16 พฤษภาคม 2561
115 K

ชีวิตเหมือนฝัน 

ฝันที่ว่าคือ ‘American Dream’ 

สองหนุ่มแฝดสยามอิน-จันตัวติดกันแต่กำเนิด ฟ้าลิขิตให้ฝรั่งพาไปอเมริกาเมื่ออายุเต็ม 18 ล่องเรือกลางทะเล 138 วันกว่าจะถึงฝั่ง ไปเป็นนักแสดงในคณะละครสัตว์ทั่วอเมริกาและยุโรป เก็บเงินเก็บทองจนร่ำรวย มีเงินซื้อที่ดินเกือบ 300 ไร่ แต่งงานมีลูกรวมกันถึง 21 คน

เป็นคนไทยคนแรกเอ่อ…คู่แรกที่บรรลุ ‘อเมริกันดรีม’ อย่างสมบูรณ์

หลังสงครามกลางเมืองเงินทองและที่ดินหายไปพร้อมไฟสงคราม คู่แฝดจึงต้องออกแสดงเพื่อหาเงินอีกครั้ง 

เพราะเป็นแฝดคู่แรกของโลกที่ตัวติดกันทำให้คำว่า Siamese Twins เป็นที่รู้จักของชาวโลก 

11 พฤษภาคม 2561 เราไปร่วมงานทำบุญวันเกิดคู่แฝดที่จังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมทายาทรุ่นสามถึงห้าและผู้ติดตามจำนวนทั้งหมด 14 คน ที่บินตรงมาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่มาเยือนถิ่นกำเนิดของปู่ทวดเป็นครั้งแรก  

ความเท่ประจำครอบครัวคือ ทุกคนมีเลขรหัสประจำตัว เช่น E-11-2-1-2 หมายถึงเป็นสายแฝดอิน (Eng) ตัวเลขที่ตามหลังหมายถึงเป็นลูกคนที่เท่าไรของรุ่นนั้นๆ รหัส E-11-2-1-2  เป็นเลขประจำตัวของทายาทที่สืบเชื้อสายจากลูกคนที่ 11 ของแฝดอิน และไล่ไปเรื่อยๆ

มองเผินๆ ทายาททุกคนดูเป็นฝรั่ง แต่ถ้าสังเกตให้ดีรุ่นสามหรือสี่บางคนยังมีดวงตาและลักษณะบนใบหน้าที่บ่งบอกความเป็นเอเชียสายเลือดของอินกับจันฝาแฝดผู้โด่งดังจากสมุทรสงคราม

รู้จักอินจัน

ถามหลานและเหลนว่าแฝดสยามอิน-จันเป็นคนอย่างไร?

เขาชอบผู้หญิงสวย Homer Bunker ตอบแบบไม่ต้องคิด พร้อมหัวเราะเสียงดัง  

โฮเมอร์เป็นทายาทรุ่นสามฝั่งแฝดอิน เขาเป็นคนเดียวในบรรดา 14 คนของทริปนี้ที่ใช้นามสกุล ‘บังเกอร์’ (Bunker) ตามอย่างแฝดอิน-จันที่ฝรั่งรู้จักในนาม Eng and Chang Bunker ส่วนคนอื่นๆ ใช้นามสกุลอื่นกันหมดแล้วเพราะลูกสาวเปลี่ยนนามสกุลหลังแต่งงาน

“สมัยหนุ่มๆ ตอนออกทัวร์ไปกับคณะละครสัตว์ เขาชอบสาวสวยๆ ก็มีแฟนบ้าง แต่พอคู่แฝดแต่งงานกับซาราห์และอะเดเลด (Sarah & Adelaide) สองพี่น้องตระกูลเยทส์ (Yates) เขาก็รักเดียวใจเดียวนะ” โฮเมอร์ยืนยัน 

แซ็ค (Zack Worrell Blackmon Jr.) ทายาทรุ่นสี่ฝั่งแฝดอินเล่าไปยิ้มไปว่า มีคนถามเขาเยอะว่า “ชัวร์เหรอว่าเป็นทายาทสายแฝดอิน เพราะตอนนั้นจันก็อยู่ด้วย” อืม ก็ไม่รู้สินะ เป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆ ที่คนจะสงสัยว่าแฝดตัวติดกันจะใช้ชีวิตและมีครอบครัวอย่างคนปกติได้อย่างไร แถมมีลูกรวมกันตั้ง 21 คน 

เสน่ห์อีกข้อของแฝดหนุ่มคือ ร่ำรวยอารมณ์ขัน

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
แฝดสยามอิน-จัน

“ในครอบครัวเรามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอารมณ์ขันของคู่แฝดเยอะมาก มีครั้งหนึ่งที่ผู้ชมชมโชว์จบแล้วเดินมาถามว่า นี่อายุเท่ากันหรือเปล่า อินตอบหน้าตาเฉยว่า ‘เปล่า จันเกิดทีหลัง 2 ปี’ ผู้ชมคนนั้นก็เดินกลับไปแบบงงๆ ก็จะไปเกิดทีหลัง 2 ปีได้ยังไง ออกจากท้องแม่พร้อมกันนี่แหละ” โฮเมอร์เล่า 

“เวลาขึ้นรถไฟ คู่แฝดจะแกล้งยื่นตั๋วใบเดียวให้นายตรวจ นายตรวจบอกว่าต้องมีตั๋วคนละใบ ไม่งั้นคนไม่มีตั๋วต้องลงจากรถ คู่แฝดที่มีตั๋วแล้วก็บอกว่าผมซื้อตั๋วแล้ว ไม่ลง แต่อีกประเดี๋ยวเขาก็จะหัวเราะ แล้วยื่นตั๋วอีกใบให้นายตรวจ เป็นซะอย่างนี้  

“บางทีขับรถม้าไปด้วยกัน พอทะเลาะกันปุ๊บก็จะมีคนหนึ่งขู่ว่าเดี๋ยวฉันจะต่อยแกให้คว่ำตกรถไปเลย พอคิดไปคิดมาก็คงขำกันทั้งคู่ เพราะถ้าแกตกฉันก็ตกด้วยน่ะสิ” แซ็คหัวเราะ พร้อมกับย้ำว่านี่เป็นเรื่องที่พวกเขาได้ฟังหรืออ่านต่อๆ กันมาในครอบครัว เพราะทายาททั้งหมดที่มาครั้งนี้ไม่มีใครทันเจอปู่อินกับจันเลยสักคน เลยไม่ทันได้เห็นความขี้เล่นของคุณปู่ฝาแฝด 

