ผมเพิ่งมีประสบการณ์ได้ออกเรือไปหาปลากับชาวประมงที่กุยบุรี ในใจคิดอยู่ตลอดเวลาว่ามาถึงถิ่นขนาดนี้แถมยังได้ดูการล้อมอวนจับปลา ทริปนี้จะต้องได้กินอาหารทะเลสดๆ อย่างกุ้ง หอย ปู ปลา จนหนำใจแน่

แต่ความเป็นจริง ตลอด 5 – 6 ชั่วโมงที่โคลงเคลงอยู่บนเรือ ประคองตัวให้ไม่เมาเรือไปมากกว่านี้ ได้แต่นั่งดูชาวประมงดึงอวนเปล่าอวนแล้วอวนเล่าขึ้นมาจากน้ำ ติดปลาขึ้นมาน้อยอย่างผิดคาด ไม่ได้เหมือนความคิดแรกที่ผมคิดว่าอวนจะต้องหนักอึ้งและผมจะต้องไปออกแรงช่วยดึงเลยแม้แต่น้อย

เรือประมง เรือประมง เรือประมง

เป็นความจริงที่น่าตกใจเมื่อมาเห็นด้วยตา เพราะใครจะเชื่อว่าปัญหาเรื่องสัตวน้ำกำลังจะหมดไปจากทะเลไทยจะเกิดขึ้นจริง เพราะทุกวันนี้เราก็ยังเห็นปลามีขายกันเต็มซูเปอร์มาร์เก็ต

พี่ปิยะ เทศแย้ม ชาวประมงและนักต่อสู้เพื่อทะเล พยายามบอกปัญหานี้ให้ทุกคนรับรู้มานาน เพราะปัญหาสัตว์น้ำหมดจากทะเลนี้ ชาวประมงที่เป็นคนที่ออกหาปลาโดยตรงเป็นคนแรกๆ ที่รู้ แต่เรื่องนี้ไม่เคยถูกเล่าให้คนกินอย่างเราฟัง

ปัญหาสัตว์น้ำกำลังจะหมดทะเลเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ทั้งเรื่องที่ใหญ่เกินแก้ไขอย่างสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจนทำให้สัตว์น้ำเปลี่ยนที่อยู่อาศัย หรือกฎหมายที่ยังไม่เอื้อต่อการรักษาทรัพยากร ซึ่งพี่ปิยะและเครือข่ายกำลังต่อสู้เพื่อปรับแก้กฎหมายอยู่ แต่อีกปัญหาหนึ่งคือการจับปลาแบบไม่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของชาวประมง ซึ่งเป็นปัญหาที่ใกล้ตัวที่สุดที่พี่ปิยะจะเริ่มแก้ไขได้

“ที่จริงชาวประมงรู้ดีว่าสัตว์น้ำกำลังจะหมด เขาเองก็เริ่มปรับตัว แต่เขาปรับตัวผิดวิธี คิดแค่ว่าถ้าปลาจะหมดก็ต้องหาวิธีจับให้ได้เยอะๆ คิดแค่วันนี้พรุ่งนี้จนไม่คิดถึงอนาคตว่ามันจะหมดไปตลอดกาล เพิ่มอุปกรณ์ หรือใช้อุปกรณ์อย่างเรือคราดหอย อวนตาถี่ มาลากโดยไม่สนว่าจะทำลายอะไรไปบ้าง อุปกรณ์พวกนี้ทำลายหน้าดิน ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็ก สิ่งที่ติดมากับเรืออวนลากไม่ใช่แค่ปลาจำนวนมาก แต่มันยังมีลูกปลา ลูกปู ที่ยังไม่ถึงวัย ปะการัง เต่าทะเล สัตว์น้ำอื่นๆ หรือแม้แต่อุปกรณ์จับปลาของชาวประมงคนอื่นก็ติดมาด้วย” พี่ปิยะเล่าเรื่องปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น

แล้วถ้าปลาใกล้หมด เราจะยังกินปลาได้อยู่ไหม?

อาหาร อาหาร

คำตอบคือ ได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรากินปลามากเกินไป แต่เป็นการจับปลาที่ไม่มีสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม

การต่อสู้ของพี่ปิยะและชาวบ้านต่อเรืออวนลากและเรือคราดหอย กระทบกระทั่งจนถึงขั้นทำร้ายร่างกายเพื่อเอาชีวิตก็เคยมาแล้ว การต่อสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันยังคงมีอยู่เพื่อปกป้องทะเลไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้

‘ร้านคนทะเล’ เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของพี่ปิยะและชาวประมงในหมู่บ้านทุ่งน้อย อำเภอกุยบุรี  ที่ตั้งใจเริ่มแก้ไขปัญหาจากตัวเองและชุมชน ร้านนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อขายอาหารทะเลที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้ที่เป็นธรรมให้กับชาวประมง และใช้กำไรส่วนหนึ่งคืนกำไรสู่ทะเลด้วยการสร้างธนาคารปูและบ้านปลา

รูปแบบการจับปลาของร้านคนทะเลเป็นไปตามวิถีชาวประมงดั้งเดิม คือจะจับสัตว์อะไรก็เอาอุปกรณ์สำหรับจับสัตว์ชนิดนั้นๆ ไปจับ อยากจับปลาทูก็เอาอวนจับปลาทูไปจับ อยากได้ปูก็ใช้อวนปู ไม่ใช่ใช้อวนตาถี่ลากกวาดทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา เรือประมงของเครือข่ายร้านคนทะเลติดตั้ง GPS ทุกลำ เพื่ออำนวยต่อการตรวจสอบว่าปลาที่เรากำลังกินนั้นจับโดยใคร จับโดยเรือลำไหน และจับมาจากตรงไหน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอาหารทะเลของไทย

เรือประมง เรือประมง ปลา

ในยุคที่การกินอาหารแบบรู้ถึงแหล่งที่มาเป็นสิ่งที่คนกินกำลังให้ความสนใจ เหตุผลก็เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพตัวเอง แต่การระบบการตรวจสอบย้อนกลับแบบที่ร้านคนทะเลกำลังสร้างขึ้นมานั้นก็เพื่อความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมด้วยอีกทางหนึ่ง

