23 มิถุนายน 2561
1 K

คุณเคยดูซีรีส์ฝรั่งชื่อดังอย่าง Game of Thrones กันรึเปล่า?  ฉันก็ไม่เคยดูหรอก แต่เขาว่ากันว่า ซีรีส์เรื่องนี้ถ่ายทำที่เมืองดูบรอฟนิก (Dubrovnik) ประเทศโครเอเชีย ซึ่งฉันและริคกำลังจะไปลงเรือมหาเศรษฐีลำเดิมที่นั่น

เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกินนับตั้งแต่ฉันได้มีโอกาสได้มาร้องเพลงบนเรือยอชต์ที่พาฉันและสามีผจญภัยไปหลายสิบประเทศ 1 ปีที่ผ่านมานี้ฉันได้ร้องเพลงเพิ่มขึ้นอีกหลากหลายแนวโดยเฉพาะยุค 50 และ 60 ซึ่งถือว่าเป็นแนวเพลงหลักของเจ้าของเรือเหล่านี้ไปแล้วก็ได้ (ยุคเพลงบ่งบอกอายุของคุณลุงคุณป้าเลยทีเดียว)

สัญญาตัวใหม่ที่ฉันและริคเพิ่งเซ็นไปหมาดๆ นี้เป็นสัญญาครั้งที่ 4 เรือกำลังพาฉันไปทวีปที่ฉันใฝ่ฝัน ซึ่งก็คือทวีปยุโรปนั่นเอง คราวนี้พิเศษกว่าทุกคราเพราะฉันจะได้มีโอกาสแวะไปเยี่ยมพี่สาวคนกลางที่เมืองเวียนนา ออสเตรีย นางตั้งรกรากถาวรอยู่ที่นั่นกับสามีและลูกสาวมานานกว่า 7 ปีแล้ว ถ้าหากคุณเคยฟังเพลงของวงดนตรีสามพี่น้องเมื่อสมัยต้นปี 2000 น่าจะจำพี่เปียโน (วงเดอะซิส) นักร้องสาวเสียงห้าว (มาก) กันได้ ตอนนี้นางวางไมค์และผันตัวไปเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารไทยในกรุงเวียนนาแล้ว ฉันตื่นเต้นกับการลงเรือไปที่ยุโรปครั้งนี้มากๆ เพราะนอกจากจะได้เจอพี่เปียโนและหลานแล้ว ฉันและริคก็ได้วางแผนกันไปฮันนีมูนหลังจากเสร็จสัญญาด้วยเลย ไหนๆ เราก็ไม่ต้องจ่ายค่าตัวเครื่องบินเองแล้ว นับว่าคุ้มค่าเลยทีเดียว

เครื่องบินสายการบินออสเตรียนำเรามุ่งหน้าสู่เมืองเวียนนาก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องด้วยไม่สามารถบินตรงไปที่เมืองดูบรอฟนิกได้ เพราะเมืองนี้เป็นเมืองเล็ก ต้องต่อเครื่องบินลำเล็กไปอีก แต่เวลารอต่อเครื่อง 6 ชั่วโมงที่เมืองเวียนนานี้แหละเป็นเวลาอันล้ำค่าของฉัน เพราะฉันจะได้ออกไปเจอพี่สาว พี่เขย หลานสาว และแม่ที่มาอยู่ช่วยงานร้านอาหารเมื่อหลายเดือนก่อน โชคดีที่เครื่องพาเรามาถึงที่นี่ตั้งแต่ 7 โมงเช้า พี่เปียโนและแม่จัดเตรียมอาหารเช้าทั้งอาหารไทยและอาหารฝรั่งหน้าตาน่ารับประทานเต็มโต๊ะไปหมดบนชั้นดาดฟ้า มองเห็นวิวเมืองขลังอย่างเวียนนาสุดลูกหูลูกตา

แม่ไม่ลืมจัดแจงทำของโปรดของฉันอย่างฉู่ฉี่ปลามาให้กินกันตั้งแต่มื้อเช้ากันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าคนใต้ของแท้! หลานสาวของฉันโตขึ้นมากเหลือเกิน พอได้เจอครอบครัวมันสุขใจจนฉันไม่อยากไปทำงาน (ทั้งๆ ที่ยังไม่เริ่ม) ถึงแม้จะได้ใช้เวลาด้วยกันเพียง 6 ชั่วโมงก็สามารถเป็นเชื้อเพลิงและพลังให้ฉันมีแรงไปทำงานต่อไป พลังแห่งความรักช่างมีอนุภาพที่ยิ่งใหญ่จริงๆ

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

เมื่อถึงเมืองดูบรอฟนิก ฉันและริคเดินเท้ามายังท่าเรืออย่างสะบักสะบอม เนื่องด้วยสัมภาระที่มากมาย ทั้งกีตาร์ อุปกรณ์ดนตรี และกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ รวมเป็นสัมภาระทั้งหมด 7 ชิ้น ที่แม้เราช่วยกันลากช่วยกันถือเต็มสองมือก็ยังไม่พอ

‘เมอลอน’ เพื่อนชาวฟิลิปปินส์ที่มีตำแหน่ง Bellboy ของเรือเอารถเข็นมาช่วยเข็นของพวกเราอย่างเต็มใจ ว่าแต่คราวนี้ทำไมเรือจอดไกลจากท่าขนาดนี้ ฉันเดินเหงื่อซ่ก ตาเริ่มลอย ไม่สามารถเชยชมบรรยากาศสวยงามของเมืองที่มีกำแพงเมืองหินใหญ่มหึมาล้อมรอบคุ้งน้ำไว้ทั้งหมด สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร คนพื้นบ้านร้องรำทำเพลงกันข้างถนน มันดีมากแต่ฉันไม่มีอารมณ์ร่วมจริงๆ ฉันนึกในใจว่าขึ้นเรือไปเก็บของเสร็จเมื่อไหร่ จะรีบออกมาเดินชมเมือง Game of Thrones แห่งนี้ให้หนำใจแน่นอน

อะไรนะ!

