21 มิถุนายน 2562
4 PAGES

ความเดิมจากตอนที่แล้ว เรือสำราญลำที่ฉันติดสัญญาร้องเพลงด้วย และเกือบแทบทุกลำจะไปจอดรับ-ส่งผู้โดยสารที่เมืองชีวีตาเวกเกีย (Civitavecchia) ซึ่งเป็นเมืองท่าใกล้กรุงโรม ประเทศอิตาลี

และในวันเดียวกัน เมื่อผู้โดยสารล็อตใหม่ขึ้นเรือเป็นที่เรียบร้อยแล้วเรือจึงถอนสมอออกจากท่าชีวีตาเวกเกีย เป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวแบบ 10 Days Cruise! และครูซนี้เรือจะไปจากอิตาลี เข้ามอลตา และจบที่กรีซ

เช้าวันนี้ฉันนอนตื่นสายเป็นพิเศษ เนื่องจากมีปัญหาเรื่องงานที่ความเห็นไม่ตรงกันกับริคในการแสดงเมื่อคืน ความจริงแล้วเราสองคนก็มีปัญหาเรื่องงานกันมาตลอด แต่อยู่ที่ว่าใครจะอะลุ่มอล่วยได้มากกว่าในสถานการณ์นั้นๆ เราเล่นดนตรีแสดงบนเรือลำนี้มากว่า 3 เดือนแล้ว เดือนนี้คือเดือนสุดท้ายของสัญญานี้

แค่ 3 เดือนกว่าแต่กลับรู้สึกว่ายาวนานเหมือน 3 ปี เพราะเราเริ่มเบื่อกับการทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในระหว่างทำงานบนเรือเปรียบเสมือนกับการ Copy Paste ทั้งกิจวัตร อาหารการกินที่เหมือนเดิม สถานที่ๆ เรือไป การซ้อมนำอพยพ การแสดงทุกโชว์บนเรือ การพูดประโยคเดิมๆ ของ Cruise Director เคบินห้องนอนเล็กๆ เพลงที่ฉันร้อง ถึงแม้จะมีมากมายกว่า 400 เพลง แต่คนฟังกลับชอบเพลงเดิมๆ

การทำงานบนเรือนั้นจึงมีความท้าทายอย่างมากและต้องใช้ความอดทนควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะฉันและริค เราเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและคู่สามีภรรยา มันจึงยิ่งยากขึ้นไปอีกหลายเท่า ในบางคืนนั้นหน้างานอาจดูเป็นปกติ แต่จริงๆ เราอาจจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน ความเห็นไม่ตรงกันอยู่ แต่หน้าที่ก็ต้องมาก่อนความรู้สึกส่วนตัวเสมอ

เมื่อคืนเป็นอีกวันที่เราต้องปรับความเข้าใจกันนานจนฉันต้องนอนตื่นสาย ถึงเราจะปรับความเข้าใจกันได้ แต่ฉันตื่นมาก็ยังไม่สบายใจซะทีเดียว ริคไม่ได้อยู่ในห้อง เขาอาจจะออกไปกินกาแฟในตัวเมืองท่า หรือไปไหนฉันก็ไม่ทราบ ฉันมองดูนาฬิกาด้วยความเบลอๆ นิดหน่อย แต่คิดว่ายังพอมีเวลาออกไปเดินเล่น กินพาสต้าให้สบายใจก่อนเรือออกจากท่าชีวีตาเวกเกียวันนี้….

