ชายฝั่งทะเลติดมหามหาสมุทรอินเดียยาวกว่า 2,500 กิโลเมตร เลียบแผ่นดินของประเทศโมซัมบิกตลอดแนวทวีปแอฟริกาฝั่งตะวันออก อาจบอกเป็นนัยถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรจากท้องทะเล ที่เราคงหวังว่าประชาชนของเขาคงจะอิ่มหนำและสมบูรณ์พูนสุข เต็มท้องไปด้วยอาหารทะเลอันมหาศาล

ไม่ว่าจะกุ้งมังกรตัวเขื่องที่อาศัยอยู่ในกองหินริมชายฝั่ง ปูทะเลดำมะเมื่อมในโคลนที่ปากแม่น้ำจรดทะเล หรือกุ้งแม่น้ำตัวยักษ์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณน้ำกร่อยที่น้ำจืดจากแม่น้ำสายใหญ่ผสมกับน้ำทะเลก่อนที่จะไหลออก

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน

อีกทั้งกุ้งหอยปูปลาสารพัดสารพัน ที่เราอาจจะพอจินตนาการได้ในพื้นที่ริมฝั่งทะเลแบบนี้

ในช่วงแรกที่เราไปถึงที่กรุงมาปูโต เมืองหลวงของประเทศโมซัมบิกที่สถานทูตไทยเพิ่งเปิดใหม่เป็นครั้งแรก พี่ๆ ที่กระทรวงการต่างประเทศมักจะสอบถามข่าวคราวถึงชีวิตความเป็นอยู่และอาหารการกิน

ใครๆ ก็ย่อมคิดว่าการไปอยู่ในแอฟริกา โดยเฉพาะในประเทศโมซัมบิก ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ติดอับดับความจนที่สุดใน 5 อันดับท้ายของโลกคงจะไม่สู้ดีแน่

ผมไม่ตอบอะไร แม้จะรู้สึกขอบคุณและซึ้งใจพี่ๆ ที่กรุงเทพฯ ถึงความเป็นห่วงเป็นใยที่มีให้ผมและครอบครัว

จนกระทั่งพวกพี่ๆ ได้เดินทางมาราชการที่กรุงมาปูโต

“อ๋อ เอ็งกินมาม่า…กับล็อบสเตอร์ นี่เอง”

แล้วความลับทั้งหมดก็ถูกเปิดเผยบนโต๊ะอาหารที่เพียบพร้อมไปด้วยอาหารทะเลนานาชนิดในมื้อเย็นวันนั้น

ทรัพยากรจากท้องทะเลอันอุดม

แวบแรกที่เราเห็นตลาดสดที่ขายเฉพาะอาหารทะเลก็พาให้เราตื่นใจแล้ว

รัฐบาลญี่ปุ่นได้มาช่วยสร้างตลาดขายของทะเลให้ใหม่ที่เขตชานเมือง พร้อมห้องแช่เย็นและลานขายของทันสมัย ในตลาดเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งจากท้องทะเล กุ้งมังกรหรือล็อบสเตอร์หินตัวใหญ่สุดๆ วางขายกันเกลื่อน ไม่นับปูทะเลกระบุงใหญ่ที่ยังโผล่ตามาเมียงมองวิบๆ กุ้งหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งกุ้งขาว กุ้งลายเสือ หรือกุ้งตะกาด ที่บ้านเราเรียกกันที่เพิ่งจับสดๆ แล้วก็ยังมีกุ้งก้ามกรามหรือกุ้งแม่น้ำที่มีมาขายเป็นระยะๆ ด้วย

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
บรรยากาศในตลาดปลา ซึ่งขายอาหารทะเลสด ในกรุงมาปูโต ภาพตลาดเฉอะแฉะถูกแทนด้วยความสะอาดและใหม่เอี่ยมอ่อง 

เมื่อเราเดินเข้าไปในตลาด หน้าตาจีนๆ แบบนี้เป็นที่ต้องตาของพ่อค้าแม่ค้านัก คงเพราะชื่อเสียงของคนเอเชียที่ไม่เป็นรองใครเรื่องการบริโภค พวกเขามักเชื้อเชิญด้วยความสดใหม่ของอาหารทะเลที่เขาวางขาย หอยตลับแช่อยู่ในอ่างน้ำพลาสติกพากันพ่นน้ำกระเด็นออกมาต่อหน้าต่อตา ปูทะเลสดๆ ถูกจับกระดองหงายขึ้นให้เห็นจับปิ้งว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย พร้อมกับขาทั้งแปดที่ยังขยับไปขยับมา ทว่าก้ามใหญ่ของมันถูกมัดไว้แน่นด้วยเชือกกล้วย มิใช่เชือกฟางพลาสติกสีแดงแบบบ้านเรา

