23 มิถุนายน 2561
1 K

คุณเคยดูซีรีส์ฝรั่งชื่อดังอย่าง Game of Thrones กันรึเปล่า?  ฉันก็ไม่เคยดูหรอก แต่เขาว่ากันว่า ซีรีส์เรื่องนี้ถ่ายทำที่เมืองดูบรอฟนิก (Dubrovnik) ประเทศโครเอเชีย ซึ่งฉันและริคกำลังจะไปลงเรือมหาเศรษฐีลำเดิมที่นั่น

เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกินนับตั้งแต่ฉันได้มีโอกาสได้มาร้องเพลงบนเรือยอชต์ที่พาฉันและสามีผจญภัยไปหลายสิบประเทศ 1 ปีที่ผ่านมานี้ฉันได้ร้องเพลงเพิ่มขึ้นอีกหลากหลายแนวโดยเฉพาะยุค 50 และ 60 ซึ่งถือว่าเป็นแนวเพลงหลักของเจ้าของเรือเหล่านี้ไปแล้วก็ได้ (ยุคเพลงบ่งบอกอายุของคุณลุงคุณป้าเลยทีเดียว)

สัญญาตัวใหม่ที่ฉันและริคเพิ่งเซ็นไปหมาดๆ นี้เป็นสัญญาครั้งที่ 4 เรือกำลังพาฉันไปทวีปที่ฉันใฝ่ฝัน ซึ่งก็คือทวีปยุโรปนั่นเอง คราวนี้พิเศษกว่าทุกคราเพราะฉันจะได้มีโอกาสแวะไปเยี่ยมพี่สาวคนกลางที่เมืองเวียนนา ออสเตรีย นางตั้งรกรากถาวรอยู่ที่นั่นกับสามีและลูกสาวมานานกว่า 7 ปีแล้ว ถ้าหากคุณเคยฟังเพลงของวงดนตรีสามพี่น้องเมื่อสมัยต้นปี 2000 น่าจะจำพี่เปียโน (วงเดอะซิส) นักร้องสาวเสียงห้าว (มาก) กันได้ ตอนนี้นางวางไมค์และผันตัวไปเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารไทยในกรุงเวียนนาแล้ว ฉันตื่นเต้นกับการลงเรือไปที่ยุโรปครั้งนี้มากๆ เพราะนอกจากจะได้เจอพี่เปียโนและหลานแล้ว ฉันและริคก็ได้วางแผนกันไปฮันนีมูนหลังจากเสร็จสัญญาด้วยเลย ไหนๆ เราก็ไม่ต้องจ่ายค่าตัวเครื่องบินเองแล้ว นับว่าคุ้มค่าเลยทีเดียว

เครื่องบินสายการบินออสเตรียนำเรามุ่งหน้าสู่เมืองเวียนนาก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องด้วยไม่สามารถบินตรงไปที่เมืองดูบรอฟนิกได้ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองเล็ก ต้องต่อเครื่องบินลำเล็กไปอีก แต่เวลารอต่อเครื่อง 6 ชั่วโมงที่เมืองเวียนนานี้แหละเป็นเวลาอันล้ำค่าของฉัน เพราะฉันจะได้ออกไปเจอพี่สาว พี่เขย หลานสาว และแม่ที่มาอยู่ช่วยงานร้านอาหารเมื่อหลายเดือนก่อน โชคดีที่เครื่องพาเรามาถึงที่นี่ตั้งแต่ 7 โมงเช้า พี่เปียโนและแม่จัดเตรียมอาหารเช้าทั้งอาหารไทยและอาหารฝรั่งหน้าตาน่ารับประทานเต็มโต๊ะไปหมดบนชั้นดาดฟ้า มองเห็นวิวเมืองขลังอย่างเวียนนาสุดลูกหูลูกตา

แม่ไม่ลืมจัดแจงทำของโปรดของฉันอย่างฉู่ฉี่ปลามาให้กินกันตั้งแต่มื้อเช้ากันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าคนใต้ของแท้! หลานสาวของฉันโตขึ้นมากเหลือเกิน พอได้เจอครอบครัวมันสุขใจจนฉันไม่อยากไปทำงาน (ทั้งๆ ที่ยังไม่เริ่ม) ถึงแม้จะได้ใช้เวลาด้วยกันเพียง 6 ชั่วโมงก็สามารถเป็นเชื้อเพลิงและพลังให้ฉันมีแรงไปทำงานต่อไป พลังแห่งความรักช่างมีอนุภาพที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

เมื่อถึงเมืองดูบรอฟนิก ฉันและริคเดินเท้ามายังท่าเรืออย่างสะบักสะบอม เนื่องด้วยสัมภาระที่มากมาย ทั้งกีตาร์ อุปกรณ์ดนตรี และกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ รวมเป็นสัมภาระทั้งหมด 7 ชิ้น ที่แม้เราช่วยกันลากช่วยกันถือเต็มสองมือก็ยังไม่พอ

