21 พฤษภาคม 2561
12 K
วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2018
เวลา 20.30 น. โดยประมาณ ตามเวลาประเทศไทย
ที่ วินด์เซอร์ สหราชอาณาจักร

Royal Wedding

รถม้าพระที่นั่งวิ่งนำขบวนผ่านใจกลางเมืองวินด์เซอร์หลังเสร็จพิธีทางศาสนา

เราได้แต่ยิ้มตามไปพร้อมๆ กับอีกร้อยล้านคนทั่วโลกที่เฝ้าชมภาพถ่ายทอดสดพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายแฮร์รี่ พระราชนัดดาในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และพระโอรสพระองค์เล็กในเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ กับ เมแกน มาร์เคิล นักแสดงฮอลลีวูด

ภาพบรรยากาศอันชื่นมื่นไม่ต่างจากหน้าสุดท้ายของเทพนิยายที่เราคุ้นเคย ต่างก็แต่เพียง เจ้าชายในยุคนี้เขาไม่เคียงคู่กับเจ้าหญิงกันแล้ว

7 วันก่อนหน้า
ที่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ทันทีที่รู้ว่ามีช่างภาพไทยคนหนึ่งตั้งใจออกเดินทางไปเก็บภาพงานพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล ถึงประเทศอังกฤษ เราก็นัดหมาย โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี เพื่อชวนคุยถึงที่มาที่ไป รวมถึงเบื้องหลังการเตรียมตัวก่อนเข้าร่วมพิธีสำคัญนี้

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

หลายปีก่อน โอ๊ตเป็นช่างภาพเพียงไม่กี่คนบนโลก และเป็นช่างภาพไทยเพียงคนเดียวที่เป็นเจ้าของชุดภาพงานพิธีเสกสมรสเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เมื่อปี ค.ศ. 2011 ที่สมบูรณ์ที่สุด ผสมรวมกับความตั้งใจและสายตาที่ไวต่อการจับอารมณ์และความรู้สึกทำให้เขาเป็นช่างภาพที่คู่บ่าวสาวและบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งไทยและเทศไว้วางใจที่สุดคนหนึ่ง

รางวัลและชื่อเสียงของการเป็นช่างภาพระดับโลกไม่ใช่สิ่งที่ทำให้โอ๊ตนำติดตัวไปร่วมงานสำคัญนี้ด้วย แต่เลือกที่จะไปอย่างช่างภาพคนหนึ่งที่เชื่อในคุณค่าของภาพประวัติศาสตร์

ก่อนออกเดินทาง โอ๊ตยอมรับกับเราว่าเขาไม่มั่นใจว่าจะได้รูปอย่างที่ตั้งใจหรือเปล่า แต่จากแววตาในตลอดการสนทนา โอ๊ตทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่าภาพจากพิธีเสกสมรสของรัชทายาทลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์อังกฤษชุดนี้มีความหมายและเต็มไปด้วยความรู้สึกยินดีมากแค่ไหน

We keep this love in a photograph…

“…We made these memories for ourselves”

โอ๊ตบอกว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่พยายามพาตัวเองไปอยู่ในเหตุการณ์สำคัญๆ เพียงเพื่ออยากเป็นคนหนึ่งที่บันทึกภาพประวัติศาสตร​์

เพราะรู้ว่าไม่ใช่ภาพที่จะถ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เป็นเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

“ผมได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสตามเสด็จฯ เพื่อถวายงานฉายพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพฯ ครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ปี และ 3 ปีต่อมาก็ได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็รู้สึกอย่างลึกซึ้งกับคุณค่าของภาพที่ผมถ่าย” โอ๊ตเล่าถึงครั้งหนึ่งที่เคยเป็นช่างภาพในสำนักพระราชวัง ได้รับโอกาสสำคัญในการบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศ เช่น พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในรัชกาลที่ 9

และครั้งนี้ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก เพราะไม่มีราชวงศ์ไหนในโลกที่มีพิธีภิเษกสมรสยิ่งใหญ่เท่าราชวงศ์อังกฤษ และถ้าหากพลาดจากงานนี้อาจจะต้องรออีกหลายสิบปีถึงจะเป็นงานของเจ้าชายจอร์จ

“เมื่อทราบข่าวพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล เราก็คุยกันกับแฟนว่าเราอยากจะเก็บภาพเหตุการณ์นี้ให้ครบทั้งสองพระองค์ ก็เลยตัดสินใจซื้อตั๋วไป เราไม่รู้หรอกว่าจะได้รูปหรือเปล่า แต่เรารู้ว่าเราได้ทำแล้ว ดีกว่าเรานั่งดูถ่ายทอดสดอยู่ที่บ้านแล้วนั่งเสียดายว่าทำไมเราไม่มา”

