“ฉันตัดสินใจตั้งแต่อายุ 20 ปีว่าจะตามฝันการเป็นนักแสดงบนเวที และหวังว่าสักวันจะได้แสดงให้ Cirque Du Soleil”

Elizabeth Brown Gagnon เอ่ยในวันที่ฝันของเธอเป็นจริง สำหรับนักกายกรรมสาวจากเท็กซัสและศิลปินมากมายทุกทวีป การได้ทำงานกับคณะละครสัตว์แห่งดวงอาทิตย์ (Cirque Du Soleil – เซิร์ก ดู โซเลย์) คือความฝันอันสูงส่ง ปัจจุบันมีศิลปินทั่วโลกเพียง 1,300 คนเท่านั้นที่สำเร็จ

จากคณะละครเล็กๆ ในแคนาดาที่ก่อตั้งในปี 1984 Cirque Du Soleil ประสบความสำเร็จมหาศาล ด้วยการแสดงที่สื่อสารด้วยภาษากายและความสนุกผาดโผน จนกลายเป็นกลุ่มละครที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสมาชิกทั้งหมดกว่า 4,000 คน และตระเวนสั่นสะเทือนความรู้สึกคนดูทั่วโลกมาแล้วมากกว่า 180 ล้านคน

ในวาระที่คณะละครสุดร้อนแรงจะเดินทางมาแสดงละครเรื่อง Cirque Du Soleil TORUK The First Flight ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง Avatar ของ James Cameron ที่เมืองไทย เราได้โอกาสพูดคุยกับสมาชิกจากคณะละครสัตว์แห่งดวงอาทิตย์ Janie Mallet นักประชาสัมพันธ์ และ Elizabeth Brown Gagnon นักแสดงกายกรรม ถึงเบื้องหลังโปรดักชันอลังการงานช้าง ก่อนการแสดงแสงสีเสียง 18 รอบในเดือนมิถุนายนจะเริ่มต้นขึ้น

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

Avatar x Cirque Du Soleil

ปี 2009 ภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง Avatar ออกฉาย เรื่องราวของนายทหารหนุ่มที่เข้าไปพบชีวิตที่สองบนดาวแพนโดร่าใช้ทุนสร้างมหาศาลจนมีการคาดการณ์ว่าคงขาดทุน ผลปรากฏว่า ‘อวตาร’ ทำรายได้ถล่มทลาย แถมยังกวาดคะแนนนักวิจารณ์กับรางวัลออสการ์ไป 3 รางวัล เจมส์ คาเมรอน สร้างโลกสมมติขึ้นมาใหม่ทั้งใบ และพิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้กำกับมือฉมังของโลก

ความสำเร็จยิ่งใหญ่ทำให้โลกขยายกลายเป็นจักรวาล ทีมงาน อวตาร ตกลงกับ Cirque Du Soleil ยักษ์ใหญ่ฝั่งละครเวทีว่าจะทำละครภาคต่อจากหนังไซไฟที่ใช้ CG ทั้งเรื่อง! เมื่อการแสดงสดไม่มี CG สิ่งที่ตามมาคืองานดีไซน์ละเอียดยิบมหาศาลคุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

“ตั้งแต่หนังออกมา Cirque Du Soleil ได้คุยเรื่องนี้กับเจมส์ คาเมรอน และทีมงานของเขาแล้ว โปรดักชันที่ใหญ่ขนาดนี้ต้องใช้เวลาสร้างราว 5 ปี สำหรับกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่เขียนบท หานักแสดง ออกแบบและสร้างฉาก และฝึกซ้อมร่วมกันจนเปิดตัวเล่นครั้งแรกที่มอนทรีอัล แคนาดา ในปี 2015 หลังจากนั้นเราก็ออกทัวร์รอบโลกมา 2 ปีครึ่งแล้ว”

เจนี่ นักประชาสัมพันธ์แห่งคณะละครเสริมต่อว่าแม้ละครจะออกมาช้ากว่าหนังหลายปี แต่ผู้คนยังรักและจดจำ อวตาร ได้

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 11 ที่เรามาเล่น ทุกอย่างยังสดใหม่และเรายังพัฒนากันอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างในจักรวาลอวตารสมเหตุสมผล”

