการคิดกิจกรรมชนะใจเด็ก ๆ 

Seapiens Camp แคมป์เด็กที่มีห้องเรียนและสนามเด็กเล่นเป็นท้องทะเลและหาดทรายพังงา
Seapiens Camp แคมป์เด็กที่มีห้องเรียนและสนามเด็กเล่นเป็นท้องทะเลและหาดทรายพังงา

PRIVATE SURFING

โปรแกรมแรกที่ครองใจเด็ก ๆ มานักต่อนัก ทั้งเจ้าตัวน้อยจอมซนที่ชอบทะเล วิ่งไปลุยทรายตั้งแต่แรกเห็น จนถึงเจ้าตัวน้อยที่ยังกลัวเลอะ ไม่กล้าก้าวเท้าเหยียบทราย ให้เปลี่ยนใจไปหลงรักเขาหลัก คลื่นทะเล และหาดทราย

“เราให้เด็ก ๆ ได้ทำความรู้จักกับเซิร์ฟคัลเจอร์ก่อน เล่าประวัติความเป็นมา เปิดการ์ตูนสนุก ๆ เล่าให้เขาฟัง มีเกมที่เราคิดขึ้นเอง สอนให้เขาได้เรียนรู้ถึงการเกิดคลื่น ให้เขาเข้าใจว่าคลื่นมันเกิดจากอะไร ก่อนที่จะไปเล่นเซิร์ฟ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงกัน โดยที่เราไม่ต้องบังคับหรือยัดเยียดเนื้อหาให้เขา

“ซึ่งความปลอดภัยเป็นอย่างแรกที่เราคิด เพราะถ้าเด็กเล่นแล้วเจ็บขึ้นมา จะเป็นเรื่องที่ติดอยู่ในใจเด็ก เขาจะไม่เล่นแล้ว ไม่เอาแล้ว ความปลอดภัยที่แคมป์เลยมาเป็นอันดับหนึ่ง อย่างโปรแกรมเซิร์ฟ เด็กจะต้องใส่ทั้งหมวกกันน็อก ทั้งชูชีพ แล้วก็มีคุณครูที่ดูแลน้องเฉพาะคนเลย จริง ๆ คุณครูที่แคมป์ทุกคนเป็น Surfer ทั้งหมด เราเล่นเซิร์ฟอยู่แล้ว เราอยู่กับทะเลทุกวัน เราบอกกันตลอดว่าจะต้องดูแลน้องทุกคนเหมือนเป็นน้องสาวกับน้องชายของเราเอง เวลาที่น้องเล่นเซิร์ฟ เราผลักส่งเขาไป เราจะต้องไปรับเขาเหมือนไปรับน้องเรา ต้องไปถึงตัวเขาให้เร็วที่สุด” เธอย้ำอย่างหนักแน่น

Seapiens Camp แคมป์เด็กที่มีห้องเรียนและสนามเด็กเล่นเป็นท้องทะเลและหาดทรายพังงา

เรียนรู้กันกันจนเหนื่อย และแล้วก็ถึงเวลา… แคมป์ไฟ! อีกหนึ่งกิจกรรมโปรดของเจ้าตัวแสบทั้งหลาย ที่เด็ก ๆ ติดใจไม่แพ้การ์ตูนหรือท้องทะเล คือการจุดไฟ ปิ้งมาร์ชเมลโล่ แม้จะเป็นกิจกรรมสนุก ๆ ที่อร่อยสำหรับเด็ก ๆ แต่ Seapiens Camp Khaolak ก็ยังไม่พลาดที่จะสอดแทรกความรู้ลงไปตามคอนเซ็ปต์ Edutainment

“เล่นเซิร์ฟเสร็จ ก็จะมีแคมป์ไฟ จุดไฟตรงกลางวงให้เด็ก ๆ ปิ้งมาร์ชเมลโล่กัน คุณครูที่คอยมาช่วยจุดไฟก็จะเล่าให้ฟังว่าทำไมต้องจุดไฟแบบนี้ ทำไมต้องวางหินแบบนี้ เด็ก ๆ ก็สนใจ เข้ามาดูเราใกล้ ๆ ช่วยเราหยิบจับฟืน เขาจะได้ความรู้เรื่องการเกิดไฟ รวมถึงทิศทางลม และทรายที่อยู่บริเวณนั้นด้วย” เธอเล่า ก่อนพาไปสู่กิจกรรมน่าสนุกถัดไป

Seapiens Camp แคมป์เด็กที่มีห้องเรียนและสนามเด็กเล่นเป็นท้องทะเลและหาดทรายพังงา

SHAPER HOUSE

“หนูอยากทำอันนี้ (เซิร์ฟบอร์ด) กลับบ้านด้วย” เมื่อเสียงเจื้อยแจ้วเอ่ยขึ้นมา ลอยเข้าหูของคุณครูผู้รับฟังเสียงเจ้าตัวน้อยพอดี โปรแกรม Shaper House อันน่าสนุกจึงเกิดขึ้นในห้องเรียนกลางหาดทรายแห่งนี้ 

