KHAOPLA x TEP BAR

ร้านอาหารไทยในซิดนีย์ ออสเตรเลีย ต้องการให้บาร์จากกรุงเทพฯ ประเทศไทย ออกแบบเครื่องดื่มให้ ฟังดูเป็นโจทย์เรียบง่าย แต่การคิดค็อกเทลข้ามทวีปนี้มีกระบวนการน่าสนใจซ่อนอยู่เบื้องหลังที่น่าสนใจ

‘ข้าวปลา’ (Khaopla) คือร้านอาหารไทยในซิดนีย์ นำเสนอความงดงามของวิถีชีวิตคนไทยผ่านอาหารรสชาติไม่ประนีประนอมเพื่อลิ้นฝรั่ง แต่กระนั้นรสชาติเข้มข้นคุ้นลิ้นคนไทยก็ยังเป็นที่ถูกใจจนเห็นแถวยืนรอหน้าร้านกันยาวเหยียด

‘เทพฯบาร์’ คือความตั้งใจนำเสนอวัฒนธรรมไทยออกมาในรูปแบบของ Cultural Bar เน้นการออกแบบทุกอย่างให้มีกลิ่นอายความเป็นไทยที่ถูกตีความใหม่ผ่านมุมมองแบบเทพฯ  ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และการตกแต่งภายในร้าน

เทพฯบาร์

ปลา-ทวีรัชต์ โรจน์รัตนาวิชัย เจ้าของร้านข้าวปลาอยากใช้ความเป็นมืออาชีพของทีมเทพฯบาร์ออกแบบเครื่องดื่มสำหรับบาร์ที่ข้าวปลา

โจทย์ของความเป็นไทยเป็นของถนัดสำหรับเทพฯบาร์ แต่ก็ไม่ใช่งานง่ายสำหรับการออกแบบ

เครื่องดื่มข้ามทวีป เมื่อออกแบบสูตรจนเสร็จและส่งไปให้ถึงซิดนีย์ ก็ไม่มีทางรู้ว่ารสชาติที่เทพฯบาร์ตั้งใจออกแบบไว้จะถูกต้องหรือไม่ ข้าวปลาเลยตัดสินใจพาทีมเทพฯบาร์มาปรุงส่วนผสมถึงออสเตรเลีย

เทพฯบาร์

ทรัพย์ในดินสินในน้ำ คือแนวคิดหลักในการออกแบบอาหารและเครื่องดื่มของเทพฯบาร์ การใช้เหล้าไทยและวัตถุดิบของท้องถิ่นของไทยมาใช้เป็นส่วนผสม เพื่อสื่อสารเรื่องความอุดมสมบูรณ์และภูมิปัญญาแบบไทยๆ

ทีมเทพฯ หรือทีมนักปรุงสุราจากเทพฯบาร์ถูกมอบหมายให้ปรุงเครื่องดื่มทั้ง 4 แก้ว จากประสบการณ์การครีเอตค็อกเทลให้บาร์ การออกแบบค็อกเทลสำหรัร้านอาหารก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายด้วยเช่นกัน

ค็อกเทลสำหรับร้านอาหารไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าจะมาสั่งเพื่อกินแอลกอฮอล์แบบหนักๆ แต่ใช้เพื่อกินกับอาหารมากกว่า วิธีการคิดเลยจะต่างกัน ค็อกเทลทั้ง 4 แก้วเลยจะเน้นให้เป็นการเรียกน้ำย่อยและช่วยให้เจริญอาหารเสียมากกว่า

เทพฯบาร์

ทีมเทพฯ เริ่มคิดจากความเป็นไทยที่ทั้งเทพฯบาร์และข้าวปลามีจุดร่วมกัน เรื่องวัตถุดิบทีมเทพฯ ตั้งใจคิดที่จะใช้วัตถุดิบท้องถิ่นก่อน เพราะเทพฯบาร์อยากนำเสนอความเป็นไทยด้วยประโยค ‘ทรัพย์ในดินสินในน้ำ’

สอดคล้องกับการกินเหล้าเป็นยาซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน ได้แรงบันดาลใจจากยาดองที่ใช้เหล้าเป็นตัวดึงสรรพคุณต่างๆ จากสมุนไพรออกมาผสมในตัวเหล้าจนกลายเป็นยา และเมื่อดื่มเข้าไปในปริมาณที่พอดี เหล้าก็จะพาสรรพคุณยาจากสมุนไพรทั้งหลายเข้าสู่ระบบของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ปริมาณที่เขากินกันก็ไม่ได้มากจนมึนเมา แต่กินเพื่อช่วยเรียกน้ำย่อย และช่วยให้เจริญอาหารด้วย

ทีมปรุงสุราเทพฯบาร์ใช้หลักของยาดองมาคิดค็อกเทลทั้งหมด เอาเหล้ามาแช่กับสมุนไพรต่างๆ เหล้าที่ใช้เป็นส่วนผสมหลักทุกชนิดเป็นเหล้าไทย คือแม่โขง แสงโสม และพระยา ทั้ง 3 ชนิดมีความแตกต่างกันในเรื่องรสชาติ และใช้เป็นต้นทางในการคิดของแต่ละเมนู

เทพฯบาร์

เทพฯบาร์ใช้วิธีคิดว่าเหล้าแต่ละชนิดผลิตมาจากอะไร และน่าจะเหมาะกับส่วนผสมอะไรบ้าง เช่น เหล้ารัมที่ทำจากอ้อยจะเข้ากันได้ดีกับแตงโม ผลไม้รสหวาน ฉ่ำน้ำ หลังจากนั้นลองคิดว่าอะไรที่จะไปกันได้ดีกับแตงโมอีกบ้าง อย่างใบกะเพรา ใบโหระพา ที่กลิ่นหอมเย็น พริกไทยที่มีความฉุนโดด แล้วเชื่อมต่อส่วนผสมที่รสชาติน่าจะเข้ากันได้ จากประสบการณ์ของทีมที่สั่งสมในการสร้างสรรค์ค็อกเทลมาหลายปี

เมื่อไปถึงซิดนีย์ก็พบว่าที่ออสเตรเลียมีวัตถุดิบเหมือนที่ทีมคิดสูตรไว้เกือบทุกอย่าง แต่รสชาติของที่ปลูกในไทยกับที่ปลูกในออสเตรเลียแตกต่างกัน เนื้อกล้วยน้ำว้าที่ออสเตรเลียมีความเป็นแป้งมาก ไม่มีรสหวานเลย ใบมินต์ที่ออสเตรเลียก็เป็นมินต์อีกสายพันธุ์ เป็นเปปเปอร์มินต์แบบใบยาว หอมแตกต่างจากสะระแหน่ของบ้านเรา แต่ถ้านำมาใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็สามารถใช้แทนกันได้

เทพฯบาร์

โชคดีที่ข้าวปลาเป็นร้านอาหารไทยเลยมีวัตถุดิบที่ทีมต้องการใช้อยู่ในครัวอยู่แล้ว แต่ก็ใช้ในปริมาณตามสูตรที่ทีมเทพฯ คำนวณเอาไว้ไม่ได้ทุกอย่าง เป็นเพราะเรื่องของราคาที่ต่างกันมาก เช่น กะเพราที่ซิดนีย์ราคากิโลกรัมละพันบาท ทีมเลยแก้ไขโดยการเอากะเพรามาใช้ทำเป็นไซรัปแทน และข้อดีของไซรัปคือเก็บไว้ใช้ได้นานขึ้นด้วย มะนาวที่ซิดนีย์ก็ราคาแพงกว่าเลมอน ตรงข้ามกับบ้านเรา จากสูตรที่ทีมเทพต้องการจะใช้น้ำมะนาวก็เลยลองเอาเลมอนมาใช้แทน

