ชายฝั่งทะเลติดมหามหาสมุทรอินเดียยาวกว่า 2,500 กิโลเมตร เลียบแผ่นดินของประเทศโมซัมบิกตลอดแนวทวีปแอฟริกาฝั่งตะวันออก อาจบอกเป็นนัยถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรจากท้องทะเล ที่เราคงหวังว่าประชาชนของเขาคงจะอิ่มหนำและสมบูรณ์พูนสุข เต็มท้องไปด้วยอาหารทะเลอันมหาศาล

ไม่ว่าจะกุ้งมังกรตัวเขื่องที่อาศัยอยู่ในกองหินริมชายฝั่ง ปูทะเลดำมะเมื่อมในโคลนที่ปากแม่น้ำจรดทะเล หรือกุ้งแม่น้ำตัวยักษ์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณน้ำกร่อยที่น้ำจืดจากแม่น้ำสายใหญ่ผสมกับน้ำทะเลก่อนที่จะไหลออก

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน

อีกทั้งกุ้งหอยปูปลาสารพัดสารพัน ที่เราอาจจะพอจินตนาการได้ในพื้นที่ริมฝั่งทะเลแบบนี้

ในช่วงแรกที่เราไปถึงที่กรุงมาปูโต เมืองหลวงของประเทศโมซัมบิกที่สถานทูตไทยเพิ่งเปิดใหม่เป็นครั้งแรก พี่ๆ ที่กระทรวงการต่างประเทศมักจะสอบถามข่าวคราวถึงชีวิตความเป็นอยู่และอาหารการกิน

ใครๆ ก็ย่อมคิดว่าการไปอยู่ในแอฟริกา โดยเฉพาะในประเทศโมซัมบิก ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ติดอับดับความจนที่สุดใน 5 อันดับท้ายของโลกคงจะไม่สู้ดีแน่

ผมไม่ตอบอะไร แม้จะรู้สึกขอบคุณและซึ้งใจพี่ๆ ที่กรุงเทพฯ ถึงความเป็นห่วงเป็นใยที่มีให้ผมและครอบครัว

จนกระทั่งพวกพี่ๆ ได้เดินทางมาราชการที่กรุงมาปูโต

“อ๋อ เอ็งกินมาม่า…กับล็อบสเตอร์ นี่เอง”

แล้วความลับทั้งหมดก็ถูกเปิดเผยบนโต๊ะอาหารที่เพียบพร้อมไปด้วยอาหารทะเลนานาชนิดในมื้อเย็นวันนั้น

ทรัพยากรจากท้องทะเลอันอุดม

แวบแรกที่เราเห็นตลาดสดที่ขายเฉพาะอาหารทะเลก็พาให้เราตื่นใจแล้ว

รัฐบาลญี่ปุ่นได้มาช่วยสร้างตลาดขายของทะเลให้ใหม่ที่เขตชานเมือง พร้อมห้องแช่เย็นและลานขายของทันสมัย ในตลาดเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งจากท้องทะเล กุ้งมังกรหรือล็อบสเตอร์หินตัวใหญ่สุดๆ วางขายกันเกลื่อน ไม่นับปูทะเลกระบุงใหญ่ที่ยังโผล่ตามาเมียงมองวิบๆ กุ้งหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งกุ้งขาว กุ้งลายเสือ หรือกุ้งตะกาด ที่บ้านเราเรียกกันที่เพิ่งจับสดๆ แล้วก็ยังมีกุ้งก้ามกรามหรือกุ้งแม่น้ำที่มีมาขายเป็นระยะๆ ด้วย

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
บรรยากาศในตลาดปลา ซึ่งขายอาหารทะเลสด ในกรุงมาปูโต ภาพตลาดเฉอะแฉะถูกแทนด้วยความสะอาดและใหม่เอี่ยมอ่อง 

เมื่อเราเดินเข้าไปในตลาด หน้าตาจีนๆ แบบนี้เป็นที่ต้องตาของพ่อค้าแม่ค้านัก คงเพราะชื่อเสียงของคนเอเชียที่ไม่เป็นรองใครเรื่องการบริโภค พวกเขามักเชื้อเชิญด้วยความสดใหม่ของอาหารทะเลที่เขาวางขาย หอยตลับแช่อยู่ในอ่างน้ำพลาสติกพากันพ่นน้ำกระเด็นออกมาต่อหน้าต่อตา ปูทะเลสดๆ ถูกจับกระดองหงายขึ้นให้เห็นจับปิ้งว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย พร้อมกับขาทั้งแปดที่ยังขยับไปขยับมา ทว่าก้ามใหญ่ของมันถูกมัดไว้แน่นด้วยเชือกกล้วย มิใช่เชือกฟางพลาสติกสีแดงแบบบ้านเรา

