The Cloud X สารคดีสัญชาติไทย

น้ำหนักเกือบ 20 กิโลของถังดำน้ำที่อยู่บนหลังถ่วงให้เรายืนตัวโก่งไปด้านหน้า ระยะทางจากแคร่ที่ใช้วางอุปกรณ์ไปจนถึงขอบชายน้ำอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่นัก แต่ผืนทรายนิ่มด้านหน้าทำให้แต่ละก้าวลำบากขึ้นอีกเท่าตัว 

ใต้น้ำตรงนี้เป็นพื้นทรายกว้างใหญ่ แทบไม่มีปะการังที่มีสีสันให้เห็น อ่าวเงียบแห่งนี้แทบไม่ผู้คนผ่านมา แต่กลับกลายเป็นพื้นที่ที่นักดำน้ำเฉพาะกลุ่มพูดถึงไม่ขาดปาก

พวกเราว่ายออกที่ลึกช้าๆ ระหว่างทางก็แวะหยุดดูซากใบไม้บ้าง กิ่งไฮดรอยด์ที่ยื่นโผล่ขึ้นมาจากทรายบ้าง เป้าหมายของการดำน้ำที่นี่คือเหล่าทากทะเลที่มีขนาดเฉลี่ยประมาณเมล็ดถั่วลิสง

ทากทะเลนั้นต่างกับทากบกที่ดูเป็นหนอนเมือกตัวลื่น พวกมันมีตั้งแต่รูปร่างแปลกๆ สีจืดๆ ธรรมดา ไปจนสีสันสดใส สำหรับเราแล้ว การดำน้ำตามหาทากก็คล้ายการดำน้ำล่าสมบัติ พวกมันเหมือนเป็นอัญมณีที่มีคนทำตกไว้ใต้ท้องทะเล บางครั้งก็เจออยู่ใต้กอสาหร่าย บางครั้งก็เจออยู่บนกำแพงหิน บางครั้งก็อยู่บนพื้นทรายโล่ง ทุกครั้งที่หาพบจึงเป็นความสุขใจเหมือนได้เจอพลอยเม็ดสวยๆ แต่อัญมณีเหล่านี้เราเก็บขึ้นมาสะสมไม่ได้ ได้แต่ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานในความทรงจำ 

ทากทะเล อัญมณีล้ำค่าใต้ท้องทะเลที่เก็บสะสมได้ในความทรงจำ
สีสันและรูปร่างคล้ายขนมหวานชวนกิน

พี่โต๊สเป็นหนึ่งในนักดำน้ำที่ออกล่าทากกับเราในวันนี้ เขาก้มๆ เงยๆ อยู่ที่จุดหนึ่งนานเป็นพิเศษ เมื่อตามเข้าไปใกล้จึงเห็นว่า เขากำลังพยายามถ่ายรูปวัตถุสีขาวขนาดประมาณเมล็ดข้าวสาร พอหันมาเห็นเรา พี่โต๊สส่งสัญญาณมือว่าถ่ายรูปเสร็จแล้วและหักตัวว่ายออก เปิดพื้นที่ให้เราเข้าไปแทน

วัตถุสีขาวเคลื่อนที่ช้าๆ มาเรื่อยๆ เมื่อมองผ่านเลนส์มาโครของกล้องจึงได้เห็นรายละเอียดบนตัวของมัน ทากทะเลตัวจิ๋วมีลายเส้นขาวดำยาวตลอดทั้งตัว ด้านหน้ามีขอบตรงปากเป็นสีเหลืองสดใส  

ทากทะเลขนาดประมาณเมล็ดข้าวสาร เมื่อมองผ่านกล้องจึงเห็นรายละเอียดและสีสันที่ซ่อนอยู่