“Shaper เป็นชื่อเรียกอาชีพคนทำเซิร์ฟบอร์ดในต่างประเทศ ทำเงินได้มหาศาลเลย แต่ในประเทศไทย อาชีพนี้ยังไม่แพร่หลาย จุดเริ่มต้นของโปรแกรมนี้ เราอยากเอาอาชีพนี้มาเป็นตัวอย่างให้น้อง ๆ เห็นว่า ในโลกนี้มีอาชีพอะไรอีกเยอะมาก อยากให้น้องได้สนุกกับการดีไซน์เซิร์ฟบอร์ดของตัวเอง ผ่านกระบวนการเคลือบเซิร์ฟบอร์ด ได้หยิบจับอุปกรณ์ที่ใช้จริงในโรงงาน ให้น้องได้เป็นคนแรกที่สัมผัสว่ามันมีอะไรมากกว่าที่เรารู้จักในทุกวันนี้” เธอเล่าความตั้งใจ

ในคลาสเรียนนี้ เด็ก ๆ เริ่มต้นด้วยการดูการ์ตูนแสนสนุก เรียนรู้วิธีการทำเซิร์ฟบอร์ดด้วยเปลือกหอย ตามฉบับ Shaper มือโปรในอดีต ก่อนจะสำรวจรอบ ๆ ตัวภายในห้อง Shaper Room ที่ทำมาเพื่อ Shaper ตัวน้อยโดยเฉพาะ เพื่อหาอุปกรณ์ชิ้นใหม่ที่ยุคปัจจุบันใช้กัน จากนั้นมีวิดีโอสอนทำเซิร์ฟบอร์ดทีละขั้นตอน เพื่อตอบข้อสงสัยในใจเด็ก ๆ จากนั้นปล่อยให้วัยซนดีไซน์ ระบายสี และลงมือขัดเซิร์ฟบอร์ดอันจิ๋วด้วยตัวเองจนเสร็จ พร้อมพกเป็นของที่ระลึกกลับบ้าน

Seapiens Camp แคมป์เด็กที่มีห้องเรียนและสนามเด็กเล่นเป็นท้องทะเลและหาดทรายพังงา
Seapiens Camp แคมป์เด็กที่มีห้องเรียนและสนามเด็กเล่นเป็นท้องทะเลและหาดทรายพังงา

MEET MARINE LIFE

ไปสำรวจสัตว์ทะเลกัน! 

เมื่อได้ยินคำนี้ ขอยอมรับตามตรงว่าแม้ร่างกายและวัยจะไม่เด็กแล้ว ก็ยังแอบตื่นเต้นตามเสียงเรียกของคุณครูไม่ได้ แล้วเจ้าตัวน้อยที่ร่างกายและหัวใจยังเด็ก จะตื่นเต้นแค่ไหนกันนะ 

“เด็ก ๆ ชอบมาก!” คุณครูแพรขวัญใจเด็ก ๆ ยืนยันกับเรา 

“เราจะจับมือพาเขาไปสำรวจทะเล ให้เขาได้คว้าแว่นขยายและกล้องส่องทางไกล สวมชุดกันฝนหลากสีออกเดินทางไปกับเรา คุณครูจะคอยเล่าให้ฟังว่า ระบบนิเวศบริเวณนั้นเป็นอย่างไร วันนี้เราจะเจอใครกันบ้าง จะเจอพี่ทากทะเลหรือเปล่านะ จะเจอพี่ปลิงทะเลไหม แล้วทำไมพี่ปูเสฉวนถึงมาอยู่ตรงนี้กันนะ มื้อกลางวันของพี่ปักเป้าเขาเป็นอะไร

“เราอัปเดตลิสต์สัตว์ทะเลที่เด็ก ๆ เจอกันในเพจ Seapiens Camp ด้วยนะ เพราะบางครั้งเป็นสัตว์ชนิดใหม่ที่เราเพิ่งเคยเจอ บางครั้งเป็นสิ่งที่เจอประจำ เราสอนเขาได้ว่าทำไมพี่คนนี้ถึงมาให้เจอบ่อย ๆ ทำไมพี่คนนี้ไม่ค่อยมา” 

เด็ก ๆ จะได้ทบทวนความรู้ระหว่างทาง ด้วยเกมแปะสติกเกอร์ ให้เจ้าหนูเสนอว่าสัตว์ทะเลชนิดไหน อาศัยอยู่ตรงไหนของทะเลกันนะ ใต้โขดหินหรือเปล่า ในหาดทรายหรือเปล่า พี่คนไหนที่เจอเขาว่ายอยู่เยอะ ๆ ช่วยกันแปะสติกเกอร์รูปสัตว์ชนิดต่าง ๆ ลงบนภาพการ์ตูน ก่อนคุณครูใจดีจะชวนเด็ก ๆ สวมชุดปฏิบัติการสำหรับนักวิทยาศาสตร์ตัวน้อย ไปเก็บตัวอย่างสัตว์ทะเลที่สนใจ แล้วนำมาส่องกล้องจุลทรรศน์ เพื่อเรียนรู้เรื่องกายภาพจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต

ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกเป็นห่วง ว่าการเก็บตัวอย่างสัตว์ทะเลมาเรียนรู้ พี่ ๆ สัตว์ทะเลจะกลับบ้านถูกไหม แพรก็แอบกระซิบช่วยให้หมดห่วงว่า “สัตว์และปะการังทุกตัวที่เราเก็บไปเข้าห้องแล็บ เราจะพาเขากลับมาปล่อยที่เดิมทุกครั้ง เด็ก ๆ ก็จะได้เรียนรู้วิธีการเก็บตัวอย่างที่ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์และธรรมชาติด้วย” 

