21 พฤษภาคม 2561
12 K
วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2018
เวลา 20.30 น. โดยประมาณ ตามเวลาประเทศไทย
ที่ วินด์เซอร์ สหราชอาณาจักร

Royal Wedding

รถม้าพระที่นั่งวิ่งนำขบวนผ่านใจกลางเมืองวินด์เซอร์หลังเสร็จพิธีทางศาสนา

เราได้แต่ยิ้มตามไปพร้อมๆ กับอีกร้อยล้านคนทั่วโลกที่เฝ้าชมภาพถ่ายทอดสดพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายแฮร์รี่ พระราชนัดดาในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และพระโอรสพระองค์เล็กในเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ กับ เมแกน มาร์เคิล นักแสดงฮอลลีวูด

ภาพบรรยากาศอันชื่นมื่นไม่ต่างจากหน้าสุดท้ายของเทพนิยายที่เราคุ้นเคย ต่างก็แต่เพียง เจ้าชายในยุคนี้เขาไม่เคียงคู่กับเจ้าหญิงกันแล้ว

7 วันก่อนหน้า
ที่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ทันทีที่รู้ว่ามีช่างภาพไทยคนหนึ่งตั้งใจออกเดินทางไปเก็บภาพงานพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล ถึงประเทศอังกฤษ เราก็นัดหมาย โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี เพื่อชวนคุยถึงที่มาที่ไป รวมถึงเบื้องหลังการเตรียมตัวก่อนเข้าร่วมพิธีสำคัญนี้

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

หลายปีก่อน โอ๊ตเป็นช่างภาพเพียงไม่กี่คนบนโลก และเป็นช่างภาพไทยเพียงคนเดียวที่เป็นเจ้าของชุดภาพงานพิธีเสกสมรสเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เมื่อปี ค.ศ. 2011 ที่สมบูรณ์ที่สุด ผสมรวมกับความตั้งใจและสายตาที่ไวต่อการจับอารมณ์และความรู้สึกทำให้เขาเป็นช่างภาพที่คู่บ่าวสาวและบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งไทยและเทศไว้วางใจที่สุดคนหนึ่ง

รางวัลและชื่อเสียงของการเป็นช่างภาพระดับโลกไม่ใช่สิ่งที่ทำให้โอ๊ตนำติดตัวไปร่วมงานสำคัญนี้ด้วย แต่เลือกที่จะไปอย่างช่างภาพคนหนึ่งที่เชื่อในคุณค่าของภาพประวัติศาสตร์

ก่อนออกเดินทาง โอ๊ตยอมรับกับเราว่าเขาไม่มั่นใจว่าจะได้รูปอย่างที่ตั้งใจหรือเปล่า แต่จากแววตาในตลอดการสนทนา โอ๊ตทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่าภาพจากพิธีเสกสมรสของรัชทายาทลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์อังกฤษชุดนี้มีความหมายและเต็มไปด้วยความรู้สึกยินดีมากแค่ไหน

We keep this love in a photograph…

“…We made these memories for ourselves”

โอ๊ตบอกว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่พยายามพาตัวเองไปอยู่ในเหตุการณ์สำคัญๆ เพียงเพื่ออยากเป็นคนหนึ่งที่บันทึกภาพประวัติศาสตร​์

เพราะรู้ว่าไม่ใช่ภาพที่จะถ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เป็นเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

“ผมได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสตามเสด็จฯ เพื่อถวายงานฉายพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพฯ ครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ปี และ 3 ปีต่อมาก็ได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็รู้สึกอย่างลึกซึ้งกับคุณค่าของภาพที่ผมถ่าย” โอ๊ตเล่าถึงครั้งหนึ่งที่เคยเป็นช่างภาพในสำนักพระราชวัง ได้รับโอกาสสำคัญในการบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศ เช่น พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในรัชกาลที่ 9

และครั้งนี้ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก เพราะไม่มีราชวงศ์ไหนในโลกที่มีพิธีภิเษกสมรสยิ่งใหญ่เท่าราชวงศ์อังกฤษ และถ้าหากพลาดจากงานนี้อาจจะต้องรออีกหลายสิบปีถึงจะเป็นงานของเจ้าชายจอร์จ

