ก้นมหาสมุทรถูกแทนด้วยมโนภาพอันมืดมิด หนาวเย็น และนิ่งสงัด ปราศจากสิ่งมีชีวิตมายาวนาน อาจจะนานนับตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีความรู้สึกนึกคิดเลยก็ว่าได้ หลังจาก ค.ศ. 1977 มโนภาพเหล่านี้ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 

การค้นพบแหล่งน้ำพุร้อนใต้ทะเลกลางมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณหมู่เกาะกาลาปากอส ได้เผยระบบนิเวศที่มีความพิเศษเฉพาะตัว บริเวณรอยแยกกึ่งกลางมหาสมุทร ระบบนิเวศที่ห่างไกลเกินกว่าแสงจากดวงอาทิตย์จะส่องสว่างลงมาถึง และลึกเกินกว่าออกซิเจนจะหลงเหลือให้สิ่งมีชีวิตได้ใช้หายใจ แหล่งพลังงานหนึ่งเดียวของที่นี่จึงไม่ได้หล่นลงมาจากเบื้องบน หากแต่พวยพุ่งขึ้นมาจากใต้พิภพ 

ออกเรือสำรวจน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร ไปหาสิ่งมีชีวิตแรกของโลกกลางอาร์กติก ประเทศนอร์เวย์
น้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร
ภาพ : www.marum.de/en

กลางดึกคืนหนึ่ง ผมได้รับข้อความจากเพื่อนสมัยเรียน ป.ตรี ที่เคยเจอกันทุกครั้งในชั้นเรียนวิชาภาษาพม่า เนื้อหาในข้อความจับใจความได้ว่า เธออยากให้ผมแชร์ประสบการณ์ที่มาเรียนต่างประเทศลงในสื่อออนไลน์ที่เธอทำงานอยู่ ผมชะงักและลังเลเล็กน้อยที่จะตอบข้อความนั้น เนื่องจากช่วงนี้เป็นเทอมสุดท้ายของ ป.โท ซึ่งผมอยากจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเขียนรายงานวิทยานิพนธ์ที่ทำมาตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ประกอบกับผมไม่มีประสบการณ์ด้านงานเขียนสักเท่าไหร่ เลยออกไปทางเคอะเขินเสียมากกว่ากับสำนวนการเขียนที่ดูจะตุปัดตุเป๋ของตัวเอง 

แต่มาคิดๆ ดูแล้วก็เป็นโอกาสดีที่ผมจะได้บอกกล่าวให้คนอื่นๆ รู้ว่าตลอดสองสามทศวรรษที่ผ่านมานี้ ยังมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งทั้งที่อยู่ในนอร์เวย์และอีกหลายประเทศทั่วโลก หมกมุ่นอยู่กับการออกสำรวจและทำความเข้าใจปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า ระบบน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร (Seafloor Hydrothermal System) 

ผมจบ ป.ตรี ด้านธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตอนนี้ผมรับทุนจากรัฐบาลไทยมาศึกษาต่อในระดับ ป.โทและเอกที่มหาวิทยาลัยแบร์เกน ราชอาณาจักรนอร์เวย์ เรื่องราวของระบบน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรก็พอผ่านหูผ่านตาผมมาบ้างจากชั้นเรียนธรณีวิทยาและนิตยสารวิทยาศาสตร์ แต่บอกตามตรงว่าตอนนั้นไม่ได้ใส่ใจมากเท่าไหร่เพราะยังไกลตัวอยู่มาก จนกระทั่งตอนที่ผมจะสมัครเรียนต่อ ป.โท ด้วยความที่ผมเป็นคนที่สนใจด้านธรรมชาติวิทยามาตั้งแต่เด็ก และเคยมีพักหนึ่งที่ผมหมกมุ่นกับการตามหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวและการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิตเริ่มแรกบนโลก 

ในขณะที่เลื่อนหน้าจอลงไปตามลิสต์หัวข้อวิจัยจากคีย์เวิร์ดที่ใส่ลงไปในกูเกิลนั้นเอง ผมก็สะดุดกับงานวิจัยด้านระบบน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรของมหาวิทยาลัยแบร์เกนเข้า เพราะมันตอบโจทย์ทั้งเรื่องของวิชาที่ผมถนัด ความหลงใหลส่วนตัว และตรงตามความต้องการของทุนด้วย หลังจากติดต่อกับภาควิชาและด้วยความช่วยเหลือจากพี่ที่รู้จัก ผมก็ได้รับข้อเสนอจากมหาวิทยาลัยให้มาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยทะเลลึก (K.G. Jebsen Centre for Deep Sea Research) ผมตื่นเต้นมากครับ เรียกว่าหัวใจพองเลยก็ว่าได้ เพราะใครจะไปคิดว่าวันหนึ่งผมจะมีโอกาสได้หยิบเอาความเพ้อฝันในวัยเด็กที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งในการตามหาสิ่งมีชีวิตเริ่มแรกของโลกขึ้นมาปัดฝุ่นและเริ่มลงมือทำจริงๆ เสียที