ทากทะเลบางตัวมีคู่สีที่อลังการเกินพื้นฐานทฤษฎีศิลปะไปมาก ตัวทากสีชมพูจี๊ดประดับด้วยเส้นขยุกขยิกสีน้ำเงิน หรือทากที่มีลายจุดขาวเปรอะไปทั้งตัวดูคล้ายโรยด้วยกากเพชร บางตัวมีลายที่คล้ายแพตเทิร์นดอกไม้บนผ้ากิโมโนของญี่ปุ่น บางตัวมีสีฟ้าสะท้อนแสงเรืองแสงขึ้นมาเป็นแถบ บางตัวมีรูปร่างเป็นเส้นขนคล้ายกับพู่ปอมปอมของเชียร์ลีดเดอร์แถมยังมีสีชมพูสด เรียกได้ว่าทากทะเลมีให้เห็นครบแทบทุกเฉดสีที่มีในโลก

ทากทะเล อัญมณีล้ำค่าใต้ท้องทะเลที่เก็บสะสมได้ในความทรงจำ
ลายบนตัวของทากทะเลตัวนี้ทำให้เรานึกถึงแพตเทิร์นดอกไม้บนผ้ากิโมโนของญี่ปุ่น
ทากทะเล อัญมณีล้ำค่าใต้ท้องทะเลที่เก็บสะสมได้ในความทรงจำ
สายพันธุ์นี้ทำให้นึกถึงพู่ปอมปอมของเชียร์ลีดเดอร์

แต่น่าประหลาดใจว่าถึงแม้พวกมันจะมีสีสดใสสวยงามแค่ไหน เหล่าทากทะเลไม่เคยรับรู้ถึงสีสันที่พวกมันมี พวกมันไม่เคยมองเห็นสีสันใดๆ พวกมันไม่มีดวงตาสำหรับการมองภาพ บางชนิดมีแค่จุดสีดำดูคล้ายกับดวงตา แต่ที่จริงมันใช้รับรู้ได้แค่ว่าเป็นแสงสว่างหรือเงามืด 

ทากลายจุดคืบคลานมาพร้อมกับความพลิ้วคล้ายกระโปรงเปิด

เมื่อเงยหน้าขึ้นมาจากทากปากเหลือง ทางซ้ายมือของเรามีทากลายจุดความยาวประมาณนิ้วชี้ คืบคลานมาบนพื้นทรายเรียบ อวัยวะด้านบนของมันเปิดเผยอเป็นจังหวะ ดูคล้ายกับกระโปรงของสาวน้อยที่โดนลมพัดพลิ้ว

ที่จริงแล้วเราไม่สามารถเรียกทากเป็นสาวน้อยได้ เพราะพวกมันมีทั้งสองเพศในร่างกาย เป็นสัตว์กะเทยของแท้ ในเวลาโรแมนติกทากจะเกี่ยวตัวกันเป็นเกลียว เพื่อให้อวัยวะสืบพันธุ์ที่อยู่ข้างลำตัวประกบกันได้พอดี อากัปกิริยาคล้ายๆ การกอดรัดกัน เพิ่มจินตนาการความโรแมนติกให้คนที่แอบดูอยู่เข้าไปอีก

ทากทะเล อัญมณีล้ำค่าใต้ท้องทะเลที่เก็บสะสมได้ในความทรงจำ
จังหวะโรแมนติกของทากทะเล พวกมันจะเกี่ยวตัวกันเป็นเกลียวให้อวัยวะสืบพันธุ์ที่อยู่ข้างตัวประกบกันได้พอดี

ทากส่วนใหญ่ไม่มีชื่อง่ายๆ ให้เรียก นักล่าทากที่จริงจังจะเรียกชื่อทากเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ แต่นักล่าทากสมัครเล่นแบบเราชอบตั้งชื่อเล่นให้พวกมัน ชื่อเล่นที่ไม่สามารถเอาไปใช้อ้างอิงใดๆ ทางวิทยาศาสตร์ได้ แต่มักสร้างรอยยิ้มให้ทุกคนที่ได้ยิน

‘ทากไข่เจียว’ เป็นหนึ่งในชื่อเล่นที่ใช้กันแพร่หลาย พวกมันมีสีขาวอมเหลืองอ่อนๆ ขอบหยิกหยักเป็นสีเข้มเหมือนไข่เจียวที่ทอดมาเกรียมๆ ขอบกรอบๆ ทากไข่เจียวเป็นทากมาตรฐาน หาตัวได้ไม่ยาก นักล่าทากเลเวลสูงอย่างพี่โต๊สว่ายผ่านไปโดยไม่ชายตามองมันเลยด้วยซ้ำ

