The Cloud X SC Asset

 

The High Line is always a good idea.

หากเปรียบนิวยอร์กเป็นคน The High Line ก็คงเป็นรอยสักบนแขนขวาที่บอกเล่าเรื่องราวความหลากหลาย ความช่างพัฒนาและการให้ความสำคัญกับพื้นที่สาธารณะ ได้ดีพอๆ กับรอยสักที่เจ้าของภูมิใจที่จะเล่าเรื่องราวของรอยสักแต่ละรอยให้คนอื่นฟัง 

The High Line, นิวยอร์ก

 

01

จากเพื่อนสู่ผู้คนมากมาย

The High Line คือ สวนสาธารณะลอยฟ้า (Elevated) ความยาว 2.33 กิโลเมตร ที่ดัดแปลงมาจากทางรถไฟเก่า (The New York Central Railroad Line) ตั้งอยู่ทาง Lower East Side ของแมนฮัตตัน โดยเริ่มต้นจากถนน Gansevoort (ตรงกับช่วงประมาณถนนที่ 10) ในย่าน Meatpacking ทอดผ่านย่าน Chelsea ไปจนถึง West Side Yard (Hudson Yrad) บนถนนที่ 34

ในอดีต ช่วง ค.ศ. 1930 ทางรถไฟสายนี้คือ West Side Line ใช้เป็นเส้นทางส่งอาหารสดมายังย่าน Meatpacking และ Chelsea ซึ่งเป็นย่านอุตสาหกรรมและโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในแมนฮัตตัน ด้วยความที่รางอยู่บนถนนทำให้เกิดอุบัติเหตุและมีผู้เสียชีวิตจากการถูกรถไฟชนจำนวนมาก จนย่านได้ชื่อเล่นว่าเป็น Death Avenue

ต่อมารัฐบาลเมืองนิวยอร์กจึงมีโครงการปรับปรุงพื้นที่โซนนี้ ชื่อ The West Side Improvement Project รวมถึงยกระดับทางรถไฟขึ้นเหนือพื้นดินเพื่อความปลอดภัยของผู้คนบนท้องถนน ทางรถไฟสายนี้จึงได้ชื่อใหม่ว่า The High Line ตั้งแต่นั้นมา

The High Line, นิวยอร์ก

ค.ศ. 1980 ทางรถไฟสายนี้ได้ยุติการให้บริการและถูกทิ้งร้างไปกว่า 20 จนกระทั่ง ค.ศ. 1999 มีการตั้งกลุ่ม (Community-based Non-Profit Group) ที่ชื่อว่า Friends of The High Line เพื่อปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่บริเวณนี้ โดยพวกเขาทำแผนเสนอให้รัฐเห็นว่า หากพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นพื้นที่สาธารณะ จะสามารถสร้างรายได้และประโยชน์ต่อเมืองได้คุ้มการลงทุน

หลังต่อสู้และดำเนินการอยู่หลายปี ในที่สุดความพยายามของ Friends of The High Line ก็เป็นผลสำเร็จ กรมทางรถไฟและรัฐบาลเมืองนิวยอร์กได้บริจาคพื้นที่ และเปิดให้มีการประกวดแบบเพื่อสร้างโปรเจกต์แปลงโฉมทางรถไฟสายนี้ เนื่องจากมีสถาปนิกส่งแบบเข้าประกวดจากทั่วโลก ทำให้โครงการเริ่มเป็นที่สนใจและพูดถึงในวงกว้าง ทั้งตัวพื้นที่และแนวคิดในการสร้างพื้นที่สีเขียวสำหรับคนเมือง

ผู้ชนะการประกวดแบบมี 3 กลุ่มด้วยกัน โดยแต่ละกลุ่มดูแลงานออกแบบและก่อสร้างใน 3 ส่วนที่แตกต่างกัน คือ James Corner Field Operations ดูแลงานออกแบบด้านภูมิสถาปัตยกรรม, Diller Scofidio + Renfro ดูแลงานออกแบบด้านสถาปัตยกรรม และ Piet Oudolf ดูแลการจัดสวนและพืชพรรณ

The High Line เริ่มก่อสร้างในปี 2006 และเปิดให้คนขึ้นไปใช้งานครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในปี 2009

The High Line, นิวยอร์ก

 