อีกทางหนึ่ง เสียงพอค้าโหวกเหวกตะโกนเสียงเพียงเพื่อจะชี้ชวนให้เราหันไปดูปลาเก๋า ปลากะพง ปลานกแก้ว ปลาจาระเม็ด และอีกสารพัดปลาที่เขาวางเรียงรายอยู่บนแผง เมื่อเราชายตาหันไปดู ก็เห็นมือของเขาแหวกเหงือกสีแดงสดและชี้มือไปที่ดวงตาใสๆ ของปลาได้แล้ว อีกทางหนึ่ง เสียงแม่ค้าเจื้อยแจ้วเรียกให้เราเข้าไปดูกุ้งที่เขาวางขายอยู่ บางครั้งเราก็เห็นกุ้งยังสดๆ ขยับกลุ่มขาไปด้านหน้าหลังที่แม่ค้าอยากให้เราเห็นว่ามันยังมีชีวิตอยู่

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
ของทะเลสดๆ ทั้งกุ้งหอยปูปลา วางเรียงรายจนเลือกไม่ถูก

ในกรุงมาปูโต มีหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ อยู่สองสามแห่ง เช้าตรู่ ชาวบ้านออกเรือไม้ขนาดเล็กขนาดไม่กี่ฟุตออกไปจับปลาตามแนวชายฝั่ง มีเพียงเบ็ด ลอบดักปู และอวนจับกุ้ง ปลาและกุ้งไม่มีตู้น้ำแข็ง ตกเย็นกลับมา ก่อนที่แม่ค้าคนกลางจะมาซื้อเหมาไปขายในตลาดในเมือง เรือประมงขนาดใหญ่เป็นของบริษัทข้ามชาติ ล่าสุดบริษัทในจีนก็เพิ่งมาร่วมทุนกับรัฐบาลทำการประมงจับปลาในเขตน้ำลึกที่ประมาณกันว่ามีทรัพยากรมหาศาล

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
เรือไม้ลำเล็กที่ชาวประมงพื้นบ้านใช้ออกไปหาปลา โดยมากจะออกเรือในตอนเช้าตรู่และกลับมาในตอนบ่ายๆ

เราได้กินอาหารทะเล แต่คนของเขาได้กินแต่ข้าวโพด

ผมอายที่จะบอกว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของผมและครอบครัวตลอดระยะเวลา 3 ปีกว่าที่ประเทศโมซัมบิกดีขนาดไหน (แม้จะต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายแพงลิบลิ่ว จนไม่สามารถมีเงินเก็บเงินออมก็ตาม)

อาหารทะเลที่นำมาปรุงแบบไทย มีทั้งปูนึ่ง ปูดอง ปลาทอด ผัดรวมมิตรทะเล และอีกสารพัดเมนู

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน

ในขณะที่ทรัพยากรจากท้องทะเลอันอุดม แต่คนโมซัมบิกทั่วไป ซึ่งหมายถึงคนส่วนใหญ่ของประชากรเกือบ 30 ล้านคน ก็ไม่อาจได้กินอาหารแบบที่พวกเราได้กินแบบนี้

อาหารหลักๆ ของพวกเขาที่อาจจะได้กินแบบอดมื้อกินมื้อ เห็นจะไม่พ้นข้าวโพด

พวกเขากินกันแต่ข้าวโพดกันจริงๆ ข้าวโพดกินกับถั่วลิสงเพื่อให้ได้โปรตีน และผักต้มผสมผงชูรสซองๆ เพื่อให้ได้รสชาติ

คนแอฟริกันส่วนใหญ่กินข้าวโพดประทังชีวิต

ข้าวโพดแต่ดั้งเดิมมาจากอเมริกาใต้ แต่เดินทางมาถึงแอฟริกาพร้อมกับเจ้าอาณานิคมโปรตุเกสที่ไปครอบครองดินแดนแถบนั้นเป็นเจ้าแรก ข้าวโพดมาแทนที่ข้าวฟ่าง ซึ่งคนพื้นเมืองส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวกินมาแต่เดิม ข้าวโพดครองใจคนแอฟริกันแทบทั้งทวีป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้าวโพดปลูกง่าย ทนแดด ทนฝน และทนแล้ง สามารถขึ้นโดยพึ่งเพียงฟ้าฝนและไม่ต้องการเทคโนโลยีหรือความรู้ขั้นสูง แถมยังให้ผลผลิตในจำนวนมากเมื่อเทียบกับอาหารหลัก หรือที่เรียกกันว่า Staple Food ชนิดอื่นๆ