ทากทะเล อัญมณีล้ำค่าใต้ท้องทะเลที่เก็บสะสมได้ในความทรงจำ
ทากไข่เจียว ชื่อเล่นที่มาพร้อมกับรูปร่างและสีสันซึ่งดูหนานุ่มน่ากิน

ชื่อเล่นในหมวดอาหาร ยังมีต่อมาที่ ‘ทากสับปะรด’ ทากตัวกลมสีเหลืองสด บนตัวมีหนามยื่นเป็นสันตาราง เมื่อมองรวมไปถึงพู่เหงือกที่ด้านบนดูยังไงก็เห็นเป็นผลสับปะรด

ทากทะเล อัญมณีล้ำค่าใต้ท้องทะเลที่เก็บสะสมได้ในความทรงจำ
ทากสับปะรด ตัวกลมสีเหลืองสดที่ดูยังไงก็เห็นเป็นผลสับปะรด

‘ทากหมาจู’ เป็นชื่อเล่นที่เราเรียกกันเองในกลุ่มเพื่อนสนิท ทากตัวสีครีมมีเส้นสีขาวยุ่งเหยิงกระจายเต็มตัว เขา 2 ข้างใหญ่กลมคล้ายหู มีสีเข้ม ปลายส่วนหัวยื่นออกมาก็มีสีเข้ม ดูคล้ายกับจมูกดำๆ ของสุนัข ทากหมาจูหาดูได้ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย มีจุดดำน้ำบางจุดที่พบตัวพวกมันบ่อยกว่าที่อื่น

เปิดลายแทงล่าขุมทรัพย์ใต้ท้องทะเลเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตหลากสีสันที่ซ่อนตัวอยู่ในแนวประการัง
ทากหมาจู ชื่อเล่นที่เราตั้งให้เรียกกันในกลุ่มเพื่อนสนิท

การมองหาทากจะว่าไปก็คล้ายกับการงมเข็มในมหาสมุทร ถ้ามองกวาดไปอย่างไม่รู้ทิศทางก็แทบไม่มีโอกาสได้เจอตัว การหาทากของเราจึงต้องมีลายแทงสมบัติ ลายแทงที่อธิบายถึงพฤติกรรมของพวกมันจะช่วยให้เราตามหาทากเจอได้ง่ายขึ้น

เปิดลายแทงล่าขุมทรัพย์ใต้ท้องทะเลเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตหลากสีสันที่ซ่อนตัวอยู่ในแนวประการัง
บางครั้งลายแทงสมบัติการล่าทากก็นำไปสู่ขุมทรัพย์ที่มีทากรวมตัวกันมากกว่า 1 ตัว

ทากจะอยู่ใกล้กับแหล่งอาหารของมัน อาหารของทากแต่ละชนิดแตกต่างกันไป บางตัวกินฟองน้ำสีฟ้าเท่านั้น บางตัวกินไฮดรอยด์ที่เติบโตบนพื้นทราย บางตัวก็กินทากด้วยกันเอง 

เราเคยเห็นทากนักล่างับทากอีกตัวที่แอบอยู่ในพื้นทรายขึ้นมากิน ทากสายพันธุ์จิมโนโดริสเป็นเหมือนเสือโคร่งของเหล่าทาก มันคือผู้ล่าสูงสุดที่คอยคุมประชากรทาก การล่าเหยื่อของจิมโนโดริสมีรายละเอียดไม่ต่างกับการล่าของสัตว์บก เพียงแต่ความเร็วในเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเป็นแบบสโลว์โมชันตามสไตล์ของทาก

เปิดลายแทงล่าขุมทรัพย์ใต้ท้องทะเลเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตหลากสีสันที่ซ่อนตัวอยู่ในแนวประการัง
ทากจิมโนโดริสที่เป็นเหมือนเสือโคร่งของเหล่าทาก แต่เป็นการล่าด้วยความเร็วสโลว์โมชัน

