The Cloud X SC Asset

 

The High Line is always a good idea.

หากเปรียบนิวยอร์กเป็นคน The High Line ก็คงเป็นรอยสักบนแขนขวาที่บอกเล่าเรื่องราวความหลากหลาย ความช่างพัฒนาและการให้ความสำคัญกับพื้นที่สาธารณะ ได้ดีพอๆ กับรอยสักที่เจ้าของภูมิใจที่จะเล่าเรื่องราวของรอยสักแต่ละรอยให้คนอื่นฟัง 

The High Line, นิวยอร์ก

 

01

จากเพื่อนสู่ผู้คนมากมาย

The High Line คือ สวนสาธารณะลอยฟ้า (Elevated) ความยาว 2.33 กิโลเมตร ที่ดัดแปลงมาจากทางรถไฟเก่า (The New York Central Railroad Line) ตั้งอยู่ทาง Lower East Side ของแมนฮัตตัน โดยเริ่มต้นจากถนน Gansevoort (ตรงกับช่วงประมาณถนนที่ 10) ในย่าน Meatpacking ทอดผ่านย่าน Chelsea ไปจนถึง West Side Yard (Hudson Yrad) บนถนนที่ 34

ในอดีต ช่วง ค.ศ. 1930 ทางรถไฟสายนี้คือ West Side Line ใช้เป็นเส้นทางส่งอาหารสดมายังย่าน Meatpacking และ Chelsea ซึ่งเป็นย่านอุตสาหกรรมและโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในแมนฮัตตัน ด้วยความที่รางอยู่บนถนนทำให้เกิดอุบัติเหตุและมีผู้เสียชีวิตจากการถูกรถไฟชนจำนวนมาก จนย่านได้ชื่อเล่นว่าเป็น Death Avenue

ต่อมารัฐบาลเมืองนิวยอร์กจึงมีโครงการปรับปรุงพื้นที่โซนนี้ ชื่อ The West Side Improvement Project รวมถึงยกระดับทางรถไฟขึ้นเหนือพื้นดินเพื่อความปลอดภัยของผู้คนบนท้องถนน ทางรถไฟสายนี้จึงได้ชื่อใหม่ว่า The High Line ตั้งแต่นั้นมา

The High Line, นิวยอร์ก

ค.ศ. 1980 ทางรถไฟสายนี้ได้ยุติการให้บริการและถูกทิ้งร้างไปกว่า 20 จนกระทั่ง ค.ศ. 1999 มีการตั้งกลุ่ม (Community-based Non-Profit Group) ที่ชื่อว่า Friends of The High Line เพื่อปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่บริเวณนี้ โดยพวกเขาทำแผนเสนอให้รัฐเห็นว่า หากพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นพื้นที่สาธารณะ จะสามารถสร้างรายได้และประโยชน์ต่อเมืองได้คุ้มการลงทุน

หลังต่อสู้และดำเนินการอยู่หลายปี ในที่สุดความพยายามของ Friends of The High Line ก็เป็นผลสำเร็จ กรมทางรถไฟและรัฐบาลเมืองนิวยอร์กได้บริจาคพื้นที่ และเปิดให้มีการประกวดแบบเพื่อสร้างโปรเจกต์แปลงโฉมทางรถไฟสายนี้ เนื่องจากมีสถาปนิกส่งแบบเข้าประกวดจากทั่วโลก ทำให้โครงการเริ่มเป็นที่สนใจและพูดถึงในวงกว้าง ทั้งตัวพื้นที่และแนวคิดในการสร้างพื้นที่สีเขียวสำหรับคนเมือง

ผู้ชนะการประกวดแบบมี 3 กลุ่มด้วยกัน โดยแต่ละกลุ่มดูแลงานออกแบบและก่อสร้างใน 3 ส่วนที่แตกต่างกัน คือ James Corner Field Operations ดูแลงานออกแบบด้านภูมิสถาปัตยกรรม, Diller Scofidio + Renfro ดูแลงานออกแบบด้านสถาปัตยกรรม และ Piet Oudolf ดูแลการจัดสวนและพืชพรรณ

The High Line เริ่มก่อสร้างในปี 2006 และเปิดให้คนขึ้นไปใช้งานครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในปี 2009

The High Line, นิวยอร์ก

 

02

พื้นที่ที่เป็นที่รักของทุกคน

ด้วยความที่เป็นอดีตนักเรียนสถาปัตย์ ทำให้เรารู้จัก The High Line ในฐานะโครงการสร้างพื้นที่สีเขียวที่ประสบความสำเร็จอย่างมากและเป็นไอคอนของวงการ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ตั้งใจว่าจะต้องมาให้ได้เมื่อมาถึงนิวยอร์ก

ความโชคดีคือโรงเรียนของเราอยู่ใกล้กับ The High Line พอดี เราจึงมีโอกาสมาที่สวนสาธารณะลอยฟ้าแห่งนี้เป็นประจำ และประสบการณ์ที่ได้กลับไปในแต่ละครั้งก็ไม่เคยซ้ำกันเลย

มีครั้งหนึ่งระหว่างคิดหัวข้อธีสิส ช่วงนั้นทั้งคลาสเครียดมาก เราเลยหาทางออกด้วยการออกกำลังกาย เย็นวันนั้นเราหยิบรองเท้าตั้งใจจะไปวิ่งบน The High Line สวยๆ ผลคือวิ่งไม่ได้ เพราะคนเยอะมากกกกกกกก แต่ถึงจะไม่ได้วิ่ง เราก็มีความสุขกับการได้เดินดูวิวเมืองสลับกับดอกไม้ต้นไม้ ตึกสวยๆ และได้เห็นวิถีชีวิตของคนนิวยอร์ก

