29 Sep 2018
4 PAGES
1 K

เสียงเคาะประตูเรียกจากบุรุษไปรษณีย์เช้าวันนี้ เปรียบเสมือนเช้าแห่งการรอคอยของขวัญจากซานตาคลอสในวันคริสต์มาสก็ไม่ปาน ฉันกระโดดก้าวบันไดทีละ 3 ก้าวจากชั้นสองของบ้านเพื่อให้ไปถึงประตูหน้าบ้านให้เร็วที่สุด บุรุษไปรษณีย์ถือซองเอกสารสีน้ำตาลปึกใหญ่ยืนรออยู่แล้ว ฉันเซ็นรับด้วยความตื่นเต้นและความใจหายควบคู่กัน เพราะความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตกำลังจะเกิดขึ้น ฉันแกะซองเอกสารด้วยความระมัดระวัง หยิบสิ่งที่ฉันรอคอยมานานแรมปีไว้ในมืออย่างไม่เชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริงๆ

พาสปอร์ตของฉันที่ส่งมาจากสถานทูตอเมริกาประจำประเทศไทยพร้อมตราประทับ วีซ่าถาวร (กรีนการ์ด) เพื่อการย้ายถิ่นฐานไปอยู่ประเทศบ้านเกิดสามี

คอนเสิร์ต, มัลดีฟส์

ฉันและริคตัดสินใจเรื่องนี้เมื่อ 2 ปีก่อน ว่าเราควรย้ายไปอยู่อเมริกาเพื่อความสะดวกในการรับงานบนเรือ เนื่องจากตัวฉันถือหนังสือเดินทางไทย เวลาจะขอวีซ่าเพื่อไปลงเรือประเทศไหนก็ตาม มันแสนยุ่งยากและค่าใช้จ่ายก็เยอะเสียเหลือเกิน ที่สำคัญ การมีถิ่นฐานอยู่ประเทศไทยนั้นส่งผลต่องานบางงานที่ต้องการจ้างศิลปินจากอเมริกาเท่านั้น

นอกเหนือไปกว่านั้นก็เป็นเรื่องที่ดีที่ริคจะได้กลับบ้านไปอยู่ใกล้แม่และครอบครัวของเขา หลังจากที่ออกจากบ้านมาตั้งแต่ 23 ปีที่แล้ว ฉันยกหูโทรศัพท์หาริคที่ย้ายกลับอเมริกาไปเดือนหนึ่งก่อนหน้านี้แล้วเพื่อไปเตรียมตัวหาบ้าน หารถ ให้พร้อม ก่อนที่ฉันจะย้ายตามไปในอีก 2 อาทิตย์

ความตื่นเต้นของฉันไม่ใช่เพราะว่าฉันอยากย้ายไปอยู่อเมริกา แต่เพราะการขอวีซ่าถาวรมีกระบวนการที่ยุ่งยากมากๆ และต้องรอคอยกันยาวนานถึงปีครึ่ง กว่าเอกสารทุกอย่างผ่านขั้นตอนตรวจตราและได้รับวีซ่าถาวรในที่สุด ฉันและริคถึงขั้นต้องจ้างทนายเพื่อคอยตามเรื่องจากสถานทูต เพราะ 4 ปีมานี้เราเดินทางร้องเพลงต่างประเทศแบบไม่มีช่วงพักหายใจเลยทีเดียว ฉันโล่งอกโล่งใจสุดๆ ที่ได้มาสักที แต่ก็ใจหายอย่างมาก เพราะฉันต้องจากพ่อแม่ ครอบครัว และเพื่อน ไปอยู่ไกลเหลือเกิน…

คอนเสิร์ต, มัลดีฟส์

ริคถือช่อดอกไม้ยืนยิ้มแฉ่งรอรับฉันอยู่ตรงทางออกผู้โดยสารขาออก สนามบิน Sea-tac เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน เพิ่งจะเห็นสีหน้าตื่นเต้นเวลาเห็นฉันก็คราวนี้นี่เอง เพราะเราสองคนทำงานร้องเพลงด้วยกัน ตัวติดกัน 24 ชั่วโมง จนแทบไม่มีพื้นที่ให้กัน นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกันมาที่เราห่างกันถึง 1 เดือนเต็ม

ขาของริคที่หักเมื่อไปบราซิลมาเมื่อ 3 เดือนก่อน ตอนนี้เริ่มดีขึ้นจนเขาเดินเหินได้แล้ว แต่ยังใช้ไม้เท้าและยังเดินกะเผลกอยู่ พี่สาวของริคชื่อว่าเดน่าจึงมาช่วยขนสัมภาระของฉันและริคจากเมืองไทยเท่าที่ฉันจะขนมาได้

