21 กรกฎาคม 2561
12 K

เดินหลบอากาศร้อนอบอ้าวมาจาก BTS พญาไทไม่ไกล เข้ามานั่งตากแอร์เย็นฉ่ำใน Factory Coffee-Bangkok ร้านกาแฟที่คนหนาตาตลอดเวลา สั่ง Mrs.Cold กาแฟ Signature ที่ผมชอบที่สุดของร้านนี้เพื่อนั่งรอคุยกับ แมน-อธิป อาชาเลิศตระกูล บาริสต้าและผู้ร่วมก่อตั้งของร้านนี้

ร้านนี้ได้รับความนิยมจากคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติแวะมาเยี่ยมเยียนกันไม่ขาดสาย ไม่ใช่แค่มีชื่อเสียงในเรื่องร้านและกาแฟ Factory Coffee-Bangkok คือ ทีมที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นแชมป์ประเทศไทยไปแข่งขันบาริสต้าในระดับโลกมาแล้วถึง 2 ปีติดกัน ดีกรีที่ไม่ธรรมดาทำให้คนแวะเวียนมาชิมและแนะนำกันปากต่อปาก ต้องไม่ใช่ดวงและเรื่องบังเอิญแน่นอน ฝีมือในการทำกาแฟย่อมไม่ธรรมดา

แก้วใส่นมที่ถูกแช่จนเย็นจัด รองรับหยดกาแฟเอสเพรสโซจากการสกัดช็อตกาแฟอุณหภูมิร้อน แยกเป็นชั้นระหว่างนมกับกาแฟอย่างชัดเจน นี่คือ Mrs.Cold กาแฟซิกเนเจอร์ที่ดูเรียบง่ายที่สุดของร้านนี้ แต่รสชาติไม่ธรรมดา แมนยกมาเสิร์ฟพร้อมกับพูดคุยเรื่องประสบการณ์ การไปแข่งขันบาริสต้าที่อัมสเตอร์ดัมแบบสดๆ ร้อนๆ ที่ผ่านมา แมนเป็นคนไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่เข้าไปถึงรอบ 16 คนสุดท้ายของการแข่งขัน WBC หรือ World Barista Championship

ปีที่แล้ว บิว-เศรษฐการ วีรกุลเทวัญ จากทีม Factory Coffee-Bangkok เป็นแชมป์ประเทศไทยไปแข่งรายการเดียวกันนี้ที่จัดขึ้นที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ แมนเป็นทีมเบื้องหลังคอยช่วยเหลือบิว การได้อยู่ในทีมและประสบการณ์ในการไปอยู่ในการแข่งขันระดับโลกด้วยตาของตัวเอง ทำให้แมนรู้สึกอยากลงแข่งบ้าง แมนใช้คำว่า ‘ของขึ้น’ ตั้งแต่วันนั้น

คอนเซปต์ที่แมนใช้ในการแข่งขันบนเวทีโลกนั้นคือเรื่อง อุณหภูมิ

“อุณหภูมิเป็นสิ่งใกล้ตัวบาริสต้าที่สุด เวลาเราชงให้ลูกค้าทุกวัน เราสะดุดใจตั้งแต่เวลาดื่มกาแฟร้อนที่ให้ความรู้สึกและรสแบบหนึ่ง ต้องทิ้งไว้ให้อุณหภูมิลดลงเพื่อจะให้อะไรในกาแฟมันชัดขึ้น ทีมเราเลยคิดว่าอุณหภูมิน่าจะเป็นสิ่งที่เราหยิบมาพรีเซนต์กาแฟของเราได้อย่างน่าสนใจ” แมนเล่า

ผมตามไปดูแมนแข่งในงาน World Barista Championship ที่อัมสเตอร์ดัม ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนของยุโรป แต่อากาศก็ยังเย็นสบาย ตอนผมเจอแมนก่อนการแข่งขัน ท่าทางของแมนดูสบายๆ ยิ่งกว่าอากาศเสียอีก แมนเป็นคนที่ผมรู้สึกว่าสามารถรับมือกับสถานการณ์ทุกอย่างได้ หรือไม่ก็ต้องเป็นคนที่เก็บความตื่นเต้นได้เก่งมากๆ

‘ประสบการณ์ของทีมในคราวนั้นทำให้ทีมมีระบบมากขึ้น แบ่งหน้าที่ของแต่ละคนอย่างชัดเจน ทีมเตรียมตัวเรื่องเมล็ด ทีมเซนเซอรี่ ทีมเตรียมอุปกรณ์ คนแข่งจะได้มีสมาธิเฉพาะในสิ่งที่ตัวเองต้องทำ’ แมนเล่าถึงประสบการณ์ที่ทีมได้มาจากการแข่งขันที่เกาหลีใต้