สร้างโลกใหม่

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

Cirque Du Soleil TORUK The First Flight เริ่มต้นเรื่องเมื่อ 3,000 ปีก่อนมนุษย์ย่างเท้าลงบนดวงจันทร์แพนโดร่า ก่อนเรื่องราวในหนังจะเกิดขึ้น หนึ่งในเหตุผลแรกที่ภาคใหม่ของ อวตาร เป็นเรื่องของชาวนาวีล้วนๆ ไม่มีมนุษย์มาข้องเกี่ยว เพราะการแสดงให้เห็นความต่างระหว่างขนาดตัวชาวนาวีตัวยักษ์และมนุษย์บนเวทีเป็นเรื่องยากมาก การสร้างเรื่องราว prequel เปิดโอกาสให้ทีมงานสร้างเรื่องราวใหม่ได้ง่ายกว่า

Michel Lemieux และ Victor Pilon ผู้กำกับละครและผู้กำกับมัลติมีเดียร่วมเขียนบทเรื่องวัยรุ่นชาวนาวี 3 คนที่พยายามต่อสู้เพื่อรักษาบ้านเกิดจากภัยธรรมชาติ ด้วยการเดินทางออกตามหาโทรุค สัตว์ปีกเจ้าแห่งน่านฟ้าแพนโดร่า ระหว่างทางทั้งสามได้พบชาวนาวีหลายเผ่าและฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มากมายจนถึงภูเขาลอยฟ้า

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

“ตอนที่ลงมือทำเรื่องนี้ มันเป็น Touring Show ที่ใหญ่ที่สุด Cirque Du Soleil เคยทำมา เราต้องออกเดินทางไปเล่นในที่ใหม่ทุก 1 – 2 สัปดาห์ แต่เรามีโปรเจกเตอร์ 4 ตัวฉายกลางอากาศ มีเทคนิคพิเศษสร้างแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ผืนน้ำที่ดูเหมือนจริง และเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบไฟติดตามคนอัติโนมัติ มีการทดลองและใช้เวลาเยอะมากเพื่อทำให้แพนโดร่ามีชีวิตขึ้นมา และทำให้คนดูรู้สึกเหมือนอยู่ในแพนโดร่าจริงๆ”

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

พื้นที่ฉายภาพมัลติมีเดียของละครเรื่องนี้ใหญ่กว่าจอ IMAX 5 เท่า มีฉากและอุปกรณ์ที่ดูเหมือนมาจากโลกอื่น มีการเชิดหุ่นสัตว์ประหลาดยักษ์ โดยเฉพาะโทรุคที่หนักถึง 115 กิโลกรัม และมีความกว้างถึง 12 เมตร เสื้อผ้าเครื่องประดับของนักแสดง 35 ชีวิต ออกแบบให้ดูเหมือนทำจากพืชนอกโลก และประกอบด้วยมือชาวนาวี เครื่องแต่งกายเหล่านี้มีจำนวนนับพันชิ้น เนื่องจากพวกเขาต้องสลับเล่นหลายบทบาท และสิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความแตกต่างระหว่างชาวนาวีทั้ง 5 เผ่าออกจากกัน

 คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

ประชากรชาวนาวี

“เส้นทางของทุกคนที่มาที่นี่แตกต่างกันออกไป”

เอลิซาเบ็ธผู้รับบทชาวนาวีถึง 4 ตัวละครเอ่ย ก่อนอธิบายเส้นทางนักแสดงก่อนกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตตัวสีฟ้า “Cirque Du Soleil มองหานักแสดงที่แตกต่างกันในแต่ละเรื่อง เรื่องนี้ต้องการนักกายกรรมที่มีพื้นฐานยิมนาสติก การเต้น และการแสดง ที่ทำให้พัฒนาตัวละครและแสดงได้เต็มที่ เราต้องออดิชันหลายขั้นตอน นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันทำงานกับ Cirque Du Soleil แต่ก่อนหน้านี้ทำงานกับโชว์อื่นมา 9 ปี บางคนเคยเล่นเรื่องอื่นของ Cirque Du Soleil มาแล้วและอยากเปลี่ยนมาเล่นเรื่องใหม่ ประวัติแต่ละคนไม่เหมือนกัน”

คณะละครนี้มีทีมแคสติ้งที่มอนทรีอัลและทีมงานที่มองหานักยิมนาสติกและนักแสดงจากทั่วโลก รวมถึงเปิดรับสมัครศิลปินทางออนไลน์ ศิลปินที่คณะละครสัตว์แห่งดวงอาทิตย์ต้องการมีหลากหลาย ทั้งนักแสดงกายกรรม นักร้อง นักเชิดหุ่น และสารพัดช่าง ที่จะสร้างเวทมนต์บนเวทีให้สะกดคนดู

