ชายฝั่งทะเลติดมหามหาสมุทรอินเดียยาวกว่า 2,500 กิโลเมตร เลียบแผ่นดินของประเทศโมซัมบิกตลอดแนวทวีปแอฟริกาฝั่งตะวันออก อาจบอกเป็นนัยถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรจากท้องทะเล ที่เราคงหวังว่าประชาชนของเขาคงจะอิ่มหนำและสมบูรณ์พูนสุข เต็มท้องไปด้วยอาหารทะเลอันมหาศาล

ไม่ว่าจะกุ้งมังกรตัวเขื่องที่อาศัยอยู่ในกองหินริมชายฝั่ง ปูทะเลดำมะเมื่อมในโคลนที่ปากแม่น้ำจรดทะเล หรือกุ้งแม่น้ำตัวยักษ์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณน้ำกร่อยที่น้ำจืดจากแม่น้ำสายใหญ่ผสมกับน้ำทะเลก่อนที่จะไหลออก

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน

อีกทั้งกุ้งหอยปูปลาสารพัดสารพัน ที่เราอาจจะพอจินตนาการได้ในพื้นที่ริมฝั่งทะเลแบบนี้

ในช่วงแรกที่เราไปถึงที่กรุงมาปูโต เมืองหลวงของประเทศโมซัมบิกที่สถานทูตไทยเพิ่งเปิดใหม่เป็นครั้งแรก พี่ๆ ที่กระทรวงการต่างประเทศมักจะสอบถามข่าวคราวถึงชีวิตความเป็นอยู่และอาหารการกิน

ใครๆ ก็ย่อมคิดว่าการไปอยู่ในแอฟริกา โดยเฉพาะในประเทศโมซัมบิก ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ติดอับดับความจนที่สุดใน 5 อันดับท้ายของโลกคงจะไม่สู้ดีแน่

ผมไม่ตอบอะไร แม้จะรู้สึกขอบคุณและซึ้งใจพี่ๆ ที่กรุงเทพฯ ถึงความเป็นห่วงเป็นใยที่มีให้ผมและครอบครัว

จนกระทั่งพวกพี่ๆ ได้เดินทางมาราชการที่กรุงมาปูโต

“อ๋อ เอ็งกินมาม่า…กับล็อบสเตอร์ นี่เอง”

แล้วความลับทั้งหมดก็ถูกเปิดเผยบนโต๊ะอาหารที่เพียบพร้อมไปด้วยอาหารทะเลนานาชนิดในมื้อเย็นวันนั้น

ทรัพยากรจากท้องทะเลอันอุดม

แวบแรกที่เราเห็นตลาดสดที่ขายเฉพาะอาหารทะเลก็พาให้เราตื่นใจแล้ว

รัฐบาลญี่ปุ่นได้มาช่วยสร้างตลาดขายของทะเลให้ใหม่ที่เขตชานเมือง พร้อมห้องแช่เย็นและลานขายของทันสมัย ในตลาดเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งจากท้องทะเล กุ้งมังกรหรือล็อบสเตอร์หินตัวใหญ่สุดๆ วางขายกันเกลื่อน ไม่นับปูทะเลกระบุงใหญ่ที่ยังโผล่ตามาเมียงมองวิบๆ กุ้งหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งกุ้งขาว กุ้งลายเสือ หรือกุ้งตะกาด ที่บ้านเราเรียกกันที่เพิ่งจับสดๆ แล้วก็ยังมีกุ้งก้ามกรามหรือกุ้งแม่น้ำที่มีมาขายเป็นระยะๆ ด้วย

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
บรรยากาศในตลาดปลา ซึ่งขายอาหารทะเลสด ในกรุงมาปูโต ภาพตลาดเฉอะแฉะถูกแทนด้วยความสะอาดและใหม่เอี่ยมอ่อง 

เมื่อเราเดินเข้าไปในตลาด หน้าตาจีนๆ แบบนี้เป็นที่ต้องตาของพ่อค้าแม่ค้านัก คงเพราะชื่อเสียงของคนเอเชียที่ไม่เป็นรองใครเรื่องการบริโภค พวกเขามักเชื้อเชิญด้วยความสดใหม่ของอาหารทะเลที่เขาวางขาย หอยตลับแช่อยู่ในอ่างน้ำพลาสติกพากันพ่นน้ำกระเด็นออกมาต่อหน้าต่อตา ปูทะเลสดๆ ถูกจับกระดองหงายขึ้นให้เห็นจับปิ้งว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย พร้อมกับขาทั้งแปดที่ยังขยับไปขยับมา ทว่าก้ามใหญ่ของมันถูกมัดไว้แน่นด้วยเชือกกล้วย มิใช่เชือกฟางพลาสติกสีแดงแบบบ้านเรา