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า พื้นแผ่นดินที่เรายืนอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้หยุดนิ่งแต่อย่างไร แผ่นเปลือกโลกมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา การเปิดออกของมหาสมุทรแอตแลนติกทำให้ระยะทางจากนิวยอร์กถึงปารีสไกลออกจากกันในทุกๆ วินาที และเป็นธรรมดาเมื่อพื้นมหาสมุทรปริแตก น้ำทะเลที่อยู่ด้านบนจะไหลซึมลงไปตามรอยแยกเหล่านั้น ยิ่งไหลลึกลงไปมากขึ้น ความดันก็เพิ่มขึ้นตามน้ำหนักของมวลหินที่กดทับ ยิ่งเข้าใกล้หินหลอมเหลวซึ่งเป็นแหล่งพลังงานความร้อน อุณหภูมิก็ยิ่งสูงขึ้น 

ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นระหว่างทางค่อยๆ เปลี่ยนคุณสมบัติทางเคมีของน้ำทะเล จากสภาวะเป็นกลางค่อนไปทางด่างให้กลายเป็นกรด ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนชะเอาโลหะออกมาจากผลึกแร่ในมวลหินตามทางที่สายน้ำร้อนไหลผ่าน เมื่อสะสมความร้อนมากเพียงพอ ความหนาแน่นของน้ำจะค่อยๆ ลดลง จนถึงจุดหนึ่งที่น้ำแร่ร้อนพยุงตัวเองให้ไหลกลับขึ้นมาตามรอยแตกของหิน เกิดเป็นน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งออกจากพื้นมหาสมุทร

ออกเรือสำรวจน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร ไปหาสิ่งมีชีวิตแรกของโลกกลางอาร์กติก ประเทศนอร์เวย์
สิ่งมีชีวิตกระจุกตัวบริเวณที่น้ำพุร้อนพุ่งออกมาจากพื้นมหาสมุทร 
ภาพ : www.marum.de

ความมหัศจรรย์ของน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรเริ่มต้นขึ้น เมื่อสายน้ำแร่ร้อนอันอุดมไปด้วยธาตุโลหะและสารระเหยขึ้นมาเจอกับน้ำทะเลบริเวณพื้นมหาสมุทร การลดลงอย่างฉับพลันของอุณหภูมิจากการผสมกับน้ำทะเลเย็นจัด ทำให้ไอออนของโลหะต่างๆ จับตัวกันแล้วตกผลึกเป็นแร่โลหะ ก๊าซและสารระเหยต่างๆ ที่ฟังดูคล้ายจะเป็นพิษกับมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายบนผิวโลก เช่น คาร์บอนมอนออกไซด์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ถูกคายออกมาจากน้ำแร่ร้อน แม้กระทั่งในสภาวะที่ทรหดสุดขีดเช่นนี้ก็ยังพบสิ่งมีชีวิต เพื่อความอยู่รอด สิ่งมีชีวิตที่อยู่ที่นี่จึงต้องมีการปรับตัว 

จุดเริ่มต้นของระบบนิเวศ แทนที่จะเป็นการสังเคราะห์แสงแบบที่เราพบเห็นบนผิวโลก จุลชีพทั้งแบคทีเรียและอาร์เคียที่พบที่นี่ใช้การสังเคราะห์พลังงานและอาหารจากก๊าซและสารเคมีที่ละลายอยู่ในน้ำแร่ร้อน สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อยู่ถัดขึ้นไปบนห่วงโซ่อาหารก็มีการปรับตัวให้ทนกับความร้อนและความดันที่สูงได้ หลายชนิดมีรูปร่างหน้าตาแปลกออกไปจากสัตว์ทั่วไปที่เราเคยเจอบนผิวโลก หากมีการค้นพบสิ่งมีชีวิตต่างดาวขึ้นจริงเข้าสักวัน ผมคิดว่ารูปร่างของพวกมันก็คงไม่ต่างไปจากเจ้าพวกนี้ที่เจอในระบบน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรสักเท่าไหร่นัก

หากมองผ่านแว่นของนักชีววิทยา ระบบน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรเป็นห้องทดลองอย่างดีที่เราจะได้ศึกษาถึงต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ เพราะสภาพโลกของเราเมื่อครั้งที่สิ่งมีชีวิตแรกเกิดขึ้นนั้นก็คงทรหดสุดขีดไม่แพ้น้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร แต่หากมองในมุมของนักเศรษฐศาสตร์ ที่นี่คือแหล่งแร่โลหะขนาดใหญ่ที่รอการนำขึ้นมาใช้ประโยชน์ 