เชฟโจ-ณพล จันทรเกตุ จากร้าน 80/20 และลุงรีย์-ชารีย์ บุญญวินิจ จาก Uncleree farm ที่ใช้วัตถุดิบจากร้านคนทะเล มีโอกาสไปลงพื้นที่เพื่อดูแหล่งที่มาและวิธีการจับสัตว์ทะเลที่จะนำมาใช้ทำอาหาร แต่สิ่งที่ได้พบกลับเป็นปัญหาเหล่านี้ จึงเกิดเป็นไอเดียการสื่อสารเรื่องปัญหาสัตว์น้ำจะหมดทะเลผ่านมื้อค่ำ ซึ่งวัตถุดิบหลักในการปรุงอาหารมาจากร้านคนทะเล ในงาน SOS (Sustainability of Seafood) ที่ร้าน 80/20 โดยพี่ปิยะและผองเพื่อน เพื่อให้คนกินได้รับรู้เรื่องราวปัญหาที่เกิดขึ้นกับทะเลไทยทุกวันนี้ รวมถึงการต่อสู้เพื่ออาหารทะเลที่ปลอดภัยต่อทั้งคนกินและสิ่งแวดล้อม

ปิยะ เทศแย้ม

ในฐานะที่เป็นเชฟซึ่งอยู่ระหว่างคนจับปลาและคนกิน เชฟโจเลยใช้โอกาสนี้ในการเป็นอีกช่องทางให้พี่ปิยะเล่าปัญหาที่เกิดขึ้น เชฟโจเล่าอีกหนึ่งปัญหาที่สังเกตได้ให้ผมฟังว่าตอนนี้ทั้งชาวประมงและผู้บริโภคเชื่อมไม่ถึงกัน ปลา ปู หรือหอยบางประเภท ไม่ได้ถูกนำมาทำเป็นอาหาร เพราะไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ทำให้เกิดความต้องการในปลาชนิดเดิมๆ ซ้ำๆ และเกิดการจับจนเกินความต้องการ ทั้งที่ปลาพื้นบ้านอย่างปลาอกแร้ ปลาสาก ปลาช้างเหยียบ หอยหนาม หอยกระโจงโดง ล้วนแต่มีรสชาติที่ดี เชฟโจเลยนำมาแทรกอยู่ในมื้ออาหารที่จัดขึ้นด้วย โดยใช้ความสดและรสแท้ของวัตถุดิบแบบไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มเติม เพื่อให้ปลาพื้นบ้านเหล่านี้เป็นที่ยอมรับของคนกิน โดยหวังว่าวันหนึ่งความต้องการของปลาท้องถิ่นจะมีมากกว่าปลาแซลมอนที่ต้องนำเข้ามา

อาหารทะเล อาหาร อาหารทะเล

ว่ากันตามตรง คนที่ชอบกินอาหารทะเลอย่างผมไม่มีทางรู้ว่าสัตว์น้ำกำลังจะหมด เพราะอยากกินเมื่อไหร่ พอเดินเข้าร้านอาหารก็มีให้กินอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ต้องการจากอาหารทะเลก็แค่อาหารที่สด สะอาด และปลอดภัยจากสารฟอร์มาลีนเท่านั้น ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าปลานั้นถูกจับมาด้วยวิธีไหน และทำลายอะไรไปบ้าง

“ถ้าคนกินบอกว่าต้องการแค่สด สะอาด ปลอดภัย ไม่มีฟอร์มาลีน แบบนั้นผมก็ทำให้ได้ ผมไประเบิดปลา ขโมยอวนคนอื่น หรือจะใช้อวนลากทุกอย่างมาก็ได้ แต่สุดท้ายก็หมดทะเลอยู่ดี ตามกฎหมายเรือประมงเล็กทุกลำในกลุ่มพวกเราไม่จำเป็นต้องติดเครื่องตรวจจับสัญญาณเลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่พวกผมทำเป็นการเริ่มสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับทั้งคนจับปลาและคนกิน เพื่อให้ตรวจสอบได้อย่างบริสุทธิ์ใจ

“ผมเชื่อว่าทะเลยังฟื้นตัวได้ แค่เราต้องให้เวลามันฟื้นตัวเองบ้าง” นักต่อสู้เพื่อท้องทะเลพูดทิ้งท้าย

ผมเพิ่งมีประสบการณ์ได้ออกเรือไปหาปลากับชาวประมงที่กุยบุรี ในใจคิดอยู่ตลอดเวลาว่ามาถึงถิ่นขนาดนี้แถมยังได้ดูการล้อมอวนจับปลา ทริปนี้จะต้องได้กินอาหารทะเลสดๆ อย่างกุ้ง หอย ปู ปลา จนหนำใจแน่

แต่ความเป็นจริง ตลอด 5 – 6 ชั่วโมงที่โคลงเคลงอยู่บนเรือ ประคองตัวให้ไม่เมาเรือไปมากกว่านี้ ได้แต่นั่งดูชาวประมงดึงอวนเปล่าอวนแล้วอวนเล่าขึ้นมาจากน้ำ ติดปลาขึ้นมาน้อยอย่างผิดคาด ไม่ได้เหมือนความคิดแรกที่ผมคิดว่าอวนจะต้องหนักอึ้งและผมจะต้องไปออกแรงช่วยดึงเลยแม้แต่น้อย

เรือประมง เรือประมง เรือประมง

เป็นความจริงที่น่าตกใจเมื่อมาเห็นด้วยตา เพราะใครจะเชื่อว่าปัญหาเรื่องสัตวน้ำกำลังจะหมดไปจากทะเลไทยจะเกิดขึ้นจริง เพราะทุกวันนี้เราก็ยังเห็นปลามีขายกันเต็มซูเปอร์มาร์เก็ต