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
ข้าวโพดต้มหากไม่นำมาบดเป็นแป้งกินเป็นอาหารหลักในแต่ละมื้อแล้ว ตามข้างถนนหลวงก็มีข้าวโพดต้มกับเกลือขายแบบบ้านเราสำหรับคนขับรถบรรทุกระยะไกลกินแก้หิวให้อิ่มท้อง

ชาวบ้านใช้จอบด้ามเก่าเซาะตะกุยดินแห้งให้ร่วนซุย แล้วฝังเมล็ดข้าวโพดไว้ในดิน ฝนที่ตกมาโปรยปรายก็ปลุกให้เมล็ดข้าวโพดที่หลับใหลลุกขึ้นมาผลิใบอ่อน ฟ้าฝนตามฤดูกาลประคองต้นข้าวโพดจนเติบโตและออกฝักในอีกเพียงแค่ 3 – 4 เดือนต่อมา ชาวบ้านทยอยเก็บเกี่ยวมาใช้เพียงเท่าที่ต้องการในครัวเรือน

อาหารหลักที่เป็นแป้งข้าวโพดนี้อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต แม้มีวิตามินและโปรตีนเล็กน้อย แต่มีคุณสมบัติให้พลังงานและอิ่มท้องเมื่อเทียบกับธัญพืชชนิดอื่น อีกทั้งมีราคาถูกและปลูกเองได้ง่าย เพราะข้าวโพดเป็นพืชที่ทนทานต่ออากาศและโรค

หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวโพดสีขาว ไม่ใช่ข้าวโพดหวานสีเหลืองแล้ว ข้าวโพดก็จะถูกนำมาผึ่งลมพอให้แห้ง คนในครอบครัวช่วยกันแกะเมล็ดข้าวโพดออกจากฝัก และนำมาบดตำในครกไม้หรือครกดินเผาทรงสูง โดยใช้สากที่ทำจากท่อนไม้ท่อนยาวให้ละเอียดเป็นแป้งผง แล้วจึงตั้งไฟต้มน้ำในหม้อใหญ่ แล้วนำแป้งที่โม่บดได้กวนในน้ำร้อนจนเป็นก้อนแป้งที่จับตัวกัน

ในขณะที่ข้าว ซึ่งเป็นธัญพืชชนิดเดียวที่ไม่เปลี่ยนรูปร่างเมื่อมนุษย์นำมารับประทาน เม็ดข้าวยาวเรียวนำมาหุงกับน้ำ แต่เมล็ดธัญพืชชนิดๆ อื่นที่ผู้คนในที่อื่นกินเป็นอาหารหลัก ไม่ว่าจะเป็นข้าวฟ่าง ข้าวสาลี หรือไม่เว้นแม่แต่ข้าวโพดที่คนแอฟริกากินนั้นจะเปลี่ยนรูปเป็นแป้งละเอียดก่อนนำมากิน ไม่นับอาหารหลักจำพวกหัวพืช เช่น หัวมัน มันสำปะหลัง หรือกล้วยที่มักถูกนำมาบดบี้ให้ละเอียดก่อนนำมากิน

คนแอฟริกาเรียกชื่ออาหารหลักที่เป็นแป้งข้าวโพดไปต่างกันตามแต่ละท้องที่ เคนยาและแทนซาเนียเรียกอูกาลี (Ugali) โมซัมบิกเรียกชีมา (Chima) แอฟริกาใต้เรียกปั๊บ (Pap) หรือประเทศในแอฟริกาตะวันตกอย่างเช่นกานา เบนิน โตโก ไลบีเรีย เรียกว่าโฟโฟ หรือไม่ก็ออกเสียงเป็นฟูฟู (Foofoo, Foufou, Fufu)

ภาพหญิงแอฟริกาที่กำลังสาละวนอยู่กับการเตรียมโม่แป้งข้าวโพด อาจเป็นภาพที่หลายคนจดจำหรือชวนให้นึกถึงแอฟริกา การทำอาหารถือเป็นหน้าที่ของพวกเธอในครอบครัว ตอนเช้าตรู่ ผู้ชายออกไปทำไร่ทำสวนหรือออกไปทำงาน ผู้หญิงจะตื่นมาเตรียมแป้งข้าวโพดผสมกวนกับน้ำเป็นก้อนนี้แต่เช้า และมักกินคู่กับถั่วต้มกับผัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผักเขียวใบแข็งจำพวกคะน้าสับเป็นชิ้นเล็กยาวละเอียด พร้อมกับหัวหอม มะเขือเทศสับ และผักอื่นๆ ที่พอจะหาได้