แหล่งน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรที่ถูกค้นพบบริเวณกลางมหาสมุทรอาร์กติกส่วนใหญ่อยู่ในเขตน่านน้ำของประเทศนอร์เวย์ เหตุนี้เองรัฐบาลนอร์เวย์จึงได้ทุ่มงบวิจัยจำนวนมหาศาลให้กับหน่วยวิจัยด้านนี้ในทุกๆ ปี การทำเหมืองใต้ทะเลกลายมาเป็นหัวข้อสุดร้อนแรงของที่นี่ในเวลานี้ เขามองเห็นศักยภาพของแหล่งแร่ใต้ทะเลที่จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งในอนาคต เมื่อความนิยมของการใช้ปิโตรเลียมลดลงทุกวัน

ออกเรือสำรวจน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร ไปหาสิ่งมีชีวิตแรกของโลกกลางอาร์กติก ประเทศนอร์เวย์
การควบคุมหุ่นยนต์ดำน้ำเพื่อเก็บตัวอย่างจากระบบน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร
ภาพ : Petra Hribovsek

การศึกษาระบบน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรเริ่มต้นที่การออกเรือเพื่อสำรวจและเก็บตัวอย่าง ตามปกติแล้วที่มหาวิทยาลัยแบร์เกนมีโครงการออกเรือสำรวจและวิจัยในช่วงฤดูร้อนของทุกปี ข้อมูลและตัวอย่างไม่ว่าจะเป็นเศษชิ้นแร่ น้ำแร่ร้อน หรือสิ่งมีชีวิตนั้นจะถูกเก็บขึ้นมาโดยใช้หุ่นยนต์ดำน้ำที่มีการควบคุมจากบนเรือ (Remotely Operated Underwater Vehicle, ROV) หลังจากนั้นตัวอย่างก็จะถูกกระจายไปตามหน่วยวิจัยต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ของแต่ละหน่วย 

อย่างหน่วยวิจัยที่ผมทำอยู่นี้ เราสนใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างแร่กับน้ำทะเล งานวิจัยส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปทางการวิเคราะห์คุณสมบัติทางเคมีของน้ำแร่ร้อน ซึ่งผมคิดว่ามันเจ๋งมากๆ เพราะน้ำแร่ร้อนที่ออกมาจากพื้นมหาสมุทรเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของปฏิกิริยาเคมีทั้งหมดที่เกิดใต้พื้นมหาสมุทร ซึ่งยากมากที่เราจะลงไปวัดค่าโดยตรงได้ 

น้ำแร่ร้อนจึงเปรียบเสมือนบันทึกการเดินทางทั้งหมดของน้ำทะเล หน้าที่ของเราจึงเป็นการพยายามถอดรหัสบันทึกนั้นออกมา ซึ่งแน่นอนครับ การจะทำแบบนั้นได้ต้องอาศัยข้อมูลที่ได้จากแบบจำลองทางธรณีเคมีที่น่าเชื่อถือ ในแล็บที่นี่จึงไม่ได้มีแค่อุปกรณ์วิเคราะห์ผลเคมีของน้ำแร่ร้อนเท่านั้น เรายังจำลองระบบน้ำพุร้อนใต้ทะเลเพื่อทำการทดสอบสมมุติฐานของเราด้วย และหนึ่งในนั้นคือการทดลองหาความเป็นไปได้ในการสังเคราะห์สารประกอบอินทรีย์ที่เป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ในสภาวะแวดล้อมแบบน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรจากสารตั้งต้นที่เป็นอนินทรียสาร

ออกเรือสำรวจน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร ไปหาสิ่งมีชีวิตแรกของโลกกลางอาร์กติก ประเทศนอร์เวย์
อุปกรณ์สำหรับการทดลองที่ต้องมีการจำลองอุณหภูมิและความดันของน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร 

หากถามผมว่าทำไมเราต้องสนใจระบบน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร ประเทศไทยจะได้อะไรจากการที่ส่งผมมาเรียนด้านนี้ ผมมองว่าการศึกษาด้านนี้คล้ายกับสมัยที่สหภาพโซเวียตกับอเมริกาแข่งกันไปเหยียบดวงจันทร์ ถึงแม้จุดมุ่งหมายหลักจะเป็นเรื่องของการเมืองและเศรษฐกิจ แต่ด้วยเงินทุนสนับสนุนและแรงผลักดันมหาศาล องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์รวมถึงเทคโนโลยีมากมายก็เกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดดเป็นผลพลอยได้ให้แก่มนุษยชาติทั้งหมด 

สำหรับประเทศไทย แม้เราจะไม่พบระบบน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรอยู่ในเขตน่านน้ำของเราเลยก็ตาม แต่ก็จำเป็นที่เราต้องมีคนที่มีความรู้ด้านนี้ไว้ด้วยเหมือนกัน เผื่อว่าวันใดวันหนึ่งที่เรามีศักยภาพมากพอ และอยากจะส่งเรือออกไปสำรวจและทำงานวิจัยด้านนี้ด้วยตัวเราเองแล้ว เราจะได้ไม่ต้องเริ่มทั้งหมดใหม่จากศูนย์ 