ที่นี่ก็เป็นของทุกคนจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่นักท่องเที่ยวที่มาถ่ายรูป ภาพคู่รักที่มานั่งเล่นหลังเลิกงาน คนแก่ที่มาเดินดูต้นไม้ หนุ่มสาวออฟฟิศที่มาออกกำลังกาย ครอบครัวพาลูกๆ มาเดินเล่น กลุ่มเพื่อน คนจูงหมามาเดินเล่น และคนที่นั่งรถเข็น เห็นแล้วก็แอบนึกอิจฉาคนนิวยอร์กที่มีพื้นที่ให้ได้ออกมาพักผ่อนดีๆ แบบนี้

The High Line, นิวยอร์ก

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ The High Line จะกลายเป็นที่รักของทุกคน แทบทุกคนที่เราเจอจะเเนะนำให้มาที่นี่และมีความประทับใจแตกต่างกันออกไป อย่าง ‘แซค’ เพื่อนของเราเล่าให้ฟังว่า แม้แต่ในเกม สไปเดอร์แมนก็ยังชอบมาสวิงตัวอยู่แถว The High Line ได้อย่างไม่มีเบื่อ (คือมันดังและดีขนาดที่เป็นสถานที่หนึ่งในเกมเลย) นอกจากความลงตัวด้านการออกแบบพื้นที่แล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมให้ทำมากมายสำหรับทุกเพศทุกวัย เปลี่ยนไปในทุกฤดู ทุกเทศกาล เช้ายันดึก เรียกได้ว่าเป็นทุกอย่างให้คนนิวยอร์ก

ตั้งแต่พื้นที่แสดงงานศิลปะ พื้นที่นั่งสมาธิยามเช้า ห้องเรียนไทชิ เบรกฟาสต์คลับ ชมรมบทกวี สวนดอกไม้ ห้องเรียนพฤกษศาสตร์ ทัวร์สถาปัตยกรรม ห้องนั่งเล่นของครอบครัว ที่ที่คุณพ่อแม่พาลูกๆ มาเรียนรู้เรื่องธรรมชาติ เวทีแสดงดนตรี สนามปิกนิก ลู่วิ่ง ไปจนถึงดูดาว ที่หมายถึงตั้งกล้องโทรทรรศน์ดูกันแบบจริงจังเลยนะ

ทุกปีเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม จะมีกิจกรรม Stargazing โดยกลุ่ม The Amateur Astronomers Association of New York ที่ขนเอากล้องโทรทรรศน์ส่วนตัวมาตั้งและเชิญชวนให้ทุกคนมาดูดาวด้วยกัน ใครจะคิดว่าจะได้เห็นวงแหวนดาวเสาร์กลางเมืองนิวยอร์ก โรแมนติกสุดๆ

ประสบการณ์ที่ได้รับในการมา The High Line จึงไม่เคยซ้ำกันเลยสักวัน และเราก็ไม่เคยเบื่อที่จะมาที่นี่เลย

The High Line, นิวยอร์ก

ตลอดทางเดินยาวความยาวกว่า 2 กิโลเมตรที่นี่จึงเหมือนการได้อ่านเรื่องย่อของเมืองนิวยอร์กผ่านผู้คนและสภาพแวดล้อม เราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงด้านสถาปัตยกรรม ไล่มาตั้งแต่ตึกสไตล์โรงงานก่ออิฐที่ยังได้รับการรักษาโครงสร้างในอดีตไว้ แต่เปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้งาน ไปจนอพาร์ตเมนต์ทรงแปลกตาเหมือนฉากหนังในโลกอนาคต

วิวที่หลากหลาย ทั้งวิวริมแม่น้ำฮัดสันที่มองไปเห็นเมืองนิวเจอร์ซีย์ ที่นั่งชมเมืองและความวุ่นวายบนถนน ไปจนถึงแผงตึกสูงระฟ้าและตึก Empire state ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนการอยู่ร่วมกันของความหลากหลายที่เป็นหัวใจของเมืองนี้ได้อย่างดี 

The High Line, นิวยอร์ก

 

03

ผลิใบไปพร้อมกับการพัฒนาเมือง

The High Line ไม่ได้เป็นเพียงแม่เหล็กที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและชาวนิวยอร์กให้ออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้งเท่านั้น แต่ยังดึงดูดนักลงทุนและสถาปนิกตัวท็อปของโลกให้อยากมาทิ้งลายเซ็นไว้บนที่ดินย่านนี้เช่นกัน พื้นที่ในย่านนี้จึงได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว มีร้านอาหาร ร้านค้า อพาร์ตเมนต์หรู และโครงการสร้างตึกใหม่ๆ เกิดขึ้นกว่า 30 โครงการ

เช่น The Whitney Museum of American Art ที่ได้ Renzo Piano มาเป็นผู้ออกแบบ ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าฝั่งถนน Gansevoort, 220 Eleventh Avenue โปรเจกต์คอนโดที่เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายที่ Zaha Hadid มีส่วนร่วมในการออกแบบก่อนที่เธอจะเสียชีวิต และโครงการอื่นๆ อีกมาก เกิดการแข่งขันอย่างสูง ส่งผลให้ราคาที่ดินสูงขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว

The High Line, นิวยอร์ก

ปัจจุบันมีการสำรวจพบว่าคอนโดและอพาร์ตเมนต์ที่อยู่ติดกับ The High Line นั้นมีราคาสูงกว่าอาคารบนถนนถัดไปกว่าเท่าตัว และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้ ย่าน Chelsea และ Meatpacking ก็มีการเติบโตที่น่าสนใจเช่นกัน หลังจากโรงงานต่างๆ ย้ายออกจากพื้นที่พร้อมยุติการให้บริการของทางรถไฟ เมื่อ ค.ศ. 1980 ศิลปินสมัยก่อนนิยมมาอยู่แถวนี้เยอะเพราะค่าเช่าถูก หลายสิบปีต่อมา เมื่อ The High Line กลับมาบูมอีกครั้ง จึงมีโครงการปรับปรุงอาคาร Bell Laboratories ให้กลายเป็น Westbeth Artist Community อพาร์ตเมนต์กึ่งสตูดิโอกึ่งที่พักอาศัยสำหรับศิลปินที่ยังมีรายได้ไม่มากนัก ออกแบบโดย Richard Mier อีกหนึ่งสถาปนิกแนวหน้าของโลก

The High Line, นิวยอร์ก

เริ่มมีแกลเลอรี่มากมาย ทำให้ที่นี่กลายเป็นย่านที่อาร์ตที่สุดของเมือง ปัจจุบัน Chelsea ยังคงเป็นย่านศิลปะที่ดังที่สุด เก๋สุดของเมือง มีแกลเลอรี่มากมาย จนเรียกกันว่า เชลซีแกลเลอรี่ เป็นที่ตั้งของสำนักงานกูเกิล ร้านอาหารหรู แหล่งช้อปปิ้ง เชลซีมาร์เก็ต แต่ต่างจากเมื่อก่อนตรงที่ย่านโรงงานมอมแมมถูกแปลงโฉมกลายเป็นย่านที่แพงที่สุดไปแล้ว 

The High Line จึงกลายเป็นพื้นที่ผสานศิลปะ พื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะ และวิถีชีวิตของคนเมือง เอาไว้ได้อย่างลงตัว แม้ในยุคปัจจุบันที่คนนิยมไปเที่ยวสถานที่ใหม่ๆ และการเที่ยวแบบเช็กอิน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของ The High Line ที่กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 แถมดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความช่างคิดและไม่หยุดพัฒนากิจกรรม นำเสนอความเป็นไปได้ในการใช้พื้นที่ออกมาเรื่อยๆ

 

04

เรื่องราวใน 10 ปี ให้หลัง

ล่าสุดที่นี่มีการแสดง The Mile Long Opera ที่เปลี่ยนสวนแห่งนี้เป็นเวทีโอเปร่า พานักร้องประสานเสียงกว่าพันชีวิตออกมาร้องเพลงที่แต่งจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบๆ The High Line และสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของเมืองนิวยอร์ก เป็นอีกกิจกรรมที่ผู้จัด (ทีมสถาปนิกที่ออกแบบและคอมโพสเซอร์) ต้องการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความเป็นไปได้ของการใช้พื้นที่สาธารณะในมุมมองใหม่ๆ การเติบโตและการรับบทบาทใหม่ๆ ของ The High Line

The High Line, นิวยอร์ก

The High Line, นิวยอร์ก

โชว์ได้รับการตอบรับอย่างดีสูงโดยบัตรถูกจองล่วงหน้าหมดอย่างรวดเร็ว มีคนยอมต่อแถวสแตนด์บายมากกว่า 2 ชั่วโมงเพื่อเข้าชม และแม้จะพยายามเปิดให้คนเข้าได้มากที่สุดแล้วก็ยังไม่สามารถรองรับความต้องการ นับเป็นความสำเร็จและการเติบโตก้าวสำคัญของ The High Line ในปีนี้

ก็เพราะอย่างนี้ไง The High Line จึงเป็นที่ที่ควรมาเยือน มากกว่าหนึ่งครั้งในชีวิต เพราะคุณจะได้อะไรกลับไปไม่เหมือนกันเลยสักครั้ง

แต่รู้หรือเปล่าว่ากว่าจะมาเป็น The High Line ที่ประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ Friend of The High Line มีการจัดกระบวนการมีส่วนร่วม Community Input Forum ร่วมกับ 24 ชุมชนโดยรอบ ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจอย่างเป็นสาธารณะ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด ทัศนคติ ในการอนุรักษ์ฟื้นฟู รวมถึงมีการจัดทำการประกวดแบบออนไลน์เพื่อหาทีมออกแบบในการมาทำงานร่วมกับชุมชนผ่าน Open Workshop กว่า 1,000 ครั้ง

ในประเทศไทยเอง มีภาคเอกชนผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ริเริ่มนำแนวคิด Participatory Design หรือกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม มาใช้ในการวิจัยและออกแบบโครงการแล้วเช่นกัน อย่าง

‘Neighbourhood Bangkadi’ (เนเบอร์ฮูด บางกะดี) โครงการที่มีจุดมุ่งหมายให้เกิดเป็นโมเดลที่อยู่อาศัยที่ตอบรับการเติบโตของชุมชนเมืองในอนาคต ซึ่งมีแผนเริ่มก่อสร้างภายในปี 2562

โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่าง SC Asset และภาควิชาการอย่าง Redek หรือ ศูนย์บริการวิจัยและออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีในการทำวิจัยเพื่อศึกษาพื้นที่ พฤติกรรม กิจกรรม ความต้องการของผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ศึกษา ทั้งในเชิงกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และแนวโน้มการเติบโตของย่าน และมีการลงพื้นที่ สัมภาษณ์ สังเกตพฤติกรรม รวมไปถึงการทำ Workshop กับกลุ่มผู้อยู่อาศัยและคนในย่านบางกะดีกว่า 500 คน เพื่อหาความต้องการในมิติต่างๆ ในด้านที่อยู่อาศัยและการดำเนินชีวิต

แล้วนำไปพัฒนาให้เกิดพื้นที่สาธารณะหรืองานออกแบบอันเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ทั้งผู้อยู่อาศัยในโครงการและชุมชนในย่าน รวมถึงการระดมความคิดเพื่อหา Solutions เกี่ยวกับการอยู่อาศัยจาก Co-creators ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้อยู่อาศัยในโครงการ รวมถึงชุมชนในย่าน

เราเรียกการกระบวนการและผลลัพธ์ทั้งหมดนี้ว่า Human-centric หรือโมเดลที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง มีความต้องการของผู้อยู่อาศัยเป็นหัวใจ

อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการ Neighbourhood Bangkadi เพิ่มเติมได้ที่นี่

Writer

ภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์

บัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังศึกษาต่อสาขา design for social innovation ที่สถาบัน School of Visual Art ในนิวยอร์ก สนใจงานศิลปะ และการออกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องงานออกแบบเพื่อแก้ปัญหาสังคม

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

หากพูดถึงจังหวัดเพชรบุรี จะนึกถึงอะไรกันบ้าง

เขาวัง หาดชะอำ หรือเป็นเพียงทางผ่านลงภาคใต้

จริง ๆ แล้ว เมืองนี้อุดมไปด้วยคุณค่าหลากมิติที่ซุกซ่อนอยู่ในทุกมุมเมือง กำลังรอให้คุณเข้าไปสำรวจและทำความรู้จักเพชรบุรีในแบบที่เพชรบุรีเป็น

“เมืองเพชรเหมือนมีหีบสมบัติ แต่ทุกคนนั่งทับไว้ ไม่ยอมเปิดออกมาใช้” ดิว-รชา ถาวระ หนึ่งในทีมงานจากสถาบันอาศรมศิลป์ให้ความเห็น

กว่า 10 ปีที่ผ่านมา อาศรมศิลป์เข้าไปทำโปรเจกต์ระยะยาวกับเพชรบุรี ตั้งแต่เริ่มต้นเดินสำรวจเมือง แล้วนำสิ่งดี ๆ ที่คนนอกอย่างพวกเขาพบไปชี้ให้คนในพื้นที่เห็น ว่าบ้านเกิดของตนก็มีดีไม่แพ้ที่ไหน 

คุณค่าเล็ก ๆ ที่เคยมองข้ามนี่เอง เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมชั้นดี และมีศักยภาพในการนำไปต่อยอดได้อีกหลายทาง ไม่ว่าจะจัดงานเทศกาลตามแบบฉบับเพชรบุรี ปรับปรุงพื้นที่ชุมชนให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีเสน่ห์ความเป็นท้องถิ่น จุดประกายผู้คนให้ลุกขึ้นมาพัฒนาบ้านเกิด หรือยกระดับการท่องเที่ยวให้เป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างจริงจัง ทำให้คนภายนอกมีโอกาสสัมผัสที่นี่ในเบื้องลึก 

และสนับสนุนให้คนเมืองเพชรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

แทรกซึมกับเยาวชน

“อ้าว ว่าไง ยังหล่อเหมือนเดิมเลยนะ” เสียงคุณลุงคนหนึ่งดังออกมาจากในรั้วบ้าน

ตั้งแต่เดินตามดิวเข้ามาในซอย เราก็ได้ยินเสียงทักทายไม่ขาดสาย ชัดเจนว่าชายหนุ่มชาวนครศรีธรรมราชคนนี้สนิทสนมคุ้นเคยกับผู้คนที่นี่ราวกับเป็นลูกหลานคนหนึ่ง

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2555 ที่ชาวอาศรมศิลป์ 6 – 7 คน เข้าไปทำงานกับเพชรบุรีและดิว ซึ่งเป็นตัวหลักในทีม ก็ได้เริ่มทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทของสถาบันอาศรมศิลป์ เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองเพชรบุรีด้วย โดยโจทย์ที่ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ให้ไว้ ก็คือการพัฒนาเมืองให้เป็นต้นแบบ ‘สุขภาวะ’

“ตอนนั้นชุมชนเขามองเราเป็นนักศึกษา แค่มาสัมภาษณ์ เดี๋ยวทำวิทยานิพนธ์เสร็จแล้วก็ไป” ดิวเล่าย้อนกลับไปถึงช่วงที่เขาและชาวบ้านยังเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน “เราเลยต้องคิดว่า จะทำยังไงให้ชุมชนรู้สึกว่าเราตั้งใจมาทำงานด้วย เราอยากเห็นบ้านเขาพัฒนาจริง ๆ”

อาศรมศิลป์จึงตัดสินใจเริ่มขับเคลื่อนด้วยเยาวชน โดยคำแนะนำของ อาจารย์จำลอง บัวสุวรรณ์ ที่ปรึกษาของ ‘กลุ่มลูกหว้า’ เครือข่ายเยาวชนจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเยาวชนกลายมาเป็นคนในพื้นที่กลุ่มแรกที่พวกเขาได้สานสัมพันธ์และร่วมจัดกิจกรรม