The Royal Wedding 2011 

Prince William and Catherine Middleton

ที่มาที่ไปมา

นับจากพิธีเสกสมรสของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ เมื่อปี ค.ศ. 1981 งานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็คือ พิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เมื่อปี ค.ศ. 2011

เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โอ๊ตเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษพอดีและรับถ่ายภาพงานแต่งอยู่แล้ว ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ควรพลาดงานสำคัญ จึงตัดสินใจวางแผนทุกอย่างด้วยตัวเอง ทำโดยไม่ต้องมีใครมอบหมาย โอ๊ตเริ่มจากหาข้อมูลพิธีจากบทความและข่าว เดินสำรวจเส้นทาง ก่อนจะหาตำแหน่งจุดที่ยืน คิดถึงภาพและจำนวนช็อตที่ต้องการจะถ่าย โดยไม่ได้คาดหวังว่ารูปจะออกมาลักษณะไหน เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในเวลานั้น

จุดยืน

โอ๊ตเล่าย้อนเหตุการณ์เบื้องหลังชุดภาพประวัติศาสตร์ครั้งที่เขาได้เก็บภาพพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ให้ฟังว่า เขาเริ่มจากเลือกประจำการอยู่บริเวณเยื้องๆ กับหอคอยเอลิซาเบธ (บิ๊กเบน) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะได้เห็นทั้งรถพระที่นั่งของเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รี่ พระอนุชา เสด็จฯ ออกจากพระราชวังไปยังโบสถ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ และรถม้าพระที่นั่งวิ่งออกจากโบสถ์ไปยังพระราชวังบักกิงแฮม

Royal Wedding

โดยหลังจากที่โอ๊ตได้ช็อตรถพระที่นั่งไปโบสถ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ เขาก็ใช้เวลาช่วงที่รอพิธีการด้านในเก็บภาพบรรยากาศโดยรอบ แต่ด้วยตำแหน่งที่อยู่ทำให้เขาขยับเคลื่อนย้ายไปไหนไม่ได้มาก ก่อนจะได้ภาพเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ประทับบนรถม้าพระที่นั่ง

Royal Wedding

“จังหวะนี้โชคดีสุดๆ ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดียังไง คือตลอดทางที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ผ่านมาพระองค์ไม่ได้หันพระพักตร์มาทางนี้เลย เราก็ได้แต่ภาวนา และจังหวะที่รถเคลื่อนมาอยู่ตรงหน้าเรา ทั้งสองพระองค์ก็หันพระพักตร์มาพอดี ยิ่งเมื่อรวมกับองค์ประกอบของรูปในตอนนั้นซึ่งดีมากๆ เพราะมีทั้งทหารอยู่ข้างหน้า บรรยากาศของผู้คน รวมถึงการพลิ้วไหวของธงชาติที่โบกพัดเข้ารับกันพอดี” โอ๊ตเล่าพร้อมเปิดภาพเหตุการณ์วันนั้นให้เราดูอีกครั้ง ซึ่งนอกจากช็อตภาพที่คิดไว้ในใจแล้ว โอ๊ตยังได้ภาพของคนสำคัญในพระราชพิธีครบถ้วน ทั้งสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พร้อมเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ เจ้าชายชาร์ลส์พร้อมคามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ และเจ้าชายแฮร์รี่

เราไม่ได้กระโดดเดี่ยวอยู่คนเดียว อยู่คนเดียว

แม้จะฟังดูคล้ายทุกอย่างเป็นใจให้โอ๊ตทั้งหมด แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างง่ายดาย

ช่วงจังหวะที่โอ๊ตเดินย้ายจากจุดเดิมไปพระราชวังพร้อมกันกับคนกว่าแสนคนที่อยู่ตรงนั้น กว่าจะถึงพระราชวังก็สายเสียแล้ว ผู้คนหลั่งไหลกันจับจองพื้นที่ด้านหน้าเต็มอัตรา ทำให้จุดที่เขาอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ภาพช็อตสำคัญ

สิ่งที่โอ๊ตทำก็คือ เขาตัดสินใจกระโดดลงไปในบ่อน้ำพุเพื่อถ่ายภาพช็อตสุดท้ายที่ตั้งใจ