ฉันร้องเสียงดังใส่เพื่อนที่เป็น Reception บนเรือ ‘อีก 1 ชั่วโมง เรือจะออกจากท่าแล้วเหรอ’ ฉันโหวกเหวกโวยวาย เพราะตั้งใจจะออกไปเดินเล่นก่อนเริ่มงานเย็นนี้ ตามกำหนดการเดิมแล้ว เรือต้องออกจากท่าเวลาเที่ยงคืน แต่ตอนนี้เรือรับผู้โดยสารขึ้นเรือครบแล้วก็สามารถนำเรือออกน่านน้ำได้ และผู้โดยสารคนสุดท้ายที่เรือรออยู่ที่ท่าน้ำดูบรอฟนิกนี้ก็คือเธอสองคนนี่ไงล่ะ เธอหัวเราะคิกคัก ก็ว่าทำไมเมอลอนถึงเดินลิ่วๆ ไม่รอกันอย่างกับกลัวตกเรือยังไงอย่างงั้น ฉันได้แต่ทำปากคว่ำ น่าผิดหวังเสียจริงอุตส่าห์โม้กับเพื่อนที่เมืองไทยไว้เยอะ

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

คืนแรกในการร้องเพลงของฉันเป็นคืนที่สำคัญที่สุดเสมอ เพราะการร้องเพลงบนเรือส่วนตัวลำนี้ค่อนข้างยากในแง่ของการคาดเดาใจผู้ฟังอย่างมาก คนที่จะลงมาฟังดนตรี ก็คือคนที่เขาตั้งใจมาฟังจริงๆ ถ้าเล่นผิดหรือเริ่มเล่นเพลงที่ไม่ถูกใจ เขาอาจจะเดินกลับขึ้นห้อง (บ้าน) ทันที ฉะนั้น ฉันจึงต้องเล่นเพลงเอาใจพวกเขาไม่น้อย คืนนี้ส่วนใหญ่จะมีผู้ฟังเยอะ เพราะเราสองคนมาเล่นครั้งที่ 4 แล้ว จึงพอคาดเดาได้ว่า คนไหนชอบเพลงแนวไหน ฉันเลือกชุดร้องเพลงที่เพิ่งซื้อมาใหม่ล่าสุดสีแดงสะดุดตาเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย

แต่ปรากฏว่าไม่มีใครลงมาดูเราแม้แต่คนเดียว! นี่มันเกิดอะไรขึ้น ฉันเริ่มตื่นตระหนก เซ็ตแรกก็แล้ว เซ็ตที่สองก็แล้ว เซ็ตสามมีคนมาแล้วแต่แล้วก็เดินผ่านไป! เรซิเดนต์ที่เดินผ่านไปมาต่างดีใจ บ้างก็เข้ามากอดมาจับมือที่เรากลับมาบนเรือ แต่ก็ไม่หยุดนั่งฟังดั่งแต่ก่อน

จบเซ็ตสุดท้ายของการแสดง เรามีคนฟังนับได้ 1 คน และคนผู้นั้นก็เป็นอาจารย์แขกรับเชิญที่ขึ้นเรือมาให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ยุโรป จบงานฉันกล่าวกับริคด้วยความท้อแท้ว่า คนบนเรือนี้คงเบื่อเราสองคนแล้ว นี่คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้กลับมาเล่นที่นี่

แต่แล้วก็สืบได้ความว่า ‘เรซิเดนต์’ หรือเจ้าของคอนโดบนเรือส่วนตัวนี้กำลังอยู่ในช่วงดีท็อกซ์! มันคือโปรแกรมบำบัดแอลกอฮอล์จากร่างกาย พูดง่ายๆ คือทุกคนกำลังหักดิบจากอาการดื่มมากเกินไปนั่นเอง เนื่องด้วยเจ้าของห้องพักต้องจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มเป็นรายปี ตกอยู่ที่ปีละ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือปีละ 2 ล้านกว่าบาทไทย จะกินหรือดื่มในปีนั้นมากเท่าไหร่ก็ได้ แต่ต้องไม่เกินงบ ดังนั้น กิจกรรมหลักนอกจากเที่ยวแล้วก็คือการดื่มนั่นเอง แหมจะมาดีท็อกซ์อะไรกันตอนฉันกลับมาทำงานเนี่ย ช่างเหมาะเจาะจริงๆ

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

เรือออกจากท่าเรือดูบรอฟนิก ประเทศโครเอเชีย ได้ 1 คืนแล้ว เช้าวันนี้กำลังล่องเข้าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมอนเตเนโกรที่ห่างกันแค่คืบเท่านั้น ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่าประเทศ มอนเตเนโกรเป็นประเทศเดียวในแถบยุโรปตะวันออกที่รอดพ้นจากสงครามทุกแขนงมาได้ และยังเป็นเมืองที่เป็นศูนย์รวมคนหลากหลายศาสนา มอนเตเนโกรจึงเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางวัฒนธรรมมากที่สุดและมีชีวิตชีวาที่สุดในแถบนั้น ปัจจุบันก็ได้รับรางวัลจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองมรดกโลกอีกด้วย

ฉันได้ยินเสียงประกาศจากกัปตันเรือผ่านลำโพงภายในห้องเคบินว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เรือจะล่องผ่านโบสถ์กลางน้ำที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ศตวรรตที่ 12 ฉันไม่รีรอที่จะฟังประกาศให้จบก็รีบคว้าโทรศัพท์แล้ววิ่งพุ่งออกจากเคบินทันที เพื่อไปถ่ายรูปโบสถ์ที่ชั้นดาดฟ้าของเรือ

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

St.George Monastery คือชื่อของโบสถ์กลางน้ำแห่งนี้ ความพิเศษของโบสถ์แห่งนี้คือ เขาจะเป็นเสมือนผู้พิกษ์เมือง Kotor หรือเมืองท่าที่เรือกำลังจะไปจอด ใครจะผ่านไปมาต้องส่งสัญญาณทำความเคารพ เรือลำใหญ่อย่างเราเลยบีบแตรส่งสัญญาณเสียงดังก้องไปทั่วน่านน้ำ เมื่ล่องผ่านโบสถ์ และไม่กี่อึดใจก็มีเสียงก้องกังวานไปทั่วคุ้งน้ำตอบกลับมา ซึ่งเป็นเสียงระฆังจากโบสถ์ St.George นั่นเอง

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

เรือเข้ามาจอดใจกลางเมืองกอตอร์ (Kotor) ในระยะประชิดกำแพงเมือง ช่างสะดวกเสียจริง ฉันและริคออกเดินสำรวจทันที อารยธรรมความเจริญของเมืองนี้เมื่อหลายพันปีก่อน ยังคงมีให้เห็นอยู่ทุกมุมของเมือง โดยเฉพาะปราสาทกลางมืองที่คาดว่าน่าจะเป็นป้อมปราการหลวงยังคงตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ แต่ต้องเดินขึ้นเท่านั้น แค่ฉันมองจ้องบันไดก็หอบเสียแล้ว คาดว่าน่าจะประมาณสี่พันกว่าขั้นแน่นอน

ยังไม่ทันจะได้ล้มเลิกความคิด ริคก็พูดขึ้นทันทีว่า

“พรุ่งนี้เราค่อยกลับมาขึ้นไปบนปราสาทกัน! เริ่มเดินตั้งแต่เช้าจะได้ไม่ร้อนมาก วิวข้างบนคงสวยมากๆ พลาดไม่ได้เป็นอันขาด” ริคมองกำแพงสายตามุ่งมั่นอย่างกับจะไปออกรบ ฉันก็คงอิดออดไม่ได้ตามเคย