นักดำน้ำล่าทากที่เรารู้จักส่วนใหญ่มักถูกทิ้งไว้ให้รั้งท้าย เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็หาเพื่อนที่ลงดำน้ำมาพร้อมๆ กันไม่เจอแล้ว เพราะพวกเขาจะเคลื่อนตัวช้ากว่านักดำน้ำที่ชื่นชมฝูงปลาและทิวทัศน์ ในจุดที่คนปกติว่ายผ่าน พวกเขากำลังแกะลายแทงล่าขุมทรัพย์ ลายแทงส่วนใหญ่จะชี้นำไปยังจุดหมายที่คนทั่วไปไม่ได้ลงดำน้ำกัน อย่างเช่นอ่าวเงียบๆ แห่งนี้

พี่โต๊สกวักมือเรียกเราอีกครั้ง เรารีบเตะขาตามไป พร้อมกับลุ้นว่าพลอยเมล็ดนี้จะมีสีสันแบบไหนอยู่ในใจ

Writer & Photographer

Avatar

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกต่างตื่นตะลึงกับภาพภาพหนึ่งในโลกโซเชียล เมื่อได้เห็นภาพของเสือดาวหิมะตัวหนึ่งเดินลุยหิมะ และมีฉากหลังเป็นยอดเขาสูงชันที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะ ของช่างภาพหญิงคนหนึ่งที่เธอเขียนเล่าประสบการณ์อันยากลำบากว่า ต้องเดินฝ่าหิมะไปนับร้อยกิโลเมตรกว่าจะได้ภาพนี้มา

ผ่านไปไม่ถึงเดือน Alpine International ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ใหญ่เกี่ยวกับการปีนเขาจากฝรั่งเศส ได้ตีพิมพ์บทความหนึ่งที่กล่าวถึงภาพที่กลายเป็นไวรัลแชร์กันไปทั่วโลกนี้ว่า ภาพนี้ไม่ใช่ของจริง มีการสัมภาษณ์ช่างภาพธรรมชาติที่มีชื่อเสียงหลายคนซึ่งมีประสบการณ์ในการเดินทางบันทึกภาพเสือดาวหิมะ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คน และขอภาพจากไฟล์ต้นฉบับจากเจ้าตัวเพื่อมายืนยัน (แต่เจ้าตัวไม่ได้ส่งไฟล์ต้นฉบับมาให้)

ผลสรุปที่ค่อนข้างจะออกมาตรงกันก็คือ ภาพที่ทำให้ผู้คนตื่นเต้นกันไปทั่วโลกนั้นอาจไม่ใช่ภาพจริงที่บันทึกภาพมา แต่อาจเป็นการตัดต่อนำหลาย ๆ ภาพของหลาย ๆ คนมาประกอบกัน ช่างภาพสัตว์ป่าหลายคนออกมาบอกว่า แม้ว่าเสือดาวหิมะจะได้ชื่อว่า เสือดาวหิมะ แต่มันมักอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็นหิน ไม่มีหิมะปกคลุมมากเท่าไร ในพื้นที่ระดับต่ำลงมาจากยอดเขา เพราะว่าถ้ามันขึ้นไปอยู่สูงขนาดนั้น จะไม่มีเหยื่อให้ล่าเป็นอาหาร การที่มันจะขึ้นไปปรากฏตัวในบริเวณใกล้ยอดเขาจึงดูไม่ค่อยมีเหตุผลสักเท่าไร ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการถ่ายภาพ Landscape ออกมาบอกว่า ยอดเขาในภาพนั้นมีการตัดต่อยอดด้านข้าง ๆ ออกไปและนำไปแปะกับภาพอื่น

สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ภาพชุดนี้ได้รับรางวัลจากการประกวดภาพหลายรายการ และทำรายได้จากการขาย Original Print ไปไม่น้อย คำถามที่เกิดขึ้นก็มาจากหลายสำนัก บางกลุ่มก็จะบอกว่าแล้วไง ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็แต่งภาพกันทั้งนั้น ในขณะที่บางสำนักออกมายืนยันถึงสัจจะของภาพถ่าย โดยเฉพาะคุณค่าในการบันทึกภาพของภาพ Wildlife ที่ไม่ต่างไปจากในแวดวง Journalist และคำถามบางส่วนยังนำไปถึงว่า เธอคนนั้นที่เป็นช่างภาพสัตว์ป่านั้น มีตัวตนจริง ๆ อยู่ในโลกใบนี้หรือเปล่า หรือเป็นแค่ภาพที่อวตารมาในโลกโซเชียล ซึ่งอาจจะเป็นเพียงตัวตนใน Metaverse เมื่อมีผู้ค้นพบว่าแม้กระทั่งภาพ Profile ก็ยังมีการตัดต่อภาพเข้าไปกับฉากหลังของเทือกเขาหิมะ…

แน่นอนที่สุดว่าการถ่ายภาพนั้นได้นำไปปรับใช้ในหลาย ๆ วงการ ไม่เพียงเฉพาะในแง่มุมของศิลปะหรือการประกวดภาพเพียงอย่างเดียว จากปรากฏการณ์ที่ผ่านมานี้ ทำให้ผู้คนเริ่มเข้าใจชัดเจนมากขึ้นถึงคุณค่าของภาพถ่ายในเชิง Natural History หรือภาพถ่าย Wildlife กับการถ่ายภาพในเชิงศิลปะ ว่าสิ่งที่แตกต่างกันในเชิงคุณค่าของภาพแต่ละภาพนั้นก็คือ Document ที่ภาพนั้นได้บันทึกมา ไม่ใช่แค่ประเด็นความงามที่เกิดขึ้นมาจากการแต่งแต้มเอาอะไรเข้าไปมากมาย เพียงเพื่อจัดให้เกิดเป็นองค์ประกอบภาพที่ลงตัวมากที่สุดเท่านั้น

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

ภาพของวาฬเพชรฆาต หรือ Killer Whale (Orcinus Orca) ภาพนี้เป็นภาพที่ไม่คม ไม่ชัด และไม่สวย เพราะข้อจำกัดของอุปกรณ์เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ซึ่งต้องใช้ฟิล์มบันทึกภาพ แต่เป็นภาพที่มีคุณค่าในเชิง Document ชิ้นหนึ่ง เพราะผมบันทึกภาพมาจากบริเวณนอกกองหินริเชลิว ที่อยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ซึ่งเป็นการบันทึกภาพวาฬชนิดนี้จากใต้น้ำครั้งแรกในประเทศไทย ราว ๆ พ.ศ. 2540 วาฬเพชรฆาตในกลุ่มนี้ไม่ได้พลัดหลงมา แต่เป็นกลุ่มที่เดินทางร่อนเร่อยู่ในทะเลเปิด มีสถิติการพบเห็นในน่านน้ำเขตร้อนอยู่เสมอ ทั้งในมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ราว 4 – 5 ปีถึงจะมีรายงานพบเห็นเข้ามาในน่านน้ำไทยสักครั้ง

เรื่องราวของสัจจะในภาพถ่ายก็เป็นที่ถกเถียงกันมาเนิ่นนานว่า อะไรคือจริงหรือลวง และเราปรับแต่งแก้ไขภาพถ่ายได้แค่ไหน แน่นอนที่สุด ในยุคสมัยที่ช่างภาพแทบทุกคนในโลก รวมถึงผู้คนที่ถ่ายภาพจากกล้องดิจิทัลหรือโทรศัพท์มือถือในยุคปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมอยากให้ภาพของตนนั้นดูโดดเด่นขึ้นมาจากข้อมูลที่ท่วมท้น ในโลกที่ถูกจำกัดการมองเห็นได้ในชั่วพริบตา ก่อนที่เราจะสไลด์ภาพผ่านจอมือถือไป

ภาพที่ดูโดดเด่นน่าสนใจมักจะได้นิ้วโป้งสีฟ้าหรือหัวใจสีแดง และถูกแชร์ ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิดของระบบอัลกอริทึมอย่างท่วมท้นในเวลาเพียงไม่กี่วัน อาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของช่างภาพหรือคนคนหนึ่งไปชั่วเวลาเพียงข้ามคืน รายได้ต่าง ๆ รวมทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์มากมายที่จะกลับคืนมาสู่เจ้าตัวนั้นอาจมากมายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เรื่องของสัจจะในภาพถ่ายจึงเป็นเรื่องที่หลาย คนตั้งใจมองข้ามไป จนกระทั่งมีคนจับโป๊ะได้ว่าภาพที่เห็นนั้นแทบไม่มีความจริงอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังเลย

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

ภาพของฉลามเสือดาวหรือ Zebra Shark (Stegostoma tigrinum) ขณะกำลังจับคู่เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ ในห้วงของความลึกในบริเวณกองหินนอกเกาะตาชัย ผมบันทึกมาเมื่อ 20 กว่าปีก่อน นั่นเป็นหนึ่งในช่วงเวลาพิเศษของธรรมชาติที่เราต้องใช้เวลาและโอกาสให้ไปอยู่ตรงนั้นถูกที่ ถูกเวลา เราจะได้เห็นและสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในชั่วพริบตา และสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ เรากะเกณฑ์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ว่ามันจะเกิดขึ้นที่ใดและเวลาไหน

ในยุคสมัยของกล้องฟิล์ม ช่างภาพส่วนใหญ่ถ่ายภาพด้วยฟิล์มสไลด์ ภาพส่วนใหญ่นั้นจบลงที่การบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าในขณะนั้น ก่อนฟิล์มจะถูกส่งไปล้างที่แล็บ และปรากฏให้เห็นเป็นภาพสไลด์ขึ้นมา ต้องใช้ทักษะและการเรียนรู้ในเบื้องต้นในการควบคุมกล้องในระดับหนึ่ง เพราะว่าฟิล์มสไลด์หรือ Color Reversal Film นั้นเป็นฟิล์มที่มี Lattitude ค่อนข้างแคบ และบันทึกภาพออกมาค่อนข้างตรงไปตรงมา สัมพันธ์กับการตั้งค่าในการเปิดรับแสงของช่างภาพคนนั้น 

ภาพที่ออกมา ไม่ว่าจะมืดเกินไป สว่างเกินไป บันทึกมาอย่างไรก็ได้ภาพเช่นนั้น การปรับแต่งภาพในฟิล์มสไลด์เรียกว่าแทบทำไม่ได้เลย นอกจากการสแกนจากฟิล์มสไลด์ให้มาเป็นไฟล์ดิจิทัลก่อนปรับแต่งภาพ หรือในยุคก่อนที่จะมีสแกนเนอร์ มีกรรมวิธีวุ่นวายไม่เหมือนกับฟิล์มเนกาตีฟสีหรือขาวดำที่ควบคุมหลาย ๆ อย่างในขั้นตอนการอัดภาพในห้องมืดได้ 

และที่สำคัญคือ เรายังมีภาพต้นฉบับไว้เพื่อยืนยันถึงสิ่งที่บันทึกมา ฟิล์มสไลด์สีจึงเป็นอุปกรณ์ที่ในวงการสำนักข่าวและนิตยสารใช้มาอย่างแพร่หลายตั้งแต่ยุค 60 มาจนถึงต้นยุค 2000 ก่อนถูกแทนที่ด้วยระบบกล้องดิจิทัล

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

สิงโตทะเลกาลาปากอสในขณว่ายแหวกเข้าไปอยู่ท่ามกลางฝูงปลา Selemas Porgy นับพันนับหมื่นตัว ผมบันทึกภาพมาจากเกาะกาลาปากอสในปี 2006 แม้ว่าจะเดินทางกลับไปกาลาปากอสอีก 2 – 3 ครั้ง แต่ผมก็ไม่ได้พบเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้อีกเลย

