21 พฤษภาคม 2561
12 K
วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2018
เวลา 20.30 น. โดยประมาณ ตามเวลาประเทศไทย
ที่ วินด์เซอร์ สหราชอาณาจักร

Royal Wedding

รถม้าพระที่นั่งวิ่งนำขบวนผ่านใจกลางเมืองวินด์เซอร์หลังเสร็จพิธีทางศาสนา

เราได้แต่ยิ้มตามไปพร้อมๆ กับอีกร้อยล้านคนทั่วโลกที่เฝ้าชมภาพถ่ายทอดสดพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายแฮร์รี่ พระราชนัดดาในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และพระโอรสพระองค์เล็กในเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ กับ เมแกน มาร์เคิล นักแสดงฮอลลีวูด

ภาพบรรยากาศอันชื่นมื่นไม่ต่างจากหน้าสุดท้ายของเทพนิยายที่เราคุ้นเคย ต่างก็แต่เพียง เจ้าชายในยุคนี้เขาไม่เคียงคู่กับเจ้าหญิงกันแล้ว

7 วันก่อนหน้า
ที่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ทันทีที่รู้ว่ามีช่างภาพไทยคนหนึ่งตั้งใจออกเดินทางไปเก็บภาพงานพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล ถึงประเทศอังกฤษ เราก็นัดหมาย โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี เพื่อชวนคุยถึงที่มาที่ไป รวมถึงเบื้องหลังการเตรียมตัวก่อนเข้าร่วมพิธีสำคัญนี้

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

หลายปีก่อน โอ๊ตเป็นช่างภาพเพียงไม่กี่คนบนโลก และเป็นช่างภาพไทยเพียงคนเดียวที่เป็นเจ้าของชุดภาพงานพิธีเสกสมรสเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เมื่อปี ค.ศ. 2011 ที่สมบูรณ์ที่สุด ผสมรวมกับความตั้งใจและสายตาที่ไวต่อการจับอารมณ์และความรู้สึกทำให้เขาเป็นช่างภาพที่คู่บ่าวสาวและบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งไทยและเทศไว้วางใจที่สุดคนหนึ่ง

รางวัลและชื่อเสียงของการเป็นช่างภาพระดับโลกไม่ใช่สิ่งที่ทำให้โอ๊ตนำติดตัวไปร่วมงานสำคัญนี้ด้วย แต่เลือกที่จะไปอย่างช่างภาพคนหนึ่งที่เชื่อในคุณค่าของภาพประวัติศาสตร์

ก่อนออกเดินทาง โอ๊ตยอมรับกับเราว่าเขาไม่มั่นใจว่าจะได้รูปอย่างที่ตั้งใจหรือเปล่า แต่จากแววตาในตลอดการสนทนา โอ๊ตทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่าภาพจากพิธีเสกสมรสของรัชทายาทลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์อังกฤษชุดนี้มีความหมายและเต็มไปด้วยความรู้สึกยินดีมากแค่ไหน

We keep this love in a photograph…

“…We made these memories for ourselves”

โอ๊ตบอกว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่พยายามพาตัวเองไปอยู่ในเหตุการณ์สำคัญๆ เพียงเพื่ออยากเป็นคนหนึ่งที่บันทึกภาพประวัติศาสตร​์

เพราะรู้ว่าไม่ใช่ภาพที่จะถ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เป็นเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

“ผมได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสตามเสด็จฯ เพื่อถวายงานฉายพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพฯ ครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ปี และ 3 ปีต่อมาก็ได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็รู้สึกอย่างลึกซึ้งกับคุณค่าของภาพที่ผมถ่าย” โอ๊ตเล่าถึงครั้งหนึ่งที่เคยเป็นช่างภาพในสำนักพระราชวัง ได้รับโอกาสสำคัญในการบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศ เช่น พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในรัชกาลที่ 9

และครั้งนี้ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก เพราะไม่มีราชวงศ์ไหนในโลกที่มีพิธีภิเษกสมรสยิ่งใหญ่เท่าราชวงศ์อังกฤษ และถ้าหากพลาดจากงานนี้อาจจะต้องรออีกหลายสิบปีถึงจะเป็นงานของเจ้าชายจอร์จ

“เมื่อทราบข่าวพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล เราก็คุยกันกับแฟนว่าเราอยากจะเก็บภาพเหตุการณ์นี้ให้ครบทั้งสองพระองค์ ก็เลยตัดสินใจซื้อตั๋วไป เราไม่รู้หรอกว่าจะได้รูปหรือเปล่า แต่เรารู้ว่าเราได้ทำแล้ว ดีกว่าเรานั่งดูถ่ายทอดสดอยู่ที่บ้านแล้วนั่งเสียดายว่าทำไมเราไม่มา”

The Royal Wedding 2011 

Prince William and Catherine Middleton

ที่มาที่ไปมา

นับจากพิธีเสกสมรสของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ เมื่อปี ค.ศ. 1981 งานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็คือ พิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เมื่อปี ค.ศ. 2011

เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โอ๊ตเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษพอดีและรับถ่ายภาพงานแต่งอยู่แล้ว ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ควรพลาดงานสำคัญ จึงตัดสินใจวางแผนทุกอย่างด้วยตัวเอง ทำโดยไม่ต้องมีใครมอบหมาย โอ๊ตเริ่มจากหาข้อมูลพิธีจากบทความและข่าว เดินสำรวจเส้นทาง ก่อนจะหาตำแหน่งจุดที่ยืน คิดถึงภาพและจำนวนช็อตที่ต้องการจะถ่าย โดยไม่ได้คาดหวังว่ารูปจะออกมาลักษณะไหน เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในเวลานั้น

จุดยืน

โอ๊ตเล่าย้อนเหตุการณ์เบื้องหลังชุดภาพประวัติศาสตร์ครั้งที่เขาได้เก็บภาพพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ให้ฟังว่า เขาเริ่มจากเลือกประจำการอยู่บริเวณเยื้องๆ กับหอคอยเอลิซาเบธ (บิ๊กเบน) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะได้เห็นทั้งรถพระที่นั่งของเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รี่ พระอนุชา เสด็จฯ ออกจากพระราชวังไปยังโบสถ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ และรถม้าพระที่นั่งวิ่งออกจากโบสถ์ไปยังพระราชวังบักกิงแฮม