แป้งข้าวโพดต้มแล้วกวนจนเหนียวเป็นก้อน กินเคียงกับถั่วและผักต้ม วันละ 2 มื้อเช้ากับเย็น ถือเป็นอาหารของคนแอฟริกา ยุคสมัยใหม่ทำให้พวกเขาได้รู้จักผงชูรสที่ขายเป็นซองๆ ช่วยสร้างกลิ่นของน้ำต้มกระดูก ซึ่งถือเป็นเครื่องปรุงสำคัญที่แทบจะขาดไม่ได้ หากไม่ได้ยากจนค้นแค้นถึงสุดขั้น

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
ข้าวโพดเมื่อนำมาบดเป็นแป้งแล้ว คนท้องถิ่นก็จะนำมากวนกับน้ำบนหม้อขนาดใหญ่ กวนจนเหนียวจับตัวกัน กินแทนข้าวเคียงกับผักต้ม อาจมีเนื้อสัตว์บ้างเล็กน้อย

แป้งข้าวโพดกวนกับน้ำนี่สิ ผมเคยลองกินแป้งข้าวโพดที่ชาวบ้านกินกันนี้อยู่บ่อยๆ แต่ไม่เคยทำใจให้ชอบได้สักที เพราะนอกจากจืดชืดไม่มีรสชาติใดๆ ผิดกับข้าวที่ยิ่งเคี้ยวยิ่งหวานแล้ว ยังมีกลิ่นคล้ายแป้งเปียกและกินแล้วสากลิ้นมาก

จนทำให้คิดว่า บางทีคนเราก็น่าเห็นใจเหมือนกัน ที่เราอาจไม่สามารถเลือกกินอะไรได้ตามที่ใจต้องการ

อาหารทะเลเป็นของหรูหรา เนื้อสัตว์ถือเป็นของวิเศษ

สำหรับคนท้องถิ่นในโมซัมบิกและในแอฟริกาส่วนใหญ่ เนื้อสัตว์ถือเป็นอาหารเฉพาะในวันสำคัญหรือเทศกาลพิเศษเท่านั้น

ชาวบ้านในชนบทแทบทุกบ้านมักเลี้ยงไก่หรือเป็ด โดยปล่อยไว้ให้หากินเอง หรือไม่ก็อาจมีกระต่ายที่เลี้ยงไว้ในเล้าที่ทำจากไม้สานเป็นกรงรูปร่างกลมๆ ยกให้สูงจากพื้นราว 1 – 2 เมตร เพื่อไม่ให้หนีออก บ้านในต่างจังหวัดที่พอลืมตาอ้าปากได้หน่อยก็มีหมูหรือวัวเลี้ยงไว้ เมื่อมีโอกาสดีๆ ก็จะเชือดหมูเชือดวัวมาเฉลิมฉลองกัน ไม่ต่างจากชาวบ้านในต่างจังหวัดของเมืองไทย 

ส่วนผู้คนในเมืองก็ซื้อเนื้อไก่ซึ่งเป็นเนื้อสัตว์ราคาถูกที่สุด เพราะผลิตได้ในลักษณะอุตสาหกรรม เนื้อหมูและเนื้อวัวถือเป็นเนื้อสัตว์ราคาแพง

อาหารทะเลในโมซัมบิกอาจมีไว้เพียงส่งออก และมีเพียงไว้สำหรับให้คนมีสตางค์ในเมืองกิน อาจมีเพียงปลาตัวเล็กหรือกุ้งใกล้หมดสภาพที่แม่ค้าอาจเลหลังนำมาขายให้คนรายได้น้อยในเมืองกินบ้าง

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
ปลาทะเลชายฝั่งราคาถูกคล้ายปลาทูผสมปลากระบอกปิ้งขายให้กับคนท้องถิ่นส่วนใหญ่ซึ่งมีรายได้ไม่มาก ในสนนราคาตัวละประมาณ 10 บาท 

การที่จะคงสภาพความสดใหม่ของอาหารทะเลเป็นเรื่องที่มีค่าโสหุ้ยมหาศาล ไหนจะค่าเรือจับปลาที่มีอุปกรณ์ครบครัน ไหนจะห้องเย็นหรือน้ำแข็งที่ต้องใช้ไฟฟ้าและเทคโนโลยี ไหนจะถนนหนทางที่จะนำอาหารทะเลไปสู่ผู้บริโภคได้เร็วที่สุด ไหนจะตลาดที่มีตู้แช่สำหรับวางขาย