พี่ปิยะ เทศแย้ม ชาวประมงและนักต่อสู้เพื่อทะเล พยายามบอกปัญหานี้ให้ทุกคนรับรู้มานาน เพราะปัญหาสัตว์น้ำหมดจากทะเลนี้ ชาวประมงที่เป็นคนที่ออกหาปลาโดยตรงเป็นคนแรกๆ ที่รู้ แต่เรื่องนี้ไม่เคยถูกเล่าให้คนกินอย่างเราฟัง

ปัญหาสัตว์น้ำกำลังจะหมดทะเลเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ทั้งเรื่องที่ใหญ่เกินแก้ไขอย่างสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจนทำให้สัตว์น้ำเปลี่ยนที่อยู่อาศัย หรือกฎหมายที่ยังไม่เอื้อต่อการรักษาทรัพยากร ซึ่งพี่ปิยะและเครือข่ายกำลังต่อสู้เพื่อปรับแก้กฎหมายอยู่ แต่อีกปัญหาหนึ่งคือการจับปลาแบบไม่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของชาวประมง ซึ่งเป็นปัญหาที่ใกล้ตัวที่สุดที่พี่ปิยะจะเริ่มแก้ไขได้

“ที่จริงชาวประมงรู้ดีว่าสัตว์น้ำกำลังจะหมด เขาเองก็เริ่มปรับตัว แต่เขาปรับตัวผิดวิธี คิดแค่ว่าถ้าปลาจะหมดก็ต้องหาวิธีจับให้ได้เยอะๆ คิดแค่วันนี้พรุ่งนี้จนไม่คิดถึงอนาคตว่ามันจะหมดไปตลอดกาล เพิ่มอุปกรณ์ หรือใช้อุปกรณ์อย่างเรือคราดหอย อวนตาถี่ มาลากโดยไม่สนว่าจะทำลายอะไรไปบ้าง อุปกรณ์พวกนี้ทำลายหน้าดิน ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็ก สิ่งที่ติดมากับเรืออวนลากไม่ใช่แค่ปลาจำนวนมาก แต่มันยังมีลูกปลา ลูกปู ที่ยังไม่ถึงวัย ปะการัง เต่าทะเล สัตว์น้ำอื่นๆ หรือแม้แต่อุปกรณ์จับปลาของชาวประมงคนอื่นก็ติดมาด้วย” พี่ปิยะเล่าเรื่องปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น

แล้วถ้าปลาใกล้หมด เราจะยังกินปลาได้อยู่ไหม?

อาหาร อาหาร

คำตอบคือ ได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรากินปลามากเกินไป แต่เป็นการจับปลาที่ไม่มีสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม

การต่อสู้ของพี่ปิยะและชาวบ้านต่อเรืออวนลากและเรือคราดหอย กระทบกระทั่งจนถึงขั้นทำร้ายร่างกายเพื่อเอาชีวิตก็เคยมาแล้ว การต่อสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันยังคงมีอยู่เพื่อปกป้องทะเลไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้

‘ร้านคนทะเล’ เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของพี่ปิยะและชาวประมงในหมู่บ้านทุ่งน้อย อำเภอกุยบุรี  ที่ตั้งใจเริ่มแก้ไขปัญหาจากตัวเองและชุมชน ร้านนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อขายอาหารทะเลที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้ที่เป็นธรรมให้กับชาวประมง และใช้กำไรส่วนหนึ่งคืนกำไรสู่ทะเลด้วยการสร้างธนาคารปูและบ้านปลา

รูปแบบการจับปลาของร้านคนทะเลเป็นไปตามวิถีชาวประมงดั้งเดิม คือจะจับสัตว์อะไรก็เอาอุปกรณ์สำหรับจับสัตว์ชนิดนั้นๆ ไปจับ อยากจับปลาทูก็เอาอวนจับปลาทูไปจับ อยากได้ปูก็ใช้อวนปู ไม่ใช่ใช้อวนตาถี่ลากกวาดทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา เรือประมงของเครือข่ายร้านคนทะเลติดตั้ง GPS ทุกลำ เพื่ออำนวยต่อการตรวจสอบว่าปลาที่เรากำลังกินนั้นจับโดยใคร จับโดยเรือลำไหน และจับมาจากตรงไหน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอาหารทะเลของไทย

เรือประมง เรือประมง ปลา

ในยุคที่การกินอาหารแบบรู้ถึงแหล่งที่มาเป็นสิ่งที่คนกินกำลังให้ความสนใจ เหตุผลก็เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพตัวเอง แต่การระบบการตรวจสอบย้อนกลับแบบที่ร้านคนทะเลกำลังสร้างขึ้นมานั้นก็เพื่อความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมด้วยอีกทางหนึ่ง

เชฟโจ-ณพล จันทรเกตุ จากร้าน 80/20 และลุงรีย์-ชารีย์ บุญญวินิจ จาก Uncleree farm ที่ใช้วัตถุดิบจากร้านคนทะเล มีโอกาสไปลงพื้นที่เพื่อดูแหล่งที่มาและวิธีการจับสัตว์ทะเลที่จะนำมาใช้ทำอาหาร แต่สิ่งที่ได้พบกลับเป็นปัญหาเหล่านี้ จึงเกิดเป็นไอเดียการสื่อสารเรื่องปัญหาสัตว์น้ำจะหมดทะเลผ่านมื้อค่ำ ซึ่งวัตถุดิบหลักในการปรุงอาหารมาจากร้านคนทะเล ในงาน SOS (Sustainability of Seafood) ที่ร้าน 80/20 โดยพี่ปิยะและผองเพื่อน เพื่อให้คนกินได้รับรู้เรื่องราวปัญหาที่เกิดขึ้นกับทะเลไทยทุกวันนี้ รวมถึงการต่อสู้เพื่ออาหารทะเลที่ปลอดภัยต่อทั้งคนกินและสิ่งแวดล้อม