“เดี๋ยวนี้เยาวชนเมืองเพชรมุ่งวิชาการ เรียนพิเศษ อยู่บ้านแม่ก็ซื้อกับข้าวให้ แทบจะไม่ได้มาเดินในชุมชน เราเลยชวนเด็ก ๆ มาลงสำรวจพื้นที่” ดิวพูดถึงกิจกรรม ‘เด็กเพชรอ่านเมือง’ ซึ่งเป็นงานที่ทำให้เยาวชนรู้จักบ้านเกิดของตัวเองมากยิ่งขึ้น จากที่ไม่เคยรู้ว่าร้านอะไรอยู่ตรงไหน บ้านใครมีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีคุณค่าอย่างไรบ้าง ก็ได้รู้ขึ้นมาในคราวนี้

เมื่อชุมชนเห็นว่าพาเด็กประถม-มัธยมในพื้นที่เข้าไปชวนคุย ก็ยินดีให้ความร่วมมือ แล้วพวกเขาเองก็พลอยได้รับทั้งความเอ็นดูและความเชื่อมั่นว่าตั้งใจทำงานจริง ต่างจากเดิมที่ชาวบ้านมองว่าเป็นนักศึกษาจากกรุงเทพฯ ที่เข้ามาทำงานอย่างฉาบฉวย

“อย่างบ้านธรรมดาหลังหนึ่ง พอเด็ก ๆ เดินเข้าไปถาม ปู่แกก็เล่ายาวเลย อันนี้มาจากเมืองจีนนะ สั่งทำที่นู่นที่นี่นะ เรารู้สึกว่ากิจกรรมเยาวชนทำให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าในของที่เขามี

“ได้ประโยชน์กันทั้ง 3 ฝ่ายนะ เด็กได้รู้จักบ้านเกิด เราได้เข้าใจพื้นที่มากขึ้น ชุมชนก็เห็นคุณค่าของตัวเอง และเข้าใจเรามากขึ้นเหมือนกัน”

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

เล่าเรื่องเมืองเพชร ให้ชาวเพชรฟัง

‘คุณค่าใกล้ตัว’ เป็นสิ่งที่นักออกแบบมองหาจากการทำงานครั้งนี้

จากการสำรวจที่ผ่านมา พวกเขาพยายามรวมรวมข้อมูลที่ได้มาสื่อสารให้เข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็น ‘แผนที่ร้านโบราณ’ หรือ ‘แผนที่ของอร่อย’ โดยร้านที่อยู่บนแผนที่ ก็คือร้านเจ๋งที่เด็ก ๆ เลือกสรร ซึ่งความเจ๋งที่ว่าอาจจะไม่ใช่ของที่ขายหรือรสชาติอาหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงเรื่องราวที่เจ้าของร้านเล่าด้วยความภูมิใจ อย่างการขายของเพื่อส่งลูก ๆ เรียนด้วย

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

พอได้สื่อแผนที่มาเป็นตัวอย่าง ก็ถึงเวลาที่จะจัดเวทีประชาคม ชวนคนในชุมชนย่านเมืองเก่ารอบวัดมหาธาตุ พื้นที่เป้าหมายที่เลือกไว้มาพูดคุยเรื่องการพัฒนาเมือง

“เราเอาข้อมูลที่ได้จากการสำรวจมาวิเคราะห์ศักยภาพของเมือง ให้เห็นว่าเราเข้าใจในสิ่งที่เขามียังไงบ้าง” ดิวเล่าถึงการพูดคุยในวันนั้น “แล้วเราก็พยายามโยงให้คนเข้าใจเรื่องคุณค่า โดยการเอาแผนที่ที่ทำไว้ไปแจกในงาน เพื่อให้เขารู้สึกว่าบ้านเขามีของดีอยู่เยอะเลยนะ ไม่ใช่แค่ช่างสิบหมู่ที่ทุกคนมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ยังมีของดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจจะใกล้หายไป

“เมืองเขามีชีวิตมาตลอด เขาไม่โดนสงคราม ไม่เคยเป็นเมืองร้างตั้งแต่อยุธยาถึงปัจจุบัน เขาอยู่กันมานาน ก็เลยมีมรดกวัฒนธรรมเยอะมาก

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

“ตอนนั้นเราเห็นแล้วว่าเมืองสุขภาวะของเพชรบุรีอาจไม่ใช่เรื่องสุขภาพอย่างเดียว แต่มีเรื่องต้นทุนทางวัฒนธรรมที่จะนำไปต่อยอดได้ด้วย”

ในเวทีวันนั้น นักออกแบบเห็นศักยภาพในการพัฒนา ‘ชุมชนซอยตลาดริมน้ำ’ และ ‘ชุมชนคลองกระแชง’ มากเป็นพิเศษ พวกเขาจึงตัดสินใจว่าจะเข้าไปโฟกัสในระดับชุมชนที่สองพื้นที่นี้เป็นอันดับแรก

สองชุมชนแรกเริ่ม

แล้วเวทีย่อยเวทีแรก ณ ชุมชนซอยตลาดริมน้ำก็เริ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายในการตอบคำถามที่ว่า แท้จริงแล้วชุมชนต้องการอะไร

“เวทีนี้เด่นที่เครื่องมือครับ” เครื่องมือที่ใช้ในการพูดคุยกับชาวบ้านในครั้งนี้ เรียกว่า Photo Model 