จบทริปด้วยการจูงมือเจ้าหนูกลับมาวาดรูป ทบทวนว่าวันนี้ได้ทำความรู้จักพี่ ๆ สัตว์ทะเลตัวไหนบ้าง

เรียนรู้วัฒนธรรมเซิร์ฟ โต้คลื่น สำรวจสัตว์ทะเล ในห้องเรียนธรรมชาติ ริมหาดปะการัง จังหวัดพังงา

OCEAN AND ART

“โปรแกรมนี้เราเริ่มต้นจากการที่อยากให้เด็ก ๆ เก็บขยะทะเล ถ้าเราบอกเขาว่า เด็ก ๆ ไปเก็บขยะกัน เขาคงไม่อยากไป เลยคิดกันว่าจะทำยังไงให้เขาอยากลุกออกไปเก็บขยะกับเรา โดยไม่รู้สึกว่ากำลังโดนบังคับ เริ่มต้นจากเราชวนเขาดูสื่อการเรียนรู้ก่อน ชวนให้เขาคิดกับเราว่าทำไมน้ำทะเลถึงมีสีฟ้านะ สื่อที่เราเตรียมมาก็จะช่วยตอบข้อสงสัยของเขา ว่ามันเป็นการสะท้อนของแสงนะ ออกมาเป็นโปรแกรมศิลปะ ชวนให้เขาได้มาสร้างเมืองริมทะเลตามจินตนาการ ได้สร้างหาดทราย น้ำทะเลของตัวเอง” แพรบรรยายถึงความสนุกที่มาของกิจกรรมน่าสนุกอย่าง Ocean and Art

พอเด็ก ๆ ทำทรายและทะเลเสร็จแล้ว ทีนี้ก็เข้าทาง!

“เด็ก ๆ ไปเก็บขยะมาสร้างบ้านกัน” น้ำเสียงน่าสนุกของคุณครูเกริ่นขึ้น ก่อนเจ้าตัวน้อยจะรีบลุกอย่างตื่นเต้นในทันที เพื่อไปเก็บขยะมาสร้างเป็นเมืองในจินตนาการของตัวเอง “โปรแกรมนี้สำหรับเราถือว่าประสบความสำเร็จมาก น้องบางคนเก็บขยะมาสร้างโมเดลบ้านเสร็จแล้ว ยังถือถุงมาบอกเราอีกว่าหนูอยากไปเก็บขยะต่อ เรายังสอนเขาต่อเรื่องของขยะได้อีก ชวนเขาคิดไปถึงของเล่นที่บ้าน ถ้าหนูเอาไปทิ้ง จะต้องใช้เวลากี่ปีในการย่อยสลาย หนึ่งร้อยปีเลยนะรู้ไหม สุดท้ายเขาก็จะเข้าใจเรื่องการทิ้งขยะมากขึ้น เล่นแบบระมัดระวัง คุ้มค่าที่สุด” เธอเล่าถึงเรื่องราวเรียกรอยยิ้ม

เรียนรู้วัฒนธรรมเซิร์ฟ โต้คลื่น สำรวจสัตว์ทะเล ในห้องเรียนธรรมชาติ ริมหาดปะการัง จังหวัดพังงา

Seapiens Camp 

“การที่เขาได้มาเข้าแคมป์ เขาจะต้องปรับตัวเข้ากับธรรมชาติรอบ ๆ เป็นฝ่ายที่คอยทำความเข้าใจกับธรรมชาติ เราว่าเรื่องนี้เด็ก ๆ จะได้พัฒนาการไปเต็ม ๆ เลย เดินไปสำรวจหินจะต้องทำยังไง เพราะหินก็เป็นหิน เป็นพื้นเรียบให้เขาไม่ได้ เขาก็จะต้องเรียนรู้ที่จะระมัดระวัง เดินช้า ๆ เพื่อไม่ให้ล้ม” เธออธิบายถึงวิธีคิด นอกจากปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ เจ้าตัวน้อยยังต้องคอยปรับตัวเข้ากับเพื่อนและคุณครู เรียนรู้ที่จะไว้ใจเพื่อนร่วมเดินทางด้วย

แล้วมีน้อง ๆ คนไหนที่งอแงบ้างไหมนะ – เราสงสัย

“เยอะเลยค่ะ แต่ด้วยความที่คุณครูเจอมาบ่อย ก็จะคิดกันเสมอว่านี่คือการพาน้อง ๆ ไปเล่น ต้องไม่ทิ้งน้องนะ เราก็จะมีวิธีการคุยกับน้อง ถ้าหนูไม่ไปกับพี่แพร หนูจะเสียดายนะ เพราะพี่แพรจะพาเราไปดูบ้านปูเสฉวน ทำให้เขารู้สึกว่าเราก็เล่นกับเขาได้นะ เราเป็นเพื่อนเขาได้ พอได้พาเขาไปดูปูเสฉวน เด็ก ๆ ก็จะเห็นว่าปูมันอยู่ในเปลือกหอย เราก็สอนเขาได้ ถ้าเขาไปทะเล แล้วเก็บเปลือกหอยกลับบ้าน พี่ปูเสฉวนก็จะไม่มีบ้านอยู่นะ เราเชื่อว่าทุกอย่างกลายเป็นกิจกรรมสำหรับเด็กได้หมด เพียงแต่ว่าเราต้องใส่เรื่องราวเข้าไป ที่นี่ทุกอย่างจะถูกเล่าผ่านเรื่องราวน่าสนุก พี่คนนี้เขาเกิดมาแบบนี้ มีเพื่อนเป็นพี่คนนี้นะ ทำเรื่องธรรมดาให้มันน่าสนุก เด็ก ๆ เขาก็จะตื่นตาตื่นใจ” แพรเผยเคล็ดลับมัดใจเจ้าหนู