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

“เราต้องใช้เวลาในการพัฒนาตัวละครชาวนาวี เรียนรู้การเดินเหมือนนาวี คลานเหมือนนาวี พูดภาษานาวี และเข้าใจแนวคิดของชาวนาวี คือเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับจักรวาล เราคือส่วนหนึ่งของดวงจันทร์แพนโดร่า และต้องเข้าใจปรัชญาของเจมส์ คาเมรอน ที่อยู่ในหนัง แล้วแสดงให้เห็นว่ามนุษย์อย่างเรากลายเป็นชาวนาวีเมื่ออยู่บนเวที”

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

“ฉันเล่นเป็น 4 ตัวละคร จาก 4 เผ่า และแต่ละเผ่าเคลื่อนไหวต่างกัน เผ่าหนึ่งมีความสุขสนุกสนาน พวกเขาจะเคลื่อนไหวแบบนั้น แต่อีกเผ่าเป็นนักรบดุดัน ก็จะเคลื่อนไหวอีกแบบ ดังนั้น มันจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชุด แต่ต้องเปลี่ยนการเคลื่อนไหวเพื่อสะท้อนตัวละครด้วย”

นอกจากฝึกซ้อมการแสดง พวกเขาต้องเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปโดยสิ้นเชิง นักกายกรรมส่วนใหญ่มีกล้ามเนื้อมากและไม่มีโครงสร้างผอมสูงแบบชาวนาวี นักแสดงทั้งหมดต้องเรียนแต่งหน้าแต่งตัวเอง ก่อนการแสดงเธอจะเพนต์ตัวเองด้วยครีมสีฟ้า และลงแป้งสีฟ้าทับอีกชั้นก่อนแต่งตัว รวมถึงติดหางเข้าไปด้วย การแต่งตัวนี้ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง และทิ้งร่องรอยสีฟ้าติดตัวหลังแสดงจบเสมอ

“การแต่งตัวช่วยให้ฉันมีสมาธิและเข้าถึงตัวละครมากขึ้น เราต้องใช้พลังเยอะมากเพื่อเป็นตัวละครบนเวทีตลอดเวลา มันไม่เหมือนการเล่นกายกรรม ฉันฝึกกายกรรมมาตลอดชีวิต แต่การแสดงเป็นชาวนาวีเรื่องใหม่ การเป็นและคงความเป็นตัวละครไว้ตลอด 2 ชั่วโมง หรือบางทีก็ 2 รอบต่อคืน เป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุุด แต่มันก็ทำให้โชว์พิเศษ”

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

สู่สายตาผู้ชม

ตั้งแต่ออกทัวร์ TORUK – The First Flight ได้รับเสียงตอบรับท่วมท้นล้นหลาม การแสดงของ Cirque Du Soleil มีเนื้อหาเป็นสากลและเปิดกว้างต่อการตีความของผู้ชม ความพยายามบากบั่นของชาวนาวีที่รวมตัวกันเพื่อเอาชนะเป้าหมาย สร้างความเปลี่ยนแปลงและความฮึกเหิมในใจผู้ชม

“สิ่งที่ดีที่สุดของงานนี้คือการได้แสดงละครกับ Cirque Du Soleil และสิ่งต่อมาคือการเป็นครอบครัวใหญ่ ละครเรื่องนี้เล่าเรื่องมิตรภาพ ความสามัคคีกลมเกลียวเพื่อเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเราจริงๆ” นักกายกรรมสาวกล่าวอย่างจริงใจ

“ผู้ชมมีผลตอบรับแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ฉันคุ้นเคยกับผู้ชมจากอเมริกาเหนือและแคนาดา แต่พอเราไปเม็กซิโก พวกเขาตื่นเต้น เสียงดัง สนใจการแสดง บางประเทศผู้ชมจะเรียบร้อยกว่า แค่ตบมือ แต่ตอนจบเราจะรู้สึกถึงความชื่นชมของพวกเขาเสมอ”
คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

 

นอกจากคุยกับนักแสดง เรายังได้ไปชมเบื้องหลังเวที TORUK The First Flight ฉากแสนสวยน่าอัศจรรย์นี้ใช้เวลาติดตั้งเพียง 10 – 12 ชั่วโมงเท่านั้น โดยอุปกรณ์และเครื่องแต่งกายทั้งหมดกว่าพันชิ้น บรรจุในคอนเทนเนอร์ 39 ตู้ และขนย้ายมาทางเครื่องบิน 4 ลำ