ปิยะ เทศแย้ม

ในฐานะที่เป็นเชฟซึ่งอยู่ระหว่างคนจับปลาและคนกิน เชฟโจเลยใช้โอกาสนี้ในการเป็นอีกช่องทางให้พี่ปิยะเล่าปัญหาที่เกิดขึ้น เชฟโจเล่าอีกหนึ่งปัญหาที่สังเกตได้ให้ผมฟังว่าตอนนี้ทั้งชาวประมงและผู้บริโภคเชื่อมไม่ถึงกัน ปลา ปู หรือหอยบางประเภท ไม่ได้ถูกนำมาทำเป็นอาหาร เพราะไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ทำให้เกิดความต้องการในปลาชนิดเดิมๆ ซ้ำๆ และเกิดการจับจนเกินความต้องการ ทั้งที่ปลาพื้นบ้านอย่างปลาอกแร้ ปลาสาก ปลาช้างเหยียบ หอยหนาม หอยกระโจงโดง ล้วนแต่มีรสชาติที่ดี เชฟโจเลยนำมาแทรกอยู่ในมื้ออาหารที่จัดขึ้นด้วย โดยใช้ความสดและรสแท้ของวัตถุดิบแบบไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มเติม เพื่อให้ปลาพื้นบ้านเหล่านี้เป็นที่ยอมรับของคนกิน โดยหวังว่าวันหนึ่งความต้องการของปลาท้องถิ่นจะมีมากกว่าปลาแซลมอนที่ต้องนำเข้ามา

อาหารทะเล อาหาร อาหารทะเล

ว่ากันตามตรง คนที่ชอบกินอาหารทะเลอย่างผมไม่มีทางรู้ว่าสัตว์น้ำกำลังจะหมด เพราะอยากกินเมื่อไหร่ พอเดินเข้าร้านอาหารก็มีให้กินอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ต้องการจากอาหารทะเลก็แค่อาหารที่สด สะอาด และปลอดภัยจากสารฟอร์มาลีนเท่านั้น ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าปลานั้นถูกจับมาด้วยวิธีไหน และทำลายอะไรไปบ้าง

“ถ้าคนกินบอกว่าต้องการแค่สด สะอาด ปลอดภัย ไม่มีฟอร์มาลีน แบบนั้นผมก็ทำให้ได้ ผมไประเบิดปลา ขโมยอวนคนอื่น หรือจะใช้อวนลากทุกอย่างมาก็ได้ แต่สุดท้ายก็หมดทะเลอยู่ดี ตามกฎหมายเรือประมงเล็กทุกลำในกลุ่มพวกเราไม่จำเป็นต้องติดเครื่องตรวจจับสัญญาณเลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่พวกผมทำเป็นการเริ่มสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับทั้งคนจับปลาและคนกิน เพื่อให้ตรวจสอบได้อย่างบริสุทธิ์ใจ

“ผมเชื่อว่าทะเลยังฟื้นตัวได้ แค่เราต้องให้เวลามันฟื้นตัวเองบ้าง” นักต่อสู้เพื่อท้องทะเลพูดทิ้งท้าย

Writer & Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื่องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

11 มิถุนายน 2564
1 K

สิงโตทองและยูนิคอร์นขาวโอบโล่ตระการ อุ้งเท้าเหยียบข้อความ Dieu et mon Droit อวดโฉมอยู่หน้าประตู ร้อยปีหลังจากเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรย้ายที่ทำการจากเจริญกรุงไปอยู่เพลินจิต ตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักรกลับมาอยู่บนถนนเจริญกรุงอีกครั้ง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

หลังจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยตัดสินใจขายอาคารและพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ ในย่านเพลินจิต สร้างปรากฏการณ์ซื้อขายที่ดินที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยใน ค.ศ. 2018 สถานทูตและทำเนียบทูตอังกฤษย้ายไปอยู่ต่างพื้นที่กันเป็นครั้งแรก โดยปัจจุบันสถานทูตอยู่ที่ AIA Sathorn Tower และทำเนียบทูตอยู่ในอาคารสูงย่านเจริญกรุง ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ริมเจ้าพระยาได้ถนัดตา

“การย้ายทำเนียบทูตไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ปกติทูตจะย้ายบ้านเมื่อย้ายไปประเทศใหม่ ทำเนียบใหม่นี้โมเดิร์นกว่าเดิมมาก”

ท่านทูตไบรอัน เดวิดสัน (Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร​ประจำประเทศไทย ผู้กำลังจะย้ายไปเป็นกงสุลใหญ่ประจำฮ่องกงและมาเก๊า อธิบายเมื่อเปิดบ้านพักต้อนรับ 

“ที่นั่น (ทำเนียบทูตเดิม) มีความหมายกับเรามาก ตอนเรามาเมืองไทยเมื่อห้าปีก่อน เราไม่มีลูก แต่ตอนนี้เราเป็นครอบครัวที่มีลูกสามคน มีช่วงเวลาที่สวยงามและมีความสุขมากที่ตรงนั้น” สก็อตต์ ชาง (Scott Chang) สามีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม FREC Bangkok กล่าวสมทบ

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : Numchok Sawangsri

ก่อนครอบครัวของคุณพ่อ 2 คนและเด็กๆ 3 คนจะย้ายออกจากประเทศไทย พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกับกลุ่มช่างไม้รุ่นใหม่ชาวไทย เพื่อเก็บความทรงจำของสถานทูตย่านเพลินจิตในรูปแบบเฟอร์นิเจอร์และประติมากรรม ที่สร้างจากเศษไม้จามจุรีในสวน

The Cloud เคยเล่าประวัติและความพิเศษของสถานทูตอังกฤษเดิมไว้แล้ว ก่อนชิ้นส่วนเหล่านี้จะแยกย้ายไปอยู่ในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เราจึงขอนำโปรเจกต์ที่ระลึกถึงพื้นที่เก่าแก่แสนสวยมาเล่าสู่กันฟัง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

“เราต้องการเก็บชิ้นส่วนของทำเนียบเดิมไว้ เป็นที่ระลึกว่าอดีตจะอยู่ร่วมกับเราในอนาคต ไม้พวกนี้มีความหมายกับพวกเรามาก มันอยู่ในสวนที่ลูกๆ วิ่งเล่น แต่ละชิ้นจึงเป็นตัวแทนความทรงจำดีๆ แสนพิเศษ เราจะนำชิ้นงานบางส่วนไปกับเราเป็นที่ระลึกถึงบ้านในกรุงเทพฯ บางส่วนมอบเป็นของที่ระลึก และอีกส่วนหนึ่งจะมอบให้สถานทูตที่นี่” 