ถ้ามองให้ใกล้ตัวกว่านั้น ผมคิดว่าการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาเป็นการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายๆ สาขามาใช้ในการศึกษาหัวข้อวิจัย เรียนรู้ทักษะที่จะต้องใช้ในการแก้ปัญหา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ เลยก็พวกอุปกรณ์การทดลองและเครื่องมือเก็บตัวอย่างหลายๆ ชิ้นที่ใช้ในงานวิจัยด้านนี้ ไม่ได้ถูกออกแบบโดยบริษัทวิศวกรรมเฉพาะทาง แต่ถูกคิดค้นด้วยหลักการทำงานที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนโดยอาจารย์หลายคนที่ผมเจอหน้ากันทุกวันในแล็บ

มันสะท้อนถึงปรัชญาในการแก้ปัญหาได้ดีทีเดียว การเรียนระดับบัณฑิตศึกษาสำหรับผมเลยเป็นเหมือนการมาเรียนรู้ทักษะการแก้ปัญหา โดยมีอาจารย์และนักวิจัยเป็นพี่เลี้ยง มากกว่าการมาเรียนเอาความรู้จำเพาะของวิชาใดวิชาหนึ่ง 

ออกเรือสำรวจน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร ไปหาสิ่งมีชีวิตแรกของโลกกลางอาร์กติก ประเทศนอร์เวย์
หุ่นยนต์ดำน้ำ ตัวช่วยสำคัญในการเก็บตัวอย่างจากน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทร 

หากผมโชคดี วงการวิทยาศาสตร์ประเทศไทยให้ความสนใจระบบน้ำพุร้อนใต้มหาสมุทรมากขึ้น เมื่อถึงเวลาที่ผมจะต้องกลับไปเมืองไทย ผมก็ยินดีที่จะเป็นฟันเฟืองในงานวิจัยด้านนี้ต่อไป แต่ถ้าผมจะต้องหยุดงานวิจัยด้านนี้ไว้ก่อนเพื่อให้ความสนใจกับหัวข้อวิจัยที่เหมาะสมกับเมืองไทยในเวลานั้นแทน ด้วยทักษะการแก้ปัญหาและองค์ความรู้ที่ผมจะได้รับจากที่นี่ ผมคิดว่าผมคงทำมันได้ไม่ยาก และจะถือว่าการที่ได้มีโอกาสมาเรียนและลงมือทำตามความฝันในวัยเด็กที่นี่เป็นกำไรชีวิตอันหนึ่งของผมเหมือนกัน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ชนกันต์ บุญนาวา

นักศึกษาธรรมชาติวิทยาผู้ชื่นชอบการผจญภัย รักการทำงานฝีมือ พูดคุยได้อย่างออกรสออกชาติกับเรื่องราวของสังคม ผู้คนและไลฟ์สไตล์

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ต่างมีโรงเรียนเฉพาะทางที่มุ่งสร้างนักค้นคว้าวิจัยเพื่อเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศกันอย่างจริงจัง อาทิ The Bronx High School of Science ในสหรัฐอเมริกา หรือ Korea Science Academy of KAIST (KSA) และ Gyeonggi Science High School for the Gifted (GSHS) ในประเทศเกาหลีใต้ แล้วในประเทศไทยของเราล่ะ มีโรงเรียนในลักษณะคล้ายกันนี้บ้างไหม

ความจริงแล้วบ้านเรามีสถานศึกษาเฉพาะทางที่เน้นการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่หลายแห่ง แต่ที่เราจะพามาทำความรู้จักในวันนี้ ต่างออกไปจากที่เคยมีมา

ทั้งความสามารถของนักเรียนและครูที่ตระเวนคว้ารางวัลระดับประเทศและระดับโลก การสนับสนุนทุนการศึกษาแบบเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย บ่มเพาะด้วยหลักสูตรแบบ ‘วัดตัวตัด’ อย่างเข้มข้น เพื่อให้นักเรียนพร้อมเป็นนักวิจัยตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา หรือการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสุดไฮเทคต่างๆ เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพให้กับนักเรียน โดยไม่ต่างจากที่มีในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำ

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (Kamnoetvidya Science Academy (KVIS)) เป็นส่วนหนึ่งของ วังจันทร์วัลเลย์ (Wangchan Valley) จังหวัดระยอง พื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคต ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเน้นคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศ รวมถึงผลิตนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยเฉพาะ

The Cloud ได้นัดหมาย คุณกุลพิมพ์พร กิตติธรรมโน เจ้าหน้าที่งานสื่อสารองค์กรของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และ ดร.สุรนันท์ อนันตชัยศิลป์ คุณครูสอนวิชาเคมีที่เพิ่งได้รับรางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 มาหมาดๆ ซึ่งทั้งคู่จะพาผู้อ่านไปไขข้อสงสัยทุกเรื่องทั้งในและนอกห้องเรียนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์แห่งนี้กัน

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

ก่อนกำเนิดวิทย์

นอกเหนือจากภารกิจด้านความยั่งยืนทางพลังงานแล้ว กลุ่ม ปตท. ยังให้ความสำคัญเรื่องการสร้างคนเพื่อเป็นกำลังในการขับเคลื่อนประเทศ ด้วยมองเห็นปัญหาที่อยู่คู่กันแต่ไหนแต่ไรมา คือความจำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรด้านต่างๆ จากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ นวัตกรรม และบุคคลที่มีความสามารถจากภายนอก 