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

นักแสดงทั้ง 40 คนเรียนการแต่งหน้าเป็นชาวนาวีที่ควิเบก โดยสไตลิสต์ออกแบบการแต่งหน้าให้แต่ละคนต่างกัน กระทั่งชุดสีฟ้าแนบเนื้อที่ออกแบบมาอย่างละเอียดมี 4 สี เหมือนสีผิวคนเราที่ไม่เท่ากัน ส่วนงานของคนเชิดหุ่น 6 คนก็สนุกใช่เล่น พวกเขาต้องเชิดหุ่นสัตว์ 16 ตัวที่ซับซ้อน ตั้งแต่เชิดเดี่ยว เชิดคู่ ไปจนถึงเชิดโทรุกเจ้าเวหาพร้อมกันทั้ง 6 คน เห็นการทำงานเบื้องหลังแล้วยิ่งประทับใจกับ Cirque Du Soleil เข้าไปอีก

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

 

Cirque Du Soleil TORUK The First Flight จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 14 – 24 มิถุนายนนี้ ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี จองบัตรได้ที่นี่

ภาพ: TORUK-The First Flight

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

29 พฤศจิกายน 2565
78

“เรื่องนี้เราจะไม่รอ”

เป็นคำพูดที่ นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการของธนาคารกสิกรไทยเน้นย้ำกับ The Cloud เพื่อแสดงเจตนาที่แน่วแน่ในการร่วมเปลี่ยนผ่านสังคมธุรกิจของประเทศไทยไปสู่กระบวนการที่ยั่งยืน แม้เรื่องนี้จะไม่ง่าย แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ก็ยินดีที่จะก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อชวนทุกคนเดินไปด้วยกัน

เป้าหมายที่ทุกองค์กรทั่วโลกตั้งใจทำให้สำเร็จ คือเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของมนุษยชาติ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด แนวทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลที่ดี หรือ ESG ถูกหยิบยกมาใช้บ่อยขึ้น และกำลังจะกลายเป็นขอบเส้นของมาตรฐานการทำธุรกิจในบริบทใหม่ที่ทุกคนต้องเดินตาม

เปลี่ยนวันนี้ ก่อนจะไม่มีโอกาสได้เปลี่ยน และธนาคารกสิกรไทยก็เริ่มต้นมาได้สักพักแล้ว

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

เริ่มต้นที่ตัวเรา

สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ความยั่งยืน คือการชี้วัดอย่างเป็นรูปธรรมของผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เริ่มจากกระบวนการทำงานภายในองค์กรที่ทำได้ทันที จากนั้นเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนที่ยากที่สุดคือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่อยู่ปลายทาง ซึ่งต้องนำมาพิจารณาด้วย

การจัดการภายในจึงเป็นสิ่งที่เริ่มได้เร็วกว่าทางอื่น

“เรามองมาที่การทำงานของเรา ว่าอะไรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะบ้าง นั่นก็คือรถยนต์ที่เราใช้ เรามีรถเป็นพันคัน สองคือการใช้ไฟฟ้า แม้เราจะไม่ใช่โรงงาน แต่ก็มีสาขา มีสำนักงานขนาดใหญ่ทั่วประเทศถึง 7 อาคาร ซึ่งใช้ไฟฟ้าพอสมควร

“ถามว่าจะไม่ใช้รถหรือไฟฟ้าได้ไหม ก็ไม่ได้ เราพยายามปรับไปใช้น้ำมัน E85 ก็ช่วยลดคาร์บอนได้บ้าง สุดท้ายเราจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในอนาคต ดังนั้น รถหมดสัญญาแล้วก็จะทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าครับ ส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้า เราติดโซลาร์เซลล์ตามสาขาต่าง ๆ คิดว่าน่าจะประมาณ 200 – 300 สาขาที่ธนาคารเป็นเจ้าของพื้นที่และมีศักยภาพในการติดตั้งได้ จากทั้งหมด 800 สาขาที่มี ก็ช่วยลดค่าไฟได้ 10 – 20% ที่เหลือก็ต้องหักล้างเรื่องคาร์บอนเครดิตเอาอีกที” 

ทุกกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีร่องรอยของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

Green Transition การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ที่เป็นไปได้