อีกทางหนึ่ง เสียงพอค้าโหวกเหวกตะโกนเสียงเพียงเพื่อจะชี้ชวนให้เราหันไปดูปลาเก๋า ปลากะพง ปลานกแก้ว ปลาจาระเม็ด และอีกสารพัดปลาที่เขาวางเรียงรายอยู่บนแผง เมื่อเราชายตาหันไปดู ก็เห็นมือของเขาแหวกเหงือกสีแดงสดและชี้มือไปที่ดวงตาใสๆ ของปลาได้แล้ว อีกทางหนึ่ง เสียงแม่ค้าเจื้อยแจ้วเรียกให้เราเข้าไปดูกุ้งที่เขาวางขายอยู่ บางครั้งเราก็เห็นกุ้งยังสดๆ ขยับกลุ่มขาไปด้านหน้าหลังที่แม่ค้าอยากให้เราเห็นว่ามันยังมีชีวิตอยู่

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
ของทะเลสดๆ ทั้งกุ้งหอยปูปลา วางเรียงรายจนเลือกไม่ถูก

ในกรุงมาปูโต มีหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ อยู่สองสามแห่ง เช้าตรู่ ชาวบ้านออกเรือไม้ขนาดเล็กขนาดไม่กี่ฟุตออกไปจับปลาตามแนวชายฝั่ง มีเพียงเบ็ด ลอบดักปู และอวนจับกุ้ง ปลาและกุ้งไม่มีตู้น้ำแข็ง ตกเย็นกลับมา ก่อนที่แม่ค้าคนกลางจะมาซื้อเหมาไปขายในตลาดในเมือง เรือประมงขนาดใหญ่เป็นของบริษัทข้ามชาติ ล่าสุดบริษัทในจีนก็เพิ่งมาร่วมทุนกับรัฐบาลทำการประมงจับปลาในเขตน้ำลึกที่ประมาณกันว่ามีทรัพยากรมหาศาล

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
เรือไม้ลำเล็กที่ชาวประมงพื้นบ้านใช้ออกไปหาปลา โดยมากจะออกเรือในตอนเช้าตรู่และกลับมาในตอนบ่ายๆ

เราได้กินอาหารทะเล แต่คนของเขาได้กินแต่ข้าวโพด

ผมอายที่จะบอกว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของผมและครอบครัวตลอดระยะเวลา 3 ปีกว่าที่ประเทศโมซัมบิกดีขนาดไหน (แม้จะต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายแพงลิบลิ่ว จนไม่สามารถมีเงินเก็บเงินออมก็ตาม)

อาหารทะเลที่นำมาปรุงแบบไทย มีทั้งปูนึ่ง ปูดอง ปลาทอด ผัดรวมมิตรทะเล และอีกสารพัดเมนู

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน

ในขณะที่ทรัพยากรจากท้องทะเลอันอุดม แต่คนโมซัมบิกทั่วไป ซึ่งหมายถึงคนส่วนใหญ่ของประชากรเกือบ 30 ล้านคน ก็ไม่อาจได้กินอาหารแบบที่พวกเราได้กินแบบนี้

อาหารหลักๆ ของพวกเขาที่อาจจะได้กินแบบอดมื้อกินมื้อ เห็นจะไม่พ้นข้าวโพด

พวกเขากินกันแต่ข้าวโพดกันจริงๆ ข้าวโพดกินกับถั่วลิสงเพื่อให้ได้โปรตีน และผักต้มผสมผงชูรสซองๆ เพื่อให้ได้รสชาติ

คนแอฟริกันส่วนใหญ่กินข้าวโพดประทังชีวิต

ข้าวโพดแต่ดั้งเดิมมาจากอเมริกาใต้ แต่เดินทางมาถึงแอฟริกาพร้อมกับเจ้าอาณานิคมโปรตุเกสที่ไปครอบครองดินแดนแถบนั้นเป็นเจ้าแรก ข้าวโพดมาแทนที่ข้าวฟ่าง ซึ่งคนพื้นเมืองส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวกินมาแต่เดิม ข้าวโพดครองใจคนแอฟริกันแทบทั้งทวีป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้าวโพดปลูกง่าย ทนแดด ทนฝน และทนแล้ง สามารถขึ้นโดยพึ่งเพียงฟ้าฝนและไม่ต้องการเทคโนโลยีหรือความรู้ขั้นสูง แถมยังให้ผลผลิตในจำนวนมากเมื่อเทียบกับอาหารหลัก หรือที่เรียกกันว่า Staple Food ชนิดอื่นๆ

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
ข้าวโพดต้มหากไม่นำมาบดเป็นแป้งกินเป็นอาหารหลักในแต่ละมื้อแล้ว ตามข้างถนนหลวงก็มีข้าวโพดต้มกับเกลือขายแบบบ้านเราสำหรับคนขับรถบรรทุกระยะไกลกินแก้หิวให้อิ่มท้อง

ชาวบ้านใช้จอบด้ามเก่าเซาะตะกุยดินแห้งให้ร่วนซุย แล้วฝังเมล็ดข้าวโพดไว้ในดิน ฝนที่ตกมาโปรยปรายก็ปลุกให้เมล็ดข้าวโพดที่หลับใหลลุกขึ้นมาผลิใบอ่อน ฟ้าฝนตามฤดูกาลประคองต้นข้าวโพดจนเติบโตและออกฝักในอีกเพียงแค่ 3 – 4 เดือนต่อมา ชาวบ้านทยอยเก็บเกี่ยวมาใช้เพียงเท่าที่ต้องการในครัวเรือน