สิ่งที่ทีมเทพต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำถึงร้านข้าวปลาคือการวางระบบการทำงานของบาร์ วางอุปกรณ์การชง สอนวิธีการเตรียมวัตถุดิบเบื้องต้นอย่างการทำไซรัป การแช่เหล้ากับส่วนผสมเพื่อเตรียมไว้ใช้ ทีมสอนลำดับการปรุงแต่ละเมนูให้กับบาร์เทนเดอร์ของข้าวปลา พร้อมปรับส่วนผสมไปด้วยในตัว รวมถึงการตกแต่งแก้วให้ออกมาสวย

เทพฯบาร์ เทพฯบาร์ เทพฯบาร์

หลังการสอนและปรับสูตรกันทั้งวัน ตอนกลางคืนปลาพาทีมไปดูบาร์ที่กำลังเป็นที่นิยมทั่วซิดนีย์ ความหลากหลายคือคำอธิบายบาร์ที่ทั้งทีมลงความเห็นตรงกัน เสรีภาพในการผลิตแอลกอฮอล์ทำให้เกิดความหลากหลายของเครื่องดื่ม ที่นี่เราจะเจอเบียร์คราฟต์ที่เป็นทางเลือกมากมาย ค็อกเทลจำนวนสูตรมหาศาล มีแม้กระทั่งร้านที่ผลิตโซดากลิ่นต่างๆ เป็นของตัวเอง ชนิดที่ตั้งเครื่องจักรทำโซดาไว้กลางร้านเลย

ถึงจะไม่ได้ใช้วัตถุดิบอย่างที่ตั้งใจทั้งหมด แต่ทีมเทพฯ ก็พลิกแพลงเอาวัตถุดิบที่หาได้ง่ายใกล้ตัวมาปรุงให้รสออกมาใกล้เคียงอย่างที่คิดไว้ให้ครบทุกรายละเอียด

นารีผล

เทพฯบาร์

นารีผลเป็นค็อกเทลแบบ Long Drink ดื่มง่าย ส่วนผสมหลักคือแสงโสมที่เป็นเหล้ารัม กลั่นจากอ้อย และมีส่วนผสมของข้าวเหนียว และส่วนผสมบางอย่างทำให้มีกลิ่นและรสเฉพาะตัว ทีมเทพฯ จับคู่แสงโสมด้วยสับปะรด น้ำมะพร้าว และกล้วยน้ำว้า นำทุกอย่างไปปั่นรวมกันให้ออกมาเหมือนสมูทตี้

ปัญหาที่ทีมเจอก็คือกล้วยน้ำว้าที่ออสเตรเลียไม่มีรสหวานอย่างที่ทีมอยากได้ เลยแก้ไขด้วยการผสมน้ำผึ้งลงไปกับกล้วยหอมที่มีเนื้อที่มีความหอมหวานมากกว่า และใช้ไอศครีมวานิลลาเป็นตัวดึงรสกล้วยน้ำว้าแบบที่อยากได้กลับมา

เทพฯบาร์

รสที่ออกแบบไว้จะออกมากลมๆ เป็นเครื่องดื่มหวานๆ ทานง่าย เสิร์ฟในโอ่งแบบพิเศษที่ข้าวปลา สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษจากราชบุรี เป็นโอ่งปากกว้าง ตกแต่งด้วยดอกไม้ทานได้ มะนาวอบแห้ง และใบเปปเปอร์มินต์ด้านบนเพิ่มสีสัน อยากให้เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย เพราะต้องการจะสื่อให้คนนึกถึงการแชร์น้ำดื่มกันในวงข้าว เวลาคนไทยกินข้าวกันเป็นวงจะมีไหดินใส่น้ำวนดื่มกันในวงข้าว

เมื่อลองสังเกตคนที่มาสั่งเครื่องดื่มในร้าน ก็พบว่าเวลาเขาสั่งเมนูนี้ไปเขาก็จะวนแบ่งกันชิมจริงๆ แม้กระทั่งเด็กฝรั่งตัวเล็กๆ พ่อแม่เขาก็ให้ทดลองชิมด้วย

ชาตรี

ตอนเริ่มต้นโปรเจกต์นี้เทพฯบาร์ส่งคำถามไปให้ข้าวปลาตอบ เพื่อขอข้อมูลอย่างละเอียดมาใช้คิดเมนู หนึ่งคำถามที่ทีมเทพฯบาร์ถามไปคือ เครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมที่สุดในร้าน คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ ชาไทย ที่เป็นเครื่องดื่มที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ ของข้าวปลา ใน 1 วันที่ร้านต้องต้มชาหม้อใหญ่เพื่อใช้เสิร์ฟลูกค้าในร้าน ทีมเทพฯ เลยตั้งต้นส่วนผสมของชาตรีจากชาไทย แล้วเอามาจับคู่กับเหล้ารัม

พระยา คือเหล้ารัมที่นำไปบ่มจนได้กลิ่นและรสที่หอม ผสมกับชาไทยที่เอาไปต้มกับดอกเก๊กฮวย เป็นการผสมผสานที่ทำให้ได้กลิ่นที่หอมออกมาเฉพาะตัว ผสมกับเลมอนที่ทีมเทพพลิกแพลงมาใช้แทนมะนาวซึ่งราคาสูงมาก

เทพฯบาร์ตั้งชื่อเมนูนี้ว่า ชาตรี มาจากคอนเซปต์ชายชาติชาตรี ตั้งใจให้เหมาะกับผู้ชาย เพราะมันมีความเข้มข้นของเหล้ามาก ผสมส่วนผสมทุกอย่างที่มันมีความต่างกันของรสชาติ ด้วยการเขย่าแบบ Hard Shake ให้ส่วนผสมทั้งหมดเป็นเนื้อเดียวกัน เสิร์ฟในแก้วเซรามิกทรงกระบอก ยกดื่มแบบไม่ใช้หลอดเหมือนเวลาดื่มเครื่องดื่มด้วยกระบอกไม้ไผ่อย่างคนโบราณ ตกแต่งกระบอกด้วยผ้าแดงสื่อถึงนักมวยคาดผ้าประเจียดไว้ที่ต้นแขน

วายุ

เทพฯบาร์

วายุหมายถึงลม เริ่มต้นคิดเมนูนี้จากคอนเซปต์การกินเหล้าเป็นยา ฤทธิ์ร้อนฤทธิ์เย็นจากส่วนผสมเป็นสิ่งที่ทำให้เลือดลมสูบฉีดดี ช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย

เมนูนี้คิดจากเหล้าแม่โขงที่มีส่วนผสมของอ้อย ข้าวเหนียว และรสเฉพาะตัวจากสมุนไพร และเครื่องเทศน่าจะเข้ากันได้กับแตงโม ซึ่งเป็นผลไม้ฤทธิ์เย็น แต่ต้องทำให้เครื่องดื่มสมดุลด้วยการใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อนอย่างพริกไทยเม็ดและโหระพามาบ่มทิ้งไว้กับแตงโมและเหล้า ปรุงน้ำเชื่อมจากกะเพราเพิ่มกลิ่นและความร้อนแรง

เทพฯบาร์ เทพฯบาร์

วิธีการจับส่วนผสมต่างๆ มาผสมกันเกิดจากประสบการณ์ที่คิดว่ารสของส่วนผสมนั้นน่าจะเหมาะกับส่วนผสมนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ ไม่สุดโต่งเกินไป