หลังเวทีแข่งขัน ทีมกำลังจัดของลงรถเข็น รถเข็นก็เป็นอีกประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ จากตอนที่ทีมไปแข่งที่เกาหลีใต้ ครั้งนั้นพบว่ารถเข็นที่รายการเตรียมให้ไม่เพียงพอ กว่าจะได้ก็ต้องรอ คราวนี้ทีมเลยซื้อตั้งแต่ตอนไปถึงอัมสเตอร์ดัม เพื่อให้มีเวลาเตรียมตัวได้มากขึ้น

เช็กลิสต์ยาวเฟื้อยจดของที่แมนต้องใส่รถเข็นเพื่อไปจัดวางยังสเตจแข่งขัน ค่อยๆ ถูกตรวจสอบทีละอย่างว่าครบถ้วน และวางอยู่ในตำแหน่งของมันหรือไม่ สะอาดไม่มีรอยนิ้วมือหรือไม่ เพราะถ้าผิดพลาดแม้แต่จุดเดียว อาจจะทำให้การแข่งสะดุดและจะมีปัญหาต่อเนื่องไปเป็นทอดๆ

แมนจัดแจงสเตจแข่งขันของตัวเองเรียบร้อยภายในเวลา 15 นาทีที่กำหนด ระหว่างนี้แมนจะจัดการทดสอบกาแฟโดยการชิม เพื่อให้รสออกมาใกล้เคียงกับที่ซ้อมมาให้มากที่สุด ก่อนที่จะเชิญกรรมการเข้ามานั่งประจำตำแหน่งเมื่อพร้อม

“การแข่งบาริสต้า คือการพรีเซนต์ 3 เมนู ภายใน 15 นาที เอสเพรสโซ กาแฟนม และเมนูซิกเนเจอร์ เราจะเสิร์ฟกรรมการ 4 คนทุกเมนู” แมนอธิบายเมื่อผมถามว่าเขาแข่งอะไรกัน

 

ESPRESSO

แมนใช้กาแฟ Panama Finca Deborah สกัดเป็นช็อตเอสเพรสโซ เมื่อยกแก้วเสิร์ฟให้กรรมการชิม จิบแรกจะได้รสของกาแฟตัวนี้ในอุณหภูมิที่ร้อนปกติ แต่แมนต้องการจะบอกว่า เมื่อกาแฟแก้วนี้ อุณหภูมิลดลงจะมีรสชาติอื่นๆ ที่ซ่อนอยู่ออกมาอีก จึงหาวิธีการลดอุณหภูมิของกาแฟในขณะแข่งให้ได้

“เราคิดกันอยู่นานว่าจะใช้วิธีไหน ตอนแรกคิดถึงการแช่แก้วให้เย็นจัดในอุณหภูมิติดลบ แต่มันไม่สามารถให้กรรมการชิมอุณหภูมิในตอนแรกเพื่อเปรียบเทียบกับตอนที่เย็นลงแล้วได้ และการกินกาแฟด้วยแก้วเย็นจัดไม่ใช่เรื่องสะดวกสบายสักเท่าไหร่ สุดท้ายเราก็พบว่าช้อนที่ต้องวางเสิร์ฟคู่กับแก้ว มันเป็นสิ่งใกล้ตัวที่ไม่ทันนึกถึง เลยตัดสินใจเอาช้อนไปแช่เย็นในความเย็น -5 องศาเซลเซียส ให้กรรมการคน 20 ครั้ง ก่อนชิมครั้งต่อไป คราวนี้กรรมการจะได้ความฉ่ำความหวานที่เพิ่มมากขึ้นของกาแฟ

รสของกาแฟก็เป็นสิ่งสำคัญ การแข่งขันบาริสต้า เรื่องรสชาติของกาแฟมีผลมาก การบอกรสชาติของกาแฟให้ตรงกับที่กรรมการจะได้รับรสเดียวกันก็มีผลกับคะแนน

“ทีมเซนเซอรี่ทำงานกันหนักมาก ชิมจนกาแฟที่ทำออกมาได้รสตามต้องการ เพื่อบอกกับกรรมการว่า รสที่ได้คือรสอะไรบ้าง ถ้าเราบอกว่า กาแฟเราทำออกมาได้รสหวานแบบส้มแมนดาริน มันถือว่าเป็นรสของส้มที่มีคุณภาพ เพราะส้มมันมีหลายแบบมาก ส้มฝาด ส้มเปรี้ยวจี๊ด ซึ่งอาจจะไม่ได้คะแนนที่ดีที่สุด เพราะกรรมการมองหารสที่มีคุณภาพมากกว่า บางทีรสขมยังถือเป็นรสที่ดีได้เลย ถ้าเป็นขมแบบมีคุณภาพ อย่างขมจากเปลือกส้ม ทีมเซนเซอรี่มีหน้าที่ชิมช็อตกาแฟว่า ได้รสอย่างที่ต้องการหรือยัง” แมนอธิบาย