อาหารหลักที่เป็นแป้งข้าวโพดนี้อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต แม้มีวิตามินและโปรตีนเล็กน้อย แต่มีคุณสมบัติให้พลังงานและอิ่มท้องเมื่อเทียบกับธัญพืชชนิดอื่น อีกทั้งมีราคาถูกและปลูกเองได้ง่าย เพราะข้าวโพดเป็นพืชที่ทนทานต่ออากาศและโรค

หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวโพดสีขาว ไม่ใช่ข้าวโพดหวานสีเหลืองแล้ว ข้าวโพดก็จะถูกนำมาผึ่งลมพอให้แห้ง คนในครอบครัวช่วยกันแกะเมล็ดข้าวโพดออกจากฝัก และนำมาบดตำในครกไม้หรือครกดินเผาทรงสูง โดยใช้สากที่ทำจากท่อนไม้ท่อนยาวให้ละเอียดเป็นแป้งผง แล้วจึงตั้งไฟต้มน้ำในหม้อใหญ่ แล้วนำแป้งที่โม่บดได้กวนในน้ำร้อนจนเป็นก้อนแป้งที่จับตัวกัน

ในขณะที่ข้าว ซึ่งเป็นธัญพืชชนิดเดียวที่ไม่เปลี่ยนรูปร่างเมื่อมนุษย์นำมารับประทาน เม็ดข้าวยาวเรียวนำมาหุงกับน้ำ แต่เมล็ดธัญพืชชนิดๆ อื่นที่ผู้คนในที่อื่นกินเป็นอาหารหลัก ไม่ว่าจะเป็นข้าวฟ่าง ข้าวสาลี หรือไม่เว้นแม่แต่ข้าวโพดที่คนแอฟริกากินนั้นจะเปลี่ยนรูปเป็นแป้งละเอียดก่อนนำมากิน ไม่นับอาหารหลักจำพวกหัวพืช เช่น หัวมัน มันสำปะหลัง หรือกล้วยที่มักถูกนำมาบดบี้ให้ละเอียดก่อนนำมากิน

คนแอฟริกาเรียกชื่ออาหารหลักที่เป็นแป้งข้าวโพดไปต่างกันตามแต่ละท้องที่ เคนยาและแทนซาเนียเรียกอูกาลี (Ugali) โมซัมบิกเรียกชีมา (Chima) แอฟริกาใต้เรียกปั๊บ (Pap) หรือประเทศในแอฟริกาตะวันตกอย่างเช่นกานา เบนิน โตโก ไลบีเรีย เรียกว่าโฟโฟ หรือไม่ก็ออกเสียงเป็นฟูฟู (Foofoo, Foufou, Fufu)

ภาพหญิงแอฟริกาที่กำลังสาละวนอยู่กับการเตรียมโม่แป้งข้าวโพด อาจเป็นภาพที่หลายคนจดจำหรือชวนให้นึกถึงแอฟริกา การทำอาหารถือเป็นหน้าที่ของพวกเธอในครอบครัว ตอนเช้าตรู่ ผู้ชายออกไปทำไร่ทำสวนหรือออกไปทำงาน ผู้หญิงจะตื่นมาเตรียมแป้งข้าวโพดผสมกวนกับน้ำเป็นก้อนนี้แต่เช้า และมักกินคู่กับถั่วต้มกับผัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผักเขียวใบแข็งจำพวกคะน้าสับเป็นชิ้นเล็กยาวละเอียด พร้อมกับหัวหอม มะเขือเทศสับ และผักอื่นๆ ที่พอจะหาได้

แป้งข้าวโพดต้มแล้วกวนจนเหนียวเป็นก้อน กินเคียงกับถั่วและผักต้ม วันละ 2 มื้อเช้ากับเย็น ถือเป็นอาหารของคนแอฟริกา ยุคสมัยใหม่ทำให้พวกเขาได้รู้จักผงชูรสที่ขายเป็นซองๆ ช่วยสร้างกลิ่นของน้ำต้มกระดูก ซึ่งถือเป็นเครื่องปรุงสำคัญที่แทบจะขาดไม่ได้ หากไม่ได้ยากจนค้นแค้นถึงสุดขั้น

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
ข้าวโพดเมื่อนำมาบดเป็นแป้งแล้ว คนท้องถิ่นก็จะนำมากวนกับน้ำบนหม้อขนาดใหญ่ กวนจนเหนียวจับตัวกัน กินแทนข้าวเคียงกับผักต้ม อาจมีเนื้อสัตว์บ้างเล็กน้อย

แป้งข้าวโพดกวนกับน้ำนี่สิ ผมเคยลองกินแป้งข้าวโพดที่ชาวบ้านกินกันนี้อยู่บ่อยๆ แต่ไม่เคยทำใจให้ชอบได้สักที เพราะนอกจากจืดชืดไม่มีรสชาติใดๆ ผิดกับข้าวที่ยิ่งเคี้ยวยิ่งหวานแล้ว ยังมีกลิ่นคล้ายแป้งเปียกและกินแล้วสากลิ้นมาก

จนทำให้คิดว่า บางทีคนเราก็น่าเห็นใจเหมือนกัน ที่เราอาจไม่สามารถเลือกกินอะไรได้ตามที่ใจต้องการ