02

พื้นที่ที่เป็นที่รักของทุกคน

ด้วยความที่เป็นอดีตนักเรียนสถาปัตย์ ทำให้เรารู้จัก The High Line ในฐานะโครงการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ประสบความสำเร็จอย่างมากและเป็นไอคอนของวงการ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ตั้งใจว่าจะต้องมาให้ได้เมื่อมาถึงนิวยอร์ก

ความโชคดีคือโรงเรียนของเราอยู่ใกล้กับ The High Line พอดี เราจึงมีโอกาสมาที่สวนสาธารณะลอยฟ้าแห่งนี้เป็นประจำ และประสบการณ์ที่ได้กลับไปในแต่ละครั้งก็ไม่เคยซ้ำกันเลย

มีครั้งหนึ่งระหว่างคิดหัวข้อธีสิส ช่วงนั้นทั้งคลาสเครียดมาก เราเลยหาทางออกด้วยการออกกำลังกาย เย็นวันนั้นเราหยิบรองเท้าตั้งใจจะไปวิ่งบน The High Line สวยๆ ผลคือวิ่งไม่ได้ เพราะคนเยอะมากกกกกกกก แต่ถึงจะไม่ได้วิ่ง เราก็มีความสุขกับการได้เดินดูวิวเมืองสลับกับดอกไม้ต้นไม้ ตึกสวยๆ และได้เห็นวิถีชีวิตของคนนิวยอร์ก

ที่นี่ก็เป็นของทุกคนจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่นักท่องเที่ยวที่มาถ่ายรูป ภาพคู่รักที่มานั่งเล่นหลังเลิกงาน คนแก่ที่มาเดินดูต้นไม้ หนุ่มสาวออฟฟิศที่มาออกกำลังกาย ครอบครัวพาลูกๆ มาเดินเล่น กลุ่มเพื่อน คนจูงหมามาเดินเล่น และคนที่นั่งรถเข็น เห็นแล้วก็แอบนึกอิจฉาคนนิวยอร์กที่มีพื้นที่ให้ได้ออกมาพักผ่อนดีๆ แบบนี้

The High Line, นิวยอร์ก

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ The High Line จะกลายเป็นที่รักของทุกคน แทบทุกคนที่เราเจอจะเเนะนำให้มาที่นี่และมีความประทับใจแตกต่างกันออกไป อย่าง ‘แซค’ เพื่อนของเราเล่าให้ฟังว่า แม้แต่ในเกม สไปเดอร์แมนก็ยังชอบมาสวิงตัวอยู่แถว The High Line ได้อย่างไม่มีเบื่อ (คือมันดังและดีขนาดที่เป็นสถานที่หนึ่งในเกมเลย) นอกจากความลงตัวด้านการออกแบบพื้นที่แล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมให้ทำมากมายสำหรับทุกเพศทุกวัย เปลี่ยนไปในทุกฤดู ทุกเทศกาล เช้ายันดึก เรียกได้ว่าเป็นทุกอย่างให้คนนิวยอร์ก

ตั้งแต่พื้นที่แสดงงานศิลปะ พื้นที่นั่งสมาธิยามเช้า ห้องเรียนไทชิ เบรกฟาสต์คลับ ชมรมบทกวี สวนดอกไม้ ห้องเรียนพฤกษศาสตร์ ทัวร์สถาปัตยกรรม ห้องนั่งเล่นของครอบครัว ที่ที่คุณพ่อแม่พาลูกๆ มาเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ เวทีแสดงดนตรี สนามปิกนิก ลู่วิ่ง ไปจนถึงดูดาว ที่หมายถึงตั้งกล้องโทรทรรศน์ดูกันแบบจริงจังเลยนะ

ทุกปีเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม จะมีกิจกรรม Stargazing โดยกลุ่ม The Amateur Astronomers Association of New York ที่ขนเอากล้องโทรทรรศน์ส่วนตัวมาตั้งและเชิญชวนให้ทุกคนมาดูดาวด้วยกัน ใครจะคิดว่าจะได้เห็นวงแหวนดาวเสาร์กลางเมืองนิวยอร์ก โรแมนติกสุดๆ

ประสบการณ์ที่ได้รับในการมา The High Line จึงไม่เคยซ้ำกันเลยสักวัน และเราก็ไม่เคยเบื่อที่จะมาที่นี่เลย