MILK DRINK COURSE

แมนยังใช้เรื่องอุณหภูมิร้อนเย็นกับเมนูกาแฟนม รอบนี้ใช้แก้วแช่เย็นจัดอุณหภูมิเดียวกันกับที่แช่ช้อนในรอบที่แล้ว การสกัดช็อตกาแฟลงในแก้วเย็นจัดนี้เหมือนเป็นการล็อกรสของกาแฟไว้

“รสมันออกมาเหมือนเรากินไอศครีมรสส้มตอนเด็กๆ เลยครับ ซึ่งเราตั้งใจไฮไลต์รสของไอศครีมรสส้ม และบอกกับกรรมการอย่างนั้นเลย มันจะนวลๆ ส้ม กับได้กลิ่นวานิลลาบางๆ และฮาเซลนัทที่เป็นรสของกาแฟตัวนี้

“เราทดลองเยอะมาก ปากแก้วก็สำคัญ แก้วปากบางจะรับรสกาแฟนมได้ดีกว่าแก้วที่ปากหนา จนสรุปที่ต้องเสิร์ฟด้วยแก้วปากบางเย็นจัดที่อุณหภูมินี้เท่านั้น ถึงจะได้ทั้งรสและประสบการณ์การกินไอศครีมรสส้ม”

 

ผมยกแก้ว Mrs.Cold ขึ้นจิบระหว่างคุยกับแมน ช็อตเอสเพรสโซอุ่นๆ ไหลเข้าปาก ความขมถูกตามด้วยรสหวานของนมที่เย็นจัดตามเข้ามาทันที ผมจำได้ที่แมนเคยบอกว่า เมนูนี้ถูกใช้เป็นเมนูที่ให้คนเริ่มกินกาแฟได้ลองทำความคุ้นเคยกับช็อตเอสเพรสโซดูซึ่งก็ได้ผล Mrs.Cold กลายเป็นที่รักของใครหลายคนที่แวะเวียนเข้ามาที่ร้านนี้เสมอ

 

SIGNATURE DRINK

“เราเล่นเรื่องอุณหภูมิร้อนเย็นมาตั้งแต่แรกและใช้คอนเซปต์นี้กับเมนูซิกเนเจอร์ด้วย รอบนี้ใช้เหยือกสำหรับพักช็อตเอสเพรสโซแบ่งเป็น 2 แบบ

แบบแรกแช่อุณหภูมิเย็นจัด

ส่วนอีกแบบทิ้งไว้เป็นอุณหภูมิปกติของกาแฟ ในเหยือกเย็นจะใส่ชาอู่หลงลงไปเพื่อทำให้กาแฟมันสมูทขึ้น ใส่น้ำผึ้งเพื่อดึงรสดอกไม้ของกาแฟเกอิชาตัวนี้ขึ้นมา

ส่วนอีกเหยือกที่เป็นอุณหภูมิปกติ เราอยากสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับกรรมการด้วยการใช้ส้มที่เอาไปแช่กับดรายไอซ์ จะได้ส้มที่มีความสปาร์กลิ้งนิดๆ ไม่ถึงกับซ่า แต่มีความยิบๆ ในปาก ที่สำคัญเราหาข้อมูลว่า เมื่อเอาผลไม้ไปแช่เย็นจะช่วยเพิ่มความหวานฉ่ำให้กับผลไม้ได้ เป็นวิธีที่ค่อนข้างเรียบง่าย แต่ให้ผลออกมาดีมาก

ผมคั้นส้มออกเอาไปใส่เหยือกร้อน สิ่งที่ต้องการให้ได้ออกมาคือรสชาติใหม่ แล้วผลก็คือได้รสฝรั่งสีชมพูออกมาแบบมหัศจรรย์มาก ก่อนเสิร์ฟกรรมการ เราจะเอาควันจากน้ำลอยมะลิมาเพิ่มรสอีกหนึ่งรสคือ รสองุ่นมัสแคต”

ในการแข่งขันบาริสต้า กรรมการจะมองหาอะไรใหม่ๆ ที่จะมีประโยชน์ต่อวงการ จะเป็นนวัตกรรม หรือประสบการณ์ใหม่ๆ ต่อตัวกาแฟก็ได้ สิ่งที่แมนทำไม่ใช่แค่การใส่ส้มลงไปใส่น้ำผึ้งเพิ่มเข้าไปแล้วได้แค่รสส้มกับรสน้ำผึ้งขึ้นมา แต่สิ่งที่กรรมการสนใจคือ การใส่ลงไปรวมกับกาแฟแล้วสามารถสร้างรสใหม่ๆ ขึ้นมาได้มากกว่า

