23 มิถุนายน 2561
35 K

กล่องสี่เหลี่ยมหลังคาหน้าจั่ว มีประตู มีหน้าต่าง มีต้นไม้ใหญ่ข้างๆ และพ่อแม่ลูกยืนเรียงพร้อมใบหน้าเปื้อนสุข นี่คือบ้านและความสุขสามัญในวัยเยาว์ที่เราเฝ้าฝันถึง

แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น เก็บสะสมประสบการณ์ ความทรงจำ และเรื่องราว ผ่านกาลเวลาจนกลายเป็นเราในทุกวันนี้ ทุกคนมีเรื่องราว และเรื่องราวเหล่านั้นคือเสน่ห์ของความเป็นตัวเองที่ไม่เหมือนใคร ภาพของบ้านและความสุขที่เราเคยวาดไว้ในวัยเยาว์นั้นยังเป็นภาพเดิมอยู่ไหม

ทุกคนมีเรื่องราว และเรื่องราวเหล่านั้นคือความหมายของคำว่า ‘บ้าน’ ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งสะท้อนผ่านการใช้ชีวิต แรงบันดาลใจ ความเป็นตัวตน และความสุข ของแต่ละคน

และต่อไปนี้คือคน 3 คน กับบ้าน 3 หลัง ซึ่งตอกย้ำว่าเราสามารถเลือกอยู่แบบที่เราอยากอยู่ได้

หลังที่ 1

ห้องเช่าย่านคลาสสิกที่ตกแต่งด้วยตัวเองในสไตล์ Industrial Loft ของ อ๋อง-วุฒิกร เอกรัตนสมภพ
แห่ง Visionary Studio

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

เขียวหวาน น้องหมาตัวเล็กสุดแสบและ อ๋อง-วุฒิกร เอกรัตนสมภพ แห่ง Visionary Studio เปิดประตูต้อนรับเราเข้าสู่ ‘บ้าน’ ในอพาร์ตเมนต์ย่านราชวัตรที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ห่างไกลจากประโยค “เป็นห้องที่เช่าเขาอยู่นะครับ” ชายเจ้าของบ้านออกตัวกับเราตั้งแต่ก้าวแรกของการมาเยี่ยมเยียน ในทุกๆ พื้นที่เต็มไปด้วยข้าวของชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ที่ถูกจับวางอย่างเป็นระเบียบ เฟอร์นิเจอร์ และการตกแต่งห้องในสไตล์ Industrial Loft

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

Building dream house

ตอนเด็กๆ เราอยู่บ้านแล้วไม่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง เคยร้องอยากทำห้องส่วนตัว พยายามตื๊อจนพ่อยอมตอกไม้กั้นห้องให้ แต่ก็ไม่เชิงเป็นห้องซะทีเดียว เพราะต้องแบ่งห้องกันกับน้องสาว จนเริ่มโตย้ายมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้อยู่หอพัก แต่อยู่บ้านหลังใหญ่ที่แชร์ร่วมกันกับเพื่อนและรุ่นพี่อีกหลายคน เพราะฉะนั้น ตั้งแต่เด็กจนเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากรจบ เรายังไม่เคยมีพื้นที่ส่วนตัวจริงๆ จังๆ เลยสักครั้ง พอถึงวัยทำงาน เราก็เริ่มเก็บเงินเพื่อหาซื้อคอนโดมิเนียม แต่เมื่อเทียบกับงบประมาณที่มีอยู่จำกัด มันแทบจะซื้อห้องแบบที่เราชอบไม่ได้เลย ตอนนั้นเราก็คิดว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิตต่อไปดี จนกระทั่งได้มาเจออพาร์ตเมนต์นี้ เนื่องจากเราทำงานโฆษณา ทำให้ได้เจอโลเคชันแปลกๆ ใหม่ๆ เยอะ มีอยู่คืนหนึ่งเราต้องมาขนพร็อพตอนกลางดึกที่นี่ ซึ่งแม้จะมืดมองไม่ค่อยเห็นอะไรก็ตาม แต่ก็รู้สึกถูกชะตากับที่นี่ไปแล้ว

วันต่อมาเราเลยโทรศัพท์หาเพื่อนที่เป็นสไตลิสต์ซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่ว่าเราอยากเข้ามาดูที่พัก ด้วยความบังเอิญซึ่งถือว่าโชคดีสุดๆ จังหวะนั้นมีชาวต่างชาติย้ายออกพอดี 1 ห้อง หลังจากมาสำรวจสถานที่ตอนกลางวัน ทำให้ได้พบว่าที่นี่ตอบโจทย์ที่สุดตั้งแต่มองหาที่พักมาเลย อาคารมีความคลาสสิก มีสระว่ายน้ำ แปลนห้องที่เราจะเช่าต่อจากชาวต่างชาติก็เป็นสเปซแบบที่เราอยากได้มานาน เลยวางมัดจำห้องวันนั้นเลย เพราะโอกาสที่จะได้ห้องนี้มันยากมาก และแน่นอนล่ะว่าเช่าอยู่ที่นี่ คนส่วนใหญ่จะบอกว่าเสียดายเช่าเดือนละหมื่นกว่าบาท เอาเงินค่าเช่านี้ไปซื้อคอนโดมิเนียมดีกว่าไหม เราก็นั่งบวกลบคูณหารดู ถ้าเราอยู่ที่นี่ 10 ปี เราจะเสียเงินค่าเช่าทั้งหมด 1 ล้านบาท ซึ่งจริงๆ 1 ล้านบาทในยุคนี้มันแทบจะทำอะไรไม่ได้เลยกับอสังหาริมทรัพย์ ผมยอมทิ้ง 1 ล้านบาทกับ 10 ปีในพื้นที่ที่ผมชอบ ซึ่งตอนนี้ก็เข้าปีที่ 8 แล้วนับตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

อีกสิ่งหนึ่งคือเรื่องโลเคชัน ที่นี่คือย่านราชวัตร มีความคลาสสิกด้วยรูปแบบของสถาปัตยกรรมโดยรอบ มีตึกเก่า ตลาดเก่า สำนักงานราชการ และด้วยความที่ใกล้วัง ทำให้ย่านนี้สร้างได้เฉพาะตึกที่สูงไม่มากนัก ไม่บดบังทัศนียภาพ และเป็นจุดกึ่งกลางการใช้ชีวิตของเราพอดี จะกลับไปศิลปากรก็ได้ ไปฝั่งธนบุรีก็ใกล้ จะไปจตุจักร ลาดพร้าว ก็ใกล้ จะไปทำงานที่ออฟฟิศที่สีลมก็ใกล้ สภาพแวดล้อมจึงถือว่าลงตัวพอดี”