ที่นี่เหมือนเป็นโลกใบใหม่ของฉันจริงๆ ฉันไม่เคยเจอครอบครัวของริค ไม่เคยเจอแม่ ได้แต่คุยทางโทรศัพท์ เราแต่งงานกันที่เมืองไทย พวกเขาก็ติดภารกิจไม่สามารถมากันได้ แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกอบอุ่นมากเมื่อรู้ว่าในอีกฟากโลกหนึ่งยังมีครอบครัวที่ฉันไม่เคยรู้จักตั้งหน้าตั้งตารอเจอฉันอยู่แรมปี แล้วการรอคอยก็สิ้นสุดลง แม่ของริคน่ารักมากและเอ็นดูฉันตั้งแต่แรกพบกัน เราสนิทใจกันทันที แล้ววันนั้นชีวิตใหม่ต่างแดนของฉันก็เริ่มต้นขึ้น

คอนเสิร์ต, มัลดีฟส์

2 เดือนแล้วที่ฉันย้ายมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ และเริ่มคุ้นชินกับถนนหนทาง ญาติพี่น้องสามี สภาพอากาศที่อึมครึมและฝนที่ตกตลอดทั้งปี รัฐวอชิงตันนี้ขึ้นชื่อมากเรื่องฝน เพราะภูเขาสูงใหญ่มหึมาที่รายล้อมคลอบคลุมไปทั่วรัฐ เราอาศัยอยู่เมืองทาโคม่า ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองใหญ่อย่างซีแอตเทิลออกไปราว 40 นาที

ระหว่างนี้ฉันและริคก็รับร้องเพลงบ้าง ก่อนเตรียมตัวไปขึ้นเรือส่วนตัวลำเดิมสิ้นเดือน และสัญญาครั้งนี้เราจะไปขึ้นเรือกันที่ดูไบ

ในบางครั้งโชคชะตาก็เป็นเรื่องที่ตลกดี โดยเฉพาะการพบ ก็ต้องมีการจาก จากกันแล้ว ก็ยังพบกันใหม่ได้เสมอ บางครั้งฉันก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามันเกิดขึ้นกับทุกคน หรือเกิดขึ้นเพราะอาชีพที่เราเลือกทำ

คอนเสิร์ต, มัลดีฟส์

ฉันเพิ่งบินข้ามซีกโลกมาเมื่อ 3 เดือนก่อนนี่เอง แต่ตอนนี้ฉันกำลังบินกลับไปขึ้นเรือที่ดูไบ ในช่วงอาทิตย์แรก เรือจะล่องในแถบประเทศตะวันออกกลางก่อน และจะล่องออกน่านน้ำที่เรียกว่า The Gulf of Eden หนึ่งในน่านน้ำที่ขึ้นชื่อเรือโจรสลัดมากที่สุดของโลก ฉันตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นปืนกลเป็นสิบๆ กระบอกเรียงรายกำลังรอจัดขึ้นเรืออยู่!

หลังจากออกจากน่านน้ำนี้ไปแล้ว เรือล่องไปมัลดีฟส์ 1 อาทิตย์ ฉันและริคตื่นเต้นสุดๆ เพราะเดินเรื่องให้เพื่อนๆ ชาวฟิลิปปินส์ที่เราสนิทสนมกันเมื่อมาร้องเพลงที่มัลดีฟส์ปีก่อนมาขึ้นชมเรือส่วนตัวลำนี้ หลังจากมัลดีฟส์ก็ไปศรีลังกา และไปจบสัญญาที่ประเทศสิงค์โปร์ ซึ่งแม่ของฉันและพี่สาวคนโตจะบินจากเมืองไทยมาเจอฉันที่สิงค์โปร์ หัวหน้าทุกคนบนเรือลำนี้ใจดีกับฉันมาก อนุญาตให้แม่และพี่สาวอยู่กินข้าวและฟังฉันร้องเพลงบนเรือด้วย ฉันดีใจที่สุดในโลก! สัญญายังไม่ทันเริ่มฉันก็อยากให้จบซะแล้ว จะได้เจอแม่เร็วๆ