ผมถามแมนว่า สำหรับบาริสต้าได้อะไรจากการแข่งขันบ้าง “ก่อนหน้านี้ผมรู้สึกว่า ทำไมจะต้องแข่งด้วย ชงเฉยๆ ที่ร้านก็ได้ แต่วันหนึ่งโอกาสมาถึงและลองลงแข่งดูถึงได้รู้ว่า มันเป็นการอัพเกรดทั้งตัวเองและทีมแบบก้าวกระโดดมาก เรามีวิธีพัฒนาตัวเองได้หลายทาง การแข่งขันเป็นทางหนึ่งที่เห็นผลชัดมาก ทุกคนในร้านมาช่วยกันหมดเป็นทีม ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองแต่ละตำแหน่งอย่างดี และพวกเราก็ได้ทักษะเพิ่มไปโดยไม่รู้ตัว” แมนตอบ

การแข่งขัน World Barista Championship 2018 แมนเป็นคนไทยคนแรกที่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ 16 คนสุดท้าย ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไทยเป็นหน้าใหม่มากในเวทีนี้

“พอรู้ว่าเข้ารอบ ค่อนข้างรู้สึกโล่ง เราพยายามกันมาทั้งหมดเพื่อเข้ามาให้ถึงรอบนี้ หลังจากรอบนี้ผมไม่กดดันอะไรแล้ว ตอนยืนชงในรอบรองชนะเลิศ ผมชงให้กรรมการเหมือนกำลังชงให้ลูกค้าในร้านกิน ยิ้มด้วยความสุขตลอดการพรีเซนต์ และทำเต็มที่แบบไม่พลาดอะไรเลย ทีมไม่มีอะไรติดค้างในใจ”

สุดท้ายแมนไม่ได้ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ จบอันดับที่ 13 ของโลก ตัวเลขอาจจะดูไม่น่าตื่นเต้น แต่สำหรับผม นี่เป็นพัฒนาการของวงการกาแฟไทยก้าวใหญ่เลยล่ะครับ

ผมถามแมนว่าเรามีสิทธิ์ถึงแชมป์โลกแล้วหรือยัง

“เราน่าจะยังอยู่ห่างจากแชมป์โลกอีกไกล แต่เราก็มาไกลจากจุดเดิมมากแล้วเช่นกันครับ” แมนตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เมื่อคิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 เรามักนึกถึงพระองค์ในฐานะ ‘พ่อ’ ผู้ยิ่งใหญ่ อบอุ่น ภาพที่เราคุ้นตาคือภาพที่พระองค์เสด็จฯ ไปในท้องถิ่นทุรกันดาร ทรงงานหนักเพื่อประชาชน ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระอัจฉริยภาพในทุกๆ เรื่อง

เราไม่ค่อยได้นึกถึงพระองค์เมื่อครั้งยังเป็นยุวกษัตริย์ เมื่อกว่า 70 ปีก่อน ครั้งพระราชหฤทัยของพระองค์โถมทับด้วยความเศร้าจากการสูญเสีย ‘พี่ชาย’ ผู้เป็นที่รัก-พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และต้องทรงสืบราชสมบัติ รับภาระแห่งแผ่นดินพร้อมทั้งความหวังของประชาชน เป็นภาระอันแสนยิ่งใหญ่และหน่วงหนักที่มาถึงพระองค์อย่างไม่เคยคิดฝันในพระชนมพรรษาเพียง 18 ย่าง 19 พรรษา

แต่ก็ทรงผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นมาได้อย่างองอาจกล้าหาญด้วยขัตติยมานะ และด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ ทั้งความรักลึกซึ้งที่ทรงมีแด่ ‘พี่ชาย’ ผู้เป็นยิ่งกว่าพี่น้อง ยิ่งกว่าเพื่อนสนิท ประดุจดังเงาของกันและกัน

และความรักที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยของพระองค์

นี่เป็นสิ่งที่เราจะได้รับจากการอ่านพระราชนิพนธ์ 2 เรื่องแรกที่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ ได้แก่ พระราชานุกิจรัชชกาลที่ 8 และ เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์

พระราชนิพนธ์ทั้งสองเรื่องจึงอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘พระราชนิพนธ์แห่งความรัก เมื่อต้นรัชกาลที่ 9’

ที่ว่าเป็นพระราชนิพนธ์เมื่อต้นรัชกาลที่ 9 ก็เพราะว่าทั้งสองเรื่องนี้ทรงพระราชนิพนธ์ในเวลาไล่เลี่ยกันภายในช่วงเวลา 100 วันหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 เรื่อง พระราชานุกิจรัชชกาลที่ 8 ทรงพระราชนิพนธ์เพื่อรวบรวมพิมพ์ในหนังสือ พระราชานุกิจกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชทานในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล 100 วันถวายพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล วันที่ 20 กันยายน 2489

ส่วน เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์ เป็นบันทึกประจำวันส่วนพระองค์ ซึ่งทรงบันทึกไว้ระหว่างวันที่ 16 – 22 สิงหาคม 2489 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนและระหว่างวันที่เดินทางเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาได้พระราชทานให้นำบันทึกนี้ลงพิมพ์ใน วงวรรณคดี ฉบับเดือนสิงหาคม 2490