งานไม้ที่ท่านทูตเอ่ยถึง ได้แก่ ม้านั่ง ประติมากรรม โต๊ะทานข้าว โคมไฟ และแจกัน งานนี้เกิดขึ้น ค.ศ. 2020 เมื่อเกิดการย้ายต้นไม้ใหญ่ในสวนสถานทูตเดิม กิ่งก้านต้นจามจุรีร่วงหล่นเป็นเศษเหลือทิ้ง สก็อตต์เห็นท่อนไม้เหล่านั้นก็เกิดไอเดียให้สหายดีไซเนอร์งานไม้ เฉย-ภาคภูมิ ยุทธนานุกร หรือ นานุ ออกแบบผลงานที่ระลึก เฉยจึงชักชวนเพื่อนฝูงช่างไม้กลุ่ม Grains & Grams ที่เขาก่อตั้ง มาร่วมสนุกออกแบบด้วย

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

“สก็อตต์โทรมาหาผมบอกว่าเสียดายไม้ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาเสียดายมากกว่าคือความทรงจำทั้งหลาย สถานที่ตรงนั้นสวยจริงๆ เขาใช้เวลาอยู่กับมัน แล้วได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เขาคงอยากจะเก็บอะไรไว้สักอย่างครับ ผมเลยขนไม้ไปโรงเลื่อย โรงอบ แล้วคิดว่าจะออกแบบของเครื่องใช้ในทำเนียบทูตใหม่ แต่สุดท้ายก็ทำให้เป็นงานศิลปะขึ้นหน่อย บ่งบอกถึงความทรงจำ ถึงความเปลี่ยนผ่านทางกาลเวลามากกว่า”

ดีไซเนอร์หลักโครงการนี้เล่าเสริมว่าทำเนียบนี้มีเครื่องใช้เพียบพร้อม ทั้งเฟอร์นิเจอร์โบราณจากทำเนียบเดิมที่ท่านทูตไบรอันเลือกมา เช่น โต๊ะกลมหินอ่อน ตู้ลายรดน้ำแบบไทย และตู้ไม้ฝังมุกจีน บวกกับเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยมากมาย ซึ่งนักออกแบบตกแต่งภายในดูแลให้เสร็จสรรพ ข้าวของที่เฉยและพรรคพวกประดิษฐ์ใหม่จึงเป็นของใช้ส่วนตัวที่ครอบครัวปรารถนา

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

พิษณุ นำศิริโยธิน สร้างโต๊ะทานข้าวตัวใหญ่ ซึ่งเป็นของที่ครอบครัวท่านทูตชื่นชอบและอยากนำไปใช้จริง

พิชาญ สุจริตสาธิต ทำโคมไฟรูปเห็ด ที่ได้แรงบันดาลใจจากโคมพลาสติกและแจกัน 33 ใบ หน้าตาไม่ซ้ำกันสักใบ ดึงความงามออกมาจากความสามัญ แจกันเหล่านี้ไม่ต้องใส่น้ำ เพราะตั้งใจว่าดึงดอกไม้ข้างทางหรือดอกไม้แห้งๆ มาใส่ก็สร้างรูปทรงที่สวยงามออกมาได้

ชานนท์ นครสังข์ ออกแบบม้านั่งปลายเตียง ซึ่งเรียบง่ายแต่สวยจับตา คุณสก็อตต์ถูกใจเลยวางไว้ที่โถงทางเข้าซึ่งติดภาพวาดศิลปินไทยที่เล่าเรื่องการทำสมาธิและหายใจ เหมือนเป็นมุมแกลเลอรี่ให้ชมงานศิลป์ ผ่อนคลายก่อนเดินเข้าตัวบ้าน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

ส่วนตัวหัวหน้าโปรเจกต์ เจ้าของสตูดิโอ Republic Nanu สร้างม้านั่งยาวและประติมากรรม 

“ไม้ก้ามปูก็มีลักษณะพิเศษ ลายมันสวยดีนะครับ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ไม้เบอร์หนึ่งในการทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้อหยาบกว่าไม้สักที่สัมผัสนุ่มนวล เนื้ออ่อนกว่าไม้แดงหรือไม้เต็งที่ทำโครงสร้างได้ดี แต่ด้วยสถานที่อยู่ มันเลยมีความหมาย ตอนเจอไม้กิ่งหนึ่งซึ่งมันโค้งๆ หน่อย ผมก็รู้แล้วแหละว่าอยากจะทำม้านั่ง ก็เลยผ่าครึ่ง ทำคานแขวน ยึดตรงกลางด้วยท่อนไม้สี่เหลี่ยมคางหมู ภาษาช่างเรียกว่าหางเหยี่ยว ให้แผ่นไม้ทั้งชิ้นแขวนอยู่ ถ้าเปรียบไม้นี้เป็นวิญญาณของสถานที่ มันก็ถูกแขวนเอาไว้เหมือนการแขวนนวม เลิกแล้วก็เหลือแต่ความทรงจำ” 

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“ส่วนประติมากรรมนี้ชื่อว่า Entropy เป็นคำฟิสิกส์ ถ้าใช้กับชีวิตทั่วไปก็สื่อถึงการที่ทุกอย่างย่อยสลายไปตามกาลเวลา ผมคุยกับสก็อตต์เรื่องความเสียใจต่อสิ่งที่หายไป เลยนึกถึงพระเจ้าสามองค์ของฮินดู คือ พระพรหมผู้สร้าง พระศิวะผู้ทำลาย และพระวิษณุผู้ปกป้องรักษา ในโลกความเป็นจริง คนเราก็หมุนอยู่รอบเรื่องนี้ ทั้งการทำลายล้างและการอนุรักษ์ ถ้าทำงานที่สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระจ่างน่าจะเป็นสิ่งดี มองสถานการณ์กว้างๆ คือทุกอย่างต้องย่อยสลายเมื่อถึงวาระ ตัวผมเองเป็นทั้งผู้ทำลายและรักษาผ่านภาษาไม้ คือเอาไม้มาเฉาะจริงๆ”