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งปัญหาที่คุ้นชินในบ้านเรา คืออยู่ในภาวะติดกับดักรายได้ปานกลางมานานหลายปี ทำให้ก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้ สาเหตุหนึ่งคือเรายังเคยชินอยู่กับการเป็นผู้รับจ้างผลิต จนไม่อาจสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้ในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ 

จากโจทย์ใหญ่ข้างต้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) โรงเรียนประจำระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เน้นส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (STEM) จึงเกิดขึ้น

โรงเรียนแห่งนี้มาพร้อมหน้าที่ที่สำคัญ คือการสร้างนักเรียนที่มีศักยภาพสูงให้กับประเทศ โดยหวังว่าเมื่อจบออกไปจากรั้วกำเนิดวิทย์ นักเรียนจะสามารถต่อยอดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในกลุ่มวิชา STEM เตรียมพร้อมสำหรับประกอบอาชีพเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ หรือนักนวัตกรรม เพื่อเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาประเทศต่อไปในวันข้างหน้า

ในเมื่อเราสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ วันข้างหน้าเราก็จะลดการพึ่งพาต่างชาติไปโดยปริยาย

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

1 : 6 

ตั้งแต่กดปุ่มสตาร์ททำการเรียนการสอนครั้งแรกเมื่อปีการศึกษา 2558 มีนักเรียนหัวกะทิชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากทั่วประเทศ สนใจสมัครเข้ามาเป็นนักเรียนกำเนิดวิทย์ในแต่ละปีหลายพันคน แม้จะเป็นโรงเรียนที่เน้นหนักด้านวิทย์-คณิต แต่วิธีการคัดเลือกใช่ว่าจะทดสอบแค่ด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว ยังควบคู่ไปกับการพิจารณาพอร์ตโฟลิโอ เพื่อดูทั้งกิจกรรมในและนอกห้องเรียน ความคิดริเริ่ม การเป็นผู้นำ และการมีจิตสาธารณะของเด็กๆ ด้วย เพื่อให้ได้สมาชิกที่เก่งและมีทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ดี

จากตัวเลขนับพัน สุดท้ายแล้วจะมีนักเรียนใหม่ผู้มีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านการคัดเลือกในปีการศึกษานั้นๆ เพียง 72 คน แบ่งออกเป็น 4 ห้องเรียนต่อชั้นปี หรือเท่ากับว่าในแต่ละห้องเรียนมีแค่ 18 คนเท่านั้น

คุณกุลพิมพ์พรอธิบายที่มาของตัวเลขนี้ว่า เป็นความคิดของผู้บริหารตั้งแต่ก่อตั้ง ซึ่งต้องการออกแบบห้องเรียนให้มีขนาดเล็กลง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบการศึกษาแบบเดิม เพื่อให้การพัฒนาผู้เรียนเป็นไปได้อย่างคล่องตัว ใกล้ชิด และมีประสิทธิผลมากที่สุด

เมื่อมาผสานเข้ากับวิธีการสอนแบบทีม ในชั้นเรียนจะมีคุณครูช่วยกันดูแลถึง 3 คน หรือเทียบเป็นอัตราส่วนผู้สอน 1 คนต่อนักเรียน 6 คน บรรยากาศในห้องเรียนเลยเกิดการปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ยิ่งเป็นโรงเรียนที่เน้นพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ด้วยแล้ว จำนวนเท่านี้จึงสำคัญมาก หากนักเรียนสงสัยระหว่างการทดลองในแล็บปฏิบัติการ ก็ขอคำแนะนำได้จากคุณครูได้โดยตรง ในจุดนี้ทุกคนจึงเข้าถึงการฝึกทักษะได้เต็มที่ ไม่มีอุปสรรคด้านจำนวนคนมาขวางกั้นการเรียนรู้

“นโยบายของโรงเรียนอยากให้เป็นหลักสูตรแบบวัดตัวตัด เพื่อเสิร์ฟสิ่งที่นักเรียนสนใจได้เต็มที่ เลขสิบแปดนี้ทางผู้ก่อตั้งโรงเรียนเชื่อว่า เป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับการจัดหลักสูตรนี้อย่างแท้จริง มากกว่านี้ก็อาจจะไม่สามารถเสิร์ฟให้กับนักเรียนได้ทุกคน” คุณครูสุรนันท์ช่วยเสริม

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

วัดตัวตัด

ความโดดเด่นไม่มีใครเหมือนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือระบบการศึกษาแบบ ‘วัดตัวตัด’ ซึ่งเป็นไอเดียของผู้ก่อตั้งที่เห็นว่า การเรียนการสอนที่นักเรียนเลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมตามความสนใจ จะช่วยให้ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบได้ดียิ่งขึ้น ส่วนโรงเรียนจะทำหน้าที่สนับสนุนและเติมเต็มด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ทรัพยากร หรือว่าด้านบุคลากรที่เป็นคณะครูผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชา เพื่อให้นักเรียนเดินตามทางที่ต้องการในอนาคต