ความหมายของคำว่า ‘พระราชานุกิจ’ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่าหมายถึง “กิจส่วนน้อยอันพระเจ้าแผ่นดินพึงทรงประพฤติเป็นการส่วนพระองค์ ไม่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน เช่น เสด็จเข้าที่บรรทมเวลานั้น บรรทมตื่นเวลานั้น เสวยเวลานั้น เสด็จประพาสเวลานั้น เป็นต้น” พูดง่ายๆ ก็คือ กิจวัตรประจำวันนั่นเอง ต่างจากคำว่า ‘พระราชกิจ’ หรือ ‘พระราชกรณียกิจ’ ที่หมายถึง “กิจส่วนสำคัญอันพระเจ้าแผ่นดินพึงทรงประพฤติเพื่อประโยชน์แก่แผ่นดิน เช่นเสด็จออกว่าราชการแผ่นดิน ทรงปรึกษาราชการแผ่นดิน ทรงดำเนินพระบรมราโชบายในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นต้น” อย่างไรก็ตาม พระราชานุกิจกับพระราชกิจหรือพระราชกรณียกิจ แท้จริงแล้วก็แยกกันไม่ออก ต่างมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงถึงกันอยู่

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพยังทรงสันนิษฐานอีกว่า พระราชานุกิจที่กำหนดเวลาที่พระเจ้าแผ่นดินจะทรงประพฤติหรือปฏิบัติกิจต่างๆ นี้มีต้นเค้ามาจากคัมภีร์พระมนูธรรมศาสตร์ของอินเดีย ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีหลักฐานในกฎมณเฑียรบาลซึ่งตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ประมาณ พ.ศ. 2001 แสดงให้เห็นถึงพระราชานุกิจว่า “พระเจ้าแผ่นดินย่อมทรงประพฤติพระราชกิจต่างๆ เป็นระเบียบและตามกำหนดเวลาแน่นอน เช่น เสด็จออกขุนนางวันละ 3 ครั้ง คือ เวลาเช้า 10 นาฬิกาเสด็จออกพิพากษาคดี เวลาบ่าย 14 นาฬิกาเสด็จออกที่เฝ้ารโหฐาน เวลาค่ำ 20 นาฬิกาเสด็จออกว่าราชการแผ่นดิน เป็นต้น พระราชกิจอย่างอื่นก็จัดเข้าระเบียบประพฤติโดยมีกำหนดเวลาเป็นทำนองเดียวกัน ข้าราชการผู้มีหน้าที่ในราชกิจอย่างใดก็เข้าเฝ้าแหนตามกำหนดเวลาทรงปฏิบัติราชกิจนั้นเสมอไม่ต้องนัดหมาย…”

การบันทึกพระราชานุกิจของพระเจ้าแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์ในแต่ละรัชกาลไม่ได้มีการทำอย่างเป็นระบบ มักจะเป็นการเรียบเรียงขึ้นหลังจากสิ้นรัชกาลแล้ว โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเรียบเรียงพระราชานุกิจของรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ส่วนของรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียบเรียง ทรงใช้วิธีสกัดเอาจากเอกสารหรือบันทึกต่างๆ รวมทั้งพระราชพงศาวดาร หรือมิฉะนั้นก็ทรงสอบถามจากผู้ถวายรับใช้ใกล้ชิด เช่น พระราชานุกิจในรัชกาลที่ 4 กรมหลวงสมรรัตนสิริเชษฐ์ ผู้เป็นพระราชธิดาทรงเล่าประทาน

ต่อมาเมื่อถึงรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 ก็ไม่ได้มีการบันทึกพระราชานุกิจเอาไว้ จนเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลสวรรคตลง จึงได้ไปขอต้นฉบับพระราชานุกิจที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเรียบเรียงไว้แล้วจากหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล เพื่อจะนำมาจัดพิมพ์ หม่อมเจ้าพูนพิศมัยทรงแนะนำว่า ควรจะเรียบเรียงพระราชานุกิจให้ครบทั้ง 8 รัชกาล เพื่อรักษาเรื่องราวอันเป็นส่วนหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของชาติไว้ ถ้าช้าไปคนที่รู้เรื่องล่วงลับไปหมดแล้ว เรื่องก็จะศูนย์ไปเสีย” ดังนั้น การเรียบเรียงพระราชานุกิจในรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 นั้น จึงได้ขอให้ผู้ที่ถวายการรับใช้ใกล้ชิด ได้แก่ พระยาอนิรุทธเทวา (ม.ล. ฟื้น พึ่งบุญ) จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ 6 และหม่อมเจ้าอมรทัต กฤดากร สมุหราชองครักษ์และราชเลขานุการในพระองค์รัชกาลที่ 7 เป็นผู้เรียบเรียงตามลำดับ

ส่วนของรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นพระราชอนุชาที่สนิทคู่พระทัยทรงเป็นผู้เรียบเรียง