เกือบจะบ่ายโมงแล้ว ตรงท่าเรือมีผู้โดยสารกลุ่มใหม่ทยอยเช็กอินอย่างหนาแน่น ฉันมองหารถบัสที่บริษัทเรือจัดเตรียมไว้ให้ทั้งแขกและลูกเรือใช้บริการฟรีเพื่อเข้าเมือง แต่ก็ไม่เห็นรถบัสสักคัน ฉันจึงเดินเลียบท่าริมทะเลไปเรื่อยๆ เดินมาได้ 20 นาทีก็ถึงทางเข้าเมือง เห็นรถบัสจากบริษัทเรือจอดอยู่แถวนั้น ตรงปากทางเข้าเมืองนี้มีบรรยากาศที่ดี สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านอาหาร ร้านกาแฟของคนพื้นเมือง

นักร้องบนเรือ

วันนี้เมืองดูเงียบไม่พลุกพล่าน ไม่เหมือนทุกครั้งที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มารอขึ้นเรือของบริษัทต่างๆ ฉันตั้งใจจะไปกินพาสต้าร้านหนึ่งซึ่งเดินผ่านมาหลายครั้งแล้ว ร้านดูดีทีเดียว พนักงานใส่ชุดยูนิฟอร์มทักซิโด้ ติดหูกระต่ายสะอาดสะอ้าน ร้านจัดอย่างเรียบหรู

ทุกครั้งเวลาไม่สบายใจฉันมักจะมองหาของอร่อยทาน สำหรับฉันไม่ค่อยได้กินอาหารร้านหรูหราเพราะเสียดายเงินที่ได้มาจากการโก่งคอร้องเพลงทุกค่ำคืน (เรียกว่างกก็น่าจะถูกต้อง!) แต่ด้วยความที่ฉันชอบกินมาก ฉันจึงรู้ว่าของอร่อยไม่ใช่ของที่หาได้แค่ในร้านแพงๆ หรูๆ แต่หากินได้ทั่วๆ ไป อยู่ที่ว่าไปถูกที่หรือเปล่า แต่เอาล่ะ มื้อเที่ยงนี้ฉันอยากจะนั่งทานสบายๆ สักหน่อย จัดพาสต้าเห็ดทรัฟเฟิลเป็นของขวัญให้ตัวเองสักจาน!

ขณะเดินไปที่ร้าน ฉันเห็นเพื่อนนักเต้นชาวรัสเซียวิ่ง 4×100 มาแต่ไกล ฉันโบกไม้โบกมือทักทายนึกว่าเธอจะหยุดคุยกันก่อน เธอกลับยิ้มแหยะๆ ให้ฉันแล้ววิ่งหน้าตั้งผ่านไปเสียดื้อๆ ฉันงงกับเธอนิดหน่อย แต่สงสัยเธอคงต้องรีบไปทำอะไรสักอย่าง…

ฉันนั่งลงในร้านอาหารที่ตั้งใจมาอย่างละเมียดละไม ร้านเพิ่งเปิดพอดี ฉันเป็นลูกค้าคนแรกเสียด้วย แสดงว่าฉันจะได้กินของใหม่สดคนแรก ฉันไม่รีรอสั่งพาสต้าเห็ดทรัฟเฟิลซอสครีมทันที พร้อมด้วยโรเซ่ไวน์ 1 แก้ว

ฉันจิบไวน์อย่างเหม่อลอย ครุ่นคิดไปหลายเรื่องที่ไม่สบายใจ ทันใดนั้นก็มีเพื่อนกลุ่มหนึ่งเข้ามาทัก ฉันดีใจที่ได้เจอเธอคนนี้ แต่ก็รู้สึกแปลกๆ จึงถามเพื่อนว่าทำไมฉันไม่เห็นเธอบนเรือเลยช่วงนี้ เธอบอกว่า เธอย้ายไปทำที่เรือลำอื่นได้ 2 อาทิตย์แล้ว ต้องไปแบบกะทันหันเลยไม่ทันได้ลาใคร เรือของเธอเพิ่งจอดเข้าท่าได้สักครู่นี้เอง กว่าจะออกคงเย็น เธอมองดูนาฬิกาข้อมือแล้วจึงถามฉันกลับสีหน้างงๆ ว่า

“โซอี้ แล้วเธอล่ะ ทำไมยังไม่กลับเรือ? นี่มันจะบ่าย 2 แล้ว เรือเธอจะออกแล้วไม่ใช่เหรอ?”