แพรยังกระซิบให้เราฟังด้วยว่า การมาเปิดแคมป์ธรรมชาติให้เจ้าตัวน้อยมาเรียนรู้ ทั้งการเล่นเซิร์ฟ การจุดไฟ การดูคลื่น ไม่ทิ้งขยะในทะเล รวมถึงทำความรู้จักสิ่งมีชีวิตใต้น้ำหลากชนิดแล้ว ทั้งหมดนี้ไม่เป็นเพียงการสอนเด็ก ๆ เท่านั้น แต่ในฐานะผู้สอนก็ได้เรียนรู้หลายสิ่งเหมือนกัน, เรียนรู้เรื่องอะไรบ้างเหรอคะ – เราถามกลับ

เรียนรู้วัฒนธรรมเซิร์ฟ โต้คลื่น สำรวจสัตว์ทะเล ในห้องเรียนธรรมชาติ ริมหาดปะการัง จังหวัดพังงา

“เราได้เรียนรู้ว่า เด็กทุกคนต่างกัน เราต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็ก โลกนี้มีอะไรที่เขาจะต้องเจออีกเยอะ ต้องค้นหาตัวตน เด็กบางคนได้เรียนรู้ เจอความเป็นตัวเองจากกิจกรรมนี้ บางคนเจอจากอีกกิจกรรมหนึ่ง เราก็ต้องพยายามทำกิจกรรมให้หลากหลายขึ้น เพื่อเด็ก ๆ ทุกคนจะได้สนุก แล้วก็เจอตัวตนของตัวเองจากที่นี่” เธอตอบ 

“มีหลายครอบครัวกลับมาที่ Seapiens Camp ปีละสองสามครั้ง มาอยู่อาทิตย์ สองอาทิตย์ บางครอบครัวมาบ่อยจนกลายเป็นเพื่อน ไปเล่นเซิร์ฟด้วยกันทั้งคุณครู พ่อแม่ลูก ไปกินข้าว ปิ้งบาร์บีคิวที่หาดด้วยกันก็มี พ่อแม่บางคนไม่คิดว่าลูกตัวเองจะทำได้ บางคนไม่คิดว่าลูกจะยอมเดินบนทราย พอมาที่นี่ลูกเขากลับกล้าเดินลุยทรายกับพี่ ๆ ไปสำรวจสัตว์ทะเล เราดีใจมาก มีความสุขมาก ที่เห็นเด็กตัวเล็ก ๆ ปลดล็อกความกลัวของตัวเอง แล้วยอมวิ่งลงไปเล่นกับเรา

“บางคนยังพูดไม่ชัดเลย บอกเราว่า ‘อยากไปเรียนเจิฟ ไปเรียนเจิฟ’ ที่สำคัญเราดีใจที่เด็กบางคนมาแคมป์เราแล้วเขามีเป้าหมายใหม่ในชีวิตเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งอย่าง บางคนบอกว่าอยากเป็นนักเซิร์ฟทีมชาติ บางคนบอกว่าอยากจับสัตว์ทะเลทุกวัน มันเกิดการพัฒนาต่อ เขาอาจจะโตไปเป็นสัตวแพทย์ เรียนประมง เราไม่รู้ว่าอนาคตเมื่อเขาโตขึ้น ความฝันจะเปลี่ยนไหม แต่อย่างน้อยวันนี้เขาเข้าใจการมีเป้าหมาย และเติบโตไปอย่างมีเป้าหมายแล้ว” แพรเสริม 

“เราอยากให้เขารู้สึกว่าทะเลเป็นบ้านของเขา ให้เขาสนุก สบายใจ อยากกลับมาที่นี่อีก คิดว่าการที่เขามาแคมป์กับเรา ต้องมีสักเรื่องที่โดนใจเขา พอเขารู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้าน เมื่อเขาเติบโตขึ้น เราไม่ได้คาดหวังว่าจะเห็นในวันนี้ ในอีก 2 หรือ 3 ปีนี้ แต่ว่าในอีก 10 ปี 20 ปี ที่เขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เหมือนเรา เขาจะไม่มีทางทำลายบ้านของเขาแน่ ๆ” 

เธอทิ้งท้ายถึงภาพอนาคตที่อยากเห็น

เรียนรู้วัฒนธรรมเซิร์ฟ โต้คลื่น สำรวจสัตว์ทะเล ในห้องเรียนธรรมชาติ ริมหาดปะการัง จังหวัดพังงา

Seapiens Camp Khaolak

ที่ตั้ง : หาดปะการัง ตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา (แผนที่)

สอบถามวัน-เวลาจัดกิจกรรมและโปรแกรมห้องเรียนธรรมชาติได้ที่ 

โทรศัพท์ : 08 0991 2516

เว็บไซต์ : www.seapienscamp.comFacebook : Seapiens Camp Khaolak

Writer

นิธิตา เอกปฐมศักดิ์

นักคิดนักเขียนมือสมัครเล่น ผู้สนใจงานคราฟต์ ต้นไม้และการออกแบบเป็นพิเศษ แต่สนใจหมูสามชั้นย่างเป็นพิเศษใส่ไข่