ตรงนี้เองที่เป็นที่มาของคำว่า ‘พระราชนิพนธ์แห่งความรัก’ เพราะถ้าใครเคยได้อ่านหนังสือ เจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์ พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ก็จะเห็นว่า ในหลวงรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 นั้นทรงเป็นพี่น้องที่รักและสนิทสนมกันมาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงนิพนธ์ไว้ว่า “ทรงเป็นมากกว่าพี่น้อง ทรงเป็นเหมือนแฝดกันเลย และทรงเป็นเพื่อนที่รักกันมากว่าเพื่อนอื่นๆ จะพอพระทัยในการเล่นด้วยกันมากกว่าเล่นกับผู้อื่น”

เพราะฉะนั้น ในการเรียบเรียง พระราชานุกิจรัชชกาลที่ 8 จึงไม่มีผู้ใดอื่นที่จะเหมาะสมยิ่งไปกว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงเป็น ‘น้องชาย’ ที่ติดตาม ‘พี่ชาย’ ไปทุกหนทุกแห่ง ในภาพเก่าๆ จะเห็นว่าทั้งสองพระองค์แทบจะไม่เคยแยกจากกันเลย จึงทรงทราบพระกิจวัตรประจำวันและรายละเอียดเกี่ยวกับพระราชกิจต่างๆ ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 อย่างดีที่สุด

ใน พระราชานุกิจรัชชกาลที่ 8 เป็นพระกิจวัตรประจำวันระหว่างที่ประทับอยู่ในประเทศไทยระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2488 ถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ตั้งแต่เวลาที่บรรทมตื่น คือเวลาประมาณ 08.30 – 09.00 น. เรื่องการเสวย ซึ่งได้บันทึกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ เช่นว่าไม่โปรดให้ห้องเครื่องจัดพระกระยาหารให้มากเกินไป โปรดให้จัดแต่พอดีๆ มีเวลาที่เสด็จลง ‘ปิกนิก’ ในสวนศิวาลัย ภายในพระบรมมหาราชวัง ทรงศึกษาภาษาไทยและพระพุทธศาสนาในเวลา 11.00 น. และ 15.00 น. ทั้งนี้เพราะประทับอยู่ในต่างประเทศเป็นเวลานานจึงต้องทรงศึกษาเพิ่มเติม นอกจากนี้ก็มีเวลาว่างที่ทรงพักผ่อน เช่น ทรงขับรถเล่น ทรงดนตรีกับพระราชอนุชาและแขกรับเชิญ ทอดพระเนตรภาพยนตร์ ทอดพระเนตรการชกมวย ฯลฯ

ส่วนการประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆ มีทั้งในพระนครและนอกพระนคร ที่สำคัญ คือการเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรตามจังหวัดต่างๆ เช่น นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และฉะเชิงเทรา โดยมีในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็น “ช่างภาพที่ติดตามทุกหนทุกแห่งและฝึกอาชีพการเป็นกษัตริย์ไปโดยไม่รู้ตัว” ไม่ว่าจะเสด็จฯ ไปที่ใด ราษฎรก็จะพากันมาอย่างมืดฟ้ามัวดิน ในหลวงรัชกาลที่ 8 จะโปรดเกล้าฯ ให้ราษฎรเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด และทรงปราศรัยกับราษฎรด้วย

นี่เองอาจเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการดำเนินตามรอยพระบาท ‘พี่ชาย’ ในการเยี่ยมเยียนราษฎรเพื่อทำความรู้จักและรับรู้ปัญหาที่แท้จริงของประชาชน

แม้ว่าจะทรงครองราชย์ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี และเสด็จกลับประทับในประเทศไทยเพียงชั่วเวลาสั้นๆ เพียง 2 ครั้ง คือในปี 2481 ครั้งหนึ่ง และ 2488 – 2489 อีกครั้งหนึ่ง แต่ในหลวงรัชกาลที่ 8 ก็ทรงเป็นที่รักของประชาชนอย่างมาก ทรงพระเมตตาและมีพระราชจริยวัตรที่งดงามโดยการอบรมของสมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงสามารถผูกใจคนทั้งหลายไว้ได้ไม่ว่าจะเป็นชนชาติ ศาสนา หรือชั้นวรรณะใด ดังเช่นเมื่อครั้งที่เสด็จประพาสสำเพ็งให้ราษฎรชาวไทยเชื้อสายจีนได้เฝ้าฯ ชมพระบารมี ทำให้ความบาดหมางระหว่างไทย-จีนที่เคยมีมาก็หมดไป