‘เมอลอน’ เพื่อนชาวฟิลิปปินส์ที่มีตำแหน่ง Bellboy ของเรือเอารถเข็นมาช่วยเข็นของพวกเราอย่างเต็มใจ ว่าแต่คราวนี้ทำไมเรือจอดไกลจากท่าขนาดนี้ ฉันเดินเหงื่อซ่ก ตาเริ่มลอย ไม่สามารถเชยชมบรรยากาศสวยงามของเมืองที่มีกำแพงเมืองหินใหญ่มหึมาล้อมรอบคุ้งน้ำไว้ทั้งหมด สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร คนพื้นบ้านร้องรำทำเพลงกันข้างถนน มันดีมากแต่ฉันไม่มีอารมณ์ร่วมจริงๆ ฉันนึกในใจว่าขึ้นเรือไปเก็บของเสร็จเมื่อไหร่ จะรีบออกมาเดินชมเมือง Game of Thrones แห่งนี้ให้หนำใจแน่นอน

อะไรนะ!

ฉันร้องเสียงดังใส่เพื่อนที่เป็น Reception บนเรือ ‘อีก 1 ชั่วโมง เรือจะออกจากท่าแล้วเหรอ’ ฉันโหวกเหวกโวยวาย เพราะตั้งใจจะออกไปเดินเล่นก่อนเริ่มงานเย็นนี้ ตามกำหนดการเดิมแล้ว เรือต้องออกจากท่าเวลาเที่ยงคืน แต่ตอนนี้เรือรับผู้โดยสารขึ้นเรือครบแล้วก็สามารถนำเรือออกน่านน้ำได้ และผู้โดยสารคนสุดท้ายที่เรือรออยู่ที่ท่าน้ำดูบรอฟนิกนี้ก็คือเธอสองคนนี่ไงล่ะ เธอหัวเราะคิกคัก ก็ว่าทำไมเมอลอนถึงเดินลิ่วๆ ไม่รอกันอย่างกับกลัวตกเรือยังไงอย่างงั้น ฉันได้แต่ทำปากคว่ำ น่าผิดหวังเสียจริงอุตส่าห์โม้กับเพื่อนที่เมืองไทยไว้เยอะ

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

คืนแรกในการร้องเพลงของฉันเป็นคืนที่สำคัญที่สุดเสมอ เพราะการร้องเพลงบนเรือส่วนตัวลำนี้ค่อนข้างยากในแง่ของการคาดเดาใจผู้ฟังอย่างมาก คนที่จะลงมาฟังดนตรี ก็คือคนที่เขาตั้งใจมาฟังจริงๆ ถ้าเล่นผิดหรือเริ่มเล่นเพลงที่ไม่ถูกใจ เขาอาจจะเดินกลับขึ้นห้อง (บ้าน) ทันที ฉะนั้น ฉันจึงต้องเล่นเพลงเอาใจพวกเขาไม่น้อย คืนนี้ส่วนใหญ่จะมีผู้ฟังเยอะ เพราะเราสองคนมาเล่นครั้งที่ 4 แล้ว จึงพอคาดเดาได้ว่า คนไหนชอบเพลงแนวไหน ฉันเลือกชุดร้องเพลงที่เพิ่งซื้อมาใหม่ล่าสุดสีแดงสะดุดตาเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย

แต่ปรากฏว่าไม่มีใครลงมาดูเราแม้แต่คนเดียว! นี่มันเกิดอะไรขึ้น ฉันเริ่มตื่นตระหนก เซ็ตแรกก็แล้ว เซ็ตที่สองก็แล้ว เซ็ตสามมีคนมาแล้วแต่แล้วก็เดินผ่านไป! เรซิเดนต์ที่เดินผ่านไปมาต่างดีใจ บ้างก็เข้ามากอดมาจับมือที่เรากลับมาบนเรือ แต่ก็ไม่หยุดนั่งฟังดั่งแต่ก่อน

จบเซ็ตสุดท้ายของการแสดง เรามีคนฟังนับได้ 1 คน และคนผู้นั้นก็เป็นอาจารย์แขกรับเชิญที่ขึ้นเรือมาให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ยุโรป จบงานฉันกล่าวกับริคด้วยความท้อแท้ว่า คนบนเรือนี้คงเบื่อเราสองคนแล้ว นี่คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้กลับมาเล่นที่นี่