อาหารทะเลเป็นของหรูหรา เนื้อสัตว์ถือเป็นของวิเศษ

สำหรับคนท้องถิ่นในโมซัมบิกและในแอฟริกาส่วนใหญ่ เนื้อสัตว์ถือเป็นอาหารเฉพาะในวันสำคัญหรือเทศกาลพิเศษเท่านั้น

ชาวบ้านในชนบทแทบทุกบ้านมักเลี้ยงไก่หรือเป็ด โดยปล่อยไว้ให้หากินเอง หรือไม่ก็อาจมีกระต่ายที่เลี้ยงไว้ในเล้าที่ทำจากไม้สานเป็นกรงรูปร่างกลมๆ ยกให้สูงจากพื้นราว 1 – 2 เมตร เพื่อไม่ให้หนีออก บ้านในต่างจังหวัดที่พอลืมตาอ้าปากได้หน่อยก็มีหมูหรือวัวเลี้ยงไว้ เมื่อมีโอกาสดีๆ ก็จะเชือดหมูเชือดวัวมาเฉลิมฉลองกัน ไม่ต่างจากชาวบ้านในต่างจังหวัดของเมืองไทย 

ส่วนผู้คนในเมืองก็ซื้อเนื้อไก่ซึ่งเป็นเนื้อสัตว์ราคาถูกที่สุด เพราะผลิตได้ในลักษณะอุตสาหกรรม เนื้อหมูและเนื้อวัวถือเป็นเนื้อสัตว์ราคาแพง

อาหารทะเลในโมซัมบิกอาจมีไว้เพียงส่งออก และมีเพียงไว้สำหรับให้คนมีสตางค์ในเมืองกิน อาจมีเพียงปลาตัวเล็กหรือกุ้งใกล้หมดสภาพที่แม่ค้าอาจเลหลังนำมาขายให้คนรายได้น้อยในเมืองกินบ้าง

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
ปลาทะเลชายฝั่งราคาถูกคล้ายปลาทูผสมปลากระบอกปิ้งขายให้กับคนท้องถิ่นส่วนใหญ่ซึ่งมีรายได้ไม่มาก ในสนนราคาตัวละประมาณ 10 บาท 

การที่จะคงสภาพความสดใหม่ของอาหารทะเลเป็นเรื่องที่มีค่าโสหุ้ยมหาศาล ไหนจะค่าเรือจับปลาที่มีอุปกรณ์ครบครัน ไหนจะห้องเย็นหรือน้ำแข็งที่ต้องใช้ไฟฟ้าและเทคโนโลยี ไหนจะถนนหนทางที่จะนำอาหารทะเลไปสู่ผู้บริโภคได้เร็วที่สุด ไหนจะตลาดที่มีตู้แช่สำหรับวางขาย

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเหนือความเป็นจริงในประเทศส่วนใหญ่ที่ยากจนในทวีปแอฟริกา

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
บนเกาะ Ilha de Mocambique เมืองหลวงแห่งแรกของประเทศโมซัมบิกในสมัยการปกครองโดยอาณานิคมโปรตุเกส ซึ่งปัจจุบัน UNESCO ประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ชาวประมงพื้นบ้านนำปลานกแก้วและปลาเก๋าขนาดใหญ่มาขายให้กับนักท่องเที่ยวและโรงแรม และเฉพาะนักท่องเที่ยวเท่านั้นที่มีโอกาสได้รับประทานปลาทะเลเช่นนี้ เย็นวันนั้น เชฟดอล์ฟ สหัส จันทกานนท์ (คนถือปลา) นำปลาเก๋าที่ซื้อไปนึ่งมะนาวให้พวกเรากิน

เราอาจเห็นกุ้งแช่แข็งสดๆ ตัวใหญ่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรป เราอาจเคยกินกุ้งซาชิมิที่มาจากท้องทะเลในมหาสมุทรอินเดียจากโมซัมบิก เราอาจเคยกินซุบหอยแบบญี่ปุ่นที่หอยตลับอิมพอร์ตเข้ามาจากโมซัมบิก

แต่เราคงไม่ได้เห็นชาวบ้านในโมซัมบิกมานั่งแกะกุ้ง แทะกุ้ง ต้มหอย เลาะก้างปลากินกันหมึบหมับ

เหมือนกับพวกเรา

Writer & Photographer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

แอฟริกันเอง

เรื่องราวเกี่ยวกับแอฟริกาที่จะทำให้รู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่ไกลกันอย่างที่คิด

แม้ไม่เคยได้วาดฝันไว้ และไม่เคยนึกภาพตัวเองออกเดินทางและทำงานที่ต่างประเทศพร้อมกับภรรยาและลูกน้อยมาก่อน แต่ทันทีที่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในจังหวะชีวิตหนึ่งของการทำงานที่ต้องออกเดินทางอีกครั้ง ในขณะที่มีลูกชายตัวน้อยอายุ 6 เดือนกว่า จิตใจเบื้องลึกก็ไม่รีรอ บอกให้ผมตัดสินใจออกเดินทางไกลพร้อมครอบครัวครั้งแรก…ไปแอฟริกา