ฉันเหมือนคนถูกไม้ทุบหัวในบัดดล แล้วสติฉันก็กลับคืนมา! พร้อมกับคำอุทานดังลั่นร้าน! สติที่กลับมาก็คือ ใช่แล้ว วันนี้มันวันแรกของครูซ! เรือออกบ่าย 2! ไม่ใช่ 5 โมงเย็นเหมือนท่าอื่นๆ!

ฉันเป็นหัวหน้าผู้อพยพ ปกติแล้วฉันต้องเตรียมตัวประมาณ บ่ายโมงห้าสิบ! เรือออกบ่าย 2! ฉันพร่ำเพ้อพูดจาไม่เป็นศัพท์ด้วยความลุกลน เพื่อนฉันช่วยกันรีบเอาอาหารที่มาเสิร์ฟพอดีใส่กล่อง ฉันไม่ได้รอพนักงานเอาบิลมาให้แต่กลับแจ้นไปจ่ายที่โต๊ะแคชเชียร์อย่างไม่มีเวลารอแม้อีกสักวินาทีเดียว ปากฉันขอบคุณเพื่อน ขาฉันวิ่งนำออกจากร้านไปแล้ว!

ฉันไม่สามารถวิ่งไปถึงเรือได้ภายในเวลา 10 นาทีแน่เพราะมันไกลมาก หันซ้ายขวาเมืองนี้ก็ไม่มีแท็กซี่เลย! ฉันวิ่งหน้าตั้ง หูลู่อย่างไม่คิดชีวิต ปากตะโกนเรียกให้คนถอยออกจากทางเท้าอย่าขวางทางฉัน คนคงนึกว่าฉันไปขโมยของหรือหนีตำรวจมาแน่นอน

ฉันวิ่งอย่างไร้สติ มองดูเวลาอีก 5 นาทีบ่าย 2 ฉันแย่แล้ว…ฉันตกเรือแล้ว! ฉันตกเรือ! ฉันไม่มีพาสปอร์ต! ฉันถูกทิ้งให้อยู่ที่นี่โดยไม่มีอะไรติดตัวนอกจากพาสต้าในกล่อง! แล้วริคล่ะ คงจะเป็นห่วงฉันมากหรือไม่ก็โกรธฉันมากที่ไร้ความรับผิดชอบ แล้วงานล่ะ ฉันจะทำยังไง! ฉันถูกทิ้งแล้ว! ทุกอย่างมันประดังเข้ามา น้ำตาไหลออกจากเบ้าโดยไม่รู้ตัว หัวใจฉันแทบจะหลุดออกมาจากตัว! แล้วในขณะนั้นฉันก็มองเห็นสิ่งหนึ่ง ซึ่งเรียกสติที่หลุดออกนอกโลกไปแล้วกลับคืนมา รถบัสบริษัทยังจอดอยู่! แต่ดูเหมือนรถกำลังจะออก!

ไม่นะ นั่นคือสิ่งเดียวที่จะพาฉันกลับเรือ ฉันตะโกนสุดเสียงเรียกเพื่อให้ทุกคนที่อาจได้ยินช่วยฉันตะโกนแล้วหยุดรถบัสคันนั้นไว้ คนแถวนั้นที่เห็นเหตุการณ์รีบช่วยกันตามรถบัสที่ค่อยๆ เคลื่อนออกจากคิวรถช้าๆ ฉันเริ่มตาลาย ขาอ่อนแรง ลิ้นห้อย แล้วฉันก็เห็นชายคนหนึ่งที่อยู่ใกล้รถบัสที่สุดวิ่งลู่ตามรถเคาะกระจกทางคนขับให้ แล้วรถบัสก็หยุด….

ประตูรถบัสเปิดออก ฉันฟุบหมดแรงอยู่ตรงบันได คุณลุงคนนั้นที่ช่วยเคาะประตูรถให้หยุดดันฉันขึ้นรถบัสไป ฉันไหว้ลุง แต่เสียงจะขอบคุณลุงก็เหือดแห้งไม่มีเหลือ เพราะความเหนื่อยหอบขีดสุด ฉันคลานขึ้นรถบัส ทิ้งตัวนอนบนพื้นรถ ปากพะงาบๆ ว่ารอดแล้วๆ ฉันรอดแล้ว!