Royal Wedding

“ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ แล้วก็กระโดดนะ เราก็คิดก่อนนะว่าจะทำยังไงดี มันคือโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น สถานการณ์ตอนนั้นคือข้างๆ เป็นเสาไฟที่มีฝรั่งคนหนึ่งปีนขึ้นไปแล้วโทรศัพท์หาแม่เขา พร้อมตะโกนลงมาท่ามกลางคนกว่าแสนคนว่า ‘Everyone says hello to my mom.’ ทุกคนก็ส่งเสียง ‘เฮ!!’ ดังมาก เราก็คิดเลยว่าถ้าเราจะทำอะไรสักอย่างแล้วตำรวจวิ่งเข้ามาจับ ตำรวจจะจับผู้ชายบนเสาไฟก่อน ตอนนั้นมีสตินะ หยิบโทรศัพท์ใส่กระเป๋าไว้แล้วกระโดด ตู้ม! ลงไปในสระน้ำ แล้วปีนขึ้นตามสเต็ปของบ่อน้ำพุ ซึ่งช็อตที่ได้มาจริงๆ ไม่ใช่ช็อตที่ทั้งสองพระองค์จูบครั้งแรกเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ตอนนั้นเราใจเสียเลยเพราะไม่ทันช็อตนี้ กระโดดลงน้ำมาแล้วด้วย ที่จำได้คือตาเราไม่ยอมออกจาก View finder เลย ทุกคนก็ตะโกน ‘Kiss again, kiss again’ ในที่สุดก็ได้ภาพประวัติศาสตร์นั้นมา

Royal Wedding

“เมื่อเหตุการณ์จบลง ช่วงที่เราปีนออกมาจากน้ำพุก็มีคนเดินเข้ามาหาเรา เขาก็ถามว่าเราถ่ายภาพไปเพื่ออะไร ถ่ายให้ใครหรือเปล่า อาจจะเพราะหน้าตาเราดูเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ตอนนั้นคิดในใจว่าต่อให้เป็นตำรวจมาจับเราก็ยอม จะปรับอะไรก็ได้ แต่ขอว่าอย่าลบรูปผม” โอ๊ตบอกว่าการตัดสินใจครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตของเขา เพราะนอกจากจะได้รูปที่สมบูรณ์อย่างที่ตั้งใจ เขายังเป็นช่างภาพเพียงไม่กี่คนในโลกและเป็นเพียงคนเดียวในไทยที่เป็นเจ้าของชุดภาพประวัติศาสตร์นี้

โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ Royal Wedding

The Royal Wedding 2018

Prince Harry and Meghan Markle

I Will

คุณอาจจะสงสัยเหมือนกันกับเราว่า ด้วยชื่อเสียงช่างภาพระดับโลกที่ได้รับความไว้วางใจจากบ่าวสาวบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งไทยและเทศ รวมถึงรางวัลภาพถ่ายจากสมาคมช่างภาพงานแต่งของโลก อะไรทำให้โอ๊ตตัดสินใจใช้แผนการเดิม เดินทางไปเก็บภาพงานพระราชพิธีเสกสมรสประหนึ่งช่างภาพธรรมดาๆ คนหนึ่ง

“เพราะมันยืดหยุ่นกว่ากันเยอะเลย แทนที่จะทำเรื่องขอเข้าไปถ่ายแบบทางการที่จะต้องอยู่ประจำจุดที่อนุญาต ซึ่งขยับย้ายไปไหนมาไหนอย่างที่อยากทำไม่ได้ เราก็เลยไปอย่างเงียบๆ เพราะอยากได้ภาพบรรยากาศในอีกมุมที่มีชีวิตชีวามากกว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ เพราะรูปภาพชุดนี้คงไม่ได้ทำให้ผมโด่งดังขึ้นในการเป็นช่างภาพงานแต่ง ไม่เลย ไม่เกี่ยวกัน ผมแค่เป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับงานประวัติศาสตร์ อย่างน้อยคนจะรู้ว่ามีคนไทยมีภาพชุดนี้เหมือนกัน” โอ๊ตตอบพร้อมย้ำว่าเขาวางแผนเตรียมตัวดีกว่าเก่า ซึ่งอันดับแรกก็คือการเตรียมตัวเรื่องอุปกรณ์