นั่นคือเมื่อเกือบ 4 ปีก่อน เมื่อเราออกเดินทางจากประเทศไทย ลูกชายยังเป็นทารก แน่นอนว่าเขายังเดินเหินและพูดไม่ได้ แต่ละวันเขาเพียงแต่นอน สลับกับดูดนมและขับถ่าย เราจับเขาใส่ตะกร้าอุ้มเด็ก แล้วกระเตงขึ้นเครื่องบินระยะเวลายาวนานกว่า 16 ชั่วโมง กว่าจะถึงประเทศโมซัมบิก ที่ที่ลูกชายของผมจะต้องเติบโตขึ้น

ในวันที่เราเดินทางกลับเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ลูกชายเพิ่งอายุครบ 4 ขวบหมาดๆ เขาพูดจ้อเจื้อยแจ้ว ร่างกายแข็งแรงยืดหยุ่น เดินเหินวิ่งเล่นคล่องแคล่ว และมีอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก… ผิดกับตอนที่เราพาเขาออกเดินทางครั้งแรก ที่เขายังเป็นเพียงเด็กแบเบาะคนหนึ่ง

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ

ลูกชายใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในแอฟริกา มากกว่าในประเทศไทย บ้านเกิดของเขา

แม้ตอนนั้นคนรอบตัวจะทัดทานการเดินทางไปแอฟริกาของผมพร้อมกับลูกน้อย เพราะทุกคนคาดการณ์ว่าชีวิตความเป็นอยู่อาจไม่สะดวกสบาย โรคภัยอาจน่ากลัว การศึกษาและการสาธารณสุขอาจยังไม่เข้าขั้น แต่ผมไม่เคยเสียดายโอกาสที่จะไปที่อื่นที่ ‘เขาว่า’ ดีกว่านี้เลย

ผู้ใหญ่หลายคนเป็นห่วง ถามผมว่า ลูกเล็กแค่นี้จะเลี้ยงได้อย่างไรกันในที่แบบนั้น ผมก็อ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่จะได้ไปเลี้ยงลูกที่แอฟริกา พอหลายคนถามเยอะเข้า ตอนหลังๆ ผมก็เลยตอบไปว่า “เลี้ยงแบบเมาคลี”

เมาคลีแบบในหนังสือ The Jungle Book ของ รัดยาร์ด คิปลิง (Rudyard Kipling) ที่เติบโตท่ามกลางความหลากหลายของผู้คน ธรรมชาติ อำนาจ และโอกาส ที่ไม่เท่าเทียมกัน 

ระยะเวลาเกือบ 4 ปีในโมซัมบิกได้ฟูมฟักหล่อหลอม-อย่างน้อยที่ผมเห็นและหวังไว้ ให้ลูกชายมีโอกาสเติบโตขึ้นเป็น ‘พลเมืองที่ดี’ คนหนึ่งของโลกได้ เพราะผมเชื่อมั่นและมุ่งหมายในคุณค่าของสิ่งนี้มากกว่าสิ่งไหนๆ

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ

เขาได้เห็นผู้คนที่หลากหลาย

ในช่วงปีแรกที่ลูกชายยังแบเบาะเกินกว่าจะพาออกไปทำอะไรได้ ชีวิตที่ผ่านมาและล้อมรอบของเขาคือผู้คนที่หลากหลาย ต่างชาติ และต่างผิวพรรณ โดยเฉพาะคนที่มีสีผิวและรูปร่างหน้าตาต่างจากเรา ทั้งฝรั่งผิวขาว แขกผิวน้ำตาล และคนแอฟริกาผิวดำคล้ำ ผมดีใจที่ลูกชายไม่ได้ร้องไห้จ้าเมื่อมีคนหน้าตาไม่เหมือนพ่อแม่มาแหย่เล่นหยอกล้อเขาในตะกร้าที่เราใช้แบกอุ้มเขาไปที่โน่นที่นี่

การที่เราได้ทำงานและใช้ชีวิตในประเทศพหุสังคมอย่างโมซัมบิก ที่มีทั้งคนแอฟริกา คนฝรั่งที่ถ้าไม่ใช่ชาวยุโรปก็เป็นลูกหลานซึ่งอยู่ที่นั่นมาแต่อาณานิคม หรือคนแขกจากอินเดียที่ถูกจ้างมาเป็นแรงงานทั้งในยุคปัจจุบัน หรือตั้งรกรากมายาวนานพร้อมเจ้าอาณานิคมโปรตุเกส อาจช่วยให้ลูกชายเติบโตขึ้นโดยไม่กลัว หรือรังเกียจ หรือรัก อย่างผิวเผินเพียงแค่เห็นจากภายนอก

ลูกชายอาจโชคดีสักหน่อยที่มีพี่เลี้ยงเป็นคนท้องถิ่น ซึ่งมาช่วยภรรยาของผมทำงานบ้าน ผมดีใจที่เขาเล่นกอดหยอกล้อปีนป่ายพี่เลี้ยงของเขาอย่างเป็นกันเอง และแอบนึกชื่นชมว่าเด็กตัวน้อยก็เป็นเด็กที่สดใสเหมือนผ้าขาวอย่างที่เขาว่ากันจริงๆ