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

Happiness is all around

ปัญหาสุดคลาสสิกของคนที่อยู่ห้องเช่าคือ แนวคิดที่ว่าเราควรแตะต้องวุ่นวายกับผนังและโครงสร้างให้น้อยที่สุด ซึ่งก็คงเป็นความโชคดีของผมด้วยที่เจ้าของห้องนี้เขาไม่ได้จุกจิกจู้จี้เลย และเขาเลือกที่จะตามใจคนอยู่ เราแค่คุยกันถึงจุดเริ่มต้นและตอนจบ แต่ช่วงเวลาระหว่างกลางมันเป็นช่วงเวลาในการอยู่อาศัยของเรา ดังนั้น ตอนที่เริ่มปรับปรุง ต่อเติม ส่วนต่างๆ ในห้อง เราก็มีวิธีสื่อสารกับเจ้าของห้องในแบบของเรา อย่างครัวตรงนี้เดิมมันเป็นผนังโล่งๆ สีฟ้าพาสเทล ซึ่งเต็มไปด้วยร่องรอยการใช้งาน เป็นคราบเลอะเต็มผนัง อยากรื้อทำใหม่ เราก็ทำ Reference ให้เจ้าของห้องดูเลย เหมือนทำ Pre-production ชิ้นหนึ่งให้ลูกค้าดู แจกแจงเขาอย่างละเอียดว่าจะทำอะไรบ้าง เริ่มจากจะรื้อผนัง จากนั้นก่ออิฐมอญขึ้นมาใหม่ ฉาบปูนเปลือยทับ แล้วตอนเราย้ายออกจะทาสีกลับไปเป็นแบบเดิมให้นะ ก็เหมือนเราช่วยดูแลให้ห้องเขาอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากขึ้น

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

บ้านในฝันของเราสมัยเด็กๆ คือบ้านหลังใหญ่ มี 2 ชั้น มีหมา มีที่จอดรถ แต่เมื่อเราโตขึ้น สิ่งต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปตามวัย ความฝันก็เช่นกัน กับบ้านหลังนี้เราพยายามใส่ความเป็นตัวเราเข้าไปให้มากที่สุด เราโชคดีที่เรารู้ตัวเองตั้งแต่เด็ก รู้ว่าอยากเรียนอะไร อยากทำงานอะไร เราก็มุ่งไปในเส้นทางนั้น การแต่งบ้านก็เหมือนกัน เมื่อเรารู้ว่าเราชอบแบบไหน และเราก็มุ่งไปทางนั้น เราชอบข้าวของแปลกตา มีเรื่องราว ชอบของที่มีตำหนิ ของที่ไม่ต้องราคาแพงก็ได้ แต่มองแล้วสวย เท่ ซึ่งในสายตาคนเรียนอาร์ตแบบเรา ทุกอย่างมันทำให้มีดีไซน์ได้หมด แต่เราต้องจับจุดให้เจอ อาจจะด้วยวัสดุ เทกซ์เจอร์หรือสี หากเราจับถูกจุดของไม่สวยก็ทำให้สวยได้ ไม่ต้องแปลกใจที่บ้านนี้มีข้าวของเยอะ เพราะเวลาเราออกเดินทางไปในที่ต่างๆ เวลาเจออะไรที่เป็นตัวเรา เราก็อยากหยิบจับกลับมาไว้ในบ้านเรา ดังนั้น ทุกอย่างในบ้านหลังนี้คือตัวเราทั้งสิ้น

“เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิตมาแล้ว ช่วงก่อตั้งบริษัท สร้างเนื้อสร้างตัว ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด ปูพื้นฐานการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้าน จนตอนนี้เริ่มอยู่ตัว ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเองทั้งหมด ทั้งการทำงานและใช้ชีวิต รักหมาก็ได้เลี้ยงหมา รักดนตรีก็ได้เล่นดนตรี รักต้นไม้ก็ได้ปลูกต้นไม้ และที่สำคัญที่สุดคือได้ทำงานที่เรารักและภาคภูมิใจ ทำให้ในทุกวันของชีวิตคือความสุขในแบบของเรา”

หลังที่ 2

บ้านริมทางรถไฟในตลาดยิปซีเก่าแบบสแกนดิเนเวียผสมผสานญี่ปุ่นของ ปุ๊-อิศเรศ จันทรวดี
แห่ง The Attic Diary Cafe

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

เสียงฉึกฉักของวิ่งไฟที่วิ่งผ่านหน้าบ้านไปในระยะไม่กี่สิบเมตร กลิ่นดินกลิ่นหญ้าและสายลมที่พัดโชยอ่อนๆ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในทุ่งหญ้าที่ไหนสักแห่ง ทั้งที่ความจริงเราอยู่ในบ้านไม้สไตล์สแกนดิเนเวียผสมผสานญี่ปุ่นขนาดกะทัดรัดย่านบางซ่อน

หลังเดินผ่านประตูบ้าน เราก็นั่งลงสนทนาเรื่องความจริงแท้ของชีวิตกับ ปุ๊-อิศเรศ จัทรวดี เจ้าของบ้านและร้านอาหารชื่อ The Attic Diary Café แห่งนี้ต่างหาก

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

Building dream house

“เราเคยเป็นคนหนึ่งที่มีทุกอย่าง ทั้งหน้าที่การงาน ชีวิตและครอบครัวที่ดีสมบูรณ์พร้อม จนเมื่อถึงวันหนึ่งเราเลือกที่จะละทิ้งสิ่งเหล่านั้นเพื่อออกเดินทางสู่เส้นทางสายใหม่ เลือกที่จะปลีกวิเวกเพื่อมาใช้ชีวิตอย่างสันโดษ เมื่อโจทย์ชีวิตเปลี่ยนไป มันก็เป็นหน้าที่ของสติปัญญาของเราที่ต้องขบคิดหาทางออกให้กับเส้นทางที่เราเลือกเดิน