การที่เอาแตงโมมาบ่มกับเหล้าเป็นข้อได้เปรียบของออสเตรเลียที่ค่อนข้างเสรีกับเรื่องนี้ เลยเกิดสูตรที่สร้างสรรค์ขึ้นมากมาย ที่ไทยการปรุงแต่งเหล้ายังไม่ใช่สิ่งที่ถูกกฎหมาย การปรุงแต่งเลยจะมาอยู่ที่การทำไซรัปแทน

เมนูนี้วายุตกแต่งด้านบนด้วยเนื้อแตงโมที่แช่กับเหล้า ราดน้ำผึ้ง และโรยพริกไทย เมื่อกัดแตงโมจะให้ความรู้สึกร้อนเย็นวูบวาบ

ซ่อนกลิ่น

เทพฯบาร์

เมนูนี้คิดขึ้นเพื่อใช้เรียกน้ำย่อยโดยเฉพาะ ตอนแรกสุดทีมอยากใช้ยาดองเป็นส่วนผสม แต่ไม่สามารถขนมาได้ เลยใช้เหล้า Rinomato ที่เป็นเหล้าประเภท Aperitif ผสมกับแสงโสมกับน้ำเชื่อมจากดอกเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ที่เทพฯบาร์นิยามว่าเป็นผงชูรสของเครื่องดื่ม

เทพฯบาร์

แก้วนี้มีส่วนผสมของโซดาที่แช่อบเชยและโป๊ยกั้กไว้ และใช้เครื่องทำโซดาทำให้เกิดพรายฟองซ่า เวลายกดื่มจะได้กลิ่นควันอวลอยู่ในคอจากกลิ่นควันของกานพลูเผารมควันกับแก้ว

ซ่อนกลิ่นเป็นเครื่องดื่มที่ผมว่าสีสันสดใสที่สุด แต่รสชาติก็ผู้ใหญ่ที่สุดในบรรดา 4 แก้วเลยก็ว่าได้

KHAOPLA x TEP BAR

ร้านอาหารไทยในซิดนีย์ ออสเตรเลีย ต้องการให้บาร์จากกรุงเทพฯ ประเทศไทย ออกแบบเครื่องดื่มให้ ฟังดูเป็นโจทย์เรียบง่าย แต่การคิดค็อกเทลข้ามทวีปนี้มีกระบวนการน่าสนใจซ่อนอยู่เบื้องหลังที่น่าสนใจ

‘ข้าวปลา’ (Khaopla) คือร้านอาหารไทยในซิดนีย์ นำเสนอความงดงามของวิถีชีวิตคนไทยผ่านอาหารรสชาติไม่ประนีประนอมเพื่อลิ้นฝรั่ง แต่กระนั้นรสชาติเข้มข้นคุ้นลิ้นคนไทยก็ยังเป็นที่ถูกใจจนเห็นแถวยืนรอหน้าร้านกันยาวเหยียด

‘เทพฯบาร์’ คือความตั้งใจนำเสนอวัฒนธรรมไทยออกมาในรูปแบบของ Cultural Bar เน้นการออกแบบทุกอย่างให้มีกลิ่นอายความเป็นไทยที่ถูกตีความใหม่ผ่านมุมมองแบบเทพฯ  ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และการตกแต่งภายในร้าน

เทพฯบาร์

ปลา-ทวีรัชต์ โรจน์รัตนาวิชัย เจ้าของร้านข้าวปลาอยากใช้ความเป็นมืออาชีพของทีมเทพฯบาร์ออกแบบเครื่องดื่มสำหรับบาร์ที่ข้าวปลา

โจทย์ของความเป็นไทยเป็นของถนัดสำหรับเทพฯบาร์ แต่ก็ไม่ใช่งานง่ายสำหรับการออกแบบ

เครื่องดื่มข้ามทวีป เมื่อออกแบบสูตรจนเสร็จและส่งไปให้ถึงซิดนีย์ ก็ไม่มีทางรู้ว่ารสชาติที่เทพฯบาร์ตั้งใจออกแบบไว้จะถูกต้องหรือไม่ ข้าวปลาเลยตัดสินใจพาทีมเทพฯบาร์มาปรุงส่วนผสมถึงออสเตรเลีย

เทพฯบาร์

ทรัพย์ในดินสินในน้ำ คือแนวคิดหลักในการออกแบบอาหารและเครื่องดื่มของเทพฯบาร์ การใช้เหล้าไทยและวัตถุดิบของท้องถิ่นของไทยมาใช้เป็นส่วนผสม เพื่อสื่อสารเรื่องความอุดมสมบูรณ์และภูมิปัญญาแบบไทยๆ

ทีมเทพฯ หรือทีมนักปรุงสุราจากเทพฯบาร์ถูกมอบหมายให้ปรุงเครื่องดื่มทั้ง 4 แก้ว จากประสบการณ์การครีเอตค็อกเทลให้บาร์ การออกแบบค็อกเทลสำหรัร้านอาหารก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายด้วยเช่นกัน

ค็อกเทลสำหรับร้านอาหารไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าจะมาสั่งเพื่อกินแอลกอฮอล์แบบหนักๆ แต่ใช้เพื่อกินกับอาหารมากกว่า วิธีการคิดเลยจะต่างกัน ค็อกเทลทั้ง 4 แก้วเลยจะเน้นให้เป็นการเรียกน้ำย่อยและช่วยให้เจริญอาหารเสียมากกว่า

เทพฯบาร์

ทีมเทพฯ เริ่มคิดจากความเป็นไทยที่ทั้งเทพฯบาร์และข้าวปลามีจุดร่วมกัน เรื่องวัตถุดิบทีมเทพฯ ตั้งใจคิดที่จะใช้วัตถุดิบท้องถิ่นก่อน เพราะเทพฯบาร์อยากนำเสนอความเป็นไทยด้วยประโยค ‘ทรัพย์ในดินสินในน้ำ’

สอดคล้องกับการกินเหล้าเป็นยาซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน ได้แรงบันดาลใจจากยาดองที่ใช้เหล้าเป็นตัวดึงสรรพคุณต่างๆ จากสมุนไพรออกมาผสมในตัวเหล้าจนกลายเป็นยา และเมื่อดื่มเข้าไปในปริมาณที่พอดี เหล้าก็จะพาสรรพคุณยาจากสมุนไพรทั้งหลายเข้าสู่ระบบของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ปริมาณที่เขากินกันก็ไม่ได้มากจนมึนเมา แต่กินเพื่อช่วยเรียกน้ำย่อย และช่วยให้เจริญอาหารด้วย

ทีมปรุงสุราเทพฯบาร์ใช้หลักของยาดองมาคิดค็อกเทลทั้งหมด เอาเหล้ามาแช่กับสมุนไพรต่างๆ เหล้าที่ใช้เป็นส่วนผสมหลักทุกชนิดเป็นเหล้าไทย คือแม่โขง แสงโสม และพระยา ทั้ง 3 ชนิดมีความแตกต่างกันในเรื่องรสชาติ และใช้เป็นต้นทางในการคิดของแต่ละเมนู

เทพฯบาร์

เทพฯบาร์ใช้วิธีคิดว่าเหล้าแต่ละชนิดผลิตมาจากอะไร และน่าจะเหมาะกับส่วนผสมอะไรบ้าง เช่น เหล้ารัมที่ทำจากอ้อยจะเข้ากันได้ดีกับแตงโม ผลไม้รสหวาน ฉ่ำน้ำ หลังจากนั้นลองคิดว่าอะไรที่จะไปกันได้ดีกับแตงโมอีกบ้าง อย่างใบกะเพรา ใบโหระพา ที่กลิ่นหอมเย็น พริกไทยที่มีความฉุนโดด แล้วเชื่อมต่อส่วนผสมที่รสชาติน่าจะเข้ากันได้ จากประสบการณ์ของทีมที่สั่งสมในการสร้างสรรค์ค็อกเทลมาหลายปี