การเปลี่ยนอุปกรณ์จากกล้องฟิล์มมาเป็นกล้องดิจิทัล ไม่ใช่เหตุผลหลักเพียงอย่างเดียวที่ทำให้สัจจะของภาพนั้นเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยบางอย่างมีส่วนช่วยเร่งให้การรับรู้ของเราเปลี่ยนแปลงค่านิยมบางอย่างไปเช่นกัน สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อย่างหนึ่งก็คือ ภาพจากกล้องดิจิทัลแทบทุกภาพต้องผ่านกระบวนการ ผ่านโปรแกรมต่าง ๆ และต้องปรับแต่งภาพเพื่อชดเชยข้อด้อยบางอย่าง กล้องดิจิทัลในยุคแรกยังมีข้อจำกัดบางประการที่ยังบันทึกภาพมาได้ไม่ดีนัก และเมื่อศาสตร์ของการแก้ไขข้อบกพร่องในการบันทึกภาพนั้นพัฒนาขึ้น ก็กลายเป็นอีกศาสตร์ที่ง่ายต่อการบิดเบือนสัจจะในภาพถ่าย 

ภาพบางภาพ เราดูแล้วเหมือนมีพระอาทิตย์อยู่มากกว่าหนึ่งดวงบนโลก ภาพของดารา นางแบบ ในหน้าปกนิตยสารที่ปรับแต่งรีทัชเพื่อให้ดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ กลายมาเป็นบรรทัดฐานของแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในการแต่งภาพหน้าใสในโทรศัพท์มือถือ และกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการบันทึกภาพของใน Metaverse ทุกวันนี้ เราต่างรับรู้ว่าไม่มีอะไรจริงแท้ในภาพถ่าย 

คำว่าสวยหน้าสดนั้นดูเหมือนไม่มีอยู่จริง คำว่าเผลอ ๆ เป็นแค่ท่าหนึ่งในการโพสท่า และแคนดิดนั้นบางทีก็ถ่ายมาด้วยตากล้องมืออาชีพที่จ้างให้เดินตามถ่ายอย่างจงใจ เมื่อแทบทุกคนบนโลกนี้รู้สึกว่าตนเองเป็นดารา อยู่บนจอเล็ก ๆ ที่มีแชนแนลของตนเองอย่างเท่าเทียมกัน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่า ไม่ใช่เรื่องการปรับแต่งภาพโดยใช้แอปฯ หรือโปรแกรมต่าง ๆ หากคือความจริงที่เลื่อนไหลไปตามบรรทัดฐานของสังคมมากกว่า แน่นอนที่สุดในยุคสมัยฟิล์มก็มีเหตุการณ์หลาย อย่างที่เคยอุบัติขึ้นมาจากการบิดเบือนปรับแต่งภาพโดยใช้ภาพถ่าย แต่ทุกวันนี้ทุกคนเข้าถึงกระบวนการในการบิดเบือนง่าย ๆ เพียงแค่ 2 คลิกเพียงเท่านั้น

ทุกวันนี้ในวงการข่าว สำนักข่าวต่าง ๆ เริ่มปรับให้ช่างภาพถ่ายภาพโดยใช้ไฟล์ในสกุล Jpeg เพียงอย่างเดียว ห้ามถ่ายภาพต้นฉบับจากไฟล์ Raw แล้วนำมาปรับภาพในโปรแกรม แต่ให้ส่งไฟล์ภาพ Jpeg จากหลังกล้องที่ช่างภาพบันทึกภาพมาโดยตรง เพราะสิ่งที่สำนักข่าวถือเป็นหลักในการทำงานก็คือความรวดเร็วและความเที่ยงตรง อย่างน้อยที่สุดภาพนั้นก็ถูกบันทึกภาพมาแบบนั้นผ่านสายตาของช่างภาพ และบันทึกลงมาในไฟล์ภาพนั้นจริง ๆ

แน่นอนที่สุดในวงการโฆษณา แฟชั่น หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายศิลปะนั้น เรื่องของความงาม ความสมบูรณ์แบบ (แม้กระทั่งความไม่สมบูรณ์แบบ) ที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ ช่างภาพ หรือศิลปินต้องการสื่อออกมา ย่อมสำคัญมากไปกว่าข้อเท็จจริงที่บันทึกมา

ในขณะที่งานบางอย่างไม่ว่าจะเป็นงาน Wildlife หรือ Natural History คุณค่าของมันยังคงอยู่ที่ Document ในภาพซึ่งบันทึกมาอย่างตรงไปตรงมา 