เป้าหมายที่สำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการผลักดันเรื่องความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย โดยธนาคารมีความตั้งใจจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จากการดำเนินงานของธนาคาร ใน พ.ศ. 2573 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคารตามทิศทางของประเทศ ด้วยชุดความคิดที่เป็นไปได้และทำได้จริงมากกว่าการประกาศเป้าหมายเท่ ๆ

“สิ่งที่ท้าทายคือ พอร์ตสินเชื่อของเรามีถึง 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งใหญ่มาก เราต้องดูว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน ทำได้จริงแค่ไหน ซึ่งเราทำคนเดียวไม่ได้ ขึ้นกับว่าลูกค้าเอากับเราด้วยไหม เราก็ต้องไปเฟ้นหาว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะไปด้วยกันต่อ เราเพิ่งจ้างที่ปรึกษาระดับโลกมาวิเคราะห์พอร์ตสินเชื่อของเรา ดูเป็นรายอุตสาหกรรมเลย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มที่เราจะเน้น โดยประเมินออกมาเป็น 3 เซกเตอร์ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ 27% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา ส่วนอีก 2 อันคิดเป็นสัดส่วน 13% ถ้าทำทั้งหมด 5 กลุ่มนี้ ก็จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งพอร์ตของเรา อย่างธุรกิจพลังงาน โรงไฟฟ้าเป็นพอร์ตที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับนโยบายภาครัฐทั้งเรื่องพลังงานทดแทนและโรงไฟฟ้าด้วย เรื่องนี้เราจับตามองอยู่ แต่เราก็ไม่รอนะ เราคุยกับลูกค้าไปเลยว่าพอจะเปลี่ยนตรงไหน อย่างไรได้บ้าง”

บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่างเข้าใจและรู้ถึงความสำคัญของ ESG รวมทั้งรายงานต่าง ๆ ที่ต้องจัดทำเพื่อให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล คุณกฤษณ์มองว่านี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“สุดท้ายเราต้องพูดเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ อย่างพวกถ่านหิน เราก็ไม่ปล่อยกู้ให้โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงใหม่ เราทำแบบนี้มาได้สักปีหนึ่งแล้ว คือของเดิมที่มีอยู่ แต่ถ้าเขาจะปรับปรุงเพื่อลดการใช้ถ่านหินลง เราก็พร้อมคุย เพราะว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ถึงยังไงผมก็ไม่คิดว่าเราจะตัดพวกเขาออกไปได้ เพราะว่าเวลาลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้ว เราก็ต้องอยู่กับเขาไปอีก 20 ปี สมมติสร้างโรงงานมา 5 พันล้านแล้ว จะมีใครมาปิดมันง่าย ๆ ดังนั้น ต้องช่วยกันคิดที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง

“ช่วงที่ผ่านมามีประชุมกับกลุ่มนักลงทุนตลอด ล่าสุดมีกลุ่มที่เข้ามาขอคุยเรื่อง ESG อย่างเดียวเลย ดูว่าเราเป็นอย่างไร อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ เราก็รู้สึกดี ผมเองไม่ได้มีคำตอบให้เขาทุกอย่าง แต่เราบอกเขาเรื่อง KBank Way คือ Walk the Talk พูดแล้วก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด”

เรียบง่ายแต่หนักแน่นเอาเรื่อง สำคัญวิถีของธนาคารกสิกรไทย

ความยั่งยืนทำคนเดียวไม่ได้

สิ่งที่เป็นอุปสรรคและความท้าทายของธนาคารคือ การชวนผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็กมาร่วมเปลี่ยนผ่านกระบวนการทางธุรกิจไปด้วยกัน ซึ่งกลุ่มนี้อาจต้องใช้ทั้งแรงผลักและแรงจูงใจมากกว่าบริษัทขนาดใหญ่

“ความท้าทายของเราคือลูกค้าขนาดที่เล็กลงมา ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาจะมองว่าพอต้องใช้เงินลงทุนที่มากขึ้น แต่ผลตอบแทนหรือกำไรที่ได้อาจจะลดลง แล้วแบบนี้แรงจูงใจที่จะให้เขาทำคืออะไร อย่างลงทุนทำโรงงานสีเขียว 100 ล้านบาท ถ้าเราเป็นผู้ประกอบการก็จะคิดว่าทำไปทำไม อย่างแรกเราต้องมีแรงจูงใจ เราเองต้องไปชวนลูกค้าคุย เอาตัวเลขไปเสนอเพื่อประกอบการตัดสินใจ อันที่สองผมว่าภาครัฐก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ผมคิดว่าภาครัฐควรทำเป็นรายอุตสาหกรรมไป ไม่ต้องทำผ่านระบบธนาคาร บอกไปเลยว่าถ้าใครเดินมาทางนี้ จะได้แบบนี้ ถ้าใครไม่ทำตามนี้ ก็จะเกิดผลแบบนี้ ภาครัฐก็ต้องเล่น 2 บทด้วย” 