แต่แล้วก็สืบได้ความว่า ‘เรซิเดนต์’ หรือเจ้าของคอนโดบนเรือส่วนตัวนี้กำลังอยู่ในช่วงดีท็อกซ์! มันคือโปรแกรมบำบัดแอลกอฮอล์จากร่างกาย พูดง่ายๆ คือทุกคนกำลังหักดิบจากอาการดื่มมากเกินไปนั่นเอง เนื่องด้วยเจ้าของห้องพักต้องจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มเป็นรายปี ตกอยู่ที่ปีละ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือปีละ 2 ล้านกว่าบาทไทย จะกินหรือดื่มในปีนั้นมากเท่าไหร่ก็ได้ แต่ต้องไม่เกินงบ ดังนั้น กิจกรรมหลักนอกจากเที่ยวแล้วก็คือการดื่มนั่นเอง แหมจะมาดีท็อกซ์อะไรกันตอนฉันกลับมาทำงานเนี่ย ช่างเหมาะเจาะจริงๆ

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

เรือออกจากท่าเรือดูบรอฟนิก ประเทศโครเอเชีย ได้ 1 คืนแล้ว เช้าวันนี้กำลังล่องเข้าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมอนเตเนโกรที่ห่างกันแค่คืบเท่านั้น ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่าประเทศ มอนเตเนโกรเป็นประเทศเดียวในแถบยุโรปตะวันออกที่รอดพ้นจากสงครามทุกแขนงมาได้ และยังเป็นเมืองที่เป็นศูนย์รวมคนหลากหลายศาสนา มอนเตเนโกรจึงเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางวัฒนธรรมมากที่สุดและมีชีวิตชีวาที่สุดในแถบนั้น ปัจจุบันก็ได้รับรางวัลจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลกอีกด้วย

ฉันได้ยินเสียงประกาศจากกัปตันเรือผ่านลำโพงภายในห้องเคบินว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เรือจะล่องผ่านโบสถ์กลางน้ำที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ศตวรรตที่ 12 ฉันไม่รีรอที่จะฟังประกาศให้จบก็รีบคว้าโทรศัพท์แล้ววิ่งพุ่งออกจากเคบินทันที เพื่อไปถ่ายรูปโบสถ์ที่ชั้นดาดฟ้าของเรือ

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

St.George Monastery คือชื่อของโบสถ์กลางน้ำแห่งนี้ ความพิเศษของโบสถ์แห่งนี้คือ เขาจะเป็นเสมือนผู้พิกษ์เมือง Kotor หรือเมืองท่าที่เรือกำลังจะไปจอด ใครจะผ่านไปมาต้องส่งสัญญาณทำความเคารพ เรือลำใหญ่อย่างเราเลยบีบแตรส่งสัญญาณเสียงดังก้องไปทั่วน่านน้ำ เมื่ล่องผ่านโบสถ์ และไม่กี่อึดใจก็มีเสียงก้องกังวานไปทั่วคุ้งน้ำตอบกลับมา ซึ่งเป็นเสียงระฆังจากโบสถ์ St.George นั่นเอง

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

เรือเข้ามาจอดใจกลางเมืองกอตอร์ (Kotor) ในระยะประชิดกำแพงเมือง ช่างสะดวกเสียจริง ฉันและริคออกเดินสำรวจทันที อารยธรรมความเจริญของเมืองนี้เมื่อหลายพันปีก่อน ยังคงมีให้เห็นอยู่ทุกมุมของเมือง โดยเฉพาะปราสาทกลางมืองที่คาดว่าน่าจะเป็นป้อมปราการหลวงยังคงตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ แต่ต้องเดินขึ้นเท่านั้น แค่ฉันมองจ้องบันไดก็หอบเสียแล้ว คาดว่าน่าจะประมาณสี่พันกว่าขั้นแน่นอน

ยังไม่ทันจะได้ล้มเลิกความคิด ริคก็พูดขึ้นทันทีว่า

“พรุ่งนี้เราค่อยกลับมาขึ้นไปบนปราสาทกัน! เริ่มเดินตั้งแต่เช้าจะได้ไม่ร้อนมาก วิวข้างบนคงสวยมากๆ พลาดไม่ได้เป็นอันขาด” ริคมองกำแพงสายตามุ่งมั่นอย่างกับจะไปออกรบ ฉันก็คงอิดออดไม่ได้ตามเคย

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

3 วันในมอนเตเนโกรทำให้ฉันหลงรักทุกสิ่งในประเทศนี้ ทั้งสถาปัตยกรรมที่สวยงามน่าเกรงขาม อาหาร และผู้คนที่ยิ้มแย้มให้กันตลอดเวลา มีเหตุการณ์น่าประทับใจคือฉันไปตลาดสดของชาวพื้นเมือง ผักผลไม้และสินค้าต่างๆ น่าซื้อไปหมด ฉันเพลิดเพลินไปกับการจับจ่ายมากไปหน่อยจนไม่ทันสังเกตว่าเงินสดในกระเป๋าแทบหมดเกลี้ยงแล้ว แต่ฉันดันชิมชีสทำมือของชาวบ้านคนนี้ไปหลายรสแล้ว พอจะตัดสินใจซื้อเงินกลับไม่พอจ่าย ฉันอับอายมาก กล่าวขอโทษขอโพยคุณป้าเป็นการใหญ่ คุณป้าถามฉันว่าฉันมีเงินสดเท่าไหร่ก็ให้เขาไปเท่านั้น ฉันมีแค่ 5 ยูโรสุดท้าย แล้วคุณป้าก็จัดแจงห่อชีสก้อนเบ้อเร่อขนาดที่สามารถกินได้เป็นเดือน 2 ก้อน ฉันไม่กล้ารับแต่ป้าก็ยัดเยียดใส่มือให้ฉัน คุณป้าบอกว่า ไม่เป็นไร แต่ต้องกินให้หมดนะ ฉันซึ้งในน้ำใจคุณป้าเป็นอย่างมาก และรีบวิ่งกลับเรือทันทีเพราะกลัวป้าเปลี่ยนใจ!

