“ฉันตัดสินใจตั้งแต่อายุ 20 ปีว่าจะตามฝันการเป็นนักแสดงบนเวที และหวังว่าสักวันจะได้แสดงให้ Cirque Du Soleil”

Elizabeth Brown Gagnon เอ่ยในวันที่ฝันของเธอเป็นจริง สำหรับนักกายกรรมสาวจากเท็กซัสและศิลปินมากมายทุกทวีป การได้ทำงานกับคณะละครสัตว์แห่งดวงอาทิตย์ (Cirque Du Soleil – เซิร์ก ดู โซเลย์) คือความฝันอันสูงส่ง ปัจจุบันมีศิลปินทั่วโลกเพียง 1,300 คนเท่านั้นที่สำเร็จ

จากคณะละครเล็กๆ ในแคนาดาที่ก่อตั้งในปี 1984 Cirque Du Soleil ประสบความสำเร็จมหาศาล ด้วยการแสดงที่สื่อสารด้วยภาษากายและความสนุกผาดโผน จนกลายเป็นกลุ่มละครที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสมาชิกทั้งหมดกว่า 4,000 คน และตระเวนสั่นสะเทือนความรู้สึกคนดูทั่วโลกมาแล้วมากกว่า 180 ล้านคน

ในวาระที่คณะละครสุดร้อนแรงจะเดินทางมาแสดงละครเรื่อง Cirque Du Soleil TORUK The First Flight ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง Avatar ของ James Cameron ที่เมืองไทย เราได้โอกาสพูดคุยกับสมาชิกจากคณะละครสัตว์แห่งดวงอาทิตย์ Janie Mallet นักประชาสัมพันธ์ และ Elizabeth Brown Gagnon นักแสดงกายกรรม ถึงเบื้องหลังโปรดักชันอลังการงานช้าง ก่อนการแสดงแสงสีเสียง 18 รอบในเดือนมิถุนายนจะเริ่มต้นขึ้น

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

Avatar x Cirque Du Soleil

ปี 2009 ภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง Avatar ออกฉาย เรื่องราวของนายทหารหนุ่มที่เข้าไปพบชีวิตที่สองบนดาวแพนโดร่าใช้ทุนสร้างมหาศาลจนมีการคาดการณ์ว่าคงขาดทุน ผลปรากฏว่า ‘อวตาร’ ทำรายได้ถล่มทลาย แถมยังกวาดคะแนนนักวิจารณ์กับรางวัลออสการ์ไป 3 รางวัล เจมส์ คาเมรอน สร้างโลกสมมติขึ้นมาใหม่ทั้งใบ และพิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้กำกับมือฉมังของโลก

ความสำเร็จยิ่งใหญ่ทำให้โลกขยายกลายเป็นจักรวาล ทีมงาน อวตาร ตกลงกับ Cirque Du Soleil ยักษ์ใหญ่ฝั่งละครเวทีว่าจะทำละครภาคต่อจากหนังไซไฟที่ใช้ CG ทั้งเรื่อง! เมื่อการแสดงสดไม่มี CG สิ่งที่ตามมาคืองานดีไซน์ละเอียดยิบมหาศาลคุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

“ตั้งแต่หนังออกมา Cirque Du Soleil ได้คุยเรื่องนี้กับเจมส์ คาเมรอน และทีมงานของเขาแล้ว โปรดักชันที่ใหญ่ขนาดนี้ต้องใช้เวลาสร้างราว 5 ปี สำหรับกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่เขียนบท หานักแสดง ออกแบบและสร้างฉาก และฝึกซ้อมร่วมกันจนเปิดตัวเล่นครั้งแรกที่มอนทรีอัล แคนาดา ในปี 2015 หลังจากนั้นเราก็ออกทัวร์รอบโลกมา 2 ปีครึ่งแล้ว”

เจนี่ นักประชาสัมพันธ์แห่งคณะละครเสริมต่อว่าแม้ละครจะออกมาช้ากว่าหนังหลายปี แต่ผู้คนยังรักและจดจำ อวตาร ได้

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 11 ที่เรามาเล่น ทุกอย่างยังสดใหม่และเรายังพัฒนากันอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างในจักรวาลอวตารสมเหตุสมผล”

สร้างโลกใหม่

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

Cirque Du Soleil TORUK The First Flight เริ่มต้นเรื่องเมื่อ 3,000 ปีก่อนมนุษย์ย่างเท้าลงบนดวงจันทร์แพนโดร่า ก่อนเรื่องราวในหนังจะเกิดขึ้น หนึ่งในเหตุผลแรกที่ภาคใหม่ของ อวตาร เป็นเรื่องของชาวนาวีล้วนๆ ไม่มีมนุษย์มาข้องเกี่ยว เพราะการแสดงให้เห็นความต่างระหว่างขนาดตัวชาวนาวีตัวยักษ์และมนุษย์บนเวทีเป็นเรื่องยากมาก การสร้างเรื่องราว prequel เปิดโอกาสให้ทีมงานสร้างเรื่องราวใหม่ได้ง่ายกว่า