“ที่นี่คือชุมทางสยามยิปซี ซึ่งแต่ก่อนเป็นตลาดขายของที่มีร้านรวงอยู่เยอะมาก แต่ค่อยๆ เลิกกิจการไปทีละร้านจนตอนนี้เหลือแค่เรา ซึ่งมีร้านขายเสื้อผ้าอยู่ที่นี่มาแต่แรก จนทุกวันนี้ก็ยังขายได้ทั้งขายส่งและมีลูกค้ามาซื้อที่ร้าน เราเลยไม่ได้เดือดร้อนกับการที่คนค่อยๆ ทยอยย้ายกันออกไป กลับรู้สึกถึงความเงียบสงบในมุมหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในกรุงเทพฯ เลยไปขอเช่าพื้นที่เพื่อสร้างบ้าน บ้านของเราหลังนี้จึงสร้างภายใต้โจทย์ที่เรียบง่าย นั่นคือเป็นบ้านที่เราอยู่ตัวคนเดียวและสามารถเป็นสถานที่ประกอบอาชีพได้ด้วย โดยใส่ส่วนผสมความเป็นตัวเองลงไป

“อะไรหลายๆ อย่างที่เคยอยากทำแต่ยังไม่มีโอกาส ไม่มีเวลาหรือจังหวะให้ได้ทำ ก็ทำมันเสียในบ้านหลังนี้ อย่างเช่นห้องทดลองต้นไม้ เพราะเราเป็นคนชอบปลูกต้นไม้ มีหลังคาบ้านที่เราสามารถปีนขึ้นไปนั่ง นอน คิดเรื่องต่างๆ เวลาเครียดหรืออยากอยู่คนเดียว มีที่วางเฟอร์นิเจอร์วินเทจที่เราสะสมมาทั้งชีวิต มีโฮมเธียเตอร์ไว้ให้เราเสพความบันเทิง มีแท่นบูชาเล็กๆ ให้เราได้กราบไหว้ ทำชีวิตให้มันน้อยลง ทำตามตัวเอง ไม่ต้องทำตามใครๆ หรือทำเพื่อหวังให้ใครมาชื่นชม เพราะนี่คือบ้านของเรา เราคือคนที่อยู่ที่นี่ 24 ชั่วโมง ไม่มีใครจะมารู้ดีไปกว่าเราได้

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

คอนเซ็ปต์หลักคือความเป็นสแกนดิเนเวียที่จะแสดงออกมาผ่านวัสดุและการออกแบบส่วนต่างๆ ภายในบ้าน ไม้ที่ใช้ในบ้านหลังนี้ผมสั่งมาจากประเทศฟินแลนด์ มาย้อมเป็นสีที่เราอยากได้ โดยใส่กิมมิกด้านฟังก์ชันที่หลากหลายในการใช้งานแบบบ้านญี่ปุ่นด้วยข้อกำจัดด้านพื้นที่ซึ่งมีขนาดเพียง 9 x 6 เมตร เริ่มจากวัดของชิ้นใหญ่ๆ ที่เราต้องใส่ไว้ในบ้านอย่างรถยนต์ ระยะเปิดประตูแค่ไหน ระยะจากเพดานแค่ไหน จากนั้นก็วางเสาเลย ถ้ามองดีๆ คุณจะเห็นว่าบ้านหลังนี้เป็นรูปทรงโรงนา เพดานสูง โปร่ง มองจากข้างนอกอาจจะเหมือนบ้านฝรั่ง แต่ถ้าเดินเข้ามาข้างใน จริงๆ แล้วทรอปิคอลมาก เพราะเต็มไปด้วยต้นไม้เมืองร้อนที่ผมทดลองปลูกไว้ในเต็มบ้านไปหมด”

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

Happiness is all around

“จากเมื่อก่อนเราเป็นผู้กำกับที่สั่งคนนู้นคนนี้ทำงาน ชีวิตเคลื่อนที่เร็วมาก จนมาทุกวันนี้ทุกอย่างชะลอช้าลง ทำให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันมันอิ่มเอม เราปล่อยให้เวลาไหลผ่านอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากร้านเสื้อผ้าที่อยู่ติดกับตัวบ้าน เรายังเปิดบ้านเป็นร้านอาหารเล็กๆ ในโจทย์ Chef’s Table ขึ้นมา คุณเข้ามานั่งกินอาหารฝีมือเรา ซึมซับบรรยากาศการใช้ชีวิตในบ้านของเรา แต่ต้องจองก่อน เพราะเราจะซื้อวัตถุดิบเท่าที่ลูกค้าบอกเมนูล่วงหน้าไว้เท่านั้น โดยเป็นต้นตำหรับอาหารไทยจากคุณยายซึ่งเคยอยู่ในวังสมัยรัชกาลที่ 6 เราเองช่วยคุณยายในครัวมาตั้งแต่เล็กๆ เป็นความรู้ที่ซึมซับเข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัว ทุกวันนี้บางทีที่ทำบางเมนูยังได้ยินคำพูดคุณยายดังก้องอยู่ในโสตประสาท

ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เราไม่รู้สึกเหมือนว่าตัวเองอยู่กรุงเทพฯ เลย แม้ว่าออกจากบ้านขึ้นทางด่วนไปไม่กี่นาทีก็ถึงทองหล่อ แต่มันสุขสงบด้วยบรรยากาศ มีรถไฟผ่านหน้าบ้าน ตื่นเช้าก็ได้ยินเสียงนกร้อง ไก่ขัน กลางคืนฝนตกก็ได้ยินเสียงกบเขียดร้องระงมไปหมด คืนไหนโชคดีจะได้เห็นหิ่งห้อยบินโฉบบ้านไปมา ไม่เห็นการจราจรใดๆ ไม่เห็นรถยนต์ เห็นเพียงแค่ธรรมชาติและตัวเราเท่านั้น คนที่ไม่เคยมีก็อยากได้ อยากเป็น อยากมี แต่แท้จริงแล้วเมื่อคุณได้มันมา ชีวิตมันก็เท่านั้น ทุกอย่างมันเป็นแค่สิ่งที่สวยงามฉาบฉวย สุดท้ายแล้วคนเราก็ต้องกลับคืนสู่ธรรมชาติ

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

“เราอยากปลีกวิเวกออกไปอยู่ในป่าเลยด้วยซ้ำ แต่เรายังมีภาระหน้าที่ มีความจำเป็นที่ยังต้องอยู่ใกล้กรุงเทพฯ อยู่ เลยตีโจทย์ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯ แบบไหนจึงจะเป็นแบบที่เรามีความสุขตามอัตภาพที่เรามีได้ดีที่สุด คำตอบคือบ้านหลังนี้ ที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกหล่อหลอมจนกลายเป็นเส้นทางในการดำเนินชีวิตที่เราเลือกจะก้าวเดิน”

หลังที่ 3

บ้านดินทำมือแบบเรียบง่ายที่ซ่อนตัวอยู่กลางกรุงของ แพร-ฉัตรพร นิลธรรมชาติ แห่งแบรนด์ RE+PAIR