The High Line, นิวยอร์ก

ตลอดทางเดินยาวความยาวกว่า 2 กิโลเมตรที่นี่จึงเหมือนการได้อ่านเรื่องย่อของเมืองนิวยอร์กผ่านผู้คนและสภาพแวดล้อม เราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงด้านสถาปัตยกรรม ไล่มาตั้งแต่ตึกสไตล์โรงงานก่ออิฐที่ยังได้รับการรักษาโครงสร้างในอดีตไว้ แต่เปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งาน ไปจนอพาร์ตเมนต์ทรงแปลกตาเหมือนฉากหนังในโลกอนาคต

วิวที่หลากหลาย ทั้งวิวริมแม่น้ำฮัดสันที่มองไปเห็นเมืองนิวเจอร์ซีย์ ที่นั่งชมเมืองและความวุ่นวายบนถนน ไปจนถึงแผงตึกสูงระฟ้าและตึก Empire state ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนการอยู่ร่วมกันของความหลากหลายที่เป็นหัวใจของเมืองนี้ได้อย่างดี 

The High Line, นิวยอร์ก

 

03

ผลิใบไปพร้อมกับการพัฒนาเมือง

The High Line ไม่ได้เป็นเพียงแม่เหล็กที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและชาวนิวยอร์กให้ออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้งเท่านั้น แต่ยังดึงดูดนักลงทุนและสถาปนิกตัวท็อปของโลกให้อยากมาทิ้งลายเซ็นไว้บนที่ดินย่านนี้เช่นกัน พื้นที่ในย่านนี้จึงได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีร้านอาหาร ร้านค้า อพาร์ตเมนต์หรู และโครงการสร้างตึกใหม่ๆ เกิดขึ้นกว่า 30 โครงการ

เช่น The Whitney Museum of American Art ที่ได้ Renzo Piano มาเป็นผู้ออกแบบ ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าฝั่งถนน Gansevoort, 220 Eleventh Avenue โปรเจกต์คอนโดที่เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายที่ Zaha Hadid มีส่วนร่วมในการออกแบบก่อนที่เธอจะเสียชีวิต และโครงการอื่นๆ อีกมาก เกิดการแข่งขันอย่างสูง ส่งผลให้ราคาที่ดินสูงขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว

The High Line, นิวยอร์ก

ปัจจุบันมีการสำรวจพบว่าคอนโดและอพาร์ตเมนต์ที่อยู่ติดกับ The High Line นั้นมีราคาสูงกว่าอาคารบนถนนถัดไปกว่าเท่าตัว และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ ย่าน Chelsea และ Meatpacking ก็มีการเติบโตที่น่าสนใจเช่นกัน หลังจากโรงงานต่างๆ ย้ายออกจากพื้นที่พร้อมยุติการให้บริการของทางรถไฟ เมื่อ ค.ศ. 1980 ศิลปินสมัยก่อนนิยมมาอยู่แถวนี้เยอะเพราะค่าเช่าถูก หลายสิบปีต่อมา เมื่อ The High Line กลับมาบูมอีกครั้ง จึงมีโครงการปรับปรุงอาคาร Bell Laboratories ให้กลายเป็น Westbeth Artist Community อพาร์ตเมนต์กึ่งสตูดิโอกึ่งที่พักอาศัยสำหรับศิลปินที่ยังมีรายได้ไม่มากนัก ออกแบบโดย Richard Mier อีกหนึ่งสถาปนิกแนวหน้าของโลก

The High Line, นิวยอร์ก

เริ่มมีแกลเลอรี่มากมาย ทำให้ที่นี่กลายเป็นย่านที่อาร์ตที่สุดของเมือง ปัจจุบัน Chelsea ยังคงเป็นย่านศิลปะที่ดังที่สุด เก๋สุดของเมือง มีแกลเลอรี่มากมาย จนเรียกกันว่า เชลซีแกลเลอรี่ เป็นที่ตั้งของสำนักงานกูเกิล ร้านอาหารหรู แหล่งช้อปปิ้ง เชลซีมาร์เก็ต แต่ต่างจากเมื่อก่อนตรงที่ย่านโรงงานมอมแมมถูกแปลงโฉมกลายเป็นย่านที่แพงที่สุดไปแล้ว 

The High Line จึงกลายเป็นพื้นที่ผสานศิลปะ พื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะ และวิถีชีวิตของคนเมือง เอาไว้ได้อย่างลงตัว แม้ในยุคปัจจุบันที่คนนิยมไปเที่ยวสถานที่ใหม่ๆ และการเที่ยวแบบเช็กอิน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของ The High Line ที่กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 แถมดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความช่างคิดและไม่หยุดพัฒนากิจกรรม นำเสนอความเป็นไปได้ในการใช้พื้นที่ออกมาเรื่อยๆ