“เมื่อทราบข่าวพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล เราก็คุยกันกับแฟนว่าเราอยากจะเก็บภาพเหตุการณ์นี้ให้ครบทั้งสองพระองค์ ก็เลยตัดสินใจซื้อตั๋วไป เราไม่รู้หรอกว่าจะได้รูปหรือเปล่า แต่เรารู้ว่าเราได้ทำแล้ว ดีกว่าเรานั่งดูถ่ายทอดสดอยู่ที่บ้านแล้วนั่งเสียดายว่าทำไมเราไม่มา”

The Royal Wedding 2011 

Prince William and Catherine Middleton

ที่มาที่ไปมา

นับจากพิธีเสกสมรสของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ เมื่อปี ค.ศ. 1981 งานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็คือ พิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เมื่อปี ค.ศ. 2011

เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โอ๊ตเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษพอดีและรับถ่ายภาพงานแต่งอยู่แล้ว ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ควรพลาดงานสำคัญ จึงตัดสินใจวางแผนทุกอย่างด้วยตัวเอง ทำโดยไม่ต้องมีใครมอบหมาย โอ๊ตเริ่มจากหาข้อมูลพิธีจากบทความและข่าว เดินสำรวจเส้นทาง ก่อนจะหาตำแหน่งจุดที่ยืน คิดถึงภาพและจำนวนช็อตที่ต้องการจะถ่าย โดยไม่ได้คาดหวังว่ารูปจะออกมาลักษณะไหน เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในเวลานั้น

จุดยืน

โอ๊ตเล่าย้อนเหตุการณ์เบื้องหลังชุดภาพประวัติศาสตร์ครั้งที่เขาได้เก็บภาพพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ให้ฟังว่า เขาเริ่มจากเลือกประจำการอยู่บริเวณเยื้องๆ กับหอคอยเอลิซาเบธ (บิ๊กเบน) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะได้เห็นทั้งรถพระที่นั่งของเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รี่ พระอนุชา เสด็จฯ ออกจากพระราชวังไปยังโบสถ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ และรถม้าพระที่นั่งวิ่งออกจากโบสถ์ไปยังพระราชวังบักกิงแฮม

Royal Wedding

โดยหลังจากที่โอ๊ตได้ช็อตรถพระที่นั่งไปโบสถ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ เขาก็ใช้เวลาช่วงที่รอพิธีการด้านในเก็บภาพบรรยากาศโดยรอบ แต่ด้วยตำแหน่งที่อยู่ทำให้เขาขยับเคลื่อนย้ายไปไหนไม่ได้มาก ก่อนจะได้ภาพเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ประทับบนรถม้าพระที่นั่ง

Royal Wedding

“จังหวะนี้โชคดีสุดๆ ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดียังไง คือตลอดทางที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ผ่านมาพระองค์ไม่ได้หันพระพักตร์มาทางนี้เลย เราก็ได้แต่ภาวนา และจังหวะที่รถเคลื่อนมาอยู่ตรงหน้าเรา ทั้งสองพระองค์ก็หันพระพักตร์มาพอดี ยิ่งเมื่อรวมกับองค์ประกอบของรูปในตอนนั้นซึ่งดีมากๆ เพราะมีทั้งทหารอยู่ข้างหน้า บรรยากาศของผู้คน รวมถึงการพลิ้วไหวของธงชาติที่โบกพัดเข้ารับกันพอดี” โอ๊ตเล่าพร้อมเปิดภาพเหตุการณ์วันนั้นให้เราดูอีกครั้ง ซึ่งนอกจากช็อตภาพที่คิดไว้ในใจแล้ว โอ๊ตยังได้ภาพของคนสำคัญในพระราชพิธีครบถ้วน ทั้งสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พร้อมเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ เจ้าชายชาร์ลส์พร้อมคามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ และเจ้าชายแฮร์รี่

เราไม่ได้กระโดดเดี่ยวอยู่คนเดียว อยู่คนเดียว

แม้จะฟังดูคล้ายทุกอย่างเป็นใจให้โอ๊ตทั้งหมด แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างง่ายดาย

ช่วงจังหวะที่โอ๊ตเดินย้ายจากจุดเดิมไปพระราชวังพร้อมกันกับคนกว่าแสนคนที่อยู่ตรงนั้น กว่าจะถึงพระราชวังก็สายเสียแล้ว ผู้คนหลั่งไหลกันจับจองพื้นที่ด้านหน้าเต็มอัตรา ทำให้จุดที่เขาอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ภาพช็อตสำคัญ