Royal Wedding

โดยหลังจากที่โอ๊ตได้ช็อตรถพระที่นั่งไปโบสถ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ เขาก็ใช้เวลาช่วงที่รอพิธีการด้านในเก็บภาพบรรยากาศโดยรอบ แต่ด้วยตำแหน่งที่อยู่ทำให้เขาขยับเคลื่อนย้ายไปไหนไม่ได้มาก ก่อนจะได้ภาพเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ประทับบนรถม้าพระที่นั่ง

Royal Wedding

“จังหวะนี้โชคดีสุดๆ ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดียังไง คือตลอดทางที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ผ่านมาพระองค์ไม่ได้หันพระพักตร์มาทางนี้เลย เราก็ได้แต่ภาวนา และจังหวะที่รถเคลื่อนมาอยู่ตรงหน้าเรา ทั้งสองพระองค์ก็หันพระพักตร์มาพอดี ยิ่งเมื่อรวมกับองค์ประกอบของรูปในตอนนั้นซึ่งดีมากๆ เพราะมีทั้งทหารอยู่ข้างหน้า บรรยากาศของผู้คน รวมถึงการพลิ้วไหวของธงชาติที่โบกพัดเข้ารับกันพอดี” โอ๊ตเล่าพร้อมเปิดภาพเหตุการณ์วันนั้นให้เราดูอีกครั้ง ซึ่งนอกจากช็อตภาพที่คิดไว้ในใจแล้ว โอ๊ตยังได้ภาพของคนสำคัญในพระราชพิธีครบถ้วน ทั้งสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พร้อมเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ เจ้าชายชาร์ลส์พร้อมคามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ และเจ้าชายแฮร์รี่

เราไม่ได้กระโดดเดี่ยวอยู่คนเดียว อยู่คนเดียว

แม้จะฟังดูคล้ายทุกอย่างเป็นใจให้โอ๊ตทั้งหมด แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างง่ายดาย

ช่วงจังหวะที่โอ๊ตเดินย้ายจากจุดเดิมไปพระราชวังพร้อมกันกับคนกว่าแสนคนที่อยู่ตรงนั้น กว่าจะถึงพระราชวังก็สายเสียแล้ว ผู้คนหลั่งไหลกันจับจองพื้นที่ด้านหน้าเต็มอัตรา ทำให้จุดที่เขาอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ภาพช็อตสำคัญ

สิ่งที่โอ๊ตทำก็คือ เขาตัดสินใจกระโดดลงไปในบ่อน้ำพุเพื่อถ่ายภาพช็อตสุดท้ายที่ตั้งใจ

Royal Wedding

“ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ แล้วก็กระโดดนะ เราก็คิดก่อนนะว่าจะทำยังไงดี มันคือโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น สถานการณ์ตอนนั้นคือข้างๆ เป็นเสาไฟที่มีฝรั่งคนหนึ่งปีนขึ้นไปแล้วโทรศัพท์หาแม่เขา พร้อมตะโกนลงมาท่ามกลางคนกว่าแสนคนว่า ‘Everyone says hello to my mom.’ ทุกคนก็ส่งเสียง ‘เฮ!!’ ดังมาก เราก็คิดเลยว่าถ้าเราจะทำอะไรสักอย่างแล้วตำรวจวิ่งเข้ามาจับ ตำรวจจะจับผู้ชายบนเสาไฟก่อน ตอนนั้นมีสตินะ หยิบโทรศัพท์ใส่กระเป๋าไว้แล้วกระโดด ตู้ม! ลงไปในสระน้ำ แล้วปีนขึ้นตามสเต็ปของบ่อน้ำพุ ซึ่งช็อตที่ได้มาจริงๆ ไม่ใช่ช็อตที่ทั้งสองพระองค์จูบครั้งแรกเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ตอนนั้นเราใจเสียเลยเพราะไม่ทันช็อตนี้ กระโดดลงน้ำมาแล้วด้วย ที่จำได้คือตาเราไม่ยอมออกจาก View finder เลย ทุกคนก็ตะโกน ‘Kiss again, kiss again’ ในที่สุดก็ได้ภาพประวัติศาสตร์นั้นมา

Royal Wedding

“เมื่อเหตุการณ์จบลง ช่วงที่เราปีนออกมาจากน้ำพุก็มีคนเดินเข้ามาหาเรา เขาก็ถามว่าเราถ่ายภาพไปเพื่ออะไร ถ่ายให้ใครหรือเปล่า อาจจะเพราะหน้าตาเราดูเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ตอนนั้นคิดในใจว่าต่อให้เป็นตำรวจมาจับเราก็ยอม จะปรับอะไรก็ได้ แต่ขอว่าอย่าลบรูปผม” โอ๊ตบอกว่าการตัดสินใจครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตของเขา เพราะนอกจากจะได้รูปที่สมบูรณ์อย่างที่ตั้งใจ เขายังเป็นช่างภาพเพียงไม่กี่คนในโลกและเป็นเพียงคนเดียวในไทยที่เป็นเจ้าของชุดภาพประวัติศาสตร์นี้

โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ Royal Wedding

The Royal Wedding 2018

Prince Harry and Meghan Markle

I Will

คุณอาจจะสงสัยเหมือนกันกับเราว่า ด้วยชื่อเสียงช่างภาพระดับโลกที่ได้รับความไว้วางใจจากบ่าวสาวบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งไทยและเทศ รวมถึงรางวัลภาพถ่ายจากสมาคมช่างภาพงานแต่งของโลก อะไรทำให้โอ๊ตตัดสินใจใช้แผนการเดิม เดินทางไปเก็บภาพงานพระราชพิธีเสกสมรสประหนึ่งช่างภาพธรรมดาๆ คนหนึ่ง

“เพราะมันยืดหยุ่นกว่ากันเยอะเลย แทนที่จะทำเรื่องขอเข้าไปถ่ายแบบทางการที่จะต้องอยู่ประจำจุดที่อนุญาต ซึ่งขยับย้ายไปไหนมาไหนอย่างที่อยากทำไม่ได้ เราก็เลยไปอย่างเงียบๆ เพราะอยากได้ภาพบรรยากาศในอีกมุมที่มีชีวิตชีวามากกว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ เพราะรูปภาพชุดนี้คงไม่ได้ทำให้ผมโด่งดังขึ้นในการเป็นช่างภาพงานแต่ง ไม่เลย ไม่เกี่ยวกัน ผมแค่เป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับงานประวัติศาสตร์ อย่างน้อยคนจะรู้ว่ามีคนไทยมีภาพชุดนี้เหมือนกัน” โอ๊ตตอบพร้อมย้ำว่าเขาวางแผนเตรียมตัวดีกว่าเก่า ซึ่งอันดับแรกก็คือการเตรียมตัวเรื่องอุปกรณ์