คอนเสิร์ต, มัลดีฟส์

เรามาถึงดูไบอย่างสะบักสะบอมตามระเบียบ คราวนี้ไม่ใช่เพราะสัมภาระ แต่เป็นเวลาที่ต่างกันระหว่างอเมริกาและตะวันออกกลาง ร้องเพลงคืนแรกฉันแทบจะหลับคาไมค์ตั้งแต่ 2 ทุ่ม กว่าจะปรับตัวกันได้ปาไปเกือบคืนที่ 5 เข้าไปแล้ว นั่นคงเป็นเพราะที่ผ่านมาฉันบินออกจากเมืองไทยเป็นหลัก ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่บินจากอเมริกามายังทวีปอื่น ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับร่างกายฉันอย่างมาก

แต่จะเหนื่อยแค่ไหน กลางวันฉันและริคก็ยังออกไปหาประสบการณ์เต็มที่ ไหนๆ ก็มาดูไบทั้งที คงต้องลองนั่งรถโฟร์วีลวิบากกลางเนินทะเลทรายดู!

คอนเสิร์ต, มัลดีฟส์

เช้าวันนี้ฉันไม่กินอะไรหนักเลย รองท้องด้วยโยเกิร์ตถ้วยเดียวเท่านั้น เนื่องด้วยฉันกลัวว่าการไปนั่งรถวิบากคราวนี้อาจทำให้ฉันอาเจียนได้ รถยนต์โฟร์วีลคันใหญ่มาจอดรับเราหน้าเรือ ฉันนั่งสบายๆ ไปจนถึงทะเลทรายที่มีเนินลาดชันสูงต่ำสลับกันไป แต่ส่วนใหญ่คือสูงถึงสูงมาก

คนขับส่งสัญญาณให้เราเกาะให้แน่น เมื่อเครื่องยนต์เร่งและเริ่มขับวิ่งชนพุ่งทะยานไปตามความสูงและไถลลงตามทรายอย่างรวดเร็วไปตามแต่ละดูล (เนินทะเลทราย) เรียกเสียงกรี๊ดเป็นไก่ถูกเชือดจากคนในรถและฉันได้ไม่ยาก  ฉันจึงรู้ทันทีว่าทำไมต้องใช้รถดี เพราะการวิ่งวิบากแบบนี้ต้องใช้เครื่องยนต์แรงสูงและรถต้องสภาพดีมาก ไม่อย่างนั้นอาจจะไม่รอดออกมาได้ ฉันโล่งอกโล่งใจ พนมมือไหว้พระคุณเจ้าที่ฉันรอดกิจกรรมนี้มาได้ สนุกมาก แต่ไม่เอาอีกแล้ว!

ส่วนประเทศอื่นๆ แถบอาหรับเราก็ไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยต่างจากบาห์เรนที่เราเคยมาเล่นดนตรีเมื่อหลายปีก่อนนัก นอกจากดูไบ ฉันก็หมกตัวอยู่แต่ในเรือ เรือลำนี้มีห้องสมุดที่มีหนังสือดีมากๆ เยอะไปหมด ที่แล้วๆ มาฉันได้แต่เดินผ่าน ก็มีแต่คราวนี้ล่ะที่ได้นั่งอ่านจริงๆ จังๆ เพราะทริปนี้เรือเงียบเหงามาก คงเพราะเส้นทางเดินเรือไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่สำหรับเจ้าของห้องบนเรือ แถมยังต้องเสี่ยงล่องทะเลกว่า 5 วันผ่านน่านน้ำโจรสลัดอีกต่างหาก ความสบายจึงอยู่ที่ฉันและริคที่สามารถร้องเพลงเบาๆ สบายๆ ได้ และไม่ต้องร้องหนักอย่างที่แล้วมา

คอนเสิร์ต, มัลดีฟส์

แต่เพราะสัญญาครั้งนี้เรือล่องกลางมหาสมุทรซะเป็นส่วนใหญ่ ลูกเรือประจำที่เดินเรือตั้งแต่ 4 – 8 เดือนจะเบื่อหน่ายกันมากถ้าเจอตารางเดินลักษณะนี้ ฉันและริคจึงเสนอตัวเล่นคอนเสิร์ตให้ลูกเรือชมกัน เพื่อให้พวกเขาสนุกสนานและผ่อนคลาย คราวนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง เราจะเล่นคอนเสิร์ตให้ลูกเรือที่ปาร์ตี้บาร์บีคิวริมหาดบนเกาะร้างกลางทะเลมัลดีฟส์ เรือจะจอดค้างคืนกลางทะเล 1 คืน ลูกเรือทุกคนที่ต้องการมาปาร์ตี้ต้องนั่งเรือยางกันออกมาร่วมสนุก ฉันนับถือคนอาชีพกะลาสีจริงๆ!