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

เดินหลบความจอแจความวุ่นวายของถนนรัชโยธินเข้ามาในซอยไม่กี่นาที เราก็พบกับบ้านเปื้อนดินสีเหลืองสดใสของ แพร-ฉัตรพร นิลธรรมชาติ แห่งแบรนด์ RE+PAIR

บ้านดินทำมือสองชั้นหลังนี้เป็นทั้งที่นอน ที่ทำงาน และที่ใช้ชีวิต ข้างๆ คือแปลงปลูกผักสวนครัว ถัดไปหน่อยเป็นฟาร์มไส้เดือนที่ย่อส่วนให้เหลือแค่กล่องซ้อนกันไม่กี่ชั้น ในพื้นที่ไม่กี่ตารางวานี้คือชีวิตของเธอคนนี้

ส่วนเธออยากอยู่อย่างไร ชีวิตต้องการอะไร คือสิ่งที่เราได้คุยกับเธอ

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

Building dream house

“เราเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่อยู่ในเมืองมาตลอดชีวิต จนกระทั่งได้ไปเรียนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้พบรูปแบบการใช้ชีวิตและวัฒนธรรมที่เราไม่เคยเห็น สิ่งเหล่านั้นค่อยๆ เปลี่ยนตัวตนของเราไปทีละน้อยจนกลายเป็นตัวเราอย่างทุกวันนี้ จากกินข้าวตามร้านที่สยาม เมื่อมาอยู่เชียงใหม่ เวลาพักเที่ยงเพียงชั่วโมงเดียวก็นานพอที่เราจะไปซื้อส้มตำหลังมหาวิทยาลัย แล้วขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นไปกินริมน้ำตกห้วยแก้ว กินเสร็จก็กลับลงมาเข้าเรียนได้อย่างสบายๆ ไปเรียนไม่ต้องโหนรถไฟฟ้าฝ่ารถติดไปนะ แค่เดินหรือขี่จักรยานไปก็ถึงแล้ว ชีวิตมันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จนกระทั่งเรียนจบเราก็ต้องกลับลงมาใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ เริ่มหางานประจำทำ และปรับตัวเรื่องการใช้ชีวิตอีกรอบ (หัวเราะ) ที่เชียงใหม่เราแทบจะไม่ดูเวลา อยากไปไหนก็ไปได้ ชีวิตมีทางเลือกมากมาย กลับมาอยู่กรุงเทพฯ เราเป็นตัวเองแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งเราต้องเป็นไปตามสังคมที่ตีกรอบให้เราทำ

“เราเริ่มทำแบรนด์ซึ่งต่อยอดมาจากวิทยานิพนธ์ เป็นการนำขยะมารีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ ตอนนั้นถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ได้ส่งออกนอก ได้ไปจัดนิทรรศการที่ต่างประเทศ ช่วงนั้นเราฟู่ฟ่ามากเพราะหาเงินได้เยอะ แต่งตัวเป็นนักออกแบบเท่ๆ มีสื่อมวลชนให้ความสนใจ จนถึงจุดหนึ่งเราได้รับออร์เดอร์มา 3,000 ชิ้น แต่เรารู้สึกว่าเราทำไม่ได้ มันไม่ใช่ตัวตนของเราอีกต่อไปแล้ว เราเริ่มซื้อขวดมาทำ เราไม่ได้ใช้ขยะในการทำผลิตภัณฑ์ของเราอีกแล้ว มันไม่ใช่คอนเซปต์เดิมที่เราเคยคิดไว้ คำว่า Eco ที่แปะไว้บนของๆ เรามันเป็นแค่การตลาดแล้วนี่หว่า เรากลายเป็นคนที่ทำของขายเพื่อเงินแล้วนำเงินไปแลกของที่เราอยากได้ เราเลยกลับมาตั้งต้นคิดว่าแล้วถ้าไม่มีเงินล่ะ เราจะอยู่อย่างไร

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

“เราจึงไปเข้าคอร์สสอนการใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตัวเองของพี่โจน จันได ชื่อคอร์สเอาจริง! ข้างล่างเขียนว่าอยู่ได้โดยไม่ใช้เงิน ตอนนั้นเราคิดเลยว่า แม่ง จะบ้าหรอวะ จะอยู่ได้อย่างไรโดยไม่ใช้เงิน แต่ตลอด 21 วันในคอร์สนี้แหละที่เปลี่ยนชีวิตเราอีกครั้ง ชีวิตคนเราต้องการแค่ปัจจัยสี่ อาหารเราก็ปลูกกินเอง ยารักษาโรคคือสมุนไพร เสื้อผ้าเราไม่ต้องซื้อเพิ่มถ้าไม่จำเป็น เพราะเราก็ตัวเท่าเดิม และสิ่งที่ใหญ่ที่สุดคือบ้าน คนเราเก็บเงินทั้งชีวิตเพราะอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง เขาเลยมาสอนการทำบ้านด้วยดินและสองมือ”

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

Happiness is all around

“บ้านที่เราอยู่มาตั้งแต่เด็กสะท้อนบุคลิกและตัวตนของแม่เรา ซึ่งไม่ชอบสวน ไม่ชอบดิน เพราะดูแลลำบาก มันเลยเป็นบ้านที่ไม่ค่อยมีตัวตนของเราอยู่เลย ที่ผ่านมาเราคิดมาโดยตลอดว่าสุดท้ายเราต้องไปอยู่เชียงใหม่ เพราะตัวตนของเรามาจากที่นั่น สังคมเราก็อยู่ที่นั่น เรามองเห็นแต่ข้อจำกัดที่ทำให้เราอยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้ จนหลังจาก 21 วันในคอร์สเอาจริง! เรากลับมาถึงกรุงเทพฯ และคิดว่าต้องสร้างเลย บ้านดินที่สร้างจากสองมือเราเอง ไม่อย่างนั้นไม่ได้อยู่สักที พอเราประกาศว่าเราจะเริ่มทำบ้านดินในกรุงเทพฯ เพื่อนๆ ที่ไปเรียนในคอร์สนี้ด้วยกันจึงสนใจ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนกรุงเทพฯ ทั้งนั้น  บ้านหลังนี้ก็เลยเป็นพื้นที่ทดลองของทุกคน เราว่ามันเป็นบ้านดินที่โคตรไม่เนี้ยบที่สุดแล้วในประเทศไทย (หัวเราะ)

“ถ้าจะเรียกว่าบ้านดินที่หลังนี้เป็นบ้านในฝันได้หรือเปล่า ณ เวลานี้ก็คงได้นะ เพราะจริงๆ แล้วความฝันของเรามันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่มันก็สะท้อนบุคลิกและตัวตนของเราออกมาได้ทั้งหมด เราสร้างมันขึ้นมาเองด้วยสองมือ ออกแบบเอง ทำเองทุกอย่าง คนเรามันไม่รู้จักพอ อยากได้อยากมีไปเรื่อย ตัวเราเองก็พยายามที่จะพออยู่เหมือนกัน รู้สึกว่าตอนนี้เราตัดกิเลสไปได้เยอะพอสมควรจากแต่ก่อน เพราะพอเรามาวิถีนี้ รายได้เราน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก เราเลยคิดว่าถ้าเรารายได้น้อยลง เราก็ต้องตัดรายจ่าย เราก็ต้องตัดความอยากทิ้งเสีย พูดง่ายๆ ก็คือปรับตัวให้เข้ากับความเป็นไปได้

“เราเคยอ้างว่าชีวิตในแบบของเรา บ้านในฝันของเราต้องอยู่ที่เชียงใหม่ แต่จริงๆ แล้วถ้าเราหยุดอ้าง แล้วมองหาความเป็นไปได้ภายใต้ข้อกำจัด เราก็สามารถทำทุกที่ให้เป็นที่ในฝันของเราได้”

บ้านพิเศษ 3 หลังของคน 3 คนที่ตอกย้ำว่าชีวิตอยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น

ทุกคนล้วนมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตด้วยกันทั้งนั้น อย่าให้ความฝันในการสร้างความสุขจากการได้อยู่ในที่ๆ เราอยากอยู่ถูกจำกัดด้วยคำว่าเป็นไปไม่ได้

‘อยากอยู่แบบไหนได้อยู่แบบนั้น’ ด้วยบริการออกแบบตกแต่งภายในบ้านครบวงจร แบบไม่จำกัดสไตล์จาก SB Interior Team ที่พร้อมช่วยเหลือเรื่องการออกแบบ และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการ

ตั้งแต่การช่วยคิดคอนเซ็ปต์ดีไซน์ มองหาเฟอร์นิเจอร์ที่ใช่ ไปจนถึงการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของเรา สามารถติดต่อใช้บริการ SB Interior Team ได้ที่ SB Design Square ทุกสาขาใกล้บ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย  หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sbdesignsquare.com

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

แม่น้ำโขงมีความสำคัญในทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยสายน้ำขนาดมโหฬารที่ไหลผ่านถึง 6 ประเทศ เริ่มต้นจากเทือกเขาหิมาลัยในทิเบต ผ่านแผ่นดินจีนอันไพศาล ร้อยเรียง 5 ประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอย่างเมียนมา สปป. ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนจะไหลออกสู่ทะเลจีนใต้ สิริระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 5,000 กิโลเมตร

ประชากรมากกว่า 60 ล้านชีวิต พึ่งพาแม่น้ำโขงในฐานะแหล่งอาหาร พื้นที่ทำกิน และพื้นที่เกษตรกรรม สายน้ำแห่งนี้ยังเป็นแหล่งพันธุกรรมปลาที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุด อุดมไปด้วยสัตว์น้ำกว่า 1,300 สายพันธุ์ การประมง ตลอดลำน้ำโขง มอบปริมาณปลามากที่สุดเทียบกับลุ่มน้ำอื่น ๆ ทั่วโลก 

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน นับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์เชื่อมต่อสำคัญ ไม่เพียงต่อประเทศในอนุภูมิภาคฯ แต่รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาโครงข่ายถนน ราง เรือ เพื่อเดินทางและขนส่งสินค้า หลายสิบปีที่ผ่านมา ทรัพยากรมหาศาลรอบลำโขง ดึงดูดประเทศต่าง ๆ ให้เข้ามาร่วมลงทุนและพัฒนาพื้นที่นี้ ซึ่งไม่ใช่แค่การพัฒนาทางกายภาพอย่างเดียว แต่รวมไปถึงมิติด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนตามลุ่มน้ำ

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้มิติการพัฒนาลุ่มน้ำโขงยิ่งซับซ้อนและท้าทาย ท่ามกลางการหลั่งไหลเข้ามาของหลายชาติมหาอำนาจ ประเทศไทยในฐานะข้อต่อและประเทศสมาชิกที่สำคัญของอนุภูมิภาคฯ วางแผนจะเดินหน้าความร่วมมือไปทางไหน และจะมีบทบาทอย่างไรต่อการพัฒนากรอบความร่วมมือมิติต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคฯ ในอนาคต 

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

The Cloudได้รับเกียรติพูดคุยกับ ท่านทูตอรุณรุ่ง โพธิ์ทอง ฮัมฟรีย์ส เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ดูแลกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กลุ่มงานใหม่ล่าสุดแห่งกระทรวงการต่างประเทศ ที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินนโยบายการต่างประเทศเชิงรุก มีเป้าหมายสูงสุดในการดูแลผลประโยชน์ของไทย ไปพร้อมกับการสร้างการเติบโตให้อนุภูมิภาคฯ ของเรา เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

กรอบความร่วมมือที่ขับเคลื่อนการพัฒนา

ย้อนกลับไป 30 ปีก่อน เกิดกรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงขึ้นครั้งแรก ในชื่อ Greater Mekong Subregion หรือ GMS โดยการขับเคลื่อนของประเทศญี่ปุ่น มีธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank หรือ ADB) เป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาที่มีจุดมุ่งหมายทางเศรษฐกิจเป็นหลัก 

“ความร่วมมือในครั้งนั้นส่งผลให้เกิดระเบียงเศรษฐกิจที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น North – South Economic Corridor ที่เชื่อมโยงจีน สปป. ลาว ไทย ลงไปถึงมาเลเซียและสิงคโปร์ หรือ East – West Economic Corridor ที่เชื่อมเมียนมา ไทย สปป. ลาว กัมพูชา และเวียดนาม พูดง่าย ๆ คือ เชื่อมตั้งแต่มหาสมุทรอินเดียไปจนจรดมหาสมุทรแปซิฟิก 

“ผลที่ได้จากระเบียงเศรษฐกิจคือ ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเข้าด้วยกัน แต่ก่อนการคมนาคมไม่ได้สะดวกสบายเท่านี้ การเกิดขึ้นของ GMS ทำให้เกิดการพัฒนาสะพานข้ามแม่น้ำ ถนนทางหลวง ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินเรือในแม่น้ำ”

กรอบความร่วมมือของไทยกับนานาชาติ ที่จะนำลุ่มน้ำโขงไปสู่โลกใบใหม่หลังโควิด-1

หลังจากนั้น กรอบความร่วมมือมากมายในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงก็ทยอยเกิดขึ้น ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ เข้ามาลงทุนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้วยเม็ดเงินมหาศาล ไม่ใช่เพื่อแบ่งปันเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่เพื่อสร้างผลประโยชน์แก่ชาติของเขาเองด้วย โครงการต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่มีทรัพยากรแรงงานคุณภาพและค่าจ้างต่ำ รวมถึงเป็นฐานการส่งออกแก่ประเทศเหล่านั้นที่เข้ามาลงทุนนั่นเอง 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ปัจจุบัน กรอบความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้ง 6 กรอบ ในการดูแลของท่านทูตอรุณรุ่งฯ และกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง ซึ่งกำลังเร่งผลักดันอย่างแข็งขัน ประกอบไปด้วย

  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-คงคา (Mekong – Ganga Cooperation หรือ MGC) มีอินเดียเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
  • หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ (Mekong – U.S. Partnership หรือ MUSP) มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong – Lancang Cooperation หรือ MLC) มีจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก
  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี (Mekong – Republic of Korea Cooperation หรือ Mekong – ROK) มีสาธารณรัฐเกาหลีเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น (Mekong – Japan Cooperation หรือ MJ) มีญี่ปุ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก 
  • ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady – Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy หรือ ACMECS) กรอบความร่วมมือที่จัดตั้งขึ้นตามข้อริเริ่มของไทย

“กรอบความร่วมมือทั้งหกมีความสำคัญในแบบตัวเอง แม้จะมุ่งเน้นไปที่ภาพกว้างในการสร้างความเชื่อมโยง (Connectivity) เหมือนกัน แต่ประเทศผู้ขับเคลื่อนต่างก็มีศักยภาพในมิติที่แตกต่างกัน หน้าที่ของเราคือ วิเคราะห์ว่าจะใช้ประโยชน์สูงสุดจากกรอบความร่วมมือนั้น ๆ อย่างไร ให้ไทยและประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างสมประโยชน์ร่วมกัน”

กรอบความร่วมมือ ACMECS หัวใจของอนุภูมิภาค

ACMECS คือ กรอบความร่วมมือที่สำคัญที่สุด เพราะไม่เพียงประกอบไปด้วยสมาชิกทั้ง 5 ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังเป็นกรอบความร่วมมือที่ไทยเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ในช่วงที่ชาติมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาเดินหน้าเข้ามามีบทบาทในอนุภูมิภาคฯ เราเป็นผู้ผลักดันความร่วมมือนี้ให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมทั้งผลักดันแผนแม่บท ACMECS เพื่อผลประโยชน์ร่วมในทุกมิติของทั้ง 5 ประเทศสมาชิก 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

แผนแม่บท ACMECS มุ่งเน้นไปที่ 3 เป้าหมายหลัก คือ การเสริมสร้างความเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อในอนุภูมิภาคฯ (Seamless Connectivity) การสอดประสานด้านกฎระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเศรษฐกิจและการเคลื่อนย้ายของประชาชน (Synchronized ACMECS Economies) และการพัฒนาภูมิภาคอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม (Smart and Sustainable ACMECS)

“จุดประสงค์ของความร่วมมือในอนุภูมิภาคฯ คือ ผลกระโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มีการแบ่งสรรปันส่วนเท่าเทียมกันและการพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการลดช่วงว่างของประเทศสมาชิกทั้ง 5 เพราะแต่ละประเทศมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน ไทยให้ความช่วยเหลือเพื่อพัฒนาประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะเมื่อเพื่อนบ้านพึ่งพาตัวเองได้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศเราก็จะได้รับผลประโยชน์ด้วย เพราะมีพรมแดนติดกัน ทุกอย่างจึงเชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด แท้จริงแล้ว อนุภูมิภาคฯ นี้ ถือเป็นพื้นที่ที่สำคัญทางยุทธศาสตร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ท่านทูตอรุณรุ่งฯ อธิบายถึงโจทย์ใหญ่ที่สุดของความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในปัจจุบันคือ โลกหลังโควิด-19 ที่เราต้องเร่งทำการฟื้นฟูประเทศและอนุภูมิภาคฯ ในหลาย ๆ ด้าน (Post-COVID Recovery) โดยการฟื้นฟูนั้นจะต้องทำร่วมกันเป็นองคาพยพ โดยเฉพาะในมิติของประเทศเพื่อนบ้าน ที่เชื่อมต่อกันทั้งในแง่พรมแดน วัฒนธรรมประเพณี และผู้คน 

“ในสถานการณ์โควิด-19 หากยังมีประเทศใดไม่ได้รับวัคซีน การฟื้นฟูของโลกจากการแพร่ระบาดก็ยากที่จะยั่งยืน ทุก ๆ ประเทศในโลกต้องได้รับวัคซีนร่วมกัน เช่นเดียวกับการพัฒนาในอนุภูมิภาคนี้ เราไม่สามารถรอดหรือเฟื่องฟูไปคนเดียวได้ รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย ดังนั้น จุดมุ่งหมายของการสร้างความร่วมมือคือ เราต้องมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนไปด้วยกัน”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

โฉมหน้าของอนุภูมิภาคหลังโควิด-19

การผลักดันความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูอนุภูมิภาคฯ หลังโควิด-19 แบ่งเป็น 2 มิติใหญ่ ๆ คือ การฟื้นฟูด้านสาธารณสุข เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโรคอุบัติใหม่ในอนาคต และการฟื้นฟูเศรษฐกิจ

“โควิด-19 สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เพื่อฟื้นฟูสภาพระบบเศรษฐกิจและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ประเทศไทยได้นำ BCG Model หรือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมมาเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายและกรอบความร่วมมือต่าง ๆ” 

BCG Model มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจทั้ง 3 มิติไปพร้อมกัน คือ ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและการพัฒนาทรัพยากรชีวภาพเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เน้นการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่เน้นการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อม 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

เพื่อให้ต่อจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยและอนุภูมิภาคฯ สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล เยียวยาโลกของเรา ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของประเทศและภูมิภาคอื่น ๆ ในโลก

“อีกประเด็นที่สำคัญคือ การพาณิชย์ดิจิทัล ซึ่งช่วงโควิด-19 ภาคเอกชนและประชาชนจำนวนมาก เริ่มเปลี่ยนมาค้าขายทางดิจิทัลมากขึ้น ช่วงเวลาหลังการแพร่ระบาดจึงเป็นช่วงที่ควรเร่งรัด ผลักดันระบบที่ส่งเสริมการค้าดิจิทัล รวมถึงสร้างทักษะความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) ให้ประชาชนไทยและภูมิภาค”

“นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ดึงดูดการเข้ามาพัฒนาและลงทุนของหลายชาติจากทั่วโลก เราจึงต้องส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงาน (Reskill และ Upskill) ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ให้มีขอบเขตทักษะที่กว้างไกลขึ้น เพื่อในอนาคต อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงจะสามารถขยายจากการเป็นฐานผลิตส่วนประกอบรถยนต์เป็นหลัก ไปสู่การผลิตชิ้นส่วนสำคัญทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ อย่างเช่น เซมิคอนดักเตอร์ชิป (Semiconductor Chips) ได้ด้วย และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ปัจจุบัน ประเทศสมาชิกทั้ง 5 คือ เมียนมา สปป. ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ต่างมีความมุ่งมั่นร่วมกันในการฟื้นฟูและพัฒนาอนุภูมิภาคฯ ในมิติต่าง ๆ หลังโควิด-19 เพื่อให้เรากลับมาเป็นที่จับตาต้องใจการลงทุนจากประเทศนอกอนุภูมิภาคฯ โดยประเทศไทย ในเชิงของภูมิรัฐศาสตร์และการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ผ่านมา ถือเป็นข้อต่อสำคัญที่ขาดไม่ได้ในทุก ๆ เรื่อง หากขาดไทยไป อนุภูมิภาคฯ ก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้เช่นแต่ก่อนเช่นกัน

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อผลประโยชน์ทวีคูณ

อย่างที่ท่านทูตอรุณรุ่งฯ เล่าไปข้างต้น แต่ละกรอบความร่วมมือล้วนมีศักยภาพที่จะนำไปสู่การพัฒนา เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ประชาชนตลอดลุ่มน้ำโขง ตามนโยบายของแต่ละประเทศผู้ขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือ ว่าจะโฟกัสหรือให้น้ำหนักไปที่ประเด็นใด

“อย่างประเทศญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) ของสหประชาชาติ และการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการผลักดันเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้กรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น จึงเน้นไปที่วิสัยทัศน์การพัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ 

“ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นถอดบทเรียนให้ความรู้ประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในการรีไซเคิลรถยนต์ทั้งคัน และในอนาคต ญี่ปุ่นน่าจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยเราส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงานให้มีประสิทธิภาพเพื่อรับกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต” 

ขณะที่ความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-คงคา ที่อินเดียเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก จะเน้นไปทางมิติวัฒนธรรม เพราะประเทศต่าง ๆ ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่างได้รับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมมาจากฮินดู พราหมณ์ รวมถึงพุทธศาสนาที่มีต้นกำเนิดจากอินเดีย และที่สำคัญ มิติทางวัฒนธรรมยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของนโยบายต่างประเทศ Act East ของอินเดียอีกด้วย

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“หุ้นส่วนลุ่มน้ำโขง-สหรัฐฯ มีการยกระดับความร่วมมือในหลายด้าน ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรธรรมชาติข้ามพรมแดน อาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงทางไซเบอร์ ไปจนถึงการปราบปรามการค้ามนุษย์ ยาเสพติด และสัตว์ป่า แต่มิติที่กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงของเรามองว่าน่าสนใจมาก และกรอบความร่วมมืออื่น ๆ ยังไม่เคยพูดถึง คือการที่สหรัฐอเมริกาหยิบยกประเด็นการส่งเสริมศักยภาพของสตรี ซึ่งในปัจจุบัน เน้นไปที่กลุ่มสตรีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้สามารถเป็นกำลังเข้มแข็งของครอบครัวในการสร้างรายได้จุนเจือ และเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับฐานรากหลังโควิด-19”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

ท่านทูตอรุณรุ่งฯ เอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า “แม้ปัจจุบันอนุภูมิภาคฯ ของเราจะได้รับความช่วยเหลือจากหลายประเทศมหาอำนาจในเรื่องการบริจาควัคซีนต้านโควิด-19 แต่จะเป็นไปได้ไหม ที่เราจะสร้างฐานการผลิตวัคซีนที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในอนาคต

“จากวิสัยทัศน์ของสาธารณรัฐเกาหลี ที่ต้องการเป็นประเทศผู้ผลิตวัคซีนของโลก เรามองว่า ในเมื่อเขาเชี่ยวชาญแนวทางออกแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) อนุภูมิภาคฯ ของเราที่พร้อมด้วยทรัพยากร สามารถจับมือกับสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเป็นแหล่งผลิตวัคซีนที่พึ่งพาตัวเองได้ เพราะตอนนี้มีแนวโน้มว่าโรคโควิด-19 อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่นที่คงอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเรา และต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นทุกปีต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถผลิตวัคซีนเองได้ ก็จะเป็นการดีในการพึ่งพาอนุภูมิภาคตัวเอง

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“นี่คือหน้าที่ของกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง และกระทรวงการต่างประเทศ ในการวิเคราะห์และชี้เป้าว่าแต่ละกรอบความร่วมมือที่เราดูแล มีช่องทางหรือมิติใดที่จะเสริมสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้ไทย ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศผู้ขับเคลื่อนนอกอนุภูมิภาคฯ ได้บ้าง ให้ทุกคนได้ผลประโยชน์เท่าทวีคูณ”

กรอบความร่วมมือ MLC เด็กอัจฉริยะ

กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง หรือ MLC ที่มีจีนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก แม้จะเพิ่งก่อตั้งขึ้นเพียง 5 ปี แต่มีความก้าวหน้ามาก ท่านทูตอรุณรุ่งฯ จึงให้ฉายากรอบความร่วมมือนี้ว่าเป็น ‘เด็กอัจฉริยะ’ เพราะได้สนับสนุนเงินจากกองทุนพิเศษในการวิจัยโครงการต่าง ๆ ไปแล้วหลายร้อยโครงการ

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19
กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“หนึ่งในโครงการที่น่าจับตามอง โดยกระทรวงพาณิชย์ ประเทศไทย ซึ่งจีนอนุมัติให้เงินทุนช่วยเหลือไปเมื่อสองปีที่แล้ว คือ โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษข้ามพรมแดนที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อเป็นประตูการค้าชายแดน เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจเข้ากับบ่อเต็นของ สปป. ลาว และบ่อหานของจีน นับเป็นโครงการที่ดีที่จะส่งเสริมเรื่องการค้า การลงทุนข้ามพรมแดน และการสร้างงานมหาศาล

“ซึ่งในที่สุด จะต้องมีการนำระบบดิจิทัลและนวัตกรรม เข้ามาส่งเสริมการค้าและการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระทรวงการต่างประเทศจึงไปหารือกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สอวช. เกิดการจัดตั้งระเบียงนวัตกรรม (Innovation Corridor) เพื่อวิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการที่ทันสมัยในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเราจะนำทรัพยากรชีวภาพมาแปรรูป เพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ และส่งออก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยด้วย BCG Model”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

นอกจากประเทศจีนแล้ว สาธารณรัฐเกาหลีก็ให้การสนับสนุนเงินในลักษณะกองทุน เพื่อดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเช่นกัน อย่างโครงการถอดบทเรียนการบริหารจัดการโรคโควิด-19 กับแรงงานต่างด้าว โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโครงการส่งเสริมความเข้าใจการบริหารจัดการน้ำของชุมชนที่ยั่งยืน โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสาธารณรัฐเกาหลี

“โครงการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดเล็กหรือใหญ่ ปลายทางคือ ผลประโยชน์สู่ประชาชน แต่หลายคนอาจไม่รู้ เพราะเป็นโครงการที่เสนอผ่านหน่วยงาน กว่าจะออกดอกผล ก็เป็นตอนที่หน่วยงานต่าง ๆ เอาผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการไปปฏิบัติแล้ว ไม่ได้เห็นผลรวดเร็วทันใจ เพราะต้องใช้เวลาในการศึกษาดำเนินการ”

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นที่ถูกจับตา คือเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นความร่วมมือหลักของหลายกรอบความร่วมมือ รวมถึง MLC เช่นกัน โดยบางฝ่ายเห็นว่า สืบเนื่องจากมีการสร้างเขื่อนจำนวนมากบนแม่น้ำล้านช้าง ต้นน้ำของแม่น้ำโขง ทำให้ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำและระบบนิเวศของทั้งลุ่มน้ำโขงตอนปลายซึ่งไหลผ่าน 5 ประเทศ ในอนุภูมิภาคฯ ซึ่งบางฝ่ายก็เห็นว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำโขงและระบบนิเวศ เช่น ปัญหาโลกร้อน

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“เราผลักดันให้เกิดการทำงานร่วมกันของกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง และคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission หรือ MRC) ต่อยอดจากที่จีนให้ข้อมูลระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อนจิ่งหงตลอดทั้งปี เพื่อส่งเสริมการจัดการและพัฒนาลุ่มน้ำโขงอย่างยั่งยืนและไม่หยุดนิ่ง”

“ฝ่ายจีนก็มีฐานข้อมูลด้านอุทกศาสตร์ของตัวเอง ที่บางครั้งอาจไม่สอดคล้องกับข้อมูลที่ไทยหรือ MRC มี ในปัจจุบัน จีน, MLC และ MRC จึงมีความร่วมมือใกล้ชิดกันมากขึ้น มีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลอุทกศาสตร์ รวมถึงความเป็นไปได้ในทำการศึกษาการบริหารจัดการตะกอนของแม่น้ำโขง เมื่อทุกส่วนทำงานโดยอ้างอิงข้อมูลชุดเดียวกัน ต่อไปเมื่อพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระดับน้ำหรือระบบนิเวศ ทุกฝ่ายจะได้เข้าใจตรงกันและหาหนทางแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาปัญหาที่สร้างสรรค์และตอบโจทย์ประชาชน นับเป็นพัฒนาการความร่วมมือที่ดี

“การที่แต่ละประเทศมีข้อมูลชุดเดียวกัน ความเข้าใจตรงกัน ในที่สุดก็จะถ่ายทอดไปสู่ความร่วมมือที่มันตรงเป้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเตือนน้ำท่วม น้ำแล้ง เมื่อไหร่ อย่างไร ผู้ได้รับผลประโยชน์ก็คือ ประชาชนทั้งสองฝั่งโขงนั่นเอง”

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

เติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สมัยก่อนกรอบความร่วมมืออาจถูกผลักดันโดยการทูตเชิงเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) แต่ปัจจุบันมีศาสตร์ทางการทูตมากมายเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) การทูตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Diplomacy) ไปจนถึงการทูตว่าด้วยเรื่องน้ำ (Water Diplomacy) 

กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงแห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับภารกิจสร้างความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูลุ่มน้ำโขงหลังโควิด-19

“อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทูตเพื่อประชาชน (People Diplomacy) ประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหล่อหลอมผูกพันกับสายน้ำ ทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณ ดังนั้น การขับเคลื่อนด้วยประชาชนคือ รูปแบบที่งอกงามที่สุดและยั่งยืน ซึ่งการพัฒนาและการเจริญเติบโตของอนุภูมิภาคฯ ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องอาศัยศาสตร์ของการทูตที่หลากหลายมาหลอมรวมกันเป็นองคาพยพ

“ปลายทางของทุกกรอบความร่วมมือคือผลประโยชน์ร่วมกัน ‘จับมือให้อุ่น’ คือสโลแกนในการดำเนินงานของกลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขงและกระทรวงการต่างประเทศ แต่ละประเทศมีจุดแข็งของเขา นำจุดแข็งมารวมกัน ยิ่งส่งเสริมผลลัพธ์เชิงบวกเป็นเท่าทวี

“ประเทศไทยดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกที่ต้องการให้ทุกประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน และตอบโจทย์นโยบายต่างประเทศไทย 5S หรือ 5 มี คือ มีความมั่นคง (Security), มีความมั่งคั่งและยั่งยืน (Sustainability), มีมาตรฐานสากล (Standard), มีสถานะและเกียรติภูมิ (Status) และมีพลัง (Synergy)” ท่านทูตอรุณรุ่งฯ กล่าวทิ้งท้าย

ภาพ : กลุ่มงานความร่วมมือลุ่มน้ำโขง กระทรวงการต่างประเทศ

Writer

มิ่งขวัญ รัตนคช

อดีต Urban Designer ผู้รักการเดินทางสำรวจโลกกว้าง สนใจงานออกแบบเชิงพฤติกรรมมนุษย์ และยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เชื่อว่าทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากน้ำหยดเล็กที่ไหลมารวมกัน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load