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

ในที่สุด 2 อาทิตย์แห่งการดีท็อกซ์บำบัดแอลกอฮอล์ในร่างกายของเหล่าเจ้าของคอนโดก็จบสิ้นเสียที ล็อบบี้บาร์ที่ฉันและริคร้องเพลงทุกคืนกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง ค่อยยังชั่ว! เกือบ 2 อาทิตย์ที่เราสองคนร้องเพลงเล่นดนตรีให้โต๊ะ เก้าอี้ และดอกไม้ฟัง จนรู้สึกเหมือนเป็นเพียงของประดับตกแต่งเรือ ไม่ใช่ศิลปินที่มาสร้างความบันเทิง ปกติเรือลำนี้ถึงมีคนมานั่งดื่มปาร์ตี้สังสรรค์ก็มีเพียงหยิบมือ และเพราะความที่เรือใหญ่มากก็ทำให้เงียบอยู่แล้ว มาเจอค่ายดีท็อกซ์เข้าไปอีก ฉันนึกว่าอยู่ในป่าช้า

วันนี้หลังเลิกงานฉันและริคเข้านอนเร็วเป็นพิเศษ เพราะเราได้วางแผนมานานว่า จะเช่ารถขับบนเกาะเลฟคาด้า (Lefkada) ณ ประเทศกรีซ เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงมากๆ สำหรับกลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์ ตอนที่ริคยังหนุ่มได้เดินทางแบ็กแพ็กไปหลายประเทศ เกาะนี้เป็นหนึ่งในลิสต์ที่อยากไป แต่ตอนนั้นมาติดใจหลงรักเมืองไทยเสียก่อนเลยล้มเลิกความคิดที่จะมาเกาะนี้ เรือมาถึงเลฟคาด้าตั้งแต่รุ่งสาง

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

เราออกเดินทางตั้งแต่ 8 โมงเช้ามาเช่ารถในเมือง จุดหมายปลายทางคือ หาดอีเกรมนี่ (Egremni Beach) อันเลื่องชื่อนั่นเอง ฉันมาถึงหาดจึงรู้ว่าทำไมหาดแห่งนี้ถึงเลื่องชื่อ บันไดเจ้ากรรมกว่าร้อยขั้นที่ทอดตัวยาวลงไปถึงก้นหาดนั่นเอง ตอนเดินลงคงไม่เท่าไหร่ แต่ขากลับนี่สิฉันจะมีแรงร้องเพลงคืนนี้ไหมเนี่ย ฉันรีบซื้อกักตุนอาหารเครื่องดื่มจากบนหน้าผาไว้ เพราะชาวบ้านบอกว่าด้านล่างจะไม่มีอะไรขายทั้งสิ้น บันไดลงหน้าผาถึงจะชันมากแต่วิวน้ำทะเลสีน้ำฟ้าสดใสตัดกับทรายขาวทำให้ลืมความเหนื่อยไปได้มากทีเดียว ฉันและริคนอนแช่บนหาดอยู่นานกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนจะเดินทางกลับเพื่อไปสำรวจที่อื่นต่อไปจนครบทั่วเกาะ พร้อมกับท้องที่เต่งตึงเพราะเราหยุดกินตลอดทาง

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

อาหารกรีซจะอร่อยมากกว่าเดิมถ้าได้มากินที่ประเทศกรีซ ฉันซัดกรีกโยเกิร์ตไปหลายถ้วยเพราะที่เมืองไทยราคาสูงมาก แต่ที่นี่ขายกันอยู่เพียง 1 – 2 ยูโรเท่านั้น แถมยังราดน้ำผึ้งสดๆ โรยด้วยวอลนัทแบบจัดเต็มด้วย คุ้มจริงๆ

หลังจากประเทศกรีซ เรือเดินทางลงไปทางใต้เพื่อล่องไปประเทศอิตาลี เรือแวะไปหลายเมืองทางตอนใต้อิตาลี เช่น ซิซิลี และเมสซินา เมืองต้นกำเนิดมาเฟีย หลังจากนั้นก็ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอีก 3 วัน 3 คืนมายังประเทศสเปนและโปรตุเกส