Michel Lemieux และ Victor Pilon ผู้กำกับละครและผู้กำกับมัลติมีเดียร่วมเขียนบทเรื่องวัยรุ่นชาวนาวี 3 คนที่พยายามต่อสู้เพื่อรักษาบ้านเกิดจากภัยธรรมชาติ ด้วยการเดินทางออกตามหาโทรุค สัตว์ปีกเจ้าแห่งน่านฟ้าแพนโดร่า ระหว่างทางทั้งสามได้พบชาวนาวีหลายเผ่าและฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มากมายจนถึงภูเขาลอยฟ้า

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

“ตอนที่ลงมือทำเรื่องนี้ มันเป็น Touring Show ที่ใหญ่ที่สุด Cirque Du Soleil เคยทำมา เราต้องออกเดินทางไปเล่นในที่ใหม่ทุก 1 – 2 สัปดาห์ แต่เรามีโปรเจกเตอร์ 4 ตัวฉายกลางอากาศ มีเทคนิคพิเศษสร้างแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ผืนน้ำที่ดูเหมือนจริง และเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบไฟติดตามคนอัติโนมัติ มีการทดลองและใช้เวลาเยอะมากเพื่อทำให้แพนโดร่ามีชีวิตขึ้นมา และทำให้คนดูรู้สึกเหมือนอยู่ในแพนโดร่าจริงๆ”

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

พื้นที่ฉายภาพมัลติมีเดียของละครเรื่องนี้ใหญ่กว่าจอ IMAX 5 เท่า มีฉากและอุปกรณ์ที่ดูเหมือนมาจากโลกอื่น มีการเชิดหุ่นสัตว์ประหลาดยักษ์ โดยเฉพาะโทรุคที่หนักถึง 115 กิโลกรัม และมีความกว้างถึง 12 เมตร เสื้อผ้าเครื่องประดับของนักแสดง 35 ชีวิต ออกแบบให้ดูเหมือนทำจากพืชนอกโลก และประกอบด้วยมือชาวนาวี เครื่องแต่งกายเหล่านี้มีจำนวนนับพันชิ้น เนื่องจากพวกเขาต้องสลับเล่นหลายบทบาท และสิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความแตกต่างระหว่างชาวนาวีทั้ง 5 เผ่าออกจากกัน

 คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

ประชากรชาวนาวี

“เส้นทางของทุกคนที่มาที่นี่แตกต่างกันออกไป”

เอลิซาเบ็ธผู้รับบทชาวนาวีถึง 4 ตัวละครเอ่ย ก่อนอธิบายเส้นทางนักแสดงก่อนกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตตัวสีฟ้า “Cirque Du Soleil มองหานักแสดงที่แตกต่างกันในแต่ละเรื่อง เรื่องนี้ต้องการนักกายกรรมที่มีพื้นฐานยิมนาสติก การเต้น และการแสดง ที่ทำให้พัฒนาตัวละครและแสดงได้เต็มที่ เราต้องออดิชันหลายขั้นตอน นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันทำงานกับ Cirque Du Soleil แต่ก่อนหน้านี้ทำงานกับโชว์อื่นมา 9 ปี บางคนเคยเล่นเรื่องอื่นของ Cirque Du Soleil มาแล้วและอยากเปลี่ยนมาเล่นเรื่องใหม่ ประวัติแต่ละคนไม่เหมือนกัน”

คณะละครนี้มีทีมแคสติ้งที่มอนทรีอัลและทีมงานที่มองหานักยิมนาสติกและนักแสดงจากทั่วโลก รวมถึงเปิดรับสมัครศิลปินทางออนไลน์ ศิลปินที่คณะละครสัตว์แห่งดวงอาทิตย์ต้องการมีหลากหลาย ทั้งนักแสดงกายกรรม นักร้อง นักเชิดหุ่น และสารพัดช่าง ที่จะสร้างเวทมนต์บนเวทีให้สะกดคนดู

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

“เราต้องใช้เวลาในการพัฒนาตัวละครชาวนาวี เรียนรู้การเดินเหมือนนาวี คลานเหมือนนาวี พูดภาษานาวี และเข้าใจแนวคิดของชาวนาวี คือเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับจักรวาล เราคือส่วนหนึ่งของดวงจันทร์แพนโดร่า และต้องเข้าใจปรัชญาของเจมส์ คาเมรอน ที่อยู่ในหนัง แล้วแสดงให้เห็นว่ามนุษย์อย่างเรากลายเป็นชาวนาวีเมื่ออยู่บนเวที”