 

04

เรื่องราวใน 10 ปี ให้หลัง

ล่าสุดที่นี่มีการแสดง The Mile Long Opera ที่เปลี่ยนสวนแห่งนี้เป็นเวทีโอเปร่า พานักร้องประสานเสียงกว่าพันชีวิตออกมาร้องเพลงที่แต่งจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบๆ The High Line และสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของเมืองนิวยอร์ก เป็นอีกกิจกรรมที่ผู้จัด (ทีมสถาปนิกที่ออกแบบและคอมโพสเซอร์) ต้องการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ของการใช้พื้นที่สาธารณะในมุมมองใหม่ๆ การเติบโตและการรับบทบาทใหม่ๆ ของ The High Line

The High Line, นิวยอร์ก

The High Line, นิวยอร์ก

โชว์ได้รับการตอบรับอย่างดีสูงโดยบัตรถูกจองล่วงหน้าหมดอย่างรวดเร็ว มีคนยอมต่อแถวสแตนด์บายมากกว่า 2 ชั่วโมงเพื่อเข้าชม และแม้จะพยายามเปิดให้คนเข้าได้มากที่สุดแล้วก็ยังไม่สามารถรองรับความต้องการ นับเป็นความสำเร็จและการเติบโตก้าวสำคัญของ The High Line ในปีนี้

ก็เพราะอย่างนี้ไง The High Line จึงเป็นที่ที่ควรมาเยือน มากกว่าหนึ่งครั้งในชีวิต เพราะคุณจะได้อะไรกลับไปไม่เหมือนกันเลยสักครั้ง

แต่รู้หรือเปล่าว่ากว่าจะมาเป็น The High Line ที่ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ Friend of The High Line มีการจัดกระบวนการมีส่วนร่วม Community Input Forum ร่วมกับ 24 ชุมชนโดยรอบ ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจอย่างเป็นสาธารณะ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด ทัศนคติ ในการอนุรักษ์ฟื้นฟู รวมถึงมีการจัดทำการประกวดแบบออนไลน์เพื่อหาทีมออกแบบในการมาทำงานร่วมกับชุมชนผ่าน Open Workshop กว่า 1,000 ครั้ง

ในประเทศไทยเอง มีภาคเอกชนผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ริเริ่มนำแนวคิด Participatory Design หรือกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม มาใช้ในการวิจัยและออกแบบโครงการแล้วเช่นกัน อย่าง

‘Neighbourhood Bangkadi’ (เนเบอร์ฮูด บางกะดี) โครงการที่มีจุดมุ่งหมายให้เกิดเป็นโมเดลที่อยู่อาศัยที่ตอบรับการเติบโตของชุมชนเมืองในอนาคต ซึ่งมีแผนเริ่มก่อสร้างภายในปี 2562

โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่าง SC Asset และภาควิชาการอย่าง Redek หรือ ศูนย์บริการวิจัยและออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีในการทำวิจัยเพื่อศึกษาพื้นที่ พฤติกรรม กิจกรรม ความต้องการของผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ศึกษา ทั้งในเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และแนวโน้มการเติบโตของย่าน และมีการลงพื้นที่ สัมภาษณ์ สังเกตพฤติกรรม รวมไปถึงการทำ Workshop กับกลุ่มผู้อยู่อาศัยและคนในย่านบางกะดีกว่า 500 คน เพื่อหาความต้องการในมิติต่างๆ ในด้านที่อยู่อาศัยและการดำเนินชีวิต

แล้วนำไปพัฒนาให้เกิดพื้นที่สาธารณะหรืองานออกแบบอันเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ทั้งผู้อยู่อาศัยในโครงการและชุมชนในย่าน รวมถึงการระดมความคิดเพื่อหา Solutions เกี่ยวกับการอยู่อาศัยจาก Co-creators ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้อยู่อาศัยในโครงการ รวมถึงชุมชนในย่าน

เราเรียกการกระบวนการและผลลัพธ์ทั้งหมดนี้ว่า Human-centric หรือโมเดลที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มีความต้องการของผู้อยู่อาศัยเป็นหัวใจ

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการ Neighbourhood Bangkadi เพิ่มเติมได้ที่นี่

Writer

ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

บัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังศึกษาต่อสาขา design for social innovation ที่สถาบัน School of Visual Art ในนิวยอร์ก สนใจงานศิลปะ และการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาสังคม

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

‘สวนเจริญประเทศ’ คือชื่อสวนสาธารณะแห่งใหม่ของเชียงใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 9 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวาของถนนชื่อเดียวกัน สิ่งน่าสนใจของพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ไม่ใช่ขนาดใหญ่ยักษ์ ดีไซน์จัดจ้าน หรือนวัตกรรมล้ำที่สุด

แต่คือการเป็น ‘ปอด’ ผืนใหญ่ผืนสุดท้ายของเมืองเชียงใหม่ที่คงอยู่ได้ด้วยพลังมวลชน

ผศ.ดร.เขมกร ไชยประสิทธิ์ นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย ผู้เป็นเรี่ยวแรงหลักของสวนเล่าให้ฉันฟังว่า เมื่อช่วงปลาย พ.ศ. 2559 กรมธนารักษ์ได้จัดการประมูลเพื่อนำที่ดินผืนนี้ซึ่งรกร้างมานานหลายสิบปีไปสร้างเป็น ‘บ้านธนารักษ์ประชารัฐ’ หรือบ้านพักสำหรับข้าราชการผู้มีรายได้น้อย

แน่นอนว่าโครงการนี้เป็นความคิดที่ดี แต่สิ่งชวนวิตกคือการสร้างโครงการซึ่งประกอบด้วยคอนโดขนาด 900 ยูนิตและร้านค้าบนที่ผืนนี้

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

อย่างแรกคือที่ดินผืนนี้ตั้งอยู่ริมถนนเจริญประเทศ พื้นที่กลางเชียงใหม่ซึ่งมีผู้คนหลากศาสนาตั้งรกรากอยู่เป็นชุมชนหนาแน่น ไม่ใช่แค่จำนวนผู้อยู่อาศัย ถนนสายนี้ยังมีโรงเรียนอีก 6 แห่งตั้งอยู่ ตั้งแต่โรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัยจนถึงโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย

ยังไม่ต้องมีคอนโดอีกแห่ง ถนนสายนี้ก็ทั้งคนเยอะและรถติดหนักหน่วงที่สุดในเชียงใหม่

มากกว่านั้น ถ้ามองจากมุมบน จะเห็นที่ดินผืนนี้เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่บนแผนที่ เพราะที่นี่เป็นพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ผืนสุดท้ายของเมืองเชียงใหม่ เปรียบเหมือนปอดฟอกอากาศขนาดใหญ่แห่งสุดท้าย

ทั้งหมดคือสาเหตุที่ชาวเจริญประเทศไม่อยากเห็นที่แห่งนี้แปรเปลี่ยนเป็นคอนโด

แต่แค่บ่นกันบนเฟซบุ๊กคงไม่อาจแก้ไขอะไรได้ ผู้คนทั้งในชุมชนและจากโรงเรียนจึงเริ่มเคลื่อนไหว โดยมีหนึ่งในผู้มีบทบาทหลักคือเหล่าศิษย์เก่าที่วันนี้เติบโตเป็นผู้รู้หลายแขนง มีเครือข่ายกว้างขวาง

การต่อสู้ระหว่างภาครัฐและประชาชนเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หลายหนมวลชนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

แต่ไม่ใช่ครั้งนี้

“ถ้าคนรวมตัวกันก็เอาชนะโครงการของรัฐที่เรารู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลได้ แต่ต้องมียุทธวิธี” ผศ.ดร.เขมกรอธิบาย แล้วเล่าว่าเธอและกลุ่มผู้เคลื่อนไหวตั้งใจต่อสู้ด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริง

นอกจากกระบวนการที่เราคุ้นตา เช่น การยื่นหนังสือคัดค้าน เราจึงได้เห็นการเสาะหาข้อมูลน่าสนใจและมีน้ำหนักมานำเสนอ ตั้งแต่การหาสถิติว่าถนนเจริญประเทศมีปริมาณรถอยู่แล้วกี่คัน จนถึงการนำหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้าสำรวจจนพบว่าพื้นที่นี้มีต้นไม้ถึง 29 ชนิด ช่วยกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 16.68 ตัน และพาชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนามาเก็บข้อมูลยืนยันความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่