เมื่อไปถึงซิดนีย์ก็พบว่าที่ออสเตรเลียมีวัตถุดิบเหมือนที่ทีมคิดสูตรไว้เกือบทุกอย่าง แต่รสชาติของที่ปลูกในไทยกับที่ปลูกในออสเตรเลียแตกต่างกัน เนื้อกล้วยน้ำว้าที่ออสเตรเลียมีความเป็นแป้งมาก ไม่มีรสหวานเลย ใบมินต์ที่ออสเตรเลียก็เป็นมินต์อีกสายพันธุ์ เป็นเปปเปอร์มินต์แบบใบยาว หอมแตกต่างจากสะระแหน่ของบ้านเรา แต่ถ้านำมาใช้ในปริมาณที่เหมาะสมก็สามารถใช้แทนกันได้

เทพฯบาร์

โชคดีที่ข้าวปลาเป็นร้านอาหารไทยเลยมีวัตถุดิบที่ทีมต้องการใช้อยู่ในครัวอยู่แล้ว แต่ก็ใช้ในปริมาณตามสูตรที่ทีมเทพฯ คำนวณเอาไว้ไม่ได้ทุกอย่าง เป็นเพราะเรื่องของราคาที่ต่างกันมาก เช่น กะเพราที่ซิดนีย์ราคากิโลกรัมละพันบาท ทีมเลยแก้ไขโดยการเอากะเพรามาใช้ทำเป็นไซรัปแทน และข้อดีของไซรัปคือเก็บไว้ใช้ได้นานขึ้นด้วย มะนาวที่ซิดนีย์ก็ราคาแพงกว่าเลมอน ตรงข้ามกับบ้านเรา จากสูตรที่ทีมเทพต้องการจะใช้น้ำมะนาวก็เลยลองเอาเลมอนมาใช้แทน

สิ่งที่ทีมเทพต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำถึงร้านข้าวปลาคือการวางระบบการทำงานของบาร์ วางอุปกรณ์การชง สอนวิธีการเตรียมวัตถุดิบเบื้องต้นอย่างการทำไซรัป การแช่เหล้ากับส่วนผสมเพื่อเตรียมไว้ใช้ ทีมสอนลำดับการปรุงแต่ละเมนูให้กับบาร์เทนเดอร์ของข้าวปลา พร้อมปรับส่วนผสมไปด้วยในตัว รวมถึงการตกแต่งแก้วให้ออกมาสวย

เทพฯบาร์ เทพฯบาร์ เทพฯบาร์

หลังการสอนและปรับสูตรกันทั้งวัน ตอนกลางคืนปลาพาทีมไปดูบาร์ที่กำลังเป็นที่นิยมทั่วซิดนีย์ ความหลากหลายคือคำอธิบายบาร์ที่ทั้งทีมลงความเห็นตรงกัน เสรีภาพในการผลิตแอลกอฮอล์ทำให้เกิดความหลากหลายของเครื่องดื่ม ที่นี่เราจะเจอเบียร์คราฟต์ที่เป็นทางเลือกมากมาย ค็อกเทลจำนวนสูตรมหาศาล มีแม้กระทั่งร้านที่ผลิตโซดากลิ่นต่างๆ เป็นของตัวเอง ชนิดที่ตั้งเครื่องจักรทำโซดาไว้กลางร้านเลย

ถึงจะไม่ได้ใช้วัตถุดิบอย่างที่ตั้งใจทั้งหมด แต่ทีมเทพฯ ก็พลิกแพลงเอาวัตถุดิบที่หาได้ง่ายใกล้ตัวมาปรุงให้รสออกมาใกล้เคียงอย่างที่คิดไว้ให้ครบทุกรายละเอียด

นารีผล

เทพฯบาร์

นารีผลเป็นค็อกเทลแบบ Long Drink ดื่มง่าย ส่วนผสมหลักคือแสงโสมที่เป็นเหล้ารัม กลั่นจากอ้อย และมีส่วนผสมของข้าวเหนียว และส่วนผสมบางอย่างทำให้มีกลิ่นและรสเฉพาะตัว ทีมเทพฯ จับคู่แสงโสมด้วยสับปะรด น้ำมะพร้าว และกล้วยน้ำว้า นำทุกอย่างไปปั่นรวมกันให้ออกมาเหมือนสมูทตี้

ปัญหาที่ทีมเจอก็คือกล้วยน้ำว้าที่ออสเตรเลียไม่มีรสหวานอย่างที่ทีมอยากได้ เลยแก้ไขด้วยการผสมน้ำผึ้งลงไปกับกล้วยหอมที่มีเนื้อที่มีความหอมหวานมากกว่า และใช้ไอศครีมวานิลลาเป็นตัวดึงรสกล้วยน้ำว้าแบบที่อยากได้กลับมา

เทพฯบาร์

รสที่ออกแบบไว้จะออกมากลมๆ เป็นเครื่องดื่มหวานๆ ทานง่าย เสิร์ฟในโอ่งแบบพิเศษที่ข้าวปลา สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษจากราชบุรี เป็นโอ่งปากกว้าง ตกแต่งด้วยดอกไม้ทานได้ มะนาวอบแห้ง และใบเปปเปอร์มินต์ด้านบนเพิ่มสีสัน อยากให้เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย เพราะต้องการจะสื่อให้คนนึกถึงการแชร์น้ำดื่มกันในวงข้าว เวลาคนไทยกินข้าวกันเป็นวงจะมีไหดินใส่น้ำวนดื่มกันในวงข้าว

เมื่อลองสังเกตคนที่มาสั่งเครื่องดื่มในร้าน ก็พบว่าเวลาเขาสั่งเมนูนี้ไปเขาก็จะวนแบ่งกันชิมจริงๆ แม้กระทั่งเด็กฝรั่งตัวเล็กๆ พ่อแม่เขาก็ให้ทดลองชิมด้วย

ชาตรี

ตอนเริ่มต้นโปรเจกต์นี้เทพฯบาร์ส่งคำถามไปให้ข้าวปลาตอบ เพื่อขอข้อมูลอย่างละเอียดมาใช้คิดเมนู หนึ่งคำถามที่ทีมเทพฯบาร์ถามไปคือ เครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมที่สุดในร้าน คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ ชาไทย ที่เป็นเครื่องดื่มที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ ของข้าวปลา ใน 1 วันที่ร้านต้องต้มชาหม้อใหญ่เพื่อใช้เสิร์ฟลูกค้าในร้าน ทีมเทพฯ เลยตั้งต้นส่วนผสมของชาตรีจากชาไทย แล้วเอามาจับคู่กับเหล้ารัม

พระยา คือเหล้ารัมที่นำไปบ่มจนได้กลิ่นและรสที่หอม ผสมกับชาไทยที่เอาไปต้มกับดอกเก๊กฮวย เป็นการผสมผสานที่ทำให้ได้กลิ่นที่หอมออกมาเฉพาะตัว ผสมกับเลมอนที่ทีมเทพพลิกแพลงมาใช้แทนมะนาวซึ่งราคาสูงมาก