ได้ยินว่าวัดตัวตัด อาจพาคิดไปว่านักเรียนคงออกมาตามแต่ใจผู้สอนที่เป็นเหมือนคนตัด แต่ผิดคาด คุณครูสุรนันท์อธิบายถึงการสอนแบบวัดตัดตัวนี้ว่า “ครูเป็นส่วนหนึ่ง นักเรียนก็เป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ครูตัดแล้วนักเรียนออกมาตามแบบที่ครูอยากให้เป็น แต่นักเรียนก็เลือกที่จะออกมาในรูปแบบของตัวเองด้วย เหมือนเขาเป็นคนร่วมออกแบบ ขณะที่โรงเรียนก็ช่วยให้การตัดนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่น”

ทั้งนี้ภาพรวมยังคงยึดหลักสูตรแกนกลางจากกระทรวงศึกษาธิการ มีทั้งวิชาวิทย์และศิลป์เช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่าง คือโรงเรียนกำเนิดวิทย์เพิ่มความเข้มข้นของวิชาเรียน ด้วยการนำจุดเด่นของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนจากต่างประเทศเข้ามาใช้ร่วมด้วย

กลุ่มวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา จึงแยกออกมาเป็นระดับปกติ (Basic) ที่สอนเนื้อหาในขั้นพื้นฐาน และหากนักเรียนใคร่เรียนรู้ให้ลุ่มลึกขึ้น ก็สามารถลงเรียนระดับเข้มข้น (Advance) ซึ่งมีเนื้อหาในระดับเดียวกับหลักสูตร AP (Advanced Placement) ของสหรัฐอเมริกา และ A-Level ของประเทศอังกฤษ เป็นหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา แต่มีความเข้มข้นเทียบเท่าระดับมหาวิทยาลัย ช่วยให้พัฒนาความรู้ความสามารถได้เต็มที่ มีความถนัดเฉพาะด้าน และวัดตัวตัดออกมาได้อย่างพอดีตัวสมใจนักเรียน

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

วิชา (อนาคต) ที่เลือกเอง

รายวิชาให้เลือกเรียนเพิ่มเติมได้เองตามความสนใจของผู้เรียน เน้นออกแบบมาเพื่อให้เหล่าว่าที่นักวิจัยได้นำไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น วิชา ‘Upgrading Thailand’ ต่อยอดงานวิจัยของเด็กๆ ที่สร้างขึ้นมา ด้วยการให้ทำ Business Model รวมถึงเปิดโอกาสให้พูดคุยและเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่ประสบความสำเร็จในสตาร์ทอัพด้านต่างๆ หรือความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นการปูเนื้อหาในด้านสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ซึ่งจำเป็นอย่างมากยามที่พวกเขาสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา

กลุ่มวิชาเลือกฝั่งภาษาไทยมีวิชาน่าสนุกอย่าง ‘Science Fiction’ สอนการแต่งนิยายวิทยาศาสตร์ ส่วนสังคมศึกษาก็มีวิชาที่เราเชื่อว่าไม่มีสอนที่ไหนอย่าง ‘Game of Thrones and Social Studies’ นำเอาเนื้อเรื่องในซีรีส์ชื่อดังอย่าง Game of Thrones มาปรับใช้เป็นเครื่องมือในการสอนวิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์

นอกจากโรงเรียนจะทำการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักแล้ว ขณะเดียวกัน ภาษาที่ 3 ก็เป็นอีกสิ่งที่โรงเรียนเน้นไม่น้อย โดยคุณครูมองว่า อาชีพนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยที่ดี ไม่เพียงแต่ต้องมีความรู้เฉพาะด้านเท่านั้น หากยังรวมไปถึงการถ่ายทอดและสื่อสารไปยังบุคคลอื่นๆ ด้วย ฉะนั้นภาษาจึงเป็นสื่อกลางที่สำคัญมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีให้เลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมด้านภาษาต่างประเทศกันอย่างจุใจ ทั้งภาษาฝั่งตะวันตกอย่างสเปน ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย และภาษาเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ไปจนถึงภาษาที่ใช้ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่อาจจะมีร่วมกันในอนาคต

แม้ว่าวิชาเพิ่มเติมน่าเรียนทั้งหลายจะไม่ได้เปิดทั้งหมดในแต่ละเทอม ทว่าหากนักเรียนอยากเรียนวิชาไหนเป็นพิเศษ พวกเขาก็สามารถติดต่อขอให้คุณครูช่วยเปิดสอนให้ได้

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

บ่มเพาะนักวิจัย

เพราะความตั้งใจให้เป็นแหล่งบ่มเพาะเยาวชนเพื่อก้าวขึ้นไปสู่การเป็นนักวิจัยในอนาคต Research Skill หรือทักษะด้านการค้นคว้าวิจัยจึงเป็นสิ่งที่โรงเรียนกำเนิดวิทย์ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

