16 พฤษภาคม 2561
119 K

ชีวิตเหมือนฝัน 

ฝันที่ว่าคือ ‘American Dream’ 

สองหนุ่มแฝดสยามอิน-จันตัวติดกันแต่กำเนิด ฟ้าลิขิตให้ฝรั่งพาไปอเมริกาเมื่ออายุเต็ม 18 ล่องเรือกลางทะเล 138 วันกว่าจะถึงฝั่ง ไปเป็นนักแสดงในคณะละครสัตว์ทั่วอเมริกาและยุโรป เก็บเงินเก็บทองจนร่ำรวย มีเงินซื้อที่ดินเกือบ 300 ไร่ แต่งงานมีลูกรวมกันถึง 21 คน

เป็นคนไทยคนแรกเอ่อ…คู่แรกที่บรรลุ ‘อเมริกันดรีม’ อย่างสมบูรณ์

หลังสงครามกลางเมืองเงินทองและที่ดินหายไปพร้อมไฟสงคราม คู่แฝดจึงต้องออกแสดงเพื่อหาเงินอีกครั้ง 

เพราะเป็นแฝดคู่แรกของโลกที่ตัวติดกันทำให้คำว่า Siamese Twins เป็นที่รู้จักของชาวโลก 

11 พฤษภาคม 2561 เราไปร่วมงานทำบุญวันเกิดคู่แฝดที่จังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมทายาทรุ่นสามถึงห้าและผู้ติดตามจำนวนทั้งหมด 14 คน ที่บินตรงมาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่มาเยือนถิ่นกำเนิดของปู่ทวดเป็นครั้งแรก  

ความเท่ประจำครอบครัวคือ ทุกคนมีเลขรหัสประจำตัว เช่น E-11-2-1-2 หมายถึงเป็นสายแฝดอิน (Eng) ตัวเลขที่ตามหลังหมายถึงเป็นลูกคนที่เท่าไรของรุ่นนั้นๆ รหัส E-11-2-1-2  เป็นเลขประจำตัวของทายาทที่สืบเชื้อสายจากลูกคนที่ 11 ของแฝดอิน และไล่ไปเรื่อยๆ

มองเผินๆ ทายาททุกคนดูเป็นฝรั่ง แต่ถ้าสังเกตให้ดีรุ่นสามหรือสี่บางคนยังมีดวงตาและลักษณะบนใบหน้าที่บ่งบอกความเป็นเอเชียสายเลือดของอินกับจันฝาแฝดผู้โด่งดังจากสมุทรสงคราม

รู้จักอินจัน

ถามหลานและเหลนว่าแฝดสยามอิน-จันเป็นคนอย่างไร?

เขาชอบผู้หญิงสวย Homer Bunker ตอบแบบไม่ต้องคิด พร้อมหัวเราะเสียงดัง  

โฮเมอร์เป็นทายาทรุ่นสามฝั่งแฝดอิน เขาเป็นคนเดียวในบรรดา 14 คนของทริปนี้ที่ใช้นามสกุล ‘บังเกอร์’ (Bunker) ตามอย่างแฝดอิน-จันที่ฝรั่งรู้จักในนาม Eng and Chang Bunker ส่วนคนอื่นๆ ใช้นามสกุลอื่นกันหมดแล้วเพราะลูกสาวเปลี่ยนนามสกุลหลังแต่งงาน

“สมัยหนุ่มๆ ตอนออกทัวร์ไปกับคณะละครสัตว์ เขาชอบสาวสวยๆ ก็มีแฟนบ้าง แต่พอคู่แฝดแต่งงานกับซาราห์และอะเดเลด (Sarah & Adelaide) สองพี่น้องตระกูลเยทส์ (Yates) เขาก็รักเดียวใจเดียวนะ” โฮเมอร์ยืนยัน 

แซ็ค (Zack Worrell Blackmon Jr.) ทายาทรุ่นสี่ฝั่งแฝดอินเล่าไปยิ้มไปว่า มีคนถามเขาเยอะว่า “ชัวร์เหรอว่าเป็นทายาทสายแฝดอิน เพราะตอนนั้นจันก็อยู่ด้วย” อืม ก็ไม่รู้สินะ เป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆ ที่คนจะสงสัยว่าแฝดตัวติดกันจะใช้ชีวิตและมีครอบครัวอย่างคนปกติได้อย่างไร แถมมีลูกรวมกันตั้ง 21 คน 

เสน่ห์อีกข้อของแฝดหนุ่มคือ ร่ำรวยอารมณ์ขัน

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
แฝดสยามอิน-จัน

“ในครอบครัวเรามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอารมณ์ขันของคู่แฝดเยอะมาก มีครั้งหนึ่งที่ผู้ชมชมโชว์จบแล้วเดินมาถามว่า นี่อายุเท่ากันหรือเปล่า อินตอบหน้าตาเฉยว่า ‘เปล่า จันเกิดทีหลัง 2 ปี’ ผู้ชมคนนั้นก็เดินกลับไปแบบงงๆ ก็จะไปเกิดทีหลัง 2 ปีได้ยังไง ออกจากท้องแม่พร้อมกันนี่แหละ” โฮเมอร์เล่า 

“เวลาขึ้นรถไฟ คู่แฝดจะแกล้งยื่นตั๋วใบเดียวให้นายตรวจ นายตรวจบอกว่าต้องมีตั๋วคนละใบ ไม่งั้นคนไม่มีตั๋วต้องลงจากรถ คู่แฝดที่มีตั๋วแล้วก็บอกว่าผมซื้อตั๋วแล้ว ไม่ลง แต่อีกประเดี๋ยวเขาก็จะหัวเราะ แล้วยื่นตั๋วอีกใบให้นายตรวจ เป็นซะอย่างนี้  

“บางทีขับรถม้าไปด้วยกัน พอทะเลาะกันปุ๊บก็จะมีคนหนึ่งขู่ว่าเดี๋ยวฉันจะต่อยแกให้คว่ำตกรถไปเลย พอคิดไปคิดมาก็คงขำกันทั้งคู่ เพราะถ้าแกตกฉันก็ตกด้วยน่ะสิ” แซ็คหัวเราะ พร้อมกับย้ำว่านี่เป็นเรื่องที่พวกเขาได้ฟังหรืออ่านต่อๆ กันมาในครอบครัว เพราะทายาททั้งหมดที่มาครั้งนี้ไม่มีใครทันเจอปู่อินกับจันเลยสักคน เลยไม่ทันได้เห็นความขี้เล่นของคุณปู่ฝาแฝด 

โฮเมอร์บอกว่าแฝดทั้งคู่เป็นคริสเตียนที่เข้าโบสถ์บ่อยครั้งและบริจาคเงินสร้างโบสถ์ให้แก่ชุมชนด้วย แม้เป็นแฝดแต่นิสัยใจคอของทั้งคู่ไม่เหมือนกัน จันมีนิสัยค่อนข้างแข็งกร้าวกว่าและอารมณ์ร้อน ในขณะที่อินสงบเยือกเย็นและมักเป็นฝ่ายยอมก่อนถ้าคู่แฝดเกิดทะเลาะกันขึ้นมา 

เครื่องหมายการค้าประจำครอบครัว

ทายาทตระกูลบังเกอร์จำนวนไม่น้อยประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในแวดวงการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ หรือในวงการธุรกิจ คนหนึ่งเป็นประธานบริษัท Union Pacific Railroad อีกคนเป็นนายพลกองทัพอากาศสหรัฐฯ และมีลูกหลานที่สร้างชื่อในสาขาอื่นๆ เช่น ดนตรีและศิลปะ เมื่อไม่นานมานี้ หลานสาวคนหนึ่งชื่อ Caroline Shaw เป็นเด็กอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลทรงเกียรติอย่างรางวัลพูลิตเซอร์ในสาขาประพันธ์ดนตรี

เหตุผลหนึ่งที่ลูกๆ หลานๆ ต่างได้ดิบได้ดีน่าจะเป็นเพราะการศึกษา กลุ่มทายาทที่เราสัมภาษณ์ในครั้งนี้บอกว่านิสัยอย่างหนึ่งของแฝดอิน-จันคือรักลูกมาก และเน้นให้ลูกทุกคนมีการศึกษาที่ดี

“อินกับจันพยายามให้ลูกได้เรียนหนังสือ ขนาดมีลูกคนหนึ่งเกิดมาเป็นใบ้ก็ยังส่งไปโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ ลูกๆ หลานๆ ส่วนใหญ่ในครอบครัวของเราก็จะเข้าวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย เป็นค่านิยมประจำบ้านไปแล้ว คิดว่าที่อินกับจันให้ความสำคัญกับการเรียนของลูกก็เพราะตัวเขาเองมีชีวิตพลิกผันมาก จากที่เป็นนักแสดงจนร่ำรวย พอเกิดสงครามกลางเมืองปุ๊บฐานะเปลี่ยนทันที เพราะเขาอยู่ฝ่ายใต้ที่เป็นฝ่ายแพ้สงคราม สูญเสียทุกอย่าง จนต้องออกแสดงอีกครั้งเพื่อหาเงิน” โฮเมอร์ให้ความเห็น

Adelaide Alexander Sink หรืออเล็กซ์ ทายาทรุ่นสามฝั่งแฝดจัน กล่าวว่า แม่ของเธอเป็นหลานปู่ของแฝดจัน ถึงกับตั้งโรงเรียนขึ้นที่บ้านเพื่อสอนเด็กๆ ในครอบครัวและเด็กๆในชุมชนใกล้เคียง 

แฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน

ในความเห็นของอเล็กซ์ ลักษณะประจำครอบครัวบังเกอร์ที่สืบทอดมาจากอิน-จัน คือ ‘Intellectual Curiosity’ ความใฝ่รู้ และ ‘Being Open-minded’ ความใจกว้าง 

อินกับจันเดินทางไปทั่วโลก พบทั้งคนที่มองว่าพวกเขาเป็น ‘ตัวประหลาด’ เป็น Freak Show ของละครสัตว์ และคนที่ใจกว้างพอจะยอมรับนับถือคู่แฝดในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง มีเรื่องเล่าว่าแม้แต่พ่อของสองสาวตระกูล Yates ในตอนแรกก็ไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งกับแฝดหนุ่ม ไม่ใช่เพราะความผิดปกติทางร่างกาย แต่เพราะแฝดหนุ่มเป็น ‘คนหัวดำ’ เพื่อนบ้านถึงกับเข้ามาคุยกับพ่อของสองสาวว่าอย่ายอมให้แต่ง 

แต่ไปๆ มาๆ ก็ได้แต่งกันทั้งพี่ทั้งน้อง แต่ภายหลังแต่งงานก็ยังมีคนเอาของมาขว้างใส่บ้านของอินกับจัน เพียงเพราะ ‘ไม่ชอบ’ ที่แฝดสยาม ‘ไม่เหมือน’ พวกเขา 

คืนสู่เหย้าที่เมาท์แอรี งานชุมนุมลูกหลานบังเกอร์ประจำปี

ปัจจุบัน ทายาททั้งหมดมีราว 1,500 คน ส่วนหนึ่งยังปักหลักอยู่ที่ถิ่นฐานเดิมที่อินกับจันใช้ชีวิตอยู่หลังออกจากคณะละครสัตว์ คือเมืองเล็กๆชื่อเมาท์แอรี (Mount Airy) รัฐนอร์ทแคโรไลนา มีแฝดมาชุมนุมมากที่สุด 7 คู่ แต่ไม่มีคู่ไหนตัวติดกัน 

ทุกปีในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมเป็นงาน ‘คืนสู่เหย้า’ ของเหล่าทายาทแฝดสยาม มีการเช็กชื่อว่าปีนี้ใครมาบ้าง และมอบรางวัลต่างๆ (เช่น ทายาทที่อายุน้อยที่สุด อายุมากที่สุด ทายาทที่เดินทางมาไกลที่สุด) สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงวอชิงตัน ดี. ซี. ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานทุกปี มีการเลี้ยงอาหาร ก่อนเปิดบ้านให้เหล่าทายาทเข้าชมและรำลึกถึงบรรพบุรุษไปด้วยกัน 

บ้านหลังนี้ที่เปิดให้ชมเป็นบ้านของจันกับภรรยา (บ้านของอินถูกไฟไหม้ไปหมดจากอุบัติเหตุ) ตัวบ้าน กำแพงอิฐ และเตาผิงในบ้าน ยังเป็นแบบเดิมเหมือนเมื่อครั้งอินกับจันยังมีชีวิตอยู่ อิฐแต่ละก้อนทำด้วยมือโดยทาสผิวดำที่อินกับจันซื้อตัวมาให้ช่วยงานในไร่

ทุกวันนี้ บ้านหลังนี้เป็นของอเล็กซ์ ทายาทรุ่นสาม กับน้องสาว มีการต่อเติมบ้าง แต่หน้าบ้านยังมีพุ่มกุหลาบอายุร้อยกว่าปีที่ ‘Grandma Adelaide’ (อะเดเลด ภรรยาของจัน) ปลูกไว้ และมีต้นฮอลลี่สูงใหญ่หน้าบ้าน เมื่ออินกับจันสิ้นชีวิต ทั้งคู่เคยถูกฝังอยู่ใต้ต้นไม้นี้ ก่อนย้ายไปที่หลุมฝังศพในโบสถ์

“แม่ของฉันจะสอนอยู่เสมอว่าอย่าเป็นคนใจแคบนะ สังคมที่เมาท์แอรีอาจมีคนที่มองอะไรแคบๆ บ้าง  เราเข้าใจดีว่าการไม่ Fit In เต็มร้อยมันเป็นยังไง บางครั้งฉันไปซื้อของแถวบ้าน จะมีคนเข้ามาทักว่า ‘เธอนี่ คนตระกูลบังเกอร์ใช่ไหมเนี่ย’ เพราะหน้าตาฉันดูมีเชื้อสายเอเชีย ไม่เหมือนคนอื่นๆ ในชุมชน” อเล็กซ์เล่า ก่อนมองหน้าคนสัมภาษณ์ แล้วบอกว่า “You look like one of my cousins!”

ฉันจึงบอกว่า ฉันเป็นคนไทยเชื้อสายจีน

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน

“So were they.” อเล็กซ์หมายถึงอินกับจันที่มีพ่อเป็นคนจีน แม่เป็นคนไทย (ข้อมูลบางแห่งระบุว่า แม่ของอิน-จันมีเชื้อสายอินโดนีเซีย) 

“อินกับจันมีเชื้อจีน ดังนั้น คุณกับฉันเราต่างก็มีเลือดไทยปนจีนทั้งคู่ ฉันอดไม่ได้หรอกที่จะรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างในสังคมที่เมาท์แอรี แม้ว่าเพื่อนๆ จะไม่เคยล้อเลียน แต่ก็รู้สึกแตกต่างอยู่ดี เพราะพอเลิกเรียนฉันก็จะกลับไปอยู่บ้านที่จันกับอะเดเลดช่วยกันสร้าง มันมีกลิ่นอายของพวกเขาอยู่ในนั้น”

อเมริกันดรีม ไต่เต้าจากนักแสดงในละครสัตว์จนร่ำรวยเป็นเจ้าของฟาร์ม 

เป็นเวลา 10 ปีที่แฝดสยามอิน-จันตระเวนแสดงกับคณะละครสัตว์ไปทั่วอเมริกาและหลายประเทศยุโรป

นอกจากเล่นกายกรรมเก่งแล้ว คู่แฝดยังขี่ม้าได้ เล่นหมากรุกเก่ง และเป็นนักดนตรี โดยเล่นลูต (Lute) เป่าขลุ่ย และสีไวโอลิน

“สมัยเด็กๆ ตอนเรียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นครูให้ผมออกไปเล่าเรื่องแฝดสยาม ผมเรียกเพื่อนออกมา 2 คน เอาเชือกมัดตัวติดกันจนผมพูดจบ ใช้เวลาสัก 45 นาที คือแรกๆ มันก็ดูตลกดี แต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มจะอึดอัด ขยับไปขยับมา ทุกคนจะถามว่าแล้วอินกับจันเข้าห้องน้ำยังไง ผมตอบว่าเพื่อน นายก็ต้องหาทางจนได้ล่ะ” แซ็คเล่า เขาบอกว่า ชื่นชมปู่ทวดจริงๆ ที่ ‘อยู่ด้วยกันได้’ และยังทำงานหาเงินได้ด้วย

ทริปคืนสู่ 'เหย้า' ครั้งแรกในชีวิตของทายาทแฝดสยามอิน-จันที่จังหวัดสมุทรสงคราม
ทริปคืนสู่ 'เหย้า' ครั้งแรกในชีวิตของทายาทแฝดสยามอิน-จันที่จังหวัดสมุทรสงคราม
ทริปคืนสู่ 'เหย้า' ครั้งแรกในชีวิตของทายาทแฝดสยามอิน-จันที่จังหวัดสมุทรสงคราม

การที่ตัวติดกันทำให้คู่แฝดมีความพิเศษ เพราะทั้งคู่หาวิธีใช้ชีวิตอย่าง ‘คนปกติ’ จนได้  

บางครั้งเราอยากมีเวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ หรือเมื่อเหม็นหน้าใครก็อยากจะไปอยู่ห่างๆ แต่อินกับจันทำไม่ได้ แม้ภายหลังเมื่อร่ำรวยเป็นเจ้าของฟาร์ม สร้างบ้าน 2 หลังให้ภรรยาอยู่คนละหลัง และอินกับจันผลัดเวรไปอยู่บ้านละ 3 วัน แต่ความที่ตัวติดกัน ไปไหนก็ต้องไปด้วยกันตลอด จะนอนตะแคงก็ทำไม่ได้

“สมมติว่าอินโกรธจัน หรือบังเอิญคืนนี้เป็นเวรที่ต้องไปอยู่บ้านภรรยาจัน อินก็จะทำตัวเงียบเฉยเหมือนไม่มีเขาอยู่ในโลก” แซ็คทำท่าประกอบ

เมื่ออายุ 28 ปีคู่แฝดเป็นอิสระจากสัญญาของคณะละครสัตว์และมีเงินเก็บมากพอที่จะซื้อที่ดินผืนหนึ่งในรัฐนอร์ทแคโรไลนา

เหล่าทายาทบอกกับเราว่าในสมัยนั้นคู่แฝดเรียกได้ว่าเป็น ‘เศรษฐี’ มีเงินมากพอจะซื้อตัวทาสผิวดำมาใช้งานในไร่และทำงานบ้านทาสหญิงคนหนึ่งชื่อเกรซ (Grace) เป็นแม่นมดูแลลูกๆ ของอินกับจัน สนิทกันมากจนเด็กๆ เรียกว่า Aunt Grace ทุกปีที่งานคืนสู่เหย้าของทายาทแฝดสยามจึงปรากฏ ‘ทายาทผิวดำ’ ที่จะมาร่วมงานทุกปี แซ็คกล่าวว่าเขาใช้คำว่า ‘ทายาท’ เพราะเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของครอบครัวอินกับจัน

คืนถิ่นบรรพบุรุษที่สมุทรสงคราม

พ.ศ. 2354 หรือ 207 ปีที่แล้วแฝดสยามคู่นี้ถือกำเนิดใกล้วัดบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวกันว่าเพื่อนบ้านเห็นเป็นลางร้าย เกรงจะเกิดอาเพศ จึงยุให้ฆ่าทิ้งเสีย

นางนาคผู้เป็นมารดาของฝาแฝดอิน-จันบอกว่า ‘ช่างมัน ฉันไม่แคร์’ และเลี้ยงสองหนุ่มจนเติบใหญ่ บิดาชาวจีนของอินกับจันถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2362 คู่แฝดจึงต้องช่วยมารดาทำมาหากินทางค้าขายและเลี้ยงสัตว์ 

วันดีคืนดีโรเบิร์ต ฮันเตอร์ พ่อค้าชาวอังกฤษ ผ่านมาเห็นคู่แฝดกำลัง ‘ว่ายน้ำ’ ตามเรื่องเล่ากล่าวว่าแวบแรกนายโรเบิร์ตตกอกตกใจนึกว่าสองหนุ่มน้อยเป็น ‘Some kind of animal’ แต่เมื่อพบว่าเป็นแฝดตัวติดกันโรเบิร์ต ฮันเตอร์ จึงตาลุกวาววาดภาพเงินมหาศาลที่คู่แฝดจะหาได้ในอเมริกา และจัดแจงติดต่อเรือสินค้าของกัปตันเอเบิล คอฟฟิน (Abel Coffin) แล้วไปเจรจากับนางนาคขอซื้อตัวคู่แฝดวัย 18 ปีลงเรือไปแสวงโชคเผชิญโลกใหม่ที่สหรัฐอเมริกา

และที่เหลือก็คือประวัติศาสตร์ของ Siamese Twins คู่แรกของโลก

แซ็คกล่าวว่าการได้กลับมาบ้านเกิดของปู่ทวดอิน-จันมีความหมายกับเขามาก

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน

“ผมมีเลือดไทยอยู่ในตัว การได้กลับมาเห็นที่ที่คู่แฝดเกิดและเติบโตมันน่าดีใจมาก เรารู้ว่าอินกับจันมีพี่น้อง ผมได้แต่คิดว่าแล้วเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาล่ะ เขาแต่งงานไหม มีลูกมีหลานหรือเปล่า ทริปนี้เราจะได้พบญาติที่สาบสูญไปนานแล้วบ้างไหม คงจะดีมากเลยถ้าเรารู้ว่าพวกเขาอยู่ไหน”

โฮเมอร์เสริมว่าเขาออกจะผิดหวังนิดหน่อยเมื่อทราบว่าทางไทยยังระบุตัวเชื้อสายของอินกับจันที่ยังมีชีวิตอยู่ที่สมุทรสงครามไม่ได้ เพราะเขาเองก็อยากพบ ‘ครอบครัว’ ที่น่าจะยังอยู่ที่นี่

“ผมเป็นทายาทรุ่นสาม และภูมิใจมากเวลาบอกคนทั่วไปว่า นี่ ผมมีเชื้อไทยปนจีนอยู่หนึ่งในแปดเชียวนะ เมื่อมาเมืองไทยแล้วได้เห็นว่าคนที่นี่เป็นมิตรและถ่อมตนแค่ไหนผมก็รู้สึกอบอุ่นใจมากที่รู้ว่าปู่ทวดของผมเกิดที่นี่ อยากให้อเมริกาเป็นอย่างนี้บ้าง ที่อเมริกาทุกอย่างเร็วไปหมด นิสัยคนก็ไม่นุ่มนวลเท่า”

หนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทยสหรัฐอเมริกา

เกือบ 30 ปีที่ผ่านมางานคืนสู่เหย้าประจำปีของตระกูลบังเกอร์จัดที่เมาท์แอรี สถานที่ที่แฝดสยามลงหลักปักฐานในสหรัฐอเมริกา

แต่ปีนี้พิเศษกว่าทุกปี เพราะกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับสถานเอกอัครรราชทูตไทยณกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดงานคืนถิ่นบรรพบุรุษแฝดสยามอิน-จันที่จังหวัดสมุทรสงคราม พากลุ่มทายาทคืนสู่ ‘เหย้า’ ที่อินกับจันถือกำเนิดและเติบโต

ในวันคล้ายวันเกิดของอินและจัน 11 พฤษภาคม 2561 ทีมงาน The Cloud ไปเดินท่อมๆ ชมสวนมะพร้าว ชิมน้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ ดูการสาธิตทำน้ำตาลมะพร้าว พร้อมกับทายาทแฝดสยามท่ามกลางอากาศร้อนแบบไทยๆ 

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน

อเล็กซ์ ทายาทรุ่นสามฝั่งแฝดจัน กล่าวว่า “ฉันประทับใจที่ได้มาเห็นสังคมเกษตรกรรมที่นี่ ได้เห็นไร่อ้อย มันสำปะหลัง มะละกอ มะพร้าว ครอบครัวของเราก็ทำฟาร์มเหมือนกัน พ่อฉันเป็นชาวไร่ เราเลี้ยงหมู เลี้ยงวัว ทำไร่ยาสูบและข้าวโพด ฝั่งแฝดอินก็เหมือนกัน ลูกๆ หลานๆ ฝั่งนั้นมีหลายคนทีเดียวที่ยังอยู่แถบเมาท์แอรีและยึดอาชีพทำการเกษตร

ฉันมาเมืองไทยครั้งแรกตอนอายุ 22 แค่มาเที่ยวกรุงเทพฯ 2 วัน ดังนั้น คราวนี้จึงเป็นครั้งแรกของฉันที่ได้มาสมุทรสงคราม ความรู้สึกตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเมืองไทยก็คือ ฉันมองไปรอบตัวแล้วคิดว่า โอ้ นี่แหละที่ของฉัน นี่คือคนของฉัน ไม่มีใครเดินมาทักฉันว่านี่เธอเป็นคนจีนเหรอ หรือเป็นคนเอเชียใช่ไหม แต่ที่เมาท์แอรีฉันต้องคอยตอบคำถามนี้อยู่เรื่อย” 

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน

เป็นความรู้สึกที่แปลกดี เมื่อคิดว่าตัวเรากับหญิงชาวอเมริกันที่เดินดื่มน้ำมะพร้าวอยู่ข้างๆ ต่างก็มีเลือดไทยเหมือนกัน ทายาททุกคนดูตื่นเต้นที่เห็นวิธีการเก็บมะพร้าว ปอกและกะเทาะมะพร้าว เดินชมบ้านสวนแบบไทยๆ

กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ผู้ออกแบบกิจกรรมร่วมกับจังหวัดสมุทรสงครามเปิดเผยว่าอยากให้ทายาทตระกูลบังเกอร์ได้สัมผัสรากเหง้าของบรรพบุรุษเรียนรู้วิถีชีวิตที่ผูกพันกับการเกษตรเชิงนิเวศและรู้จักความเป็นพหุสังคมของสมุทรสงครามที่คนต่างศาสนาทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม อยู่ร่วมกันได้ 

“ลูกหลานตระกูลบังเกอร์มีสำนึกเกี่ยวกับบรรพบุรุษค่อนข้างแนบแน่น ไม่ใช่สำนึกในความเป็นไทย แต่เป็นสำนึกที่ว่าเขามีรากเหง้าบางอย่างอยู่นอกสหรัฐอเมริกา” คุณวิชชุ เวชชาชีวะ รองอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กล่าวกับ The Cloud

“ทายาทตระกูลบังเกอร์เขาอยากรู้จักพื้นถิ่นของบรรพบุรุษอยู่แล้ว ผมคิดว่าคนปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมี Identity ที่ถูกจำกัดความเพียงแค่ความเป็นรัฐชาติ (Nation State) แน่นอนว่าเราต้องเป็นพลเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ความสนใจใคร่รู้ว่าเรามาจากไหน มันทำให้เรามองอะไรไปไกลกว่าความเป็นชาตินิยมแคบๆ 

“ยังมีสังคมอื่นที่เป็นที่มาของเรา ที่บรรพบุรุษเราเติบโตขึ้นมา ผมคิดว่านั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะก้าวข้ามความเป็น Nation State คนในชาติควรรู้จักมองออกไปข้างนอก อยากรู้จักข้างนอก ว่ามีอะไรต่างจากเรา และเราจะชื่นชมความต่างเหล่านั้นได้อย่างไร” 

คุณวิชชุยังกล่าวว่าแฝดสยามอิน-จันเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ปรากฏในเรื่องราวความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐอเมริกาซึ่งไม่ได้เล่าในระดับผู้นำต่อผู้นำ แต่เป็นระดับประชาชนต่อประชาชน ชีวิตที่มีสีสันของอินกับจันในยุคบุกเบิกของประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงชีวิตชาวไทยในสหรัฐฯ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน บอกเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย 

จากชีวิตริมคลองในสมุทรสงคราม ฟ้าส่งแฝดสยามอิน-จันให้ไปโลดแล่นในโลกใหม่ วันนี้ลูกหลานของอิน-จัน กลับมาเหยียบผืนดินที่ครั้งหนึ่งแฝดทั้งสองอาจเคยวิ่งเล่น 

บางทีนางนาค แม่ของแฝดสยาม อาจมองเห็นอนาคตทั้งหมดนี้ จึงไม่เชื่อคำยุยงของเพื่อนบ้านที่ให้ฆ่า ‘เด็กประหลาด’ ทิ้งก็เป็นได้

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
 

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

“หมาน้อยมี 2 ความหมายครับ ความหมายแรกคือใบหมาน้อย เป็นใบไม้ที่ภาคกลางเรียกว่า ใบเขมา ภูมิปัญญาอีสานใช้คั้นกับน้ำทำเป็นวุ้น กินเป็นยาเย็น ส่วนอีกความหมายหนึ่ง หมาน้อยเป็นสมญานามเรียกลูกชายผม” น้ำเสียงของ เชฟหนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ เจือรอยยิ้ม ขณะอธิบายความลึกซึ้งเบื้องหลังผลงานล่าสุดในนาม ‘หมาน้อยฟู้ดแล็บ’ ที่ร่วมมือกับเชฟชาวแคนาดา Kurtis Hetland เชฟหนุ่มยืนยันว่าโปรเจกต์นี้ไม่ได้เดินรอยตามซาหมวยแอนด์ซันส์ เป็นธุรกิจอาหารที่ไม่ใช่ร้านอาหาร แต่ทำอย่างอื่นที่แตกต่าง

“มันคือ Food Lab ที่ทำ Research and Development โดยเฉพาะเลย หมาน้อยเกิดจากเราอยากนำเสนอรสชาติที่แตกต่างของวัตถุดิบท้องถิ่นอีสาน อย่างอาหารหมักดองในวันนี้ ซึ่งถ้าทำให้คนเข้าใจในวงกว้างได้ ถ้ามีผลตอบรับด้านธุรกิจ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราทำโปรดักต์ต่าง ๆ ได้หลากหลาย พวกองค์ความรู้ก็ส่งต่อให้ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งเอย โรงเรียนสอนทำอาหารเอย หรืออยู่ในชุมชนก็ได้เช่นกัน วันหนึ่งถ้าเราคิดค้นอะไรที่ปุถุชนเข้าใจง่าย เอาไปหยอดใส่อะไรก็อร่อย แบบนี้ก็เป็นโปรดักต์เช่นกัน” 

เชฟอธิบายโมเดลธุรกิจจากวัตถุดิบอีสานให้เข้าใจง่าย ตามเป้าหมายเพื่อให้วัตถุดิบอีสานละแวกบ้านมีมูลค่ามากขึ้น และเก็บรักษาภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันปากต่อปาก ซึ่งนับวันจะจางหายไกลตัวไปเรื่อย ๆ 

“ถ้าคนเรายังกังวลปัญหาปากท้องอยู่ การตระหนักเรื่องพวกนี้ค่อนข้างยากครับ ถ้ามันย้อนกลับไปสร้างรายได้ให้คนได้เลย การอนุรักษ์ทางอ้อมจะเกิดขึ้นเอง” ผู้ประกอบการชาวอีสานเล่าวิธีแก้ปัญหาด้วยระบบธุรกิจ ซึ่งเขาออกแบบให้ไม่สร้างสูตรอาหาร เพราะเชื่อว่าน่าจะทวีความซับซ้อนต่อการเข้าใจวัตถุดิบ แต่เน้นสร้างรสชาติใหม่ด้วยเครื่องปรุงท้องถิ่นสารพัด

รสชาติใหม่ของอีสาน

เมื่อตกลงปลงใจสร้างฟู้ดแล็บด้วยกัน เชฟหนุ่มและเชฟหนุ่มกว่าอย่างเชฟเคอร์ติส มีข้อตกลงร่วมกันว่า 

หนึ่ง หมาน้อยจะทำงานกับวัตถุดิบอีสานและสร้างรสชาติใหม่

สอง เทคนิคที่ใช้เป็นหมักดอง แบบใหม่ก็ดี แบบเก่าก็ดี แต่ไม่เก่าซะทีเดียว 

ตรงนี้เชฟหนุ่มอธิบายเพิ่มเติมว่าของเก่าที่ดีมีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำซ้ำเดิม แต่จะพลิกแพลงหาความเป็นไปได้ใหม่ สมมติทำปลาร้า ของดั้งเดิมอร่อยอยู่แล้วก็ไม่ไปทำแข่ง แต่อาจจะเอาปลาไป Cold Smoke ก่อนหมัก เป็นต้น 

สาม หมาน้อยจะทดลองค้นคว้าอาหารสุดโต่งอย่างไรก็ได้ แต่ต้องมีรากเหง้า เพื่อให้คนกินเชื่อมโยงเข้าใจที่มาอาหารได้ง่าย 

“สมมติเราสร้างรสชาติใหม่ได้แล้ว คำถามถัดไปคือ แล้วเราจะเอาไปทำอะไรวะ อร่อยเราจะเท่ากับอร่อยเขาไหม อยากจะหาความเป็นไปได้จากรสชาติที่เราสร้างขึ้น ดังนั้น เราจึงค้นคว้าทดลองเยอะมากเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจงานที่ออกมา” 

ไอเดียหลัก ๆ สร้างสรรค์เก๋ไก๋ทั้งหลายมาจากเชฟเคอร์ติส ส่วนตัวเชฟหนุ่มเองเป็นคนคอยตบภาพรวมให้เข้าที่ และแนะนำรสชาติที่ถูกปากคนไทยให้แก่เชฟชาวแคนาดา

“ความแตกต่างของเราคือความหนุ่มและความแก่ครับ” เชฟหนุ่มผู้สูงวัยกว่าเอ่ยพลางหัวเราะลั่น “เขาเป็นเชฟรุ่นใหม่ไฟแรง ความคิดอ่านสดใหม่ และจัดได้ว่าเป็นเนิร์ดที่ลุ่มหลงเสพติดอาหารคนหนึ่งเลย”

เชฟเคอร์ติสเคยทำงานที่ Inua ร้านอาหารของอดีตเชฟร้าน Noma ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งอันดับหนึ่งของโลก เคอร์ติสเป็นเชฟสายหมักดอง อาหารของเขารสชาติเรียบง่าย ต่างจากรสอาหารไทยที่ต้องกลมกล่อมครบรส การร่วมมือกันระหว่างเชฟต่างเชื้อชาติ วัฒนธรรม วัย และประสบการณ์ จึงทำให้เกิดการต่อยอดใหม่ให้วงการอาหารอีสานไทย

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

Exploring Isaan Flavor

เชฟหนุ่มและเชฟเคอร์ติส ลองใช้ผลลัพธ์ที่ได้จากฟู้ดแล็บแปรเปลี่ยนเป็นเครื่องปรุงกับส่วนผสมในกระบวนการปรุง จัดเป็นมื้ออาหารที่ได้แรงบันดาลใจจากอาหารอีสานและอาหารหลากหลายสัญชาติ 

อาหารมื้อนี้ราวกับจัดขึ้นเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า รสวัตถุดิบของอีสานอยู่กับอาหารได้หลากหลายชนิด และกลายเป็นรสอร่อยแบบสากลได้ และต้องการทำให้รสใหม่ ๆ ที่ค้นพบกลายเป็นรสใหม่ที่คนกินชื่นชอบ และเข้าใจ

เต้าหู้ถั่วดินกับซุปใส

ซุปมิโสะที่หมาน้อยฟู้ดแล็บใช้เวลาทำ 2 เดือน นำมาทำเป็นซุปใส กินคู่กับถั่วดินต้ม ให้ความสดชื่นจากก้านผักชี กินกับเต้าหู้นิ่ม

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

ทาโก้บักมี่

อีสานผสมเม็กซิกัน ใช้เทคนิคเดียวกันกับที่เม็กซิกันทำแป้งตอติญ่าที่ใช้ด่างในการทำ เชฟนำเม็ดขนุนมาต้มกับน้ำขี้เถ้าจนนุ่ม ล้าง แล้วปอกเปลือก ปั่น ผสมแป้งให้มันเกาะตัวกัน จะได้เป็นแผ่นแป้งตอติญ่าเม็ดขนุน 

โมเล่หรือแกง ใช้ขนุนสุก ขนุนอ่อนย่างไฟเบา ๆ ไปเรื่อย ๆ ผสมกับซีอิ๊วที่ทำจากเห็ด ทำให้ซีอิ๊วได้ความเค็มความนัวและความเปรี้ยว ทานคู่กับหอมเจียวและพริกดอง

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

ก้อยไข่มดแดง แกล้มคาเวียร์

โคจิเค้กที่ทำจากข้าวบาเล่ย์ มีซอสทาบาง ๆ ย่างไฟเบา ๆ ให้ตัวโคจิสุก กลิ่นผลไม้ฟรุตตี้จะชัดขึ้น ทำให้เค้กนัวขึ้น จับคู่กับไข่มดแดง ลองเปรียบเทียบกับคาเวียร์โดยการเสิร์ฟมาคู่กัน 

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

กุ้งแม่น้ำแกงข่า

ต้มข่าที่ปรุงเปรี้ยวแบบไม่ใช้มะนาว หมาน้อยฟู้ดแล็บทำโคจิเยอะมาก และเชฟเคอร์ติสก็เอาโคจิบางส่วนไปทำแบบแลคโตเฟอร์เมนต์ ผลลัพธ์ที่ได้คือความเปรี้ยวนัว เชฟเลยทดลองเอาน้ำแลคโตโคจิที่ได้มาปรุงน้ำต้มข่าแทนน้ำมะนาว 

ในซอสมีน้ำแลคโตโคจิผสมกับกะทิ กับน้ำข่าที่เชฟใช้วิธีคั้นน้ำออกมาแทนการต้มข่าแบบเดิม ผลที่ได้คือความเข้มข้นที่มีมากกว่า และได้สารอาหารครบถ้วน 

ส่วนเนื้อกุ้งจะแช่น้ำชิโอะโคจิก่อนให้นุ่ม ผลลัพธ์ที่ได้คือโคจิจะช่วยให้โปรตีนนุ่ม

และเกลือในชิโอะโคจิจะทำให้เนื้อกุ้งเด้งขึ้นด้วยในคราวเดียวกัน ก่อนเสิร์ฟจะนำไปตุ๋นไฟเบา ๆ ในน้ำแลคโตอีกที ให้ความเค็มและความเปรี้ยว ดึงความหวานของกุ้งออกมา กินกับผักดองต่าง ๆ

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

แกงเนื้อพริกรมควันกับโดนัททอด

ข้างในใส่เนื้อของ ว. ทวีฟาร์ม ทำเป็นแกงเผ็ด ท็อปด้วยผักหวาน คลุกกับน้ำของพริกที่รมควัน 2 อาทิตย์ กินกับชีสฟักทอง 

'หมาน้อยฟู้ดแล็บ' การตามหารสใหม่ของอีสาน โดยเชฟลูกอีสานกับเชฟฝรั่งนักหมักระดับโลก

หมกปลากับแจ่วผักชีลาว

หมกปลากราย ด้านบนเป็นปลาบู่ปรุงรสด้วยผักชีลาว ขูดด้วยมะกรูดดำทำกระบวนการเดียวกับกระเทียมดอง น้ำแกงเป็นซุปไก่เหมือนซุปไพตันของราเมง แต่ต้มกับขมิ้น ปรุงรสด้วยน้ำชิโอะโคจิเพิ่มความนัว ใส่หอมแดงสับ หยดด้วยน้ำมันผักชีลาว

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

อกเป็ด น้ำลาบ แนมหม่ำเป็ดกับข้าวเหนียวมันเป็ด

อกเป็ดหมักโมโรมิหรือกากถั่วเหลืองจากการหมักซีอิ๊ว เอามาย่างไฟเบา ๆ เสิร์ฟแบบมีเดียมแรร์ ส่วนซอสข้นจะมีความเผ็ดจากพริกป่นและหอมข้าวคั่ว ให้อารมณ์พริกลาบ 

ส่วนข้าวเหนียว เป็นข้าวเหนียวมันเป็ดที่มีสัมผัสหนึบหนับ มีความมันจากธรรมชาติแบบไม่ได้ใส่น้ำมันลงไปเลย ห่อด้วยผักชุนฉ่ายผัดกับน้ำปลาร้ากับน้ำขึ้นฉ่าย โรยด้วยหม่ำเป็ด ตัดเลี่ยนด้วยลูกไหนดอง

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

สังขยาอบฟาง 

ส่วนผสมคล้ายสังขยา แต่เชฟใช้ฟางข้าวแห้งใส่เข้าไปด้วย รสคล้ายสังขยาใส่ชาเอิร์ลเกรย์ กินคู่กับใบไชยากรอบ ได้รสขม ๆ มีกลิ่นหอม กินกับลูกหม่อนแช่อิ่ม

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

Future Food

“สิ่งที่ผมต้องศึกษาทั้งที่ไม่เคยรู้มาก่อนคือเรื่องสตาร์ทอัพ ว่าโปรดักต์พวกนี้ต้องไปอยู่ช่องทางไหนถึงดี ซึ่งปรากฏว่าไปตกช่อง Future Food แล้วผลตอบรับดี 

“ตอนมีงานดีไซน์วีกที่ขอนแก่น เป็นครั้งแรกที่ได้รู้จักคำว่า Future Food จริง ๆ ซึ่งเขาใช้วัตถุดิบแบบหมาน้อยเลยนะ แต่ใช้ในเชิงอุตสาหกรรม เช่น เอาจิ้งหรีด เอาสาหร่ายน้ำจืดไปทำแป้ง ถามว่าอร่อยไหม ก็แล้วแต่คนแน่นอน คือรสชาติเขาไม่ได้มาก่อน เขาเอาเรื่องคุณค่าสารอาหาร เรื่องโจทย์สิ่งแวดล้อมเป็นตัวตั้ง มันเป็นอีกโลกของอาหารที่เราไม่เคยสนใจมาก่อน พอเราทำแล้วคนกินรู้สึกว่า เฮ้ย ทำงี้แล้วอร่อยได้ด้วยเว้ย มันก็เป็นความหวังเล็ก ๆ ว่าหมาน้อยมีช่องทางไปต่อ” เชฟหนุ่มเล่าโครงการอนาคต

โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร
โปรเจกต์ตามหารสใหม่ของวัตถุดิบอีสานด้วยศาสตร์หมักดอง และแปรผลเป็นเครื่องปรุงรสกับมื้ออาหาร

เป้าหมายในอนาคตของหมาน้อย คือร่วมมือกับหน่วยงานมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือภาครัฐ เพื่อค้นคว้าต่อยอดงานวิจัย และสร้างโปรดักต์ออกมาให้ได้ 

เขามองว่าปลายทางที่ยั่งยืนมาจากธุรกิจที่เลี้ยงตัวเองได้ และทำให้ฟู้ดแล็บนี้ได้ตั้งมั่นกับปณิธาน R&D ไปตลอดรอดฝั่ง 

“Future Food เป็นอีกหนึ่งความหวังของเกษตรกรครับ ตลาดในประเทศไทยยังน้อยมาก แต่หลายประเทศสนใจนำเข้า อย่างญี่ปุ่น เม็กซิโก ซึ่งเม็กซิโกเขาก็กินแมลง เห็นแมลงไทยก็กินได้ไม่เคอะเขิน แถมแมลงและสาหร่ายน้ำจืดยังตกอยู่ในกลุ่ม Super Food ซึ่งได้รับความนิยมในโลกตะวันตก หลายคนที่กินเขามองหาสารอาหาร ไฟเบอร์ทางเลือกให้ร่างกาย เขาก็สนใจ เราเลยอยากทำตลาดในเมืองนอกก่อน

“ประเทศไทยคงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ เพราะของกินบ้านเราหลากหลายครับ พืชผักและของธรรมชาติมีเยอะ ไม่จำเป็นต้องกินแมลง ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงนะ แต่เรามองว่าถ้ามันอร่อย ให้สารอาหาร ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจให้คนไทย” เชฟหนุ่มตบท้าย จากการชิมอาหารของหมาน้อย ขอยืนยันว่าผลงานรังสรรค์ของทีมงานทั้งสนุกและอร่อย จนน่าจับตามองทั้งอาหารและอนาคตของฟู้ดแล็บมาแรงแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

Writers

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load