ล่าสุด ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการกำหนดนิยามและจัดหมวดหมู่โครงการหรือกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย (Thailand Taxonomy) ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำนิยามและหมวดหมู่ เพื่อให้ภาครัฐ ธนาคาร และกลุ่มธุรกิจ มีความเข้าใจตรงกันและมีจุดที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดแผนและนโยบายต่าง ๆ ขององค์กร ซึ่งสถาบันการเงินต้องประเมินความเสี่ยง รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกก้าวของการร่วมมือกันในวงที่กว้างขึ้น

“ในต่างประเทศเขาบังคับผ่านกฎหมายเป็นรายอุตสาหกรรมเลยนะ เริ่มจากการวัดคาร์บอนก่อน พิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมไป ซึ่งปัจจุบันบ้านเรายังไม่มีเรื่องพวกนั้น ตอนนี้เริ่มแล้วแต่ยังเป็นภาพกว้าง ๆ อยู่ ผมว่าการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เราเอาสิ่งนั้นมาเชื่อมกับธุรกิจเยอะขึ้น ผมเป็นกรรมการผู้จัดการที่ดูแลด้านเป้าหมายสินเชื่อและด้านความเสี่ยง ดูว่าเป็นอย่างไร รายได้มาจากทางไหน เสี่ยงอย่างไร ผมก็เอาเรื่อง ESG ใส่ไปด้วย มันยากขึ้นคือเป้าสินเชื่อก็ต้องทำให้ได้ เรื่อง ESG ก็ต้องทำให้ชัดว่าพอร์ตสินเชื่อเราจะวิ่งไปทางไหน และทำไมต้องเป็นทางนั้น นี่เป็นโจทย์ทางธุรกิจไปแล้ว

“เรามี Climate Pillar เป็นเสาหลักอันใหม่ขึ้นมา คือรวมโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมาไว้ด้วยกัน แล้วทางนี้ก็จะเอามาตั้งเป็นเป้า เราอยากเป็นผู้นำด้าน ESG ของภูมิภาคก็ต้องออกมาทำก่อน ทั้งการตั้งเป้าหมาย มีคำมั่นสัญญา ผู้นำในความหมายของเราไม่ใช่ผู้นำที่ทิ้งคนอื่นนะ แต่เป็นผู้นำที่ชวนคนอื่นเข้ามาทำด้วย มีคนถามว่ากลัวคนอื่นมาแข่งมั้ย ผมตอบว่าผมชอบเลย มาแข่งเรื่อง ESG ถือว่าดี ใครมีวิธีดี ๆ หรือเทคโนโลยีอย่างไรก็มาแชร์กัน เรื่องนี้อยากชวนมาแข่งนะ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้มากขึ้น ตอนนี้เราพยายามสร้างมาตรฐานใหม่และคุยกับแบงก์ชาติ แต่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือกัน ถ้าลูกค้าไม่เอาด้วยก็จะเกิดช้าครับ”

การเปลี่ยนแปลงที่มีผลในวงกว้าง จะฉายเดี่ยวไม่ได้

เป้าหมายความยั่งยืนที่ชี้วัดได้

แล้วตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านและความยั่งยืนอยู่เท่าไหร่ 

นี่คือคำตอบ

“ประมาณ 1 – 2 % ของสินเชื่อทั้งหมดครับ เมื่อก่อนมีความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจสีเขียวว่าวัดยังไง ปีนี้เราเริ่มนับแล้ว ตอนนี้จะชัดขึ้นว่าอันไหนได้หรือไม่ได้ อาคารสร้างขึ้นมาแบบประหยัดพลังงานหรือเปล่า สร้างอย่างไร เพราะภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอีกอันที่เราเน้น เนื่องจากปล่อยคาร์บอนเยอะ ต้องมีกระบวนการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อนการพิจารณาเครดิต เราทำมาหลายปีแล้ว อย่างเช่น ลูกค้าอยากทำโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะ ฟังดูน่าจะกระทบกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน เราก็ดูว่าเขากู้เงินไปแล้วจะใช้ทำอะไรบ้าง คืนอะไร อย่างไร มาตรฐานสากลของสิ่งนั้นคืออะไร ปล่อยมลพิษไปแล้วกระทบอะไรมั้ย เทคโนโลยีที่ใช้คืออะไร ถ้าผ่านตามมาตรฐานหมด ก็จะเข้าไปคณะกรรมการของธนาคาร ถ้าเขาไฟเขียวถึงจะเอามาดูต่อ แปลว่าถ้าไม่ได้ตามมาตรฐาน เราก็จะไปคุยถึงปัญหา หา Solution ให้ลูกค้า แต่ถ้ายังทำไม่ได้เราไม่คุยด้วย