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

“ฉันเล่นเป็น 4 ตัวละคร จาก 4 เผ่า และแต่ละเผ่าเคลื่อนไหวต่างกัน เผ่าหนึ่งมีความสุขสนุกสนาน พวกเขาจะเคลื่อนไหวแบบนั้น แต่อีกเผ่าเป็นนักรบดุดัน ก็จะเคลื่อนไหวอีกแบบ ดังนั้น มันจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชุด แต่ต้องเปลี่ยนการเคลื่อนไหวเพื่อสะท้อนตัวละครด้วย”

นอกจากฝึกซ้อมการแสดง พวกเขาต้องเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปโดยสิ้นเชิง นักกายกรรมส่วนใหญ่มีกล้ามเนื้อมากและไม่มีโครงสร้างผอมสูงแบบชาวนาวี นักแสดงทั้งหมดต้องเรียนแต่งหน้าแต่งตัวเอง ก่อนการแสดงเธอจะเพนต์ตัวเองด้วยครีมสีฟ้า และลงแป้งสีฟ้าทับอีกชั้นก่อนแต่งตัว รวมถึงติดหางเข้าไปด้วย การแต่งตัวนี้ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง และทิ้งร่องรอยสีฟ้าติดตัวหลังแสดงจบเสมอ

“การแต่งตัวช่วยให้ฉันมีสมาธิและเข้าถึงตัวละครมากขึ้น เราต้องใช้พลังเยอะมากเพื่อเป็นตัวละครบนเวทีตลอดเวลา มันไม่เหมือนการเล่นกายกรรม ฉันฝึกกายกรรมมาตลอดชีวิต แต่การแสดงเป็นชาวนาวีเรื่องใหม่ การเป็นและคงความเป็นตัวละครไว้ตลอด 2 ชั่วโมง หรือบางทีก็ 2 รอบต่อคืน เป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุุด แต่มันก็ทำให้โชว์พิเศษ”

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

สู่สายตาผู้ชม

ตั้งแต่ออกทัวร์ TORUK – The First Flight ได้รับเสียงตอบรับท่วมท้นล้นหลาม การแสดงของ Cirque Du Soleil มีเนื้อหาเป็นสากลและเปิดกว้างต่อการตีความของผู้ชม ความพยายามบากบั่นของชาวนาวีที่รวมตัวกันเพื่อเอาชนะเป้าหมาย สร้างความเปลี่ยนแปลงและความฮึกเหิมในใจผู้ชม

“สิ่งที่ดีที่สุดของงานนี้คือการได้แสดงละครกับ Cirque Du Soleil และสิ่งต่อมาคือการเป็นครอบครัวใหญ่ ละครเรื่องนี้เล่าเรื่องมิตรภาพ ความสามัคคีกลมเกลียวเพื่อเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเราจริงๆ” นักกายกรรมสาวกล่าวอย่างจริงใจ

“ผู้ชมมีผลตอบรับแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ฉันคุ้นเคยกับผู้ชมจากอเมริกาเหนือและแคนาดา แต่พอเราไปเม็กซิโก พวกเขาตื่นเต้น เสียงดัง สนใจการแสดง บางประเทศผู้ชมจะเรียบร้อยกว่า แค่ตบมือ แต่ตอนจบเราจะรู้สึกถึงความชื่นชมของพวกเขาเสมอ”
คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

 

นอกจากคุยกับนักแสดง เรายังได้ไปชมเบื้องหลังเวที TORUK The First Flight ฉากแสนสวยน่าอัศจรรย์นี้ใช้เวลาติดตั้งเพียง 10 – 12 ชั่วโมงเท่านั้น โดยอุปกรณ์และเครื่องแต่งกายทั้งหมดกว่าพันชิ้น บรรจุในคอนเทนเนอร์ 39 ตู้ และขนย้ายมาทางเครื่องบิน 4 ลำ

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

นักแสดงทั้ง 40 คนเรียนการแต่งหน้าเป็นชาวนาวีที่ควิเบก โดยสไตลิสต์ออกแบบการแต่งหน้าให้แต่ละคนต่างกัน กระทั่งชุดสีฟ้าแนบเนื้อที่ออกแบบมาอย่างละเอียดมี 4 สี เหมือนสีผิวคนเราที่ไม่เท่ากัน ส่วนงานของคนเชิดหุ่น 6 คนก็สนุกใช่เล่น พวกเขาต้องเชิดหุ่นสัตว์ 16 ตัวที่ซับซ้อน ตั้งแต่เชิดเดี่ยว เชิดคู่ ไปจนถึงเชิดโทรุกเจ้าเวหาพร้อมกันทั้ง 6 คน เห็นการทำงานเบื้องหลังแล้วยิ่งประทับใจกับ Cirque Du Soleil เข้าไปอีก

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

 

Cirque Du Soleil TORUK The First Flight จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 14 – 24 มิถุนายนนี้ ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี จองบัตรได้ที่นี่