Photographer

ณัฐปคัลภ์ ทัศนวิริยกุล

ช่างภาพอิสระ | ภูเก็ต ชอบหาของอร่อยกิน รักการใช้เวลากับคนรัก ig : Kenhitive

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

“ผลไม้รสล้ำ อุตสาหกรรมก้าวหน้า น้ำปลารสเด็ด เกาะเสม็ดสวยหรู สุนทรภู่กวีเอก”

ถ้าพูดถึงเมืองแห่งผลไม้และนักกวีชื่อดังอย่างสุนทรภู่ ก็คงหนีไม่พ้นจังหวัดระยองเป็นแน่ 

ระยองเป็นเมืองแห่งเสน่ห์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและวิถีชีวิตพื้นบ้าน และยินดีต้อนรับผู้คนต่างถิ่นอย่างเป็นมิตรอยู่เสมอ ฉันผู้มาอำเภอแกลงเป็นครั้งที่สองของชีวิตได้เดินหลงเข้าไปในย่านเก่าของเมืองแกลง ที่นั่นเป็นชุมชนที่ดูอบอุ่น เช้า ๆ จะมีคนเฒ่าคนแก่ออกมานั่งสานตะกร้าหน้าบ้าน นั่งดูผู้คนและรถที่ผ่านไปผ่านมาบนถนน 

ฉันนั่งรถต่อไปสักพัก ก็สะดุดตากับร้านหนังสือสีฟ้าน้ำทะเลสดใสร้านหนึ่ง ด้านหน้าเขียนว่า ‘ร้านสุนทรภู่’ เลยแวะสำรวจบรรยากาศด้านในอันเงียบสงบ มีเด็กชายอายุราว ๆ 7 – 8 ขวบ กำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างเพลิดเพลิน ทำเอาฉันสนใจอยู่ไม่น้อย ก่อนจะมองไปรอบ ๆ ร้านเพื่อหาหนังสือมาอ่านและติดมือกลับบ้าน

แต่แล้วก็มีผู้หญิงท่าทางใจดีคนหนึ่งเข้ามาพูดคุยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม 

สุนทรภู่ : ร้านหนังสือเล็ก ๆ แห่งแรกของแกลง ที่เป็นพื้นที่อิสระให้นักอ่าน จ.ระยอง

ฐอน-รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์ เจ้าของร้านหนังสือสุนทรภู่เข้ามาทักทายด้วยท่าทางเป็นมิตร พร้อมนำชาร้อนและขนมเจ้าอร่อยมาให้ชิม พี่ฐอนเป็นคนน่ารัก ใจดี แถมคุยเรื่องหนังสือสนุก เธอเล่าให้ฟังว่าสมัยเรียนชอบอ่านหนังสือมาก ๆ หลายครั้งที่เข้าร่วมชมรมอ่านหนังสือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เรื่องราว วิเคราะห์และตีความหนังสือ เธอจะตื่นเต้นและเตรียมตัวเป็นอย่างดี เพื่อจะได้เล่าเรื่องของเธอกับหนังสือให้ทุกคนฟัง 

สมัยเรียนคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เธอมักแวะเวียนไปอ่านหนังสือ ‘ร้านแซงแซว’ ร้านหนังสือดอกหญ้าหน้า มช. อยู่เสมอ พี่ฐอนบอกว่าเจ้าของร้านใจดีเพราะให้เธอยืนอ่านเป็นประจำ นั่นเป็นเหตุการณ์ประทับใจและจุดประกายให้สาวเมืองแกลงคนนี้ อยากสร้างร้านหนังสือเล็ก ๆ ของตัวเองในบ้านเกิดเพื่อนักอ่านทุกคน

‘สุนทรภู่’ คือชื่อร้านที่ ปราย พันแสง และ อู๋-ดุษฎี พันธ์พจี เป็นผู้ตั้งให้ เพราะเมืองนี้เป็นบ้านเกิดของพระสุนทรโวหารหรือสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงเหมาะสมที่สุดสำหรับร้านหนังสืออิสระในเมืองแกลงแห่งนี้

‘ร้านหนังสือ’ เป็นหนึ่งในความฝันของพี่ฐอน ชนวนเหตุที่ทำให้เธอกลับบ้านเกิดเริ่มต้นเมื่อสิบปีก่อน ลูกสาวกลับมาดูแลคุณแม่วัย 80 และเริ่มต้นกิจการกวดวิชาสอนเด็ก ๆ ไม่นานนักก็ได้รับคำชวนจากเพื่อนสนิทให้เปิดร้านหนังสืออิสระด้วยกัน

ช่วงนั้นโครงการร้านหนังสือเล็ก ๆ ที่บ้านเกิดของ ปราย พันแสง กำลังเป็นที่นิยม ร้านสุนทรภู่ก็เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการด้วย ยุคนั้นร้านหนังสืออิสระฮอตฮิตมาก มีทั้งร้านหนังสือเดินทาง (กรุงเทพฯ), ร้านนำพุบุ๊คสโตร์ (บุรีรัมย์) , ร้านกาลครั้งหนึ่ง (อุทัยธานี) ฯลฯ ให้นักอ่านตามรอยไปสนับสนุนถึงที่ และมีอีกหลายร้านเกิดขึ้นเพื่อให้บรรดาหนอนหนังสือรู้สึกสนุกและติดตามการก่อตัวของร้านหนังสือในพื้นที่ต่าง ๆ 