เฉยชี้ให้ดูรอยปริแตกของไม้ชิ้นใหญ่ที่โดนง้างให้ฉีกคาออกจากกัน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“เฉาะให้มันแยกออก เหมือนเป็นการทำลาย แต่ก็มีตัวไม้ Butterfly รั้งเอาไว้ไม่ให้มันฉีกมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น งานนี้เปรียบเสมือนโลกที่เกิดขึ้น ระหว่างความอยากอนุรักษ์ไว้กับการเปลี่ยนแปลง หรือพลังงานธรรมชาติที่มีทั้งการทำลายและรักษา ทั้งหมดอยู่ในนี้ครับ” 

ดีไซเนอร์เล่ารายละเอียด ขณะที่เด็กๆ ตัวจิ๋วกระจายตัวไปหยิบของเล่นรอบๆ ประติมากรรมที่ตั้งเด่นเป็นสง่า 

แล้วเด็กๆ มีส่วนร่วมมากแค่ไหนกับชิ้นงานเหล่านี้ เราชักสงสัย

“เอลเลียต รู้ไหมว่าม้านั่งนี้ทำจากอะไร” สก็อตต์หันไปถามลูกชาย “เอลเลียตโตที่สุด เขาจำบ้านเดิมได้มากที่สุด” 

“มาจากต้นไม้ที่บ้านเก่าของเรา!” เด็กชายตอบอย่างฉะฉานขณะปีนขึ้นโซฟา 

เด็กคนอื่นๆ นั้นอาจยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ ถึงอย่างนั้นงานไม้เหล่านี้ก็จะเดินทางไปอยู่ในบ้านใหม่ อยู่ในเรื่องเล่าของพ่อสองคนยามเล่าถึงอดีตเมื่อลูกยังตัวเล็กๆ เมื่อเพลินจิตเคยเป็นบ้านแห่งความสุขสมชื่อ ความทรงจำที่บรรจุในงานไม้จะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขายามเติบโตขึ้น

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
ภาพ : Numchok Sawangsri

“ประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักรมีความงามและเรื่องราวมากมาย ทำเนียบทูตเป็นพื้นที่แสดงทิศทางในอนาคตของสหราชอาณาจักร ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีแง่มุมร่วมสมัยเพิ่มมากขึ้น แต่ละครอบครัวทูตคงมีแนวทางตกแต่งของตัวเอง อย่างบ้านเราก็มีงานศิลปินไทย ครึ่งหนึ่งเป็นศิลปินหญิงรุ่นใหม่ และงานศิลปะที่พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมูลนิธิสติให้ยืมมาจัดแสดงชั่วคราวเพื่อขายให้ผู้สนใจ และรายได้ส่วนหนึ่งจะเข้ามูลนิธิ ต่อไปก็น่าจะมีงานศิลปะจากอังกฤษมาตกแต่งมากขึ้น” ผู้อำนวยการ FREC Bangkok กล่าวตบท้าย

นอกจากเครื่องใช้ไม้จามจุรีที่เก็บเรื่องราวลึกซึ้งในของใช้ประจำวัน ดูเหมือนว่าทำเนียบสหราชอาณาจักรโฉมใหม่ จะสลัดภาพเดิมอันเสมือนพิพิธภัณฑ์เก่าแก่โอ่อ่า เป็นแกลเลอรี่ที่เต็มไปด้วยงานศิลปะและข้าวของหลากหลายยุคสมัยและที่มา โดยถนอมคุณค่าของมรดกประวัติศาสตร์ในมิติอื่นๆ 

น่าจับตามองว่าเรื่องราวของทำเนียบใหม่บนถนนเส้นเดิมเลียบริมเจ้าพระยาจะเป็นอย่างไรต่อไป 

ดูผลงานของกลุ่มดีไซเนอร์ไม้เพิ่มเติมได้ที่ www.grainsandgrams.com

11 มิถุนายน 2564
1 K

สิงโตทองและยูนิคอร์นขาวโอบโล่ตระการ อุ้งเท้าเหยียบข้อความ Dieu et mon Droit อวดโฉมอยู่หน้าประตู ร้อยปีหลังจากเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรย้ายที่ทำการจากเจริญกรุงไปอยู่เพลินจิต ตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักรกลับมาอยู่บนถนนเจริญกรุงอีกครั้ง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

หลังจากสถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทยตัดสินใจขายอาคารและพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ ในย่านเพลินจิต สร้างปรากฏการณ์ซื้อขายที่ดินที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยใน ค.ศ. 2018 สถานทูตและทำเนียบทูตอังกฤษย้ายไปอยู่ต่างพื้นที่กันเป็นครั้งแรก โดยปัจจุบันสถานทูตอยู่ที่ AIA Sathorn Tower และทำเนียบทูตอยู่ในอาคารสูงย่านเจริญกรุง ซึ่งมองเห็นทิวทัศน์ริมเจ้าพระยาได้ถนัดตา

“การย้ายทำเนียบทูตไม่ใช้สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ปกติทูตจะย้ายบ้านเมื่อย้ายไปประเทศใหม่ ทำเนียบใหม่นี้โมเดิร์นกว่าเดิมมาก”

ท่านทูตไบรอัน เดวิดสัน (Brian Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร​ประจำประเทศไทย ผู้กำลังจะย้ายไปเป็นกงสุลใหญ่ประจำฮ่องกงและมาเก๊า อธิบายเมื่อเปิดบ้านพักต้อนรับ 

“ที่นั่น (ทำเนียบทูตเดิม) มีความหมายกับเรามาก ตอนเรามาเมืองไทยเมื่อห้าปีก่อน เราไม่มีลูก แต่ตอนนี้เราเป็นครอบครัวที่มีลูกสามคน มีช่วงเวลาที่สวยงามและมีความสุขมากที่ตรงนั้น” สก็อตต์ ชาง (Scott Chang) สามีชาวอเมริกันเชื้อสายจีน ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม FREC Bangkok กล่าวสมทบ