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเหนือความเป็นจริงในประเทศส่วนใหญ่ที่ยากจนในทวีปแอฟริกา

กุ้งหอยปูปลา ทรัพยากรทางทะเล โมซัมบิก ที่คนโมซัมบิกไม่ได้กิน แต่เราได้กิน
บนเกาะ Ilha de Mocambique เมืองหลวงแห่งแรกของประเทศโมซัมบิกในสมัยการปกครองโดยอาณานิคมโปรตุเกส ซึ่งปัจจุบัน UNESCO ประกาศให้เป็นเมืองมรดกโลกและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ชาวประมงพื้นบ้านนำปลานกแก้วและปลาเก๋าขนาดใหญ่มาขายให้กับนักท่องเที่ยวและโรงแรม และเฉพาะนักท่องเที่ยวเท่านั้นที่มีโอกาสได้รับประทานปลาทะเลเช่นนี้ เย็นวันนั้น เชฟดอล์ฟ สหัส จันทกานนท์ (คนถือปลา) นำปลาเก๋าที่ซื้อไปนึ่งมะนาวให้พวกเรากิน

เราอาจเห็นกุ้งแช่แข็งสดๆ ตัวใหญ่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรป เราอาจเคยกินกุ้งซาชิมิที่มาจากท้องทะเลในมหาสมุทรอินเดียจากโมซัมบิก เราอาจเคยกินซุบหอยแบบญี่ปุ่นที่หอยตลับอิมพอร์ตเข้ามาจากโมซัมบิก

แต่เราคงไม่ได้เห็นชาวบ้านในโมซัมบิกมานั่งแกะกุ้ง แทะกุ้ง ต้มหอย เลาะก้างปลากินกันหมึบหมับ

เหมือนกับพวกเรา

Writer & Photographer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

แอฟริกันเอง

เรื่องราวเกี่ยวกับแอฟริกาที่จะทำให้รู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่ไกลกันอย่างที่คิด

ในวันที่ยังอ่อนต่อแอฟริกา ในวันที่แอฟริกายังเหมือนเป็นคนแปลกหน้า ผลงานของ ชาร์ลส์ เซกาโน (Charles Sekano) ศิลปินชาวแอฟริกาใต้ที่หนีภัยการเมืองของการแบ่งแยกสีผิวทำให้ผม ในขณะเป็นเจ้าหน้าที่การทูตวัยละอ่อน ทั้งอ่อนวัยและอ่อนต่อโลก ได้เข้าใจและรู้จักประเทศและทวีปที่ห่างไกลกับความรู้สึกเช่นนี้

ในอดีต ทุกประเทศที่อยู่ในทวีปแอฟริกาอาจเหมือนดั่งถูกคำสาป แม้มีทรัพยากรธรรมชาติล้ำค่ามหาศาล ตั้งแต่ของป่า เพชรพลอย จนกระทั่งถึงหินแร่มีค่าที่ถูกขนออกไปทั่วโลกในช่วงประวัติศาสตร์สมัยที่ผ่านมา แต่ก็ถูกกดขี่ข่มเหงจากผู้คนที่มาจากภายนอกทวีป ยุคที่น่าเห็นใจที่สุดเห็นจะไม่พ้นช่วงอาณานิคม ที่ประเทศมหาอำนาจในยุโรปเข้ามาประชันขันแข่งขยายอาณานิคมกันจ้าละหวั่น

การเข้ามาของคนต่างถิ่น โดยเฉพาะคนผิวขาวเช่นชาวยุโรป ทำให้เกิดการแบ่งแย่งสีผิว แบ่งแย่งชนชั้น ในรูปแบบทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แต่ที่เห็นจะแย่ที่สุด คงไม่พ้นการแบ่งแยกซึ่งทำให้เหมือนถูกต้องด้วยกฎหมายและการปกครอง ตัวอย่างชัดที่สุดเห็นจะไม่พ้นการปกครองแบบแบ่งแยกสีผิว หรือ Apartheid ในแอฟริกาใต้ที่ผ่านมา

แรงกดดันและความร้ายกาจของการแบ่งแยกที่กดขี่คนผิวดำให้ต่ำต้อยกว่าคนผิวขาว ดั่งเรื่องเล่าที่ถูกนำมายกตัวอย่างบ่อยๆ ว่า หมาของคนขาวยังมีสิทธิมากกว่าคนผิวดำ ซึ่งเดินอยู่บนท้องถนนในยุคสมัยรัฐบาลแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้