ภาพ: TORUK-The First Flight

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

For English Version,  Click Here

ในฐานะผู้สอนคนหนึ่ง ที่มีโอกาสได้พาผู้เรียนผ่านประสบการณ์การเรียนรู้มาบ้าง เราเชื่อเหลือเกินว่าหลักฐานความสำเร็จที่สำคัญที่สุดของการจัดการการศึกษา ต้องตรวจวัดจากการสะท้อนของผู้เรียน

หากแต่การศึกษาไทยในปัจจุบันนี้กลับมีการรับฟังเสียงของผู้เรียนน้อยเหลือเกิน และหลายครั้งที่แม้จะมีเสียงสะท้อนกลับมา เราที่เรียกตัวเองว่าเป็น ‘ผู้ใหญ่’ กลับไม่ใส่ใจกับความคิดเห็นของพวกเขาเท่าที่ควร ทั้งที่เราทุกคนต้องเคยได้ยินวลีติดหูที่ว่า เด็กคืออนาคตของชาติ

นั่นคือสาเหตุที่วงสนทนาวันนี้กับ King’s College International School Bangkok (King’s Bangkok) ถึงการจัดงาน King’s Bangkok Education Forum 2022  เวทีที่เชิญผู้นำทางความคิดจากหลากหลายวงการ มาส่งต่อประสบการณ์ของพวกเขาให้กับผู้ฟังที่เป็นนักเรียน ภายใต้ธีม Career. Life. Social Values. (อาชีพ ชีวิต และคุณค่าสู่สังคม) มีทั้ง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สาคร สุขศรีวงศ์ ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติแห่งนี้ ร่วมด้วย คุณเบน-วิทวัส พันธ์พานิช ตัวแทนทีมงานของโรงเรียน รวมถึงนักเรียน Year 11 อย่าง น้องมาร์ตี้-ยศพัทธ์ ศรีธนสกุลชัย และ น้องแจ๊ปเปอร์-ชนุดม อิ้มพัฒน์ ที่นั่งล้อมวงลงข้างกันเพื่อบอกเล่าสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้

ถอดบทเรียน King’s Bangkok Education Forum ที่จัดโดยนักเรียน เพื่อตั้งใจส่งต่อโอกาสการศึกษาให้กับนักเรียนอีกกลุ่มในสังคม
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

นักเรียนทั้งสองที่มาร่วมวงกับเรานั้นไม่ได้มาในฐานะผู้ฟัง แต่เป็นหนึ่งในผู้จัดงานที่มีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นจนจบ ฟอรัมการศึกษานี้จึงเป็นงานที่จัดโดยนักเรียน เพื่อผู้ฟังที่เป็นนักเรียน และตั้งใจส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นทัศนะที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะตั้งแต่แนวคิด กระบวนการจัดงาน ไปจนถึงการคัดเลือกคนมาสื่อสารเกี่ยวกับงานนั้น สะท้อนให้เห็นถึงการรับฟังเสียงของเด็กมาโดยตลอดทาง

ขอชวนมาฟังไปพร้อมกันกับเรา ว่าผู้บริหารและสตาฟของ King’s Bangkok หว่านเมล็ดพันธุ์แบบใดให้เติบโตในใจผู้เรียนของพวกเขาไปแล้วบ้างในการจัดงานครั้งนี้

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Career

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

นิยามความสำเร็จแรก ๆ ในชีวิตของหลายคน คงหนีไม่พ้นความสำเร็จในหน้าที่การงาน

หากพิจารณาผลงานตลอดระยะเวลาการทำงานกว่า 30 ปีในวงการการศึกษาของ ศ.(พิเศษ) ดร.สาคร ก็น่าจะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในใจของคนเป็นครู มีช่องว่างหนึ่งที่เขาอยากจะถมให้เต็ม

“ประเทศไทยเรามีบุคลากร หรือผู้นำทางความคิดที่มีศักยภาพอยู่มากมาย ทั้งในแง่วิชาการ การศึกษา หรือสายอาชีพ บางท่านทำงานอยู่ในองค์กรข้ามชาติ หลายท่านเป็นนักพูดที่สื่อสารกับสังคมอยู่แล้ว แต่กลับมีแค่คนที่เรียนจบมหาวิทยาลัย หรือทำงานแล้วเท่านั้นจึงจะมีโอกาสได้ฟังคนที่ประสบความสำเร็จพูด กลุ่มผู้ฟังที่เป็นนักเรียนกลับเข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้ฟัง นี่จึงเป็นเรื่องที่ผมอยากผลักดันตลอดมา” ศ.(พิเศษ) ดร.สาครรับหน้าที่เปิดบทสนทนาให้เราได้มองเห็นภาพรวม และที่มาของฟอรั่มการศึกษาในครั้งนี้