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

3 วันในมอนเตเนโกรทำให้ฉันหลงรักทุกสิ่งในประเทศนี้ ทั้งสถาปัตยกรรมที่สวยงามน่าเกรงขาม อาหาร และผู้คนที่ยิ้มแย้มให้กันตลอดเวลา มีเหตุการณ์น่าประทับใจคือฉันไปตลาดสดของชาวพื้นเมือง ผักผลไม้และสินค้าต่างๆ น่าซื้อไปหมด ฉันเพลิดเพลินไปกับการจับจ่ายมากไปหน่อยจนไม่ทันสังเกตว่าเงินสดในกระเป๋าแทบหมดเกลี้ยงแล้ว แต่ฉันดันชิมชีสทำมือของชาวบ้านคนนี้ไปหลายรสแล้ว พอจะตัดสินใจซื้อเงินกลับไม่พอจ่าย ฉันอับอายมาก กล่าวขอโทษขอโพยคุณป้าเป็นการใหญ่ คุณป้าถามฉันว่าฉันมีเงินสดเท่าไหร่ก็ให้เขาไปเท่านั้น ฉันมีแค่ 5 ยูโรสุดท้าย แล้วคุณป้าก็จัดแจงห่อชีสก้อนเบ้อเร่อขนาดที่สามารถกินได้เป็นเดือน 2 ก้อน ฉันไม่กล้ารับแต่ป้าก็ยัดเยียดใส่มือให้ฉัน คุณป้าบอกว่า ไม่เป็นไร แต่ต้องกินให้หมดนะ ฉันซึ้งในน้ำใจคุณป้าเป็นอย่างมาก และรีบวิ่งกลับเรือทันทีเพราะกลัวป้าเปลี่ยนใจ!

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

ในที่สุด 2 อาทิตย์แห่งการดีท็อกซ์บำบัดแอลกอฮอล์ในร่างกายของเหล่าเจ้าของคอนโดก็จบสิ้นเสียที ล็อบบี้บาร์ที่ฉันและริคร้องเพลงทุกคืนกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง ค่อยยังชั่ว! เกือบ 2 อาทิตย์ที่เราสองคนร้องเพลงเล่นดนตรีให้โต๊ะ เก้าอี้ และดอกไม้ฟัง จนรู้สึกเหมือนเป็นเพียงของประดับตกแต่งเรือ ไม่ใช่ศิลปินที่มาสร้างความบันเทิง ปกติเรือลำนี้ถึงมีคนมานั่งดื่มปาร์ตี้สังสรรค์ก็มีเพียงหยิบมือ และเพราะความที่เรือใหญ่มากก็ทำให้เงียบอยู่แล้ว มาเจอค่ายดีท็อกซ์เข้าไปอีก ฉันนึกว่าอยู่ในป่าช้า

วันนี้หลังเลิกงานฉันและริคเข้านอนเร็วเป็นพิเศษ เพราะเราได้วางแผนมานานว่า จะเช่ารถขับบนเกาะเลฟคาด้า (Lefkada) ณ ประเทศกรีซ เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงมากๆ สำหรับกลุ่มแบ็กแพ็กเกอร์ ตอนที่ริคยังหนุ่มได้เดินทางแบ็กแพ็กไปหลายประเทศ เกาะนี้เป็นหนึ่งในลิสต์ที่อยากไป แต่ตอนนั้นมาติดใจหลงรักเมืองไทยเสียก่อนเลยล้มเลิกความคิดที่จะมาเกาะนี้ เรือมาถึงเลฟคาด้าตั้งแต่รุ่งสาง

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

เราออกเดินทางตั้งแต่ 8 โมงเช้ามาเช่ารถในเมือง จุดหมายปลายทางคือ หาดอีเกรมนี่ (Egremni Beach) อันเลื่องชื่อนั่นเอง ฉันมาถึงหาดจึงรู้ว่าทำไมหาดแห่งนี้ถึงเลื่องชื่อ บันไดเจ้ากรรมกว่าร้อยขั้นที่ทอดตัวยาวลงไปถึงก้นหาดนั่นเอง ตอนเดินลงคงไม่เท่าไหร่ แต่ขากลับนี่สิฉันจะมีแรงร้องเพลงคืนนี้ไหมเนี่ย ฉันรีบซื้อกักตุนอาหารเครื่องดื่มจากบนหน้าผาไว้ เพราะชาวบ้านบอกว่าด้านล่างจะไม่มีอะไรขายทั้งสิ้น บันไดลงหน้าผาถึงจะชันมากแต่วิวน้ำทะเลสีน้ำฟ้าสดใสตัดกับทรายขาวทำให้ลืมความเหนื่อยไปได้มากทีเดียว ฉันและริคนอนแช่บนหาดอยู่นานกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนจะเดินทางกลับเพื่อไปสำรวจที่อื่นต่อไปจนครบทั่วเกาะ พร้อมกับท้องที่เต่งตึงเพราะเราหยุดกินตลอดทาง

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

อาหารกรีซจะอร่อยมากกว่าเดิมถ้าได้มากินที่ประเทศกรีซ ฉันซัดกรีกโยเกิร์ตไปหลายถ้วยเพราะที่เมืองไทยราคาสูงมาก แต่ที่นี่ขายกันอยู่เพียง 1 – 2 ยูโรเท่านั้น แถมยังราดน้ำผึ้งสดๆ โรยด้วยวอลนัทแบบจัดเต็มด้วย คุ้มจริงๆ

หลังจากประเทศกรีซ เรือเดินทางลงไปทางใต้เพื่อล่องไปประเทศอิตาลี เรือแวะไปหลายเมืองทางตอนใต้อิตาลี เช่น ซิซิลี และเมสซินา เมืองต้นกำเนิดมาเฟีย หลังจากนั้นก็ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอีก 3 วัน 3 คืนมายังประเทศสเปนและโปรตุเกส

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

สัญญาการทำงานในยุโรปของเราคราวนี้เรือใช้เวลาอยู่ในสเปนเสียส่วนใหญ่ ฉันได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมหลายเมืองในสเปนและหลงรักทุกที่ที่ไป ตั้งแต่สถาปัตยกรรมจนถึงอาหารการกินมีความวิจิตรและละเอียดลออมากเหลือเกิน

จริงๆ แล้วฉันเป็นคนขี้กลัวมาก กลัวทุกอย่างตั้งแต่สุนัข เสียงประทัด ลูกโป่ง น้ำทะเล ความสูง ความแคบ ความชัน ฉันก็กลัวไปหมด หนำซ้ำยังเป็นคนขี้ระแวงอีกด้วย ฉันไม่เคยกล้าออกไปเดินเตร็ดเตร่ตัวคนเดียวโดยเด็ดขาด ถ้าไม่คุ้นชินกับพื้นที่นั้น แต่ตั้งแต่ฉันได้มีโอกาสมาร้องเพลงบนเรือลำนี้ ความกลัวต่างๆ ทุเลาขึ้นมาก เพราะการเดินทางนั้นจะมามัวแต่กลัวอยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะถ้ามีเพื่อนร่วมทางก็ไม่ควรที่จะไปไปถ่วงให้เขาหมดสนุก ถ้ายังกลัวก็จะไม่สามารถไปผจญภัยอะไรได้เลย โลกมันอยู่ข้างหน้าแล้ว ต้องคว้าไว้และสนุกไปกับทุกสถานการณ์