สิ่งที่โอ๊ตทำก็คือ เขาตัดสินใจกระโดดลงไปในบ่อน้ำพุเพื่อถ่ายภาพช็อตสุดท้ายที่ตั้งใจ

Royal Wedding

“ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ แล้วก็กระโดดนะ เราก็คิดก่อนนะว่าจะทำยังไงดี มันคือโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น สถานการณ์ตอนนั้นคือข้างๆ เป็นเสาไฟที่มีฝรั่งคนหนึ่งปีนขึ้นไปแล้วโทรศัพท์หาแม่เขา พร้อมตะโกนลงมาท่ามกลางคนกว่าแสนคนว่า ‘Everyone says hello to my mom.’ ทุกคนก็ส่งเสียง ‘เฮ!!’ ดังมาก เราก็คิดเลยว่าถ้าเราจะทำอะไรสักอย่างแล้วตำรวจวิ่งเข้ามาจับ ตำรวจจะจับผู้ชายบนเสาไฟก่อน ตอนนั้นมีสตินะ หยิบโทรศัพท์ใส่กระเป๋าไว้แล้วกระโดด ตู้ม! ลงไปในสระน้ำ แล้วปีนขึ้นตามสเต็ปของบ่อน้ำพุ ซึ่งช็อตที่ได้มาจริงๆ ไม่ใช่ช็อตที่ทั้งสองพระองค์จูบครั้งแรกเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ตอนนั้นเราใจเสียเลยเพราะไม่ทันช็อตนี้ กระโดดลงน้ำมาแล้วด้วย ที่จำได้คือตาเราไม่ยอมออกจาก View finder เลย ทุกคนก็ตะโกน ‘Kiss again, kiss again’ ในที่สุดก็ได้ภาพประวัติศาสตร์นั้นมา

Royal Wedding

“เมื่อเหตุการณ์จบลง ช่วงที่เราปีนออกมาจากน้ำพุก็มีคนเดินเข้ามาหาเรา เขาก็ถามว่าเราถ่ายภาพไปเพื่ออะไร ถ่ายให้ใครหรือเปล่า อาจจะเพราะหน้าตาเราดูเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ตอนนั้นคิดในใจว่าต่อให้เป็นตำรวจมาจับเราก็ยอม จะปรับอะไรก็ได้ แต่ขอว่าอย่าลบรูปผม” โอ๊ตบอกว่าการตัดสินใจครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตของเขา เพราะนอกจากจะได้รูปที่สมบูรณ์อย่างที่ตั้งใจ เขายังเป็นช่างภาพเพียงไม่กี่คนในโลกและเป็นเพียงคนเดียวในไทยที่เป็นเจ้าของชุดภาพประวัติศาสตร์นี้

โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ Royal Wedding

The Royal Wedding 2018

Prince Harry and Meghan Markle

I Will

คุณอาจจะสงสัยเหมือนกันกับเราว่า ด้วยชื่อเสียงช่างภาพระดับโลกที่ได้รับความไว้วางใจจากบ่าวสาวบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งไทยและเทศ รวมถึงรางวัลภาพถ่ายจากสมาคมช่างภาพงานแต่งของโลก อะไรทำให้โอ๊ตตัดสินใจใช้แผนการเดิม เดินทางไปเก็บภาพงานพระราชพิธีเสกสมรสประหนึ่งช่างภาพธรรมดาๆ คนหนึ่ง

“เพราะมันยืดหยุ่นกว่ากันเยอะเลย แทนที่จะทำเรื่องขอเข้าไปถ่ายแบบทางการที่จะต้องอยู่ประจำจุดที่อนุญาต ซึ่งขยับย้ายไปไหนมาไหนอย่างที่อยากทำไม่ได้ เราก็เลยไปอย่างเงียบๆ เพราะอยากได้ภาพบรรยากาศในอีกมุมที่มีชีวิตชีวามากกว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ เพราะรูปภาพชุดนี้คงไม่ได้ทำให้ผมโด่งดังขึ้นในการเป็นช่างภาพงานแต่ง ไม่เลย ไม่เกี่ยวกัน ผมแค่เป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับงานประวัติศาสตร์ อย่างน้อยคนจะรู้ว่ามีคนไทยมีภาพชุดนี้เหมือนกัน” โอ๊ตตอบพร้อมย้ำว่าเขาวางแผนเตรียมตัวดีกว่าเก่า ซึ่งอันดับแรกก็คือการเตรียมตัวเรื่องอุปกรณ์

“คราวนี้เราเตรียมกล้องไป 2 ตัว ใช้เลนส์เทเลให้ซูมได้ไกลขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Canon เมื่อมีกล้องที่เหมือนถ่ายบอล ก็ต้องเตรียมชุดเหมือนถ่ายบอลไปด้วย เตรียมขาตั้งกล้องแบบขาเดียว และซ้อมแบกกล้อง จากนั้นวางโปรแกรมเส้นทาง ตอนแรกตั้งใจจะเช่าบ้านที่วินด์เซอร์เพื่อสะดวกในการเดินทางและเก็บของ แต่เห็นราคาบ้านเช่าที่เป็นแสนก็เลยล้มแผนนี้ไป แล้วใช้วิธีเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งที่พักใกล้สุดในราคาที่รับได้คือเดิน 30 นาทีจากสถานีรถไฟ สำหรับเส้นทางพิธีในวันงานนั้นก็ยาวใช้ได้ เราก็ต้องไปดูสถานที่จริงเพื่อสำรวจก่อนว่าจะอยากได้ฉากพื้นหลังแบบไหน จุดที่ยืนอยู่จะย้ายไปอีกจุดได้ขนาดไหน”

I Do, I Do

“รอบนี้บอกเลยว่ายากกว่ารอบที่แล้วมากๆ เพราะสถานที่ที่วินด์เซอร์แคบกว่าที่ลอนดอนมาก

การเดินทางจำกัด สิ่งที่เจอหน้างาน ความไม่แน่นอนของทุกอย่าง เรามาสำรวจเส้นทางวางแผนล่วงหน้า 3 วันก่อนวันงาน รวมวันนี้ที่ถ่ายจริงแล้วเป็น 4 วัน ซึ่งเราเปลี่ยนแผนกันทุกวันจนวินาทีสุดท้าย ถึงเลือกตำแหน่งที่เราจะไปถ่ายรูป ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ Victoria Barracks เป็นจุดที่ขบวนสวนสนามออกไปรับเจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกนที่พระราชวังวินด์เซอร์ เลือกจุดนี้เพราะคิดว่าน่าจะได้ภาพที่เล่าเรื่องของการออกไปรับและกลับเข้ามาพระราชวัง”

Royal Wedding Royal Wedding Royal Wedding

โอ๊ตเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า การเก็บภาพพิธีเสกสมรสครั้งนี้มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ทำให้การทำงานค่อนข้างจำกัดกว่าคราวที่แล้วมาก และมีปัญหาที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอยู่ตลอด เช่น การเป็นคนไทยที่เมื่อเทียบความสูงกับคนส่วนใหญ่ในบริเวณนั้นแล้วแพ้ราบคาบ ยิ่งเจอกับโทรศัพท์มือถือ ไม้เซลฟี่ คนโบกธง โอ๊ตเลยตัดสินใจหนึ่งวันก่อนวันงานซื้อเก้าอี้พับตัวหนึ่งเพื่อแก้ปัญหานี้

“สำคัญที่สุดคือ จังหวะของขบวนรถม้าพระที่นั่งเสด็จฯ มานั้นเร็วมาก ประกอบกับขบวนมีลักษณะเกาะกลุ่มกัน ระยะห่างของทหารม้านำขบวนและรถม้าพระที่นั่งอยู่ติดกันมาก ทำให้เราไม่เห็นว่าพระองค์เสด็จฯ มาแล้วหรือยัง รู้ตัวอีกทีคือ รถพระที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราแล้ว จังหวะที่ยกกล้องขึ้นมา ทั้งสองพระองค์หันพระพักตร์ไปอีกด้าน เราก็ยิ่งลุ้นเข้าไปใหญ่ โชคดีที่พระองค์มาพอดี วินาทีนั้นเรากดชัตเตอร์รัว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เรามีเวลาแค่ 4 วินาทีสำหรับภาพช็อตนี้”

Royal Wedding

“สำหรับเรา เราพอใจมากนะ การรอคอย 8 ชั่วโมงเพื่อ 4 วินาทีนี้ที่คุ้มค่ามาก เราดีใจที่เป็นคนหนึ่งที่มีภาพพิธีเสกสมรสของทั้งสองรัชทายาทแห่งราชวงศ์อังกฤษ”

Royal Wedding Royal Wedding สวนสาธารณะ

สวนสาธารณะ

“สิ่งที่ประทับใจ เรื่องแรกคือ คนที่อยู่รอบๆ เรานั่งรถไฟเที่ยวแรกจากที่พักมาถึงที่นี่ 6 โมงเช้า สิ่งที่พบก็คือคนที่มาร่วมงานราชพิธีเสกสมรสรอบนี้เดินทางมาจากทั่วโลกจริงๆ ทุกคนที่อยู่รอบตัวเรามาด้วยใจจริงๆ แม้จะมาจากต่างที่ต่างถิ่นกัน แต่เป็นกันเองและช่วยเหลือกันดีมากๆ เรื่องที่สองคือ ทิม เป็นตำรวจประจำตรงจุดที่เรายืนอยู่ ซึ่งทิมจะคอยอัพเดตสถานการณ์ และพูดคุยเล่นกับทุกคนที่มารอ สร้างบรรยากาศให้ทุกคนรู้สึกสนุกสนาน และเรื่องสุดท้ายคือ บรรยากาศ สังเกตเลยว่ารอบนี้ทุกคนแต่งตัวจัดเต็มมาก มีการคิดเครื่องแต่งกายกันมาเต็มที่ แต่งตัวเป็นดาราคนดัง เด็กๆ แต่งตัวเป็นเจ้าสาวน่ารักๆ เหมือนทุกคนมาร่วมงานแต่งงานนี้จริงๆ ทุกคนสนุกกับการเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีนี้”

Royal Wedding Royal Wedding

โอ๊ต ชัยสิทธฺ์

Now and Forever

“จุดที่ยากที่สุดคือการต้องตัดสินใจในแต่ละวินาที คิดอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะทำอะไร เหตุการณ์นี้ที่เกิดขึ้นต้องยกกล้องขึ้นมานะ เพราะช็อตนี้กำลังจะเล่าเรื่องอะไรบางอย่าง ช็อตนี้ต้องวิ่งมุดแล้วนะ ช็อตนี้ต้องกระโดดลงน้ำแล้วนะ เราไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด ทั้งหมดเป็นเรื่องสัญชาตญาณ และความเชื่อของเราที่มองเห็นคุณค่าของการถ่ายภาพ เราเห็นคุณค่าว่าภาพนี้จะเป็นอย่างไร บางคนอาจจะมองว่าภาพตรงหน้าเป็นแบบนี้ ฉันจะถ่ายด้วยกล้องจากโทรศัพท์มือถือ ฉันโอเคแล้ว แต่สำหรับผม ผมอยากได้ภาพที่อยู่ในฟอร์แมตที่ผมคิดว่าดีที่สุด ผมสามารถพิมพ์ภาพออกมาได้” โอ๊ตเล่า

ก่อนจะทิ้งท้ายเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับใครที่สนใจอยากเปิดโอกาสให้ตัวเองเข้าไปเก็บภาพเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ดูบ้างดังนี้

“ลำดับแรกคือทำตัวเองให้คล่องตัวที่สุด ใส่รองเท้าที่สบายเพราะยืนเยอะ เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยจากบ้าน เรื่องนี้สำคัญมาก อีกเรื่องพูดไปก็อาจจะเข้าตัว อย่าพะรุงพะรัง แต่ที่เตรียมไปตอนนี้ก็พะรุงพะรังใช้ได้เลย พักผ่อนให้เพียงพอ เตรียมอาหารหรือขนมไว้จิบๆ เพราะไม่รู้ว่าจะนานเท่าไหร่”

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

ภาพ :   ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี
Copyright: OAT-CHAIYASITH
www.oat-chaiyasith.com
IG: oat_chaiyasith

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

เราปฏิบัติกับเด็กเหมือนเขาเป็นเด็ก หรือเป็นมนุษย์คนหนึ่ง?

คำถามนี้ผุดขึ้นมาในใจ เมื่อฉันได้พูดคุยกับ อุ๊-อัจจิมา ณ พัทลุง Festival Director ของเทศกาลละครนานาชาติสำหรับเด็กและเยาวชนที่จะจัดขึ้นวันที่ 15 – 27 พฤษภาคมนี้ ผู้คัดเลือกละครสำหรับเด็กจากทั่วโลกมาแสดงที่กรุงเทพมหานครเห็นว่าสื่อละครสำหรับเด็กมักพูดเรื่องเทพนิยาย แฟนตาซี และมักแฝงคติสอนใจว่าเด็กควรคิดหรือควรทำอะไรให้ถูกต้อง

อุ๊สนใจงานละครร่วมสมัยที่เปิดกว้าง ไม่ห่อหุ้มเด็กๆ ด้วยความปลอดภัยและข้อสรุปเบ็ดเสร็จ แต่เปิดโอกาสให้เด็กได้รับรู้ชีวิตที่ต่างออกไปจากที่ตัวเองรู้จัก เรียนรู้ที่จะตั้งคำถามและหาคำตอบให้ตัวเองก่อนผู้ใหญ่บอก

“ละครช่วยฝึกการเรียนรู้เด็กในหลายด้าน ทั้งศิลปะ ดนตรี การเคลื่อนไหว ที่สำคัญคือมีความสด มีความเป็นมนุษย์ การอยู่ร่วมกันระหว่างนักแสดงและผู้ชมเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากหน้าจอ หรือการดูรูปภาพ การดูละครร่วมกับพ่อแม่ แล้วได้หัวเราะ ได้ร้องไห้ไปด้วยกันเป็นการเชื่อมต่อที่ดีของครอบครัว และเด็กๆ ก็จะได้เชื่อมต่อกับคนอื่น ได้สัมผัสประสบการณ์และวัฒนธรรมที่แตกต่างจากมุมของตัวเอง”

การแสดง 9 เรื่องที่เดินทางมาจาก 7 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น เบลเยียม สกอตแลนด์ อินโดนีเชีย และประเทศไทย มีสไตล์หลากหลายตั้งแต่กายกรรมรูปแบบใหม่ การเต้นร่วมสมัย ไปจนถึงละครใบ้และละครหุ่น แต่ละเรื่องเหมาะสมกับผู้ชมแตกต่างกันไป ตั้งแต่วัย 3 ขวบ 7 ขวบ ไปจนถึงทุกเพศทุกวัย

ก่อนบัตรจะเต็มและการแสดงจะเริ่มขึ้น ขอเชิญทำความรู้จักการแสดงทั้ง 9 เรื่อง เลือกเรื่องที่ใช้ แล้วพาเด็กๆ หรือคนที่สนใจไปสร้างประสบการณ์ดีๆ ร่วมกันตลอด 2 สัปดาห์ของการแสดงกันเถอะ

 

1

Horses

ละครเบลเยียม-ไทยที่เด็กๆ ไทยเป็นนักแสดง

Horses

ประเดิมงานแรกด้วยละครของกลุ่ม kabinet k ที่จัดเวิร์กช็อปความยาว 7 วันกับนักแสดงชาวไทย 12 คน เป็นผู้ใหญ่ 6 คน และเด็กๆ อีก 6 คนที่สมัครเข้ามา ทั้งหมดเต้นรำและเคลื่อนไหวร่วมกันเพื่อแสดงเรื่องราวการอยู่ร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกันระหว่างคนตัวใหญ่และคนตัวเล็ก

“Horses เป็นเรื่องของความอยากเป็นผู้ใหญ่และความยังอยากเป็นเด็ก เรื่องของพลังกับความอ่อนแอ เรื่องของการอุ้มและถูกอุ้ม เรื่องของการดั้นด้นเสาะหาก่อนจะยอมแพ้ การค้นหาว่าใครคือผู้เชิดชักใย และการค้นหาท่วงทำนองสอดประสานที่ใช่ระหว่างกัน

“Horses เป็นประจักษ์พยานของพลังและความจริงใจของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ การแสดงที่นักแสดงค้นหาวิธีการอยู่ร่วมกันและความสัมพันธ์เฉพาะหนึ่งต่อหนึ่งระหว่างชีวิตกับชีวิต เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างม้ากับผู้ขี่ของมัน”

งานนี้เป็นการแสดงเปิดตัวของเทศกาลที่เปิดให้เข้าชมฟรี และปฏิบัติกับเด็กกับผู้ใหญ่อย่างเท่าเทียม คือเป็นนักเต้นที่มีความเป็นมืออาชีพ

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป
เข้าชมฟรี (ลงทะเบียนล่วงหน้า)
สถานที่ : สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แสดง 2 รอบ วันที่ 17 – 19 พฤษภาคม

 

2

Flaque

กายกรรมโดยกลุ่ม Companie Defracto จากฝรั่งเศส

Flaque Flaque

การแสดงส่วนหนึ่งของงาน French Highlight นี้เป็นของกลุ่ม Companie Defracto กลุ่มศิลปินที่เรียนกายกรรมเองโดยไม่ได้เรียนจากสถาบันไหน และใช้เทคนิค Juggling (โยนสิ่งของ) มาผสมกับการเต้นและดนตรี ผู้ชายสองคนที่ใช้การเล่นจักกลิ้งสนทนากันได้พาการแสดงกายกรรมออกจากกรอบเดิม ไปสู่วิถี New Circus ที่แตกต่างไปจากกายกรรมตามขนบที่เราคุ้นชิน

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 8 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แสดง 3 รอบ วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม

 

 

3

Four go wild in wellies

การเต้นสำหรับเด็ก โดย Independ – Dance 4 จากสกอตแลนด์

Four go wild in wellies Four go wild in wellies

เรื่องราวเกี่ยวกับสี่สหายที่พบว่าสิ่งของที่เตรียมมาแคมป์มีชีวิตขึ้นมาและพากันออกผจญภัย พวกเขาจึงต้องผจญภัยในรองเท้าบู๊ต พร้อมกับหมวกไหมพรม ผ้าพันคอ และเต็นท์แสนซน เรื่องนี้เข้าใจง่าย ชัดเจน น่ารัก ชวนให้เด็กสนุกได้มาก ที่สำคัญการแสดงอบอุ่นสำหรับเด็กเรื่องนี้มีนักแสดงมืออาชีพสองในสี่คนที่เป็นดาวน์ซินโดรม แต่พวกเขาได้เดินทางทัวร์การแสดงคุณภาพชิ้นนี้มาแล้วหลายประเทศในยุโรป และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี สิ่งที่ผู้ชมจะได้รับจากละครเรื่องนี้จึงเป็นการลดอคติหรือการตัดสินคนพิการอีกด้วย

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี
บัตรผู้ใหญ่ : 450 บาท, บัตรเด็ก : 150 บาท
สถานที่ : Creative Industries
แสดง 6 รอบ วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม

 

4

วาวา The Rice Child

การแสดงหุ่นสายโดยพระจันทร์เสี้ยวการละคร

วาวา The Rice Child วาวา The Rice Child

วาวา The Rice Child เป็นละครหุ่นสื่อผสมของกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวที่ทำละครหุ่นมาต่อเนื่องสม่ำเสมอ พวกเขาสนใจประเด็นเด็กแรงงานข้ามชาติ เลยศึกษาข้อมูลและลงพื้นที่ที่จังหวัดสมุทรสาคร เรียนรู้ปัญหาของเด็กๆ ที่พ่อแม่เป็นแรงงานข้ามชาติหรือผู้ลี้ภัย การเกิด เติบโต และเรียนหนังสือ ในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องง่าย

พระจันทร์เสี้ยวการละครจึงนำประเด็นหนักนี้มาย่อยเล่าอย่างเรียบง่าย ผสมผสานกับนิทานพื้นบ้านลุ่มน้ำโขง นิทานน้ำเต้า เพื่อให้ผู้ชมเด็กๆ กับครอบครัวได้นั่งดูชีวิตของเด็กน้อยวาวา เด็กแรงงานข้ามชาติกับมิตรภาพกับเพื่อนคนไทยไปด้วยกัน และได้เห็นหุ่นสายที่โลดแล่นมีชีวิตชีวาผสมผสานกับภาพจากการวาดทราย หุ่นกระดาษ การเล่นเงา และบทเพลง

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 350 บาท, บัตรเด็ก : 100 บาท
สถานที่ : ห้อง 401 ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แสดง 5 รอบ วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม

 

 

5

Puno

การเชิดหุ่นโดย Papermoon Puppet Theatre จากอินโดนีเซีย

Puno Puno

ละครหุ่นอบอุ่นเรื่องนี้เล่าเรื่องเด็กที่เสียพ่อไปโดยไม่ได้พูดความในใจ ความเชื่อของอินโดนีเซียเชื่อว่าหลังจากตายใหม่ๆ วิญญาณของผู้ตายจะยังวนเวียนอยู่รอบๆ อีก 40 วัน เด็กน้อย Tala จึงพยายามหาทางสื่อสารกับพ่อของตัวเอง

งานนี้เป็นการแสดงสำหรับเด็กที่พูดถึงความตายอย่างซื่อตรงและงดงาม ไม่ฉาบแต่เรื่องราวสวยงามเทพนิยายให้เด็กๆ แต่พูดถึงความจริงของโลกใบนี้ได้อย่างกินใจน่าดูน่าชม

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 8 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : Creative Industries
แสดง 3 รอบ วันที่ 18 – 20 พฤษภาคม

 

 

6

Primo

การเต้นร่วมสมัยในสระน้ำ โดย Alfredo Zinola จากเยอรมนี

Primo Primo

Primo หมายถึงแรกเริ่มหรือจุดเริ่มต้น ศิลปินเยอรมัน 2 คนจะเต้นแบบมินิมัลในสระน้ำยางขอบใส ให้คนดูจะนั่งหรือนอนรอบๆ สระเพื่อมองการแสดง เป็นงานที่เรียบง่าย สงบ สวยงาม มีความเป็นบทกวี และพาคนดูดำดิ่งเชื่อมโยงกับประสบการณ์เก่าแรกเริ่มของตัวเอง โดยเปิดโอกาสให้ผู้ชมตีความได้อย่างเต็มที่

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 2 – 5 ปี และผู้ใหญ่
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แสดง 5 รอบ วันที่ 25 – 27 พฤษภาคม

 

7

Babymime Show @Star Wars

ละครใบ้ที่เล่าเรื่องครอบครัวสุดซึ้งโดย Babymime

Babymime Show @Star Wars Babymime Show @Star Wars

Babymime เป็นกลุ่มละครใบ้ของ 3 หนุ่มที่ทำงานเพื่อคนดูกลุ่มครอบครัวมานาน เทศกาลนี้จึงขาดพวกเขาไปไม่ได้ Star Wars เป็นคอเมดีดรามาที่เล่าปัญหาในบ้านผ่านสายตาของเด็กออทิสติกที่คลั่งไคล้ Star Wars จึงเห็นภาพพ่อแม่เป็นตัวละครในจินตนาการของตัวเอง รับประกันได้ว่าเรื่องนี้ตลก ซึ้ง มีความสนุกชวนอมยิ้ม อุ่นๆ ในหัวใจตามสไตล์เบบี้ไมม์แน่นอน

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 7 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 450 บาท, บัตรเด็ก : 150 บาท
สถานที่ : ห้องสตูดิโอชั้นสี่ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แสดง 5 รอบ วันที่ 25 – 27 พฤษภาคม

 

 

8

Sarabande

การเล่น Juggling ผสมศิลปการแสดงหลายแขนงโดย Jörg Müller

Sarabande

การแสดงกายกรรมฝรั่งเศสชิ้นนี้ ผสมผสาน Fine Art, Temporary Art และการจักกลิ้งเข้าด้วยกัน โดยศิลปินไม่จักกลิ้งด้วยลูกบอล แต่แขวนท่อเหล็กจากข้างบนเป็น Installation Art แล้วจักกลิ้งแนวราบกับท่อนเหล็กเหล่านี้ ประกอบไปกับดนตรีคลาสสิกของนักเล่นไวโอลินสด งานที่น่าตื่นเต้นนี้ฉีกกรอบการแสดงกายกรรมไปโดยสิ้นเชิง และจะเป็นประสบการณ์ชมการแสดงที่แสนพิเศษสำหรับผู้ชมทุกวัย

เหมาะสำหรับผู้ชมทุกวัย
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : ศูนย์ศิลปการละครสดใสพันธุมโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แสดง 3 รอบ วันที่ 25 – 27 พฤษภาคม

 

9

GABEZ Show

ละครใบ้ผสมการเต้นโดยกลุ่ม GABEZ จากญี่ปุ่น

GABEZ Show GABEZ Show

ปิดท้ายด้วยละครใบ้สนุกๆ และการเต้นเปี่ยมคุณภาพของสองหนุ่มฮิโตชิและมาสะจากโอกินาวา พวกเขาได้รับแรงบันดาลใจจากชาร์ลี แชปลิน และคณะนักดนตรีที่มีมุกตลกแพรวพราวชาวญี่ปุ่น The Drifters การฝึกฝนมายาวนานหลายปีทำให้จังหวะการเคลื่อนไหวของพวกเขาเนี้ยบกริบ ขำกลิ้ง เข้าใจง่าย แม้จะไม่ได้อ้าปากพูดเลยสักคำ ภาษากายของพวกเขาก็เอาชนะใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้

เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป
บัตรผู้ใหญ่ : 650 บาท, บัตรเด็ก : 250 บาท
สถานที่ : ศูนย์ศิลปการละครสดใสพันธุมโกมล คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แสดง 5 รอบ วันที่ 24 – 27 พฤษภาคม

จองบัตรละครทุกเรื่องได้ที่นี่

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load