ร้านสุนทรภู่เป็นร้านหนังสืออิสระสีฟ้าน้ำทะเลสดใสอยู่ในชุมชนเก่าของอำเภอแกลง เกิดขึ้นเพื่อรักษาวัฒนธรรมการอ่าน เพราะเจ้าของร้านเชื่อว่าการอ่านมีส่วนช่วยเพิ่มพูนทักษะชีวิต ซึ่งร้านนี้มีสโลแกนน่ารัก ๆ ว่า ‘Be blossom Book & Tea’ ด้วยอยากให้ผู้มาเยือนรู้สึกเบิกบานกายและใจไปกับการจิบชาและอ่านหนังสือ 

“คนที่มาอาจจะรู้สึก Blossom หรือไม่ก็ได้นะ ถ้าจะต้องปาดน้ำตาแล้วไปต่อ พี่ก็ยินดีนั่งคุยด้วย”

สถานที่ขนาดกะทัดรัดแห่งนี้พร้อมเป็นพื้นที่อิสระให้นักอ่านทุกคน จะแวะมานั่ง มานอน หรือมากินทุเรียนก็ได้ (ขอให้บอกกันก่อน) แถมยังเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน จุดนัดพบระหว่างนักเขียน-นักอ่าน งานเสวนาขนาดย่อม จนถึงมินิคอนเสิร์ต ซึ่งกิจกรรมทุกอย่างที่ว่ามาเกิดขึ้นมาแล้วก่อนสถานการณ์โควิด-19 ระบาด

ภายในร้านเต็มไปด้วยหนังสือมากมายที่น่าสนใจ ส่วนใหญ่คัดเลือกจากความชอบของเจ้าของร้านหนังสือ เพราะข้อจำกัดของร้านหนังสืออิสระหลาย ๆ ร้านกับการเลือกหนังสือเข้ามานั้น ทำให้ต้องใช้เวลาในการเลือกพอสมควร หนังสือส่วนใหญ่จึงเป็นแนวปรัชญา ศาสนา วรรณกรรม และท่องเที่ยว ซึ่งพี่ฐอนสนใจอยู่แล้ว

“การอ่านหนังสือทำให้พี่รู้สึกเหมือนได้ผจญภัย ได้ออกเดินทางและเห็นโลกมากขึ้น พี่เป็นคนชอบเดินทางจากการอ่านหนังสือมาก ตอนเด็ก ๆ พี่อ่านหนังสือแทบทุกเล่มในห้องสมุดโรงเรียน อ่านแม้กระทั่งถุงกล้วยแขก พออ่านมากก็อยากจะเดินทางมาก และมันเริ่มทำให้พี่เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นจากการเดินทางด้วยนะ”

เธอจึงกลายเป็นคนชอบท่องเที่ยว การเห็นโลกทำให้เธอเกิดไอเดีย ได้ความคิดใหม่ ๆ ที่จะกลับมาพัฒนาบ้านเมืองและพัฒนาตัวเอง เหมือนท่านสุนทรภู่ที่ออกเดินทางไปในที่ต่าง ๆ จนเกิดแรงบันดาลใจในการเขียนบทกวี

พี่ฐอนเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า ‘Trekking กับหญิงอ้วน’ เป็นบันทึกการเดินป่าที่เนปาล เธอประทับใจมากจนตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือในสำนักพิมพ์ของตัวเอง (สำนักพิมพ์สุนทรภู่พับลิชชิ่ง) นอกจากนี้ยังมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งในสำนักพิมพ์เดียวกัน ชื่อว่า ‘ปลาวาฬไม่ไปทำงาน’ เธอทำร่วมกับ เพจปลาวาฬไม่ไปทำงาน เป็นหนังสืออ่านสนุก มีเนื้อหาและข้อเขียนที่เข้าถึงง่าย เหมาะกับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย (อาจจะโดนใจวัยทำงานเป็นพิเศษ)

นักอ่านหนังสือปรัชญามือใหม่อย่างฉันควรจะเลือกเล่มไหนดี นึกได้ดังนั้น ฉันจึงขอให้พี่ฐอนช่วยแนะนำหนังสือปรัชญาสำหรับมือใหม่ให้อ่าน เจ้าของร้านใจดีลุกออกจากเก้าอี้ไม้ สำรวจหนังสือ และหยิบมาเล่าให้ฉันฟัง

เธอบอกว่านักอ่านปรัชญามือใหม่ทุกคนควรเริ่มต้นจาก เจ้าชายน้อย เพราะเข้าถึงง่าย 

“การอ่าน เจ้าชายน้อย แต่ละครั้ง ในแต่ละช่วงอายุ จะมีปรัชญาแฝงที่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต นักอ่านแต่ละคนจึงตีความออกมาไม่เหมือนกัน มันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังสือเล่มนี้”

เรื่องที่สอง คืนวันอันแสนงาม เป็นหนังสือจากประเทศจอร์เจีย และผู้ประพันธ์ก็เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในบ้านเขา พี่ฐอนว่าเขาเป็นคนเขียนหนังสือดี ซึ่งหนังสือเล่มนี้เล่าถึงชีวิตวัยเด็กของเขาในจอร์เจีย