“เราถ่ายหน้าบ้านแต่ละบ้านมาประกอบเป็นโมเดลของย่านให้เขาดู ทำให้เห็นชัดเลยว่าบ้านเขาเป็นยังไง อยากปรับปรุงตรงไหน พื้นที่ข้างบ้านเป็นยังไง มีสภาพปัญหา ศักยภาพ และความต้องการอย่างไรบ้าง” เพราะชาวบ้านไม่ใช่สถาปนิก บางทีการดูแผนที่อาจไม่ทำให้เห็นภาพมากพอ Photo Model จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านเข้าใจ

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

แม้ในวันนั้นจะไม่สามารถนำข้อมูลศักยภาพไปต่อยอดในทันที เพราะชุมชนยังติดปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์การปรับปรุงที่ยังไม่เรียบร้อย แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ได้ทดลองเครื่องมือและวิธีการ ซึ่งจะนำไปใช้กับเวทีย่อยชุมชนคลองกระแชงต่อไป

“ที่คลองกระแชง พอชาวบ้านพูดถึงพื้นที่สาธารณะอย่างลานสุนทรภู่ ว่าไม่มีคนมาใช้บ้าง สกปรกบ้าง เขาก็บอกได้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นที่จุดไหน อยากให้แก้ไขหรือต่อยอดอะไร” เวทีนี้จัดว่าคึกคักมาก มีทั้ง โฟล์ค-ปภังกร จรรยงค์ แกนนำชุมชนผู้มีไฟในการทำงาน ทั้งลุง ๆ ป้า ๆ ชาวบ้านที่ช่วยกันออกความเห็น ทำให้สถาปนิกเห็นภาพรวมและวิสัยทัศน์ในการพัฒนาของทุกคน เช่น อยากฟื้นฟูชุมชนให้กลับมามีชีวิตชีวา โดยใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่ อยากเชื่อมโยงพื้นที่กับฝั่งตลาด และอยากจัดถนนคนเดิน

ไม่ปล่อยให้ฝันเป็นเพียงฝัน งาน ‘เพชรบุรีดีจัง’ ที่จัดในเดือนถัดมา อาศรมศิลป์ก็ได้นำความต้องการที่ชาวบ้านได้พูดคุยกันในเวทีกลุ่มย่อยมาทดลองทำให้เกิดรูปธรรม

งานนี้เป็นมหกรรมกลางเมืองโดยเยาวชน นำโดยกลุ่มลูกหว้าและเครือข่ายเพชรบุรีดีจัง ภายใต้การสนับสนุนของแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 

งานนี้เคยจัดมาก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้รวมเอาพื้นที่ถนนคลองกระแชงและซอยตลาดริมน้ำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่จัดงานหลักด้วย โดยพวกเขามีโอกาสออกแบบสะพานไม้ไผ่เชื่อมสองฝั่งแม่น้ำให้เดินได้สะดวกตามความเห็นของชุมชน เปลี่ยนถนนคลองกระแชงให้กลายเป็นถนนคนเดิน เปิดศาลาคามวาสีและลานสุนทรภู่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปได้ นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการการออกแบบพัฒนาเมือง ให้ทุกคนได้เดินดูและร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงต่อ

“ฟีดแบ็กของงานดีมาก ทุกคนรู้สึกว่าพื้นที่ตรงนี้ต้องเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรม” ดิวพูดอย่างชื่นใจ “พอคนเห็นภาพ คนก็อยากทำต่อ”

หลังจากวันนั้น พวกเขาทำแบบเพื่อการพัฒนาเมืองไปเสนอชุมชนหลายอย่าง เช่น ซุ้มประตูทางเข้าออกคลองกระแชง เพื่อให้คนที่ผ่านมาได้สังเกต วางสตรีทเฟอร์นิเจอร์ เสาไฟ ปรับปรุงทัศนียภาพในซอยและสถานที่สำคัญ ซึ่งเมื่อทางชุมชนเห็นแนวทางที่ทีมนำเสนอก็ได้ชวนจัดงานอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นงานที่ชุมชนอาสาเป็นเจ้าภาพจัดงานด้วยตนเอง ใช้ชื่อว่า ‘ชมตลาดเก่า ถนนเล่าวัฒนธรรม’

ภายในงานจะมีการทดลองติดตั้งสิ่งต่าง ๆ ที่ได้เสนอกันไป เช่น ทำที่นั่งริมน้ำแบบชั่วคราว ติดตั้งซุ้มประตู โคมไฟหนังใหญ่ เสาไฟหนุมาน เวอร์ชันจำลองขนาดเท่าจริง (สเกล 1 : 1) เพื่อดูว่าเวิร์กหรือไม่ อย่างไร มีการติดป้ายให้ข้อมูลหน้าสถานที่สำคัญ ชักชวนศิลปินชาวเพชรบุรี อย่าง พี่วุฒิ หรือ ครูตั้ม มาเพนต์สตรีทอาร์ต และนำต้นทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนอย่างหนังใหญ่วัดพลับพลาชัยมาแสดง

โปรเจกต์พัฒนาเมืองเพชรบุรีให้เป็นชุมชนน่าอยู่ มีรายได้ และคนเพชรได้ภูมิใจในตัวเอง