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

นุ-ภานุพงศ์ นรเศรษฐกมล ช่างภาพใต้น้ำชาวไทยอีกคนที่มีผลงานน่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ขณะกำลัง Free Dive ลงไปเพื่อบันทึกภาพท่ามกลางฝูงปลากระเบนราหูหรือ Manta Ray ในบริเวณอ่าว Hanifaru ในมัลดีฟส์ เขาใช้เวลานับสิบวันเฝ้ารอให้เกิดปรากฏการณ์ที่พิเศษเช่นนี้ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่จะได้บันทึกภาพอันสวยงาม

ปีนี้เป็นปีที่สำคัญปีหนึ่งในแวดวงของ Wildlife Photographer ชาวไทย เมื่อมีเด็กไทย 2 คนได้รับรางวัลชนะเลิศและดีเด่นในประเภทเยาวชน จาก WPY หรือ Wildlife Photographer of the Year จัดขึ้นโดย Natural History Museum ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งนับเป็นการประกวดภาพถ่ายสัตว์ป่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกรายการหนึ่ง ถ้าจะเปรียบให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือเป็นเสมือนรางวัลออสการ์ของการถ่ายภาพ Wildlife 

สิ่งที่สำคัญมากไปกว่าภาพที่งดงาม คือความน่าเชื่อถือในข้อมูลของภาพถ่ายนั้น ๆ กำแพงที่ปิดกั้นช่างภาพชาวเอเชียกับการยอมรับของชนชาติตะวันตกมาเนิ่นนานได้ถูกทำลายลงไปแล้ว ด้วยผลงานจากเด็กไทย 2 คนที่ก้าวข้ามความลังเลและสงสัย ไปสู่การยอมรับในระดับสากลได้

ดราม่าการรีทัชภาพถ่ายสัตว์ป่าที่ได้รางวัลใหญ่ คุณค่าที่แท้จริงของภาพ การแต่งภาพ การเปลี่ยนฟิล์มสไลด์สู่ดิจิทัล

บางทีคุณค่าของการถ่ายภาพ Wildlife อาจไม่จำเป็นต้องเดินทางไปไกลสุดขอบโลกเพื่อบันทึกภาพหรือเรื่องราวที่ไม่เคยมีคนบันทึกภาพมาก่อน หรือสถานที่ที่ผู้คนแห่กันไปถ่ายภาพ เพื่อจะได้ผลลัพธ์ของภาพที่คาดเดาได้ออกมาคล้าย ๆ กัน สถานที่นั้นอาจเป็นแค่บึงน้ำข้างบ้าน และภาพพฤติกรรมของปลาช่อนในขณะเฝ้าดักรอเหยื่ออยู่ใต้กอบัวอันรกร้าง ในพื้นที่ธรรมชาติอันพิสุทธิ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเราก็ได้ เพราะว่าทุกที่มีเรื่องราวและระบบนิเวศที่น่าสนใจอยู่ทั่วโลก

เมื่อ 30 ปีก่อน ผมกับช่างภาพสัตว์ป่ารุ่นพี่ก็เคยสงสัยและตั้งคำถามว่า ทำไมนิตยสารชั้นนำของโลกอย่าง National Geographic ถึงต้องส่งช่างภาพเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาบันทึกภาพในที่ต่าง ๆ รวมทั้งในประเทศไทย เพราะว่าช่างภาพในเมืองไทยมีความสามารถไม่พอ หรือว่าประเด็นความน่าเชื่อถือในข้อมูลและความถูกต้องในการบันทึกภาพ อาจจะสำคัญไปกว่าความงามของภาพนั้น ๆ ก็เป็นได้

ตัวอย่างที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ การถ่ายภาพ Wildlife เริ่มเป็นที่นิยมมากในประเทศจีน แต่สิ่งที่เราสังเกตเห็นคือในการประกวดภาพของ WPY แทบจะไม่มีผลงานของช่างภาพชาวจีนปรากฏให้เห็น ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า สำหรับงาน Wildlife และ Natural History นั้น ความน่าเชื่อถือในข้อมูลที่ถูกบันทึกมานั้น อาจสำคัญไปกว่าความงามที่ได้มาจากข้อเท็จจริงอันลางเลือน

Writer & Photographer

Avatar

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load