“คราวนี้เราเตรียมกล้องไป 2 ตัว ใช้เลนส์เทเลให้ซูมได้ไกลขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Canon เมื่อมีกล้องที่เหมือนถ่ายบอล ก็ต้องเตรียมชุดเหมือนถ่ายบอลไปด้วย เตรียมขาตั้งกล้องแบบขาเดียว และซ้อมแบกกล้อง จากนั้นวางโปรแกรมเส้นทาง ตอนแรกตั้งใจจะเช่าบ้านที่วินด์เซอร์เพื่อสะดวกในการเดินทางและเก็บของ แต่เห็นราคาบ้านเช่าที่เป็นแสนก็เลยล้มแผนนี้ไป แล้วใช้วิธีเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งที่พักใกล้สุดในราคาที่รับได้คือเดิน 30 นาทีจากสถานีรถไฟ สำหรับเส้นทางพิธีในวันงานนั้นก็ยาวใช้ได้ เราก็ต้องไปดูสถานที่จริงเพื่อสำรวจก่อนว่าจะอยากได้ฉากพื้นหลังแบบไหน จุดที่ยืนอยู่จะย้ายไปอีกจุดได้ขนาดไหน”

I Do, I Do

“รอบนี้บอกเลยว่ายากกว่ารอบที่แล้วมากๆ เพราะสถานที่ที่วินด์เซอร์แคบกว่าที่ลอนดอนมาก

การเดินทางจำกัด สิ่งที่เจอหน้างาน ความไม่แน่นอนของทุกอย่าง เรามาสำรวจเส้นทางวางแผนล่วงหน้า 3 วันก่อนวันงาน รวมวันนี้ที่ถ่ายจริงแล้วเป็น 4 วัน ซึ่งเราเปลี่ยนแผนกันทุกวันจนวินาทีสุดท้าย ถึงเลือกตำแหน่งที่เราจะไปถ่ายรูป ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ Victoria Barracks เป็นจุดที่ขบวนสวนสนามออกไปรับเจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกนที่พระราชวังวินด์เซอร์ เลือกจุดนี้เพราะคิดว่าน่าจะได้ภาพที่เล่าเรื่องของการออกไปรับและกลับเข้ามาพระราชวัง”

Royal Wedding Royal Wedding Royal Wedding

โอ๊ตเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า การเก็บภาพพิธีเสกสมรสครั้งนี้มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ทำให้การทำงานค่อนข้างจำกัดกว่าคราวที่แล้วมาก และมีปัญหาที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอยู่ตลอด เช่น การเป็นคนไทยที่เมื่อเทียบความสูงกับคนส่วนใหญ่ในบริเวณนั้นแล้วแพ้ราบคาบ ยิ่งเจอกับโทรศัพท์มือถือ ไม้เซลฟี่ คนโบกธง โอ๊ตเลยตัดสินใจหนึ่งวันก่อนวันงานซื้อเก้าอี้พับตัวหนึ่งเพื่อแก้ปัญหานี้

“สำคัญที่สุดคือ จังหวะของขบวนรถม้าพระที่นั่งเสด็จฯ มานั้นเร็วมาก ประกอบกับขบวนมีลักษณะเกาะกลุ่มกัน ระยะห่างของทหารม้านำขบวนและรถม้าพระที่นั่งอยู่ติดกันมาก ทำให้เราไม่เห็นว่าพระองค์เสด็จฯ มาแล้วหรือยัง รู้ตัวอีกทีคือ รถพระที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราแล้ว จังหวะที่ยกกล้องขึ้นมา ทั้งสองพระองค์หันพระพักตร์ไปอีกด้าน เราก็ยิ่งลุ้นเข้าไปใหญ่ โชคดีที่พระองค์มาพอดี วินาทีนั้นเรากดชัตเตอร์รัว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เรามีเวลาแค่ 4 วินาทีสำหรับภาพช็อตนี้”

Royal Wedding

“สำหรับเรา เราพอใจมากนะ การรอคอย 8 ชั่วโมงเพื่อ 4 วินาทีนี้ที่คุ้มค่ามาก เราดีใจที่เป็นคนหนึ่งที่มีภาพพิธีเสกสมรสของทั้งสองรัชทายาทแห่งราชวงศ์อังกฤษ”

Royal Wedding Royal Wedding สวนสาธารณะ

สวนสาธารณะ

“สิ่งที่ประทับใจ เรื่องแรกคือ คนที่อยู่รอบๆ เรานั่งรถไฟเที่ยวแรกจากที่พักมาถึงที่นี่ 6 โมงเช้า สิ่งที่พบก็คือคนที่มาร่วมงานราชพิธีเสกสมรสรอบนี้เดินทางมาจากทั่วโลกจริงๆ ทุกคนที่อยู่รอบตัวเรามาด้วยใจจริงๆ แม้จะมาจากต่างที่ต่างถิ่นกัน แต่เป็นกันเองและช่วยเหลือกันดีมากๆ เรื่องที่สองคือ ทิม เป็นตำรวจประจำตรงจุดที่เรายืนอยู่ ซึ่งทิมจะคอยอัพเดตสถานการณ์ และพูดคุยเล่นกับทุกคนที่มารอ สร้างบรรยากาศให้ทุกคนรู้สึกสนุกสนาน และเรื่องสุดท้ายคือ บรรยากาศ สังเกตเลยว่ารอบนี้ทุกคนแต่งตัวจัดเต็มมาก มีการคิดเครื่องแต่งกายกันมาเต็มที่ แต่งตัวเป็นดาราคนดัง เด็กๆ แต่งตัวเป็นเจ้าสาวน่ารักๆ เหมือนทุกคนมาร่วมงานแต่งงานนี้จริงๆ ทุกคนสนุกกับการเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีนี้”