เทพฯบาร์ตั้งชื่อเมนูนี้ว่า ชาตรี มาจากคอนเซปต์ชายชาติชาตรี ตั้งใจให้เหมาะกับผู้ชาย เพราะมันมีความเข้มข้นของเหล้ามาก ผสมส่วนผสมทุกอย่างที่มันมีความต่างกันของรสชาติ ด้วยการเขย่าแบบ Hard Shake ให้ส่วนผสมทั้งหมดเป็นเนื้อเดียวกัน เสิร์ฟในแก้วเซรามิกทรงกระบอก ยกดื่มแบบไม่ใช้หลอดเหมือนเวลาดื่มเครื่องดื่มด้วยกระบอกไม้ไผ่อย่างคนโบราณ ตกแต่งกระบอกด้วยผ้าแดงสื่อถึงนักมวยคาดผ้าประเจียดไว้ที่ต้นแขน

วายุ

เทพฯบาร์

วายุหมายถึงลม เริ่มต้นคิดเมนูนี้จากคอนเซปต์การกินเหล้าเป็นยา ฤทธิ์ร้อนฤทธิ์เย็นจากส่วนผสมเป็นสิ่งที่ทำให้เลือดลมสูบฉีดดี ช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย

เมนูนี้คิดจากเหล้าแม่โขงที่มีส่วนผสมของอ้อย ข้าวเหนียว และรสเฉพาะตัวจากสมุนไพร และเครื่องเทศน่าจะเข้ากันได้กับแตงโม ซึ่งเป็นผลไม้ฤทธิ์เย็น แต่ต้องทำให้เครื่องดื่มสมดุลด้วยการใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อนอย่างพริกไทยเม็ดและโหระพามาบ่มทิ้งไว้กับแตงโมและเหล้า ปรุงน้ำเชื่อมจากกะเพราเพิ่มกลิ่นและความร้อนแรง

เทพฯบาร์ เทพฯบาร์

วิธีการจับส่วนผสมต่างๆ มาผสมกันเกิดจากประสบการณ์ที่คิดว่ารสของส่วนผสมนั้นน่าจะเหมาะกับส่วนผสมนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความเป็นไปได้ ไม่สุดโต่งเกินไป

การที่เอาแตงโมมาบ่มกับเหล้าเป็นข้อได้เปรียบของออสเตรเลียที่ค่อนข้างเสรีกับเรื่องนี้ เลยเกิดสูตรที่สร้างสรรค์ขึ้นมากมาย ที่ไทยการปรุงแต่งเหล้ายังไม่ใช่สิ่งที่ถูกกฎหมาย การปรุงแต่งเลยจะมาอยู่ที่การทำไซรัปแทน

เมนูนี้วายุตกแต่งด้านบนด้วยเนื้อแตงโมที่แช่กับเหล้า ราดน้ำผึ้ง และโรยพริกไทย เมื่อกัดแตงโมจะให้ความรู้สึกร้อนเย็นวูบวาบ

ซ่อนกลิ่น

เทพฯบาร์

เมนูนี้คิดขึ้นเพื่อใช้เรียกน้ำย่อยโดยเฉพาะ ตอนแรกสุดทีมอยากใช้ยาดองเป็นส่วนผสม แต่ไม่สามารถขนมาได้ เลยใช้เหล้า Rinomato ที่เป็นเหล้าประเภท Aperitif ผสมกับแสงโสมกับน้ำเชื่อมจากดอกเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ที่เทพฯบาร์นิยามว่าเป็นผงชูรสของเครื่องดื่ม

เทพฯบาร์

แก้วนี้มีส่วนผสมของโซดาที่แช่อบเชยและโป๊ยกั้กไว้ และใช้เครื่องทำโซดาทำให้เกิดพรายฟองซ่า เวลายกดื่มจะได้กลิ่นควันอวลอยู่ในคอจากกลิ่นควันของกานพลูเผารมควันกับแก้ว

ซ่อนกลิ่นเป็นเครื่องดื่มที่ผมว่าสีสันสดใสที่สุด แต่รสชาติก็ผู้ใหญ่ที่สุดในบรรดา 4 แก้วเลยก็ว่าได้

Writer & Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

11 มิถุนายน 2564
1 K

สิงโตทองและยูนิคอร์นขาวโอบโล่ตระการ อุ้งเท้าเหยียบข้อความ Dieu et mon Droit อวดโฉมอยู่หน้าประตู ร้อยปีหลังจากเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรย้ายที่ทำการจากเจริญกรุงไปอยู่เพลินจิต ตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักรกลับมาอยู่บนถนนเจริญกรุงอีกครั้ง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

หลังจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยตัดสินใจขายอาคารและพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ ในย่านเพลินจิต สร้างปรากฏการณ์ซื้อขายที่ดินที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยใน ค.ศ. 2018 สถานทูตและทำเนียบทูตอังกฤษย้ายไปอยู่ต่างพื้นที่กันเป็นครั้งแรก โดยปัจจุบันสถานทูตอยู่ที่ AIA Sathorn Tower และทำเนียบทูตอยู่ในอาคารสูงย่านเจริญกรุง ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ริมเจ้าพระยาได้ถนัดตา

“การย้ายทำเนียบทูตไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ปกติทูตจะย้ายบ้านเมื่อย้ายไปประเทศใหม่ ทำเนียบใหม่นี้โมเดิร์นกว่าเดิมมาก”

ท่านทูตไบรอัน เดวิดสัน (Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร​ประจำประเทศไทย ผู้กำลังจะย้ายไปเป็นกงสุลใหญ่ประจำฮ่องกงและมาเก๊า อธิบายเมื่อเปิดบ้านพักต้อนรับ 

“ที่นั่น (ทำเนียบทูตเดิม) มีความหมายกับเรามาก ตอนเรามาเมืองไทยเมื่อห้าปีก่อน เราไม่มีลูก แต่ตอนนี้เราเป็นครอบครัวที่มีลูกสามคน มีช่วงเวลาที่สวยงามและมีความสุขมากที่ตรงนั้น” สก็อตต์ ชาง (Scott Chang) สามีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม FREC Bangkok กล่าวสมทบ

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : Numchok Sawangsri

ก่อนครอบครัวของคุณพ่อ 2 คนและเด็กๆ 3 คนจะย้ายออกจากประเทศไทย พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกับกลุ่มช่างไม้รุ่นใหม่ชาวไทย เพื่อเก็บความทรงจำของสถานทูตย่านเพลินจิตในรูปแบบเฟอร์นิเจอร์และประติมากรรม ที่สร้างจากเศษไม้จามจุรีในสวน

The Cloud เคยเล่าประวัติและความพิเศษของสถานทูตอังกฤษเดิมไว้แล้ว ก่อนชิ้นส่วนเหล่านี้จะแยกย้ายไปอยู่ในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เราจึงขอนำโปรเจกต์ที่ระลึกถึงพื้นที่เก่าแก่แสนสวยมาเล่าสู่กันฟัง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

“เราต้องการเก็บชิ้นส่วนของทำเนียบเดิมไว้ เป็นที่ระลึกว่าอดีตจะอยู่ร่วมกับเราในอนาคต ไม้พวกนี้มีความหมายกับพวกเรามาก มันอยู่ในสวนที่ลูกๆ วิ่งเล่น แต่ละชิ้นจึงเป็นตัวแทนความทรงจำดีๆ แสนพิเศษ เราจะนำชิ้นงานบางส่วนไปกับเราเป็นที่ระลึกถึงบ้านในกรุงเทพฯ บางส่วนมอบเป็นของที่ระลึก และอีกส่วนหนึ่งจะมอบให้สถานทูตที่นี่” 