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

สัญญาการทำงานในยุโรปของเราคราวนี้เรือใช้เวลาอยู่ในสเปนเสียส่วนใหญ่ ฉันได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมหลายเมืองในสเปนและหลงรักทุกที่ที่ไป ตั้งแต่สถาปัตยกรรมจนถึงอาหารการกินมีความวิจิตรและละเอียดลออมากเหลือเกิน

จริงๆ แล้วฉันเป็นคนขี้กลัวมาก กลัวทุกอย่างตั้งแต่สุนัข เสียงประทัด ลูกโป่ง น้ำทะเล ความสูง ความแคบ ความชัน ฉันก็กลัวไปหมด หนำซ้ำยังเป็นคนขี้ระแวงอีกด้วย ฉันไม่เคยกล้าออกไปเดินเตร็ดเตร่ตัวคนเดียวโดยเด็ดขาด ถ้าไม่คุ้นชินกับพื้นที่นั้น แต่ตั้งแต่ฉันได้มีโอกาสมาร้องเพลงบนเรือลำนี้ ความกลัวต่างๆ ทุเลาขึ้นมาก เพราะการเดินทางนั้นจะมามัวแต่กลัวอยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะถ้ามีเพื่อนร่วมทางก็ไม่ควรที่จะไปไปถ่วงให้เขาหมดสนุก ถ้ายังกลัวก็จะไม่สามารถไปผจญภัยอะไรได้เลย โลกมันอยู่ข้างหน้าแล้ว ต้องคว้าไว้และสนุกไปกับทุกสถานการณ์

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

ฉันเพิ่งจะรู้สึกตัวก็คราวนี้นี่เองว่า ประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวในแต่ละเมืองที่ไป ไม่ว่าจะเมืองเล็กหรือใหญ่ มันทำให้ฉันแข็งแรงขึ้นทุกขณะและมีภูมิต้านทานที่มากขึ้น ฉันได้เรียนรู้สัญชาตญาณของมนุษย์ในหลากหลายสถานการณ์ และเหนือสิ่งอื่นใดคือ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน เพราะอย่างไรก็ตาม ที่ฉันได้มาเที่ยวก็เพราะงาน กลางวันจะออกไปเที่ยวมากเท่าไหร่ก็ได้ แต่สำคัญที่สุดคือ กลางคืนฉันจะต้องมีแรงร้องเพลง

การได้เยือนยุโรปครั้งนี้โดยเฉพาะอิตาลีและสเปน ทำให้ฉันได้เรียนรู้ตัวเองมากขึ้นว่านอกจากการร้องเพลงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่ฉันทำได้ดีไม่แพ้กันก็คือ ‘การกิน’ นั่นเอง ฉันเอร็ดอร่อยไปกับทุกอย่างจริงๆ โดยเฉพาะ Tapas ขนมปังหน้าปลาเค็มที่มีพริกหรือมะกอกและอีกหลากหลายท็อปปิ้งในเมืองซานเซบาสเตียน (San Sebastian) และคาดิส (Cadiz)

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

ถึงสัญญาการทำงานในยุโรปในครั้งนี้จะเสร็จสิ้นลง แต่ทริปยุโรปของเรายังไม่จบ ริคกับฉันจะอยู่เที่ยวต่ออีกเกือบ 2 อาทิตย์ ได้เวลาของทริปฮันนีมูนที่เราสองคนรอมานาน เพราะติดสัญญาทำงานร่วม 6 เดือน (หลังงานแต่งงาน) ในที่สุดก็ได้เวลาพักยาวเสียที ถึงฉันจะชอบและตื่นเต้นกับการเที่ยวแบบผจญภัยเวลามากับเรือ แต่ในความสนุกนั้นก็มีความเครียดและความกังวลใจไม่น้อย เพราะจะต้องรีบกลับไปร้องเพลงให้ตรงเวลา จะหลงทางหรือขึ้นรถผิดเวลาไปแค่ 10 นาทีก็อาจทำให้กลับขึ้นเรือไม่ทันร้องเพลงซึ่งจะทำให้เราดูไม่มืออาชีพ และทางเรือคงจะไม่อยากจ้างเรากลับมาอีก

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

จุดหมายปลายทางทริปของเรามีหลายที่ไม่ว่าจะเป็น เมืองบาร์เซโลนา (Barcelona) และซานเซบาสเตียน (San Sebastian) ในประเทศสเปน และสถานที่ที่ฉันรอคอยมาอย่างใจจดใจจ่ออย่างเมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ที่ประเทศอิตาลี ก่อนจะไปจบทริปที่บ้านพักชาวบ้านเล็กๆ ในไร่องุ่นที่ต้องจองล่วงหน้านานถึง 6 เดือน คราวนี้ฉันจะได้พักผ่อนหย่อนใจ ไม่ต้องแต่งหน้าทำผมหรือเตรียมตัวร้องเพลงทุกค่ำคืน