อีกเครื่องมือที่พวกเขาใช้คือ ‘สื่อ’ เหล่าข้อเท็จจริง รวมถึงเรื่องราวการเคลื่อนไหว เช่น การถือป้ายผ้าประท้วง การวาดภาพของเด็กนักเรียนจึงถูกนำเสนอผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กและสื่อมวลชน นอกจากนี้ ยังมีการเปิดให้ลงชื่อคัดค้านผ่านเพจเฟซบุ๊ก ซึ่งไต่ถึง 5,000 รายชื่ออย่างรวดเร็ว

ด้วยการเคลื่อนไหวอย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ ในที่สุด กรมธนารักษ์ก็ประกาศยกเลิกการประมูลที่ดินผืนนี้และอนุญาตให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์

การคัดค้านของคนตัวเล็กกลุ่มนี้ลุล่วงในเวลาเพียง 10 วัน

แล้วพื้นที่สีเขียวแห่งนี้ก็กลายเป็นว่าที่ ‘สวนเจริญประเทศ’ เพราะผู้คนลงความเห็นให้ที่นี่เป็นสวนสาธารณะซึ่งชุมชนและนักเรียนตัวน้อยได้ใช้ประโยชน์ แต่เนื่องจากทางภาครัฐให้ประชาชนเป็นผู้ดำเนินการ กลุ่มผู้ขับเคลื่อนจึงจัดการประกวดแบบตั้งต้นของสวนขึ้นเอง โดยมีข้อกำหนดคือขอให้มีสิ่งปลูกสร้างน้อย เพราะการต่อสู้ครั้งนี้ก็เพื่อรักษาสีเขียวของพื้นที่ไว้

การประกวดนี้มีประชาชนสนใจร่วมประกวดแบบมากมาย ตั้งแต่สถาปนิกจนถึงเหล่านักศึกษา จนได้ผู้ชนะคือ บริษัท แปลงกาย จำกัด จากจังหวัดเชียงราย 

จุดเด่นของแบบตั้งต้นนี้ คือเน้นให้คนอยู่ร่วมกับป่า โดยคงสภาพพื้นที่และระบบนิเวศไว้ให้มากที่สุด แล้วเสริมด้วยการจัดสัดส่วนให้เกิดระดับการเรียนรู้หลากหลาย โดยยึดแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 เช่น สวนสมรม ที่เน้นปลูกต้นไม้ผสมผสานให้ธรรมชาติเกื้อกูลกัน นอกจากนั้น ยังเสนอการจัดสัดส่วนพื้นที่โล่งให้เป็นพื้นที่เอนกประสงค์และยืดหยุ่น รองรับผู้ใช้ที่หลากหลาย และสุดท้ายคือจัดทางสัญจรอย่างทางจักรยานให้รบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด

 จากแบบสวนฝีมือประชาชน กลุ่มผู้ขับเคลื่อนพบว่า ต้องใช้เงินเพื่อจ่ายค่าการเขียนแบบจริงเป็นจำนวนเงิน 280,000 บาท แม้นับเป็นราคาถูกมากแล้วเพราะบริษัทผู้เขียนแบบลดให้เป็นกรณีพิเศษ แต่ลำพังทางกลุ่มเองคงสู้ไม่ไหว

การอาศัยพลังประชาชนจึงเกิดขึ้นอีกครั้งในรูปแบบ ‘การระดมทุน’

เงินหลั่งไหลมาเข้าบัญชีที่เปิดไว้ เมื่อดูภาพการอัพเดตบัญชีในเพจของสวนเจริญประเทศ ก็เห็นว่ามีจำนวนหลากหลาย เรียกว่าใครมีเท่าไหร่ก็ช่วยเท่านั้น

ในที่สุด ภารกิจนี้ก็สำเร็จได้ใน 4 วัน

เรี่ยวแรงมวลชนส่งสวนขนาดกว่า 9 ไร่นี้สู่การก่อสร้างระยะที่ 1 ซึ่งใช้งบจากรัฐจำนวน 14 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อย โดยตามกำหนดการ สวนจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2561

ถึงตอนนี้ ถ้ามองผ่านประตูสังกะสีที่กั้นปอดผืนสุดท้ายของเมืองเชียงใหม่กับถนนเข้าไป คุณอาจยังเห็น ‘สวนเจริญประเทศ’ เป็นเพียงพื้นที่ว่างรกร้าง

หากสิ่งที่มองไม่เห็นแต่คงอยู่ คือเรื่องของ ‘สวนมหาชน’ ซึ่งพิสูจน์ว่าประชาชนมีพลังเพียงใด

Facebook : ร่วมสร้างสรรค์มหัศจรรย์กลางเมือง

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load