ฉันยังคงตาลอยอยู่แต่เห็นลางๆ ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งประคองฉันขึ้นมา เอาน้ำมาให้จิบ จนฉันเริ่มเห็นชัดขึ้น ผู้หญิงคนนั้นคือเพื่อนนักเต้นชาวรัสเซียที่วิ่งหน้าตั้งผ่านฉันไปเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้วนั่นเอง! ในขณะที่รถขับเข้าท่าเรือ เธอบอกฉันว่า เธอก็ไปซื้อของเพลินจนลืมดูนาฬิกา จนต้องรีบวิ่งหัวซุกหัวซุนกลับมาเหมือนกัน ตอนวิ่งผ่านฉันเธอก็งงว่าทำไมฉันยังอยู่ข้างนอก แต่ตอนนั้นสติเธอก็หลุดไปแล้วเหมือนกัน

บนรถบัสรับคนรอบสุดท้ายเหลือแค่ 4 คน คนขับรถอธิบายว่า ฉันโชคดีที่มีคนช่วยให้หยุดรถไว้ จริงๆ แล้วเขาต้องออกรถรอบสุดท้ายไปนานแล้ว ตั้งแต่บ่ายโมง 45 นาที แต่วันนี้คนขับต้องรอเซ็นเอกสารฉบับหนึ่งจากอู่เรือ ซึ่งเอามาให้เขาช้าไป 15 นาที แต่คนขับก็วิทยุบอกทางเรือแล้ว เรื่องรถรอบสุดท้ายจะไปช้ากว่ากำหนด ทุกคนในรถต่างช่วยกันเรียกขวัญฉันพร้อมปลอบประโลมว่าฉันโชคดีมากๆ!

เมื่อถึงเรือ ลุงพนักงานรักษาความปลอดภัยชาวฟิลิปปินส์ที่น่ารักกับฉันมาตลอด เอ่ยทักฉันด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดแกมหัวเราะว่า “โซอี้! อยู่นี่เอง! เราวิทยุและโทรศัพท์กันให้ควั่ก ทั้งยังให้ริคเร่งติดต่อเธอให้ได้ด้วย เพราะชื่อเธอยังอยู่ในลิสต์ของคนที่ยังไม่ขึ้นเรือ แต่โชคดีเป็นของเธอนะ วันนี้เรือต้องออกจากท่าช้าครึ่งชั่วโมงอยู่ดี เพราะต้องซ่อมเครื่องยนต์บางตัว เอ้า! 4 คนสุดท้ายกลับเข้าเรือแล้ว หัวหน้า Security ตะโกนปิดประตูเรือ!”

ฉันเดินกลับห้องคอตก เตรียมรับชะตากรรมจากริคและเจ้านายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อถึงห้อง ริควางหูจากใครสักคนบอกว่าฉันกลับมาถึงห้องแล้ว! เขาวางหูโทรศัพท์ ตำหนิฉันนิดหน่อย แต่ก็น้อยกว่าที่ฉันคาดไว้มาก… บทเรียนของการไม่มีสติครั้งนี้ราคาแพงกว่าพาสต้าเห็ดทรัฟเฟิลหลายเท่า ฉันและลูกเรือ 4 คนสุดท้ายที่มาสายโดนทัณฑ์บนจากฝ่าย HR ห้ามขึ้นเรือสายอีกเป็นครั้งที่ 2 ไม่งั้นจะมีความผิดถึงไล่ออก…

นักร้องบนเรือ

“Mamma mia here I go again!” ฉันตะโกนร้องเพลงจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดอันโด่งดังที่มาถ่ายที่กรีซ ‘มามา มียา’ จากหน้าผาที่ตั้งของเมืองซานโตรินี่ ประเทศกรีซ ที่ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเมืองริมผานี้ถึงติดอันดับสถานที่ที่โรแมนติกที่สุดในโลก เพราะมันสวยมากจริงๆ! เรือของฉันเดินทางจากประเทศอิตาลีมาประเทศกรีซใช้เวลาเดินเรือข้ามคืนก็ถึง เพราะกรีซอยู่ใกล้อิตาลีตอนใต้เพียงนิดเดียว