เมื่อเข้ามาเป็นเด็กกำเนิดวิทย์แล้ว ทุกคนจะได้เรียนรู้ด้านการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง พัฒนาทั้งกระบวนการคิดและการค้นคว้าแบบนักวิทยาศาสตร์ ฝึกฝนทักษะในการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ แน่นอนว่าต้องเตรียมทำโครงงานวิจัยก่อนจบหลักสูตรอย่างน้อย 1 ชิ้น โดยมีคุณครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ปรับปรุงแก้ไขหัวข้อที่นักเรียนสนใจ รวมทั้งช่วยวางแผนให้ในการทำงานทดลอง

โรงเรียนเตรียมพร้อมด้านเครื่องมือทันสมัยที่ใช้ในการทำงานวิจัยอย่างครบครัน ทัดเทียมไม่แพ้มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ถ้าบางเครื่องมือไม่มีในโรงเรียน นักเรียนสามารถไปใช้ที่สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ที่อยู่ใกล้กัน หรือขอใช้กับทางสถาบันวิจัยระดับประเทศอื่นๆ ที่ทางโรงเรียนกำเนิดวิทย์มีความร่วมมือด้วย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ฯลฯ

ด้วยความสามารถของนักเรียน คำแนะนำจากคุณครูผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือสุดล้ำที่เพียบพร้อมในโรงเรียน นี่คือตัวอย่างผลงานวิจัยระดับชั้นมัธยมปลายของนักเรียนกำเนิดวิทย์

งานวิจัย ‘ชุดทดสอบโลหะหนักในน้ำจากเซ็นเซอร์ทางเคมีติดบนอนุภาคนาโนแม่เหล็ก’ ซึ่งเป็น Test Kit สำหรับตรวจวัดโลหะหนักในน้ำ ได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวที Junior Water Prize ของประเทศไทย เมื่อ ค.ศ. 2018 และยังได้เป็นตัวแทนไปแข่ง Stokholm Junior Water Prize ที่ประเทศสวีเดน 

ล่าสุดเวทีประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่าง Regeneron ISEF 2021 จัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา นักเรียนจากกำเนิดวิทย์ได้พาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยทำนายการทำงานของยารักษาโรคมะเร็ง ได้รางวัลที่ 1 ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง คือโครงงานการพัฒนาเซ็นเซอร์บนกระดาษตรวจที่ใช้ตรวจวัดโลหะหนัก ก็ได้รางวัลที่ 2 ในสาขาเคมี

มีอีกหลายผลงานของนักเรียนกำเนิดวิทย์ที่ได้รับรางวัลระดับประเทศและระดับโลก ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติไม่ต่างจากนักวิจัยอาชีพ และยังมีอีกหลายชิ้นที่ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

การศึกษานอกห้องเรียน

ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนเน้นด้านวิชาการ แต่การเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่ภายในห้องเท่านั้น โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับการศึกษานอกห้องเรียนพอๆ กัน ผ่านการสร้างเสริมประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจในสถานที่จริง

ในทุกเทอม โรงเรียนจะพานักเรียนไปทัศนศึกษายังสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับวิชาในกลุ่ม STEM ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเยี่ยมชมกลุ่มวิจัยระดับชาติ แล็บวิจัยตามสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA รวมถึงพื้นที่พัฒนานวัตกรรมอัจฉริยะ และโรงงานต่างๆ ของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เช่น สวนสตรอว์เบอรี่ที่ปลูกด้วยความเย็นจากกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติมาคุมอุณหภูมิในโรงเรือน ฯลฯ

อีกทั้งในช่วงปิดเทอม ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนที่อยากทำงานในห้องวิจัย ลองเข้าไปชิมลางฝึกงานเป็นผู้ช่วยวิจัยร่วมกับนักวิจัยอาชีพในสถาบันวิทยสิริเมธีได้ หรือบางปิดเทอมก็มีการส่งนักเรียนไปแลกเปลี่ยนกับโรงเรียนในต่างประเทศ ทั้งรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม และแลกเปลี่ยนด้านงานวิจัย 

นอกจากเรื่องวิชาการแล้ว ด้วยความที่เป็นโรงเรียนประจำ โรงเรียนจึงสร้างกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านต่างๆ ในรูปแบบของชมรมหลังเลิกเรียน เพื่อให้นักเรียนพัฒนาความรู้อย่างรอบด้าน

 “นอกห้องเรียนก็ไม่ใช่เป็นการเรียนการสอนซะทีเดียว แต่เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนพัฒนาทักษะอื่นๆ ซึ่งโรงเรียนดูแล้ว คิดว่าทักษะเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต หรือความคิดความอ่านนอกเหนือจากเชิงวิชาการ ไปจนถึงเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ให้กับตัวนักเรียนเองด้วย” คุณกุลพิมพ์พรอธิบายเพิ่ม