โฮเมอร์บอกว่าแฝดทั้งคู่เป็นคริสเตียนที่เข้าโบสถ์บ่อยครั้งและบริจาคเงินสร้างโบสถ์ให้แก่ชุมชนด้วย แม้เป็นแฝดแต่นิสัยใจคอของทั้งคู่ไม่เหมือนกัน จันมีนิสัยค่อนข้างแข็งกร้าวกว่าและอารมณ์ร้อน ในขณะที่อินสงบเยือกเย็นและมักเป็นฝ่ายยอมก่อนถ้าคู่แฝดเกิดทะเลาะกันขึ้นมา 

เครื่องหมายการค้าประจำครอบครัว

ทายาทตระกูลบังเกอร์จำนวนไม่น้อยประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในแวดวงการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ หรือในวงการธุรกิจ คนหนึ่งเป็นประธานบริษัท Union Pacific Railroad อีกคนเป็นนายพลกองทัพอากาศสหรัฐฯ และมีลูกหลานที่สร้างชื่อในสาขาอื่นๆ เช่น ดนตรีและศิลปะ เมื่อไม่นานมานี้ หลานสาวคนหนึ่งชื่อ Caroline Shaw เป็นเด็กอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลทรงเกียรติอย่างรางวัลพูลิตเซอร์ในสาขาประพันธ์ดนตรี

เหตุผลหนึ่งที่ลูกๆ หลานๆ ต่างได้ดิบได้ดีน่าจะเป็นเพราะการศึกษา กลุ่มทายาทที่เราสัมภาษณ์ในครั้งนี้บอกว่านิสัยอย่างหนึ่งของแฝดอิน-จันคือรักลูกมาก และเน้นให้ลูกทุกคนมีการศึกษาที่ดี

“อินกับจันพยายามให้ลูกได้เรียนหนังสือ ขนาดมีลูกคนหนึ่งเกิดมาเป็นใบ้ก็ยังส่งไปโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ ลูกๆ หลานๆ ส่วนใหญ่ในครอบครัวของเราก็จะเข้าวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย เป็นค่านิยมประจำบ้านไปแล้ว คิดว่าที่อินกับจันให้ความสำคัญกับการเรียนของลูกก็เพราะตัวเขาเองมีชีวิตพลิกผันมาก จากที่เป็นนักแสดงจนร่ำรวย พอเกิดสงครามกลางเมืองปุ๊บฐานะเปลี่ยนทันที เพราะเขาอยู่ฝ่ายใต้ที่เป็นฝ่ายแพ้สงคราม สูญเสียทุกอย่าง จนต้องออกแสดงอีกครั้งเพื่อหาเงิน” โฮเมอร์ให้ความเห็น

Adelaide Alexander Sink หรืออเล็กซ์ ทายาทรุ่นสามฝั่งแฝดจัน กล่าวว่า แม่ของเธอเป็นหลานปู่ของแฝดจัน ถึงกับตั้งโรงเรียนขึ้นที่บ้านเพื่อสอนเด็กๆ ในครอบครัวและเด็กๆในชุมชนใกล้เคียง 

แฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน

ในความเห็นของอเล็กซ์ ลักษณะประจำครอบครัวบังเกอร์ที่สืบทอดมาจากอิน-จัน คือ ‘Intellectual Curiosity’ ความใฝ่รู้ และ ‘Being Open-minded’ ความใจกว้าง 

อินกับจันเดินทางไปทั่วโลก พบทั้งคนที่มองว่าพวกเขาเป็น ‘ตัวประหลาด’ เป็น Freak Show ของละครสัตว์ และคนที่ใจกว้างพอจะยอมรับนับถือคู่แฝดในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง มีเรื่องเล่าว่าแม้แต่พ่อของสองสาวตระกูล Yates ในตอนแรกก็ไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งกับแฝดหนุ่ม ไม่ใช่เพราะความผิดปกติทางร่างกาย แต่เพราะแฝดหนุ่มเป็น ‘คนหัวดำ’ เพื่อนบ้านถึงกับเข้ามาคุยกับพ่อของสองสาวว่าอย่ายอมให้แต่ง 

แต่ไปๆ มาๆ ก็ได้แต่งกันทั้งพี่ทั้งน้อง แต่ภายหลังแต่งงานก็ยังมีคนเอาของมาขว้างใส่บ้านของอินกับจัน เพียงเพราะ ‘ไม่ชอบ’ ที่แฝดสยาม ‘ไม่เหมือน’ พวกเขา 

คืนสู่เหย้าที่เมาท์แอรี งานชุมนุมลูกหลานบังเกอร์ประจำปี

ปัจจุบัน ทายาททั้งหมดมีราว 1,500 คน ส่วนหนึ่งยังปักหลักอยู่ที่ถิ่นฐานเดิมที่อินกับจันใช้ชีวิตอยู่หลังออกจากคณะละครสัตว์ คือเมืองเล็กๆชื่อเมาท์แอรี (Mount Airy) รัฐนอร์ทแคโรไลนา มีแฝดมาชุมนุมมากที่สุด 7 คู่ แต่ไม่มีคู่ไหนตัวติดกัน 

ทุกปีในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมเป็นงาน ‘คืนสู่เหย้า’ ของเหล่าทายาทแฝดสยาม มีการเช็กชื่อว่าปีนี้ใครมาบ้าง และมอบรางวัลต่างๆ (เช่น ทายาทที่อายุน้อยที่สุด อายุมากที่สุด ทายาทที่เดินทางมาไกลที่สุด) สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงวอชิงตัน ดี. ซี. ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานทุกปี มีการเลี้ยงอาหาร ก่อนเปิดบ้านให้เหล่าทายาทเข้าชมและรำลึกถึงบรรพบุรุษไปด้วยกัน 