“การที่ผมได้สอนหนังสืออยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมได้มีโอกาสทำ Mentoring Program เชื่อมคนที่ประสบความสำเร็จมาแบ่งปันความคิดกับผู้เรียนระดับอุดมศึกษาเป็นครั้งแรก จนได้รับรางวัล Innovation of the Year จาก Association to Advance Collegiate Schools of Business (AASCB) ประเทศสหรัฐอเมริกา นั่นทำให้ผมเริ่มคิดว่า ทำไมนักเรียนจะมีโอกาสแบบนั้นบ้างไม่ได้”

และเมื่อจังหวะเวลาลงตัว อาจารย์กับทีมงานของ King’s Bangkok จึงไม่รอช้า ได้ชักชวนตัวแทนนักเรียนอย่างมาร์ตี้และกลุ่มเพื่อนมาจัดตั้งคณะกรรมการนักเรียนชุดเฉพาะกิจ เพื่อจัดฟอรั่มการศึกษาร่วมกัน และรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายตั๋ว โดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะมอบให้กับนักเรียนมัธยมปลายที่ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อเป็นทุนการศึกษา โดยมีข้อแม้ว่าเด็กๆ ของ King’s Bangkok จะต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดงานอย่างเต็มที่ตั้งแต่ต้นจนจบ

“งานอีเวนต์แบบนี้ไม่ได้ยากเกินความสามารถของสตาฟโรงเรียนที่จะจัดเองหรอกครับ” ผู้บริหารของโรงเรียนเล่า พลางยิ้มอย่างสบาย ๆ “แต่โรงเรียนของเราให้ความสำคัญกับปรัชญา 3 ข้อ ซึ่งยึดเป็นคุณค่าของโรงเรียนเลย นั่นก็คือ มารยาทที่งดงาม ความเมตตา และความใฝ่รู้สู่ปัญญา อีเวนต์นี้มีวัตถุประสงค์หลักคือเตรียมพร้อมนักเรียนมัธยมปลายที่สนใจเป็นการแนะแนวเส้นทางอาชีพ การทำงาน และการใช้ชีวิตในอนาคต และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำงานเรียนรู้การจัดงานไปพร้อมๆ กัน

“แต่ที่มากไปกว่านั้นคือโอกาสในการเรียนรู้คุณค่าเรื่องการมีเมตตา เราอยากสอนให้เด็ก ๆ ของเรามีเมตตาต่อตนเอง และต่อผู้อื่นในสังคมด้วย”

“แต่เรื่องแบบนี้เราสอนกันด้วยปาก ให้ท่องจำกันอย่างเดียวไม่ได้ใช่ไหมครับ” อาจารย์ถามกลับ “เด็ก ๆ ต้องซึมซับความรู้สึกนั้นด้วยใจ และสะท้อนความคิดให้ได้ด้วยตัวเองนั่นคือเหตุผลที่ฟอรั่มการศึกษาในครั้งนี้ถูกสร้างให้เป็นเหมือนสนามทดลอง ให้พวกเขาได้สัมผัสความเมตตาด้วยใจของตัวเอง”

“และที่สำคัญ เนื้อหาที่วิทยากรได้ถ่ายทอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอิคิไก หรือการใช้ชีวิตให้มีคุณค่าตามปรัชญาแบบญี่ปุ่น เรื่องการสร้างคุณค่าให้ชีวิตผ่านวัฒนธรรม เรื่องวิถีผู้นำในองค์กรระดับโลก ตลอดจนการเสวนาเคล็ดลับการเรียน การทำงาน และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ได้ช่วยปูทางให้เด็กๆ ได้มีรากฐานที่สำคัญก่อนออกก้าวเดินในชีวิตการทำงานต่อไป”

มาร์ตี้นั้นถูกชวนเข้ามาเป็นคนแรก ก่อนที่เขาจะรับหน้าที่ออกตามหาเพื่อน ๆ ผู้ร่วมอุดมการณ์ จนได้ทีมงานทั้งหมด 21 คน หนึ่งในนั้นคือแจ๊ปเปอร์ ผู้ร่วมวงสนทนาอีกคนในวันนี้ ที่รับบทเป็นพิธีกรร่วมบทเวที ที่มีสปีกเกอร์มากประสบการณ์ให้รับมือพร้อมถึง 4 คน

โลกของเด็กนักเรียนYear 11 กำลังจะเปลี่ยนไป ผ่านกระบวนการทำงานแบบผู้ใหญ่ครั้งแรกในชีวิต

King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน
King’s Bangkok Education Forum เวทีเสวนาเรื่องอาชีพและอนาคต จัดโดยนักเรียนเพื่อนักเรียน