เรื่องที่สาม ปลาวาฬไม่ไปทำงาน เรื่องที่สี่ โต๊ะก็คือโต๊ะ เป็นหนังสือเก่าและหนังสือปรัชญาที่เข้าถึงง่าย เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา ถ้าหนักขึ้นมาหน่อยพี่ฐอนก็ยกให้งานของ มุราคามิ

เจ้าของร้านคนนี้แนะนำหนังสือแต่ละเล่มด้วยความเพลิดเพลินและจริงใจ เพื่อหวังให้ฉันพบเจอหนังสือปรัชญาเล่มที่ดีที่สุดที่ฉันต้องการ ว่ากันตามตรง ฉันได้รับความคิดใหม่ ๆ จากผู้หญิงคนนี้มาก ราวกับว่าร้านสุนทรภู่กำลังเปิดโลกทัศน์ให้ฉัน

แม้จะผ่านมาเกือบสิบปีที่เธอเริ่มต้นทำร้านสุนทรภู่ แต่ความรักในการอ่านของเจ้าของร้านไม่เคยลดลงหรือหายไป เธอยังคงแบ่งปันความรู้สึกและเรื่องราวดี ๆ ให้กับนักอ่านที่แวะเวียนมาอยู่เสมอ

น่าแปลกนิดหน่อยพอรู้ว่าตั้งแต่ร้านสุนทรภู่เกิดขึ้นมา ลูกค้าประจำส่วนใหญ่ไม่ใช่คนในชุมชน แต่เป็นนักอ่านต่างถิ่นที่ตั้งใจมาและต้องการหนังสือที่ทางร้านมีต่างหาก บางกลุ่มมาจากกรุงเทพฯ บางกลุ่มมาจากต่างจังหวัด 

“พี่ว่าดีนะ เพราะมันทำให้คนรู้จักเมืองแกลงขึ้นอีกเยอะเลย” เจ้าของร้านหนังสืออิสระว่าอย่างนั้น

แกลงเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ มีทั้งผลไม้ ทะเล แถมยังมีแหล่งล่องแพเที่ยวชมแม่น้ำประแส แต่เมื่อสิบปีที่แล้วเมืองนี้กลับไม่ค่อยมีคนรู้จัก ซึ่งร้านหนังสืออิสระเล็ก ๆ แห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวตั้งใจแวะเวียนมา 

“อย่างน้อยร้านหนังสือของพี่ก็ช่วยให้คนรู้จักชุมชน รู้จักระยองมากขึ้น จากนักอ่านที่แวะเวียนเข้ามาในร้าน” เธอยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ ความต้องการต่อไปของพี่ฐอน คือการสร้างนักอ่านในชุมชนของระยองให้มากขึ้น

ฉันชวนพี่ฐอนคุยต่อถึงการปรับตัวของโลกหนังสือในวันที่ยุคดิจิทัลเข้ามาเยือน และการอ่านหนังสือผ่านเว็บไซต์ออนไลน์หรือช่องทางต่าง ๆ ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สาวเจ้าของร้านหนังสือหัวเราะพลางยอมรับว่า

“พี่หมดเงินกับนิยายออนไลน์เยอะมาก” ฉันอมยิ้มให้ ก่อนเธอจะเสริมต่อ “ตอนอ่านหนังสือเล่ม พี่รู้ว่ามันจะจบตอนไหน และจบยังไง พออ่านออนไลน์ มันเป็นการหยอดเงินเพื่ออ่านบทต่อ ๆ ไป และไม่ยอมจบง่าย ๆ 

“แต่มันดีนะคะ นักเขียนมีช่องทางและโอกาสมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนคนไหนก็สร้างสรรค์ผลงานของตัวเองลงในโลกออนไลน์ได้อย่างไม่จำกัด ไม่มีใครสนใจเรื่องชื่อเสียงหรือหน้าตาของนักเขียนคนนั้น แต่พวกเขาสนใจและให้คุณค่ากับผลงานของนักเขียนเหล่านั้นมากกว่า” นักอ่าน (ออนไลน์) ตัวยงเสริมข้อดีของโลกหนังสือออนไลน์

พี่ฐอนเป็นหนึ่งในนักอ่านที่ปรับตัวตามเทคโนโลยี เธอสนับสนุนนักเขียนออนไลน์หลายท่านและอ่านงานหลากหลายแนว ฉันหมายความอย่างนั้นจริง ๆ เธออ่านนิยายรักวัยรุ่น นิยายวาย นิยายจีน ระหว่างที่เล่า เธอยังคงชื่นชมนักเขียนเหล่านั้นไม่ขาดปาก ทำเอาฉันประหลาดใจและประทับใจกับเจ้าของร้านหนังสืออิสระคนนี้อีกครั้ง เธอเป็นคนที่ชอบเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ถึงแม้โลกการอ่านเปลี่ยนไปมากแค่ไหน เธอก็ยังคงรักมันไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนักเขียนจะได้ประโยชน์จากโลกออนไลน์ ร้านหนังสืออิสระก็ได้รับผลพวงที่ดีตามไปด้วย เพราะเป็นอีกหนึ่งช่องทางให้นักอ่านสั่งซื้อหนังสือจากที่ไหนก็ได้ ส่วนพี่ฐอนกระซิบว่า เธอยินดีให้นักอ่านมาเลือกหนังสือถึงหน้าร้าน เพราะการสัมผัสหนังสือด้วยมือตัวเองมีเสน่ห์เหลือเกิน ทั้งกลิ่นกระดาษ กลิ่นน้ำหมึก ฟิน!