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

ฉันเพิ่งจะรู้สึกตัวก็คราวนี้นี่เองว่า ประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวในแต่ละเมืองที่ไป ไม่ว่าจะเมืองเล็กหรือใหญ่ มันทำให้ฉันแข็งแรงขึ้นทุกขณะและมีภูมิต้านทานที่มากขึ้น ฉันได้เรียนรู้สัญชาตญาณของมนุษย์ในหลากหลายสถานการณ์ และเหนือสิ่งอื่นใดคือ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน เพราะอย่างไรก็ตาม ที่ฉันได้มาเที่ยวก็เพราะงาน กลางวันจะออกไปเที่ยวมากเท่าไหร่ก็ได้ แต่สำคัญที่สุดคือ กลางคืนฉันจะต้องมีแรงร้องเพลง

การได้เยือนยุโรปครั้งนี้โดยเฉพาะอิตาลีและสเปน ทำให้ฉันได้เรียนรู้ตัวเองมากขึ้นว่านอกจากการร้องเพลงแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่ฉันทำได้ดีไม่แพ้กันก็คือ ‘การกิน’ นั่นเอง ฉันเอร็ดอร่อยไปกับทุกอย่างจริงๆ โดยเฉพาะ Tapas ขนมปังหน้าปลาเค็มที่มีพริกหรือมะกอกและอีกหลากหลายท็อปปิ้งในเมืองซานเซบาสเตียน (San Sebastian) และคาดิส (Cadiz)

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

ถึงสัญญาการทำงานในยุโรปในครั้งนี้จะเสร็จสิ้นลง แต่ทริปยุโรปของเรายังไม่จบ ริคกับฉันจะอยู่เที่ยวต่ออีกเกือบ 2 อาทิตย์ ได้เวลาของทริปฮันนีมูนที่เราสองคนรอมานาน เพราะติดสัญญาทำงานร่วม 6 เดือน (หลังงานแต่งงาน) ในที่สุดก็ได้เวลาพักยาวเสียที ถึงฉันจะชอบและตื่นเต้นกับการเที่ยวแบบผจญภัยเวลามากับเรือ แต่ในความสนุกนั้นก็มีความเครียดและความกังวลใจไม่น้อย เพราะจะต้องรีบกลับไปร้องเพลงให้ตรงเวลา จะหลงทางหรือขึ้นรถผิดเวลาไปแค่ 10 นาทีก็อาจทำให้กลับขึ้นเรือไม่ทันร้องเพลงซึ่งจะทำให้เราดูไม่มืออาชีพ และทางเรือคงจะไม่อยากจ้างเรากลับมาอีก

บันทึกของนักร้องบนเรือยอชต์ ที่ล่องเรือเที่ยวจากโครเอเชียถึงสเปน

จุดหมายปลายทางทริปของเรามีหลายที่ไม่ว่าจะเป็น เมืองบาร์เซโลนา (Barcelona) และซานเซบาสเตียน (San Sebastian) ในประเทศสเปน และสถานที่ที่ฉันรอคอยมาอย่างใจจดใจจ่ออย่างเมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ที่ประเทศอิตาลี ก่อนจะไปจบทริปที่บ้านพักชาวบ้านเล็กๆ ในไร่องุ่นที่ต้องจองล่วงหน้านานถึง 6 เดือน คราวนี้ฉันจะได้พักผ่อนหย่อนใจ ไม่ต้องแต่งหน้าทำผมหรือเตรียมตัวร้องเพลงทุกค่ำคืน

Writer & Photographer

รสริน พลับทอง สติกนีย์

ร้องเพลงเป็นอาชีพตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนได้ออกอัลบั้มพร้อมพี่สาวอีก 2 คนชื่อวง The Sis ปัจจุบันร้องเพลงกับสามีชาวอเมริกัน ในชื่อ 'Rick & Zoe' Duo ทั้งบนบกและมหาสมุทร เดินทางร้องเพลงบนเรือมาแล้วกว่า 50 ประเทศ ขณะนี้ยังคงร้องเพลงอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา

Singer at Sea

ซอ The Sis นักร้องไทยผู้ผันตัวไปร้องเพลงทั้งบนบกและมหาสมุทร

หลังมหากาพย์ร้องเพลงบนเรือสำราญสัญญานาน 5 เดือนจบลง ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีกหนึ่งระลอก

ฉันตัดสินใจกับริคว่าจะไม่กลับไปรับงานร้องเพลงบนเรือสำราญนานๆ แบบนั้นอีก เราต้องคิดถึงอนาคตและทิศทางของชีวิตเราอย่างจริงจัง ด้วยอายุที่มากขึ้น เราจะเดินเรือ นอนเตียงสองชั้น เรื่อยไปคงเป็นไปไม่ได้ ได้เวลาลงหลักปักฐานบนผืนดินเสียที และที่นั้นจะต้องมีงานให้นักร้องนักดนตรีทำมาหากิน มีรายได้ประจำด้วย 

เราทำการบ้านค้นหาข้อมูลเมืองกว่าพันๆ เมืองในอเมริกา (ที่เป็นเมืองจริงๆ ไม่นับเมืองเล็กเมืองน้อยตามป่าเขาลำเนาไพร) ว่าเราควรจะไปอยู่ที่ไหนจึงจะเหมาะที่สุด ในที่สุดเราก็ได้คำตอบ เราทั้งสองย้ายออกจากเมืองทาโคม่า (Tacoma, WA) บ้านเกิดของริค ไปยังลาสเวกัส (Las Vegas)

ชีวิตใหม่ในลาสเวกัสยังไม่ทันจะเข้าที่เข้าทาง ริคก็ได้รับอีเมลจากทางเรือ The World ว่าเราสนใจกลับมาแสดงระหว่างการเดินเรือไปขั้วโลกเหนือหรือไม่

ขั้วโลกเหนือ! อ่านไม่ผิดนะ? ฉันถามริคด้วยน้ำเสียงสูงปรี๊ด เส้นทางเดินเรือที่เสนอมาในสัญญานี้ก็คือล่องผ่านประเทศนอร์เวย์ตอนเหนือทั้งหมด ได้แก่ Stavanger, Bergan, Alesund, Bodo และ Trømso ซึ่งจะเป็นเมืองศิวิไลซ์สุดท้าย ก่อนเรือจะมุ่งหน้าสู่ขั้วโลกเข้าเขตอาร์กติก (Arctic) 

ประสบการณ์ล่องเรือของนักร้องคนแรกในโลก ที่ได้ร้องบนสุดขอบ ขั้วโลกเหนือ

ให้นึกภาพลูกโลก แล้วปักนิ้วจิ้มลงตรงกลางของวงกลมส่วนบนสุด ความมหัศจรรย์ของแถบอาร์กติก นอกเหนือจากน้ำแข็งและน้ำแข็งที่รายล้อมจนสุดลูกหูลูกตาแล้ว ยังมีอีก 2 อย่างที่รอให้เราไปสัมผัส 

นั่นคือ Svalbard ดินแดนที่ประกอบไปด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่ในขั้วโลกหนือที่ตั้งอยู่สุดขอบบนของโลก แต่ละเกาะมีสิ่งมีชีวิตต่างๆ เช่น หมีขาวโพลาร์แบร์ หมาป่า กวางเรนเดียร์ ปลาวาฬ สิงโตทะเล และอีกมากมาย หนึ่งในเกาะแถบสวอบาร์ด มีเกาะที่ใหญ่ที่สุดเกาะหนึ่งชื่อว่า Longyearbyen เป็นเมืองขั้วโลกเล็กๆ ซึ่งมีกฎหมายบังคับให้พลเมืองถือปืนไรเฟิลออกไปไหนมาไหนในย่านที่ไม่ใช่เขตเมือง เพื่อป้องกันตัวเองจากการจู่โจมของหมีขั้วโลกที่หิวโหย โดยเฉพาะในหน้าหนาว 

และอีกสิ่งหนึ่งที่ริคตื่นเต้นเกินหน้าเกินตา คือเรือลำนี้จะทำลายสถิติด้วยการล่องไปสู่ละติจูดที่ใกล้กับ North Pole มากที่สุด 

ตกลง! เราไปตามหาซานตาคลอสและโพลาร์แบร์กันเถอะ! 

เราบินข้ามทวีปมาขึ้นเรือส่วนตัวลำเก่งที่เมืองอัมสเตอร์ดัม เพื่อนลูกเรือและแขกบนเรือลำนี้ต่างดีอกดีใจที่เรากลับมาร้องเพลงบนเรือ เพราะช่วงที่เรือออก Expedition สำรวจขั้วโลกเหนืออันไกลโพ้นแสนเงียบเหงา จะไม่แวะเข้าเมืองเลยหลายสัปดาห์ ลูกเรือออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกไม่ได้ ต้องอยู่แต่ในเรือเท่านั้น นอกเสียจากอาสาไปทำหน้าที่ขับเรือยาง Zodiac

ลูกเรือชอบเรา เพราะเขารู้ว่าเราจะเปิดคอนเสิร์ตให้พวกเขาได้สนุกกันเหมือนทุกครั้ง

นอร์เวย์ตอนเหนืออากาศสดชื่นมากจนความสะอาดแทบบาดจมูก น้ำในแม่น้ำใสกิ๊ก ฉันไม่สงสัยเลยว่าทำไม ปลาจากนอร์เวย์จำพวกปลาแซลมอน ปลาเทราต์ และไข่ปลาคาเวียร์ จึงโด่งดังและราคาสูงลิบลิ่ว เพราะคุณภาพน้ำในทะเลและความอุดมสมบูรณ์ของภูมิประเทศนี่เอง 

เรือล่องจากเมืองใน Stavanger มา Bergan ฉันยอมลงทุนชิมปลาแซลมอนที่นี่ ถึงจะแพงแต่ถือว่าคุ้มราคาจริงๆ จากนั้นเรือล่องมาที่เมือง Alesund เราปีนขึ้นไปดูวิวบนกำแพงเมืองซึ่งต้องขึ้นบันไดสี่พันกว่าขั้น ฉันสลบเหมือดเมื่อถึงยอดตามเดิม แต่เมื่อเห็นวิวก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

ไฮไลต์สำคัญอีกอย่างหนึ่งของทริปนี้ คือการล่องเรือผ่านฟยอร์ด (Fjord) หรือหุบเขาประตูสู่ขั้วโลก เป็นหุบเขาเขียวขจีสูงลิบลิ่ว ทั้งเหนือน้ำทะเลและลึกไปใต้ทะเลเป็นพันๆ ไมล์ เรือวางแผนมาอย่างดีว่าจะมาแถวนี้ตอนหน้าร้อน เราจึงได้ชมภูมิทัศน์อย่างที่ควรเป็น ไม่ได้ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งอย่างหน้าหนาว ระหว่างฟยอร์ดยังมีเมืองเล็กๆ ในหุบเขาชื่อว่า Giranger ซึ่งงดงามไปด้วยธรรมชาติ

ประสบการณ์ล่องเรือของนักร้องคนแรกในโลก ที่ได้ร้องบนสุดขอบ ขั้วโลกเหนือ

เรือยิ่งล่องขึ้นเหนือมากเท่าไหร่ พระอาทิตย์ยิ่งตกช้าลงๆ ฉันเคยได้ยินแต่คำที่เขาพูดกันว่า Midnight Sun หรือพระอาทิตย์ตอนเที่ยงคืน ได้เห็นกับตาตัวเองก็วันนี้เอง

เรานับวันเข้า Expedition กันแล้ว ลูกเรือทุกคนเตรียมตัวกันอย่างแข็งขัน ทุกตำแหน่งหน้าที่ต้องเช็กความพร้อมของฝ่ายตัวเอง เพราะถ้าเรือเกิดอะไรขึ้นเราจะขอความช่วยเหลือจากใครไม่ได้เลย ที่สำคัญ เสบียงต้องแน่นพอสำหรับการไปสำรวจสุดขอบโลก 2 อาทิตย์ ผู้สูงอายุที่ร่างกายไม่แข็งแรงพอจะถูกเชิญออกจากเรือ เพราะเรือขอความช่วยเหลือจากทีมแพทย์ให้มาทันการไม่ได้หากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ก่อนการเดินทางสู่ขั้วโลก เรือแวะท่าสุดท้ายที่ Trømso เพื่อรับคณะนักสำรวจ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ระดับโลกจำนวน 16 คน ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิทัศน์ ด้านประวัติศาสตร์ ด้านทะเลอาร์กติก ด้านนกและสัตว์มีปีกอาร์กติก ด้านหมีโพลาร์ กวางเรนเดียร์ หมาจิ้งจอก (Arctic Foxes) ด้านสัตว์ทะเลและปลาวาฬ รวมถึงด้านเรือคายัก 

 ฉันแอบเห็นกระเป๋าน้อยใหญ่ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เฉพาะทาง แต่ที่สะดุดสายตามากที่สุดคงหนีไม่พ้นกล่องยาวๆ ที่เต็มไปด้วย ปืน ปืน และปืนไรเฟิลหลายสิบกระบอก ที่นักสำรวจเหล่านี้จะต้องพกติดตัวตลอดเวลา เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่ามีหมีขาวอยู่ไหม แม้หมีโพลาร์จะดูน่ารักด้วยขนสีขาวฟูฟ่อง แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความดุร้าย โดยเฉพาะเวลาหิวหรือมีลูกอ่อน

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ไปขั้วโลกเหนือมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ปืนมีไว้เพียงแค่ยิงขึ้นฟ้าส่งเสียงให้หมีหนีไป พวกเขาเป็นนักอนุรักษ์ ไม่มีนโยบายทำร้ายหมีขั้วโลกเด็ดขาด 

พื้นที่แรกใน Svalbard ที่ฉันและริคมีโอกาสออกไปร่วมสำรวจคือ Alkhornet เกาะที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดใหญ่ มีทั้งพื้นราบและเนินเขา แต่ก็เดินเท้าไปได้จนถึงตีนเขา ซึ่งมีหน้าผาสูงตั้งตระหง่าน และมีนกหลายร้อยสายพันธุ์อาศัยอยู่ เราเดินกันเป็นกลุ่มๆ ตามเส้นทางสำรวจเพื่อศึกษาดูภูมิทัศน์ ฉันได้เห็นกวางเรนเดียร์สายพันธุ์ขั้วโลกที่มีขาสั้น และตัวอ้วน เพื่อเก็บไขมันไว้ใช้ต้านความหนาว มีเขาที่ใหญ่เอาไว้ต่อสู้และป้องกันตัว 

ประสบการณ์ล่องเรือของนักร้องคนแรกในโลก ที่ได้ร้องบนสุดขอบ ขั้วโลกเหนือ

กวางขั้วโลกเหนือมีชีวิตน่าสงสาร เพราะไม่ค่อยมีอะไรให้กิน เนื่องจากกอหญ้าจะขึ้นเฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น กวางส่วนใหญ่จะอดตายในช่วงหน้าหนาว และจะถูกหมีโพลาร์กินอีกทอดหนึ่ง แต่กวางเหล่านี้ดูไม่กลัวคนเลย ถึงเราจะไม่ได้เข้าไปรบกวนใกล้มาก แต่เขาก็ไม่หนีไปไหน เล็มกินหญ้าตามกรวดไปอย่างไม่ใส่ใจ 

เจ้าหน้าที่บอกเราว่า ถ้าโชคดี เราอาจจะได้เห็นหมาป่าขั้วโลก ซึ่งเป็นสัตว์ที่น่าสนใจมากทีเดียว มันสามารถปรับสีขนได้สองสีเพื่ออำพรางตัว ในหน้าร้อนขนจะสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งเป็นสีเดียวกับหญ้าที่ตายจากน้ำแข็ง ส่วนหน้าหนาวขนจะเปลี่ยนเป็นสีขาว กลมกลืนไปกับหิมะ หมาป่าที่นี่จึงอยู่รอดเงื้อมมือจากสัตว์ใหญ่ได้มากกว่าสัตว์อื่น

ในที่สุด โชคก็เป็นของเรา

เมื่อผู้เชี่ยวชาญหยุดเดินและจุ๊ปากให้เราไม่ส่งเสียง เขาพาเราก้มต่ำเพื่อให้ดูหมาป่า 2 ตัวที่กำลังกินซากสัตว์ตายอยู่ประมาณ 100 เมตร ข้างหน้า หมาป่ามีลำตัวเล็กกว่าที่ฉันคิดไว้มาก ตัวใหญ่กว่าแมวบ้านเพียงนิดเดียวและผอมมาก แถมยังอยู่ไกล ฉันต้องดูผ่านกล้องส่องทางไกล ถึงจะเห็นว่าหมาป่ามีสีน้ำตาลอ่อนๆ หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักดีจริงๆ

ประสบการณ์ล่องเรือของนักร้องคนแรกในโลก ที่ได้ร้องบนสุดขอบ ขั้วโลกเหนือ

เราเดินสำรวจมาเกือบครบชั่วโมง ใจฉันเริ่มตุ๊มๆ ต่อมๆ เพราะกลัวจะเจอหมีเข้า แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ตอบให้หายห่วงว่า หมีมาเมื่อ 2 วันที่แล้ว ผ่านไปหลังเขานู่นเรียบร้อย ฉันถามว่า เขารู้ได้อย่างไร ผู้เชี่ยวชาญตอบว่า เขาเห็นรอยเท้าหมียาวไปจนถึงหลังเขา อย่างไรก็ตาม ในการออกสำรวจ พวกเราจะต้องเดินกันเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ เพื่อให้หมีเห็นว่าเราเป็นสัตว์ใหญ่กว่า เขาจะได้กลัวและไม่กล้าเข้ามาใกล้

4 วันแรกที่ขั้วโลกเหนือคือการเดินเท้าสำรวจเกาะแก่งต่างๆ บ้างไปพายเรือคายักรอบน้ำแข็ง บ้างออกเรือยางไปดูนกและปลาวาฬกับผู้เชี่ยวชาญ

ถึงจะเป็นหน้าร้อนแต่อากาศก็ยังติดลบ ที่นี่อากาศบริสุทธิ์และไม่ต้องกังวลเลยว่าพระอาทิตย์จะตกดิน หน้าร้อนที่ขั้วโลกเหนือสว่างตลอด 24 ชั่วโมง คนบนเรือเองแหละที่จะต้องปิดม่านเพื่อข่มตาหลับกัน 

มีหลายสถานที่ที่ฉันไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีอยู่บนขั้วโลก เช่น Pyramiden หรือเหมืองถ่านของสหภาพโซเวียต (ก่อนแยกตัวเป็นรัสเซียในปัจจุบัน) ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะขนาดใหญ่ มีอาณาเขตรายล้อมไปด้วยทะเล แต่เชื่อหรือไม่ว่า มันเคยเป็นเมืองขนาดย่อมสำหรับชาวโซเวียตที่มาทำงานที่เหมืองแห่งนี้เมื่อปี 1927 

ประสบการณ์ล่องเรือของนักร้องคนแรกในโลก ที่ได้ร้องบนสุดขอบ ขั้วโลกเหนือ

ที่นี่เป็นอาณาจักรเอกเทศ มีทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล โบสถ์ โรงละครขนาดย่อมๆ สนามเด็กเล่น สนามฟุตบอล ป้ายทุกป้ายใช้ภาษารัสเซียทั้งสิ้น จนเมื่อปลายปี 90 เหมืองแห่งนี้ขาดการสนับสนุนด้านการเงิน คนงานและครอบครัว ทั้งเด็กผู้ใหญ่จึงจำเป็นต้องทิ้งเหมืองไป จนกลายเป็นเหมืองร้างนับแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ที่น่าประหลาดคือ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ในโรงเรียนยังทิ้งอุปกรณ์การเรียนการสอนไว้ ทั้งยังมีกลองชุด เปียโน เครื่องดนตรีที่กลายเป็นซากพังๆ

เหมือง Pyramiden นี้ปัจจุบันถูกอนุรักษ์โดยรัฐบาลนอร์เวย์ ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่ต้องขออนุญาตก่อนเท่านั้น ไม่กี่ปีมานี้ ตึกเก่าในเหมืองเปลี่ยนเป็นโรงแรมขนาดเล็ก มีเพียงสิบกว่าห้อง เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาขั้วโลกเหนือ ได้มาดูแสงเหนือกันที่นี่ในหน้าหนาว โดยใช้สโนว์โมบิลเป็นพาหนะ 

ประสบการณ์ล่องเรือของนักร้องคนแรกในโลก ที่ได้ร้องบนสุดขอบ ขั้วโลกเหนือ

ที่สุดท้ายที่เราทุกคนต่างใจจดใจจ่อหลังจากเดินเรือแถบขั้วโลกมา 1 อาทิตย์เต็มๆ คือเมืองสุดขอบโลกชื่อว่า Longyearbyen เป็นเมืองเล็กๆ มีบ้านสีสันสวยๆ ตามแนวเขา มีร้านอาหาร บาร์ คาเฟ่ ห้างย่อมๆ เหมือนเมืองตามต่างจังหวัดทั่วไป แต่ที่นี่โด่งดังในฐานะเมืองที่ไม่มีแสงอาทิตย์เลยในช่วงหน้าหนาว เมืองทั้งเมืองมืดมิดทั้งกลางวันกลางคืน หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ Polar Night  ถนนหนทางจะถูกหิมะปกคลุม ผู้คนจึงต้องใช้สโนว์โมบิลกัน 

ประสบการณ์ล่องเรือของนักร้องคนแรกในโลก ที่ได้ร้องบนสุดขอบ ขั้วโลกเหนือ
ประสบการณ์ล่องเรือของนักร้องคนแรกในโลก ที่ได้ร้องบนสุดขอบ ขั้วโลกเหนือ

อีกสิ่งที่ดังมากๆ คือธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชโลก ที่มาตั้งแล็บวิจัยเมล็ดพันธ์พืชอยู่ขั้วโลก และอีกข้อเท็จจริงที่ทำให้ฉันงงเป็นไก่ตาแตก คือมีคนไทยมาตั้งรกรากที่นี่เป็นอันดับสองรองจากคนนอร์เวย์ ฉันแทบไม่เชื่อสายตา ตอนเห็นร้านขายครก ร้านขายของชำของไทย 

เรือมาแวะจอดที่เมือง Longyearbyen เพื่อพักเครื่องยนต์สามวัน ก่อนออกเดินทางไปสู่ North Pole! 

เราเดินเรือมา 3 วันแล้ว ฉันมองออกไปนอกหน้าต่างเคบิน มีแต่น้ำแข็ง และน้ำแข็งสุดลูกหูลูกตา กัปตันเรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านหมีขั้วโลกทำงานกันอย่างใกล้ชิดเพื่อตามหาหมีโพลาร์ใน North Pole 

ประสบการณ์ล่องเรือของนักร้องคนแรกในโลก ที่ได้ร้องบนสุดขอบ ขั้วโลกเหนือ
ประสบการณ์ล่องเรือของนักร้องคนแรกในโลก ที่ได้ร้องบนสุดขอบ ขั้วโลกเหนือ

3 วันผ่านไป ในที่สุดเมื่อตำแหน่งเรือล่องฝ่าน้ำแข็งมาอยู่ที่ 300 กิโลเมตร ก่อนถึง North Pole เราก็ได้พบหมีขั้วโลกตัวแรกของทริปนี้ เสียงกัปตันประกาศลั่นมาตามลำโพงทุกจุดว่าเจอหมีแล้ว ขอให้ทุกคนขึ้นไปชมอย่างเงียบๆ ในตำแหน่งที่ระบุ ทันใดนั้นความโกลาหลก็เกิดขึ้น ทุกคนรีบทิ้งสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ เวลานั้นเป็นเวลากลางวัน ฉันไม่ต้องร้องเพลง เราจึงใส่ชุดกันหนาวมีหน้ากากปิดหูปิดจมูกหนาแน่น คว้ากล้องแห่ตามคนอื่นๆ ไปด้านบนขอนเรือ ตากล้องมืออาชีพหลายคนที่ถูกเชิญมาร่วมทริป วิ่งขึ้นบันไดตัวปลิวในขณะที่แบกเลนส์ซูมขนาดเท่าเด็ก 5 ขวบ ไว้บนบ่า ทุกคนหวังจะได้ภาพหมีขั้วโลกที่ดีที่สุด 

ฉันได้รับอนุเคราะห์กล้องส่องทางไกลจากคนข้างๆ จึงได้ดูหมีขาวที่ม้วนตัวนอนเล่นหิมะไปมา น่ารักเหลือเกิน ไม่นานนักหมีขาวอีกตัวว่ายน้ำดำผุดๆ มาร่วม แล้วพยายามปีนขึ้นพื้นน้ำแข็งกลางทะเลอย่างทุลักทุเล มันเล่นกันอยู่นานหลายชั่วโมง เรือจอดสังเกตการณ์ ดับเครื่องยนต์อยู่อย่างเงียบๆ จนได้รับประกาศอีกว่ามีหมีอีกหนึ่งตัวในพิกัดฝั่งตรงข้าม เราก็แห่กรูกันไป 

หมีขั้วโลก

ฉันชอบดูเวลาเจ้าหมีกระโดดจากน้ำแข็งธารหนึ่งไปอีกธารหนึ่งอย่างแผ่วเบา เขากระโดดอย่างกระฉับกระเฉงและดูมีความสุขกับการเกลือกกลิ้งไปกับหิมะมากๆ อาหารของหมีขั้วโลกคือแมวน้ำ สิงโตทะเล และปลาต่างๆ เพราะหมีขาวว่ายน้ำใต้ทะเลได้อย่างคล่องแคล่ว 

หมีขั้วโลก

และแล้วเรือเดอะเวิลด์ก็ทำสถิติล่องลำธารน้ำแข็งไปได้ไกลที่สุด สุดขอบโลกเท่าที่เรือเคยไปมา เรือลำนี้ท่องรอบโลกมากว่า 15 ปีแล้ว ไปทั้งขั้วโลกเหนือ (Arctic) และขั้วโลกใต้ (Antarctica) มาหลายครา ทุกครั้งที่เรือไปบริเวณขั้วโลกทั้งสอง จะมีธรรมเนียมกระโดดน้ำลงทะเลอันเย็นยะเยือก ที่หากอยู่นานเกิน 1 นาที อาจเสียชีวิตได้ ทุกคนที่ร่วมกระโดด ไม่ว่าจะเป็นลูกเรือหรือแขกบนเรือ จะมีเชือกคล้องตัว เพื่อดึงขึ้นเรืออย่างรวดเร็วโดยทีมรักษาความปลอดภัย

ธรรมเนียม Polar Plunge มีมาตั้งแต่เรือก่อตั้ง แต่คราวนี้พิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะเราเพิ่งทำสถิติการมาได้ไกลที่สุดในโลก จึงมีการเฉลิมฉลองโดย ฉัน ริค และนักดนตรีจำเป็น อีก 4 คน จะแสดงคอนเสิร์ตเซอร์ไพรส์บนเรือยางที่นำมาผูกเชือกต่อกัน 4 ลำ เป็นเวทีกลางทะเลอาร์กติก

 โอ้ว เจ้าประคู้ณ ใครคิดเนี่ย! แต่ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่จะเป็นความทรงจำที่ทรงคุณค่าของอาชีพนักร้องของฉัน ฉันจะเป็นนักร้องคนแรกในโลกที่ได้ร้องเพลงที่ North Pole บ้านเกิดซานตาคลอส นักร้องคนแรกบนสุดขอบโลก ฉันโอเคมาก! 

ฉันเตรียมตัวมาอย่างดีในเช้าวันนั้น ใส่เสื้อผ้าหนา 7 ชั้น วอร์มเสียงและสร้างความอบอุ่นให้ร่างกายอย่างต่อเนื่อง มีทีมคอยช่วยขนเครื่องดนตรี เครื่องเสียง และเครื่องปั่นไฟ ลงเรือยาง 4 ลำ ฉันไหว้พระขอพรอยู่นาน ทั้งกลัว ทั้งตื่นเต้นเหลือเกิน แต่มีพี่ๆ รักษาความปลอดภัยอยู่แน่นหนา แถมพกปืนไรเฟิลทุกคน เผื่อหมีขาวโผล่มาจ๊ะเอ๋จากใต้น้ำ

เวทีเรือยาง

เวทีเรือยางของเราล่องไปด้านหลังเรือ ซึ่งทุกคนรอกระโดดน้ำอยู่ที่นั่น รอสัญญาณจากกัปตันที่ส่งเสียงนกหวีดให้วงดนตรีออกมาเซอร์ไพรส์ผู้ชมบนเรือ ฉันและนักดนตรีทุกคนเปล่งเสียงบรรเลงเพลงแรกของโชว์กลางทะเลอาร์กติก ทั้งลูกเรือและลูกเรือที่อยู่ชมบนเรือต่างส่งเสียงเฮฮา โบกไม้โบกมือชอบใจกันใหญ่ แล้วร้องเพลงตามกันสนุกสนาน

ฉันร้องเพลงอย่างเมามันฝ่าอากาศหนาว และพยายามอยู่นิ่งๆ ไม่ให้เรือยางโยกเยก ความหนาวบาดผิวเข้าไปในกระดูก ริคแทบโซโล่กีตาร์ไม่ได้เพราะนิ้วแข็ง! เราแสดงคอนเสิร์ต 25 นาทีเต็ม จบแล้วต้องวิ่งแจ้นหาอะไรร้อนๆ เข้าร่างกายทันที ริคเสียใจนิดหน่อยที่ไม่ได้กระโดดน้ำ เขาตั้งใจว่าเล่นเสร็จจะรีบไปร่วมกระโดด ส่วนฉันไม่มีทางกระโดดเด็ดขาด เพราะกลัว พอไปถึงเขาก็เลิกกระโดดกันแล้ว แต่เทียบไม่ได้เลยกับประสบการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น เราเพิ่งเล่นดนตรีกันที่ North Pole บนเรือยางนะ

Singer at Sea

Expedition คราวนี้ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร หลังจากเรือออกจากแถบ North Pole แล้ว ระหว่างทาง เราส่องกล้องพบแม่หมีที่กำลังให้นมลูกสองตัวบนหน้าผาไกล หลังจากนั้นเรือก็แวะดู Monaco Glacier หรือหน้าผาน้ำแข็งสูงใหญ่มโหฬาร สำหรับฉันมันคือกำแพงกั้นขอบโลกนี่เอง

ผู้เชี่ยวชาญบอกเราว่า กำแพงน้ำแข็งโมนาโคเคยใหญ่กว่านี้หลายร้อยเท่า มันอยู่จุดนี้มาเป็นล้านๆ ปีแล้ว จวบจนวันนี้มันเล็กลงไปอย่างน่าใจหายเพราะภาวะโลกร้อน น่าเสียใจจริงๆ เพราะภูเขาสวยงามเหลือเกิน ตอนน้ำแข็งแยกตัวจะเกิดปรากฏการณ์น้ำแข็งถล่มจากชั้นบนสุดร่วงสู่น้ำทะแลแตกเป็นเสี่ยงๆ สร้างเสียงดังกระหึ่มที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นช่วงเวลาที่สะกดใจมากทีเดียว

ในที่สุด วันสุดท้ายของทริปนี้ก็มาถึง ลูกเรือจัดปาร์ตี้ขอบคุณผู้เชี่ยวชาญกิตติมศักดิ์ทุกท่านที่มาร่วมทริป และเพื่อขอบคุณลูกเรือทุกฝ่ายที่ทำงานกันอย่างเต็มที่ ฉันและริคจึงออกตัวขอเล่นคอนเสิร์ตให้ในงาน เป็นค่ำคืนที่ทุกคนปลดปล่อยสุดพลัง

ท่ามกลางมหาสมุทรอันเย็นยะเยือก ยังมีหัวใจของเราทุกคนบนเรือลำนี้ที่ยังอบอุ่นไปด้วยมิตรภาพ 

Singer at Sea
Singer at Sea

ฉันและริคก็ต้องกลับไปเริ่มต้นเขียนชีวิตบทใหม่ที่ลาสเวกัส ทุกคนต่างมีบทบาท หน้าที่ และทางเดินของตัวเอง อยู่ที่ตัวเราว่าจะสร้างชีวิตในแบบไหน เราทั้งคู่ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะพักชีวิตกลางทะเลสักระยะหนึ่ง เพื่อให้โอกาสและทิศทางอื่นๆ ได้เริ่มขึ้น ฉันเชื่อว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ประตูบานหนึ่งปิดลง จะมีประตูอีกบานหนึ่งเปิดออกเสมอ เพื่อนำเราไปสู่อีกบทหนึ่งของชีวิต 

ขอบพระคุณความรักจากครอบครัวที่อยู่ในใจฉันเสมอมา ไม่ว่าจะอยู่คาบมหาสมุทรใดในโลก ขอขอบพระคุณความมุ่งมั่น ตั้งใจ ความอดทน ความเสียสละ และความเข้าอกเข้าใจจากริค ที่เป็นทั้งสามีและเพื่อนร่วมงานที่สร้างความสุข สร้างเสียงเพลงให้คนฟัง และฝ่าฟันมรสุมมาด้วยกัน ขอบคุณทะเลทุกผืนบนโลกใบนี้ที่พาฉันไปเห็น ไปสัมผัสสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ 

ที่สำคัญที่สุด ขอบคุณผู้อ่านทุกๆ ท่านที่สละเวลาอ่านเรื่องราวของฉันมาตลอดตั้งแต่บทแรกจนบทสุดท้าย ทุกตัวอักษรมีความหมายสำหรับฉันมาก ขอบคุณก้อนเมฆก้อนนี้ที่ให้โอกาสให้ฉันเป็นนักเขียน คุณเป็นก้อนเมฆที่ใจดีที่สุด 

Singer at Sea คงต้องขอพักอยู่บนบกยาวๆ เป็น Singer in Las Vegas แทน ฉันและเสียงของฉันยังต้องออกผจญภัยในฐานะนักร้องไทยใน Sin City กันต่อไป

Writer & Photographer

รสริน พลับทอง สติกนีย์

ร้องเพลงเป็นอาชีพตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนได้ออกอัลบั้มพร้อมพี่สาวอีก 2 คนชื่อวง The Sis ปัจจุบันร้องเพลงกับสามีชาวอเมริกัน ในชื่อ 'Rick & Zoe' Duo ทั้งบนบกและมหาสมุทร เดินทางร้องเพลงบนเรือมาแล้วกว่า 50 ประเทศ ขณะนี้ยังคงร้องเพลงอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load