หลายครั้ง ผมและภรรยาแอบบ่นว่าพี่เลี้ยงที่มาช่วยงานเรานี้มีกลิ่นตัวแรงจนพานให้เรานึกกังวลไปต่างๆ นานา แต่ลูกชายกลับไม่สนใจเพราะไม่มีอคติอันใดแฝงอยู่ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้จากลูกชายให้มาก

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ
นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

อีกเรื่องที่เราต้องเรียนรู้จากเขา ผมจำได้แม่นถึงสายตาที่ไร้เดียงสาของลูกชาย เมื่อเขาพบเจอชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมทะเลสาบมาลาวี ผู้เป็นแม่นุ่งกระโจมอกด้วยผ้าคาปูลานาสีสดของโมซัมบิก มือข้างหนึ่งถือชามพลาสติกเต็มไปด้วยปลาตัวเล็กๆ ที่เขาเพิ่งดักตาข่ายได้ อีกข้างหนึ่งถือมีดเก่าๆ เพื่อมาขอดเกล็ด เตรียมนำไปปรุงอาหารในคืนนั้น

หากเป็นเราก็คงจะรู้สึกสงสารหรือเห็นใจอย่างคนที่อาจจะเรียกว่า มีโอกาสที่ดีกว่า แต่สายตาของลูกชายกลับใส่ใจกับปลาที่อยู่ในชามนั้นมากกว่า และมองภาพชาวบ้านที่เราเห็นพร้อมๆ กันอย่างปกติ ซึ่งนั่นควรเป็นสายตาที่เรามองคนอื่น แทนที่จะตัดสินเขาตั้งแต่แวบแรกมิใช่หรือ

โลกในวันนี้และในวันข้างหน้าควรเป็นโลกที่หลากหลาย รูปลักษณ์ภายนอกอาจไม่มีความสำคัญมากเท่ากับจิตใจและความคิดที่ซ่อนอยู่ภายใน คนสีผิวหนึ่งก็มิอาจเรียกร้องให้คนอื่นคิดว่าเป็นใหญ่หรือมีอำนาจมากกว่าคนอีกสีผิวหนึ่ง เฉกเช่นเดียวกับความเก่งและความดีงามที่ไม่จำกัดอยู่แค่สิ่งที่เห็นภายนอก

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

เขาได้เห็นธรรมชาติที่เป็นจริง

ลูกชายทำให้ผมเชื่อจริงๆ ว่า มนุษย์เราโดยสันดานมีจิตใจที่รักและเชื่อมโยงกับธรรมชาติอยู่แล้วทุกคน มิจำเป็นจะต้องสั่งสอนหรืออบรมบ่มนิสัยความรักในธรรมชาตินี้ให้กัน ดังที่นักวิทยาศาสตร์อย่าง เอ็ดเวิร์ด ออสบอร์น วิลสัน (Edward Osborne Wilson) เรียกคุณสมบัติหนึ่งของมนุษย์ข้อนี้ว่า ‘Biophilia’ 

ด้วยความที่ประเทศโมซัมบิกที่เราอยู่ยังเพียบพร้อมไปด้วยธรรมชาติซึ่งยังไม่ถูกรุกรานจากความเป็นเมือง เราจึงโชคดีที่ธรรมชาติจริงๆ ซึ่งฝรั่งเรียกว่า Wilderness ล้วนอยู่รอบตัว และรายล้อมเราโดยไม่ต้องขวนขวายใช้ทุนทรัพย์หรือใช้เวลาเดินทางไปเสาะหา

ในวันหยุดจากการทำงาน เราพากันไปที่ชายทะเล ตอนแรกลูกชายยังกลัวเสียงและรูปลักษณะคลื่นที่ซัดถาโถมเข้ามาอย่างแรง แต่ผืนทรายและซากสรรพชีวิตทั้งแมงกะพรุน กุ้ง ปลา และปู ที่กองเกลื่อนถูกซัดพัดเข้ามาก็เรียกความสนใจจากเขาได้ไม่น้อย 

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

แม้เขายังวิ่งเร็วสู้ปูลมที่วิ่งฉิวอยู่บนแนวทรายไม่ได้ แต่ก็ไม่เคยหยุดเรียกร้องให้ผมใช้สรรพกำลังและทักษะทั้งหมดที่มีวิ่งรี่จับปูลมมาให้เขาดูใกล้ๆ แม้เขาเพียงแค่สนุกที่ได้วิ่งเหยียบย่ำไปในแอ่งน้ำตามแนวหินยามน้ำลด (Tidal Pool) แต่เขาก็ได้เห็นและใกล้ชิดสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในนั้น เมื่อผมลองให้เขาเอื้อมมือไปให้ดอกไม้ทะเล (Sea Anemone) ใช้ปลายหนวดยาวดูดนิ้วมือเบาๆ พอให้จั๊กจี้