เมื่องานประสบความสำเร็จ แบบการพัฒนาชุมชนคลองกระแชงถูกส่งไปยังหน่วยงานต่าง ๆ อะไรที่เคยเป็นแค่แบบจำลอง ก็ได้ติดตั้งลงในพื้นที่จริง สถานที่ที่เคยเงียบเหงาอย่างศาลาคามวาสี บ้านมนัส จรรยงค์ วัดพลับพลาชัย เมื่อเทศบาลเมืองเพชรบุรีเห็นศักยภาพ สนับสนุนงบประมาณปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนคลองกระแชง 700,000 บาท ใน พ.ศ. 2559 ถือเป็นก้าวแรกของการเกิดรูปธรรมในพื้นที่ ช่วยกระตุ้นให้ชุมชนเห็นผลสำเร็จของการร่วมกันพัฒนาเมือง

“ภาครัฐไม่ต้องมาถามว่าชุมชนอยากได้อะไร ชุมชนคิดให้ทั้งหมดแล้ว แค่มาดูว่าจะสนับสนุนด้านไหนได้บ้าง” ดิวกล่าวอย่างภูมิใจ

สุดท้ายแล้วก็ได้รูปธรรมการพัฒนาพื้นที่ที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่น ๆ ต่อไปได้

“พอคลองกระแชงเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ชาวบ้านอีกฝั่งก็เริ่มเห็นภาพฝันของชุมชนตัวเอง” ใช่แล้ว เขาพูดถึงซอยตลาดริมน้ำ ชุมชนแรกที่เขาไปจัดเวทีกลุ่มย่อย คราวนี้เมื่อปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินคลี่คลาย ก็พร้อมให้นักออกแบบเข้าไปทำงานต่อ

ฝั่งซอยตลาดริมน้ำ จัดงาน ‘ตรอกนี้มีเรื่องเล่า’ กิจกรรมเล็ก ๆ ตอนเย็น ริมท่าน้ำศาลเจ้าพ่อเสือ มีชาวบ้านมาเล่าเรื่องภาพเก่าที่ได้จากบ้านในชุมชนอย่างสนุกสนาน ซึ่งอาศรมศิลป์ก็นำข้อมูลที่ได้จากกิจกรรมนั้นและจากกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมอย่างที่ทำกับคลองกระแชง ไปทำแบบร่างการพัฒนา แล้วนำเสนอกับชุมชนเพื่อลงมือทำจริง

ชุมชนซอยตลาดริมน้ำได้รับงบประมาณ 2.84 ล้านบาท ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ซอยตลาดริมน้ำ ภายใต้โครงการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าเพชรบุรี จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2563 ถึงจะมาช้า แต่ทุกคนก็อิ่มใจกับความสำเร็จของตลาดริมน้ำเป็นที่สุด

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

ชุ่มชื่นหัวใจ

วันนี้เราได้เดินเข้ามาชมซอยตลาดริมน้ำเวอร์ชันพัฒนาแล้วกับดิว สถาปนิกหนุ่มจากอาศรมศิลป์ พร้อมด้วย เจ๊อร-พรรณ์นิภา ภู่แสง แกนนำซอยตลาดริมน้ำที่มาต้อนรับ

‘มีชีวิตชีวา’ เป็นคำที่ผุดขึ้นมาในหัวเราตั้งแต่ก้าวเข้ามาในซอยอาคารเก่า ซึ่งเต็มไปด้วยสตรีทอาร์ตฝีมือช่างท้องถิ่นเต็มผนังสองข้าง พร้อมด้วยป้ายบอกทาง ป้ายแสดงข้อมูล และแผนที่ชุมชนใหญ่เบ้อเริ่ม

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

“นี่รูปตอนน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 60” เจ๊อรยิ้ม ชี้ผนังบ้านที่มีรูปชาวบ้านสองคนกำลังมีความสุขกับการนั่งเรือขณะน้ำท่วมซอย “ส่วนนั่นรูปลูกสาวเจ้าของบ้าน เขาชอบเล่นกีตาร์”

ไม่จำเป็นต้องมีภาพทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ รูปแสดงวิถีชีวิตของคนธรรมดา ก็ทำให้ผู้มาเยือนอย่างเราเดินเพลิดเพลินได้จนสุดซอย

จะเรียกว่าซอยแห่งความร่วมมือร่วมใจก็ไม่ผิดนัก นอกจากสตรีทอาร์ตฝีมือเหล่าศิลปินเพชรบุรี ที่ชาวบ้านและอาศรมศิลป์ช่วยกันเลือกภาพมาวาดแล้ว กระเบื้องที่พื้น เจ๊อรและชาวบ้านก็ลงมือปูกันเองทีละแผ่น

สำหรับเจ๊อร อดีตลูกจ้างเย็บผ้า ตอนแรกก็ไม่เข้าใจนักว่าอาศรมศิลป์ต้องการทำอะไร แต่ด้วยความใจดี จึงช่วยเหลือทุกคนเท่าที่ทำได้ ถ้ามีประชุมเจ๊อรก็จะเข้ามาฟัง และอาสาทำกับข้าวเลี้ยง ไป ๆ มา ๆ เมื่อมีการจัดประชุมบ่อยเข้า เธอก็เข้าใจและเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ เลื่อนขั้นจากผู้ร่วมประชุมเป็นเจ้าภาพใหญ่ในการขับเคลื่อนงาน ทุกวันนี้แขกไปใครมาก็ได้เจ๊คนนี้เป็นไกด์นำเที่ยวให้

“สมัยก่อนถนนเส้นนี้จะเปลี่ยว คนไม่อยากเข้ามา ผียังไม่เดินเลย” เจ๊อรเล่าด้วยอารมณ์ขัน “ตอนนี้เปลี่ยนไปทุกอย่าง จากที่คนในชุมชนไม่รู้จักการท่องเที่ยว ไม่รู้ว่าอาศรมศิลป์มาทำอะไร พอการค้าดีขึ้น เขาก็เริ่มเข้าใจ