ประวัติซานโตรินี่น่าสนใจมากๆ เป็นวงเกาะภูเขาไฟนอนอยู่บนหมู่เกาะรูปโค้งในทะเลอีเจียน การระเบิดของภูเขาไฟในปี 1450 ก่อนคริสต์ศักราช ทำให้เกิดแอ่งหลุมปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่จมหายไปและก่อเป็นรูปร่างเหมือนพระจันทร์เสี้ยวที่เราเห็นทุกวันนี้ มีนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าที่นี่คือแอตแลนติสที่หายไป

แอตแลนติสเป็นอาณาจักรใหญ่แห่งหนึ่งที่รุ่งเรืองและมีอำนาจมาก ตั้งอยู่บนเกาะกลางมหาสมุทรแอตแลนติก มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่ในเวลาต่อมาเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและถูกคลื่นยักษ์ในทะเลไหลท่วมทับจมหายไปอย่างไม่มีใครคนใดได้พบเห็นเกาะอีก

การเกิดแผ่นดินไหวครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1956 ทำลายล้างเกาะหมด ทำให้ฟิร่าต้องสร้างตึกรามบ้านช่องบนหน้าผาสูงริมทะเลเป็นขั้นบันไดยาวตลอดบนปากปล่องภูเขาไฟ สถาปัตยกรรมบ้านเรือนสีขาวเป็นเอกลักษณ์ ตรอกซอกซอยเป็นหินกรวด โบสถ์หลังคาโดมสีฟ้า

นักร้องบนเรือ

ฉันเดินสำรวจทั่วเมืองหน้าผานี้ยังอดชื่นชมบรรพบุรุษของคนที่นี่ไม่ได้ ว่ามาสร้างบ้านลดหลั่นกันบนผาแบบนี้ แผนผังแบบนี้ที่เดินทะลุกันได้หมดและสามารถเห็นวิวทะเล 180 องศาได้อย่างไร การจะมาถึงยอดเขาได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ฉันเห็นเส้นทางขึ้นผาอันเก่าเป็นบันไดที่เจาะจากหินเลาะผามาเรื่อยๆ ยังคงมีร่องรอยให้เห็นอยู่

ส่วนปัจจุบันที่เทคโนโลยีล้ำหน้า การไปซานโตรินี่จึงง่ายขึ้น เพราะมีรถรางหรือเคเบิลคาร์ที่ทันสมัย ลากขึ้นจากท่าเรือด้านล่างไปจนถึงยอดเขาที่เมืองตั้งอยู่ ด้วยค่าตั๋วที่สูงถึงคนละ 10 ยูโรต่อเที่ยว! แต่ถ้าเป็นลูกเรือก็ได้สิทธิพิเศษมาก ค่าตั๋วเหลือคนละ 2 ดอลลาร์ฯ เท่านั้น แหม เป็นลูกเรือมันดีอย่างนี้นี่เอง!

นักร้องบนเรือ

การขึ้นไปบนซานโตรินี่โดยเคเบิลคาร์นั้นส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาโดยเรือ แต่ถ้าไม่อยากต่อแถวเคเบิลคาร์ที่คิวยาวเหยียด ก็สามารถใช้บริการโดยการขี่ลาขึ้นไปได้ ใช่แล้ว ลาหรือ Donkey นี่แหละ แต่คงต้องทนเหม็นกลิ่นอึลาจำนวนมากที่เรี่ยรายอยู่ตลอดทางขึ้น…

ฉันและริคเลือกร้านอาหารที่วิวดี เพื่อดื่มด่ำบรรยากาศให้ได้มากที่สุด ถึงแม้เรือจะต้องมาที่นี่อีกหลายครั้งกว่าจะถึงวันที่เราหมดสัญญาก็ตาม แต่การขึ้นมาและลงไปมันใช้เวลามาก เราอาจไม่มีโอกาสขึ้นมาได้ทุกครั้ง แต่ริคก็สัญญาว่าวันเกิดของฉันที่จะถึงนี้เราจะขึ้นมาฉลองกันที่ซานโตรินี่ เพราะเรือจะวนมาซานโตรินี่อีกครั้งในวันเกิดของฉันพอดี ฉันดีใจจนเนื้อเต้น!