งานไม้ที่ท่านทูตเอ่ยถึง ได้แก่ ม้านั่ง ประติมากรรม โต๊ะทานข้าว โคมไฟ และแจกัน งานนี้เกิดขึ้น ค.ศ. 2020 เมื่อเกิดการย้ายต้นไม้ใหญ่ในสวนสถานทูตเดิม กิ่งก้านต้นจามจุรีร่วงหล่นเป็นเศษเหลือทิ้ง สก็อตต์เห็นท่อนไม้เหล่านั้นก็เกิดไอเดียให้สหายดีไซเนอร์งานไม้ เฉย-ภาคภูมิ ยุทธนานุกร หรือ นานุ ออกแบบผลงานที่ระลึก เฉยจึงชักชวนเพื่อนฝูงช่างไม้กลุ่ม Grains & Grams ที่เขาก่อตั้ง มาร่วมสนุกออกแบบด้วย

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

“สก็อตต์โทรมาหาผมบอกว่าเสียดายไม้ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาเสียดายมากกว่าคือความทรงจำทั้งหลาย สถานที่ตรงนั้นสวยจริงๆ เขาใช้เวลาอยู่กับมัน แล้วได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เขาคงอยากจะเก็บอะไรไว้สักอย่างครับ ผมเลยขนไม้ไปโรงเลื่อย โรงอบ แล้วคิดว่าจะออกแบบของเครื่องใช้ในทำเนียบทูตใหม่ แต่สุดท้ายก็ทำให้เป็นงานศิลปะขึ้นหน่อย บ่งบอกถึงความทรงจำ ถึงความเปลี่ยนผ่านทางกาลเวลามากกว่า”

ดีไซเนอร์หลักโครงการนี้เล่าเสริมว่าทำเนียบนี้มีเครื่องใช้เพียบพร้อม ทั้งเฟอร์นิเจอร์โบราณจากทำเนียบเดิมที่ท่านทูตไบรอันเลือกมา เช่น โต๊ะกลมหินอ่อน ตู้ลายรดน้ำแบบไทย และตู้ไม้ฝังมุกจีน บวกกับเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยมากมาย ซึ่งนักออกแบบตกแต่งภายในดูแลให้เสร็จสรรพ ข้าวของที่เฉยและพรรคพวกประดิษฐ์ใหม่จึงเป็นของใช้ส่วนตัวที่ครอบครัวปรารถนา

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

พิษณุ นำศิริโยธิน สร้างโต๊ะทานข้าวตัวใหญ่ ซึ่งเป็นของที่ครอบครัวท่านทูตชื่นชอบและอยากนำไปใช้จริง

พิชาญ สุจริตสาธิต ทำโคมไฟรูปเห็ด ที่ได้แรงบันดาลใจจากโคมพลาสติกและแจกัน 33 ใบ หน้าตาไม่ซ้ำกันสักใบ ดึงความงามออกมาจากความสามัญ แจกันเหล่านี้ไม่ต้องใส่น้ำ เพราะตั้งใจว่าดึงดอกไม้ข้างทางหรือดอกไม้แห้งๆ มาใส่ก็สร้างรูปทรงที่สวยงามออกมาได้

ชานนท์ นครสังข์ ออกแบบม้านั่งปลายเตียง ซึ่งเรียบง่ายแต่สวยจับตา คุณสก็อตต์ถูกใจเลยวางไว้ที่โถงทางเข้าซึ่งติดภาพวาดศิลปินไทยที่เล่าเรื่องการทำสมาธิและหายใจ เหมือนเป็นมุมแกลเลอรี่ให้ชมงานศิลป์ ผ่อนคลายก่อนเดินเข้าตัวบ้าน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

ส่วนตัวหัวหน้าโปรเจกต์ เจ้าของสตูดิโอ Republic Nanu สร้างม้านั่งยาวและประติมากรรม 

“ไม้ก้ามปูก็มีลักษณะพิเศษ ลายมันสวยดีนะครับ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ไม้เบอร์หนึ่งในการทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้อหยาบกว่าไม้สักที่สัมผัสนุ่มนวล เนื้ออ่อนกว่าไม้แดงหรือไม้เต็งที่ทำโครงสร้างได้ดี แต่ด้วยสถานที่อยู่ มันเลยมีความหมาย ตอนเจอไม้กิ่งหนึ่งซึ่งมันโค้งๆ หน่อย ผมก็รู้แล้วแหละว่าอยากจะทำม้านั่ง ก็เลยผ่าครึ่ง ทำคานแขวน ยึดตรงกลางด้วยท่อนไม้สี่เหลี่ยมคางหมู ภาษาช่างเรียกว่าหางเหยี่ยว ให้แผ่นไม้ทั้งชิ้นแขวนอยู่ ถ้าเปรียบไม้นี้เป็นวิญญาณของสถานที่ มันก็ถูกแขวนเอาไว้เหมือนการแขวนนวม เลิกแล้วก็เหลือแต่ความทรงจำ” 

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“ส่วนประติมากรรมนี้ชื่อว่า Entropy เป็นคำฟิสิกส์ ถ้าใช้กับชีวิตทั่วไปก็สื่อถึงการที่ทุกอย่างย่อยสลายไปตามกาลเวลา ผมคุยกับสก็อตต์เรื่องความเสียใจต่อสิ่งที่หายไป เลยนึกถึงพระเจ้าสามองค์ของฮินดู คือ พระพรหมผู้สร้าง พระศิวะผู้ทำลาย และพระวิษณุผู้ปกป้องรักษา ในโลกความเป็นจริง คนเราก็หมุนอยู่รอบเรื่องนี้ ทั้งการทำลายล้างและการอนุรักษ์ ถ้าทำงานที่สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระจ่างน่าจะเป็นสิ่งดี มองสถานการณ์กว้างๆ คือทุกอย่างต้องย่อยสลายเมื่อถึงวาระ ตัวผมเองเป็นทั้งผู้ทำลายและรักษาผ่านภาษาไม้ คือเอาไม้มาเฉาะจริงๆ”

เฉยชี้ให้ดูรอยปริแตกของไม้ชิ้นใหญ่ที่โดนง้างให้ฉีกคาออกจากกัน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“เฉาะให้มันแยกออก เหมือนเป็นการทำลาย แต่ก็มีตัวไม้ Butterfly รั้งเอาไว้ไม่ให้มันฉีกมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น งานนี้เปรียบเสมือนโลกที่เกิดขึ้น ระหว่างความอยากอนุรักษ์ไว้กับการเปลี่ยนแปลง หรือพลังงานธรรมชาติที่มีทั้งการทำลายและรักษา ทั้งหมดอยู่ในนี้ครับ” 

ดีไซเนอร์เล่ารายละเอียด ขณะที่เด็กๆ ตัวจิ๋วกระจายตัวไปหยิบของเล่นรอบๆ ประติมากรรมที่ตั้งเด่นเป็นสง่า 

แล้วเด็กๆ มีส่วนร่วมมากแค่ไหนกับชิ้นงานเหล่านี้ เราชักสงสัย

“เอลเลียต รู้ไหมว่าม้านั่งนี้ทำจากอะไร” สก็อตต์หันไปถามลูกชาย “เอลเลียตโตที่สุด เขาจำบ้านเดิมได้มากที่สุด” 

“มาจากต้นไม้ที่บ้านเก่าของเรา!” เด็กชายตอบอย่างฉะฉานขณะปีนขึ้นโซฟา 

เด็กคนอื่นๆ นั้นอาจยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ ถึงอย่างนั้นงานไม้เหล่านี้ก็จะเดินทางไปอยู่ในบ้านใหม่ อยู่ในเรื่องเล่าของพ่อสองคนยามเล่าถึงอดีตเมื่อลูกยังตัวเล็กๆ เมื่อเพลินจิตเคยเป็นบ้านแห่งความสุขสมชื่อ ความทรงจำที่บรรจุในงานไม้จะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขายามเติบโตขึ้น