Writer & Photographer

รสริน พลับทอง สติกนีย์

ร้องเพลงเป็นอาชีพตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนได้ออกอัลบั้มพร้อมพี่สาวอีก 2 คนชื่อวง The Sis ปัจจุบันร้องเพลงกับสามีชาวอเมริกัน ในชื่อ 'Rick & Zoe' Duo ทั้งบนบกและมหาสมุทร เดินทางร้องเพลงบนเรือมาแล้วกว่า 50 ประเทศ ขณะนี้ยังคงร้องเพลงอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา

Singer at Sea

ซอ The Sis นักร้องไทยผู้ผันตัวไปร้องเพลงทั้งบนบกและมหาสมุทร

สิ้นเสียงโน้ตตัวสุดท้าย เสียงปรบมือดังขึ้น เสียงโห่ร้องจากคนดูดังลั่นไปทั่วร้านอาหารแห่งหนึ่งบนเกาะสมุย คุณไมเคิล ผู้บริหารโรงแรมที่ฉันร้องเพลงอยู่เดินยิ้มแก้มปริ พร้อมหอบดอกไม้ช่อโตกับของขวัญมาให้ฉันและนักดนตรีที่โค้งรับเสียงปรบมือจากคนดูกันอยู่ ระหว่างมอบดอกไม้ คุณไมเคิลตะโกนข้างหูฉัน “โซอี้ เธอจะไม่ต่อสัญญากับเราจริงๆเหรอ! เธอจะทิ้งฉัน ทิ้งสมุย ไปได้ยังไง!”

ฉันกอดคุณไมเคิลแน่น น้ำตาไหลเพราะมิตรภาพและไมตรีของทางโรงแรมที่มีให้ฉันกับเพื่อนๆ ในวงตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา ฉันขอบคุณเพื่อนรักนักดนตรีที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน เรากอดคอกันแน่นเสมือนรับรู้ได้ว่าพวกเราคงไม่ได้เล่นด้วยกันอีก

ฉันกลับมาจากสมุยได้ 2 อาทิตย์แล้ว ตอนนี้สภาพกาย สภาพเส้นเสียง และสภาพจิตใจ เกือบจะปรับสภาพเป็นปกติ ตั้งแต่กลับมานี่ ฉันไม่ดื่มเหล้าเลย เนื่องด้วยตอนอยู่สมุยฉันดื่มหนักไปหน่อย เพราะความเหงา ไกลบ้าน และความเศร้าเสียใจเมื่อได้รู้ความจริงว่าแฟนที่คบกันขณะนั้นคบกับคนอื่นไปด้วยมานานแล้ว เราจบความสัมพันธ์กันตั้งแต่ 1 เดือนก่อนที่ฉันจะหมดสัญญาร้องเพลงที่สมุย มาถึงวันนี้ สภาพจิตใจฉันถึงจะบอบช้ำ แต่ก็ดีขึ้นมากแล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ฉันจะไปเดตกับผู้ชายคนใหม่คืนนี้!

กับนายคนนี้ เราเจอกันตั้งแต่วันแรกที่ฉันไปถึงสมุยเมื่อ 8 เดือนก่อน และฉันแอบหวังในใจว่าเราจะต่อกันติด เพราะโปรไฟล์หนุ่มตาน้ำข้าวคนนี้ดีมากทีเดียว

ฉันแต่งตัวสวย มุ่งหน้าไปทองหล่อ โดยที่ไม่รู้เลยว่าชีวิตการเป็นนักร้องและชีวิตของฉันกำลังจะเปลี่ยนไป…

ตอนที่ 1 โน้ตตัวแรก : ก่อนลงเรือสำราญไปร้องเพลงทั่วโลก

45 นาทีผ่านไปแล้ว ผู้ชายยังไม่โผล่มา นี่ฉันกำลังจะโดนเทตั้งแต่วันแรกเลยเหรือเนี่ย! ระหว่างที่หงุดหงิดอยู่นั้น วงดนตรีบลูส์ที่กำลังเล่นอยู่เชิญแขกคนหนึ่งขึ้นมาแจมบนเวที

หืม หล่อแฮะ — ฉันคิดในใจ

พอเขาเริ่มเล่นกีตาร์เท่านั้นล่ะ โอ้โห! ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่แค่หน้าตาดี แต่เล่นกีตาร์เก่งมากๆ ด้วย ฉันเหมือนถูกสะกดจิตด้วยความสามารถของเขาไปชั่วขณะ ถึงกับลืมไปเลยว่ากำลังรอคู่เดตอยู่ (ซึ่งนายคนนั้นได้ส่งเมสเสจมาบอกว่า เขาไม่สบายและคงไปหาไม่ได้แล้ว) ฉันไม่ได้ใส่ใจเมสเสจนั้นเลยแม้แต่นิด มัวแต่คิดว่าจะทำยังไงให้ได้รู้จักมือกีตาร์คนนี้ ฉันเดินเบียดผู้คนในบาร์ที่แน่นขนัดในวันศุกร์แห่งชาติ ตามหามือกีตาร์คนนั้นเพื่อไปกล่าวชื่นชมกับเขาด้วยตัวเอง