ประเทศกรีซนั้นนอกจากจะมีซานโตรินี่ที่โด่งดังแล้ว ยังมีเมืองอีกหลายเมืองที่สวยงามดั่งเทพนิยายกรีก แหม ก็ที่นี่คือประเทศรากฐานของมนุษยชาติแห่งทวีปยุโรป สถาปัตยกรรมจึงยังขลังและมีอายุหลักพันหลักหมื่นปี เมืองเก่าแก่สำคัญๆ ที่ฉันมีโอกาสได้ไปในระหว่างล่องเรือนี้ยังมี กรุงเอเธนส์ โรด ครีต ไมโคนอส คอร์ฟู แต่ละเมืองมีความสวยงามต่างกันไป ทั้งสถาปัตยกรรมอันล้ำค่าและน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้มต่างก็มีเสน่ห์จับใจ

เวลาเดินเร็วขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วงโค้งสุดท้ายของสัญญา 4 เดือนครึ่งมหาโหดของการมาร้องเพลงบนเรือของฉันและริค ที่เกริ่นว่าโหดนั้นครอบคลุมโหด มัน ฮา ตามประสากะลาสีสมัครเล่นอย่างฉัน กะลาสีตัวจริงต้องเป็นลูกเรือที่มีสัญญา 8 เดือนถึง 1 ปี ฉันยกย่องลูกเรือเหล่านั้นจริงๆ! แต่ที่ฉันดีใจและป่าวประกาศให้เพื่อนทั้งเรือรู้ก็คือ วันรุ่งขึ้นที่เรือจะกลับไปท่าชีวีตาเวกเกีย อิตาลี จะเป็นครูซสุดท้ายของฉันและริค!

ข่าวการหมดสัญญาของเราสองคนยังไม่ได้ทำให้ฉันดีใจเท่ากับการที่ฉันจะทำหน้าที่หัวหน้าซ้อมผู้อพยพเรือเป็นครั้งสุดท้ายในวันพรุ่งนี้ด้วย! หน้าที่ที่ฉันได้มาแบบงงๆ ตั้งแต่วันแรก

เสียงสัญญาณเรียกลูกเรือเพื่อซ้อมการสละเรือดังขึ้นแสบแก้วหู ฉันเด้งตัวขึ้นจากเตียงนอนชั้นสอง ริคแต่งตัวเรียบร้อยแล้วและคงพยายามปลุกฉันหลายครั้ง แต่ฉันขี้เซามาก จนต้องมาตาเหลือกลุกลี้ลุกลนแต่งตัวตอนสัญญาณเรียกครั้งสุดท้าย ฉันใส่แจ็กเก็ตทับชุดนอนออกไปซ้อมอพยพทันที

ริคแยกออกไปประจำที่ของเขาซึ่งอยู่หลังโรงละครใหญ่ วันนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยทั้งฝ่ายจะมาสุ่มตรวจความรู้โดยการถามตอบปากเปล่าเกี่ยวกับความปลอดภัยและการอพยพผู้โดยสาร ถ้าเขาเรียกชื่อใครในแถวแล้วตอบไม่ได้ ลูกเรือจะถูกหมายหัวและส่งกลับไปเริ่มเทรนใหม่

แต่เพราะฉันรู้ว่านี่จะเป็นครูซสุดท้ายของฉันแล้วจึงไม่ได้กังวลอะไร เพราะถึงตอบไม่ได้ฉันก็หมดสัญญาอยู่ดี เพื่อนๆ ในแถวดูกังวลกันเป็นส่วนใหญ่ ส่วนฉันก็ยังรู้สึกง่วงและมึนๆ หัวจากการเด้งออกจากเตียงแบบหุนหันพลันแล่นอยู่