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
ภาพ : Numchok Sawangsri

“ประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักรมีความงามและเรื่องราวมากมาย ทำเนียบทูตเป็นพื้นที่แสดงทิศทางในอนาคตของสหราชอาณาจักร ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีแง่มุมร่วมสมัยเพิ่มมากขึ้น แต่ละครอบครัวทูตคงมีแนวทางตกแต่งของตัวเอง อย่างบ้านเราก็มีงานศิลปินไทย ครึ่งหนึ่งเป็นศิลปินหญิงรุ่นใหม่ และงานศิลปะที่พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมูลนิธิสติให้ยืมมาจัดแสดงชั่วคราวเพื่อขายให้ผู้สนใจ และรายได้ส่วนหนึ่งจะเข้ามูลนิธิ ต่อไปก็น่าจะมีงานศิลปะจากอังกฤษมาตกแต่งมากขึ้น” ผู้อำนวยการ FREC Bangkok กล่าวตบท้าย

นอกจากเครื่องใช้ไม้จามจุรีที่เก็บเรื่องราวลึกซึ้งในของใช้ประจำวัน ดูเหมือนว่าทำเนียบสหราชอาณาจักรโฉมใหม่ จะสลัดภาพเดิมอันเสมือนพิพิธภัณฑ์เก่าแก่โอ่อ่า เป็นแกลเลอรี่ที่เต็มไปด้วยงานศิลปะและข้าวของหลากหลายยุคสมัยและที่มา โดยถนอมคุณค่าของมรดกประวัติศาสตร์ในมิติอื่นๆ 

น่าจับตามองว่าเรื่องราวของทำเนียบใหม่บนถนนเส้นเดิมเลียบริมเจ้าพระยาจะเป็นอย่างไรต่อไป 

ดูผลงานของกลุ่มดีไซเนอร์ไม้เพิ่มเติมได้ที่ www.grainsandgrams.com

11 มิถุนายน 2564
1 K

สิงโตทองและยูนิคอร์นขาวโอบโล่ตระการ อุ้งเท้าเหยียบข้อความ Dieu et mon Droit อวดโฉมอยู่หน้าประตู ร้อยปีหลังจากเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรย้ายที่ทำการจากเจริญกรุงไปอยู่เพลินจิต ตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักรกลับมาอยู่บนถนนเจริญกรุงอีกครั้ง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

หลังจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยตัดสินใจขายอาคารและพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ ในย่านเพลินจิต สร้างปรากฏการณ์ซื้อขายที่ดินที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยใน ค.ศ. 2018 สถานทูตและทำเนียบทูตอังกฤษย้ายไปอยู่ต่างพื้นที่กันเป็นครั้งแรก โดยปัจจุบันสถานทูตอยู่ที่ AIA Sathorn Tower และทำเนียบทูตอยู่ในอาคารสูงย่านเจริญกรุง ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ริมเจ้าพระยาได้ถนัดตา

“การย้ายทำเนียบทูตไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ปกติทูตจะย้ายบ้านเมื่อย้ายไปประเทศใหม่ ทำเนียบใหม่นี้โมเดิร์นกว่าเดิมมาก”

ท่านทูตไบรอัน เดวิดสัน (Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร​ประจำประเทศไทย ผู้กำลังจะย้ายไปเป็นกงสุลใหญ่ประจำฮ่องกงและมาเก๊า อธิบายเมื่อเปิดบ้านพักต้อนรับ 

“ที่นั่น (ทำเนียบทูตเดิม) มีความหมายกับเรามาก ตอนเรามาเมืองไทยเมื่อห้าปีก่อน เราไม่มีลูก แต่ตอนนี้เราเป็นครอบครัวที่มีลูกสามคน มีช่วงเวลาที่สวยงามและมีความสุขมากที่ตรงนั้น” สก็อตต์ ชาง (Scott Chang) สามีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม FREC Bangkok กล่าวสมทบ

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : Numchok Sawangsri

ก่อนครอบครัวของคุณพ่อ 2 คนและเด็กๆ 3 คนจะย้ายออกจากประเทศไทย พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกับกลุ่มช่างไม้รุ่นใหม่ชาวไทย เพื่อเก็บความทรงจำของสถานทูตย่านเพลินจิตในรูปแบบเฟอร์นิเจอร์และประติมากรรม ที่สร้างจากเศษไม้จามจุรีในสวน

The Cloud เคยเล่าประวัติและความพิเศษของสถานทูตอังกฤษเดิมไว้แล้ว ก่อนชิ้นส่วนเหล่านี้จะแยกย้ายไปอยู่ในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เราจึงขอนำโปรเจกต์ที่ระลึกถึงพื้นที่เก่าแก่แสนสวยมาเล่าสู่กันฟัง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

“เราต้องการเก็บชิ้นส่วนของทำเนียบเดิมไว้ เป็นที่ระลึกว่าอดีตจะอยู่ร่วมกับเราในอนาคต ไม้พวกนี้มีความหมายกับพวกเรามาก มันอยู่ในสวนที่ลูกๆ วิ่งเล่น แต่ละชิ้นจึงเป็นตัวแทนความทรงจำดีๆ แสนพิเศษ เราจะนำชิ้นงานบางส่วนไปกับเราเป็นที่ระลึกถึงบ้านในกรุงเทพฯ บางส่วนมอบเป็นของที่ระลึก และอีกส่วนหนึ่งจะมอบให้สถานทูตที่นี่” 

งานไม้ที่ท่านทูตเอ่ยถึง ได้แก่ ม้านั่ง ประติมากรรม โต๊ะทานข้าว โคมไฟ และแจกัน งานนี้เกิดขึ้น ค.ศ. 2020 เมื่อเกิดการย้ายต้นไม้ใหญ่ในสวนสถานทูตเดิม กิ่งก้านต้นจามจุรีร่วงหล่นเป็นเศษเหลือทิ้ง สก็อตต์เห็นท่อนไม้เหล่านั้นก็เกิดไอเดียให้สหายดีไซเนอร์งานไม้ เฉย-ภาคภูมิ ยุทธนานุกร หรือ นานุ ออกแบบผลงานที่ระลึก เฉยจึงชักชวนเพื่อนฝูงช่างไม้กลุ่ม Grains & Grams ที่เขาก่อตั้ง มาร่วมสนุกออกแบบด้วย

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

“สก็อตต์โทรมาหาผมบอกว่าเสียดายไม้ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาเสียดายมากกว่าคือความทรงจำทั้งหลาย สถานที่ตรงนั้นสวยจริงๆ เขาใช้เวลาอยู่กับมัน แล้วได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เขาคงอยากจะเก็บอะไรไว้สักอย่างครับ ผมเลยขนไม้ไปโรงเลื่อย โรงอบ แล้วคิดว่าจะออกแบบของเครื่องใช้ในทำเนียบทูตใหม่ แต่สุดท้ายก็ทำให้เป็นงานศิลปะขึ้นหน่อย บ่งบอกถึงความทรงจำ ถึงความเปลี่ยนผ่านทางกาลเวลามากกว่า”

ดีไซเนอร์หลักโครงการนี้เล่าเสริมว่าทำเนียบนี้มีเครื่องใช้เพียบพร้อม ทั้งเฟอร์นิเจอร์โบราณจากทำเนียบเดิมที่ท่านทูตไบรอันเลือกมา เช่น โต๊ะกลมหินอ่อน ตู้ลายรดน้ำแบบไทย และตู้ไม้ฝังมุกจีน บวกกับเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยมากมาย ซึ่งนักออกแบบตกแต่งภายในดูแลให้เสร็จสรรพ ข้าวของที่เฉยและพรรคพวกประดิษฐ์ใหม่จึงเป็นของใช้ส่วนตัวที่ครอบครัวปรารถนา