อีกทางหนึ่ง เสียงพอค้าโหวกเหวกตะโกนเสียงเพียงเพื่อจะชี้ชวนให้เราหันไปดูปลาเก๋า ปลากะพง ปลานกแก้ว ปลาจาระเม็ด และอีกสารพัดปลาที่เขาวางเรียงรายอยู่บนแผง เมื่อเราชายตาหันไปดู ก็เห็นมือของเขาแหวกเหงือกสีแดงสดและชี้มือไปที่ดวงตาใสๆ ของปลาได้แล้ว อีกทางหนึ่ง เสียงแม่ค้าเจื้อยแจ้วเรียกให้เราเข้าไปดูกุ้งที่เขาวางขายอยู่ บางครั้งเราก็เห็นกุ้งยังสดๆ ขยับกลุ่มขาไปด้านหน้าหลังที่แม่ค้าอยากให้เราเห็นว่ามันยังมีชีวิตอยู่

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
ของทะเลสดๆ ทั้งกุ้งหอยปูปลา วางเรียงรายจนเลือกไม่ถูก

ในกรุงมาปูโต มีหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ อยู่สองสามแห่ง เช้าตรู่ ชาวบ้านออกเรือไม้ขนาดเล็กขนาดไม่กี่ฟุตออกไปจับปลาตามแนวชายฝั่ง มีเพียงเบ็ด ลอบดักปู และอวนจับกุ้ง ปลาและกุ้งไม่มีตู้น้ำแข็ง ตกเย็นกลับมา ก่อนที่แม่ค้าคนกลางจะมาซื้อเหมาไปขายในตลาดในเมือง เรือประมงขนาดใหญ่เป็นของบริษัทข้ามชาติ ล่าสุดบริษัทในจีนก็เพิ่งมาร่วมทุนกับรัฐบาลทำการประมงจับปลาในเขตน้ำลึกที่ประมาณกันว่ามีทรัพยากรมหาศาล

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
เรือไม้ลำเล็กที่ชาวประมงพื้นบ้านใช้ออกไปหาปลา โดยมากจะออกเรือในตอนเช้าตรู่และกลับมาในตอนบ่ายๆ

เราได้กินอาหารทะเล แต่คนของเขาได้กินแต่ข้าวโพด

ผมอายที่จะบอกว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของผมและครอบครัวตลอดระยะเวลา 3 ปีกว่าที่ประเทศโมซัมบิกดีขนาดไหน (แม้จะต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายแพงลิบลิ่ว จนไม่สามารถมีเงินเก็บเงินออมก็ตาม)

อาหารทะเลที่นำมาปรุงแบบไทย มีทั้งปูนึ่ง ปูดอง ปลาทอด ผัดรวมมิตรทะเล และอีกสารพัดเมนู

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน

ในขณะที่ทรัพยากรจากท้องทะเลอันอุดม แต่คนโมซัมบิกทั่วไป ซึ่งหมายถึงคนส่วนใหญ่ของประชากรเกือบ 30 ล้านคน ก็ไม่อาจได้กินอาหารแบบที่พวกเราได้กินแบบนี้

อาหารหลักๆ ของพวกเขาที่อาจจะได้กินแบบอดมื้อกินมื้อ เห็นจะไม่พ้นข้าวโพด

พวกเขากินกันแต่ข้าวโพดกันจริงๆ ข้าวโพดกินกับถั่วลิสงเพื่อให้ได้โปรตีน และผักต้มผสมผงชูรสซองๆ เพื่อให้ได้รสชาติ

คนแอฟริกันส่วนใหญ่กินข้าวโพดประทังชีวิต

ข้าวโพดแต่ดั้งเดิมมาจากอเมริกาใต้ แต่เดินทางมาถึงแอฟริกาพร้อมกับเจ้าอาณานิคมโปรตุเกสที่ไปครอบครองดินแดนแถบนั้นเป็นเจ้าแรก ข้าวโพดมาแทนที่ข้าวฟ่าง ซึ่งคนพื้นเมืองส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวกินมาแต่เดิม ข้าวโพดครองใจคนแอฟริกันแทบทั้งทวีป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้าวโพดปลูกง่าย ทนแดด ทนฝน และทนแล้ง สามารถขึ้นโดยพึ่งเพียงฟ้าฝนและไม่ต้องการเทคโนโลยีหรือความรู้ขั้นสูง แถมยังให้ผลผลิตในจำนวนมากเมื่อเทียบกับอาหารหลัก หรือที่เรียกกันว่า Staple Food ชนิดอื่นๆ