คุณครูสุรนันท์ช่วยสรุปภาพรวมเกี่ยวกับกิจกรรมหลังเลิกเรียนให้ฟังว่ามีค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่โยคะ กอล์ฟ ว่ายน้ำ วิ่ง แบดมินตัน ไปจนถึงชุมนุมส่งเสริมความสนใจด้านอื่นๆ เช่น ทำอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งแนวผจญภัยอย่างพายเรือ เดินป่า แคมปิ้ง ถ้าหากนักเรียนมีกิจกรรมในใจนอกเหนือจากที่จัดไว้ บางครั้งมาเสนอขอให้คุณครูรับหน้าที่ดูแลก็มี

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ครูกำเนิดวิทย์

อีกหนึ่งความน่าสนใจของโรงเรียนที่คุณครูเล่าให้เราฟังคือ “โรงเรียนกำเนิดวิทย์ค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่ใช่แค่เปิดกว้างให้นักเรียนตามความสนใจ แต่เปิดกว้างให้ครูด้วย เราอาจต้องอิงกับหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ก็ออกนอกกรอบได้ตามที่เราสนใจ”

เพราะเบื้องหลังความสำเร็จประกอบจากปัจจัยหลายส่วน หนึ่งในนั้นคือผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ดังนั้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์จึงมุ่งพัฒนาความรู้ความสามารถของคุณครูไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักเรียน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ซึ่งจำเป็นมากสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนจบมาโดยตรงทางสายการศึกษา และการสนับสนุนให้คุณครูไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยังโรงเรียนในต่างประเทศ เพื่อนำเอาความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอด รวมถึงพร้อมเปิดโอกาสให้นำเสนอวิชาใหม่ๆ ที่คุณครูมองว่ามีประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนศักยภาพของนักเรียน

รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 รางวัลเชิดชูเกียรติคุณครูที่อุทิศตนเพื่อส่งเสริมพัฒนาเยาวชนให้มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ จากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของคุณครูสุรนันท์ คู่สนทนาเราในวันนี้ คือประจักษ์ผลลัพธ์ของการทำงานที่ใส่ใจ และให้ความสำคัญทุกส่วนประกอบของโรงเรียนกำเนิดวิทย์

เป้าหมายใหม่เพื่อทุกคน

ภารกิจการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยของชาติยังไม่หยุดเท่านี้ เป้าหมายในอนาคตอันใกล้ของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือการทำเกณฑ์มาตรฐานร่วมกับสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็น Best Practice แล้วนำมาพัฒนาให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่อยู่ทัดเทียมกับสถาบันระดับโลก รวมถึงวางแนวคิดการจัดการเพื่อพัฒนาแบบยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

แม้จะก่อตั้งมาได้ไม่ถึง 10 ปี แต่ความสำเร็จและคุณภาพของนักเรียนที่จบออกไปศึกษาต่อยังสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งในและนอกประเทศ เป็นสัญญาณว่าสิ่งที่ทำอยู่กำลังเริ่มงอกออกผล

“เราค่อนข้างได้เมล็ดพันธุ์ที่ดี แล้วบ่มเพาะให้เขาพร้อมต่อการเป็นนักวิจัย และเมื่อเขาได้ออกสู่โลกกว้าง นักเรียนส่วนใหญ่ก็ไปเรียนในสถาบันระดับโลก ก็เชื่อมั่นอย่างแน่นอนว่า จะต้องมีส่วนหนึ่งที่กลับมาเป็นส่วนสำคัญในพัฒนาประเทศให้ไปข้างหน้ามากขึ้น ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เขาเชี่ยวชาญ” 

แม้ในแต่ละปีจะมีนักเรียนมากความสามารถที่จบไปจำนวนไม่มากนัก ชวนตั้งข้อสงสัยว่าเมล็ดพันธุ์เพียงเท่านี้จะพอไหม สำหรับความต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของพลังขับเคลื่อนประเทศในอนาคต แต่ในมุมนี้คุณครูสุรนันท์มีความเชื่อว่า “ถึงนักเรียนเหล่านี้จะไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญของประเทศ แต่ว่าคนที่มีศักยภาพ เมื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จะส่งผลมาก ถึงนักเรียนกำเนิดวิทย์จะมีจำนวนน้อย แต่เขามีศักยภาพสูง ในการทำอะไรก็น่าจะส่งผลได้มาก”

และแม้จะยังไม่มีคำตอบว่า ในอนาคตผลผลิตจากกำเนิดวิทย์จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้มากน้อยเท่าใด แต่นับว่าเป็นก้าวใหม่ครั้งสำคัญ ที่ชวนให้เราเริ่มเห็นแสงสว่างตรงปลายทาง

“หวังว่าจุดเล็กๆ จุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้ประเทศพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนไปในอนาคต” คุณครูเจ้าของรางวัลประจำปีนี้ทิ้งท้าย

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ภาพ : โรงเรียนกำเนิดวิทย์

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load