Royal Wedding Royal Wedding

โอ๊ต ชัยสิทธฺ์

Now and Forever

“จุดที่ยากที่สุดคือการต้องตัดสินใจในแต่ละวินาที คิดอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะทำอะไร เหตุการณ์นี้ที่เกิดขึ้นต้องยกกล้องขึ้นมานะ เพราะช็อตนี้กำลังจะเล่าเรื่องอะไรบางอย่าง ช็อตนี้ต้องวิ่งมุดแล้วนะ ช็อตนี้ต้องกระโดดลงน้ำแล้วนะ เราไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด ทั้งหมดเป็นเรื่องสัญชาตญาณ และความเชื่อของเราที่มองเห็นคุณค่าของการถ่ายภาพ เราเห็นคุณค่าว่าภาพนี้จะเป็นอย่างไร บางคนอาจจะมองว่าภาพตรงหน้าเป็นแบบนี้ ฉันจะถ่ายด้วยกล้องจากโทรศัพท์มือถือ ฉันโอเคแล้ว แต่สำหรับผม ผมอยากได้ภาพที่อยู่ในฟอร์แมตที่ผมคิดว่าดีที่สุด ผมสามารถพิมพ์ภาพออกมาได้” โอ๊ตเล่า

ก่อนจะทิ้งท้ายเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับใครที่สนใจอยากเปิดโอกาสให้ตัวเองเข้าไปเก็บภาพเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ดูบ้างดังนี้

“ลำดับแรกคือทำตัวเองให้คล่องตัวที่สุด ใส่รองเท้าที่สบายเพราะยืนเยอะ เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยจากบ้าน เรื่องนี้สำคัญมาก อีกเรื่องพูดไปก็อาจจะเข้าตัว อย่าพะรุงพะรัง แต่ที่เตรียมไปตอนนี้ก็พะรุงพะรังใช้ได้เลย พักผ่อนให้เพียงพอ เตรียมอาหารหรือขนมไว้จิบๆ เพราะไม่รู้ว่าจะนานเท่าไหร่”

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

ภาพ :   ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี
Copyright: OAT-CHAIYASITH
www.oat-chaiyasith.com
IG: oat_chaiyasith

Writer

Avatar

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

Avatar

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

ชีวิตเหมือนฝัน 

ฝันที่ว่าคือ ‘American Dream’ 

สองหนุ่มแฝดสยามอิน-จันตัวติดกันแต่กำเนิด ฟ้าลิขิตให้ฝรั่งพาไปอเมริกาเมื่ออายุเต็ม 18 ล่องเรือกลางทะเล 138 วันกว่าจะถึงฝั่ง ไปเป็นนักแสดงในคณะละครสัตว์ทั่วอเมริกาและยุโรป เก็บเงินเก็บทองจนร่ำรวย มีเงินซื้อที่ดินเกือบ 300 ไร่ แต่งงานมีลูกรวมกันถึง 21 คน

เป็นคนไทยคนแรกเอ่อ…คู่แรกที่บรรลุ ‘อเมริกันดรีม’ อย่างสมบูรณ์

หลังสงครามกลางเมืองเงินทองและที่ดินหายไปพร้อมไฟสงคราม คู่แฝดจึงต้องออกแสดงเพื่อหาเงินอีกครั้ง 

เพราะเป็นแฝดคู่แรกของโลกที่ตัวติดกันทำให้คำว่า Siamese Twins เป็นที่รู้จักของชาวโลก 

11 พฤษภาคม 2561 เราไปร่วมงานทำบุญวันเกิดคู่แฝดที่จังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมทายาทรุ่นสามถึงห้าและผู้ติดตามจำนวนทั้งหมด 14 คน ที่บินตรงมาจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่มาเยือนถิ่นกำเนิดของปู่ทวดเป็นครั้งแรก  

ความเท่ประจำครอบครัวคือ ทุกคนมีเลขรหัสประจำตัว เช่น E-11-2-1-2 หมายถึงเป็นสายแฝดอิน (Eng) ตัวเลขที่ตามหลังหมายถึงเป็นลูกคนที่เท่าไรของรุ่นนั้นๆ รหัส E-11-2-1-2  เป็นเลขประจำตัวของทายาทที่สืบเชื้อสายจากลูกคนที่ 11 ของแฝดอิน และไล่ไปเรื่อยๆ

มองเผินๆ ทายาททุกคนดูเป็นฝรั่ง แต่ถ้าสังเกตให้ดีรุ่นสามหรือสี่บางคนยังมีดวงตาและลักษณะบนใบหน้าที่บ่งบอกความเป็นเอเชียสายเลือดของอินกับจันฝาแฝดผู้โด่งดังจากสมุทรสงคราม

รู้จักอินจัน

ถามหลานและเหลนว่าแฝดสยามอิน-จันเป็นคนอย่างไร?

เขาชอบผู้หญิงสวย Homer Bunker ตอบแบบไม่ต้องคิด พร้อมหัวเราะเสียงดัง  

โฮเมอร์เป็นทายาทรุ่นสามฝั่งแฝดอิน เขาเป็นคนเดียวในบรรดา 14 คนของทริปนี้ที่ใช้นามสกุล ‘บังเกอร์’ (Bunker) ตามอย่างแฝดอิน-จันที่ฝรั่งรู้จักในนาม Eng and Chang Bunker ส่วนคนอื่นๆ ใช้นามสกุลอื่นกันหมดแล้วเพราะลูกสาวเปลี่ยนนามสกุลหลังแต่งงาน

“สมัยหนุ่มๆ ตอนออกทัวร์ไปกับคณะละครสัตว์ เขาชอบสาวสวยๆ ก็มีแฟนบ้าง แต่พอคู่แฝดแต่งงานกับซาราห์และอะเดเลด (Sarah & Adelaide) สองพี่น้องตระกูลเยทส์ (Yates) เขาก็รักเดียวใจเดียวนะ” โฮเมอร์ยืนยัน 

แซ็ค (Zack Worrell Blackmon Jr.) ทายาทรุ่นสี่ฝั่งแฝดอินเล่าไปยิ้มไปว่า มีคนถามเขาเยอะว่า “ชัวร์เหรอว่าเป็นทายาทสายแฝดอิน เพราะตอนนั้นจันก็อยู่ด้วย” อืม ก็ไม่รู้สินะ เป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆ ที่คนจะสงสัยว่าแฝดตัวติดกันจะใช้ชีวิตและมีครอบครัวอย่างคนปกติได้อย่างไร แถมมีลูกรวมกันตั้ง 21 คน 