“ตอนนี้เราตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อและการลงทุนสีเขียวเข้าไปในระบบอีกสัก 2 แสนล้านบาท เราอยากชวนธุรกิจมาทำกันเพิ่ม เรื่องความยั่งยืนนี้ ธุรกิจขนาดใหญ่ยังไงก็จุดติด แต่ว่าสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางจะยากหน่อย ส่วนประชาชนทั่วไปก็เป็นเรื่องวิถีชีวิต อย่างรถหรือบ้านที่ประหยัดพลังงาน ก็ต้องปรับเปลี่ยน เราอยากเป็นต้นแบบเรื่องความยั่งยืนให้พวกเขา

"ถ้าทำไม่ได้ เราจะไม่พูด” วิถีความยั่งยืนแบบ Walk the Talk ของธนาคารกสิกรไทย

“ส่วนการตรวจสอบมันก็จะมีกระบวนการอยู่ เราดูว่าเครื่องจักรเขาเป็นไปตามที่กำหนดมั้ย มีทีมลงไปดู มีกระบวนการทบทวนวงเงิน เวลาเราให้เงินใครไป เราก็ต้องไปติดตามและดูแล ถือเป็นความท้าทายเวลาที่เราจะทำเรื่องความยั่งยืนให้ใหญ่ขึ้น บางอย่างอาจต้องมีองค์กรภายนอกเข้ามาช่วย สุดท้ายก็จะเกิดการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาด้วย” 

ธนาคารกสิกรไทยประกาศตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนที่ 2.5 หมื่นล้านบาทต่อปี รวมเป็นวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ภายใน พ.ศ. 2573 แม้ใน 3 ไตรมาสแรกของ พ.ศ. 2565 ตัวเลขจะยังไปไม่ถึงจุดที่หวัง ซึ่งธนาคารได้ให้สินเชื่อไปแล้วกว่า1.6 หมื่นล้านบาท แต่ก็ยังคงผลักดันต่อและคาดว่าขนาดของสินเชื่อใน พ.ศ. 2566 น่าจะโตได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ 

“ตัวเลขพวกนี้จะสะท้อนว่าเราทำได้และทำจริงมั้ย ปล่อยไปแล้วเป็นไง ติดข้อจำกัดอะไรบ้าง อีกเรื่องคือแผนที่วางไว้ ลูกค้าเดินด้วยกับเราหรือเปล่า เรามีองค์ความรู้ที่จะขยายไปอุตสาหกรรมอื่นมั้ย ซึ่งโจทย์พวกนี้ต้องรวมไว้ใน Climate Pillar ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของทีมขายไปแล้ว พวกเขาก็รับโจทย์ไป ผมเองก็ถูกคาดหวังให้รายงานตัวเลขพวกนี้ตลอดกับบอร์ดและสื่อมวลชน ผมเชื่อว่าการที่เราแชร์เรื่องพวกนี้ได้ เป็นการตอกย้ำว่าเราทำตามที่สัญญาและเห็นว่ามันสำคัญ”

เมื่อ The Cloud ถามคุณกฤษณ์ว่าเป้าหมายที่ประกาศออกมาดูจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่หวือหวา ถือว่าธนาคารระวังตัวไปหน่อยหรือไม่ คำตอบที่ได้น่าสนใจทีเดียว

“ผมว่าบางเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ จะมาประกาศว่าจะไม่ปล่อยกู้ให้พวกธุรกิจพลังงานเลย หยุดปล่อยกู้หมดถ้าไม่ใช่ธุรกิจสีเขียว ทำแบบนี้เท่ากับเราทิ้งลูกค้านะ ซึ่งไม่ใช่การตัดสินใจที่มีเหตุผล เพราะว่าลูกค้ากับเราต้องไปด้วยกันต่างหาก ผมว่าเราต้องคำนวณเป็นตัวเลขออกมาให้ได้ ถ้าเหมาะสมเราก็จะทำ ถ้าอันไหนทำได้เราก็จะให้คำมั่นสัญญา สิ่งที่เราทำคือ Walk the Talk อันไหนเราสัญญาจะทำ เราทำ แต่สิ่งที่เราจะไม่ทำคือเราจะไม่รอ บางคนบอกว่าเรื่องนี้รอได้ รอคนอื่นทำไปก่อน แต่ที่กสิกรไทยเราไม่รอครับ”