“คราวนี้เราเตรียมกล้องไป 2 ตัว ใช้เลนส์เทเลให้ซูมได้ไกลขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Canon เมื่อมีกล้องที่เหมือนถ่ายบอล ก็ต้องเตรียมชุดเหมือนถ่ายบอลไปด้วย เตรียมขาตั้งกล้องแบบขาเดียว และซ้อมแบกกล้อง จากนั้นวางโปรแกรมเส้นทาง ตอนแรกตั้งใจจะเช่าบ้านที่วินด์เซอร์เพื่อสะดวกในการเดินทางและเก็บของ แต่เห็นราคาบ้านเช่าที่เป็นแสนก็เลยล้มแผนนี้ไป แล้วใช้วิธีเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งที่พักใกล้สุดในราคาที่รับได้คือเดิน 30 นาทีจากสถานีรถไฟ สำหรับเส้นทางพิธีในวันงานนั้นก็ยาวใช้ได้ เราก็ต้องไปดูสถานที่จริงเพื่อสำรวจก่อนว่าจะอยากได้ฉากพื้นหลังแบบไหน จุดที่ยืนอยู่จะย้ายไปอีกจุดได้ขนาดไหน”

I Do, I Do

“รอบนี้บอกเลยว่ายากกว่ารอบที่แล้วมากๆ เพราะสถานที่ที่วินด์เซอร์แคบกว่าที่ลอนดอนมาก

การเดินทางจำกัด สิ่งที่เจอหน้างาน ความไม่แน่นอนของทุกอย่าง เรามาสำรวจเส้นทางวางแผนล่วงหน้า 3 วันก่อนวันงาน รวมวันนี้ที่ถ่ายจริงแล้วเป็น 4 วัน ซึ่งเราเปลี่ยนแผนกันทุกวันจนวินาทีสุดท้าย ถึงเลือกตำแหน่งที่เราจะไปถ่ายรูป ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ Victoria Barracks เป็นจุดที่ขบวนสวนสนามออกไปรับเจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกนที่พระราชวังวินด์เซอร์ เลือกจุดนี้เพราะคิดว่าน่าจะได้ภาพที่เล่าเรื่องของการออกไปรับและกลับเข้ามาพระราชวัง”

Royal Wedding Royal Wedding Royal Wedding

โอ๊ตเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า การเก็บภาพพิธีเสกสมรสครั้งนี้มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ทำให้การทำงานค่อนข้างจำกัดกว่าคราวที่แล้วมาก และมีปัญหาที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอยู่ตลอด เช่น การเป็นคนไทยที่เมื่อเทียบความสูงกับคนส่วนใหญ่ในบริเวณนั้นแล้วแพ้ราบคาบ ยิ่งเจอกับโทรศัพท์มือถือ ไม้เซลฟี่ คนโบกธง โอ๊ตเลยตัดสินใจหนึ่งวันก่อนวันงานซื้อเก้าอี้พับตัวหนึ่งเพื่อแก้ปัญหานี้

“สำคัญที่สุดคือ จังหวะของขบวนรถม้าพระที่นั่งเสด็จฯ มานั้นเร็วมาก ประกอบกับขบวนมีลักษณะเกาะกลุ่มกัน ระยะห่างของทหารม้านำขบวนและรถม้าพระที่นั่งอยู่ติดกันมาก ทำให้เราไม่เห็นว่าพระองค์เสด็จฯ มาแล้วหรือยัง รู้ตัวอีกทีคือ รถพระที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราแล้ว จังหวะที่ยกกล้องขึ้นมา ทั้งสองพระองค์หันพระพักตร์ไปอีกด้าน เราก็ยิ่งลุ้นเข้าไปใหญ่ โชคดีที่พระองค์มาพอดี วินาทีนั้นเรากดชัตเตอร์รัว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เรามีเวลาแค่ 4 วินาทีสำหรับภาพช็อตนี้”

Royal Wedding

“สำหรับเรา เราพอใจมากนะ การรอคอย 8 ชั่วโมงเพื่อ 4 วินาทีนี้ที่คุ้มค่ามาก เราดีใจที่เป็นคนหนึ่งที่มีภาพพิธีเสกสมรสของทั้งสองรัชทายาทแห่งราชวงศ์อังกฤษ”

Royal Wedding Royal Wedding สวนสาธารณะ

สวนสาธารณะ

“สิ่งที่ประทับใจ เรื่องแรกคือ คนที่อยู่รอบๆ เรานั่งรถไฟเที่ยวแรกจากที่พักมาถึงที่นี่ 6 โมงเช้า สิ่งที่พบก็คือคนที่มาร่วมงานราชพิธีเสกสมรสรอบนี้เดินทางมาจากทั่วโลกจริงๆ ทุกคนที่อยู่รอบตัวเรามาด้วยใจจริงๆ แม้จะมาจากต่างที่ต่างถิ่นกัน แต่เป็นกันเองและช่วยเหลือกันดีมากๆ เรื่องที่สองคือ ทิม เป็นตำรวจประจำตรงจุดที่เรายืนอยู่ ซึ่งทิมจะคอยอัพเดตสถานการณ์ และพูดคุยเล่นกับทุกคนที่มารอ สร้างบรรยากาศให้ทุกคนรู้สึกสนุกสนาน และเรื่องสุดท้ายคือ บรรยากาศ สังเกตเลยว่ารอบนี้ทุกคนแต่งตัวจัดเต็มมาก มีการคิดเครื่องแต่งกายกันมาเต็มที่ แต่งตัวเป็นดาราคนดัง เด็กๆ แต่งตัวเป็นเจ้าสาวน่ารักๆ เหมือนทุกคนมาร่วมงานแต่งงานนี้จริงๆ ทุกคนสนุกกับการเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีนี้”

Royal Wedding Royal Wedding

โอ๊ต ชัยสิทธฺ์

Now and Forever

“จุดที่ยากที่สุดคือการต้องตัดสินใจในแต่ละวินาที คิดอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะทำอะไร เหตุการณ์นี้ที่เกิดขึ้นต้องยกกล้องขึ้นมานะ เพราะช็อตนี้กำลังจะเล่าเรื่องอะไรบางอย่าง ช็อตนี้ต้องวิ่งมุดแล้วนะ ช็อตนี้ต้องกระโดดลงน้ำแล้วนะ เราไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด ทั้งหมดเป็นเรื่องสัญชาตญาณ และความเชื่อของเราที่มองเห็นคุณค่าของการถ่ายภาพ เราเห็นคุณค่าว่าภาพนี้จะเป็นอย่างไร บางคนอาจจะมองว่าภาพตรงหน้าเป็นแบบนี้ ฉันจะถ่ายด้วยกล้องจากโทรศัพท์มือถือ ฉันโอเคแล้ว แต่สำหรับผม ผมอยากได้ภาพที่อยู่ในฟอร์แมตที่ผมคิดว่าดีที่สุด ผมสามารถพิมพ์ภาพออกมาได้” โอ๊ตเล่า

ก่อนจะทิ้งท้ายเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับใครที่สนใจอยากเปิดโอกาสให้ตัวเองเข้าไปเก็บภาพเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ดูบ้างดังนี้

“ลำดับแรกคือทำตัวเองให้คล่องตัวที่สุด ใส่รองเท้าที่สบายเพราะยืนเยอะ เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยจากบ้าน เรื่องนี้สำคัญมาก อีกเรื่องพูดไปก็อาจจะเข้าตัว อย่าพะรุงพะรัง แต่ที่เตรียมไปตอนนี้ก็พะรุงพะรังใช้ได้เลย พักผ่อนให้เพียงพอ เตรียมอาหารหรือขนมไว้จิบๆ เพราะไม่รู้ว่าจะนานเท่าไหร่”

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

ภาพ :   ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี
Copyright: OAT-CHAIYASITH
www.oat-chaiyasith.com
IG: oat_chaiyasith

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

“ฉันตัดสินใจตั้งแต่อายุ 20 ปีว่าจะตามฝันการเป็นนักแสดงบนเวที และหวังว่าสักวันจะได้แสดงให้ Cirque Du Soleil”

Elizabeth Brown Gagnon เอ่ยในวันที่ฝันของเธอเป็นจริง สำหรับนักกายกรรมสาวจากเท็กซัสและศิลปินมากมายทุกทวีป การได้ทำงานกับคณะละครสัตว์แห่งดวงอาทิตย์ (Cirque Du Soleil – เซิร์ก ดู โซเลย์) คือความฝันอันสูงส่ง ปัจจุบันมีศิลปินทั่วโลกเพียง 1,300 คนเท่านั้นที่สำเร็จ

จากคณะละครเล็กๆ ในแคนาดาที่ก่อตั้งในปี 1984 Cirque Du Soleil ประสบความสำเร็จมหาศาล ด้วยการแสดงที่สื่อสารด้วยภาษากายและความสนุกผาดโผน จนกลายเป็นกลุ่มละครที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสมาชิกทั้งหมดกว่า 4,000 คน และตระเวนสั่นสะเทือนความรู้สึกคนดูทั่วโลกมาแล้วมากกว่า 180 ล้านคน

ในวาระที่คณะละครสุดร้อนแรงจะเดินทางมาแสดงละครเรื่อง Cirque Du Soleil TORUK The First Flight ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง Avatar ของ James Cameron ที่เมืองไทย เราได้โอกาสพูดคุยกับสมาชิกจากคณะละครสัตว์แห่งดวงอาทิตย์ Janie Mallet นักประชาสัมพันธ์ และ Elizabeth Brown Gagnon นักแสดงกายกรรม ถึงเบื้องหลังโปรดักชันอลังการงานช้าง ก่อนการแสดงแสงสีเสียง 18 รอบในเดือนมิถุนายนจะเริ่มต้นขึ้น

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

Avatar x Cirque Du Soleil

ปี 2009 ภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง Avatar ออกฉาย เรื่องราวของนายทหารหนุ่มที่เข้าไปพบชีวิตที่สองบนดาวแพนโดร่าใช้ทุนสร้างมหาศาลจนมีการคาดการณ์ว่าคงขาดทุน ผลปรากฏว่า ‘อวตาร’ ทำรายได้ถล่มทลาย แถมยังกวาดคะแนนนักวิจารณ์กับรางวัลออสการ์ไป 3 รางวัล เจมส์ คาเมรอน สร้างโลกสมมติขึ้นมาใหม่ทั้งใบ และพิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้กำกับมือฉมังของโลก

ความสำเร็จยิ่งใหญ่ทำให้โลกขยายกลายเป็นจักรวาล ทีมงาน อวตาร ตกลงกับ Cirque Du Soleil ยักษ์ใหญ่ฝั่งละครเวทีว่าจะทำละครภาคต่อจากหนังไซไฟที่ใช้ CG ทั้งเรื่อง! เมื่อการแสดงสดไม่มี CG สิ่งที่ตามมาคืองานดีไซน์ละเอียดยิบมหาศาลคุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

“ตั้งแต่หนังออกมา Cirque Du Soleil ได้คุยเรื่องนี้กับเจมส์ คาเมรอน และทีมงานของเขาแล้ว โปรดักชันที่ใหญ่ขนาดนี้ต้องใช้เวลาสร้างราว 5 ปี สำหรับกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่เขียนบท หานักแสดง ออกแบบและสร้างฉาก และฝึกซ้อมร่วมกันจนเปิดตัวเล่นครั้งแรกที่มอนทรีอัล แคนาดา ในปี 2015 หลังจากนั้นเราก็ออกทัวร์รอบโลกมา 2 ปีครึ่งแล้ว”

เจนี่ นักประชาสัมพันธ์แห่งคณะละครเสริมต่อว่าแม้ละครจะออกมาช้ากว่าหนังหลายปี แต่ผู้คนยังรักและจดจำ อวตาร ได้

“ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 11 ที่เรามาเล่น ทุกอย่างยังสดใหม่และเรายังพัฒนากันอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างในจักรวาลอวตารสมเหตุสมผล”

สร้างโลกใหม่

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

Cirque Du Soleil TORUK The First Flight เริ่มต้นเรื่องเมื่อ 3,000 ปีก่อนมนุษย์ย่างเท้าลงบนดวงจันทร์แพนโดร่า ก่อนเรื่องราวในหนังจะเกิดขึ้น หนึ่งในเหตุผลแรกที่ภาคใหม่ของ อวตาร เป็นเรื่องของชาวนาวีล้วนๆ ไม่มีมนุษย์มาข้องเกี่ยว เพราะการแสดงให้เห็นความต่างระหว่างขนาดตัวชาวนาวีตัวยักษ์และมนุษย์บนเวทีเป็นเรื่องยากมาก การสร้างเรื่องราว prequel เปิดโอกาสให้ทีมงานสร้างเรื่องราวใหม่ได้ง่ายกว่า

Michel Lemieux และ Victor Pilon ผู้กำกับละครและผู้กำกับมัลติมีเดียร่วมเขียนบทเรื่องวัยรุ่นชาวนาวี 3 คนที่พยายามต่อสู้เพื่อรักษาบ้านเกิดจากภัยธรรมชาติ ด้วยการเดินทางออกตามหาโทรุค สัตว์ปีกเจ้าแห่งน่านฟ้าแพนโดร่า ระหว่างทางทั้งสามได้พบชาวนาวีหลายเผ่าและฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มากมายจนถึงภูเขาลอยฟ้า

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

“ตอนที่ลงมือทำเรื่องนี้ มันเป็น Touring Show ที่ใหญ่ที่สุด Cirque Du Soleil เคยทำมา เราต้องออกเดินทางไปเล่นในที่ใหม่ทุก 1 – 2 สัปดาห์ แต่เรามีโปรเจกเตอร์ 4 ตัวฉายกลางอากาศ มีเทคนิคพิเศษสร้างแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ผืนน้ำที่ดูเหมือนจริง และเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบไฟติดตามคนอัติโนมัติ มีการทดลองและใช้เวลาเยอะมากเพื่อทำให้แพนโดร่ามีชีวิตขึ้นมา และทำให้คนดูรู้สึกเหมือนอยู่ในแพนโดร่าจริงๆ”

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

พื้นที่ฉายภาพมัลติมีเดียของละครเรื่องนี้ใหญ่กว่าจอ IMAX 5 เท่า มีฉากและอุปกรณ์ที่ดูเหมือนมาจากโลกอื่น มีการเชิดหุ่นสัตว์ประหลาดยักษ์ โดยเฉพาะโทรุคที่หนักถึง 115 กิโลกรัม และมีความกว้างถึง 12 เมตร เสื้อผ้าเครื่องประดับของนักแสดง 35 ชีวิต ออกแบบให้ดูเหมือนทำจากพืชนอกโลก และประกอบด้วยมือชาวนาวี เครื่องแต่งกายเหล่านี้มีจำนวนนับพันชิ้น เนื่องจากพวกเขาต้องสลับเล่นหลายบทบาท และสิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความแตกต่างระหว่างชาวนาวีทั้ง 5 เผ่าออกจากกัน

 คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

ประชากรชาวนาวี

“เส้นทางของทุกคนที่มาที่นี่แตกต่างกันออกไป”

เอลิซาเบ็ธผู้รับบทชาวนาวีถึง 4 ตัวละครเอ่ย ก่อนอธิบายเส้นทางนักแสดงก่อนกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตตัวสีฟ้า “Cirque Du Soleil มองหานักแสดงที่แตกต่างกันในแต่ละเรื่อง เรื่องนี้ต้องการนักกายกรรมที่มีพื้นฐานยิมนาสติก การเต้น และการแสดง ที่ทำให้พัฒนาตัวละครและแสดงได้เต็มที่ เราต้องออดิชันหลายขั้นตอน นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันทำงานกับ Cirque Du Soleil แต่ก่อนหน้านี้ทำงานกับโชว์อื่นมา 9 ปี บางคนเคยเล่นเรื่องอื่นของ Cirque Du Soleil มาแล้วและอยากเปลี่ยนมาเล่นเรื่องใหม่ ประวัติแต่ละคนไม่เหมือนกัน”

คณะละครนี้มีทีมแคสติ้งที่มอนทรีอัลและทีมงานที่มองหานักยิมนาสติกและนักแสดงจากทั่วโลก รวมถึงเปิดรับสมัครศิลปินทางออนไลน์ ศิลปินที่คณะละครสัตว์แห่งดวงอาทิตย์ต้องการมีหลากหลาย ทั้งนักแสดงกายกรรม นักร้อง นักเชิดหุ่น และสารพัดช่าง ที่จะสร้างเวทมนต์บนเวทีให้สะกดคนดู

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

“เราต้องใช้เวลาในการพัฒนาตัวละครชาวนาวี เรียนรู้การเดินเหมือนนาวี คลานเหมือนนาวี พูดภาษานาวี และเข้าใจแนวคิดของชาวนาวี คือเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับจักรวาล เราคือส่วนหนึ่งของดวงจันทร์แพนโดร่า และต้องเข้าใจปรัชญาของเจมส์ คาเมรอน ที่อยู่ในหนัง แล้วแสดงให้เห็นว่ามนุษย์อย่างเรากลายเป็นชาวนาวีเมื่ออยู่บนเวที”

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

“ฉันเล่นเป็น 4 ตัวละคร จาก 4 เผ่า และแต่ละเผ่าเคลื่อนไหวต่างกัน เผ่าหนึ่งมีความสุขสนุกสนาน พวกเขาจะเคลื่อนไหวแบบนั้น แต่อีกเผ่าเป็นนักรบดุดัน ก็จะเคลื่อนไหวอีกแบบ ดังนั้น มันจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชุด แต่ต้องเปลี่ยนการเคลื่อนไหวเพื่อสะท้อนตัวละครด้วย”

นอกจากฝึกซ้อมการแสดง พวกเขาต้องเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปโดยสิ้นเชิง นักกายกรรมส่วนใหญ่มีกล้ามเนื้อมากและไม่มีโครงสร้างผอมสูงแบบชาวนาวี นักแสดงทั้งหมดต้องเรียนแต่งหน้าแต่งตัวเอง ก่อนการแสดงเธอจะเพนต์ตัวเองด้วยครีมสีฟ้า และลงแป้งสีฟ้าทับอีกชั้นก่อนแต่งตัว รวมถึงติดหางเข้าไปด้วย การแต่งตัวนี้ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง และทิ้งร่องรอยสีฟ้าติดตัวหลังแสดงจบเสมอ

“การแต่งตัวช่วยให้ฉันมีสมาธิและเข้าถึงตัวละครมากขึ้น เราต้องใช้พลังเยอะมากเพื่อเป็นตัวละครบนเวทีตลอดเวลา มันไม่เหมือนการเล่นกายกรรม ฉันฝึกกายกรรมมาตลอดชีวิต แต่การแสดงเป็นชาวนาวีเรื่องใหม่ การเป็นและคงความเป็นตัวละครไว้ตลอด 2 ชั่วโมง หรือบางทีก็ 2 รอบต่อคืน เป็นหนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุุด แต่มันก็ทำให้โชว์พิเศษ”

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

สู่สายตาผู้ชม

ตั้งแต่ออกทัวร์ TORUK – The First Flight ได้รับเสียงตอบรับท่วมท้นล้นหลาม การแสดงของ Cirque Du Soleil มีเนื้อหาเป็นสากลและเปิดกว้างต่อการตีความของผู้ชม ความพยายามบากบั่นของชาวนาวีที่รวมตัวกันเพื่อเอาชนะเป้าหมาย สร้างความเปลี่ยนแปลงและความฮึกเหิมในใจผู้ชม

“สิ่งที่ดีที่สุดของงานนี้คือการได้แสดงละครกับ Cirque Du Soleil และสิ่งต่อมาคือการเป็นครอบครัวใหญ่ ละครเรื่องนี้เล่าเรื่องมิตรภาพ ความสามัคคีกลมเกลียวเพื่อเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเราจริงๆ” นักกายกรรมสาวกล่าวอย่างจริงใจ

“ผู้ชมมีผลตอบรับแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ฉันคุ้นเคยกับผู้ชมจากอเมริกาเหนือและแคนาดา แต่พอเราไปเม็กซิโก พวกเขาตื่นเต้น เสียงดัง สนใจการแสดง บางประเทศผู้ชมจะเรียบร้อยกว่า แค่ตบมือ แต่ตอนจบเราจะรู้สึกถึงความชื่นชมของพวกเขาเสมอ”
คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

 

นอกจากคุยกับนักแสดง เรายังได้ไปชมเบื้องหลังเวที TORUK The First Flight ฉากแสนสวยน่าอัศจรรย์นี้ใช้เวลาติดตั้งเพียง 10 – 12 ชั่วโมงเท่านั้น โดยอุปกรณ์และเครื่องแต่งกายทั้งหมดกว่าพันชิ้น บรรจุในคอนเทนเนอร์ 39 ตู้ และขนย้ายมาทางเครื่องบิน 4 ลำ

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

นักแสดงทั้ง 40 คนเรียนการแต่งหน้าเป็นชาวนาวีที่ควิเบก โดยสไตลิสต์ออกแบบการแต่งหน้าให้แต่ละคนต่างกัน กระทั่งชุดสีฟ้าแนบเนื้อที่ออกแบบมาอย่างละเอียดมี 4 สี เหมือนสีผิวคนเราที่ไม่เท่ากัน ส่วนงานของคนเชิดหุ่น 6 คนก็สนุกใช่เล่น พวกเขาต้องเชิดหุ่นสัตว์ 16 ตัวที่ซับซ้อน ตั้งแต่เชิดเดี่ยว เชิดคู่ ไปจนถึงเชิดโทรุกเจ้าเวหาพร้อมกันทั้ง 6 คน เห็นการทำงานเบื้องหลังแล้วยิ่งประทับใจกับ Cirque Du Soleil เข้าไปอีก

คุยกับนักกายกรรมถึงเบื้องหลังการแสดง Avatar ทั่วโลก

 

Cirque Du Soleil TORUK The First Flight จัดแสดงตั้งแต่วันที่ 14 – 24 มิถุนายนนี้ ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี จองบัตรได้ที่นี่

ภาพ: TORUK-The First Flight

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load