เขายืนดื่มอยู่คนเดียวพอดี ฉันแนะนำตัวและบอกเขาว่าฉันก็เป็นนักร้องเหมือนกัน ถ้าได้ร่วมงานกับมือกีตาร์เก่งๆ คงจะดีมากทีเดียว เขารับคำชม และแนะนำตัวกลับ เขาชื่อริค เป็นชาวอเมริกัน แต่เราไม่ได้พูดอะไรกันมาก เพราะฉันรับรู้ถึงกระแสความเยือกเย็นของเขาได้ แต่เขาก็สุภาพพอที่จะพิมพ์อีเมลของเขาลงในโทรศัพท์เมื่อฉันขอคอนแทคติดต่อเผื่อได้ร่วมงานกัน ฉันเชกแฮนด์ลา ผิดหวังเล็กน้อย แต่หัวใจเต้นแรงมาก

ตอนที่ 1 โน้ตตัวแรก : ก่อนลงเรือสำราญไปร้องเพลงทั่วโลก ตอนที่ 1 โน้ตตัวแรก : ก่อนลงเรือสำราญไปร้องเพลงทั่วโลก ตอนที่ 1 โน้ตตัวแรก : ก่อนลงเรือสำราญไปร้องเพลงทั่วโลก

ฉันสนุกกับการว่างงานในช่วงนี้ที่สุด แต่ก็ยังรับงานร้องแทนคนอื่นๆ บาร์ฮิปๆ ย่านทองหล่อ-เอกมัย หรือที่ไหนที่ชาวต่างชาตินิยมไป ฉันร้องมาหมดแล้ว ส่วนตอนนี้ฉันไม่ได้ตั้งใจหาที่ร้องประจำเลย เพราะฉันร้องเพลงแจ๊ส เพลงฝรั่งเก่าๆ ตามโรงแรมมาเกือบ 3 ปีแล้ว นี่คงเป็นช่วงที่ฉันได้พักเสียงนานที่สุดในรอบปี ตั้งแต่กลับมาจากสมุย โรงแรม รีสอร์ต บาร์ ร้านอาหาร ทั้งในกรุงเทพฯ และสมุย อยากให้ฉันไปร้องประจำแทบทั้งสิ้น ช่วงนี้จึงถือเป็นจุดพีกของอาชีพนักร้องโรงแรมของฉันเลยก็ว่าได้ ฉันจึงเล่นตัวสักหน่อย แต่ในใจจริงๆ ฉันอยากไปร้องเพลงประจำที่ต่างประเทศ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง

เกือบลืมไปเลย! ฉันเด้งตัวจากเตียงเมื่อเห็นอีเมลริคในโทรศัพท์มือถือ ขณะที่กำลังสังคายนาล้างความทรงจำเก่าๆ กับแฟนเก่า ฉันรีบเปิด Facebook แอดเฟรนด์ริคทันที ผ่านมากว่า 2 อาทิตย์แล้วตั้งแต่เจอเขา เขาอาจจะจำไม่ได้และไม่รับแอดก็เป็นได้ แต่โชคชะตาก็ดันเข้าข้างซะอีก พอแอดปุ๊บ ริคส่งเมสเสจตอบกลับมาทันที เราจึงตัดสินใจนัดพบกัน

ริคดูต่างไปมากจากคืนที่เราเจอกันครั้งแรก ครั้งนี้เขากลับไม่เยือกเย็นเลย และเขาได้สารภาพว่า คืนนั้นเขาไปที่นั้นกับคู่เดตของเขาเช่นกัน ในระหว่างที่เราทักทายทำความรู้จักกันนั้น คู่เดทของเขาไปห้องน้ำพอดี และจะกลับมาเมื่อไหร่ไม่รู้ ถ้านางเห็นเขาคุยอยู่กับฉัน มันจะดูไม่คูล ฉันเลยถึงบางอ้อ “OK, I got it.”