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

เมื่อเขาโตขึ้นมาอีกหน่อย ผมชอบพาเขาไปดูต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ตามแนวชานเมือง ซึ่งเป็นเขตแห้งแล้งกึ่งทะเลทรายที่มีต้นไม้แปลกตาสำหรับคนที่มาจากเขตร้อนชื้นอย่างเรา ทั้งต้นไม้ที่ไม่มีใบแต่ออกดอกพรึ่บอย่างชวนชมชนิด Adenium multiflorum ซึ่งออกดอกสีชมพู หรือต้นไม้วงศ์ต้นปีบชนิด Rhigozum zambesiacum ออกดอกสีเหลืองเต็มต้นในหน้าแล้ง หรือต้นไม้ในวงศ์โป๊ยเซียนหรือพญาไร้ใบในสกุล Euphorbia ที่รูปร่างหน้าตาประหลาดเป็นแท่งๆ ไม่มีใบ

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก
นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

เราเรียกชื่อต้นไม้กันด้วยชื่อวิทยาศาสตร์ จนลูกชายชอบกลับมาเล่าให้แม่เขาฟังว่า วันนั้นเขาเจอต้น Adenium แม่รู้ไหมว่าคือต้นอะไร เขาใบ้ต่อว่า ถ้าไปเล่าให้คุณยายที่เมืองไทยฟังคุณยายคงไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าต้นชวนชมคุณยายก็คงร้องอ๋อ

แสงแดดแรงและอากาศแห้งๆ ไม่เคยเป็นอุปสรรคสำหรับเขาเลย ผมจำได้ดีวันที่เขาหยิบเศษกิ่งไม้ยาวขึ้นมาจากพื้นดินในทุ่งหญ้าริมอ่างเก็บน้ำชานเมือง เขาเห็นกิ่งไม้ดั่งมีชีวิตและเป็นเพื่อนเล่นของเขา มือข้างที่เขาถือจับกิ่งไม้จิ้มปักไปข้างหน้าพร้อมกับวิ่งเล่นฉิวไปดงหญ้าที่ตอนนั้นแห้งกรอบเป็นสีน้ำตาลเพราะเข้าสู่หน้าแล้งแล้ว เมื่อเหนื่อยหอบเขาก็ไม่วายล้มตัวลงนอนคลุกเคล้าไปบนพื้นดิน

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

ผมได้แต่หวังว่า ในวันหนึ่งเมื่อลูกชายเติบโตขึ้น ธรรมชาติที่เขาพานพบจะทำให้เขาระลึกถึงความสวยสดและงดงามที่เขาได้เล่นสนุก เขาคงจะเชื่อในคุณค่าของสิ่งที่อยู่รอบตัวเหล่านั้น ซึ่งน่าจะทำให้เขาและคนอื่นๆ ในโลกใบเดียวของเขามีความสุขและรักษาไว้อย่างดีเท่าที่จะทำได้

เขาได้เห็นโอกาสที่คนมีไม่เท่ากัน

การได้มาทำงานที่โมซัมบิกครั้งนี้ถือเป็นโอกาสหนึ่งในชีวิตที่ได้คลุกคลีใกล้ชิดกับคนท้องถิ่น ด้านหนึ่งผมได้รับผิดชอบการทำโครงการให้ความช่วยเหลือพัฒนาหมู่บ้านเล็กๆ ในต่างจังหวัดของโมซัมบิก ในอีกด้านหนึ่งผมได้รู้จักคุ้นเคยกับพนักงานทำความสะอาด เพราะเขานั่งรถไปดูต้นไม้ในชานเมืองเป็นเพื่อนผมกับลูกชาย

หลายครั้งที่ผมพาภรรยาและลูกชายไปหมู่บ้านในต่างจังหวัด ที่ชาวบ้านยังต้องกินแต่แป้งข้าวโพดเคียงกับผักต้มแกนๆ และต้องเดินหลายร้อยเมตรหรืออาจเกือบถึง 1 กิโลเมตรเพื่อมารองน้ำไปใช้กินใช้ดื่มจากคันโยกน้ำบาดาลไม่กี่จุดในชุมชน

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

บ้านของพนักงานทำความสะอาดอยู่ในหมู่บ้านที่อาจพัฒนามากกว่า มีระบบประปาชุมชนที่ต่อท่อตรงมาถึงบ้าน แต่เขาก็ยังต้องใช้น้ำอย่างกระเหม็ดกระแหม่ เพราะน้ำมีราคาแพงและมีมาไม่สม่ำเสมอ ต้องรองใส่ถังไว้ใช้ในยามจำเป็น

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

ภาพเหล่านี้ประกอบกับบ้านเรือนอย่างคนรายได้น้อยยิ่งทำให้เห็นถึงโอกาสของคนที่ไม่เท่าเทียมกัน บางบ้านเป็นเพียงบ้านที่นำหญ้ามาประกบเป็นกำแพงและหลังคา บางบ้านใช้อิฐบล็อกปูนแบบหยาบๆ ก่อกันเป็นกำแพงและมีหลังคาสังกะสี ไม่มีแม้แต่มุ้งลวด หากไม่นับประตูที่ทำจากเศษไม้แผ่นที่ราคาถูกที่สุดหรือไม่ก็สังกะสีเหลือใช้จากหลังคา ห้องน้ำเป็นส้วมหลุมขุดอยู่นอกบ้านและกลิ่นโชย เพราะไม่ได้เป็นส้วมแบบคอห่านที่มีน้ำหล่อกันกลิ่นจากด้านหลังพุ่งขึ้นมา