พระราชานุกิจรัชชกาลที่ 8 จึงถือเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ที่สำคัญมาก เพราะอนุชนรุ่นหลังเช่นพวกเรามักไม่ค่อยทราบเรื่องราวเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 8 เท่าใดนัก ทั้งที่พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่เป็น ‘ศูนย์รวมใจ’ ที่นำประเทศไทยผ่านช่วงเวลาสำคัญในรอยต่อของประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาจนถึงช่วงสมัยรัชกาลที่ 9 และที่สำคัญคือ พระราชานุกิจนี้บันทึกโดยในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นพระราชอนุชาที่รักพี่ชายดั่งดวงใจ ดังที่ท่านผู้หญิงเกนหลง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เขียนไว้ในหนังสือ ทำเป็นธรรม ว่า ทรงเป็นเสมือนอีกครึ่งหนึ่งของกันและกัน

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงในหลวงรัชกาลที่ 8 ไม่ว่าจะเป็นการถวายพระเกียรติยศต่างๆ รวมถึงการก่อตั้งทุนมูลนิธิอานันทมหิดลที่ให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาที่เรียนดีให้มีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อนำความรู้มาพัฒนาประเทศชาติ การสร้างสะพานพระราม 8 และพระบรมราชานุสรณ์อื่นๆ ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้ใครลืมเลือน ‘พี่ชาย’ ของพระองค์

หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลสวรรคตประมาณ 2 เดือน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็เสด็จฯ กลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันที่ 19 สิงหาคม 2489

พระราชนิพนธ์เรื่อง เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์ เป็นบันทึกประจำวันส่วนพระองค์ในช่วงเวลานั้น คือบันทึกระหว่างวันที่ 16 – 22 สิงหาคม 2489 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะเสด็จฯ ออกจากประเทศไทยและช่วงเวลาที่เสด็จฯ โดยเครื่องบินพระที่นั่งตามเส้นทางผ่านเมืองและประเทศต่างๆ ได้แก่ ประเทศศรีลังกา นครการาจี กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ จนไปถึงประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาในเดือนสิงหาคม ปี 2490 วารสารวงวรรณคดี จึงได้เชิญบันทึกส่วนพระองค์ที่นี้มาตีพิมพ์

ที่ว่าพระราชนิพนธ์นี้เป็น ‘พระราชนิพนธ์แห่งความรัก’ อีกเรื่องหนึ่งก็เพราะว่า เมื่ออ่านดูแล้ว เราจะเห็นว่าทรงแสดงความรักความห่วงใย คำนึงถึงประชาชนชาวไทยอยู่ตลอดเวลา ทรงบันทึกภาพว่า ในตอนนั้นเวลาที่เสด็จฯ ไปในงานพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 8 ราษฎรทั้งหลายต่างก็พากันมาเฝ้าฯ บางคนมาเป็นประจำจนทรงจำหน้าได้

ในวันที่ 19 สิงหาคม ทรงบันทึกว่า “เมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาถามว่า จะอนุญาตให้ประชาชนเข้ามาหรือไม่ในขณะที่ไปถวายบังคมพระบรมศพ ตอบเขาว่า ‘ให้เข้ามาสิ’ เพราะเหตุว่า วันอาทิตย์เป็นวันสำหรับประชาชน เป็นวันของเขา จะไปห้ามเสียกระไรได้ และยิ่งกว่านั้นยังเป็นวันสุดท้ายก่อนที่เราจะจากบ้านเมืองไปด้วย ข้าพเจ้าก็อยากจะแลเห็นราษฎร เพราะกว่าจะได้กลับมาเห็นเช่นนี้ก็คงอีกนานมาก”

พระราชนิพนธ์ตอนที่น่าจะเป็นที่รู้จักและประทับใจพวกเราคนไทยเป็นอย่างดีก็คือ ในบันทึกวันที่ 19 สิงหาคม 2489 ซึ่งเป็นวันที่เสด็จฯ ออกจากประเทศไทย ทรงบันทึกว่า ผู้คนจำนวนมากมายมหาศาลไปรอส่งเสด็จตั้งแต่ที่พระบรมมหาราชวัง วัดพระแก้ว เนืองแน่นไปจนถึงบริเวณวัดเบญจมบพิตร ในขณะที่รถแล่นไปตามทาง ทรงบันทึกว่า “…ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆ ว่าอย่าละทิ้งประชาชน’ อยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า ถ้าประชาชนไม่ ‘ทิ้ง’ ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะ ‘ละทิ้ง’ อย่างไรได้…”

ข้อความนี้ ใครที่ได้อ่านหรือได้ยินได้ฟังแล้ว ก็คงจะรู้สึกจับใจอย่างมาก เพราะเมื่อลองคิดดูว่าพระองค์ในเวลานั้นเป็นเพียงยุวกษัตริย์ พระชนมพรรษาเพียง 18 ย่าง 19 พรรษาเท่านั้น ซ้ำยังเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างกะทันหันโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน ท่ามกลางความเศร้าเสียพระทัยที่สูญเสีย ‘พี่ชาย’ และต้องเป็นกำลังพระราชหฤทัยที่เข้มแข็งแก่แม่ที่กำลังทุกข์โทมนัสอย่างแสนสาหัส โดยไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ พระองค์ทรงเห็นความรักของประชาชนที่ส่งเป็นกระแสจิตมา ผ่านแววตาแห่งความหวังและปรารถนาจะยึดพระองค์เป็นที่พึ่ง และพระองค์ก็ทรงกล้าหาญเหลือเกินที่จะตอบว่า พระองค์จะไม่ทอดทิ้งประชาชน หากประชาชนไม่ทอดทิ้งพระองค์

ในหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ และเจ้านายไทยในโลซานน์ บันทึกความทรงจำของครูส่วนพระองค์ในรัชกาลที่ ๙ รวบรวมโดย ลีซองดร์ เซ. เซไรดารีส ระบุว่า “พระองค์ทรงระลึกถึงคำของราษฎรผู้หนึ่งที่กราบบังคมทูลหลังจากขึ้นครองราชย์เมื่อปีที่ผ่านมาขณะกำลังจะเสด็จฯ กลับสวิตเซอร์แลนด์ว่า ‘ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน’ ถ้อยคำนี้ติดอยู่ในพระราชหฤทัยมาก และถึงเวลาแล้วที่จะต้องทรงปฏิบัติพระองค์ตามที่ดวงพระชะตาลิขิตไว้”

เสียงร้องของชายคนหนึ่ง และความคิดที่อยู่ในพระราชหฤทัยในเวลานั้น เราคนไทยก็ได้เห็นแล้วว่า ไม่ใช่คำพูดหรือความคิดที่เลื่อนลอย ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ เราแจ้งประจักษ์ใจว่า ทรงไม่เคยทอดทิ้งประชาชน ทรงทำทุกอย่างเพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนไทย และพระองค์เองก็ได้เปลี่ยนจากยุวกษัตริย์หนุ่มน้อย กลายเป็น ‘พ่อ’ หรือ ‘พ่อของแผ่นดิน’ ที่ประชาชนชาวไทยรักและเทิดทูนบูชา ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ และเศร้าอาลัยอย่างที่ไม่มีอะไรจะเปรียบได้เมื่อเสด็จสู่สวรรคาลัย

ท่ามกลางหมู่เมฆที่ดูราวกับสวรรค์ ซึ่งทรงมองผ่านจากหน้าต่างเครื่องบินที่มุ่งหน้าตรงไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ขณะประทับอยู่พระองค์เดียวลำพังกับสมเด็จพระบรมราชชนนีโดยไร้พี่ชายที่รัก ทรงบันทึกไว้ว่า “หวนกลับไปนึกดูเมื่อ ๙ เดือนที่แล้วมา เรากำลังบินไปในทิศทางตรงกันข้าม เพื่อจะเยี่ยมเยียนประเทศหนึ่ง เยี่ยมอาณาประชาชนที่เราต้องพลัดพรากจากมาถึง ๗ ปีเต็มๆ โดยที่เราเกือบไม่รู้เรื่องและข่าวคราวของบ้านเมืองและประชาชนของเราเลยแม้แต่น้อย… เดี๋ยวนี้เรากำลังบินจากประเทศนั้น จากประชาชนพลเมืองเหล่านั้นไปแล้ว การจากครั้งนี้มิได้เพียงแต่จากมาอย่างเดียวเท่านั้น ข้าพเจ้าได้จากเรื่องที่แล้วมาด้วย…”

ในวันนี้ที่พระองค์ทรง ‘จากสยาม’ ไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากที่ทรงใช้เวลา 70 ปีเพื่อที่จะ ‘รู้เรื่องและข่าวคราวของบ้านเมืองและประชาชน’ ของพระองค์ในทุกหนทุกแห่ง ทุกตารางนิ้วบนแผนที่ ทุกขุนเขา ที่ราบ เกาะแก่ง ผืนดิน อากาศ และผืนน้ำ ด้วยสองพระบาท ด้วยพระเมตตา และด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์ เวลานี้พระองค์คงประทับอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆ ณ สรวงสวรรค์

แม้ทอดพระเนตรลงมา พระองค์ก็คงจะทรงได้ยินเสียงร้องและคำพูดเดิมจากหัวใจของอาณาประชาราษฎร์ที่ว่า “อย่าละทิ้งประชาชน”

แต่ก็อย่างที่พระองค์ได้ทรงตอบแล้วเมื่อ 71 ปีก่อนว่า “ถ้าประชาชนไม่ ทิ้ง ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะ ละทิ้ง อย่างไรได้”

คงอยู่ที่ความคิดและการกระทำของประชาชนชาวไทยนั้นเอง ว่าจะมี ‘ความรัก’ ของพระองค์ประทับอยู่ในดวงใจตลอดไปจนนิรันดร์หรือไม่

ภาพ : หอสมุดแห่งชาติ

Save

Writer

Avatar

ดร.อาทิตย์ ชีรวณิชย์กุล

เรียนจบและทำงานที่ภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนใจศึกษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวรรณคดีไทย รวมถึงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 9

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load