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : Numchok Sawangsri

ก่อนครอบครัวของคุณพ่อ 2 คนและเด็กๆ 3 คนจะย้ายออกจากประเทศไทย พวกเขาตัดสินใจร่วมมือกับกลุ่มช่างไม้รุ่นใหม่ชาวไทย เพื่อเก็บความทรงจำของสถานทูตย่านเพลินจิตในรูปแบบเฟอร์นิเจอร์และประติมากรรม ที่สร้างจากเศษไม้จามจุรีในสวน

The Cloud เคยเล่าประวัติและความพิเศษของสถานทูตอังกฤษเดิมไว้แล้ว ก่อนชิ้นส่วนเหล่านี้จะแยกย้ายไปอยู่ในที่ต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เราจึงขอนำโปรเจกต์ที่ระลึกถึงพื้นที่เก่าแก่แสนสวยมาเล่าสู่กันฟัง 

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย
ภาพ : ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

“เราต้องการเก็บชิ้นส่วนของทำเนียบเดิมไว้ เป็นที่ระลึกว่าอดีตจะอยู่ร่วมกับเราในอนาคต ไม้พวกนี้มีความหมายกับพวกเรามาก มันอยู่ในสวนที่ลูกๆ วิ่งเล่น แต่ละชิ้นจึงเป็นตัวแทนความทรงจำดีๆ แสนพิเศษ เราจะนำชิ้นงานบางส่วนไปกับเราเป็นที่ระลึกถึงบ้านในกรุงเทพฯ บางส่วนมอบเป็นของที่ระลึก และอีกส่วนหนึ่งจะมอบให้สถานทูตที่นี่” 

งานไม้ที่ท่านทูตเอ่ยถึง ได้แก่ ม้านั่ง ประติมากรรม โต๊ะทานข้าว โคมไฟ และแจกัน งานนี้เกิดขึ้น ค.ศ. 2020 เมื่อเกิดการย้ายต้นไม้ใหญ่ในสวนสถานทูตเดิม กิ่งก้านต้นจามจุรีร่วงหล่นเป็นเศษเหลือทิ้ง สก็อตต์เห็นท่อนไม้เหล่านั้นก็เกิดไอเดียให้สหายดีไซเนอร์งานไม้ เฉย-ภาคภูมิ ยุทธนานุกร หรือ นานุ ออกแบบผลงานที่ระลึก เฉยจึงชักชวนเพื่อนฝูงช่างไม้กลุ่ม Grains & Grams ที่เขาก่อตั้ง มาร่วมสนุกออกแบบด้วย

เปลี่ยนเศษไม้ใหญ่ในสถานทูตอังกฤษเดิม เป็นเฟอร์นิเจอร์ฝีมือนักออกแบบไทย

“สก็อตต์โทรมาหาผมบอกว่าเสียดายไม้ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เขาเสียดายมากกว่าคือความทรงจำทั้งหลาย สถานที่ตรงนั้นสวยจริงๆ เขาใช้เวลาอยู่กับมัน แล้วได้เห็นความเปลี่ยนแปลง เขาคงอยากจะเก็บอะไรไว้สักอย่างครับ ผมเลยขนไม้ไปโรงเลื่อย โรงอบ แล้วคิดว่าจะออกแบบของเครื่องใช้ในทำเนียบทูตใหม่ แต่สุดท้ายก็ทำให้เป็นงานศิลปะขึ้นหน่อย บ่งบอกถึงความทรงจำ ถึงความเปลี่ยนผ่านทางกาลเวลามากกว่า”

ดีไซเนอร์หลักโครงการนี้เล่าเสริมว่าทำเนียบนี้มีเครื่องใช้เพียบพร้อม ทั้งเฟอร์นิเจอร์โบราณจากทำเนียบเดิมที่ท่านทูตไบรอันเลือกมา เช่น โต๊ะกลมหินอ่อน ตู้ลายรดน้ำแบบไทย และตู้ไม้ฝังมุกจีน บวกกับเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยมากมาย ซึ่งนักออกแบบตกแต่งภายในดูแลให้เสร็จสรรพ ข้าวของที่เฉยและพรรคพวกประดิษฐ์ใหม่จึงเป็นของใช้ส่วนตัวที่ครอบครัวปรารถนา

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

พิษณุ นำศิริโยธิน สร้างโต๊ะทานข้าวตัวใหญ่ ซึ่งเป็นของที่ครอบครัวท่านทูตชื่นชอบและอยากนำไปใช้จริง

พิชาญ สุจริตสาธิต ทำโคมไฟรูปเห็ด ที่ได้แรงบันดาลใจจากโคมพลาสติกและแจกัน 33 ใบ หน้าตาไม่ซ้ำกันสักใบ ดึงความงามออกมาจากความสามัญ แจกันเหล่านี้ไม่ต้องใส่น้ำ เพราะตั้งใจว่าดึงดอกไม้ข้างทางหรือดอกไม้แห้งๆ มาใส่ก็สร้างรูปทรงที่สวยงามออกมาได้

ชานนท์ นครสังข์ ออกแบบม้านั่งปลายเตียง ซึ่งเรียบง่ายแต่สวยจับตา คุณสก็อตต์ถูกใจเลยวางไว้ที่โถงทางเข้าซึ่งติดภาพวาดศิลปินไทยที่เล่าเรื่องการทำสมาธิและหายใจ เหมือนเป็นมุมแกลเลอรี่ให้ชมงานศิลป์ ผ่อนคลายก่อนเดินเข้าตัวบ้าน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

ส่วนตัวหัวหน้าโปรเจกต์ เจ้าของสตูดิโอ Republic Nanu สร้างม้านั่งยาวและประติมากรรม 