Life

“ตอนแรกผมแค่คิดว่าโอกาสที่จะได้ฟังบุคคลที่ผ่านการศึกษาระดับโลก อาทิ มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด สแตนฟอร์ด ชิคาโก้ เยลล์ แล้วก็บุคคลที่ประสบความสำเร็จในเวทีระดับโลกจริง ๆ เป็นเรื่องยากมากสำหรับผมและเพื่อน ๆ ผมเลยคิดว่าอยากจะลองมามีส่วนร่วมดู จึงชวนเพื่อน ๆ มาด้วยกัน แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับผิดชอบและเรียนรู้มากขนาดนี้ครับ” มาร์ตี้กล่าวย้อนความรู้สึกแรกที่ได้ทราบว่าทางโรงเรียนจะมีโครงการนี้ 

“ในการประชุมครั้งแรก พวกเขานั่งกันตาแป๋วมากครับ” คุณเบน มหาบัณฑิตจากเคมบริดจ์และเป็น หนึ่งในทีมการตลาดของ King’s Bangkok ผู้รับหน้าที่ประสานงานกับคณะกรรมการนักเรียน เล่าติดตลก “สตาฟก็พยายามอธิบายให้เด็ก ๆ ฟังว่า การจัดอีเวนต์ในครั้งนี้มีประโยชน์อย่างไรกับตัวพวกเขาเองบ้าง แต่สิ่งที่จุดประกายไฟในตาของเด็ก ๆ มากที่สุดกลับเป็นตอนที่ผมอธิบายว่า สิ่งนี้จะมีประโยชน์กับคนอื่นอย่างไรบ้าง”

“เราพยายามจะวางแผนกันอย่างดี แล้วก็มีดร.สาครกับทีมการตลาดคอยสนับสนุนด้วย ผมก็เลยรู้สึกมั่นใจ” มาร์ตี้เล่าถึงความรู้สึกหลังจากเขาและเพื่อน ๆ เห็นประโยชน์ของการจัดงานครั้งนี้เมื่อได้รู้ว่าจะได้จัดงานอีเวนต์ใหญ่ “แต่แจ๊ปเปอร์นี่ตื่นเต้นมาก”

“แน่นอนสิ” แจ๊ปเปอร์โต้กลับอย่างออกรสชาติ “ผมจะได้เป็นพิธีกรบนเวทีเลยนะ ใครจะไม่ตื่นเต้นไหว แต่นี่เป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับผมเลย แล้วนักเรียนทุกคนที่ได้เข้ามาเป็นทีมงานก็กลายเป็นต้นแบบให้กับรุ่นน้อง ๆ ไปด้วยเลยครับ อีเวนต์นี้มันมีพลังมาก”

การเข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดงาน นั่นหมายถึงการตั้งเป้าหมายในการระดมทุน สร้างกลยุทธ์ในการขายบัตร การโปรโมทงาน ไปจนถึงการรันคิวงานในวันจริงด้วยตัวเอง

สำหรับผู้ใหญ่อย่างเราแล้ว อาจฟังดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ลองนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในครั้งแรกที่เราต้องจัดการงานที่มีคนจำนวนมากเข้ามาเกี่ยว อย่างงานกีฬาสี งานเลี้ยงรุ่น แล้วจินตนาการดูสิว่า นี่คือประสบการณ์ที่ใหญ่ขนาดไหนสำหรับเด็กมัธยมปลาย

“มันยากตั้งแต่เริ่มหาทีมงานแล้วครับ” มาร์ตี้เกริ่น “เราเริ่มกันที่การออกแบบโลโก้ งานอาร์ตต่าง ๆ ร่วมกับทีมการตลาดของโรงเรียน แต่การจะหาเวลามาทำงานด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพวกผมมีเวลาว่างเฉพาะช่วงพักเที่ยงและหลังเลิกเรียน เราก็เลยมักประชุมกันระหว่างช่วงพักและทานข้าวเที่ยงกันไปด้วย”

“ผมชอบการประชุมช่วงพักเที่ยงนะ เวลาที่เราได้มานั่งล้อมวง ทานอาหารอร่อย ๆ และคุยงานไปด้วย สำหรับผมมันดีกว่าประชุมออนไลน์เยอะครับ เพราะมีอาหารอร่อยไง” แจ๊ปเปอร์เล่าต่อจากเพื่อนอย่างร่าเริง

“การขายบัตรก็ท้าทาย เราโพสต์คอนเทนต์ออนไลน์ด้วยเหมือนกันครับ วิทยากรที่เชิญมาก็ช่วยโปรโมตด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็คุณพ่อคุณแม่เรานี่แหละครับที่ช่วยกันโปรโมต ทั้งที่เราตั้งเป้าหมายในการระดมทุนกันเอง ว่าเราอยากสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนได้ถึง 7 คน ตอนแรกเราก็เลือกกันเพราะเลขสวยดี แต่เราทุกคนก็ดีใจมากที่เราทำได้เกินเป้าหมาย” 

แน่นอนว่าความยากไม่ได้จบแต่ช่วงวางแผน เมื่อถึงวันงานเอง ทั้งคนหน้าฉากอย่างแจ๊ปเปอร์ และคนหลังฉากอย่างมาร์ตี้ต่างก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันจนหัวหมุน

 “ภารกิจหลักของวันนี้คือการดูแลวิทยากรครับ” มาร์ตี้อธิบาย “แต่ในขณะที่ดูแลวิทยากรที่ให้เกียรติมาแชร์เรื่องราวกับเรา ผมก็ต้องดูแลทีมงานไปด้วยพร้อมกัน เพื่อให้มั่นใจว่าแต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเอง และให้งานดำเนินไปอย่างราบรื่น”

แม้ว่างานนี้ไม่ใช่งานง่าย ใช้พลังตั้งแต่ต้นจนปลาย แต่พวกเขากลับพูดตรงกันว่า นี่แหละคือรสชาติของชีวิต

เพราะนอกเหนือจากเนื้อหาวิชาชีวิตที่วิทยากรทุกท่านมาแชร์ให้นักเรียนได้ฟังกันเป็นเรื่องที่เหมาะกับผู้ฟังที่เป็นนักเรียนโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการค้นหาความหมายของชีวิตด้วยหลักการอิคิไก การทำความเข้าใจชีวิตผ่านการเข้าใจความหลากหลายของวัฒนธรรม ไปจนถึงประสบการณ์จริงจากรุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ ว่าแล้วเขาเหล่านั้นผ่านช่วงเวลาการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยมาอย่างไร ค้นหาตัวเองเจอได้อย่างไร ไปจนถึงหางานที่ใช่ได้อย่างไร นักเรียนอย่างพวกเขาก็ได้ฝึกออกแรงเปิดประตูบานแรกสู่ชีวิตผู้ใหญ่ ด้วยกระบวนการเบื้องหลังการจัดงานนั่นเอง

“การจัดอีเวนต์ครั้งนี้ทำให้เราได้ลิ้มรสชาติชีวิตผู้ใหญ่ครับ” แจ๊ปเปอร์ให้ความเห็นหลังจากนิ่งและตกผลึกความคิดได้ “เหมือนที่วิทยากรท่านหนึ่งของเราพูดบนเวทีว่า กำแพงที่กั้นระหว่างเขากับชีวิตจริงได้พังทลายลงในช่วงจังหวะที่เขาเพิ่งได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศเป็นครั้งแรก นั่นเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าต้องเผชิญหน้ากับความจริง อารมณ์ประมาณนั้นเลย แต่เวทีนี้ก็ช่วยให้เรากลัวชีวิตจริงน้อยลงด้วยเหมือนกัน”

“เมื่อมองเผิน ๆ เราอาจเห็นว่าเป็ดลอยน้ำได้อย่างสบาย ๆ แต่ใต้น้ำเป็ดต้องออกแรง เตะเท้าอย่างหนักเพื่อให้ลอยบนน้ำได้” มาร์ตี้พูดถึงสิ่งที่วิทยากรท่านหนึ่งได้กล่าวเอาไว้ “สำหรับผม มันเหมือนกับว่าวิทยากรที่มาบรรยายทุกคนในวันนี้เป็นเป็ดตามนิยามนี้เลย เพราะภายใต้ความสำเร็จของทุกคนล้วนเป็นเรื่องราวของความมุ่งมั่น การทำงานหนัก และความไม่ยอมแพ้”

“ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เราได้เห็นทีมการตลาดของเราทำงานจริงอย่างใกล้ชิดด้วยครับ” แจ๊ปเปอร์เสริม “ตอนแรกผมก็สงสัยนะว่าพวกผู้ใหญ่ทำงานกันเยอะขนาดนี้ได้ยังไง แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว”

“เราจะหาโอกาสได้ทำงานจริงแบบนี้ได้จากที่ไหนอีก ถ้าไม่ใช่โรงเรียนมอบให้ละครับ” มาร์ตี้พยักหน้าเห็นด้วย “ผมว่าทีมงานหลายคนเติบโตขึ้นจากกระบวนการทำงานนี้ ตอนแรกพวกเขาก็เก่งอยู่แล้ว แต่ก็พัฒนาขึ้นไปอีกได้”

“ถึงนายจะบ่นอยู่ตลอดว่าวิ่งทั้งงานจนขาพังไปหมดแล้วน่ะหรอ” แจ๊ปเปอร์แซวขึ้นมาได้จังหวะ เล่นเอาทั้งวงหัวเราะกันท้องแข็ง

Social Values

แม้ช่วงเวลาในการฟังมาร์ตี้และแจ๊ปเปอร์เล่าประสบการณ์เปลี่ยนชีวิตของพวกเขานั้นจะแสนสั้น แต่เราก็ได้เห็นภาพสะท้อนการเติบโตทางความคิดของนักเรียนทั้ง 2 คนที่ขยับเข้าใกล้ความเป็นคนของสังคมมากขึ้นอีกนิด