นักร้องบนเรือ

สถานการณ์เต็มไปด้วยความตึงเครียด เจ้าพนักงานสายโหดท่านหนึ่งยืนจี้คำถามจากเพื่อนลูกเรือในแถวของฉันอย่างไม่ลดละ ฉันรู้สึกเครียดแทนเพื่อนคนนี้ เขาเป็นผู้ช่วยหรือรองหัวหน้าในกลุ่มฉัน ในขณะที่ฉันยกมือขอช่วยตอบ มือนั้นก็ฟีบลงอย่างรวดเร็ว ขาสองข้างของฉันอ่อนระทวยจนไม่สามารถควบคุมได้ ตาฉันพล่ามัว หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ แล้วทุกอย่างก็มืดดับไป…..

“โซอี้ฟื้นแล้ว!” เสียงตะโกนเรียกหมอและพยาบาลดังอยู่ข้างหู ฉันพยายามลืมตาสู้แสงนีออนที่เหมือนเป็นห้องพยาบาล โดยมีริคพยายามเรียกฉันให้ตื่นอยู่ข้างๆ และมีเพื่อนจากกลุ่มอพยพอีก 2 คนคอยนวดอยู่ปลายเท้า หมอเข้ามาดูอาการ ตรวจฉันเบื้องต้น วินิจฉัยว่าความดันของฉันต่ำแบบเฉียบพลัน น้ำตาลในเส้นเลือดลดลง ทำให้ฉันเป็นลมจนล้มหมดสติไป

หมอเขียนใบลาไปยังฝ่าย Entertainment ให้ฉันพักการร้องเพลง 2 วัน ซึ่งก็ได้จังหวะพอดี ฉันและริคเราแสดงกันมาโดยไม่ได้รับวันหยุดเลยเกือบ 13 วันแล้ว (การให้วงหยุดนั้นเป็นหน้าที่ของหัวหน้าฝ่ายนักดนตรีเลือกว่าให้วงไหนหยุดวันไหนสลับกันไป)

คราวนี้เราได้วันหยุดถึง 2 วันเต็ม ข่าวที่ฉันเป็นลมหมดสติไปในระหว่างซ้อมอพยพดังไปทั่วเรือ ตอนแรกลูกเรือคนอื่นๆ นึกว่าการที่ฉันเป็นลมคือส่วนหนึ่งของการซ้อมของทีมหมอและพยาบาล เป็นเรื่องที่น่าขัน และฉันก็ได้ฉายา ‘Fainted Zoe’ โซอี้เป็นลมก่อนจะหมดสัญญาเพียงไม่กี่วัน…

คนฟังครูซนี้สนุกมาก! ทุกค่ำคืนบาร์ที่ริคและฉันแสดงจะเต็มไปด้วยคนดูที่มารอตั้งแต่เรายังไม่เริ่มแสดง บ้างมาจับจองเก้าอี้ก่อน ส่วนคนที่มาหลังก็มายืนออรออยู่เต็มบาร์ ส่วนหนึ่งฉันคิดว่าเป็นพลังจากการแสดงโค้งสุดท้ายของสัญญาเรือสำราญลำนี้ และบาร์เทนเดอร์ก็รักฉันและริคเหมือนพี่น้อง ทำให้บรรยากาศมันสนุกสนาน ครึกครื้น

คนฟังบางคนที่ตามเรามาตั้งแต่ขึ้นครูซวันแรกก็จะทราบว่าเราจะหมดสัญญาและกลับวันเดียวกับพวกเขา ทุกคนจึงใส่พลังทั้งช่วยร้องช่วยเต้นกันเต็มที่ เพื่อนนักดนตรีจากวงอื่นๆ ที่สนิทกันบนเรือก็แวะเวียนมาแจม ทำให้บาร์ของเรานั้นมีสีสันมากขึ้น ฉันร้องเพลงสุดท้ายในค่ำคืนสุดท้ายของการทำงานด้วยเพลงบอกลา ที่ทำให้เพื่อนๆ และคนดูหลายคนช่วยกันร้องดังไปทั่ว นั่นคือเพลง Leaving on a jet plane โดยเฉพาะท่อนฮุกที่ร้องว่า

นักร้องบนเรือ

“so kiss me and smile for me, tell me that you’ll wait for me, hold me like you’ll never let me go, ’cause I’m leaving on the jet plane, don’t know when I’ll be back again, oh baby, I hate to go.”