และช่วงโควิด-19 ที่ทำเศรษฐกิจย่ำแย่ลงมาก นักท่องเที่ยวน้อยลง คนเดินทางน้อยลง กิจกรรมต่าง ๆ ที่ร้านสุนทรภู่เคยจัดก็ต้องพับเก็บไปหลายโครงการ พี่ฐอนพูดติดตลกปนความเศร้าว่าเธอเกือบจะต้องปิดร้าน เพราะพิษเศรษฐกิจทำร้ายอย่างหนัก ลำพังการขายหนังสืออย่างเดียวอาจจะอยู่ไม่ได้ จึงต้องทำงานอย่างอื่นเพิ่ม ด้วยความที่เธอเป็นคนชื่นชอบการดื่มชา จึงเปิดร้านชาควบคู่กับร้านหนังสือ เพื่อช่วยพยุงร้านเล็ก ๆ ให้อยู่ต่อไป

พอสถานการณ์โรคระบาดใหญ่มาเยือน แทบทุกพื้นที่ขาดรายได้จากการท่องเที่ยว จังหวัดระยองก็เช่นกัน ทำให้งบประมาณการดูแลพื้นที่ในจังหวัดระยองไม่เพียงพอต่อความต้องการ พี่ฐอนจึงอาสาเขียนหนังสืออนไลน์บนเฟซบุ๊ก เพื่อระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาลแกลงและพื้นที่ขาดแคลนอื่น ๆ ซึ่งจากการเขียนในครั้งนั้นทำให้เธอระดมทุนไปได้กว่า 70 ล้านบาท โดยนำเงินทั้งหมดไปช่วยสร้างห้อง ICU ให้กับโรงพยาบาลแกลง และมอบให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนอุปกรณ์

สาวระยองพูดออกมาด้วยความภูมิใจและหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่เธอทำจะสร้างแรงบันดาลให้ให้กับคนระยอง เพื่อลุกขึ้นมาช่วยกันพัฒนาชุมชน พัฒนาจังหวัดระยองไปพร้อม ๆ กับรักษาขนบธรรมเนียม ความสวยงามของวิถีชีวิตท้องถิ่น และสื่อสารสิ่งนี้ออกไป สร้างการรับรู้ให้คนต่างถิ่น

บทสนทนาสุดท้าย ฉันถามพี่ฐอนว่า – ร้านสุนทรภู่มีความหมายกับเธออย่างไร

“มันคือความรัก มันคือตัวพี่ พี่อยากให้คนที่เข้ามาร้านหนังสือแห่งนี้ เพลิดเพลินกับการอ่าน จิบชา กินขนม และพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดกับนักอ่านคนอื่น ๆ ซึ่งภาพนี้มันคือความฝันของพี่ วันนี้พี่ได้เห็นภาพนั้นแล้ว

“ถึงแม้ความจริงร้านหนังสืออิสระจะไม่ใช่ธุรกิจที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ แต่มันมีคุณค่าทางจิตใจ พี่ว่าคนทำร้านอิสระ เขาคงทำใจตั้งแต่เริ่มต้น คงไม่มานั่งคิดเรื่องรายได้แล้ว เขาทำเพราะเขาชอบ ถึงอยู่ได้หรือไม่ได้ ก็อยู่กันแบบนี้แหละ พี่ทำเพราะความรัก” เธอยิ้มมีความสุข

“มีเหตุการณ์ที่พี่ประทับใจมาก มีเด็กคนหนึ่งมาอ่านหนังสือร้านทุกวันเลย จนวันนี้เขากลายเป็นนักเขียนและสร้างรายได้ให้กับตัวเอง พี่ดีใจมากแล้ว อย่างน้อยร้านของพี่ก็มีส่วนช่วยสร้างสิ่งเล็ก ๆ ให้กับใครสักคนหนึ่งได้ พี่มีความสุขมาก และจะทำต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ให้ร้านหนังสืออิสระหายไป และไม่ให้วัฒนธรรมการอ่านหายไป” นักอ่านและเจ้าของร้านหนังสือเล็ก ๆ จบบทสนทนาอย่างเรียบง่าย

ร้านสุนทรภู่ : ความฝันของสาวระยองที่กลับบ้านเกิดมาเปิดร้านหนังสืออิสระแห่งแรกของ อ.แกลง และอยากเป็นพื้นที่เสรีให้นักอ่าน

ร้านสุนทรภู่

ที่ตั้ง : 38/1 ทางเกวียน ตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 09.00 – 19.00 น.

โทรศัพท์ : 09 5965 9265

เว็บไซต์ : www.soontornphu.com

Facebook : ร้านหนังสือสุนทรภู่ อำเภอแกลง

Writer

ตรีเนตร จตุพร

นักเขียนฝึกหัดที่ชื่นชอบงานศิลปะ ธรรมชาติ และบทกวี หลงใหลในความย้อนแย้งของโลกใบนี้ เช่น การกินไอศกรีมในหน้าหนาว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load