เสน่ห์อีกข้อของแฝดหนุ่มคือ ร่ำรวยอารมณ์ขัน

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
แฝดสยามอิน-จัน

“ในครอบครัวเรามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอารมณ์ขันของคู่แฝดเยอะมาก มีครั้งหนึ่งที่ผู้ชมชมโชว์จบแล้วเดินมาถามว่า นี่อายุเท่ากันหรือเปล่า อินตอบหน้าตาเฉยว่า ‘เปล่า จันเกิดทีหลัง 2 ปี’ ผู้ชมคนนั้นก็เดินกลับไปแบบงงๆ ก็จะไปเกิดทีหลัง 2 ปีได้ยังไง ออกจากท้องแม่พร้อมกันนี่แหละ” โฮเมอร์เล่า 

“เวลาขึ้นรถไฟ คู่แฝดจะแกล้งยื่นตั๋วใบเดียวให้นายตรวจ นายตรวจบอกว่าต้องมีตั๋วคนละใบ ไม่งั้นคนไม่มีตั๋วต้องลงจากรถ คู่แฝดที่มีตั๋วแล้วก็บอกว่าผมซื้อตั๋วแล้ว ไม่ลง แต่อีกประเดี๋ยวเขาก็จะหัวเราะ แล้วยื่นตั๋วอีกใบให้นายตรวจ เป็นซะอย่างนี้  

“บางทีขับรถม้าไปด้วยกัน พอทะเลาะกันปุ๊บก็จะมีคนหนึ่งขู่ว่าเดี๋ยวฉันจะต่อยแกให้คว่ำตกรถไปเลย พอคิดไปคิดมาก็คงขำกันทั้งคู่ เพราะถ้าแกตกฉันก็ตกด้วยน่ะสิ” แซ็คหัวเราะ พร้อมกับย้ำว่านี่เป็นเรื่องที่พวกเขาได้ฟังหรืออ่านต่อๆ กันมาในครอบครัว เพราะทายาททั้งหมดที่มาครั้งนี้ไม่มีใครทันเจอปู่อินกับจันเลยสักคน เลยไม่ทันได้เห็นความขี้เล่นของคุณปู่ฝาแฝด 

โฮเมอร์บอกว่าแฝดทั้งคู่เป็นคริสเตียนที่เข้าโบสถ์บ่อยครั้งและบริจาคเงินสร้างโบสถ์ให้แก่ชุมชนด้วย แม้เป็นแฝดแต่นิสัยใจคอของทั้งคู่ไม่เหมือนกัน จันมีนิสัยค่อนข้างแข็งกร้าวกว่าและอารมณ์ร้อน ในขณะที่อินสงบเยือกเย็นและมักเป็นฝ่ายยอมก่อนถ้าคู่แฝดเกิดทะเลาะกันขึ้นมา 

เครื่องหมายการค้าประจำครอบครัว

ทายาทตระกูลบังเกอร์จำนวนไม่น้อยประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานในแวดวงการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ หรือในวงการธุรกิจ คนหนึ่งเป็นประธานบริษัท Union Pacific Railroad อีกคนเป็นนายพลกองทัพอากาศสหรัฐฯ และมีลูกหลานที่สร้างชื่อในสาขาอื่นๆ เช่น ดนตรีและศิลปะ เมื่อไม่นานมานี้ หลานสาวคนหนึ่งชื่อ Caroline Shaw เป็นเด็กอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลทรงเกียรติอย่างรางวัลพูลิตเซอร์ในสาขาประพันธ์ดนตรี

เหตุผลหนึ่งที่ลูกๆ หลานๆ ต่างได้ดิบได้ดีน่าจะเป็นเพราะการศึกษา กลุ่มทายาทที่เราสัมภาษณ์ในครั้งนี้บอกว่านิสัยอย่างหนึ่งของแฝดอิน-จันคือรักลูกมาก และเน้นให้ลูกทุกคนมีการศึกษาที่ดี

“อินกับจันพยายามให้ลูกได้เรียนหนังสือ ขนาดมีลูกคนหนึ่งเกิดมาเป็นใบ้ก็ยังส่งไปโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ ลูกๆ หลานๆ ส่วนใหญ่ในครอบครัวของเราก็จะเข้าวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย เป็นค่านิยมประจำบ้านไปแล้ว คิดว่าที่อินกับจันให้ความสำคัญกับการเรียนของลูกก็เพราะตัวเขาเองมีชีวิตพลิกผันมาก จากที่เป็นนักแสดงจนร่ำรวย พอเกิดสงครามกลางเมืองปุ๊บฐานะเปลี่ยนทันที เพราะเขาอยู่ฝ่ายใต้ที่เป็นฝ่ายแพ้สงคราม สูญเสียทุกอย่าง จนต้องออกแสดงอีกครั้งเพื่อหาเงิน” โฮเมอร์ให้ความเห็น

Adelaide Alexander Sink หรืออเล็กซ์ ทายาทรุ่นสามฝั่งแฝดจัน กล่าวว่า แม่ของเธอเป็นหลานปู่ของแฝดจัน ถึงกับตั้งโรงเรียนขึ้นที่บ้านเพื่อสอนเด็กๆ ในครอบครัวและเด็กๆในชุมชนใกล้เคียง 

แฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน

ในความเห็นของอเล็กซ์ ลักษณะประจำครอบครัวบังเกอร์ที่สืบทอดมาจากอิน-จัน คือ ‘Intellectual Curiosity’ ความใฝ่รู้ และ ‘Being Open-minded’ ความใจกว้าง 

อินกับจันเดินทางไปทั่วโลก พบทั้งคนที่มองว่าพวกเขาเป็น ‘ตัวประหลาด’ เป็น Freak Show ของละครสัตว์ และคนที่ใจกว้างพอจะยอมรับนับถือคู่แฝดในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง มีเรื่องเล่าว่าแม้แต่พ่อของสองสาวตระกูล Yates ในตอนแรกก็ไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งกับแฝดหนุ่ม ไม่ใช่เพราะความผิดปกติทางร่างกาย แต่เพราะแฝดหนุ่มเป็น ‘คนหัวดำ’ เพื่อนบ้านถึงกับเข้ามาคุยกับพ่อของสองสาวว่าอย่ายอมให้แต่ง 