“เราฝ่าฟันมานาน ผ่านมาทั้งน้ำตาและความสุข ภูมิใจมากที่เห็นนักท่องเที่ยวเข้ามา”

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

ฝั่งคลองกระแชงเองก็น่าเที่ยว และทำให้ผู้ไม่เคยสัมผัสเมืองเก่าเพชรบุรีอย่างเราตื่นเต้นมากทีเดียว 

เช่นกันกับซอยตลาดริมน้ำ ตอนนี้คลองกระแชงมีป้ายต่าง ๆ ติดตั้งไว้เรียบร้อย นักท่องเที่ยวที่มาสามารถเดินตามป้ายไปชมสถานที่สำคัญ อย่างพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย พิพิธภัณฑ์มนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสั้นเมืองไทย กรุภาพมิตร ชัยบัญชา หรือศาลาคามวาสีได้

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

‘ศาลาคามวาสี’ ศาลาการเปรียญหลังใหญ่ อดีตเคยเป็นที่ตั้งของ ‘โรงเรียนเพชรสตรี’ โรงเรียนเด็กหญิงแห่งแรกในเพชรบุรี ปัจจุบันโรงเรียนปิดตัวไปแล้ว ศาลาคามวาสีจึงเหลือหน้าที่เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนาของชาวบ้าน และเป็นเหมือนห้องรับแขกให้ชุมชนคลองกระแชง

เมื่อเราเดินผ่านศาลา ป๋าแจ็ค-สุวรรณ พวงมาลัย ผู้รับหน้าที่ดูแลที่นี่ต่อจากคุณแม่ ก็กวักมือเรียกเข้าไปเดินชมนิทรรศการในห้อง มีทั้งรูปภาพเก่า ๆ ของจังหวัดแขวนเต็มผนัง และคอลเลกชันของโบราณที่พบในแม่น้ำเพชรบุรีเรียงอยู่เต็มตู้

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

ไม่หยุดก้าวต่อ

การท่องเที่ยวเมืองเก่าเพชรบุรีได้กลายเป็นวิสาหกิจชุมชนที่ทำโดยชาวบ้าน เมื่อมีคณะนักท่องเที่ยวมา ทุกคนก็จะพาไปที่ศูนย์วิจัยชุมชนเมืองเพชรบุรี วัดพลับพลาชัย เพื่อเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเมืองในเบื้องต้น แล้วจึงพาไปเดินดูชุมชนต่าง ๆ กินข้าวแช่ ชมการแสดง ซึ่งนอกจากสองชุมชนแรกที่เราได้เล่าไป อาศรมศิลป์ยังขยายการพัฒนาออกไปสู่พื้นที่ใกล้เคียง อย่างชุมชนวัดเกาะและชุมชนวัดแก่นเหล็กด้วย

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

“พอมีคนมาท่องเที่ยว พื้นที่ได้ใช้ ชาวบ้านก็มีโอกาสในการสร้างธุรกิจชุมชน” ดิวพูดถึงผลที่งอกเงย” เขาไม่ได้คิดว่าต้องมีกำไรมาก แค่ให้มีรายได้นำมาหมุนเวียน ให้คนทำงานอยู่ต่อได้เรื่อย ๆ ส่วนเงินที่เหลือก็นำกลับมาพัฒนาชุมชน”

จากสเกลชุมชน ขยับมาเป็นสเกลเมือง อาศรมศิลป์ขับเคลื่อนเพชรบุรีเป็นเมืองเดินและเมืองจักรยาน ตามกระแสนักปั่นในตอนนั้น

“การเข้าไปทำงานกับชุมชน คือเราทำให้เขามองเห็นต้นทุนที่เขามี พอเขาเห็นคุณค่าและรู้สึกภูมิใจ เขาก็จะลุกขึ้นมาต่อยอดเอง” ท้ายที่สุดแล้ว ‘ต้นทุนทางวัฒนธรรม’ เป็นสิ่งที่ทำให้ที่นี่เป็นเมืองสุขภาวะได้

ทุกวันนี้เมืองเพชรเปลี่ยนไปหลายอย่าง เมืองเก่าที่เงียบเหงากลับมีชีวิตชีวามากขึ้น ชาวบ้านธรรมดาก็ลุกขึ้นมาพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง จนมีนักท่องเที่ยวสนใจมากมาย งานการกุศลก็กลับกลายมาเป็นธุรกิจเพื่อชุมชนที่ยั่งยืน

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ

แล้วความตั้งใจของชาวบ้าน นำโดยโฟล์คและเจ๊อร ก็ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวชุมชนเมืองเพชร ได้รับรางวัลชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ประจำปี 2561 ระดับยอดเยี่ยม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม มาครอบครอง

“เมืองไทยยังมีย่านเก่าที่เงียบเหงา ซบเซา อยู่อีกมาก เพชรบุรีจะเป็นต้นแบบการพัฒนาชุมชนที่ใช้ต้นทุนของตนเอง ฟื้นชุมชนให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง” ดิวพูดปิดท้าย

โปรเจกต์พัฒนาเพชรบุรีให้เป็นเมืองสุขภาวะทางวัฒนธรรม นำคุณค่าเล็ก ๆ ที่คนเพชรเองอาจไม่เคยให้ความสำคัญมาเป็นความภูมิใจ
ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load