การเติบโตที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ และห้อมล้อมไปด้วยการสนับสนุนของบุคลากรทางการศึกษาที่เฝ้ารอดูพวกเขาผลิดอกออกผล

และ ดร.สาครยังสะท้อนให้เรามองเห็นภาพใหญ่ต่อไป การจัดงานสำหรับคนกลุ่มเล็ก ๆ ในครั้งนี้มีบทบาทอย่างไรต่อระบบการศึกษาและภาพรวมของประเทศว่า

“หากเราถอยออกมามองภาพกว้าง เด็กกลุ่มนี้ของเราเป็นเด็กที่เรียกได้ว่าโชคดี เขามีศักยภาพที่จะทำอะไรมากมาย เราจึงต้องหว่านเมล็ดพันธุ์ทางความคิดในการสร้างคุณค่าให้กับสังคมให้เขามีโอกาสได้คิดเรื่องนี้ และวิทยากรที่มาพูดให้กับฟอรั่มนี้ต่างเป็นข้อพิสูจน์ที่มีชีวิตว่า เมื่อเรามอบอะไรให้ผู้อื่น เราก็จะได้สิ่งนั้นกลับมา”

เพราะการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องการเสริมพลังทางปัญญาเท่านั้น การเติมเต็มความเป็นมนุษย์ ให้ตระหนักถึงบทบาทของตนเองต่อสังคมคือเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

“เราพยายามที่จะสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ด้วยกระบวนการเรียนรู้ เพื่อสร้างคนที่มองเห็นเป้าหมายที่ถูกต้อง ยึดถือคุณค่าที่เหมาะสม และนั่นคือสิ่งที่การศึกษาไทยควรจะมอบให้กับผู้เรียน ไม่ใช่แค่ความเป็นเลิศทางวิชาการ

“ปรัชญาการศึกษาของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นต้นแบบของโรงเรียน King’s Bangkok บอกกับเราว่านอกจากความเป็นเลิศทางวิชาการแล้วยังมีส่วนผสมอีก 2 อย่างที่สำคัญในการปั้นทรัพยากรมนุษย์ที่สร้างความเป็นคนอย่างสมบูรณ์ นั่นคือ ความใส่ใจอย่างครบถ้วนรอบด้านและหลักสูตรร่วมผสมอย่างดนตรี ศิลปะ กีฬา และอื่น ๆ ในขณะที่กิจกรรมเสริมจะช่วยสร้างสังคมและความชื่นชอบเฉพาะบุคคลให้ชัดเจน การการใส่ใจอย่างครบถ้วนรอบด้านจะประคองให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างมีความสุข และเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามอุปสรรค” อาจารย์นักบริหารกล่าวสรุปปิดท้าย

แต่แจ๊ปเปอร์ผู้พลังงานล้นก็อดไม่ได้ที่จะเติมต่อว่า

“ผมว่าเด็กหลายคนไม่รู้หรอกว่าคุณค่าทางสังคมสำคัญยังไง แต่หลังจากที่ได้ฟังประสบการณ์ของวิทยากรทุกท่านบนเวที ผมเข้าใจแล้วว่า ความสำเร็จไม่ใช่แค่เรื่องของการมีคนนับหน้าถือตา แต่เป็นเรื่องของการมอบบางอย่างคืนสู่ผู้อื่นด้วยเหมือนกัน”

บทสรุปจากปากของแจ๊ปเปอร์ทำให้เรารู้สึกว่า การเรียนแบบไม่เน้นจำ แต่ให้ลงมือทำ ได้ไปสะกิดใจใครบางคนให้เติบโตไปในทิศทางที่งดงามได้จริง ๆ

และการให้โอกาสเด็ก ๆ ได้พูด ทำ ส่งเสียง อย่างที่คุณครูและบุคลากรของ King’s Bangkok ได้ทดลองและมาแชร์ผลลัพธ์ให้เราเห็นผ่านบทสัมภาษณ์นี้ ก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีไม่น้อยสำหรับผู้ใหญ่หรือแม้แต่ครูในประเทศ ที่จะเปิดใจรับฟัง และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนของตนเองได้ลงมือ ล้มลุก และเรียนรู้จากความผิดพลาด

เพราะแม้ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การเรียนรู้จากการลงมือทำที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการก็เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เด็ก ๆ ขยับเข้าใกล้มหาวิทยาลัยในฝัน ชีวิตที่มีเป้าหมาย และความสำเร็จที่ไม่ใช่แค่การ ‘ได้’ แต่เป็นการ ‘ให้’ ด้วยเช่นกัน

Writer

Avatar

เกวลิน ศักดิ์สยามกุล

นักออกแบบ-สื่อสารเพื่อความยั่งยืน ที่อยากเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านชีวิต บทสนทนา และแบรนด์ยาสีฟันเม็ดเล็กๆ ของตัวเอง

Photographer

Avatar

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load