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
ข้าวโพดต้มหากไม่นำมาบดเป็นแป้งกินเป็นอาหารหลักในแต่ละมื้อแล้ว ตามข้างถนนหลวงก็มีข้าวโพดต้มกับเกลือขายแบบบ้านเราสำหรับคนขับรถบรรทุกระยะไกลกินแก้หิวให้อิ่มท้อง

ชาวบ้านใช้จอบด้ามเก่าเซาะตะกุยดินแห้งให้ร่วนซุย แล้วฝังเมล็ดข้าวโพดไว้ในดิน ฝนที่ตกมาโปรยปรายก็ปลุกให้เมล็ดข้าวโพดที่หลับใหลลุกขึ้นมาผลิใบอ่อน ฟ้าฝนตามฤดูกาลประคองต้นข้าวโพดจนเติบโตและออกฝักในอีกเพียงแค่ 3 – 4 เดือนต่อมา ชาวบ้านทยอยเก็บเกี่ยวมาใช้เพียงเท่าที่ต้องการในครัวเรือน

อาหารหลักที่เป็นแป้งข้าวโพดนี้อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต แม้มีวิตามินและโปรตีนเล็กน้อย แต่มีคุณสมบัติให้พลังงานและอิ่มท้องเมื่อเทียบกับธัญพืชชนิดอื่น อีกทั้งมีราคาถูกและปลูกเองได้ง่าย เพราะข้าวโพดเป็นพืชที่ทนทานต่ออากาศและโรค

หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวโพดสีขาว ไม่ใช่ข้าวโพดหวานสีเหลืองแล้ว ข้าวโพดก็จะถูกนำมาผึ่งลมพอให้แห้ง คนในครอบครัวช่วยกันแกะเมล็ดข้าวโพดออกจากฝัก และนำมาบดตำในครกไม้หรือครกดินเผาทรงสูง โดยใช้สากที่ทำจากท่อนไม้ท่อนยาวให้ละเอียดเป็นแป้งผง แล้วจึงตั้งไฟต้มน้ำในหม้อใหญ่ แล้วนำแป้งที่โม่บดได้กวนในน้ำร้อนจนเป็นก้อนแป้งที่จับตัวกัน

ในขณะที่ข้าว ซึ่งเป็นธัญพืชชนิดเดียวที่ไม่เปลี่ยนรูปร่างเมื่อมนุษย์นำมารับประทาน เม็ดข้าวยาวเรียวนำมาหุงกับน้ำ แต่เมล็ดธัญพืชชนิดๆ อื่นที่ผู้คนในที่อื่นกินเป็นอาหารหลัก ไม่ว่าจะเป็นข้าวฟ่าง ข้าวสาลี หรือไม่เว้นแม่แต่ข้าวโพดที่คนแอฟริกากินนั้นจะเปลี่ยนรูปเป็นแป้งละเอียดก่อนนำมากิน ไม่นับอาหารหลักจำพวกหัวพืช เช่น หัวมัน มันสำปะหลัง หรือกล้วยที่มักถูกนำมาบดบี้ให้ละเอียดก่อนนำมากิน

คนแอฟริกาเรียกชื่ออาหารหลักที่เป็นแป้งข้าวโพดไปต่างกันตามแต่ละท้องที่ เคนยาและแทนซาเนียเรียกอูกาลี (Ugali) โมซัมบิกเรียกชีมา (Chima) แอฟริกาใต้เรียกปั๊บ (Pap) หรือประเทศในแอฟริกาตะวันตกอย่างเช่นกานา เบนิน โตโก ไลบีเรีย เรียกว่าโฟโฟ หรือไม่ก็ออกเสียงเป็นฟูฟู (Foofoo, Foufou, Fufu)

ภาพหญิงแอฟริกาที่กำลังสาละวนอยู่กับการเตรียมโม่แป้งข้าวโพด อาจเป็นภาพที่หลายคนจดจำหรือชวนให้นึกถึงแอฟริกา การทำอาหารถือเป็นหน้าที่ของพวกเธอในครอบครัว ตอนเช้าตรู่ ผู้ชายออกไปทำไร่ทำสวนหรือออกไปทำงาน ผู้หญิงจะตื่นมาเตรียมแป้งข้าวโพดผสมกวนกับน้ำเป็นก้อนนี้แต่เช้า และมักกินคู่กับถั่วต้มกับผัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผักเขียวใบแข็งจำพวกคะน้าสับเป็นชิ้นเล็กยาวละเอียด พร้อมกับหัวหอม มะเขือเทศสับ และผักอื่นๆ ที่พอจะหาได้