นั่นคือเรื่องราว Charles Sekano ศิลปินที่ทำให้ผมได้รู้จักและเข้าใจแอฟริกาเป็นคนแรก

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
1

ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรือง มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของทวีป มีภูมิประเทศสวยงาม เต็มไปด้วยทุ่งโล่งสลับกับที่ราบสูงและเทือกเขาเป็นทิวริมชายฝั่งทะเล นอกจากจะโด่งดังเรื่องอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีเมืองเคปทาวน์ เป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว ยังมีอุตสาหกรรมหลักอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ ซึ่งรวมถึงเพชร ทองคำ และทองคำขาว การผลิตชิ้นส่วนและประกอบรถยนต์ การต่อเรือพาณิชย์ ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้เมืองหนาวด้วย

รูปแบบการปกครองบนแนวคิดแบ่งแยกชนชั้นจากสีผิวที่เรียกว่า Apartheid (อะพาไทด์) เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1948 และเพิ่งจบลงไปเมื่อไม่ถึง 30 ปีก่อน ในต้นทศวรรษ 1990 ถือเป็นฝันร้ายของชาวแอฟริกาใต้และตราบาปของโลก

การปกครองแบบแบ่งแยกที่ผู้ปกครองเป็นคนผิวขาว และใช้อำนาจปกครองแบบเผด็จการ บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่า คนผิวขาวแม้จะเป็นเพียงคนส่วนน้อยที่มีอยู่เพียงหยิบมือ จะต้องเป็นใหญ่ในประเทศแอฟริกาใต้ ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เหนือคนท้องถิ่นที่เป็นคนผิวดำที่มีอยู่เดิม และคนผิวสีมาจากชนเผ่าต่างๆ ในแอฟริกา รวมทั้งคนอินเดียที่เดินทางมาตั้งรกรากตั้งแต่สมัยอาณานิคมอังกฤษ หรือคนจีน

ในภาษาอาฟรีกานส์ (Afrikaan) ซึ่งเป็นภาษาของคนขาวที่มีรากศัพท์มาจากภาษาดัตช์ Apartheid แปลว่า การแบ่งแยก (Separateness หรือ Apart-hood)

ในช่วง ค.ศ. 1948 – 1950 รัฐบาลของคนขาวใช้แนวคิดนี้ในการปกครอง โดยเฉพาะการออกกฎหมายแบ่งแยกชนชั้นตามสีผิว กฎหมายแรกๆ ที่เริ่มแสดงให้เห็นเป้าประสงค์ทางการเมืองของผู้ปกครอง คือการออกกฎหมายห้ามแต่งงานกันข้ามสีผิว และกฎหมายที่กำหนดว่าการมีสัมพันธ์ข้ามสีผิวถือเป็นการผิดศีลธรรม

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รัฐบาลคนขาวเจ้าของลัทธิการแบ่งแยกก็ได้ออกกฎหมายมาอีกฉบับ เพื่อให้มีการสำรวจและทำสำมะโนประชากร แต่นั่นมิได้เพื่อให้เกิดการจัดเก็บข้อมูล หรือช่วยให้รัฐบาลกระจายทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึงตามที่ควรจะเป็น แต่มีไว้แบ่งคนให้ชัดเจนตามสีผิว บนพื้นฐานของรูปลักษณ์ บรรพบุรุษที่สืบเสาะหาได้ สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และรูปแบบการใช้ชีวิต โดยแบ่งเป็นคนผิวดำ คนผิวขาว คนผิวสี และคนอินเดีย ซึ่งมีสถานะย่อยๆ อีกมาก

การปกครองแบบ Apartheid ก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติมากมาย และเป็นการเลือกปฏิบัติที่ได้รับการรับรองหรือดำเนินการโดยรัฐบาลด้วยซ้ำ โดยผ่านการออกกฎหมายและการออกกฎระเบียบหยุมหยิมมากมาย เช่น คนผิวดำจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินเข้ามาในถิ่นที่อยู่อาศัยหรือศูนย์กลางธุรกิจของคนขาว ไม่นับรวมว่าคนผิวดำจะไม่สามารถดำเนินธุรกิจหรือเปิดกิจการใดๆ ในถิ่นคนขาวได้

…หากคนผิวสีดำจะต้องเข้าไปทำงานในถิ่นของคนผิวสีขาว ต้องมีบัตรแสดงตัวที่ออกให้กับเฉพาะคนผิวสีดำเท่านั้น และจะต้องทำงานเฉพาะงานรับใช้เท่านั้น