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

พิษณุ นำศิริโยธิน สร้างโต๊ะทานข้าวตัวใหญ่ ซึ่งเป็นของที่ครอบครัวท่านทูตชื่นชอบและอยากนำไปใช้จริง

พิชาญ สุจริตสาธิต ทำโคมไฟรูปเห็ด ที่ได้แรงบันดาลใจจากโคมพลาสติกและแจกัน 33 ใบ หน้าตาไม่ซ้ำกันสักใบ ดึงความงามออกมาจากความสามัญ แจกันเหล่านี้ไม่ต้องใส่น้ำ เพราะตั้งใจว่าดึงดอกไม้ข้างทางหรือดอกไม้แห้งๆ มาใส่ก็สร้างรูปทรงที่สวยงามออกมาได้

ชานนท์ นครสังข์ ออกแบบม้านั่งปลายเตียง ซึ่งเรียบง่ายแต่สวยจับตา คุณสก็อตต์ถูกใจเลยวางไว้ที่โถงทางเข้าซึ่งติดภาพวาดศิลปินไทยที่เล่าเรื่องการทำสมาธิและหายใจ เหมือนเป็นมุมแกลเลอรี่ให้ชมงานศิลป์ ผ่อนคลายก่อนเดินเข้าตัวบ้าน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

ส่วนตัวหัวหน้าโปรเจกต์ เจ้าของสตูดิโอ Republic Nanu สร้างม้านั่งยาวและประติมากรรม 

“ไม้ก้ามปูก็มีลักษณะพิเศษ ลายมันสวยดีนะครับ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ไม้เบอร์หนึ่งในการทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้อหยาบกว่าไม้สักที่สัมผัสนุ่มนวล เนื้ออ่อนกว่าไม้แดงหรือไม้เต็งที่ทำโครงสร้างได้ดี แต่ด้วยสถานที่อยู่ มันเลยมีความหมาย ตอนเจอไม้กิ่งหนึ่งซึ่งมันโค้งๆ หน่อย ผมก็รู้แล้วแหละว่าอยากจะทำม้านั่ง ก็เลยผ่าครึ่ง ทำคานแขวน ยึดตรงกลางด้วยท่อนไม้สี่เหลี่ยมคางหมู ภาษาช่างเรียกว่าหางเหยี่ยว ให้แผ่นไม้ทั้งชิ้นแขวนอยู่ ถ้าเปรียบไม้นี้เป็นวิญญาณของสถานที่ มันก็ถูกแขวนเอาไว้เหมือนการแขวนนวม เลิกแล้วก็เหลือแต่ความทรงจำ” 

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“ส่วนประติมากรรมนี้ชื่อว่า Entropy เป็นคำฟิสิกส์ ถ้าใช้กับชีวิตทั่วไปก็สื่อถึงการที่ทุกอย่างย่อยสลายไปตามกาลเวลา ผมคุยกับสก็อตต์เรื่องความเสียใจต่อสิ่งที่หายไป เลยนึกถึงพระเจ้าสามองค์ของฮินดู คือ พระพรหมผู้สร้าง พระศิวะผู้ทำลาย และพระวิษณุผู้ปกป้องรักษา ในโลกความเป็นจริง คนเราก็หมุนอยู่รอบเรื่องนี้ ทั้งการทำลายล้างและการอนุรักษ์ ถ้าทำงานที่สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระจ่างน่าจะเป็นสิ่งดี มองสถานการณ์กว้างๆ คือทุกอย่างต้องย่อยสลายเมื่อถึงวาระ ตัวผมเองเป็นทั้งผู้ทำลายและรักษาผ่านภาษาไม้ คือเอาไม้มาเฉาะจริงๆ”

เฉยชี้ให้ดูรอยปริแตกของไม้ชิ้นใหญ่ที่โดนง้างให้ฉีกคาออกจากกัน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“เฉาะให้มันแยกออก เหมือนเป็นการทำลาย แต่ก็มีตัวไม้ Butterfly รั้งเอาไว้ไม่ให้มันฉีกมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น งานนี้เปรียบเสมือนโลกที่เกิดขึ้น ระหว่างความอยากอนุรักษ์ไว้กับการเปลี่ยนแปลง หรือพลังงานธรรมชาติที่มีทั้งการทำลายและรักษา ทั้งหมดอยู่ในนี้ครับ” 

ดีไซเนอร์เล่ารายละเอียด ขณะที่เด็กๆ ตัวจิ๋วกระจายตัวไปหยิบของเล่นรอบๆ ประติมากรรมที่ตั้งเด่นเป็นสง่า 

แล้วเด็กๆ มีส่วนร่วมมากแค่ไหนกับชิ้นงานเหล่านี้ เราชักสงสัย

“เอลเลียต รู้ไหมว่าม้านั่งนี้ทำจากอะไร” สก็อตต์หันไปถามลูกชาย “เอลเลียตโตที่สุด เขาจำบ้านเดิมได้มากที่สุด” 

“มาจากต้นไม้ที่บ้านเก่าของเรา!” เด็กชายตอบอย่างฉะฉานขณะปีนขึ้นโซฟา 

เด็กคนอื่นๆ นั้นอาจยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ ถึงอย่างนั้นงานไม้เหล่านี้ก็จะเดินทางไปอยู่ในบ้านใหม่ อยู่ในเรื่องเล่าของพ่อสองคนยามเล่าถึงอดีตเมื่อลูกยังตัวเล็กๆ เมื่อเพลินจิตเคยเป็นบ้านแห่งความสุขสมชื่อ ความทรงจำที่บรรจุในงานไม้จะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขายามเติบโตขึ้น

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
ภาพ : Numchok Sawangsri

“ประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักรมีความงามและเรื่องราวมากมาย ทำเนียบทูตเป็นพื้นที่แสดงทิศทางในอนาคตของสหราชอาณาจักร ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีแง่มุมร่วมสมัยเพิ่มมากขึ้น แต่ละครอบครัวทูตคงมีแนวทางตกแต่งของตัวเอง อย่างบ้านเราก็มีงานศิลปินไทย ครึ่งหนึ่งเป็นศิลปินหญิงรุ่นใหม่ และงานศิลปะที่พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมูลนิธิสติให้ยืมมาจัดแสดงชั่วคราวเพื่อขายให้ผู้สนใจ และรายได้ส่วนหนึ่งจะเข้ามูลนิธิ ต่อไปก็น่าจะมีงานศิลปะจากอังกฤษมาตกแต่งมากขึ้น” ผู้อำนวยการ FREC Bangkok กล่าวตบท้าย

นอกจากเครื่องใช้ไม้จามจุรีที่เก็บเรื่องราวลึกซึ้งในของใช้ประจำวัน ดูเหมือนว่าทำเนียบสหราชอาณาจักรโฉมใหม่ จะสลัดภาพเดิมอันเสมือนพิพิธภัณฑ์เก่าแก่โอ่อ่า เป็นแกลเลอรี่ที่เต็มไปด้วยงานศิลปะและข้าวของหลากหลายยุคสมัยและที่มา โดยถนอมคุณค่าของมรดกประวัติศาสตร์ในมิติอื่นๆ 

น่าจับตามองว่าเรื่องราวของทำเนียบใหม่บนถนนเส้นเดิมเลียบริมเจ้าพระยาจะเป็นอย่างไรต่อไป 

ดูผลงานของกลุ่มดีไซเนอร์ไม้เพิ่มเติมได้ที่ www.grainsandgrams.com

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load