แป้งข้าวโพดต้มแล้วกวนจนเหนียวเป็นก้อน กินเคียงกับถั่วและผักต้ม วันละ 2 มื้อเช้ากับเย็น ถือเป็นอาหารของคนแอฟริกา ยุคสมัยใหม่ทำให้พวกเขาได้รู้จักผงชูรสที่ขายเป็นซองๆ ช่วยสร้างกลิ่นของน้ำต้มกระดูก ซึ่งถือเป็นเครื่องปรุงสำคัญที่แทบจะขาดไม่ได้ หากไม่ได้ยากจนค้นแค้นถึงสุดขั้น

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
ข้าวโพดเมื่อนำมาบดเป็นแป้งแล้ว คนท้องถิ่นก็จะนำมากวนกับน้ำบนหม้อขนาดใหญ่ กวนจนเหนียวจับตัวกัน กินแทนข้าวเคียงกับผักต้ม อาจมีเนื้อสัตว์บ้างเล็กน้อย

แป้งข้าวโพดกวนกับน้ำนี่สิ ผมเคยลองกินแป้งข้าวโพดที่ชาวบ้านกินกันนี้อยู่บ่อยๆ แต่ไม่เคยทำใจให้ชอบได้สักที เพราะนอกจากจืดชืดไม่มีรสชาติใดๆ ผิดกับข้าวที่ยิ่งเคี้ยวยิ่งหวานแล้ว ยังมีกลิ่นคล้ายแป้งเปียกและกินแล้วสากลิ้นมาก

จนทำให้คิดว่า บางทีคนเราก็น่าเห็นใจเหมือนกัน ที่เราอาจไม่สามารถเลือกกินอะไรได้ตามที่ใจต้องการ

อาหารทะเลเป็นของหรูหรา เนื้อสัตว์ถือเป็นของวิเศษ

สำหรับคนท้องถิ่นในโมซัมบิกและในแอฟริกาส่วนใหญ่ เนื้อสัตว์ถือเป็นอาหารเฉพาะในวันสำคัญหรือเทศกาลพิเศษเท่านั้น

ชาวบ้านในชนบทแทบทุกบ้านมักเลี้ยงไก่หรือเป็ด โดยปล่อยไว้ให้หากินเอง หรือไม่ก็อาจมีกระต่ายที่เลี้ยงไว้ในเล้าที่ทำจากไม้สานเป็นกรงรูปร่างกลมๆ ยกให้สูงจากพื้นราว 1 – 2 เมตร เพื่อไม่ให้หนีออก บ้านในต่างจังหวัดที่พอลืมตาอ้าปากได้หน่อยก็มีหมูหรือวัวเลี้ยงไว้ เมื่อมีโอกาสดีๆ ก็จะเชือดหมูเชือดวัวมาเฉลิมฉลองกัน ไม่ต่างจากชาวบ้านในต่างจังหวัดของเมืองไทย 

ส่วนผู้คนในเมืองก็ซื้อเนื้อไก่ซึ่งเป็นเนื้อสัตว์ราคาถูกที่สุด เพราะผลิตได้ในลักษณะอุตสาหกรรม เนื้อหมูและเนื้อวัวถือเป็นเนื้อสัตว์ราคาแพง

อาหารทะเลในโมซัมบิกอาจมีไว้เพียงส่งออก และมีเพียงไว้สำหรับให้คนมีสตางค์ในเมืองกิน อาจมีเพียงปลาตัวเล็กหรือกุ้งใกล้หมดสภาพที่แม่ค้าอาจเลหลังนำมาขายให้คนรายได้น้อยในเมืองกินบ้าง

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
ปลาทะเลชายฝั่งราคาถูกคล้ายปลาทูผสมปลากระบอกปิ้งขายให้กับคนท้องถิ่นส่วนใหญ่ซึ่งมีรายได้ไม่มาก ในสนนราคาตัวละประมาณ 10 บาท 

การที่จะคงสภาพความสดใหม่ของอาหารทะเลเป็นเรื่องที่มีค่าโสหุ้ยมหาศาล ไหนจะค่าเรือจับปลาที่มีอุปกรณ์ครบครัน ไหนจะห้องเย็นหรือน้ำแข็งที่ต้องใช้ไฟฟ้าและเทคโนโลยี ไหนจะถนนหนทางที่จะนำอาหารทะเลไปสู่ผู้บริโภคได้เร็วที่สุด ไหนจะตลาดที่มีตู้แช่สำหรับวางขาย

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเหนือความเป็นจริงในประเทศส่วนใหญ่ที่ยากจนในทวีปแอฟริกา

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
บนเกาะ Ilha de Mocambique เมืองหลวงแห่งแรกของประเทศโมซัมบิกในสมัยการปกครองโดยอาณานิคมโปรตุเกส ซึ่งปัจจุบัน UNESCO ประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ชาวประมงพื้นบ้านนำปลานกแก้วและปลาเก๋าขนาดใหญ่มาขายให้กับนักท่องเที่ยวและโรงแรม และเฉพาะนักท่องเที่ยวเท่านั้นที่มีโอกาสได้รับประทานปลาทะเลเช่นนี้ เย็นวันนั้น เชฟดอล์ฟ สหัส จันทกานนท์ (คนถือปลา) นำปลาเก๋าที่ซื้อไปนึ่งมะนาวให้พวกเรากิน

เราอาจเห็นกุ้งแช่แข็งสดๆ ตัวใหญ่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรป เราอาจเคยกินกุ้งซาชิมิที่มาจากท้องทะเลในมหาสมุทรอินเดียจากโมซัมบิก เราอาจเคยกินซุบหอยแบบญี่ปุ่นที่หอยตลับอิมพอร์ตเข้ามาจากโมซัมบิก

แต่เราคงไม่ได้เห็นชาวบ้านในโมซัมบิกมานั่งแกะกุ้ง แทะกุ้ง ต้มหอย เลาะก้างปลากินกันหมึบหมับ

เหมือนกับพวกเรา

Writer & Photographer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

แอฟริกันเอง

เรื่องราวเกี่ยวกับแอฟริกาที่จะทำให้รู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่ไกลกันอย่างที่คิด

คนที่มีอาชีพแบบผม อาจมีความกระเหี้ยนกระหือรือลึกๆ ในใจอยากทำความรู้จักและเข้าใจประเทศหนึ่งประเทศใด หรือทวีปหนึ่งๆ ให้ดี มันเป็นเรื่องของคนในอาชีพที่จะต้องติดต่อกับคนต่างชาติแบบเราๆ

ผมก็ไม่แตกต่างกัน ที่อยากรู้จักทวีปแอฟริกาซึ่งผมรู้สึกโดยส่วนตัวว่าลึกลับและน่าค้นหา อยู่ใกล้แต่กลับไกลในความรู้สึก

อาจโชคดีที่ในชีวิตการทำงาน ผมได้รับโอกาสให้กลับไปทำงานและใช้ชีวิตในทวีปที่ผมอยากรู้จักถึง 2 ครั้ง ในช่วงเวลารวมแล้วเกือบ 7 ปี 3 ปีในเคนยา และอีก 3 ปีครึ่งในโมซัมบิก ในช่วงเวลานั้น ผมได้เข้าใจและรู้จักทวีป ทั้งภูมิประเทศและผู้คน สังคม วัฒนธรรม อย่างน้อยก็ได้ในระดับหนึ่ง

แต่ในใจลึกๆ ผมกลับรู้สึกว่า ผมยังไม่รู้จักทวีปแอฟริกาที่มีขนาดใหญ่ได้อย่างครบถ้วนเลย

ทวีปที่ประกอบด้วยประเทศ 52 ประเทศ มีพื้นที่มหาศาลถึง 30 ล้านตารางกิโลเมตร กินพื้นที่ราว 20 เปอร์เซ็นของผืนดินทั่วโลก มีขนาดใหญ่กว่าทวีปยุโรป 3 เท่า ใหญ่กว่าประเทศสหรัฐอเมริกา จีน และบราซิลรวมกัน และมีประชากรราว 1,000 ล้านคน

ผมเพียงแต่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในแอฟริกาฝั่งตะวันออกที่เคนยาและโมซัมบิก ติดชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย และได้เดินทางไปรอบๆ ประเทศเหล่านี้เท่านั้น ผมจึงรู้สึกอยากจะรู้จักอีกฟากฝั่งหนึ่งของทวีปมาก นั่นคือแอฟริกาฝั่งตะวันตก

ความหวังสุดท้ายที่ผมมี ซึ่งจะทำให้ผมพอรู้จักกับแอฟริกาอีกฝั่งทวีปได้ ก็คือ การรู้จักแอฟริกาฝั่งตะวันตกที่อยู่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกผ่านงานศิลปะ แม้ผมยังไม่เคยเดินทางไปย่างกรายประเทศและดินแดนแถบนี้เลย

นั่นคือจุดเริ่มที่ทำให้ผมได้พบกับศิลปินและนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่นาม เฟรดเดอริก บรูลี บูอาเบร่ (Frederic Bruly Bouabré) ผู้ล่วงลับ ของประเทศโกตดิวัวร์ (Côte d’Ivoire)

1

ประเทศโกตดิวัวร์ หรือ Ivory Coast อยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกาตะวันตก มีชายฝั่งติดมหาสมุทรแอตแลนติก เคยเป็นอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศสที่เข้ามาปกครองดินแดนแถบนี้ใน ค.ศ. 1893 ก่อนหน้านั้น ดินแดนแถบนี้ประกอบด้วยเขตปกครองตัวเองจำนวนมาก เต็มไปด้วยชนเผ่าที่พูดภาษาต่างกันถึง 87 ภาษา

โกตดิวัวร์ได้รับอิสรภาพจากฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1960 ปัจจุบันปกครองแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขจากการเลือกตั้ง สินค้าส่งออกที่สำคัญคือเมล็ดกาแฟและโกโก้ นอกจากนี้ ยังมีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งขนาดใหญ่ ทำให้เศรษฐกิจของโกตดิวัวร์เติบโตขึ้นและมีความมั่นคง

เปิดสมุดสเก็ตช์ Cheik Nadro ศิลปินที่วาดเรื่องมนุษย์ไม่ต่างกันจน Swatch เอาลายไปทำนาฬิกา
ผ้าเขียนลายด้วยโคลนที่เรียกว่า Groko หรือ Korhogo ทำโดยคนท้องถิ่นเผ่า Senufo ในเขต Korhogo ในโกตดิวัวร์ 
เปิดสมุดสเก็ตช์ Cheik Nadro ศิลปินที่วาดเรื่องมนุษย์ไม่ต่างกันจน Swatch เอาลายไปทำนาฬิกา
คนท้องถิ่นสวมผ้าพิมพ์ลายเคลือบไขผึ้ง (Wax Print) ซึ่งได้รับความนิยมมากในแอฟริกาทั้งทวีป เพราะผลิตแบบอุตสาหกรรม และมีขายในราคาถูก
2

ในประเทศอาณานิคมฝรั่งเศสแห่งนี้ เสมียนที่มาจากชนเผ่า Bété ในชนบทของโกตดิวัวร์ ซึ่งเป็นคนแรกๆ ที่ได้รับการศึกษาจากระบบการเรียนการสอนที่อาณานิคมฝรั่งเศสจัดตั้งขึ้น กลายมาเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มองเห็นความเป็นสากลของโลก อุดมการณ์ของความเท่าเทียม และปรัชญาของความเป็นมนุษยชาติ และต่อมาเขาได้ใช้เวลาทั้งชีวิตบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้

ประวัติศาสตร์ศิลปะบันทึกตามที่ Frédéric Bruly Bouabré เล่าไว้ว่า ในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1948 เฟรดเดอริกเห็นนิมิต สวรรค์ได้เปิดขึ้นต่อหน้าต่อตา แสงแดดสอดส่องเป็น 7 สี เผยให้เห็นความงามของพระอาทิตย์ และในเวลานั้น ฉันก็ได้กลายเป็น ชีค นาโดร (Cheik Nadro / Cheick Nadro) ผู้ซึ่งไม่เคยลืมเลือน (The heavens opened up before my eyes and seven colorful suns described a circle of beauty around their Mother-Sun, I became Cheick Nadro: ‘He who does not forget.’)

ภาพที่เขานิมิต ทำให้เขาซึ่งเรียกตัวเองว่า ‘ชีค นาโดร’ หรือผู้มาโปรดและปลดปล่อยผู้คน เป็นแรงผลักดันให้ Frédéric Bruly Bouabré พยายามหาความรู้ในทุกด้าน เพื่อปลอดปล่อยเพื่อนร่วมเผ่าที่เขาถือเป็นลูกหลานและมนุษยชาติออกจากความสับสนของสังคมสู่ชีวิตที่มีคุณภาพ

3

ชีค นาโดร ชื่อที่ผู้คนรอบข้างเรียก Frédéric Bruly Bouabré นำความรู้ในแขนงต่างๆ ที่เขาเพียรศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศิลปะ ประเพณี วัฒนธรรม ปรัชญา ฯลฯ มาเขียนลงในกระดาษขนาดเล็กแบบโปสการ์ดหลายแผ่นเท่าๆ กัน

ภาพของเขาเป็นเอกลักษณ์ เขาใช้ปากกาลูกลื่นตีกรอบโดยรอบ แล้ววาดรูปด้านในและลงสีด้วยสีไม้ ริมขอบที่เขาใช้ปากกาลากเส้นเป็นกรอบไว้ ก็เขียนความคิดและคำอธิบายภาพที่อยู่ด้านในเป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งมักเป็นคำหรือประโยคสั้นๆ ง่ายๆ โดยเริ่มต้นคำหรือประโยคด้วยเครื่องหมายดอกจันสีแดง ที่เขาทำไว้เป็นสัญลักษณ์ แล้วพลิกไปอีกด้านหนึ่งของแผ่นกระดาษ เพื่อลงชื่อพร้อมวันที่เขียนไว้ด้านหลัง

เปิดสมุดสเก็ตช์ Cheik Nadro ศิลปินที่วาดเรื่องมนุษย์ไม่ต่างกันจน Swatch เอาลายไปทำนาฬิกา
เปิดสมุดสเก็ตช์ Cheik Nadro ศิลปินที่วาดเรื่องมนุษย์ไม่ต่างกันจน Swatch เอาลายไปทำนาฬิกา
แผ่นกระดาษขนาดโปสการ์ด ด้านหนึ่งตีกรอบและวาดรูปด้วยปากกาลูกลื่น ระบายด้วยดินสอสี ข้อความสั้นๆ ง่ายๆ เล่าถึงภาพและปรัชญาที่เวียนวนอยู่กับหลักการของความเป็นสากล (Universalism) ที่ด้านหลัง เขาลงวันที่และลายเซ็นของผู้เขียนไว้ชัดเจน

ผมโชคดีที่ได้รับสมุดสเก็ตช์เล่มหนึ่งของเขามาไว้ในครอบครอง เมื่อพลิกดูแล้ว ก็เห็นชัดว่าความคิดของเขาลึกซึ้ง เส้นปากกาของเขาแม้สั่นเครือแต่ตรงไปตรงมา การลงสีเป็นไปอย่างเรียบง่ายที่สุด การวาดรูปของเขาเป็นเพียงสื่อที่เขาต้องการจะพูดคุยกับคนรอบตัว ถึงปรัชญาและอุดมการณ์ความเป็นสากลนิยม (Universalism) ที่เขาเชื่อว่าคือความจริงของโลก

เปิดสมุดสเก็ตช์ Cheik Nadro ศิลปินที่วาดเรื่องมนุษย์ไม่ต่างกันจน Swatch เอาลายไปทำนาฬิกา
เปิดสมุดสเก็ตช์ Cheik Nadro ศิลปินที่วาดเรื่องมนุษย์ไม่ต่างกันจน Swatch เอาลายไปทำนาฬิกา
เปิดสมุดสเก็ตช์ Cheik Nadro ศิลปินที่วาดเรื่องมนุษย์ไม่ต่างกันจน Swatch เอาลายไปทำนาฬิกา
เปิดสมุดสเก็ตช์ Cheik Nadro ศิลปินที่วาดเรื่องมนุษย์ไม่ต่างกันจน Swatch เอาลายไปทำนาฬิกา
สมุดสเก็ตช์ที่เขียนขึ้นใน ค.ศ. 2012 ก่อนเขาเสียชีวิตได้ไม่นาน หลานของเขาที่นำสมุดเล่มนี้มาขายต่อให้ผมบอกว่า เป็นสมุดเล่มท้ายๆ ที่ปู่เขียนไว้ก่อนตาย

ความเป็นปราชญ์ของเขาไม่หยุดเพียงแค่นั้น แต่ชีค นาโดร ยังคิดค้นตัวอักษรของภาษา Bété ภาษาชนเผ่าของเขาซึ่งชาวไร่ชาวนาใช้พูด โดยเป็นตัวอักษรใช้แทนเสียงที่เปล่งออกมาจำนวน 448 ตัวอักษร เขียนบันทึกลงในแผ่นกระดาษขนาดโปสการ์ดที่เขาคุ้นเคยกว่า 1,000 ชิ้น

ผลงานของ Cheik Nadro ศิลปินชาวโกตดิวัวร์ที่ดังระดับโลกจากการวาดภาพลายเส้นปากกาบนกระดาษโปสการ์ด เพื่อบอกว่าคนเชื้อชาติไหนก็ไม่ต่างกัน
ตัวอักษรภาษา Bété เป็นตัวเลขต่างๆ ที่เขาเขียนหลังโปสการ์ด ต่อมาแกลเลอลิสต์ชาวฝรั่งเศสนำงานของเขามาพิมพ์ขาย
4

แม้ภาษาฝรั่งเศสของผมจะกระท่อนกระแท่น หรืออาจเรียกว่าไม่รู้เลย เพราะเคยเรียนมาสมัยมัธยมปลาย เพื่อวัตถุประสงค์เพียงประการเดียวคือใช้สอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย แต่ประโยคง่ายๆ ที่ชีค นาโดร เขียนรอบรูปภาพ กลับให้ผมเห็นถึงความจริงแท้ ความเป็นสากลแห่งธรรมชาติ ความเหมือนกันในความแตกต่าง