…คนผิวดำไม่สามารถเข้าโรงหนังที่อยู่ในเขตคนผิวขาวได้ (แต่ในเขตคนผิวดำก็ไม่มีโรงหนังตั้งอยู่สักโรง) หรือชายทะเลก็มีการแบ่งว่าหาดนี้เล่นได้เฉพาะคนผิวขาวเท่านั้น ไม่นับว่าห้องน้ำยังต้องมีการแบ่งแยกกันเป็นธรรมดา

ปมในใจ การเลือกปฏิบัติ และการถูกกดขี่ภายใต้ระบบการปกครองที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้ เริ่มแรกอาจจะเป็นที่ยอมรับและเกิดขึ้นได้ เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่ใต้การปกครองยังไม่รับรู้หรือรู้เรื่อง แต่เมื่อคนผิวดำเริ่มได้รับการศึกษา อ่านออกเขียนได้ และเข้าถึงระบบและกระบวนการทางความคิดต่างๆ ก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความไม่เท่าเทียมและความไม่เป็นธรรม ที่เกิดขึ้นจากการเลือกปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นสิบๆ ปี

คงไม่ต้องบอกว่า ความรู้สึกไม่เท่าเทียมกันโดยเฉพาะที่คนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นคนผิวขาวที่เป็นประชากรเพียงกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวได้รับโอกาสมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ ในสังคมเช่นนี้จะลงเอยอย่างไร

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
2

Charles Sekano เป็นคนแอฟริกาใต้โดยกำเนิด หนีความย่ำแย่ของประเทศตัวเองที่ปกครองด้วยรัฐบาลคนขาวซึ่งชูนโยบาย Apartheid หรือการปกครองแบบแบ่งแยกเป็นหลัก ไปยังหลายประเทศทั่วแอฟริกา ก่อนจะมาลงหลักปักฐานในเคนยา

ที่นั่น ในทศวรรษ 1990 เขาได้ใช้ชีวิตดั่งฝัน ในสังคมที่เต็มไปด้วยความหวัง เพราะเคนยาเพิ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษ และการทะเลาะเบาะแว้งในประเทศได้สิ้นสุดไปแล้ว มีรัฐบาลนำโดยประธาธิบดีผิวดำที่ประชาชนเลือกตั้งขึ้นมาเอง

Charles Sekano ใช้ชีวิตแบบ Bohemian คนที่รู้จักเขาอธิบายได้ด้วยคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร P 3 คำในภาษาอังกฤษ

Pianist เขาเล่นเปียโนที่ผับบาร์ในกรุงไนโรบี เป็นอาชีพหลักที่ทำให้เขาอยู่อาศัยในเมืองใหญ่แห่งนี้ได้โดยไม่ขัดสน

Painter เขาเป็นศิลปินที่ไม่ได้ร่ำเรียนมาจากโรงเรียนศิลปะ สีและลายเส้นที่เขาวาดลงบนกระดาษ อธิบายสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ อันโหยหาความเท่าเทียมและไม่แบ่งแยก และหญิงสาว

Poet ความเป็นศิลปินของเขาทำให้รู้จักพูดจา และเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน

เขาได้รับทั้งเงินเจือจุนชีวิตในฝัน และความสุขที่จุนเจือชีวิตบนความเป็นจริง

รู้จัก Apartheid การแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาและการปลดปล่อย ผ่านภาพวาดของ Charles Sekano
ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
3

ภาพวาดของ Charles Sekano ละม้ายงานของ ปิกัสโซ (Picasso) ที่ทุกคนรู้จัก

ลายเส้นแบบ Cubism ผสมกับเส้นสีเทียน ร่ายม้วนเลี้ยวไปมาบนกระดาษ การลงสีสดใสและภาพที่ปรากฏออกมาชวนให้คิดถึงความจริงบนโลก โลกที่เต็มไปด้วยความสวยงาม ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเท่าเทียมและความหลากหลาย ซึ่งเขาได้แสดงออกมาผ่านภาพของหญิงสาวต่างสีผิว ความรู้สึกรักใคร่ชอบพอกันของหญิงชาย ความฝัน ความหวัง และความจริง

เหล่านี้แม้เป็นความรู้สึก เป็นธรรมชาติ เป็นสัญชาตญาณของคนทั้งโลก แต่เราอาจพอจะนึกต่อไปได้ว่า คนที่อาศัยอยู่ในแอฟริกาช่วงนั้นจะรู้สึกแบบเดียวกัน แต่คงรู้สึกอย่างแรงกล้ากว่ามาก สภาพแวดล้อมที่รายล้อมไปด้วยการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่กดดัน จะรู้สึกมากกว่าคนที่อยู่ที่อื่นมากมายเช่นไร

ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
4

ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ในวันแรกๆ ที่เดินทางถึงเคนยาใหม่ๆ

ผมรู้จักกับ Charles Sekano ศิลปินผู้ทำให้ผมเข้าใจอดีตของแอฟริกาที่นำมาสู่ปัจจุบัน จากแกลเลอรี่ชื่อดังใจกลางกรุงไนโรบี ในยุคสมัยใกล้ร่วงโรย

เศรษฐกิจโดยรวมของเคนยาไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อน สงครามกลางเมืองที่เกิดจากความไม่ลงรอยกันของชนเผ่าในเคนยา หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีไม่กี่ปี ไม่นับเหตุการณ์การวางระเบิดสถานทูตอเมริกันโดยกลุ่มก่อการร้าย ทำให้กรุงไนโรบีในวันนั้น วันที่ผมเดินทางถึง ในช่วงต้นทศวรรษ 2010 ไม่ได้ครึกครึ้นและครื้นเครงเหมือนแต่ก่อน

ผมเดินเข้าไปในแกลเลอรี่ที่ดูหงอยๆ พนักงานเก่าแก่พาผมไปชมรูปที่ฝุ่นจับเกรอะกองซ้อนๆ กันอยู่ สายตาและความรู้สึกของผมในแวบนั้น สะดุดกับรูปภาพหลายภาพที่ทำให้บรรยากาศความหงอยเหงาของตัวเองที่ไปถึงไปทำงานใหม่ๆ ในสถานที่แห่งใหม่สดชื่นขึ้นมาทันทา

สนนราคาหลายพันดอลลาร์ ทำให้ผมไม่กล้าที่จะซื้อภาพที่ผมชอบ เพราะผมยังจะต้องซื้อรถ ซื้อของเข้าบ้าน และยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้สตางค์ที่นำมาจากประเทศไทยทำอะไรอีกไหม ผมทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้กับพนักงานเฝ้าแกลเลอรี่คนนั้นอย่างแกนๆ

แล้วก็ไม่คิดว่าจะได้งานของเขามาครอบครอง

จนกระทั่งวันหนึ่งเกือบ 2 ปีผ่านไป ขณะที่ผมกำลังนั่งรถไปสนามบิน เพื่อไปพักร้อนที่ประเทศแอฟริกาใต้ ผมได้รับโทรศัพท์จากสุภาพสตรีที่ผมไม่รู้จัก

เธอแนะนำตัวว่า เธอเป็นลูกสาวของหุ้นส่วนเจ้าของแกลเลอรี่แห่งนั้น เธอได้เบอร์โทรศัพท์ผมมาจากพนักงาน และโทรมาถามว่าผมยังสนใจในงานของ Charles Sekano อยู่ไหม เธอต้องการขายภาพทั้งหมดที่อยู่ในแกลเลอรี่ของพ่ออย่างรวดเร็วที่สุด เพราะกำลังมีเรื่องที่ยังตกลงไม่ได้กับหุ้นส่วนอีกคน ซึ่งดูเหมือนกำลังจะพยายามฮุบทุกอย่างเอาไว้ เธอร้อนรนและร้อนใจมาก

เครื่องบินกำลังจะออกไปยังนครโจฮันเนสเบิร์ก-บ้านของ Charles Sakano ในแอฟริกาก็คงอยู่แถวๆ นั้น

คงเดาออกว่า ผมตอบและพูดคุยกับเสียงสุภาพสตรีปลายสายนั้นว่าอย่างไร

ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
ทำความรู้จัก ‘Charles Sekano’ ศิลปินแนว Cubism แห่งแอฟริกาใต้ ผู้หนีการปกครองแบบแบ่งแยกชนชั้นสีผิว สู่อิสรภาพ ความเท่าเทียม และศิลปะ
5

ปัจจุบัน Charles Sekano อายุใกล้ 80 ปีแล้ว

เขากลับไปแอฟริกาใต้อยู่ในเมืองเล็กๆ ใกล้กรุงพริทอเรีย เมืองหลวงของแอฟริกาใต้ ได้เป็นสิบปีแล้ว

เขาเลิกเล่นเปียโน เลิกวาดรูป และเลิกแต่งกลอนแล้ว

Writer

อาทิตย์ ประสาทกุล

ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และแฟนคลับ The Cloud

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load