คอนเสิร์ต, มัลดีฟส์

ฉันร้องเต็มที่จนเสียงแทบหมด ลูกเรือสนุกกันมาก บ้างดื่ม ผลัดกันปิ้งย่าง บ้างว่ายน้ำกลางแสงจันทร์ และดาวนับพัน เมื่องานเลี้ยงเลิกรา ริคและฉันนั่งเรือยางรอบสุดท้ายกลับพร้อมทั้งลูกเรือเพื่อนๆ ที่ช่วยกันขนเครื่องเสียงและเก็บของและอุปกรณ์ทุกอย่าง รวมทั้งไฟดวงสุดท้ายลงเรือยางรอบนี้ด้วย เกาะร้างทั้งเกาะอยู่ในความมืดสนิท เราเอาเรือยางออกแบบต้องใช้ไฟฉายช่วยกันคลำทาง เป็นประสบการณ์โหดอีกครั้งในชีวิต

คอนเสิร์ต, มัลดีฟส์

เมื่อผ่านมัลดีฟส์มาแล้ว อีกประเทศที่น่าสนใจมากๆ ในทริปนี้ก็คือศรีลังกา ฉันได้มีโอกาสไปชมวัดพุทธหลายแห่ง บางวัดกล่าวว่าเป็นวัดที่มีพระเกศาของพระพุทธเจ้าอยู่ในโกศหินอายุหลายพันปี ทุกครั้งที่ได้ไปวัด ฉันจะกลับมาร้องเพลงอย่างมีพลังเสียงทุกครั้งไป นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมากทีเดียว

สถานที่ที่ถือว่าเป็นไฮไลต์ของศรีลังกาเลยก็คือ ‘เขาสิกิริยา’ หรือ Lion Rock เป็นอาณาจักรเมืองเก่าสมัย 2,000 ปีก่อน ใช้ก้อนหินก้อนใหญ่ค้ำฟ้าตั้งตระง่านสูงขึ้นไปบนยอดเขา แล้วสร้างวังทั้งวังจากก้อนหินนั้น มีเรื่องเล่าขานมากมายเกี่ยวกับการแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างพ่อและลูกของราชวงศ์ที่ปกครองอาณาจักรนี้ แต่เมืองก็เหมือนถูกต้องคำสาปไม่ให้มีใครปกครอง จึงถูกทิ้งให้รกร้างมาเป็นพันๆ ปี และถูกค้นพบเมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อนเท่านั้น

คอนเสิร์ต, มัลดีฟส์ คอนเสิร์ต, มัลดีฟส์ คอนเสิร์ต, มัลดีฟส์

บันไดขึ้นสู่ยอดเขาเพื่อชมวังเก่าและภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังที่ยังคงเหลือให้เห็น มีระยะ 2,000 กว่าขั้น ทั้งสูงและชันมาก ขาฉันสั่นพั่บๆ ระหว่างเดินลงเขา ใจตุ๊มต่อม และพยายามไม่มองไปข้างล่างเด็ดขาด!

คอนเสิร์ต, มัลดีฟส์

ในที่สุดเรือก็เดินทางถึงสิงคโปร์ ฉันดีใจจนเก็บอาการไว้ไม่อยู่ แม่กับพี่เบส พี่สาวคนโต มารอฉันล่วงหน้าอยู่แล้ว ทันทีที่เรือจอดเทียบท่า ฉันรีบวิ่งแจ้นออกมาหาพวกเขาด้วยความรักและคิดถึงอย่างที่สุด ว่าแล้วก็ตลกดี ฉันเพิ่งจากพวกเขาไปอเมริกาเมื่อ 3 เดือนที่แล้วนี่เอง แต่การจากลาไม่ว่าจะไปใกล้หรือไกล มันก็สร้างความห่วงหาอาทรเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ถึงฉันจะเป็นนักร้องติดปีก เดินทางร้องเพลงไปตามสายลมและมหาสมุทร แต่ฉันก็พาความรักจากครอบครัวไปกับฉันทุกที่เสมอ และความรักนี่แหละจะนำเรากลับมาพบกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของโลกก็ตาม…

CONTRIBUTOR

รสริน พลับทอง สติกนีย์

ร้องเพลงเป็นอาชีพตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนได้ออกอัลบั้มพร้อมพี่สาวอีก 2 คนชื่อวง The Sis ปัจจุบันร้องเพลงกับสามีชาวอเมริกัน ในชื่อ 'Rick & Zoe' Duo ทั้งบนบกและมหาสมุทร เดินทางร้องเพลงบนเรือมาแล้วกว่า 50 ประเทศ ขณะนี้ยังคงร้องเพลงอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา