วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2018
เวลา 20.30 น. โดยประมาณ ตามเวลาประเทศไทย
ที่ วินด์เซอร์ สหราชอาณาจักร

Royal Wedding

รถม้าพระที่นั่งวิ่งนำขบวนผ่านใจกลางเมืองวินด์เซอร์หลังเสร็จพิธีทางศาสนา

เราได้แต่ยิ้มตามไปพร้อมๆ กับอีกร้อยล้านคนทั่วโลกที่เฝ้าชมภาพถ่ายทอดสดพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายแฮร์รี่ พระราชนัดดาในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และพระโอรสพระองค์เล็กในเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ กับ เมแกน มาร์เคิล นักแสดงฮอลลีวูด

ภาพบรรยากาศอันชื่นมื่นไม่ต่างจากหน้าสุดท้ายของเทพนิยายที่เราคุ้นเคย ต่างก็แต่เพียง เจ้าชายในยุคนี้เขาไม่เคียงคู่กับเจ้าหญิงกันแล้ว

7 วันก่อนหน้า
ที่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ทันทีที่รู้ว่ามีช่างภาพไทยคนหนึ่งตั้งใจออกเดินทางไปเก็บภาพงานพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล ถึงประเทศอังกฤษ เราก็นัดหมาย โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี เพื่อชวนคุยถึงที่มาที่ไป รวมถึงเบื้องหลังการเตรียมตัวก่อนเข้าร่วมพิธีสำคัญนี้

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

หลายปีก่อน โอ๊ตเป็นช่างภาพเพียงไม่กี่คนบนโลก และเป็นช่างภาพไทยเพียงคนเดียวที่เป็นเจ้าของชุดภาพงานพิธีเสกสมรสเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เมื่อปี ค.ศ. 2011 ที่สมบูรณ์ที่สุด ผสมรวมกับความตั้งใจและสายตาที่ไวต่อการจับอารมณ์และความรู้สึกทำให้เขาเป็นช่างภาพที่คู่บ่าวสาวและบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งไทยและเทศไว้วางใจที่สุดคนหนึ่ง

รางวัลและชื่อเสียงของการเป็นช่างภาพระดับโลกไม่ใช่สิ่งที่ทำให้โอ๊ตนำติดตัวไปร่วมงานสำคัญนี้ด้วย แต่เลือกที่จะไปอย่างช่างภาพคนหนึ่งที่เชื่อในคุณค่าของภาพประวัติศาสตร์

ก่อนออกเดินทาง โอ๊ตยอมรับกับเราว่าเขาไม่มั่นใจว่าจะได้รูปอย่างที่ตั้งใจหรือเปล่า แต่จากแววตาในตลอดการสนทนา โอ๊ตทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่าภาพจากพิธีเสกสมรสของรัชทายาทลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์อังกฤษชุดนี้มีความหมายและเต็มไปด้วยความรู้สึกยินดีมากแค่ไหน

We keep this love in a photograph…

“…We made these memories for ourselves”

โอ๊ตบอกว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่พยายามพาตัวเองไปอยู่ในเหตุการณ์สำคัญๆ เพียงเพื่ออยากเป็นคนหนึ่งที่บันทึกภาพประวัติศาสตร​์

เพราะรู้ว่าไม่ใช่ภาพที่จะถ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เป็นเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

“ผมได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสตามเสด็จฯ เพื่อถวายงานฉายพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพฯ ครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ปี และ 3 ปีต่อมาก็ได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็รู้สึกอย่างลึกซึ้งกับคุณค่าของภาพที่ผมถ่าย” โอ๊ตเล่าถึงครั้งหนึ่งที่เคยเป็นช่างภาพในสำนักพระราชวัง ได้รับโอกาสสำคัญในการบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศ เช่น พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในรัชกาลที่ 9

และครั้งนี้ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก เพราะไม่มีราชวงศ์ไหนในโลกที่มีพิธีภิเษกสมรสยิ่งใหญ่เท่าราชวงศ์อังกฤษ และถ้าหากพลาดจากงานนี้อาจจะต้องรออีกหลายสิบปีถึงจะเป็นงานของเจ้าชายจอร์จ

“เมื่อทราบข่าวพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล เราก็คุยกันกับแฟนว่าเราอยากจะเก็บภาพเหตุการณ์นี้ให้ครบทั้งสองพระองค์ ก็เลยตัดสินใจซื้อตั๋วไป เราไม่รู้หรอกว่าจะได้รูปหรือเปล่า แต่เรารู้ว่าเราได้ทำแล้ว ดีกว่าเรานั่งดูถ่ายทอดสดอยู่ที่บ้านแล้วนั่งเสียดายว่าทำไมเราไม่มา”

The Royal Wedding 2011 

Prince William and Catherine Middleton

ที่มาที่ไปมา

นับจากพิธีเสกสมรสของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ เมื่อปี ค.ศ. 1981 งานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็คือ พิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เมื่อปี ค.ศ. 2011

เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โอ๊ตเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษพอดีและรับถ่ายภาพงานแต่งอยู่แล้ว ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ควรพลาดงานสำคัญ จึงตัดสินใจวางแผนทุกอย่างด้วยตัวเอง ทำโดยไม่ต้องมีใครมอบหมาย โอ๊ตเริ่มจากหาข้อมูลพิธีจากบทความและข่าว เดินสำรวจเส้นทาง ก่อนจะหาตำแหน่งจุดที่ยืน คิดถึงภาพและจำนวนช็อตที่ต้องการจะถ่าย โดยไม่ได้คาดหวังว่ารูปจะออกมาลักษณะไหน เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในเวลานั้น

จุดยืน

โอ๊ตเล่าย้อนเหตุการณ์เบื้องหลังชุดภาพประวัติศาสตร์ครั้งที่เขาได้เก็บภาพพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ให้ฟังว่า เขาเริ่มจากเลือกประจำการอยู่บริเวณเยื้องๆ กับหอคอยเอลิซาเบธ (บิ๊กเบน) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะได้เห็นทั้งรถพระที่นั่งของเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รี่ พระอนุชา เสด็จฯ ออกจากพระราชวังไปยังโบสถ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ และรถม้าพระที่นั่งวิ่งออกจากโบสถ์ไปยังพระราชวังบักกิงแฮม

Royal Wedding

โดยหลังจากที่โอ๊ตได้ช็อตรถพระที่นั่งไปโบสถ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ เขาก็ใช้เวลาช่วงที่รอพิธีการด้านในเก็บภาพบรรยากาศโดยรอบ แต่ด้วยตำแหน่งที่อยู่ทำให้เขาขยับเคลื่อนย้ายไปไหนไม่ได้มาก ก่อนจะได้ภาพเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ประทับบนรถม้าพระที่นั่ง

Royal Wedding

“จังหวะนี้โชคดีสุดๆ ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดียังไง คือตลอดทางที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ผ่านมาพระองค์ไม่ได้หันพระพักตร์มาทางนี้เลย เราก็ได้แต่ภาวนา และจังหวะที่รถเคลื่อนมาอยู่ตรงหน้าเรา ทั้งสองพระองค์ก็หันพระพักตร์มาพอดี ยิ่งเมื่อรวมกับองค์ประกอบของรูปในตอนนั้นซึ่งดีมากๆ เพราะมีทั้งทหารอยู่ข้างหน้า บรรยากาศของผู้คน รวมถึงการพลิ้วไหวของธงชาติที่โบกพัดเข้ารับกันพอดี” โอ๊ตเล่าพร้อมเปิดภาพเหตุการณ์วันนั้นให้เราดูอีกครั้ง ซึ่งนอกจากช็อตภาพที่คิดไว้ในใจแล้ว โอ๊ตยังได้ภาพของคนสำคัญในพระราชพิธีครบถ้วน ทั้งสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พร้อมเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ เจ้าชายชาร์ลส์พร้อมคามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ และเจ้าชายแฮร์รี่

เราไม่ได้กระโดดเดี่ยวอยู่คนเดียว อยู่คนเดียว

แม้จะฟังดูคล้ายทุกอย่างเป็นใจให้โอ๊ตทั้งหมด แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างง่ายดาย

ช่วงจังหวะที่โอ๊ตเดินย้ายจากจุดเดิมไปพระราชวังพร้อมกันกับคนกว่าแสนคนที่อยู่ตรงนั้น กว่าจะถึงพระราชวังก็สายเสียแล้ว ผู้คนหลั่งไหลกันจับจองพื้นที่ด้านหน้าเต็มอัตรา ทำให้จุดที่เขาอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ภาพช็อตสำคัญ

สิ่งที่โอ๊ตทำก็คือ เขาตัดสินใจกระโดดลงไปในบ่อน้ำพุเพื่อถ่ายภาพช็อตสุดท้ายที่ตั้งใจ

Royal Wedding

“ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ แล้วก็กระโดดนะ เราก็คิดก่อนนะว่าจะทำยังไงดี มันคือโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น สถานการณ์ตอนนั้นคือข้างๆ เป็นเสาไฟที่มีฝรั่งคนหนึ่งปีนขึ้นไปแล้วโทรศัพท์หาแม่เขา พร้อมตะโกนลงมาท่ามกลางคนกว่าแสนคนว่า ‘Everyone says hello to my mom.’ ทุกคนก็ส่งเสียง ‘เฮ!!’ ดังมาก เราก็คิดเลยว่าถ้าเราจะทำอะไรสักอย่างแล้วตำรวจวิ่งเข้ามาจับ ตำรวจจะจับผู้ชายบนเสาไฟก่อน ตอนนั้นมีสตินะ หยิบโทรศัพท์ใส่กระเป๋าไว้แล้วกระโดด ตู้ม! ลงไปในสระน้ำ แล้วปีนขึ้นตามสเต็ปของบ่อน้ำพุ ซึ่งช็อตที่ได้มาจริงๆ ไม่ใช่ช็อตที่ทั้งสองพระองค์จูบครั้งแรกเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ตอนนั้นเราใจเสียเลยเพราะไม่ทันช็อตนี้ กระโดดลงน้ำมาแล้วด้วย ที่จำได้คือตาเราไม่ยอมออกจาก View finder เลย ทุกคนก็ตะโกน ‘Kiss again, kiss again’ ในที่สุดก็ได้ภาพประวัติศาสตร์นั้นมา

Royal Wedding

“เมื่อเหตุการณ์จบลง ช่วงที่เราปีนออกมาจากน้ำพุก็มีคนเดินเข้ามาหาเรา เขาก็ถามว่าเราถ่ายภาพไปเพื่ออะไร ถ่ายให้ใครหรือเปล่า อาจจะเพราะหน้าตาเราดูเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ตอนนั้นคิดในใจว่าต่อให้เป็นตำรวจมาจับเราก็ยอม จะปรับอะไรก็ได้ แต่ขอว่าอย่าลบรูปผม” โอ๊ตบอกว่าการตัดสินใจครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตของเขา เพราะนอกจากจะได้รูปที่สมบูรณ์อย่างที่ตั้งใจ เขายังเป็นช่างภาพเพียงไม่กี่คนในโลกและเป็นเพียงคนเดียวในไทยที่เป็นเจ้าของชุดภาพประวัติศาสตร์นี้

โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ Royal Wedding

The Royal Wedding 2018

Prince Harry and Meghan Markle

I Will

คุณอาจจะสงสัยเหมือนกันกับเราว่า ด้วยชื่อเสียงช่างภาพระดับโลกที่ได้รับความไว้วางใจจากบ่าวสาวบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งไทยและเทศ รวมถึงรางวัลภาพถ่ายจากสมาคมช่างภาพงานแต่งของโลก อะไรทำให้โอ๊ตตัดสินใจใช้แผนการเดิม เดินทางไปเก็บภาพงานพระราชพิธีเสกสมรสประหนึ่งช่างภาพธรรมดาๆ คนหนึ่ง

“เพราะมันยืดหยุ่นกว่ากันเยอะเลย แทนที่จะทำเรื่องขอเข้าไปถ่ายแบบทางการที่จะต้องอยู่ประจำจุดที่อนุญาต ซึ่งขยับย้ายไปไหนมาไหนอย่างที่อยากทำไม่ได้ เราก็เลยไปอย่างเงียบๆ เพราะอยากได้ภาพบรรยากาศในอีกมุมที่มีชีวิตชีวามากกว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ เพราะรูปภาพชุดนี้คงไม่ได้ทำให้ผมโด่งดังขึ้นในการเป็นช่างภาพงานแต่ง ไม่เลย ไม่เกี่ยวกัน ผมแค่เป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับงานประวัติศาสตร์ อย่างน้อยคนจะรู้ว่ามีคนไทยมีภาพชุดนี้เหมือนกัน” โอ๊ตตอบพร้อมย้ำว่าเขาวางแผนเตรียมตัวดีกว่าเก่า ซึ่งอันดับแรกก็คือการเตรียมตัวเรื่องอุปกรณ์

“คราวนี้เราเตรียมกล้องไป 2 ตัว ใช้เลนส์เทเลให้ซูมได้ไกลขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Canon เมื่อมีกล้องที่เหมือนถ่ายบอล ก็ต้องเตรียมชุดเหมือนถ่ายบอลไปด้วย เตรียมขาตั้งกล้องแบบขาเดียว และซ้อมแบกกล้อง จากนั้นวางโปรแกรมเส้นทาง ตอนแรกตั้งใจจะเช่าบ้านที่วินด์เซอร์เพื่อสะดวกในการเดินทางและเก็บของ แต่เห็นราคาบ้านเช่าที่เป็นแสนก็เลยล้มแผนนี้ไป แล้วใช้วิธีเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งที่พักใกล้สุดในราคาที่รับได้คือเดิน 30 นาทีจากสถานีรถไฟ สำหรับเส้นทางพิธีในวันงานนั้นก็ยาวใช้ได้ เราก็ต้องไปดูสถานที่จริงเพื่อสำรวจก่อนว่าจะอยากได้ฉากพื้นหลังแบบไหน จุดที่ยืนอยู่จะย้ายไปอีกจุดได้ขนาดไหน”

I Do, I Do

“รอบนี้บอกเลยว่ายากกว่ารอบที่แล้วมากๆ เพราะสถานที่ที่วินด์เซอร์แคบกว่าที่ลอนดอนมาก

การเดินทางจำกัด สิ่งที่เจอหน้างาน ความไม่แน่นอนของทุกอย่าง เรามาสำรวจเส้นทางวางแผนล่วงหน้า 3 วันก่อนวันงาน รวมวันนี้ที่ถ่ายจริงแล้วเป็น 4 วัน ซึ่งเราเปลี่ยนแผนกันทุกวันจนวินาทีสุดท้าย ถึงเลือกตำแหน่งที่เราจะไปถ่ายรูป ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ Victoria Barracks เป็นจุดที่ขบวนสวนสนามออกไปรับเจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกนที่พระราชวังวินด์เซอร์ เลือกจุดนี้เพราะคิดว่าน่าจะได้ภาพที่เล่าเรื่องของการออกไปรับและกลับเข้ามาพระราชวัง”

Royal Wedding Royal Wedding Royal Wedding

โอ๊ตเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า การเก็บภาพพิธีเสกสมรสครั้งนี้มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ทำให้การทำงานค่อนข้างจำกัดกว่าคราวที่แล้วมาก และมีปัญหาที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอยู่ตลอด เช่น การเป็นคนไทยที่เมื่อเทียบความสูงกับคนส่วนใหญ่ในบริเวณนั้นแล้วแพ้ราบคาบ ยิ่งเจอกับโทรศัพท์มือถือ ไม้เซลฟี่ คนโบกธง โอ๊ตเลยตัดสินใจหนึ่งวันก่อนวันงานซื้อเก้าอี้พับตัวหนึ่งเพื่อแก้ปัญหานี้

“สำคัญที่สุดคือ จังหวะของขบวนรถม้าพระที่นั่งเสด็จฯ มานั้นเร็วมาก ประกอบกับขบวนมีลักษณะเกาะกลุ่มกัน ระยะห่างของทหารม้านำขบวนและรถม้าพระที่นั่งอยู่ติดกันมาก ทำให้เราไม่เห็นว่าพระองค์เสด็จฯ มาแล้วหรือยัง รู้ตัวอีกทีคือ รถพระที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราแล้ว จังหวะที่ยกกล้องขึ้นมา ทั้งสองพระองค์หันพระพักตร์ไปอีกด้าน เราก็ยิ่งลุ้นเข้าไปใหญ่ โชคดีที่พระองค์มาพอดี วินาทีนั้นเรากดชัตเตอร์รัว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เรามีเวลาแค่ 4 วินาทีสำหรับภาพช็อตนี้”

Royal Wedding

“สำหรับเรา เราพอใจมากนะ การรอคอย 8 ชั่วโมงเพื่อ 4 วินาทีนี้ที่คุ้มค่ามาก เราดีใจที่เป็นคนหนึ่งที่มีภาพพิธีเสกสมรสของทั้งสองรัชทายาทแห่งราชวงศ์อังกฤษ”

Royal Wedding Royal Wedding สวนสาธารณะ

สวนสาธารณะ

“สิ่งที่ประทับใจ เรื่องแรกคือ คนที่อยู่รอบๆ เรานั่งรถไฟเที่ยวแรกจากที่พักมาถึงที่นี่ 6 โมงเช้า สิ่งที่พบก็คือคนที่มาร่วมงานราชพิธีเสกสมรสรอบนี้เดินทางมาจากทั่วโลกจริงๆ ทุกคนที่อยู่รอบตัวเรามาด้วยใจจริงๆ แม้จะมาจากต่างที่ต่างถิ่นกัน แต่เป็นกันเองและช่วยเหลือกันดีมากๆ เรื่องที่สองคือ ทิม เป็นตำรวจประจำตรงจุดที่เรายืนอยู่ ซึ่งทิมจะคอยอัพเดตสถานการณ์ และพูดคุยเล่นกับทุกคนที่มารอ สร้างบรรยากาศให้ทุกคนรู้สึกสนุกสนาน และเรื่องสุดท้ายคือ บรรยากาศ สังเกตเลยว่ารอบนี้ทุกคนแต่งตัวจัดเต็มมาก มีการคิดเครื่องแต่งกายกันมาเต็มที่ แต่งตัวเป็นดาราคนดัง เด็กๆ แต่งตัวเป็นเจ้าสาวน่ารักๆ เหมือนทุกคนมาร่วมงานแต่งงานนี้จริงๆ ทุกคนสนุกกับการเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีนี้”

Royal Wedding Royal Wedding

โอ๊ต ชัยสิทธฺ์

Now and Forever

“จุดที่ยากที่สุดคือการต้องตัดสินใจในแต่ละวินาที คิดอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะทำอะไร เหตุการณ์นี้ที่เกิดขึ้นต้องยกกล้องขึ้นมานะ เพราะช็อตนี้กำลังจะเล่าเรื่องอะไรบางอย่าง ช็อตนี้ต้องวิ่งมุดแล้วนะ ช็อตนี้ต้องกระโดดลงน้ำแล้วนะ เราไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด ทั้งหมดเป็นเรื่องสัญชาตญาณ และความเชื่อของเราที่มองเห็นคุณค่าของการถ่ายภาพ เราเห็นคุณค่าว่าภาพนี้จะเป็นอย่างไร บางคนอาจจะมองว่าภาพตรงหน้าเป็นแบบนี้ ฉันจะถ่ายด้วยกล้องจากโทรศัพท์มือถือ ฉันโอเคแล้ว แต่สำหรับผม ผมอยากได้ภาพที่อยู่ในฟอร์แมตที่ผมคิดว่าดีที่สุด ผมสามารถพิมพ์ภาพออกมาได้” โอ๊ตเล่า

ก่อนจะทิ้งท้ายเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับใครที่สนใจอยากเปิดโอกาสให้ตัวเองเข้าไปเก็บภาพเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ดูบ้างดังนี้

“ลำดับแรกคือทำตัวเองให้คล่องตัวที่สุด ใส่รองเท้าที่สบายเพราะยืนเยอะ เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยจากบ้าน เรื่องนี้สำคัญมาก อีกเรื่องพูดไปก็อาจจะเข้าตัว อย่าพะรุงพะรัง แต่ที่เตรียมไปตอนนี้ก็พะรุงพะรังใช้ได้เลย พักผ่อนให้เพียงพอ เตรียมอาหารหรือขนมไว้จิบๆ เพราะไม่รู้ว่าจะนานเท่าไหร่”

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

ภาพ :   ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี
Copyright: OAT-CHAIYASITH
www.oat-chaiyasith.com
IG: oat_chaiyasith

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ผมเพิ่งมีประสบการณ์ได้ออกเรือไปหาปลากับชาวประมงที่กุยบุรี ในใจคิดอยู่ตลอดเวลาว่ามาถึงถิ่นขนาดนี้แถมยังได้ดูการล้อมอวนจับปลา ทริปนี้จะต้องได้กินอาหารทะเลสดๆ อย่างกุ้ง หอย ปู ปลา จนหนำใจแน่

แต่ความเป็นจริง ตลอด 5 – 6 ชั่วโมงที่โคลงเคลงอยู่บนเรือ ประคองตัวให้ไม่เมาเรือไปมากกว่านี้ ได้แต่นั่งดูชาวประมงดึงอวนเปล่าอวนแล้วอวนเล่าขึ้นมาจากน้ำ ติดปลาขึ้นมาน้อยอย่างผิดคาด ไม่ได้เหมือนความคิดแรกที่ผมคิดว่าอวนจะต้องหนักอึ้งและผมจะต้องไปออกแรงช่วยดึงเลยแม้แต่น้อย

เรือประมง เรือประมง เรือประมง

เป็นความจริงที่น่าตกใจเมื่อมาเห็นด้วยตา เพราะใครจะเชื่อว่าปัญหาเรื่องสัตวน้ำกำลังจะหมดไปจากทะเลไทยจะเกิดขึ้นจริง เพราะทุกวันนี้เราก็ยังเห็นปลามีขายกันเต็มซูเปอร์มาร์เก็ต

พี่ปิยะ เทศแย้ม ชาวประมงและนักต่อสู้เพื่อทะเล พยายามบอกปัญหานี้ให้ทุกคนรับรู้มานาน เพราะปัญหาสัตว์น้ำหมดจากทะเลนี้ ชาวประมงที่เป็นคนที่ออกหาปลาโดยตรงเป็นคนแรกๆ ที่รู้ แต่เรื่องนี้ไม่เคยถูกเล่าให้คนกินอย่างเราฟัง

ปัญหาสัตว์น้ำกำลังจะหมดทะเลเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ทั้งเรื่องที่ใหญ่เกินแก้ไขอย่างสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจนทำให้สัตว์น้ำเปลี่ยนที่อยู่อาศัย หรือกฎหมายที่ยังไม่เอื้อต่อการรักษาทรัพยากร ซึ่งพี่ปิยะและเครือข่ายกำลังต่อสู้เพื่อปรับแก้กฎหมายอยู่ แต่อีกปัญหาหนึ่งคือการจับปลาแบบไม่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของชาวประมง ซึ่งเป็นปัญหาที่ใกล้ตัวที่สุดที่พี่ปิยะจะเริ่มแก้ไขได้

“ที่จริงชาวประมงรู้ดีว่าสัตว์น้ำกำลังจะหมด เขาเองก็เริ่มปรับตัว แต่เขาปรับตัวผิดวิธี คิดแค่ว่าถ้าปลาจะหมดก็ต้องหาวิธีจับให้ได้เยอะๆ คิดแค่วันนี้พรุ่งนี้จนไม่คิดถึงอนาคตว่ามันจะหมดไปตลอดกาล เพิ่มอุปกรณ์ หรือใช้อุปกรณ์อย่างเรือคราดหอย อวนตาถี่ มาลากโดยไม่สนว่าจะทำลายอะไรไปบ้าง อุปกรณ์พวกนี้ทำลายหน้าดิน ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำขนาดเล็ก สิ่งที่ติดมากับเรืออวนลากไม่ใช่แค่ปลาจำนวนมาก แต่มันยังมีลูกปลา ลูกปู ที่ยังไม่ถึงวัย ปะการัง เต่าทะเล สัตว์น้ำอื่นๆ หรือแม้แต่อุปกรณ์จับปลาของชาวประมงคนอื่นก็ติดมาด้วย” พี่ปิยะเล่าเรื่องปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น

แล้วถ้าปลาใกล้หมด เราจะยังกินปลาได้อยู่ไหม?

อาหาร อาหาร

คำตอบคือ ได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรากินปลามากเกินไป แต่เป็นการจับปลาที่ไม่มีสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม

การต่อสู้ของพี่ปิยะและชาวบ้านต่อเรืออวนลากและเรือคราดหอย กระทบกระทั่งจนถึงขั้นทำร้ายร่างกายเพื่อเอาชีวิตก็เคยมาแล้ว การต่อสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันยังคงมีอยู่เพื่อปกป้องทะเลไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้

‘ร้านคนทะเล’ เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของพี่ปิยะและชาวประมงในหมู่บ้านทุ่งน้อย อำเภอกุยบุรี  ที่ตั้งใจเริ่มแก้ไขปัญหาจากตัวเองและชุมชน ร้านนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อขายอาหารทะเลที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้ที่เป็นธรรมให้กับชาวประมง และใช้กำไรส่วนหนึ่งคืนกำไรสู่ทะเลด้วยการสร้างธนาคารปูและบ้านปลา

รูปแบบการจับปลาของร้านคนทะเลเป็นไปตามวิถีชาวประมงดั้งเดิม คือจะจับสัตว์อะไรก็เอาอุปกรณ์สำหรับจับสัตว์ชนิดนั้นๆ ไปจับ อยากจับปลาทูก็เอาอวนจับปลาทูไปจับ อยากได้ปูก็ใช้อวนปู ไม่ใช่ใช้อวนตาถี่ลากกวาดทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา เรือประมงของเครือข่ายร้านคนทะเลติดตั้ง GPS ทุกลำ เพื่ออำนวยต่อการตรวจสอบว่าปลาที่เรากำลังกินนั้นจับโดยใคร จับโดยเรือลำไหน และจับมาจากตรงไหน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอาหารทะเลของไทย

เรือประมง เรือประมง ปลา

ในยุคที่การกินอาหารแบบรู้ถึงแหล่งที่มาเป็นสิ่งที่คนกินกำลังให้ความสนใจ เหตุผลก็เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพตัวเอง แต่การระบบการตรวจสอบย้อนกลับแบบที่ร้านคนทะเลกำลังสร้างขึ้นมานั้นก็เพื่อความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมด้วยอีกทางหนึ่ง

เชฟโจ-ณพล จันทรเกตุ จากร้าน 80/20 และลุงรีย์-ชารีย์ บุญญวินิจ จาก Uncleree farm ที่ใช้วัตถุดิบจากร้านคนทะเล มีโอกาสไปลงพื้นที่เพื่อดูแหล่งที่มาและวิธีการจับสัตว์ทะเลที่จะนำมาใช้ทำอาหาร แต่สิ่งที่ได้พบกลับเป็นปัญหาเหล่านี้ จึงเกิดเป็นไอเดียการสื่อสารเรื่องปัญหาสัตว์น้ำจะหมดทะเลผ่านมื้อค่ำ ซึ่งวัตถุดิบหลักในการปรุงอาหารมาจากร้านคนทะเล ในงาน SOS (Sustainability of Seafood) ที่ร้าน 80/20 โดยพี่ปิยะและผองเพื่อน เพื่อให้คนกินได้รับรู้เรื่องราวปัญหาที่เกิดขึ้นกับทะเลไทยทุกวันนี้ รวมถึงการต่อสู้เพื่ออาหารทะเลที่ปลอดภัยต่อทั้งคนกินและสิ่งแวดล้อม

ปิยะ เทศแย้ม

ในฐานะที่เป็นเชฟซึ่งอยู่ระหว่างคนจับปลาและคนกิน เชฟโจเลยใช้โอกาสนี้ในการเป็นอีกช่องทางให้พี่ปิยะเล่าปัญหาที่เกิดขึ้น เชฟโจเล่าอีกหนึ่งปัญหาที่สังเกตได้ให้ผมฟังว่าตอนนี้ทั้งชาวประมงและผู้บริโภคเชื่อมไม่ถึงกัน ปลา ปู หรือหอยบางประเภท ไม่ได้ถูกนำมาทำเป็นอาหาร เพราะไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ทำให้เกิดความต้องการในปลาชนิดเดิมๆ ซ้ำๆ และเกิดการจับจนเกินความต้องการ ทั้งที่ปลาพื้นบ้านอย่างปลาอกแร้ ปลาสาก ปลาช้างเหยียบ หอยหนาม หอยกระโจงโดง ล้วนแต่มีรสชาติที่ดี เชฟโจเลยนำมาแทรกอยู่ในมื้ออาหารที่จัดขึ้นด้วย โดยใช้ความสดและรสแท้ของวัตถุดิบแบบไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มเติม เพื่อให้ปลาพื้นบ้านเหล่านี้เป็นที่ยอมรับของคนกิน โดยหวังว่าวันหนึ่งความต้องการของปลาท้องถิ่นจะมีมากกว่าปลาแซลมอนที่ต้องนำเข้ามา

อาหารทะเล อาหาร อาหารทะเล

ว่ากันตามตรง คนที่ชอบกินอาหารทะเลอย่างผมไม่มีทางรู้ว่าสัตว์น้ำกำลังจะหมด เพราะอยากกินเมื่อไหร่ พอเดินเข้าร้านอาหารก็มีให้กินอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ต้องการจากอาหารทะเลก็แค่อาหารที่สด สะอาด และปลอดภัยจากสารฟอร์มาลีนเท่านั้น ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าปลานั้นถูกจับมาด้วยวิธีไหน และทำลายอะไรไปบ้าง

“ถ้าคนกินบอกว่าต้องการแค่สด สะอาด ปลอดภัย ไม่มีฟอร์มาลีน แบบนั้นผมก็ทำให้ได้ ผมไประเบิดปลา ขโมยอวนคนอื่น หรือจะใช้อวนลากทุกอย่างมาก็ได้ แต่สุดท้ายก็หมดทะเลอยู่ดี ตามกฎหมายเรือประมงเล็กทุกลำในกลุ่มพวกเราไม่จำเป็นต้องติดเครื่องตรวจจับสัญญาณเลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่พวกผมทำเป็นการเริ่มสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับทั้งคนจับปลาและคนกิน เพื่อให้ตรวจสอบได้อย่างบริสุทธิ์ใจ

“ผมเชื่อว่าทะเลยังฟื้นตัวได้ แค่เราต้องให้เวลามันฟื้นตัวเองบ้าง” นักต่อสู้เพื่อท้องทะเลพูดทิ้งท้าย

Writer & Photographer

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load