บ้านหลังนี้ที่เปิดให้ชมเป็นบ้านของจันกับภรรยา (บ้านของอินถูกไฟไหม้ไปหมดจากอุบัติเหตุ) ตัวบ้าน กำแพงอิฐ และเตาผิงในบ้าน ยังเป็นแบบเดิมเหมือนเมื่อครั้งอินกับจันยังมีชีวิตอยู่ อิฐแต่ละก้อนทำด้วยมือโดยทาสผิวดำที่อินกับจันซื้อตัวมาให้ช่วยงานในไร่

ทุกวันนี้ บ้านหลังนี้เป็นของอเล็กซ์ ทายาทรุ่นสาม กับน้องสาว มีการต่อเติมบ้าง แต่หน้าบ้านยังมีพุ่มกุหลาบอายุร้อยกว่าปีที่ ‘Grandma Adelaide’ (อะเดเลด ภรรยาของจัน) ปลูกไว้ และมีต้นฮอลลี่สูงใหญ่หน้าบ้าน เมื่ออินกับจันสิ้นชีวิต ทั้งคู่เคยถูกฝังอยู่ใต้ต้นไม้นี้ ก่อนย้ายไปที่หลุมฝังศพในโบสถ์

“แม่ของฉันจะสอนอยู่เสมอว่าอย่าเป็นคนใจแคบนะ สังคมที่เมาท์แอรีอาจมีคนที่มองอะไรแคบๆ บ้าง  เราเข้าใจดีว่าการไม่ Fit In เต็มร้อยมันเป็นยังไง บางครั้งฉันไปซื้อของแถวบ้าน จะมีคนเข้ามาทักว่า ‘เธอนี่ คนตระกูลบังเกอร์ใช่ไหมเนี่ย’ เพราะหน้าตาฉันดูมีเชื้อสายเอเชีย ไม่เหมือนคนอื่นๆ ในชุมชน” อเล็กซ์เล่า ก่อนมองหน้าคนสัมภาษณ์ แล้วบอกว่า “You look like one of my cousins!”

ฉันจึงบอกว่า ฉันเป็นคนไทยเชื้อสายจีน

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน

“So were they.” อเล็กซ์หมายถึงอินกับจันที่มีพ่อเป็นคนจีน แม่เป็นคนไทย (ข้อมูลบางแห่งระบุว่า แม่ของอิน-จันมีเชื้อสายอินโดนีเซีย) 

“อินกับจันมีเชื้อจีน ดังนั้น คุณกับฉันเราต่างก็มีเลือดไทยปนจีนทั้งคู่ ฉันอดไม่ได้หรอกที่จะรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างในสังคมที่เมาท์แอรี แม้ว่าเพื่อนๆ จะไม่เคยล้อเลียน แต่ก็รู้สึกแตกต่างอยู่ดี เพราะพอเลิกเรียนฉันก็จะกลับไปอยู่บ้านที่จันกับอะเดเลดช่วยกันสร้าง มันมีกลิ่นอายของพวกเขาอยู่ในนั้น”

อเมริกันดรีม ไต่เต้าจากนักแสดงในละครสัตว์จนร่ำรวยเป็นเจ้าของฟาร์ม 

เป็นเวลา 10 ปีที่แฝดสยามอิน-จันตระเวนแสดงกับคณะละครสัตว์ไปทั่วอเมริกาและหลายประเทศยุโรป

นอกจากเล่นกายกรรมเก่งแล้ว คู่แฝดยังขี่ม้าได้ เล่นหมากรุกเก่ง และเป็นนักดนตรี โดยเล่นลูต (Lute) เป่าขลุ่ย และสีไวโอลิน

“สมัยเด็กๆ ตอนเรียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นครูให้ผมออกไปเล่าเรื่องแฝดสยาม ผมเรียกเพื่อนออกมา 2 คน เอาเชือกมัดตัวติดกันจนผมพูดจบ ใช้เวลาสัก 45 นาที คือแรกๆ มันก็ดูตลกดี แต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มจะอึดอัด ขยับไปขยับมา ทุกคนจะถามว่าแล้วอินกับจันเข้าห้องน้ำยังไง ผมตอบว่าเพื่อน นายก็ต้องหาทางจนได้ล่ะ” แซ็คเล่า เขาบอกว่า ชื่นชมปู่ทวดจริงๆ ที่ ‘อยู่ด้วยกันได้’ และยังทำงานหาเงินได้ด้วย

ทริปคืนสู่ 'เหย้า' ครั้งแรกในชีวิตของทายาทแฝดสยามอิน-จันที่จังหวัดสมุทรสงคราม
ทริปคืนสู่ 'เหย้า' ครั้งแรกในชีวิตของทายาทแฝดสยามอิน-จันที่จังหวัดสมุทรสงคราม
ทริปคืนสู่ 'เหย้า' ครั้งแรกในชีวิตของทายาทแฝดสยามอิน-จันที่จังหวัดสมุทรสงคราม

การที่ตัวติดกันทำให้คู่แฝดมีความพิเศษ เพราะทั้งคู่หาวิธีใช้ชีวิตอย่าง ‘คนปกติ’ จนได้  

บางครั้งเราอยากมีเวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ หรือเมื่อเหม็นหน้าใครก็อยากจะไปอยู่ห่างๆ แต่อินกับจันทำไม่ได้ แม้ภายหลังเมื่อร่ำรวยเป็นเจ้าของฟาร์ม สร้างบ้าน 2 หลังให้ภรรยาอยู่คนละหลัง และอินกับจันผลัดเวรไปอยู่บ้านละ 3 วัน แต่ความที่ตัวติดกัน ไปไหนก็ต้องไปด้วยกันตลอด จะนอนตะแคงก็ทำไม่ได้

“สมมติว่าอินโกรธจัน หรือบังเอิญคืนนี้เป็นเวรที่ต้องไปอยู่บ้านภรรยาจัน อินก็จะทำตัวเงียบเฉยเหมือนไม่มีเขาอยู่ในโลก” แซ็คทำท่าประกอบ

เมื่ออายุ 28 ปีคู่แฝดเป็นอิสระจากสัญญาของคณะละครสัตว์และมีเงินเก็บมากพอที่จะซื้อที่ดินผืนหนึ่งในรัฐนอร์ทแคโรไลนา

เหล่าทายาทบอกกับเราว่าในสมัยนั้นคู่แฝดเรียกได้ว่าเป็น ‘เศรษฐี’ มีเงินมากพอจะซื้อตัวทาสผิวดำมาใช้งานในไร่และทำงานบ้านทาสหญิงคนหนึ่งชื่อเกรซ (Grace) เป็นแม่นมดูแลลูกๆ ของอินกับจัน สนิทกันมากจนเด็กๆ เรียกว่า Aunt Grace ทุกปีที่งานคืนสู่เหย้าของทายาทแฝดสยามจึงปรากฏ ‘ทายาทผิวดำ’ ที่จะมาร่วมงานทุกปี แซ็คกล่าวว่าเขาใช้คำว่า ‘ทายาท’ เพราะเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของครอบครัวอินกับจัน

คืนถิ่นบรรพบุรุษที่สมุทรสงคราม

พ.ศ. 2354 หรือ 207 ปีที่แล้วแฝดสยามคู่นี้ถือกำเนิดใกล้วัดบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวกันว่าเพื่อนบ้านเห็นเป็นลางร้าย เกรงจะเกิดอาเพศ จึงยุให้ฆ่าทิ้งเสีย

นางนาคผู้เป็นมารดาของฝาแฝดอิน-จันบอกว่า ‘ช่างมัน ฉันไม่แคร์’ และเลี้ยงสองหนุ่มจนเติบใหญ่ บิดาชาวจีนของอินกับจันถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2362 คู่แฝดจึงต้องช่วยมารดาทำมาหากินทางค้าขายและเลี้ยงสัตว์ 

วันดีคืนดีโรเบิร์ต ฮันเตอร์ พ่อค้าชาวอังกฤษ ผ่านมาเห็นคู่แฝดกำลัง ‘ว่ายน้ำ’ ตามเรื่องเล่ากล่าวว่าแวบแรกนายโรเบิร์ตตกอกตกใจนึกว่าสองหนุ่มน้อยเป็น ‘Some kind of animal’ แต่เมื่อพบว่าเป็นแฝดตัวติดกันโรเบิร์ต ฮันเตอร์ จึงตาลุกวาววาดภาพเงินมหาศาลที่คู่แฝดจะหาได้ในอเมริกา และจัดแจงติดต่อเรือสินค้าของกัปตันเอเบิล คอฟฟิน (Abel Coffin) แล้วไปเจรจากับนางนาคขอซื้อตัวคู่แฝดวัย 18 ปีลงเรือไปแสวงโชคเผชิญโลกใหม่ที่สหรัฐอเมริกา

และที่เหลือก็คือประวัติศาสตร์ของ Siamese Twins คู่แรกของโลก

แซ็คกล่าวว่าการได้กลับมาบ้านเกิดของปู่ทวดอิน-จันมีความหมายกับเขามาก

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน

“ผมมีเลือดไทยอยู่ในตัว การได้กลับมาเห็นที่ที่คู่แฝดเกิดและเติบโตมันน่าดีใจมาก เรารู้ว่าอินกับจันมีพี่น้อง ผมได้แต่คิดว่าแล้วเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาล่ะ เขาแต่งงานไหม มีลูกมีหลานหรือเปล่า ทริปนี้เราจะได้พบญาติที่สาบสูญไปนานแล้วบ้างไหม คงจะดีมากเลยถ้าเรารู้ว่าพวกเขาอยู่ไหน”

โฮเมอร์เสริมว่าเขาออกจะผิดหวังนิดหน่อยเมื่อทราบว่าทางไทยยังระบุตัวเชื้อสายของอินกับจันที่ยังมีชีวิตอยู่ที่สมุทรสงครามไม่ได้ เพราะเขาเองก็อยากพบ ‘ครอบครัว’ ที่น่าจะยังอยู่ที่นี่

“ผมเป็นทายาทรุ่นสาม และภูมิใจมากเวลาบอกคนทั่วไปว่า นี่ ผมมีเชื้อไทยปนจีนอยู่หนึ่งในแปดเชียวนะ เมื่อมาเมืองไทยแล้วได้เห็นว่าคนที่นี่เป็นมิตรและถ่อมตนแค่ไหนผมก็รู้สึกอบอุ่นใจมากที่รู้ว่าปู่ทวดของผมเกิดที่นี่ อยากให้อเมริกาเป็นอย่างนี้บ้าง ที่อเมริกาทุกอย่างเร็วไปหมด นิสัยคนก็ไม่นุ่มนวลเท่า”

หนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทยสหรัฐอเมริกา

เกือบ 30 ปีที่ผ่านมางานคืนสู่เหย้าประจำปีของตระกูลบังเกอร์จัดที่เมาท์แอรี สถานที่ที่แฝดสยามลงหลักปักฐานในสหรัฐอเมริกา

แต่ปีนี้พิเศษกว่าทุกปี เพราะกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับสถานเอกอัครรราชทูตไทยณกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดงานคืนถิ่นบรรพบุรุษแฝดสยามอิน-จันที่จังหวัดสมุทรสงคราม พากลุ่มทายาทคืนสู่ ‘เหย้า’ ที่อินกับจันถือกำเนิดและเติบโต

ในวันคล้ายวันเกิดของอินและจัน 11 พฤษภาคม 2561 ทีมงาน The Cloud ไปเดินท่อมๆ ชมสวนมะพร้าว ชิมน้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ ดูการสาธิตทำน้ำตาลมะพร้าว พร้อมกับทายาทแฝดสยามท่ามกลางอากาศร้อนแบบไทยๆ 

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน

อเล็กซ์ ทายาทรุ่นสามฝั่งแฝดจัน กล่าวว่า “ฉันประทับใจที่ได้มาเห็นสังคมเกษตรกรรมที่นี่ ได้เห็นไร่อ้อย มันสำปะหลัง มะละกอ มะพร้าว ครอบครัวของเราก็ทำฟาร์มเหมือนกัน พ่อฉันเป็นชาวไร่ เราเลี้ยงหมู เลี้ยงวัว ทำไร่ยาสูบและข้าวโพด ฝั่งแฝดอินก็เหมือนกัน ลูกๆ หลานๆ ฝั่งนั้นมีหลายคนทีเดียวที่ยังอยู่แถบเมาท์แอรีและยึดอาชีพทำการเกษตร

ฉันมาเมืองไทยครั้งแรกตอนอายุ 22 แค่มาเที่ยวกรุงเทพฯ 2 วัน ดังนั้น คราวนี้จึงเป็นครั้งแรกของฉันที่ได้มาสมุทรสงคราม ความรู้สึกตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเมืองไทยก็คือ ฉันมองไปรอบตัวแล้วคิดว่า โอ้ นี่แหละที่ของฉัน นี่คือคนของฉัน ไม่มีใครเดินมาทักฉันว่านี่เธอเป็นคนจีนเหรอ หรือเป็นคนเอเชียใช่ไหม แต่ที่เมาท์แอรีฉันต้องคอยตอบคำถามนี้อยู่เรื่อย” 

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน

เป็นความรู้สึกที่แปลกดี เมื่อคิดว่าตัวเรากับหญิงชาวอเมริกันที่เดินดื่มน้ำมะพร้าวอยู่ข้างๆ ต่างก็มีเลือดไทยเหมือนกัน ทายาททุกคนดูตื่นเต้นที่เห็นวิธีการเก็บมะพร้าว ปอกและกะเทาะมะพร้าว เดินชมบ้านสวนแบบไทยๆ

กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ผู้ออกแบบกิจกรรมร่วมกับจังหวัดสมุทรสงครามเปิดเผยว่าอยากให้ทายาทตระกูลบังเกอร์ได้สัมผัสรากเหง้าของบรรพบุรุษเรียนรู้วิถีชีวิตที่ผูกพันกับการเกษตรเชิงนิเวศและรู้จักความเป็นพหุสังคมของสมุทรสงครามที่คนต่างศาสนาทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม อยู่ร่วมกันได้ 

“ลูกหลานตระกูลบังเกอร์มีสำนึกเกี่ยวกับบรรพบุรุษค่อนข้างแนบแน่น ไม่ใช่สำนึกในความเป็นไทย แต่เป็นสำนึกที่ว่าเขามีรากเหง้าบางอย่างอยู่นอกสหรัฐอเมริกา” คุณวิชชุ เวชชาชีวะ รองอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กล่าวกับ The Cloud

“ทายาทตระกูลบังเกอร์เขาอยากรู้จักพื้นถิ่นของบรรพบุรุษอยู่แล้ว ผมคิดว่าคนปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมี Identity ที่ถูกจำกัดความเพียงแค่ความเป็นรัฐชาติ (Nation State) แน่นอนว่าเราต้องเป็นพลเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ความสนใจใคร่รู้ว่าเรามาจากไหน มันทำให้เรามองอะไรไปไกลกว่าความเป็นชาตินิยมแคบๆ 

“ยังมีสังคมอื่นที่เป็นที่มาของเรา ที่บรรพบุรุษเราเติบโตขึ้นมา ผมคิดว่านั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะก้าวข้ามความเป็น Nation State คนในชาติควรรู้จักมองออกไปข้างนอก อยากรู้จักข้างนอก ว่ามีอะไรต่างจากเรา และเราจะชื่นชมความต่างเหล่านั้นได้อย่างไร” 

คุณวิชชุยังกล่าวว่าแฝดสยามอิน-จันเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ปรากฏในเรื่องราวความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐอเมริกาซึ่งไม่ได้เล่าในระดับผู้นำต่อผู้นำ แต่เป็นระดับประชาชนต่อประชาชน ชีวิตที่มีสีสันของอินกับจันในยุคบุกเบิกของประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงชีวิตชาวไทยในสหรัฐฯ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน บอกเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย 

จากชีวิตริมคลองในสมุทรสงคราม ฟ้าส่งแฝดสยามอิน-จันให้ไปโลดแล่นในโลกใหม่ วันนี้ลูกหลานของอิน-จัน กลับมาเหยียบผืนดินที่ครั้งหนึ่งแฝดทั้งสองอาจเคยวิ่งเล่น 

บางทีนางนาค แม่ของแฝดสยาม อาจมองเห็นอนาคตทั้งหมดนี้ จึงไม่เชื่อคำยุยงของเพื่อนบ้านที่ให้ฆ่า ‘เด็กประหลาด’ ทิ้งก็เป็นได้

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
 

Writer

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

หนอนหนังสือประเภทแม้ (ยัง) ไม่มีเวลาอ่านก็ขอให้ได้ซื้อ ชอบอ่านประวัติศาสตร์ สารคดีอาหาร และวรรณกรรมเยาวชน หนึ่งในอาชีพเก่าที่ชอบที่สุดคือ ยืนแล่ปลาทำซูชิที่ซานฟรานซิสโก

Photographer

ณัฐนิช ชนะฤทธิชัย

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ปตท. คือบริษัทพลังงานแห่งชาติ หลายคนทราบกันดี

แต่ปัจจุบันภารกิจหลักของ ปตท. ไม่ได้มีเพียงเรื่องการสร้างความมั่นคงทางพลังงานเท่านั้น แต่ยังมีภารกิจที่คำนึงถึงสังคมส่วนรวมที่กว้างกว่าแค่เพียงธุรกิจตัวเอง เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในด้านต่างๆ ตามวิสัยทัศน์ปัจจุบันที่ว่า ‘Powering Life with Future Energy and Beyond’ 

เมื่อธุรกิจไม่อาจดำรงอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวอีกต่อไป แต่ต้องดูแลรับผิดชอบสังคมของทุกคนร่วมกัน และควรวางแผนให้เกิดความยั่งยืนจริง ปตท. ในฐานะองค์กรใหญ่ที่เกี่ยวโยงกับชีวิตผู้คนมากมาย เห็นความสำคัญของเรื่องนี้และจัดตั้งทีมที่คอยดำเนินการอย่างจริงจัง

The Cloud นัดหมายพูดคุยกับ คุณดวงพร เที่ยงวัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กำกับดูแลองค์กรและกิจการสัมพันธ์ ของ ปตท. เพื่อสอบถามแนวคิดและทิศทางการทำงานเพื่อสังคมของธุรกิจที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศและพนักงานประจำหลายพันคน

หลังจากทำงานในสายธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นเป็นเวลานาน ผู้บริหารหญิงคนนี้พลิกบทบาทมาดูแลหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่ช่วยสร้างผลกระทบต่อสังคมควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจ

“ปตท. มีวิสัยทัศน์ว่า องค์กรต้องเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกฝ่ายมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนขึ้น ด้วยความเชื่อว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ ถ้าเกิดสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบข้างไม่ดี เราก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน” คุณดวงพรกล่าว 

แม้จะอยู่ในสถานการณ์วิกฤตอย่างโควิด-19 ที่เศรษฐกิจฝืดเคือง แต่ ปตท. กลับตัดสินใจจ้างงานเพิ่ม และฝึกฝนทักษะความรู้ให้คนนับหมื่น เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น

และนอกจากดูแลงานด้านกิจการเพื่อสังคมแล้ว อีกหน้าที่สำคัญของหน่วยงานนี้ คือการกำกับดูแลภายในองค์กร จัดการเรื่อง GRC (Governance, Risk Management, Compliance) ให้บริษัทดำเนินการไปอย่างมีธรรมาภิบาล โปร่งใส ปฏิบัติตามมาตรฐานและกฎข้อบังคับต่างๆ 

ดูแลทั้งภายในและภายนอก สอดคล้องไปกับค่านิยม ‘SPIRIT + D’ ที่แทนการผลักดันให้พนักงานเป็นคนเก่ง คนดี มีคุณธรรม พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อนองค์กร

ธุรกิจพลังงานชั้นนำคิดเรื่องสังคมและมีวิธีการขับเคลื่อนการดำเนินการต่างๆ อย่างไร สร้างผลกระทบได้มากน้อยแค่ไหน เราขอชวนคุณมาสำรวจจิตวิญญาณของ ปตท. ไปด้วยกัน

ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19

For People & Planet

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ปตท. ดำเนินงานด้านกิจการเพื่อสังคมในหลากหลายเรื่อง แต่ช่วงปีที่ผ่านมา ทีมงานของคุณดวงพรเลือกวางแผนและปฏิบัติงานเฉพาะด้านให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่ชัดเจน 

“เรามองว่ามีเรื่องอะไรบ้างที่เรามุ่งเน้นแล้วจะเกิดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและประเทศได้มากที่สุด จนตอนนี้มีความชัดเจนขึ้นว่าคือเรื่องการศึกษา เพราะเป็นการลงทุนในมนุษย์ (People) และสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาโลก (Planet)” คุณดวงพรเล่าสองประเด็นสำคัญที่หยิบยกเป็นเรื่องหลักขององค์กร

“เยาวชนคืออนาคตของประเทศชาติ และในทางเศรษฐกิจ ประเทศเราจำเป็นต้องเปลี่ยนจาก Resource-based หรือการมุ่งเน้นใช้ทรัพยากรให้เกิดผลิตภัณฑ์ กลายเป็น Knowledge-based ที่คิดค้นอะไรที่สร้างคุณค่าใหม่และนวัตกรรม จึงต้องบ่มเพาะพวกเขาด้วยทักษะที่ทำให้สามารถดำเนินชีวิตในอนาคต” 

ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19
ภารกิจเพื่อสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่ทำงานการศึกษาและจ้างงานนับหมื่นในยุคโควิด-19

เพื่อดำเนินการตามแนวคิดนี้ เมื่อ พ.ศ. 2558 ปตท. จึงก่อตั้ง ‘โรงเรียนกำเนิดวิทย์​ (KVIS)’ โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มุ่งเน้นด้านวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ และ ‘สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC)’ ศูนย์รวมของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแขนง เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่ประเทศ

รวมถึงช่วยพัฒนาหลักสูตรร่วมกับโรงเรียนในเครือข่ายทั้งหมด 204 โรงเรียนใน 17 จังหวัด โดยเน้นสอดแทรก 4E ที่จำเป็นคือ

‘Energy Literacy’ หรือความเข้าใจด้านพลังงาน เพราะทุกธุรกิจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งสิ้น คนควรทราบว่าต้องใช้พลังงานในรูปแบบใดให้เหมาะสมและประหยัดที่สุด

‘Environmental Awareness’ หรือการตระหนักรู้และสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม ที่เราต้องเร่งรักษาไว้ร่วมกัน

‘Entrepreneurship’ หรือความเป็นผู้ประกอบการ เพื่อให้เมื่อมีไอเดีย พวกเขาสามารถสร้างธุรกิจของตัวเองให้อยู่รอด

และ ‘Ethics and Growth Mindset’ หรือจริยธรรมและการคิดถึงสังคมส่วนรวม เพราะคนควรจะเก่งและดีไปควบคู่กัน

ข้อดีคือ หลักสูตรในโรงเรียนเหล่านี้เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดวิชาและประสบการณ์ของผู้คนในแวดวงธุรกิจที่ปฏิบัติงานจริงๆ ทำให้สะท้อนความเป็นจริงของโลกได้เป็นอย่างดี ส่งเสริมศักยภาพของผู้เรียนให้พร้อมกับการทำงานในอนาคต

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ส่วนในด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานยังจำเป็นต้องปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างทาง ปตท. พยายามปรับเปลี่ยนกระบวนการต่างๆ ให้เป็นมิตรต่อสรรพสิ่งร่วมโลกมากยิ่งขึ้นเสมอมา และแสวงหาหนทางการดูดซับ กักเก็บก๊าซเรือนกระจกเหล่านั้น เพื่อมุ่งสู่บริษัทที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon)

หนึ่งในวิธีที่ ปตท. เลือกใช้คือการสร้างพื้นที่สีเขียว อาจฟังดูเป็นทางออกทั่วไป แต่พวกเขาทำอย่างจริงจัง ตั้งแต่ พ.ศ. 2537 โดยปลูกต้นไม้และฟื้นฟูป่าที่ถูกทำลายรวมแล้วมากกว่า 1 ล้านไร่ทั่วภูมิภาค ได้รับการดูแลมาอย่างต่อเนื่องจากการร่วมมือกับเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม ก่อนต่อยอดด้วยการจัดตั้งเป็น สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. และศูนย์เรียนรู้ 3 แห่ง ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระยอง และกรุงเทพมหานคร ทำงานกับชุมชนเพื่อพิทักษ์ผืนป่าและส่งต่อความรู้ให้ประชาชน

นอกเหนือจาก 2 เรื่องหลักด้านบนแล้ว ปตท. ยังมุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนแบบไม่เน้นการบริจาคเงิน แต่สร้างความยั่งยืนผ่านการหาโอกาสทางธุรกิจให้ชุมชนอย่างมีเป้าหมาย เพราะสุดท้ายแล้ว ชุมชนต้องยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตัวเอง

“เมื่อไปทำธุรกิจบนพื้นที่ใกล้เคียงกับชุมชน ต้องช่วยให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเจริญเติบโตไปพร้อมกัน ไม่ทำลายหรือสร้างผลกระทบแก่เขา” คุณดวงพรเน้นย้ำความตั้งใจขององค์กร โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือ ‘สานพลังวิสาหกิจ’ หน่วยงานด้านวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ของ ปตท. ที่ตั้งขึ้นมาขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยตรง

และเมื่อเกิดวิกฤตใหญ่อย่างการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปตท. และบริษัทในกลุ่ม มีส่วนร่วมสนับสนุนหน่วยงานทางการแพทย์ ทั้งด้านเครื่องมือ ทุนทรัพย์ และความสามารถ ตั้งแต่เริ่มการระบาดจนถึงปัจจุบัน มูลค่ารวมแล้วกว่า 1,700 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจส่วนหนึ่งของ ปตท. ที่อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับด้านพลังงานโดยตรง แต่ดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนสังคมไปพร้อมๆ กัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

Restart Thailand

สถานการณ์โควิด-19 ทำให้หลายบริษัทต้องชะลอการจ้างงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจและสังคม ปตท. ซึ่งพอมีทรัพยากรอยู่จึงตัดสินใจไม่นิ่งเฉย จัดตั้งโครงการ ‘Restart Thailand’ เพื่อสร้างโอกาสทางการงานรวมกว่า 25,000 อัตรา ตั้งแต่เมื่อปีก่อน เปิดรับแรงงานทั้งในโครงการก่อสร้าง พนักงานประจำเพิ่มเติม และนักศึกษาจบใหม่ระดับอาชีวศึกษาและปริญญาตรีที่อยากพัฒนาภูมิลำเนาของตนให้ดียิ่งขึ้น

“เรายังคงดำเนินโครงการลงทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจประเทศและสร้างงานในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย การจ้างงานจะช่วยให้คนที่ตกงานจากสถานการณ์ยังคงได้พัฒนาตัวเอง เมื่อสถานการณ์ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ เขาจะมีประสบการณ์และองค์ความรู้ที่จะไปทำงานอื่นต่อ และโครงการของเราก็ดำเนินการต่อได้เลย” 

ในจำนวนการจ้างงานนี้ กว่า 900 คนคือกำลังสำคัญที่เข้ามาช่วยผลักดันโครงการ ‘นวัตกรรมสร้างรอยยิ้ม’ มุ่งเน้นการใช้ศักยภาพและเทคโนโลยีของ ปตท. ไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชุมชนแต่ละพื้นที่อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 2 ด้านหลักๆ คือ Smart Farming และ Smart Marketing

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

“ชุมชมส่วนใหญ่ในเครือข่ายเป็นภาคเกษตรกรรมที่ยังทำงานแบบเดิมอยู่ แต่เขาสามารถเอานวัตกรรมที่เรามีไปใช้ในงานเกษตร มาปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และทำให้เกิดผลิตผลที่ดีขึ้น สิ่งที่ทำคือการคัดเลือกและจ้างนักศึกษาจบใหม่พื้นที่เข้าโครงการ Restart Thailand มาอบรมให้ความรู้ในเรื่องนวัตกรรม อุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาการเกษตรได้ สอนการวิเคราะห์ความคุ้มทุน จากนั้นก็ทำให้เขาลงไปวิเคราะห์พื้นที่จริงและนำเสนอโปรเจกต์ ว่าต้องการลงทุนในอุปกรณ์อะไร เพื่อพัฒนาผลิตผลในด้านไหน คุ้มค่าการลงทุนหรือไม่

“โดยมีพนักงานกลุ่ม ปตท. ในพื้นที่คอยให้คำแนะนำและประสานงานด้วย” คุณดวงพรเล่าถึงงานด้าน Smart Farming ที่ริเริ่มในยี่สิบห้าพื้นที่นำร่องที่กลุ่ม ปตท. ดูแลอย่างใกล้ชิดและขับเคลื่อนงานตามบริบทของชุมชนที่เป็นอยู่

เช่น บางพื้นที่ต้องจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจขึ้นมาใหม่ เพื่อการบริหารจัดการระยะยาว แต่บางพื้นที่มีความพร้อม เริ่มติดตั้งนวัตกรรมใหม่ๆ ของกลุ่ม ปตท. อย่างโรงเรือนอัจฉริยะที่ตั้งเวลารดน้ำอัตโนมัติด้วยระบบ IoT (Internet of Things) ระบบโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ หรือโดรนการเกษตร เพื่อใช้งาน ลองปลูกพืชใหม่ๆ และขยายการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ปตท. ไม่ได้ทำเพียงหน่วยงานเดียว แต่ยังจับมือกับภาคส่วนต่างๆ เช่น กรมพัฒนาที่ดิน สำหรับการตรวจวิเคราะห์สภาพดิน และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA สำหรับงบประมาณสนับสนุนโครงการ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนจริง 

“เราไม่ได้เชี่ยวชาญทุกเรื่อง หลายๆ งานทำคนเดียวอาจจะยาก จึงร่วมมือเป็นพันธมิตรกับพาร์ตเนอร์ที่มีทักษะและองค์ความรู้ที่แตกต่างกัน เปิดรับการทำงานกับพาร์ตเนอร์ที่มีพันธกิจสอดคล้อง เพื่อให้เกิดอิมแพคที่กว้างขึ้น”

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน
ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ส่วนทางด้าน Smart Marketing เป็นการเสริมศักยภาพด้านการขายผลิตภัณฑ์ของชุมชน รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยว แม้จะมีสินค้าหรือสถานที่น่าท่องเที่ยวเพียงใด แต่หากขาดกลยุทธ์การขายและประชาสัมพันธ์ในช่องทางที่เหมาะสม ให้คนได้สัมผัสเอกลักษณ์และเสน่ห์ประจำพื้นที่ ก็คงไปไม่ได้ไกล

วิธีการทำงานเรื่องนี้คล้ายกับ Smart Farming คือการให้ความรู้คนในพื้นที่จากโครงการ Restart Thailand ในเรื่องการตลาด จากนั้นให้เขาลงพื้นที่เพื่อสำรวจผลิตภัณฑ์ชุมชน และเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะพัฒนา

ทาง ปตท. ยังสร้าง Online Market Platform ‘ชุมชนยิ้มได้’ เพื่อเพิ่มตัวเลือกช่องทางการขายและจัดส่ง สำหรับผลิตภัณฑ์ในโครงการที่ผ่านการคัดสรรมาแล้วโดยเฉพาะ

ปัจจุบัน มีร้านค้าอยู่บนแพลตฟอร์มราว 195 ร้าน รวมกว่า 672 ผลิตภัณฑ์ ทั้งอาหารแปรรูป ผ้าและเครื่องแต่งกาย ของตกแต่งและของใช้ สมุนไพรแปรรูป และเครื่องดื่ม

หากใครเป็นสายช้อป อยากสนับสนุนชุมชน ขอชวนลองแวะเวียนไปอุดหนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนบนเว็บไซต์ www.ชุมชนยิ้มได้.com กันได้เลย

“ต่อไปจะมีผลิตภัณฑ์บนแพลตฟอร์มมากขึ้น และหลายพื้นที่จะใช้เทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่มากขึ้น แม้โควิด-19 จะทำให้เกิดอุปสรรคเรื่องการเดินทางและสื่อสารบ้าง แต่ทางทีมที่ทำงานยังมุ่งมั่นเหมือนเดิม” ผู้บริหารหญิงกล่าวถึงความตั้งใจและทุ่มเทของพนักงาน ที่ช่วยประคับประคอง ดูแลกัน เพื่อผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปให้ได้ด้วยกัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคม ธุรกิจที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ดูแลทั้งภายนอกและภายใน

แม้ ปตท. จะมีผู้บริหารและทีมที่ดูแลงานด้านกิจการสังคมโดยเฉพาะ แต่หากอยากขับเคลื่อนให้เกิดผลในวงกว้างจริง ความร่วมมือกันของคนทั้งองค์กรเป็นเรื่องสำคัญ

โชคดีที่พนักงานปัจจุบันของ ปตท. มีความสนใจและพร้อมช่วยเหลือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ภารกิจนี้จึงไม่ยากเกินเอื้อมไปนัก 

“เราสังเกตเห็นว่าคนในองค์กรมีใจช่วยเหลือสังคมและจิตสาธารณะอยู่แล้ว จากการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านมา แต่อาจมีข้อจำกัดบ้าง เช่น งานเยอะ ไม่มีเวลา แต่ถ้าว่างเมื่อไรก็สนใจที่จะทำ สิ่งที่ทีมเราทำได้ คือการออกแบบและอำนวยความสะดวกให้เขามีโอกาสเข้าถึงกิจกรรมเหล่านี้มากขึ้น” คุณดวงพรกล่าว การสร้างพื้นที่ให้เข้าถึงง่ายและหลากหลาย จะช่วยให้คนในองค์กรได้ช่วยเหลือตามความถนัดและเหมาะสม

นอกจากผลักดันการทำงานเพื่อสังคมรอบข้างแล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันที่ต้องทำในการบริหารองค์กรที่ดี คือการกำกับดูแลธรรมาภิบาลขององค์กร ให้ปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญที่คุณดวงพรต้องดูแลด้วยเช่นกัน

ถ้าภายนอกดูดี แต่ภายในมีข้อขัดข้อง ก็คงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรนัก

“เราต้องดูให้กระบวนการทำงานตั้งแต่หน้างานจนถึงระดับผู้บริหารมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดช่องว่างให้คนทุจริต ต้องมีการตรวจสอบกันและกันในกระบวนการตัดสินใจทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด” คุณดวงพรเล่าถึงหน้าที่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้ ปตท. เป็นบริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคม

ความท้าทายคือ ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งยังอยู่ภายใต้ระเบียบราชการบางส่วน เดิมมีวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ค่อยกล้าทำในสิ่งที่แตกต่าง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว มีการแข่งขันสูง ปตท. ต้องหาวิธีปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยยังรักษาธรรมาภิบาลไว้ครบถ้วน เปิดพื้นที่ให้คนได้ทดลองเสี่ยงหรือทำอะไรที่นอกกรอบเดิมมากขึ้น บนกระบวนการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริหารหญิงคนนี้ต้องทำงาน เพื่อขับเคลื่อนให้ ปตท. ดูแลผู้คนรอบข้างทั้งภายนอกและภายในองค์กรได้อย่างสมบูรณ์

แต่อย่างน้อย เราพอจะวางใจได้ว่า ปตท. จะคำนึงถึงสิ่งนี้อยู่ในกระบวนการของธุรกิจตลอดเวลา

Future and Beyond

ในอนาคต ปตท. ตั้งเป้าไว้ว่า จะไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจพลังงานอย่างที่หลายคนคุ้นเคย แต่ครอบคลุมไปถึงธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายมากขึ้น ทำให้หน่วยงานที่ดูแลกำกับดูแลองค์กรและกิจการสัมพันธ์ต้องพร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับธุรกิจ โดยไม่หลงลืมที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมอย่างรอบด้านมากกว่าเดิมด้วย

ประเทศไทยยังมีปัญหาอีกหลายมิติที่ต้องได้รับการพัฒนา องค์กรขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากรถือเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่สามารถช่วยเหลือและรับผิดชอบต่อสังคม น่าติดตามว่าก้าวเดินต่อไปของ ปตท. และองค์กรขนาดใหญ่อีกหลายแห่ง จะมีทิศทางการดูแลส่วนรวมร่วมกันอย่างไร

ถ้าทุกคนทำงานอย่างมีธรรมาภิบาลและช่วยเหลือกัน เราจะรีสตาร์ทกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ในเร็ววันนี้ และสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตได้ร่วมกัน

ทิศทางการขับเคลื่อนสังคมของ ปตท. ธุรกิจพลังงานที่สร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมดูแล People และ Planet ร่วมกับชุมชน

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก ปตท.

Writer

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load