ฉันร้องไปก็แอบสะเทือนใจไม่น้อย ชีวิตของคนเราทุกคนเหมือนหนังสือที่มีบทนำ บทตาม และบทสรุปตอนจบ บางคนมีชีวิตเรียบง่าย หนังสือชีวิตอาจมีไม่กี่เล่ม บางคนมีหนังสือชีวิตหลายเล่มเพราะมีเรื่องราวในชีวิตเกิดขึ้นมากมาย แต่ไม่ว่าเรื่องไหน สิ่งที่ต้องมีในหนังสือทุกเล่มคือเรื่องราวของอุปสรรคในชีวิต เพราะการได้ใช้ความอดทนอดกลั้นก้าวข้ามผ่านอุปสรรคนานาประการ ทำให้เรากล้าสู้และเผชิญกับบทต่อไปของชีวิต

ฉันขอบคุณทุกคนจากใจโดยการโค้งไหว้แบบไทย การไหว้อาจไม่ใช่ภาษาสากลของการทำงานในต่างประเทศ แต่ฉันก็ไม่เคยใส่ใจ เพราะการไหว้ผู้ชมและคนฟังคือตัวตนของฉัน ฉันไหว้ริค สามี และเพื่อนร่วมงานของฉันที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขให้ผ่านไปด้วยดีอีกหนึ่งสัญญา…

อรุณเบิกฟ้ายามเช้าอันสดใสที่ท่าเรือชีวีตาเวกเกีย ฉันและริคเดินออกจากเรือ Celebrity Reflections ด้วยสัมภาระที่หนักอึ้งแต่ใจเบาหวิว เราเดินทางกลับอเมริกาวันถัดไป บริษัทเรือต้องเช่าโรงแรมในตัวเมืองให้เราอยู่ต่อที่ชีวีตาเวกเกียก่อน 1 คืน ฉันและริคจะได้นอนเตียงจริงๆ ที่กว้างๆ ครั้งแรกในเกือบ 5 เดือนก็คราวนี้!

และด้วยเวลาที่เรามีเหลือทั้งวัน เราสองคนจึงตัดสินใจนั่งรถไปเที่ยวโรมกันบ่ายวันนี้ เรามาอิตาลีกันหลายเดือนแต่ไม่มีโอกาสไปกรุงโรมเพราะเวลาที่ไม่เพียงพอ คราวนี้เป็นโอกาสของเราเสียที ถึงแม้จะไปได้แค่ไม่กี่ชั่วโมงเพราะรถไฟขบวนสุดท้ายกลับชีวีตาเวกเกียหมด 3 ทุ่ม ก็ยังถือว่าคุ้มค่ามาก

ฉันยืนอธิษฐานขอพรบางอย่างต่อหน้าน้ำพุเทรวีอันศักดิ์สิทธิ์แห่งกรุงโรม พร้อมกับโยนเหรียญที่กำไว้ในมือขวา หันหลังโยนไปทางไหล่ซ้ายตามธรรมเนียม ฉันหวังว่าพรนั้นจะเกิดขึ้นกับฉันในเร็ววันนี้!

Writer & Photographer

รสริน พลับทอง สติกนีย์

ร้องเพลงเป็นอาชีพตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนได้ออกอัลบั้มพร้อมพี่สาวอีก 2 คนชื่อวง The Sis ปัจจุบันร้องเพลงกับสามีชาวอเมริกัน ในชื่อ 'Rick & Zoe' Duo ทั้งบนบกและมหาสมุทร เดินทางร้องเพลงบนเรือมาแล้วกว่า 50 ประเทศ ขณะนี้ยังคงร้องเพลงอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา