21 กรกฎาคม 2561
12 K

เดินหลบอากาศร้อนอบอ้าวมาจาก BTS พญาไทไม่ไกล เข้ามานั่งตากแอร์เย็นฉ่ำใน Factory Coffee-Bangkok ร้านกาแฟที่คนหนาตาตลอดเวลา สั่ง Mrs.Cold กาแฟ Signature ที่ผมชอบที่สุดของร้านนี้เพื่อนั่งรอคุยกับ แมน-อธิป อาชาเลิศตระกูล บาริสต้าและผู้ร่วมก่อตั้งของร้านนี้

ร้านนี้ได้รับความนิยมจากคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติแวะมาเยี่ยมเยียนกันไม่ขาดสาย ไม่ใช่แค่มีชื่อเสียงในเรื่องร้านและกาแฟ Factory Coffee-Bangkok คือ ทีมที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นแชมป์ประเทศไทยไปแข่งขันบาริสต้าในระดับโลกมาแล้วถึง 2 ปีติดกัน ดีกรีที่ไม่ธรรมดาทำให้คนแวะเวียนมาชิมและแนะนำกันปากต่อปาก ต้องไม่ใช่ดวงและเรื่องบังเอิญแน่นอน ฝีมือในการทำกาแฟย่อมไม่ธรรมดา

แก้วใส่นมที่ถูกแช่จนเย็นจัด รองรับหยดกาแฟเอสเพรสโซจากการสกัดช็อตกาแฟอุณหภูมิร้อน แยกเป็นชั้นระหว่างนมกับกาแฟอย่างชัดเจน นี่คือ Mrs.Cold กาแฟซิกเนเจอร์ที่ดูเรียบง่ายที่สุดของร้านนี้ แต่รสชาติไม่ธรรมดา แมนยกมาเสิร์ฟพร้อมกับพูดคุยเรื่องประสบการณ์ การไปแข่งขันบาริสต้าที่อัมสเตอร์ดัมแบบสดๆ ร้อนๆ ที่ผ่านมา แมนเป็นคนไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่เข้าไปถึงรอบ 16 คนสุดท้ายของการแข่งขัน WBC หรือ World Barista Championship

ปีที่แล้ว บิว-เศรษฐการ วีรกุลเทวัญ จากทีม Factory Coffee-Bangkok เป็นแชมป์ประเทศไทยไปแข่งรายการเดียวกันนี้ที่จัดขึ้นที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ แมนเป็นทีมเบื้องหลังคอยช่วยเหลือบิว การได้อยู่ในทีมและประสบการณ์ในการไปอยู่ในการแข่งขันระดับโลกด้วยตาของตัวเอง ทำให้แมนรู้สึกอยากลงแข่งบ้าง แมนใช้คำว่า ‘ของขึ้น’ ตั้งแต่วันนั้น

คอนเซปต์ที่แมนใช้ในการแข่งขันบนเวทีโลกนั้นคือเรื่อง อุณหภูมิ

“อุณหภูมิเป็นสิ่งใกล้ตัวบาริสต้าที่สุด เวลาเราชงให้ลูกค้าทุกวัน เราสะดุดใจตั้งแต่เวลาดื่มกาแฟร้อนที่ให้ความรู้สึกและรสแบบหนึ่ง ต้องทิ้งไว้ให้อุณหภูมิลดลงเพื่อจะให้อะไรในกาแฟมันชัดขึ้น ทีมเราเลยคิดว่าอุณหภูมิน่าจะเป็นสิ่งที่เราหยิบมาพรีเซนต์กาแฟของเราได้อย่างน่าสนใจ” แมนเล่า

ผมตามไปดูแมนแข่งในงาน World Barista Championship ที่อัมสเตอร์ดัม ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนของยุโรป แต่อากาศก็ยังเย็นสบาย ตอนผมเจอแมนก่อนการแข่งขัน ท่าทางของแมนดูสบายๆ ยิ่งกว่าอากาศเสียอีก แมนเป็นคนที่ผมรู้สึกว่าสามารถรับมือกับสถานการณ์ทุกอย่างได้ หรือไม่ก็ต้องเป็นคนที่เก็บความตื่นเต้นได้เก่งมากๆ

‘ประสบการณ์ของทีมในคราวนั้นทำให้ทีมมีระบบมากขึ้น แบ่งหน้าที่ของแต่ละคนอย่างชัดเจน ทีมเตรียมตัวเรื่องเมล็ด ทีมเซนเซอรี่ ทีมเตรียมอุปกรณ์ คนแข่งจะได้มีสมาธิเฉพาะในสิ่งที่ตัวเองต้องทำ’ แมนเล่าถึงประสบการณ์ที่ทีมได้มาจากการแข่งขันที่เกาหลีใต้

หลังเวทีแข่งขัน ทีมกำลังจัดของลงรถเข็น รถเข็นก็เป็นอีกประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ จากตอนที่ทีมไปแข่งที่เกาหลีใต้ ครั้งนั้นพบว่ารถเข็นที่รายการเตรียมให้ไม่เพียงพอ กว่าจะได้ก็ต้องรอ คราวนี้ทีมเลยซื้อตั้งแต่ตอนไปถึงอัมสเตอร์ดัม เพื่อให้มีเวลาเตรียมตัวได้มากขึ้น

เช็กลิสต์ยาวเฟื้อยจดของที่แมนต้องใส่รถเข็นเพื่อไปจัดวางยังสเตจแข่งขัน ค่อยๆ ถูกตรวจสอบทีละอย่างว่าครบถ้วน และวางอยู่ในตำแหน่งของมันหรือไม่ สะอาดไม่มีรอยนิ้วมือหรือไม่ เพราะถ้าผิดพลาดแม้แต่จุดเดียว อาจจะทำให้การแข่งสะดุดและจะมีปัญหาต่อเนื่องไปเป็นทอดๆ

แมนจัดแจงสเตจแข่งขันของตัวเองเรียบร้อยภายในเวลา 15 นาทีที่กำหนด ระหว่างนี้แมนจะจัดการทดสอบกาแฟโดยการชิม เพื่อให้รสออกมาใกล้เคียงกับที่ซ้อมมาให้มากที่สุด ก่อนที่จะเชิญกรรมการเข้ามานั่งประจำตำแหน่งเมื่อพร้อม

“การแข่งบาริสต้า คือการพรีเซนต์ 3 เมนู ภายใน 15 นาที เอสเพรสโซ กาแฟนม และเมนูซิกเนเจอร์ เราจะเสิร์ฟกรรมการ 4 คนทุกเมนู” แมนอธิบายเมื่อผมถามว่าเขาแข่งอะไรกัน

 

ESPRESSO

แมนใช้กาแฟ Panama Finca Deborah สกัดเป็นช็อตเอสเพรสโซ เมื่อยกแก้วเสิร์ฟให้กรรมการชิม จิบแรกจะได้รสของกาแฟตัวนี้ในอุณหภูมิที่ร้อนปกติ แต่แมนต้องการจะบอกว่า เมื่อกาแฟแก้วนี้ อุณหภูมิลดลงจะมีรสชาติอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่ออกมาอีก จึงหาวิธีการลดอุณหภูมิของกาแฟในขณะแข่งให้ได้

“เราคิดกันอยู่นานว่าจะใช้วิธีไหน ตอนแรกคิดถึงการแช่แก้วให้เย็นจัดในอุณหภูมิติดลบ แต่มันไม่สามารถให้กรรมการชิมอุณหภูมิในตอนแรกเพื่อเปรียบเทียบกับตอนที่เย็นลงแล้วได้ และการกินกาแฟด้วยแก้วเย็นจัดไม่ใช่เรื่องสะดวกสบายสักเท่าไหร่ สุดท้ายเราก็พบว่าช้อนที่ต้องวางเสิร์ฟคู่กับแก้ว มันเป็นสิ่งใกล้ตัวที่ไม่ทันนึกถึง เลยตัดสินใจเอาช้อนไปแช่เย็นในความเย็น -5 องศาเซลเซียส ให้กรรมการคน 20 ครั้ง ก่อนชิมครั้งต่อไป คราวนี้กรรมการจะได้ความฉ่ำความหวานที่เพิ่มมากขึ้นของกาแฟ

รสของกาแฟก็เป็นสิ่งสำคัญ การแข่งขันบาริสต้า เรื่องรสชาติของกาแฟมีผลมาก การบอกรสชาติของกาแฟให้ตรงกับที่กรรมการจะได้รับรสเดียวกันก็มีผลกับคะแนน

“ทีมเซนเซอรี่ทำงานกันหนักมาก ชิมจนกาแฟที่ทำออกมาได้รสตามต้องการ เพื่อบอกกับกรรมการว่า รสที่ได้คือรสอะไรบ้าง ถ้าเราบอกว่า กาแฟเราทำออกมาได้รสหวานแบบส้มแมนดาริน มันถือว่าเป็นรสของส้มที่มีคุณภาพ เพราะส้มมันมีหลายแบบมาก ส้มฝาด ส้มเปรี้ยวจี๊ด ซึ่งอาจจะไม่ได้คะแนนที่ดีที่สุด เพราะกรรมการมองหารสที่มีคุณภาพมากกว่า บางทีรสขมยังถือเป็นรสที่ดีได้เลย ถ้าเป็นขมแบบมีคุณภาพ อย่างขมจากเปลือกส้ม ทีมเซนเซอรี่มีหน้าที่ชิมช็อตกาแฟว่า ได้รสอย่างที่ต้องการหรือยัง” แมนอธิบาย

MILK DRINK COURSE

แมนยังใช้เรื่องอุณหภูมิร้อนเย็นกับเมนูกาแฟนม รอบนี้ใช้แก้วแช่เย็นจัดอุณหภูมิเดียวกันกับที่แช่ช้อนในรอบที่แล้ว การสกัดช็อตกาแฟลงในแก้วเย็นจัดนี้เหมือนเป็นการล็อกรสของกาแฟไว้

“รสมันออกมาเหมือนเรากินไอศครีมรสส้มตอนเด็กๆ เลยครับ ซึ่งเราตั้งใจไฮไลต์รสของไอศครีมรสส้ม และบอกกับกรรมการอย่างนั้นเลย มันจะนวลๆ ส้ม กับได้กลิ่นวานิลลาบางๆ และฮาเซลนัทที่เป็นรสของกาแฟตัวนี้

“เราทดลองเยอะมาก ปากแก้วก็สำคัญ แก้วปากบางจะรับรสกาแฟนมได้ดีกว่าแก้วที่ปากหนา จนสรุปที่ต้องเสิร์ฟด้วยแก้วปากบางเย็นจัดที่อุณหภูมินี้เท่านั้น ถึงจะได้ทั้งรสและประสบการณ์การกินไอศครีมรสส้ม”

 

ผมยกแก้ว Mrs.Cold ขึ้นจิบระหว่างคุยกับแมน ช็อตเอสเพรสโซอุ่นๆ ไหลเข้าปาก ความขมถูกตามด้วยรสหวานของนมที่เย็นจัดตามเข้ามาทันที ผมจำได้ที่แมนเคยบอกว่า เมนูนี้ถูกใช้เป็นเมนูที่ให้คนเริ่มกินกาแฟได้ลองทำความคุ้นเคยกับช็อตเอสเพรสโซดูซึ่งก็ได้ผล Mrs.Cold กลายเป็นที่รักของใครหลายคนที่แวะเวียนเข้ามาที่ร้านนี้เสมอ

 

SIGNATURE DRINK

“เราเล่นเรื่องอุณหภูมิร้อนเย็นมาตั้งแต่แรกและใช้คอนเซปต์นี้กับเมนูซิกเนเจอร์ด้วย รอบนี้ใช้เหยือกสำหรับพักช็อตเอสเพรสโซแบ่งเป็น 2 แบบ

แบบแรกแช่อุณหภูมิเย็นจัด

ส่วนอีกแบบทิ้งไว้เป็นอุณหภูมิปกติของกาแฟ ในเหยือกเย็นจะใส่ชาอู่หลงลงไปเพื่อทำให้กาแฟมันสมูทขึ้น ใส่น้ำผึ้งเพื่อดึงรสดอกไม้ของกาแฟเกอิชาตัวนี้ขึ้นมา

ส่วนอีกเหยือกที่เป็นอุณหภูมิปกติ เราอยากสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับกรรมการด้วยการใช้ส้มที่เอาไปแช่กับดรายไอซ์ จะได้ส้มที่มีความสปาร์กลิ้งนิดๆ ไม่ถึงกับซ่า แต่มีความยิบๆ ในปาก ที่สำคัญเราหาข้อมูลว่า เมื่อเอาผลไม้ไปแช่เย็นจะช่วยเพิ่มความหวานฉ่ำให้กับผลไม้ได้ เป็นวิธีที่ค่อนข้างเรียบง่าย แต่ให้ผลออกมาดีมาก

ผมคั้นส้มออกเอาไปใส่เหยือกร้อน สิ่งที่ต้องการให้ได้ออกมาคือรสชาติใหม่ แล้วผลก็คือได้รสฝรั่งสีชมพูออกมาแบบมหัศจรรย์มาก ก่อนเสิร์ฟกรรมการ เราจะเอาควันจากน้ำลอยมะลิมาเพิ่มรสอีกหนึ่งรสคือ รสองุ่นมัสแคต”

ในการแข่งขันบาริสต้า กรรมการจะมองหาอะไรใหม่ๆ ที่จะมีประโยชน์ต่อวงการ จะเป็นนวัตกรรม หรือประสบการณ์ใหม่ๆ ต่อตัวกาแฟก็ได้ สิ่งที่แมนทำไม่ใช่แค่การใส่ส้มลงไปใส่น้ำผึ้งเพิ่มเข้าไปแล้วได้แค่รสส้มกับรสน้ำผึ้งขึ้นมา แต่สิ่งที่กรรมการสนใจคือ การใส่ลงไปรวมกับกาแฟแล้วสามารถสร้างรสใหม่ๆ ขึ้นมาได้มากกว่า

ผมถามแมนว่า สำหรับบาริสต้าได้อะไรจากการแข่งขันบ้าง “ก่อนหน้านี้ผมรู้สึกว่า ทำไมจะต้องแข่งด้วย ชงเฉยๆ ที่ร้านก็ได้ แต่วันหนึ่งโอกาสมาถึงและลองลงแข่งดูถึงได้รู้ว่า มันเป็นการอัพเกรดทั้งตัวเองและทีมแบบก้าวกระโดดมาก เรามีวิธีพัฒนาตัวเองได้หลายทาง การแข่งขันเป็นทางหนึ่งที่เห็นผลชัดมาก ทุกคนในร้านมาช่วยกันหมดเป็นทีม ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองแต่ละตำแหน่งอย่างดี และพวกเราก็ได้ทักษะเพิ่มไปโดยไม่รู้ตัว” แมนตอบ

การแข่งขัน World Barista Championship 2018 แมนเป็นคนไทยคนแรกที่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ 16 คนสุดท้าย ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไทยเป็นหน้าใหม่มากในเวทีนี้

“พอรู้ว่าเข้ารอบ ค่อนข้างรู้สึกโล่ง เราพยายามกันมาทั้งหมดเพื่อเข้ามาให้ถึงรอบนี้ หลังจากรอบนี้ผมไม่กดดันอะไรแล้ว ตอนยืนชงในรอบรองชนะเลิศ ผมชงให้กรรมการเหมือนกำลังชงให้ลูกค้าในร้านกิน ยิ้มด้วยความสุขตลอดการพรีเซนต์ และทำเต็มที่แบบไม่พลาดอะไรเลย ทีมไม่มีอะไรติดค้างในใจ”

สุดท้ายแมนไม่ได้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ จบอันดับที่ 13 ของโลก ตัวเลขอาจจะดูไม่น่าตื่นเต้น แต่สำหรับผม นี่เป็นพัฒนาการของวงการกาแฟไทยก้าวใหญ่เลยล่ะครับ

ผมถามแมนว่าเรามีสิทธิ์ถึงแชมป์โลกแล้วหรือยัง

“เราน่าจะยังอยู่ห่างจากแชมป์โลกอีกไกล แต่เราก็มาไกลจากจุดเดิมมากแล้วเช่นกันครับ” แมนตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เคยไหม เล่นโทรศัพท์แล้ว แอปพลิเคชันค้าง บางครั้งล่ม ไม่ก็ขึ้นอัปเดตบ่อย

เคยไหม เวลาคุยกับเพื่อนเรื่องอาหาร โฆษณาอาหารก็ขึ้นมาทันใจเหมือนนั่งฟังอยู่ในห้องเดียวกัน

ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งาน การจัดการข้อมูลหลังบ้าน ระบบรักษาความปลอดภัย รวมไปถึงความร่วมมือทางธุรกิจ และการจัดการความยั่งยืนในองค์กร

ฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัวและยังไม่เข้าใจ แต่ถ้าคุณประสบปัญหาด้านบน รับรองว่าเรื่องนี้ไม่ไกลอย่างที่คิด ทั้งยังเป็นสิ่งสำคัญที่ควรจับตาในปี 2023 เพื่อเตรียมปรับตัวและเตรียมตัวให้ทันโลกสากล

ครั้งนี้ The Cloud มาหาคำตอบและความเชื่อมโยงผ่านบทสนทนากับ สวัสดิ์ อัศดารณ Managing Director ของ IBM ประเทศไทย และ Managing Partner ของ IBM Consulting เพื่ออัปเดต 5 เทรนด์น่าสนใจที่อยากให้คนรู้จักก่อนก้าวไปสู่ปีใหม่อย่างเป็นทางการ

IBM เปิด 5 เทรนด์ปี 2023 เมื่อข้อมูลหลังบ้าน ระบบความปลอดภัย และ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

2022

ปีแห่งการ ‘เร่ง’ การเติบโตของการใช้ดิจิทัลในประเทศไทย

ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้เกิดการเว้นระยะห่างทางสังคม มีการเปิดตัวแอปพลิเคชันมากมายเพื่อตอบสนองความต้องการและความตื่นตัวของผู้คน แต่ไม่ใช่ทุกแอปฯ ที่เสถียร ปราศจากการล่ม และไม่ใช่ทุกคนที่อ้าแขนรับสิ่งใหม่

ผู้ใหญ่ในหลายครอบครัวก็เช่นกัน ข้อจำกัดด้านอายุส่งผลต่อศักยภาพของสายตา ไหนจะความกังวลเรื่องข้อมูลรั่วไหลและความลำบากในการเรียนรู้ แต่หลังจากได้ลอง ปู่ย่ากลับซื้อของออนไลน์ไม่หยุด ใครจะคิดว่าจะเกิดสิ่งนี้

เหมือนที่เราไม่เคยคิดว่า ชีวิตหนึ่ง พนักงานทั้งหมดจะถูกบอกให้ Work from Home และนักเรียนไทยจะได้เรียนหนังสือออนไลน์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จึงถือเป็นการทลายกำแพง ‘อย่างรุนแรง’ และเป็นการเปิดโอกาสครั้งใหญ่ให้ทุกวงการ

IBM เปิด 5 เทรนด์ปี 2023 เมื่อข้อมูลหลังบ้าน ระบบความปลอดภัย และ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

2023

ปีแห่งการ ‘ตอบสนอง’ ตัวเร่ง

ปี 2022 หลายองค์กรทำงานแบบเผชิญหน้า ต้องพุ่งชนปัญหา แต่ปีถัดไปจะเป็นการทำงานอย่างมีแบบแผน และต้องทำให้เกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

สวัสดิ์ยกตัวอย่างว่า สมัยก่อนเมื่อไปธนาคาร ธุรกรรมที่เกิดขึ้นในธนาคารนับเป็นหนึ่งครั้ง เราคาดการณ์ได้ว่าธุรกรรมจะเกิดขึ้นเยอะช่วงปลายเดือนเนื่องจากมีการจ่ายเงินเดือน แต่ตอนนี้ ธุรกรรมเกิดตามความต้องการนับไม่ถ้วนจนคาดการณ์ไม่ได้ แม้กระทั่งโปรโมชัน 11.11 หรือ 12.12 ก็ทำให้เงินสะพัดมากกว่าที่คิด

“เมื่อก่อนเหมือนน้ำขึ้นน้ำลงที่พอทำนายได้ แต่ตอนนี้มันคือน้ำท่วมหลังบ้าน ถ้าบริษัทไหนจัดการข้อมูลได้ทันก็มีโอกาสมหาศาล ระบบหลังบ้านติดขัดก็ให้บริการได้ไม่ทันใจ เรื่องนี้จะเชื่อมโยงกับเทรนด์ที่ 1 คือ Automation (การใช้เทคโนโลยีทำงาน) และ AI”

IBM เปิด 5 เทรนด์ปี 2023 เมื่อข้อมูลหลังบ้าน ระบบความปลอดภัย และ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

5

Top Tech Trends

01 Pervasive Organization-wide Automation
การเชื่อมกระบวนการหลังบ้านรับโอกาสใหม่

ถึงเวลาในการกลับมาดูหลังบ้านอย่างจริงจังเพื่อปรับกระบวนการ ซึ่งไม่ใช่แค่ย้ายจากงานเอกสารมาสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล เพราะถ้ากระบวนการบางส่วนยังซับซ้อน และซ้ำซ้อนหลายขั้นตอนโดยไม่จำเป็น 

ทำไมต้องคงไว้

“เราเอา Customer Journey เป็นที่ตั้ง ถ้าจะทำให้เวิร์กมันต้องสมบูรณ์ทุกระดับ สมมติมี 7 ขั้นตอน ไม่ต้องคงไว้ทั้งหมด อะไรไม่จำเป็นก็ตัดทิ้ง จากนั้นค่อยนำเทคโนโลยีมาจับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ยกตัวอย่าง IBM เราใช้ AI ช่วยคำนวณเงินเดือน ช่วงแรกงงมาก แต่เพราะเราจัดการข้อมูลเป็นระบบ และสอน AI จนเก่งจึงใช้งานได้จริง

“ปีหน้าจะถึงเวลาที่องค์กรต้องกลับมาดูเรื่อง Process Reinvention และไม่ใช่การปรับทีละกระบวนการ แต่ต้องดูภาพใหญ่ ปรับทั้งองค์กร Automate เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดขั้นตอน ลดงานซ้ำ ๆ ที่ใช้ AI ทำแทนได้ และที่สำคัญ ระบบเหล่านี้ต้องเชื่อมโยงกัน ระบบบัญชี การขาย การตลาด ต้องเชื่อมกัน ต้องมีการ Governance

“บางคนอาจกดยอมรับให้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวด้วยความรีบ ในอดีตเราอ่านสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ตอนนี้รีบกดให้ผ่าน ๆ ไป นั่นแปลว่าข้อมูลของเราไหลเข้าระบบไปแล้ว แต่ถ้าองค์กรไม่รู้จะทำอย่างไรกับข้อมูล มันก็เปลืองที่เก็บเปล่า ๆ เทรนด์ที่ 2 จึงเป็นการจัดการข้อมูลให้เป็นระเบียบและใช้ประโยชน์ได้จริง”

02 AI and Trust on Data 
ข้อมูลหลังบ้านกับการจัดการให้มีประโยชน์

AI ไม่ลา ไม่ป่วย ไม่พัก และไม่งอน มันดูจะเป็นเครื่องมือที่เพอร์เฟกต์ แต่ถึงอย่างนั้น มนุษย์ยังคงต้องสอน และ AI ยังต้องเรียนรู้ เพื่อจัดการข้อมูลอย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ 

สวัสดิ์เล่าว่า ข้อมูลในอดีตค่อนข้างเป็น Structured Data และไม่เรียลไทม์ ขณะที่ปัจจุบันเป็นการอัปเดตพฤติกรรมทันที ไม่ว่าจะเราเดินเข้าห้าง เปิดแผนที่นำทาง หรือค้นหาข้อมูลในโทรศัพท์ บางทีก็ถูกบันทึกอายุหรือความชอบโดยไม่รู้ตัว 

การเก็บข้อมูลเหล่านี้ไม่ว่าจะธุรกิจใด ร้านค้าปลีกหรือร้านค้าส่งก็เปลี่ยนมันเป็นแคมเปญหรือโปรโมชัน เพื่อตอบสนองความต้องการให้ตรงจุดได้

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลเหล่านั้นไม่มี Bias ไม่มี Bad Data เราอาจเคยได้ยินกรณีที่ AI แนะนำให้ปล่อยกู้ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง หรือเลือกคนจากมหาวิทยาลัย A มากกว่าที่อื่น แล้วลองคิดต่อว่า หากหนึ่งใน resume ที่ไม่ได้รับเลือกนั้นเป็นของเรา หรือคนที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อคือเรา

“กลับมาในมุมองค์กร ถ้าเราเชื่อข้อมูลที่เรามีไม่ได้ แล้วถ้าข้อมูลนั้นคือตัวแปรการตัดสินใจสำคัญที่อาจพลิกอนาคตบริษัท สิ่งที่องค์กรต้องทำคือหาจุดบอดของข้อมูลให้เจอหรือ Data Observability เพื่อให้ AI ประมวลผลบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีคุณภาพ ผลลัพธ์ก็จะแม่นยำไปด้วย”

IBM เปิด 5 เทรนด์ปี 2023 เมื่อข้อมูลหลังบ้าน ระบบความปลอดภัย และ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

03 Embedded and Connected Security
ความปลอดภัยที่ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีและคน

“แก๊งคอลเซนเตอร์โทรมา ข้อมูลผู้บริโภครั่ว ระดับองค์กรก็มีโอกาสโดนโจมตีเหมือนกัน วันนี้เอเชียเป็นเป้าโจมตีทางไซเบอร์อันดับหนึ่ง ทุกที่จึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้”

แต่ระบบหลังบ้านขององค์กรที่ไม่เชื่อมต่อ คือช่องโหว่ของการโจมตี ที่ยิ่งนับวันยิ่งโตเท่าทวี ทางเดียวที่ทำได้คือใช้เทคโนโลยีช่วยมอนิเตอร์ จับแพทเทิร์น ชูธงแจ้งเมื่อพบความผิดปกติ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญที่วิเคราะห์ภาพการณ์และหาแนวทางรับมือต่อไป

“เรื่อง Cybersecurity คือเรื่องที่ต้องอยู่ในจิตสำนึกของทุกคนในองค์กร ไม่ว่าจะเป็น HR Marketing หรือฝ่ายขาย ทุกคนต้องเรียน ต้องรู้ว่าเมลแบบไหนคือสแปม เจอแล้วต้องทำยังไง หรือหากโดนโจมตี สิ่งที่ต้องทำอันดับ 1, 2, 3 คืออะไร เพราะยิ่งแก้ได้เร็ว หยุดได้เร็ว ยิ่งสูญเสียน้อย”

วันนี้ปัญหาคือเราขาดบุคลากรที่ดูแล Cybersecurity ไม่ใช่เฉพาะไทย แต่เป็นทั่วโลก องค์กรใหญ่เปิดรับบุคลากรใหม่หลายร้อยตำแหน่ง แต่พวกเขาจะหาบุคลากรจำนวนมากจากไหน เรื่องนี้เชื่อมไปถึงการศึกษา ซึ่ง IBM ได้พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ให้พนักงานอยู่แล้ว พวกเขาจึงขยายผลความร่วมมือไปสู่ระดับมหาวิทยาลัย โดยเพิ่มช่องทางในการสร้างคนรุ่นใหม่เข้าวงการ หนึ่งในนั้นคือหลักสูตร Global University Programs

“คำว่า ความยั่งยืน ในทางเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วและเปลี่ยนเรื่อย ๆ จึงต้องคอยติดตามอยู่เสมอ บ้านเราเป็น Fast Adopter ที่รับเร็ว ไม่ว่าจะเป็น Blockchain Cryptocurrency NFT หรือ Quantum Computing ความต้องการด้านนี้จึงมาแน่นอนในอนาคตทั้งในแง่เทคโนโลยีและคน”

IBM เปิด 5 เทรนด์ปี 2023 เมื่อข้อมูลหลังบ้าน ระบบความปลอดภัย และ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

04 Partnership and Ecosystem
ความร่วมมือเพื่อสร้างอนาคต

เมื่อเข้าสู่โลกแห่งความเร็ว องค์กรไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างขึ้นใหม่ หรือทำด้วยตัวเอง แต่วันนี้คือโลกของการพาร์ทเนอร์กัน โลกของ Business Model Reinvention

เช่นเดียวกับระบบไอทีที่รองรับ วันนี้องค์กรไม่จำเป็นต้องสร้างโปรแกรมขึ้นใหม่เสมอไป แต่ใช้การเชื่อมโยงกับธุรกิจอื่นที่มีโปรแกรมหรือดำเนินการอยู่แล้วผ่านระบบ API (Application Programming Interface) เปรียบเสมือนการนำหัวอะแดปเตอร์ไปเสียบในรางปลั๊กที่มีหลายรู ใครต้องการเซอร์วิสอะไรก็เสียบปลั๊กนั้นได้ทันที

“เมื่อก่อนถ้าต้องการเชื่อมสององค์กรต้องเขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่ ให้สองทีมคุยกัน ร่วมพัฒนาแอปฯ ต่อเชื่อม ซึ่งใช้เวลานาน แต่ตอนนี้ สมมติใช้แอปฯ ซื้อของออนไลน์ เราจะเห็นว่ามีธนาคารที่ใช้จ่ายเงินให้เลือกเยอะขึ้น นั่นคือการร่วมมือกันทำ Open API เพื่อรองรับการต่อเชื่อมระหว่างองค์กร 

“ที่เห็นชัดคือการใช้จ่าย การเชื่อม wallet หรือการปล่อยกู้ การกู้เงินซื้อคอนโดอาจใช้เอกสารเยอะ มีหลายขั้นตอน แต่ตอนนี้เหมือนเรามีรางปลั๊กไว้รอ บริษัทพร็อพเพอร์ตี้เสียบปลั๊กเชื่อมต่อกับธนาคาร หรือแอพรีเทลเองก็เชื่อมต่อกับธนาคารหรือแม้แต่ค่ายมือถือ ปรับตามเทศกาลหรือปัจจัยที่มากระทบได้ทันที นี่คืออีโคซิสเต็ม เทคโนโลยีทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้น ในอนาคตอาจเกิดโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่ร่วมมือกันก็ได้”

05 Sustainability Mandate 
ความยั่งยืนกับข้อมูลมหาศาลที่ต้องวัดผลได้

ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพูดเรื่องความยั่งยืนอย่างกว้างขวาง และในอนาคตเรื่องนี้จะกลายเป็นรายงานสากลที่ทุกองค์กรต้องกางให้เห็น 

IBM มีโปรแกรมเก็บสถิติและจัดการข้อมูลหลังบ้านจำนวนมหาศาลให้เป็นระบบระเบียบ ทั้งยังละเอียดชนิดที่เห็นว่า องค์กรใช้ไฟฟ้าไปกี่หน่วย ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาเท่าไหร่ สร้างขยะไปกี่กิโลกรัม ใช้น้ำกี่ลิตร โดย AI ตัวนี้มีชื่อว่า Envizi

“ในอนาคต เราอาจต้องดูว่าอาหารหนึ่งจานสร้างปริมาณคาร์บอนเท่าไหร่ หรืออย่างเราดูภาพยนตร์ผ่านแล็ปท็อปสักเครื่อง ลองเอาวางไว้บนตัก เราจะรู้ได้ว่ามันร้อนมาก นั่นคือพลังงานที่ถูกปล่อยออกมา ดังนั้น Data Center ใหญ่ ๆ ในองค์กรขนาดยักษ์จึงปล่อยความร้อนสูงมาก” เขาเล่าให้เห็นผลกระทบ

IBM ในฐานะองค์กรแนวหน้าของโลกเรื่องคอมพิวเตอร์ทำรายงานสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปีแรกที่สวัสดิ์เข้าทำงานคือปี 1990 ต่อมาในปี 2000 ได้ออกเป้าหมายแรกในการลดคาร์บอน ผ่านไปอีก 10 ปี มีการออกข้อตกลงร่วมกันว่า องค์กรที่ร่วมงานกับ IBM จะต้องมีการเปิดเผยรายงานการปล่อยคาร์บอนด้วย

ส่วนปี 2030 พวกเขามีเป้าหมายใหญ่คือ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยใช้เทคโนโลยีช่วยลดการปล่อยก๊าซในปริมาณที่เท่ากันหรือมากกว่าคาร์บอนที่ปล่อยไป ตั้งเป้าไว้ที่ 350,000 เมตริกตัน หรือน้อยกว่านั้น

จะเห็นได้ว่าเป้าหมายของ IBM ขยับขึ้นทุกปี พร้อมด้วยการพัฒนา Green IT ทั้งในรูปแบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ยกตัวอย่าง การวิจัยชิปขนาด 2 นาโนเมตร เพื่อให้การใช้พลังงานใน Data Center ในอนาคตลดน้อยลง ไม่แน่ว่าอีกหน่อย แบตเตอรี่โทรศัพท์อาจใช้ได้นานถึง 4 วัน ด้วยชิปตัวนี้

“IBM ทำงานวิจัย มีเรื่องเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมเยอะมาก ยกตัวอย่าง แบตเตอรี่ที่เราใช้ในปัจจุบันทำจากลิเธียมและนิกเกิล แต่มันมีราคาสูงและเริ่มหายาก ขณะที่รถยนต์พลังงานไฟฟ้ากำลังมาและยังต้องการแบตเตอรี่ เราจึงต้องมองไปยังอนาคตที่ไกลกว่าว่า จะหาแร่อะไรมาทดแทนลิเธียมและนิกเกิลได้บ้าง”

5 เทรนด์ปี 2023 โดย 'สวัสดิ์ อัศดารณ' จาก IBM ไขข้อข้องใจทำไมข้อมูลหลังบ้าน ความปลอดภัย และความยั่งยืน ถึงเกี่ยวกับเรา

ข้อมูลจาก International Energy Agency ประมาณการณ์ว่า ทุกวันนี้ 1 เปอร์เซ็นต์ของไฟฟ้าทั่วโลกถูกใช้ไปกับ Data Center และภายในปี 2025 Data Center จะใช้ 1 ใน 5 ของพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก

ส่วน United Nations Environment Programme ประเมินว่าอาคารต่าง ๆ ใช้พลังงาน 40 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานทั่วโลก 25 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ำทั่วโลก และ 40 เปอร์เซ็นต์ของทรัพยากรโลก ซึ่งนำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 30 เปอร์เซ็นต์

ฟังจากสถิติดังกล่าว สวัสดิ์บอกทันทีว่า อีกหน่อยเรื่องเหล่านี้จะไม่ใช่เรื่องของการตลาด การปลูกต้นไม้ หรือการประหยัดไฟอีกต่อไป แต่เป็นความจริงจัง กลายเป็นการแข่งขันที่ผู้บริโภคต้องดูฉลากก่อนซื้อสินค้าว่า โรงงานปล่อยคาร์บอนไปมากน้อยแค่ไหน หากประเทศไทยต้องการทำงานกับต่างชาติคงหลีกหนีข้อตกลงเรื่องนี้ไม่ได้

การเตรียมตัวเดินทางสู่อนาคต

สวัสดิ์บอกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเตรียมตัวเดินทางสู่อนาคตผ่านสิ่งสำคัญ 5 อย่าง หรือ 5S คือ Speed, Smart, Simplify, Scale และ Security ซึ่งเกี่ยวพันตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการและการใช้ AI ให้เกิดประโยชน์

(Speed) เมื่อคนใจร้อน แอปฯ โหลดนาน องค์กรจึงต้องหันมาจัดการข้อมูลหลังบ้านใหม่ ลดกระบวนการที่ซับซ้อน (Simplify) และร่วมมือกับองค์กรอื่นที่ทำงานด้านนั้น ๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วแก่ผู้ใช้บริการ

ตัวอย่างคือ การปล่อยเงินกู้ที่ในอดีตต้องผ่านหลายขั้นตอน มีการให้ Credit Scoring ซึ่งช่วยแจกแจงข้อมูลให้เห็นว่า สถานะทางบ้านของผู้กู้เป็นอย่างไร ทำงานอะไร รายได้เท่าไหร่ เพื่อนำมาคำนวณปริมาณเงินกู้ที่ควรปล่อยให้ ขณะที่ปัจจุบัน มีการนำ AI เข้ามาทำ Cognitive Scoring จึงรู้ผลลัพธ์ได้เร็วกว่าเดิม (Smart)

“สำหรับเด็กที่โตมาพร้อมเทคโนโลยี เป็น Digital Native ก็ต้องทำความเข้าใจหลังบ้านสักหน่อย เพื่อให้ตามทันและเกิดความระมัดระวัง ระวังทั้งตนเองและระวังเผื่อพ่อแม่

“ส่วนคนเจน Y, X และ Baby Boomer ก็ต้องปรับตัว อัปสกิลล์ เพื่อใช้สิ่งเทคโนโลยีอย่างเข้าใจ เรื่องนี้ควรเริ่มต้นที่บ้าน พอมาเจอที่ทำงาน ซึ่งเป็นแบบไฮบริดมีคนหลายช่วงวัย สุดท้ายเราจะเชื่อมเข้าหากันได้อย่างราบรื่น เพราะยังไงโลกก็ยังต้องอยู่ด้วยคนหลากหลายเจนเนอเรชันแบบนี้ต่อไป” สวัสดิ์ทิ้งท้าย

เทรนด์เหล่านี้มีไว้ให้องค์กรใหญ่ดูกระแสโลกและปรับตัว แต่ในอีกทางก็มีไว้ให้ผู้บริโภคเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับโทรศัพท์และชีวิตของพวกท่านเช่นกัน

อย่างน้อยหลังอ่านบทความนี้จบ ท่านอาจทำใจให้สุขุมและอ่านข้อความขอความยินยอมเข้าถึงข้อมูลอย่างถี่ถ้วนกว่านี้

5 เทรนด์ปี 2023 โดย 'สวัสดิ์ อัศดารณ' จาก IBM ไขข้อข้องใจทำไมข้อมูลหลังบ้าน ความปลอดภัย และความยั่งยืน ถึงเกี่ยวกับเรา

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load