ขอเชิญชมภาพวาดในชุดต่างๆ ที่ชวนให้เราต้องคิดต่อไปนานๆ เยอะๆ และไกลๆ

ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหนก็เห็นเงาตัวเองในน้ำ

ภาพวาดชุดนี้ประกอบด้วยจำนวน 64 ใบ เป็นผู้ชายนุ่งผ้าถุงรูปธงชาติของประเทศต่างๆ ก้มหน้ามองเงาตัวเองในแก้วน้ำ

ผลงานของ Cheik Nadro ศิลปินชาวโกตดิวัวร์ที่ดังระดับโลกจากการวาดภาพลายเส้นปากกาบนกระดาษโปสการ์ด เพื่อบอกว่าคนเชื้อชาติไหนก็ไม่ต่างกัน

คนหนุ่มผิวสีต่างๆ ก็มีความสุขมาก (ได้)

คนหนุ่มผิวสีเหลือง ดำ เขียว ฟ้า ก็ล้วนมีความสุขได้หากต้องการ หรืออีกนัยหนึ่ง ภาพลักษณ์หรือผิวสีของเราไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบหรืออุปสรรคเลยที่จะทำให้เรามีความสุขหรือไม่

ผลงานของ Cheik Nadro ศิลปินชาวโกตดิวัวร์ที่ดังระดับโลกจากการวาดภาพลายเส้นปากกาบนกระดาษโปสการ์ด เพื่อบอกว่าคนเชื้อชาติไหนก็ไม่ต่างกัน

นี่แหละคือความจริงของมนุษยชาติ

ความจริงของมนุษยชาติมีทั้งความทารุณ ความรัก ไม่ว่าจะเพศเดียวกันหรือต่างเพศ และมนุษยชาติก็มีความแตกต่างกันราวกับสายรุ้ง

ผลงานของ Cheik Nadro ศิลปินชาวโกตดิวัวร์ที่ดังระดับโลกจากการวาดภาพลายเส้นปากกาบนกระดาษโปสการ์ด เพื่อบอกว่าคนเชื้อชาติไหนก็ไม่ต่างกัน

ความจริงของธรรมชาติ

ธรรมชาติก็เป็นไปเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นงูกำลังฟักไข่ ลวดลายบนใบไม้ และรอยด่างบนผิวส้ม เหล่านี้ล้วนกำลังบอกอะไรกับเรา

ผลงานของ Cheik Nadro ศิลปินชาวโกตดิวัวร์ที่ดังระดับโลกจากการวาดภาพลายเส้นปากกาบนกระดาษโปสการ์ด เพื่อบอกว่าคนเชื้อชาติไหนก็ไม่ต่างกัน

ความรักของแม่

แม่ผิวดำก็หวงแหนลูกของเธอแม้ผิวเหลือง (ไม่ว่าลูกจะรูปลักษณ์หน้าตาเป็นอย่างไร แม่ก็รักลูกทั้งนั้น)

ผลงานของ Cheik Nadro ศิลปินชาวโกตดิวัวร์ที่ดังระดับโลกจากการวาดภาพลายเส้นปากกาบนกระดาษโปสการ์ด เพื่อบอกว่าคนเชื้อชาติไหนก็ไม่ต่างกัน
5

Frédéric Bruly Bouabré เสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 2014 แต่ปรัชญาความเป็นสากล และอุดมการณ์ของความเท่าเทียมและความไม่แตกต่างกันยังคงอยู่ไม่มีวันเสื่อมคลาย

ผลงานของ Cheik Nadro ศิลปินชาวโกตดิวัวร์ที่ดังระดับโลกจากการวาดภาพลายเส้นปากกาบนกระดาษโปสการ์ด เพื่อบอกว่าคนเชื้อชาติไหนก็ไม่ต่างกัน
ภาพ : 2020.swatch.com

เมื่อ ค.ศ. 1996 Swatch ผลิตนาฬิการุ่น Cheick Nadro โดยนำภาพของ Frédéric Bruly Bouabré มาพิมพ์เป็นลวดลายลงบนตัวเรือนและสายนาฬิกา แม้อาจจะไม่ใช่รุ่นขายดีหรือเป็นที่นิยมของนักสะสม แต่ก็บอกได้ถึงความเป็นสากลของภาพเขียนและปรัชญาความคิดของเขา

ข้อมูลเพิ่มเติม

1. ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับประเทศโกตดิวัวร์ของกระทรวงการต่างประเทศ www.mfa.go.th/th/country

2. ผลงานของ Frédéric Bruly Bouabré ที่ The Jean Pigozzi Collection of African Art ซึ่งเป็นคอลเลกชันงานศิลปะแอฟริกาที่ใหญ่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง caacart.com/pigozzi-artist.php?i=Bruly-Bouabre-Frederic&m=14

Writer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load