เด็กๆ ในวัยเดียวกับลูกชายมีของเล่นเพียงไม่กี่ชิ้น ของที่นิยมที่สุดเห็นจะเป็นวงล้อหรือยางรถจักรยานกลมที่นำแท่งไม้มาพยุงให้วิ่งลิ่วไปข้างหน้า ผิดกับของเล่นของลูกชายที่มีอยู่นับร้อยชิ้น ทั้งที่คนให้มาและเราขนมาจากประเทศไทยเพราะเห็นว่าเขาจะต้องมาอยู่ไกลถึงแอฟริกา

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

ผมชอบบ่นแม้ไม่เคยกล้าห้ามภรรยาว่า ทำไมถึงยอมให้ลูกชายเปิดน้ำในอ่างอาบน้ำในที่พักของเรา ซึ่งเป็นอพาร์ตเมนต์ในตึกใหม่และหรูหราที่สุดใจกลางกรุงมาปูโต เมืองหลวงของโมซัมบิก เพราะในใจลึกๆ แล้ว ผมอยากให้ทั้งภรรยาและลูกชายรู้สึกในเชิงเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราได้ไปพบเห็นมา ยังดีที่ลูกชายไม่เคยงอแงเมื่อเราขอแบ่งของเล่นหรือเสื้อผ้าที่เขามีอยู่มากมายเหลือคณาให้กับคนอื่นๆ

แม้จะเข้าใจดีว่าอาจเป็นการยากที่จะให้ผู้คนทั้งโลกนี้มีโอกาสอย่างเท่าเทียมกันหมดในทุกเรื่อง แต่การได้รับรู้เรื่องของคนที่มีโอกาสแตกต่างจากเรา ก็น่าจะทำให้เราพอใจกับโอกาสที่ได้รับและเพียรพยายามแสวงหาโอกาสให้ได้ดั่งคนที่มีโอกาสมากกว่าเรา แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ การต้องคิดถึงคนอื่นที่มีโอกาสน้อยกว่าเรา และมีน้ำใจที่จะหยิบยื่นโอกาสให้กันและกันได้

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

วันก่อนมีเรื่องให้ผมดีใจ ลูกชายต่อเลโก้เป็นบ้าน เขาอธิบายว่า นี่คือบ้านของคนรายได้น้อยที่ไม่มีหลังคา แต่มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา คนในบ้านต้องนอนอยู่ในเปลนอกบ้านและเข้าห้องน้ำที่อยู่อีกทางหนึ่ง แค่นี้ผมก็ยิ้มไม่หุบแล้ว อย่างน้อยสิ่งที่เขาเห็นก็ได้ซึมซับอยู่ในความทรงจำของเขาไปแล้ว อาจจะยังติดอยู่นิดเดียวที่เขายังตอบคำถามจากพ่อของเขาที่ ‘อิน’ กับเรื่องนี้แบบนี้อย่างผมไม่ได้ว่า เขาจะช่วยเจ้าของบ้านเลโก้ที่เขาเพิ่งต่อขึ้นเองนี้ให้มีหลังคากันแดดกันฝนได้อย่างไร

ทั้งหมดนี้เขาได้เห็นที่แอฟริกา

เวลาที่ผ่านมาในแอฟริกา เป็นเวลาที่ผมหวนคิดคำนึงถึง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผมและลูกชายได้ผจญภัยด้วยกันในทวีปที่ผมรู้สึกว่า เราจะต้องทำความรู้จักให้มากขึ้น เพื่อที่จะเข้าใจโลกใบนี้และสังคมอย่างที่เป็นจริง ผมรู้สึกมาตลอดว่า เด็กที่โตในเมืองไทยอย่างผมและเพื่อนๆ รู้จักทวีปนี้น้อยมาก จนทำให้เราไม่อาจรู้จักโลกใบนี้ได้อย่างครบถ้วน เต็มใบ และที่เป็นจริงได้เลย

แม้ช่วงเวลาที่ผ่านมา อาจยืนยันไม่ได้ว่าลูกชายของผมจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นพลเมืองที่ดีของโลกคนหนึ่งได้จริงอย่างที่ผมวาดหวังไว้หรือไม่

แม้เขาอาจจะเด็กเกินกว่าจะจำความได้หรือรู้ประสา แต่ความหลากหลายของผู้คน ความงดงามของธรรมชาติ  และโอกาสที่คนได้รับอย่างไม่เท่าเทียมกันที่ได้รายล้อมชีวิตในวัยหนึ่งของเขา จะย้อนกลับมาหาเขาในอยู่ใต้จิตสำนึกในเบื้องลึกของจิตใจ และเป็นส่วนหนึ่งของการคิดประมวลใช้เหตุผล ไม่ว่าจะในชีวิตส่วนตัวหรือส่วนรวม

แม้ผมจะรู้ว่า หน้าที่ในการเลี้ยงดู ‘พลเมือง’ คนหนึ่งของโลกให้เติบโตขึ้น จะยังมีอยู่ไปสักพัก แม้จะอีกไม่นานนักก็ตาม

นักการทูตผู้เลี้ยงลูกแบบเมาคลีที่แอฟริกา ให้ผจญภัยในทวีปที่น้อยคนจะรู้จักจริงๆ, การเลี้ยงลูก

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load