เรื่องราวและประวัติชีวิตนักดนตรีของริคน่าสนใจมากๆ เขาเดินทางมาแล้วเกือบทั่วโลก ทำงานเป็นมือกีตาร์ให้กับนักร้องชาวอเมริกันบนเรือสำราญมากว่า 10 ปีแล้ว ริคชอบเมืองไทยมาก มาครั้งแรกเมื่อปี 1999 (หา! ตอนนั้นฉันอายุ 13 ขวบ! ถูกต้องแล้วค่ะ เราห่างกัน 15 ปี ตอนนี้ริคอายุ 40 แล้วแต่หน้าเด็กมาก…คุณหลอกดาว!) ชอบถึงขนาดซื้อคอนโดไว้ ช่วงพักระหว่างสัญญาจ้างก็จะกลับมาเมืองไทยเสมอ นี่เขาก็เพิ่งจะหมดสัญญาบนเรือครูซลำล่าสุดเพียง 1 อาทิตย์ ก่อนคืนที่เราเจอกันครั้งแรกที่ทองหล่อ เขาได้บอกอีกว่าจะไม่กลับไปเล่นดนตรีบนเรือครูซอีกแล้ว พอกันที เขาขยาดแล้ว

ฉันรับรู้ได้ทันทีว่าเรามีเคมีตรงกัน หลังจากวันนั้น ริคกับฉันก็เจอกันบ่อยขึ้น…

ตอนที่ 1 โน้ตตัวแรก : ก่อนลงเรือสำราญไปร้องเพลงทั่วโลกตอนที่ 1 โน้ตตัวแรก : ก่อนลงเรือสำราญไปร้องเพลงทั่วโลก

ในที่สุดฉันก็ตกลงปลงใจร้องประจำให้กับโรงแรมยักษ์ใหญ่บนถนนราชดำริ งานนี้สบายกว่าตอนร้องที่สมุยมากโข เพราะบาร์ rooftop ของโรงแรมกว้างขวางมาก ลูกค้าส่วนใหญ่มาดูวิวกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนเสียมากกว่า ทุกคืนฉันจึงเหมือนกับร้องเพลงให้สายลมฟัง

ฉันและริคตกลงปลงใจเป็นแฟนกันได้มาสักพักแล้ว ริคได้เกิดไอเดียบรรเจิดโดยการแนะนำให้เราทั้งคู่สร้างวงดูโอ้กัน เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องห่างกัน เพราะเขาไม่อยากให้ความสัมพันธ์เราเป็น long distance relationship ฉันถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะความรักครั้งเก่าของฉันพังก็เพราะเจ้าระยะทางไกลนี่ล่ะ ที่สำคัญวง 2 คนง่ายกว่าวง 3 คน หรือ 5 คนแน่นอน! เอาวะ ดูโอ้ก็ดูโอ้ จุดนั้นเอง ‘Rick & Zoe’ Duo ก็ถือกำเนิดขึ้น

เราเริ่มคัดเลือกเพลงและซ้อมกันทันที เพื่อจะได้ถ่ายทำวิดีโอส่งไปยังตามโรงแรมและเอเจนซี่ต่างๆ ทั้งคอนเนกชันของฉันและของริค ไม่นานนักก็ได้รับข่าวดีจากโรงแรม/คาสิโนยักษ์ใหญมหึมาในมาเก๊า

ฉันดีใจมากจนออกหน้าออกตา เพราะในที่สุดความฝันที่อยากไปร้องเพลงต่างประเทศก็เป็นจริง ฉันได้แต่นึกย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาแห่งความสับสนมืดมนที่ผ่านมา มันเป็นแค่เพียงช่วงเวลาแห่งการรอ รอเพื่อให้สิ่งดีๆ เข้ามา การรออะไรสักอย่างนั้นต้องใช้ความอดทนสูงมาก ระหว่างที่รอก็ต้องฝึกฝนเตรียมความพร้อมเพื่อรับสิ่งดีๆ ที่จะเข้ามา และสิ่งดีๆ จะเข้ามาได้ก็ต่อเมื่อเราตัดสิ่งที่ไม่ดีที่กำลังเผชิญอยู่ออกไป

ตั้งแต่หมดสัญญาออกเทปกับทาง RS Promotion ฉันและพี่สาววง The Sis ทั้งสองคนก็กระจัดกระจายกันไปคนละทิศทาง แต่ฉันคนเดียวที่ยังยืนยันจะร้องเพลงอยู่ ฉันถนัดร้องเพลงฝรั่ง และพูดภาษาอังกฤษแต่เด็ก ฉันคิดเสมอว่าจะทำอย่างไรให้ได้ทำสิ่งที่ฉันรักต่อไป และไปสู่ระดับสากลให้ได้

ฉันไม่เคยคิดเลยว่า ริคคือประตูบานนั้น ที่วันนี้ได้เปิดออกแล้ว

 

โปรดติดตามตอนต่อไป ‘นักร้องไทยในมาเก๊า’

Writer & Photographer

รสริน พลับทอง สติกนีย์

ร้องเพลงเป็นอาชีพตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนได้ออกอัลบั้มพร้อมพี่สาวอีก 2 คนชื่อวง The Sis ปัจจุบันร้องเพลงกับสามีชาวอเมริกัน ในชื่อ 'Rick & Zoe' Duo ทั้งบนบกและมหาสมุทร เดินทางร้องเพลงบนเรือมาแล้วกว่า 50 ประเทศ ขณะนี้ยังคงร้องเพลงอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load