แต่ไปๆ มาๆ ก็ได้แต่งกันทั้งพี่ทั้งน้อง แต่ภายหลังแต่งงานก็ยังมีคนเอาของมาขว้างใส่บ้านของอินกับจัน เพียงเพราะ ‘ไม่ชอบ’ ที่แฝดสยาม ‘ไม่เหมือน’ พวกเขา 

คืนสู่เหย้าที่เมาท์แอรี งานชุมนุมลูกหลานบังเกอร์ประจำปี

ปัจจุบัน ทายาททั้งหมดมีราว 1,500 คน ส่วนหนึ่งยังปักหลักอยู่ที่ถิ่นฐานเดิมที่อินกับจันใช้ชีวิตอยู่หลังออกจากคณะละครสัตว์ คือเมืองเล็กๆชื่อเมาท์แอรี (Mount Airy) รัฐนอร์ทแคโรไลนา มีแฝดมาชุมนุมมากที่สุด 7 คู่ แต่ไม่มีคู่ไหนตัวติดกัน 

ทุกปีในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมเป็นงาน ‘คืนสู่เหย้า’ ของเหล่าทายาทแฝดสยาม มีการเช็กชื่อว่าปีนี้ใครมาบ้าง และมอบรางวัลต่างๆ (เช่น ทายาทที่อายุน้อยที่สุด อายุมากที่สุด ทายาทที่เดินทางมาไกลที่สุด) สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงวอชิงตัน ดี. ซี. ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานทุกปี มีการเลี้ยงอาหาร ก่อนเปิดบ้านให้เหล่าทายาทเข้าชมและรำลึกถึงบรรพบุรุษไปด้วยกัน 

บ้านหลังนี้ที่เปิดให้ชมเป็นบ้านของจันกับภรรยา (บ้านของอินถูกไฟไหม้ไปหมดจากอุบัติเหตุ) ตัวบ้าน กำแพงอิฐ และเตาผิงในบ้าน ยังเป็นแบบเดิมเหมือนเมื่อครั้งอินกับจันยังมีชีวิตอยู่ อิฐแต่ละก้อนทำด้วยมือโดยทาสผิวดำที่อินกับจันซื้อตัวมาให้ช่วยงานในไร่

ทุกวันนี้ บ้านหลังนี้เป็นของอเล็กซ์ ทายาทรุ่นสาม กับน้องสาว มีการต่อเติมบ้าง แต่หน้าบ้านยังมีพุ่มกุหลาบอายุร้อยกว่าปีที่ ‘Grandma Adelaide’ (อะเดเลด ภรรยาของจัน) ปลูกไว้ และมีต้นฮอลลี่สูงใหญ่หน้าบ้าน เมื่ออินกับจันสิ้นชีวิต ทั้งคู่เคยถูกฝังอยู่ใต้ต้นไม้นี้ ก่อนย้ายไปที่หลุมฝังศพในโบสถ์

“แม่ของฉันจะสอนอยู่เสมอว่าอย่าเป็นคนใจแคบนะ สังคมที่เมาท์แอรีอาจมีคนที่มองอะไรแคบๆ บ้าง  เราเข้าใจดีว่าการไม่ Fit In เต็มร้อยมันเป็นยังไง บางครั้งฉันไปซื้อของแถวบ้าน จะมีคนเข้ามาทักว่า ‘เธอนี่ คนตระกูลบังเกอร์ใช่ไหมเนี่ย’ เพราะหน้าตาฉันดูมีเชื้อสายเอเชีย ไม่เหมือนคนอื่นๆ ในชุมชน” อเล็กซ์เล่า ก่อนมองหน้าคนสัมภาษณ์ แล้วบอกว่า “You look like one of my cousins!”

ฉันจึงบอกว่า ฉันเป็นคนไทยเชื้อสายจีน

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน

“So were they.” อเล็กซ์หมายถึงอินกับจันที่มีพ่อเป็นคนจีน แม่เป็นคนไทย (ข้อมูลบางแห่งระบุว่า แม่ของอิน-จันมีเชื้อสายอินโดนีเซีย) 

“อินกับจันมีเชื้อจีน ดังนั้น คุณกับฉันเราต่างก็มีเลือดไทยปนจีนทั้งคู่ ฉันอดไม่ได้หรอกที่จะรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างในสังคมที่เมาท์แอรี แม้ว่าเพื่อนๆ จะไม่เคยล้อเลียน แต่ก็รู้สึกแตกต่างอยู่ดี เพราะพอเลิกเรียนฉันก็จะกลับไปอยู่บ้านที่จันกับอะเดเลดช่วยกันสร้าง มันมีกลิ่นอายของพวกเขาอยู่ในนั้น”

อเมริกันดรีม ไต่เต้าจากนักแสดงในละครสัตว์จนร่ำรวยเป็นเจ้าของฟาร์ม 

เป็นเวลา 10 ปีที่แฝดสยามอิน-จันตระเวนแสดงกับคณะละครสัตว์ไปทั่วอเมริกาและหลายประเทศยุโรป

นอกจากเล่นกายกรรมเก่งแล้ว คู่แฝดยังขี่ม้าได้ เล่นหมากรุกเก่ง และเป็นนักดนตรี โดยเล่นลูต (Lute) เป่าขลุ่ย และสีไวโอลิน

“สมัยเด็กๆ ตอนเรียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นครูให้ผมออกไปเล่าเรื่องแฝดสยาม ผมเรียกเพื่อนออกมา 2 คน เอาเชือกมัดตัวติดกันจนผมพูดจบ ใช้เวลาสัก 45 นาที คือแรกๆ มันก็ดูตลกดี แต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มจะอึดอัด ขยับไปขยับมา ทุกคนจะถามว่าแล้วอินกับจันเข้าห้องน้ำยังไง ผมตอบว่าเพื่อน นายก็ต้องหาทางจนได้ล่ะ” แซ็คเล่า เขาบอกว่า ชื่นชมปู่ทวดจริงๆ ที่ ‘อยู่ด้วยกันได้’ และยังทำงานหาเงินได้ด้วย

ทริปคืนสู่ 'เหย้า' ครั้งแรกในชีวิตของทายาทแฝดสยามอิน-จันที่จังหวัดสมุทรสงคราม
ทริปคืนสู่ 'เหย้า' ครั้งแรกในชีวิตของทายาทแฝดสยามอิน-จันที่จังหวัดสมุทรสงคราม
ทริปคืนสู่ 'เหย้า' ครั้งแรกในชีวิตของทายาทแฝดสยามอิน-จันที่จังหวัดสมุทรสงคราม