“ไม้ก้ามปูก็มีลักษณะพิเศษ ลายมันสวยดีนะครับ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ไม้เบอร์หนึ่งในการทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้อหยาบกว่าไม้สักที่สัมผัสนุ่มนวล เนื้ออ่อนกว่าไม้แดงหรือไม้เต็งที่ทำโครงสร้างได้ดี แต่ด้วยสถานที่อยู่ มันเลยมีความหมาย ตอนเจอไม้กิ่งหนึ่งซึ่งมันโค้งๆ หน่อย ผมก็รู้แล้วแหละว่าอยากจะทำม้านั่ง ก็เลยผ่าครึ่ง ทำคานแขวน ยึดตรงกลางด้วยท่อนไม้สี่เหลี่ยมคางหมู ภาษาช่างเรียกว่าหางเหยี่ยว ให้แผ่นไม้ทั้งชิ้นแขวนอยู่ ถ้าเปรียบไม้นี้เป็นวิญญาณของสถานที่ มันก็ถูกแขวนเอาไว้เหมือนการแขวนนวม เลิกแล้วก็เหลือแต่ความทรงจำ” 

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“ส่วนประติมากรรมนี้ชื่อว่า Entropy เป็นคำฟิสิกส์ ถ้าใช้กับชีวิตทั่วไปก็สื่อถึงการที่ทุกอย่างย่อยสลายไปตามกาลเวลา ผมคุยกับสก็อตต์เรื่องความเสียใจต่อสิ่งที่หายไป เลยนึกถึงพระเจ้าสามองค์ของฮินดู คือ พระพรหมผู้สร้าง พระศิวะผู้ทำลาย และพระวิษณุผู้ปกป้องรักษา ในโลกความเป็นจริง คนเราก็หมุนอยู่รอบเรื่องนี้ ทั้งการทำลายล้างและการอนุรักษ์ ถ้าทำงานที่สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระจ่างน่าจะเป็นสิ่งดี มองสถานการณ์กว้างๆ คือทุกอย่างต้องย่อยสลายเมื่อถึงวาระ ตัวผมเองเป็นทั้งผู้ทำลายและรักษาผ่านภาษาไม้ คือเอาไม้มาเฉาะจริงๆ”

เฉยชี้ให้ดูรอยปริแตกของไม้ชิ้นใหญ่ที่โดนง้างให้ฉีกคาออกจากกัน

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต

“เฉาะให้มันแยกออก เหมือนเป็นการทำลาย แต่ก็มีตัวไม้ Butterfly รั้งเอาไว้ไม่ให้มันฉีกมากกว่านี้ เพราะฉะนั้น งานนี้เปรียบเสมือนโลกที่เกิดขึ้น ระหว่างความอยากอนุรักษ์ไว้กับการเปลี่ยนแปลง หรือพลังงานธรรมชาติที่มีทั้งการทำลายและรักษา ทั้งหมดอยู่ในนี้ครับ” 

ดีไซเนอร์เล่ารายละเอียด ขณะที่เด็กๆ ตัวจิ๋วกระจายตัวไปหยิบของเล่นรอบๆ ประติมากรรมที่ตั้งเด่นเป็นสง่า 

แล้วเด็กๆ มีส่วนร่วมมากแค่ไหนกับชิ้นงานเหล่านี้ เราชักสงสัย

“เอลเลียต รู้ไหมว่าม้านั่งนี้ทำจากอะไร” สก็อตต์หันไปถามลูกชาย “เอลเลียตโตที่สุด เขาจำบ้านเดิมได้มากที่สุด” 

“มาจากต้นไม้ที่บ้านเก่าของเรา!” เด็กชายตอบอย่างฉะฉานขณะปีนขึ้นโซฟา 

เด็กคนอื่นๆ นั้นอาจยังเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ ถึงอย่างนั้นงานไม้เหล่านี้ก็จะเดินทางไปอยู่ในบ้านใหม่ อยู่ในเรื่องเล่าของพ่อสองคนยามเล่าถึงอดีตเมื่อลูกยังตัวเล็กๆ เมื่อเพลินจิตเคยเป็นบ้านแห่งความสุขสมชื่อ ความทรงจำที่บรรจุในงานไม้จะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขายามเติบโตขึ้น

เยือนทำเนียบทูตอังกฤษ สนทนาเรื่องการชุบชีวิตเศษไม้จามจุรีในสถานทูตเก่า เป็นของใช้ที่ระลึกถึงวันวานในย่านเพลินจิต
ภาพ : Numchok Sawangsri

“ประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักรมีความงามและเรื่องราวมากมาย ทำเนียบทูตเป็นพื้นที่แสดงทิศทางในอนาคตของสหราชอาณาจักร ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีแง่มุมร่วมสมัยเพิ่มมากขึ้น แต่ละครอบครัวทูตคงมีแนวทางตกแต่งของตัวเอง อย่างบ้านเราก็มีงานศิลปินไทย ครึ่งหนึ่งเป็นศิลปินหญิงรุ่นใหม่ และงานศิลปะที่พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมูลนิธิสติให้ยืมมาจัดแสดงชั่วคราวเพื่อขายให้ผู้สนใจ และรายได้ส่วนหนึ่งจะเข้ามูลนิธิ ต่อไปก็น่าจะมีงานศิลปะจากอังกฤษมาตกแต่งมากขึ้น” ผู้อำนวยการ FREC Bangkok กล่าวตบท้าย

นอกจากเครื่องใช้ไม้จามจุรีที่เก็บเรื่องราวลึกซึ้งในของใช้ประจำวัน ดูเหมือนว่าทำเนียบสหราชอาณาจักรโฉมใหม่ จะสลัดภาพเดิมอันเสมือนพิพิธภัณฑ์เก่าแก่โอ่อ่า เป็นแกลเลอรี่ที่เต็มไปด้วยงานศิลปะและข้าวของหลากหลายยุคสมัยและที่มา โดยถนอมคุณค่าของมรดกประวัติศาสตร์ในมิติอื่นๆ 

น่าจับตามองว่าเรื่องราวของทำเนียบใหม่บนถนนเส้นเดิมเลียบริมเจ้าพระยาจะเป็นอย่างไรต่อไป 

ดูผลงานของกลุ่มดีไซเนอร์ไม้เพิ่มเติมได้ที่ www.grainsandgrams.com

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load