พูดแล้วทำ อันไหนไม่ทำก็ไม่พูด

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

ยั่งยืนที่วิถีชีวิตและโอกาสเติบโต

สิ่งที่แยกจากกันไม่ได้สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่ คือการพาทุกคนไปข้างหน้าด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เรื่องการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนก็เช่นกัน สิ่งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยเป็นห่วงคือภาคเกษตรกรรม ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนทางออกสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในระบบนับล้านรายจะยังไม่ชัดเจนนัก ซึ่งเกษตรกรเองอาจจะยังไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ รวมทั้งเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องก็ยังมีราคาสูง บทบาทของภาครัฐจึงสำคัญมากในการออกนโยบายและมาตรการจูงใจเพื่อสร้างจุดเริ่มต้นให้เกิดขึ้น

ชุดความคิดใหม่ ๆ นอกกรอบจึงต้องนำมาใช้กับกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งที่ดีให้ผู้บริโภคปรับตัวได้เร็วขึ้น

“เรามีโครงการ SolarPlus คือคิดว่าถ้าเราสามารถคุยกับลูกบ้านในหมู่บ้านต่าง ๆ ให้พวกเขาอนุญาตให้ติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน โดยที่เราออกเงินให้ เขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ลูกบ้านได้ประหยัดค่าไฟ โดยที่ธนาคารปล่อยกู้ให้กับบริษัทที่ติดตั้ง สุดท้ายแล้วลูกบ้านไม่ต้องใช้เงินลงทุน บริษัทติดตั้งก็ได้ธุรกิจเพิ่ม ธนาคารเราได้เรื่องคาร์บอนเครดิต แต่จะยากตรงการขออนุญาตและกระบวนการนี่ล่ะครับที่ต้องผลักดันกันต่อไป นี่เป็นวิธีคิดที่ออกมานอกกรอบ หรืออย่างโครงการส่งเสริมการเช่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าแล้วให้มาเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่สาขาธนาคารได้ นี่ก็เริ่มแล้วและจะขยายต่อไป

KBank กับการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการเงินเพื่อความยั่งยืนระดับภูมิภาค บนพื้นฐานของการทำธุรกิจที่คำนึงถึง ESG

“นอกจากมิติของสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ธนาคารเราทำได้มากคือมิติด้านสังคม ผ่านโจทย์สำคัญเรื่องความครอบคลุมทางการเงิน ปัจจุบันคนใช้ K PLUS มีประมาณ 20 ล้านรายแล้ว แต่ก็ยังมีรายย่อยที่เข้าถึงบริการสินเชื่อยากลำบาก เราก็พยายามทำให้พวกเขาเข้าถึงเงินได้มากขึ้น ปีที่ผ่านมาเราทำให้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มได้ 5 – 6 แสนราย ปีหน้าก็จะไปต่อ เรื่องนี้ต้องดูควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยนะ ถ้าดันให้สินเชื่อโตมากเกินไป ก็เหมือนธนาคารทำบาป เพราะต้องดูเรื่องความสามารถในการชำระด้วย หนี้กับรายได้ต้องโตคู่กัน หน้าที่เราคือต้องให้กู้กับคนที่เขาชำระหนี้คืนได้ ไม่ใช่ปล่อยให้กับคนที่เขาใช้หนี้แล้วไม่เหลือเงินกินใช้เลย การไปไล่เติมหนี้ฝั่งเดียวมันทำได้ชั่วครั้งชั่วคราว ต้องทำให้เขาเติบโตขึ้นด้วย การทำให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นแค่การเปิดประตู แต่การทำให้เขาเติบโตต่างหากคือสิ่งที่ยั่งยืน”

ปรับที่วิธีคิด เปลี่ยนที่กระบวนการ 

นี่คือก้าวใหม่ที่น่าจับตาของธนาคารกสิกรไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

วรุตม์ ไฉไลพันธุ์

เมื่อก่อนเป็นช่างภาพหนังสือเดินทาง ปัจจุบันเป็นช่างภาพกักตัวครับ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load