การที่ตัวติดกันทำให้คู่แฝดมีความพิเศษ เพราะทั้งคู่หาวิธีใช้ชีวิตอย่าง ‘คนปกติ’ จนได้  

บางครั้งเราอยากมีเวลาอยู่กับตัวเองเงียบๆ หรือเมื่อเหม็นหน้าใครก็อยากจะไปอยู่ห่างๆ แต่อินกับจันทำไม่ได้ แม้ภายหลังเมื่อร่ำรวยเป็นเจ้าของฟาร์ม สร้างบ้าน 2 หลังให้ภรรยาอยู่คนละหลัง และอินกับจันผลัดเวรไปอยู่บ้านละ 3 วัน แต่ความที่ตัวติดกัน ไปไหนก็ต้องไปด้วยกันตลอด จะนอนตะแคงก็ทำไม่ได้

“สมมติว่าอินโกรธจัน หรือบังเอิญคืนนี้เป็นเวรที่ต้องไปอยู่บ้านภรรยาจัน อินก็จะทำตัวเงียบเฉยเหมือนไม่มีเขาอยู่ในโลก” แซ็คทำท่าประกอบ

เมื่ออายุ 28 ปีคู่แฝดเป็นอิสระจากสัญญาของคณะละครสัตว์และมีเงินเก็บมากพอที่จะซื้อที่ดินผืนหนึ่งในรัฐนอร์ทแคโรไลนา

เหล่าทายาทบอกกับเราว่าในสมัยนั้นคู่แฝดเรียกได้ว่าเป็น ‘เศรษฐี’ มีเงินมากพอจะซื้อตัวทาสผิวดำมาใช้งานในไร่และทำงานบ้านทาสหญิงคนหนึ่งชื่อเกรซ (Grace) เป็นแม่นมดูแลลูกๆ ของอินกับจัน สนิทกันมากจนเด็กๆ เรียกว่า Aunt Grace ทุกปีที่งานคืนสู่เหย้าของทายาทแฝดสยามจึงปรากฏ ‘ทายาทผิวดำ’ ที่จะมาร่วมงานทุกปี แซ็คกล่าวว่าเขาใช้คำว่า ‘ทายาท’ เพราะเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของครอบครัวอินกับจัน

คืนถิ่นบรรพบุรุษที่สมุทรสงคราม

พ.ศ. 2354 หรือ 207 ปีที่แล้วแฝดสยามคู่นี้ถือกำเนิดใกล้วัดบ้านแหลม จังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวกันว่าเพื่อนบ้านเห็นเป็นลางร้าย เกรงจะเกิดอาเพศ จึงยุให้ฆ่าทิ้งเสีย

นางนาคผู้เป็นมารดาของฝาแฝดอิน-จันบอกว่า ‘ช่างมัน ฉันไม่แคร์’ และเลี้ยงสองหนุ่มจนเติบใหญ่ บิดาชาวจีนของอินกับจันถึงแก่กรรมใน พ.ศ. 2362 คู่แฝดจึงต้องช่วยมารดาทำมาหากินทางค้าขายและเลี้ยงสัตว์ 

วันดีคืนดีโรเบิร์ต ฮันเตอร์ พ่อค้าชาวอังกฤษ ผ่านมาเห็นคู่แฝดกำลัง ‘ว่ายน้ำ’ ตามเรื่องเล่ากล่าวว่าแวบแรกนายโรเบิร์ตตกอกตกใจนึกว่าสองหนุ่มน้อยเป็น ‘Some kind of animal’ แต่เมื่อพบว่าเป็นแฝดตัวติดกันโรเบิร์ต ฮันเตอร์ จึงตาลุกวาววาดภาพเงินมหาศาลที่คู่แฝดจะหาได้ในอเมริกา และจัดแจงติดต่อเรือสินค้าของกัปตันเอเบิล คอฟฟิน (Abel Coffin) แล้วไปเจรจากับนางนาคขอซื้อตัวคู่แฝดวัย 18 ปีลงเรือไปแสวงโชคเผชิญโลกใหม่ที่สหรัฐอเมริกา

และที่เหลือก็คือประวัติศาสตร์ของ Siamese Twins คู่แรกของโลก

แซ็คกล่าวว่าการได้กลับมาบ้านเกิดของปู่ทวดอิน-จันมีความหมายกับเขามาก

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน

“ผมมีเลือดไทยอยู่ในตัว การได้กลับมาเห็นที่ที่คู่แฝดเกิดและเติบโตมันน่าดีใจมาก เรารู้ว่าอินกับจันมีพี่น้อง ผมได้แต่คิดว่าแล้วเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาล่ะ เขาแต่งงานไหม มีลูกมีหลานหรือเปล่า ทริปนี้เราจะได้พบญาติที่สาบสูญไปนานแล้วบ้างไหม คงจะดีมากเลยถ้าเรารู้ว่าพวกเขาอยู่ไหน”

โฮเมอร์เสริมว่าเขาออกจะผิดหวังนิดหน่อยเมื่อทราบว่าทางไทยยังระบุตัวเชื้อสายของอินกับจันที่ยังมีชีวิตอยู่ที่สมุทรสงครามไม่ได้ เพราะเขาเองก็อยากพบ ‘ครอบครัว’ ที่น่าจะยังอยู่ที่นี่

“ผมเป็นทายาทรุ่นสาม และภูมิใจมากเวลาบอกคนทั่วไปว่า นี่ ผมมีเชื้อไทยปนจีนอยู่หนึ่งในแปดเชียวนะ เมื่อมาเมืองไทยแล้วได้เห็นว่าคนที่นี่เป็นมิตรและถ่อมตนแค่ไหนผมก็รู้สึกอบอุ่นใจมากที่รู้ว่าปู่ทวดของผมเกิดที่นี่ อยากให้อเมริกาเป็นอย่างนี้บ้าง ที่อเมริกาทุกอย่างเร็วไปหมด นิสัยคนก็ไม่นุ่มนวลเท่า”

หนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทยสหรัฐอเมริกา

เกือบ 30 ปีที่ผ่านมางานคืนสู่เหย้าประจำปีของตระกูลบังเกอร์จัดที่เมาท์แอรี สถานที่ที่แฝดสยามลงหลักปักฐานในสหรัฐอเมริกา

แต่ปีนี้พิเศษกว่าทุกปี เพราะกระทรวงการต่างประเทศร่วมกับสถานเอกอัครรราชทูตไทยณกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดงานคืนถิ่นบรรพบุรุษแฝดสยามอิน-จันที่จังหวัดสมุทรสงคราม พากลุ่มทายาทคืนสู่ ‘เหย้า’ ที่อินกับจันถือกำเนิดและเติบโต

ในวันคล้ายวันเกิดของอินและจัน 11 พฤษภาคม 2561 ทีมงาน The Cloud ไปเดินท่อมๆ ชมสวนมะพร้าว ชิมน้ำมะม่วงหาวมะนาวโห่ ดูการสาธิตทำน้ำตาลมะพร้าว พร้อมกับทายาทแฝดสยามท่ามกลางอากาศร้อนแบบไทยๆ 

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
ทายาทแฝดสยามอิน-จัน

อเล็กซ์ ทายาทรุ่นสามฝั่งแฝดจัน กล่าวว่า “ฉันประทับใจที่ได้มาเห็นสังคมเกษตรกรรมที่นี่ ได้เห็นไร่อ้อย มันสำปะหลัง มะละกอ มะพร้าว ครอบครัวของเราก็ทำฟาร์มเหมือนกัน พ่อฉันเป็นชาวไร่ เราเลี้ยงหมู เลี้ยงวัว ทำไร่ยาสูบและข้าวโพด ฝั่งแฝดอินก็เหมือนกัน ลูกๆ หลานๆ ฝั่งนั้นมีหลายคนทีเดียวที่ยังอยู่แถบเมาท์แอรีและยึดอาชีพทำการเกษตร

ฉันมาเมืองไทยครั้งแรกตอนอายุ 22 แค่มาเที่ยวกรุงเทพฯ 2 วัน ดังนั้น คราวนี้จึงเป็นครั้งแรกของฉันที่ได้มาสมุทรสงคราม ความรู้สึกตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเมืองไทยก็คือ ฉันมองไปรอบตัวแล้วคิดว่า โอ้ นี่แหละที่ของฉัน นี่คือคนของฉัน ไม่มีใครเดินมาทักฉันว่านี่เธอเป็นคนจีนเหรอ หรือเป็นคนเอเชียใช่ไหม แต่ที่เมาท์แอรีฉันต้องคอยตอบคำถามนี้อยู่เรื่อย” 

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน

เป็นความรู้สึกที่แปลกดี เมื่อคิดว่าตัวเรากับหญิงชาวอเมริกันที่เดินดื่มน้ำมะพร้าวอยู่ข้างๆ ต่างก็มีเลือดไทยเหมือนกัน ทายาททุกคนดูตื่นเต้นที่เห็นวิธีการเก็บมะพร้าว ปอกและกะเทาะมะพร้าว เดินชมบ้านสวนแบบไทยๆ

กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ผู้ออกแบบกิจกรรมร่วมกับจังหวัดสมุทรสงครามเปิดเผยว่าอยากให้ทายาทตระกูลบังเกอร์ได้สัมผัสรากเหง้าของบรรพบุรุษเรียนรู้วิถีชีวิตที่ผูกพันกับการเกษตรเชิงนิเวศและรู้จักความเป็นพหุสังคมของสมุทรสงครามที่คนต่างศาสนาทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม อยู่ร่วมกันได้ 

“ลูกหลานตระกูลบังเกอร์มีสำนึกเกี่ยวกับบรรพบุรุษค่อนข้างแนบแน่น ไม่ใช่สำนึกในความเป็นไทย แต่เป็นสำนึกที่ว่าเขามีรากเหง้าบางอย่างอยู่นอกสหรัฐอเมริกา” คุณวิชชุ เวชชาชีวะ รองอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กล่าวกับ The Cloud

“ทายาทตระกูลบังเกอร์เขาอยากรู้จักพื้นถิ่นของบรรพบุรุษอยู่แล้ว ผมคิดว่าคนปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมี Identity ที่ถูกจำกัดความเพียงแค่ความเป็นรัฐชาติ (Nation State) แน่นอนว่าเราต้องเป็นพลเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ความสนใจใคร่รู้ว่าเรามาจากไหน มันทำให้เรามองอะไรไปไกลกว่าความเป็นชาตินิยมแคบๆ 

“ยังมีสังคมอื่นที่เป็นที่มาของเรา ที่บรรพบุรุษเราเติบโตขึ้นมา ผมคิดว่านั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะก้าวข้ามความเป็น Nation State คนในชาติควรรู้จักมองออกไปข้างนอก อยากรู้จักข้างนอก ว่ามีอะไรต่างจากเรา และเราจะชื่นชมความต่างเหล่านั้นได้อย่างไร” 

คุณวิชชุยังกล่าวว่าแฝดสยามอิน-จันเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ปรากฏในเรื่องราวความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐอเมริกาซึ่งไม่ได้เล่าในระดับผู้นำต่อผู้นำ แต่เป็นระดับประชาชนต่อประชาชน ชีวิตที่มีสีสันของอินกับจันในยุคบุกเบิกของประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงชีวิตชาวไทยในสหรัฐฯ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน บอกเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย 

จากชีวิตริมคลองในสมุทรสงคราม ฟ้าส่งแฝดสยามอิน-จันให้ไปโลดแล่นในโลกใหม่ วันนี้ลูกหลานของอิน-จัน กลับมาเหยียบผืนดินที่ครั้งหนึ่งแฝดทั้งสองอาจเคยวิ่งเล่น 

บางทีนางนาค แม่ของแฝดสยาม อาจมองเห็นอนาคตทั้งหมดนี้ จึงไม่เชื่อคำยุยงของเพื่อนบ้านที่ให้ฆ่า ‘เด็กประหลาด’ ทิ้งก็เป็นได้

ทายาทแฝดสยามอิน-จัน
 

Writer

Avatar

กรณิศ รัตนามหัทธนะ

นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแนวไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจัง เป็น introvert ที่ชอบงานสัมภาษณ์ รักหนังสือ ซื้อไวกว่าอ่าน เลือกเรียนปริญญาโทในสาขาที่รู้ว่าไม่มีงานรองรับคือมานุษยวิทยาอาหาร มีความสุขกับการละเลียดอ่านหนังสือและเรียนรู้สิ่งใหม่ผ่านภาพถ่ายเก่าและประวัติศาสตร์สังคม

Photographer

Avatar

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load