วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2018
เวลา 20.30 น. โดยประมาณ ตามเวลาประเทศไทย
ที่ วินด์เซอร์ สหราชอาณาจักร

Royal Wedding

รถม้าพระที่นั่งวิ่งนำขบวนผ่านใจกลางเมืองวินด์เซอร์หลังเสร็จพิธีทางศาสนา

เราได้แต่ยิ้มตามไปพร้อมๆ กับอีกร้อยล้านคนทั่วโลกที่เฝ้าชมภาพถ่ายทอดสดพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายแฮร์รี่ พระราชนัดดาในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และพระโอรสพระองค์เล็กในเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ กับ เมแกน มาร์เคิล นักแสดงฮอลลีวูด

ภาพบรรยากาศอันชื่นมื่นไม่ต่างจากหน้าสุดท้ายของเทพนิยายที่เราคุ้นเคย ต่างก็แต่เพียง เจ้าชายในยุคนี้เขาไม่เคียงคู่กับเจ้าหญิงกันแล้ว

7 วันก่อนหน้า
ที่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย

ทันทีที่รู้ว่ามีช่างภาพไทยคนหนึ่งตั้งใจออกเดินทางไปเก็บภาพงานพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล ถึงประเทศอังกฤษ เราก็นัดหมาย โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี เพื่อชวนคุยถึงที่มาที่ไป รวมถึงเบื้องหลังการเตรียมตัวก่อนเข้าร่วมพิธีสำคัญนี้

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

หลายปีก่อน โอ๊ตเป็นช่างภาพเพียงไม่กี่คนบนโลก และเป็นช่างภาพไทยเพียงคนเดียวที่เป็นเจ้าของชุดภาพงานพิธีเสกสมรสเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เมื่อปี ค.ศ. 2011 ที่สมบูรณ์ที่สุด ผสมรวมกับความตั้งใจและสายตาที่ไวต่อการจับอารมณ์และความรู้สึกทำให้เขาเป็นช่างภาพที่คู่บ่าวสาวและบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งไทยและเทศไว้วางใจที่สุดคนหนึ่ง

รางวัลและชื่อเสียงของการเป็นช่างภาพระดับโลกไม่ใช่สิ่งที่ทำให้โอ๊ตนำติดตัวไปร่วมงานสำคัญนี้ด้วย แต่เลือกที่จะไปอย่างช่างภาพคนหนึ่งที่เชื่อในคุณค่าของภาพประวัติศาสตร์

ก่อนออกเดินทาง โอ๊ตยอมรับกับเราว่าเขาไม่มั่นใจว่าจะได้รูปอย่างที่ตั้งใจหรือเปล่า แต่จากแววตาในตลอดการสนทนา โอ๊ตทำให้เราเชื่ออย่างสนิทใจว่าภาพจากพิธีเสกสมรสของรัชทายาทลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์อังกฤษชุดนี้มีความหมายและเต็มไปด้วยความรู้สึกยินดีมากแค่ไหน

We keep this love in a photograph…

“…We made these memories for ourselves”

โอ๊ตบอกว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่พยายามพาตัวเองไปอยู่ในเหตุการณ์สำคัญๆ เพียงเพื่ออยากเป็นคนหนึ่งที่บันทึกภาพประวัติศาสตร​์

เพราะรู้ว่าไม่ใช่ภาพที่จะถ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เป็นเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

“ผมได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสตามเสด็จฯ เพื่อถวายงานฉายพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพฯ ครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ปี และ 3 ปีต่อมาก็ได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็รู้สึกอย่างลึกซึ้งกับคุณค่าของภาพที่ผมถ่าย” โอ๊ตเล่าถึงครั้งหนึ่งที่เคยเป็นช่างภาพในสำนักพระราชวัง ได้รับโอกาสสำคัญในการบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศ เช่น พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในรัชกาลที่ 9

และครั้งนี้ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ของโลก เพราะไม่มีราชวงศ์ไหนในโลกที่มีพิธีภิเษกสมรสยิ่งใหญ่เท่าราชวงศ์อังกฤษ และถ้าหากพลาดจากงานนี้อาจจะต้องรออีกหลายสิบปีถึงจะเป็นงานของเจ้าชายจอร์จ

“เมื่อทราบข่าวพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่และเมแกน มาร์เคิล เราก็คุยกันกับแฟนว่าเราอยากจะเก็บภาพเหตุการณ์นี้ให้ครบทั้งสองพระองค์ ก็เลยตัดสินใจซื้อตั๋วไป เราไม่รู้หรอกว่าจะได้รูปหรือเปล่า แต่เรารู้ว่าเราได้ทำแล้ว ดีกว่าเรานั่งดูถ่ายทอดสดอยู่ที่บ้านแล้วนั่งเสียดายว่าทำไมเราไม่มา”

The Royal Wedding 2011 

Prince William and Catherine Middleton

ที่มาที่ไปมา

นับจากพิธีเสกสมรสของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์และไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ เมื่อปี ค.ศ. 1981 งานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็คือ พิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เมื่อปี ค.ศ. 2011

เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โอ๊ตเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษพอดีและรับถ่ายภาพงานแต่งอยู่แล้ว ทำให้เขารู้สึกว่าไม่ควรพลาดงานสำคัญ จึงตัดสินใจวางแผนทุกอย่างด้วยตัวเอง ทำโดยไม่ต้องมีใครมอบหมาย โอ๊ตเริ่มจากหาข้อมูลพิธีจากบทความและข่าว เดินสำรวจเส้นทาง ก่อนจะหาตำแหน่งจุดที่ยืน คิดถึงภาพและจำนวนช็อตที่ต้องการจะถ่าย โดยไม่ได้คาดหวังว่ารูปจะออกมาลักษณะไหน เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในเวลานั้น

จุดยืน

โอ๊ตเล่าย้อนเหตุการณ์เบื้องหลังชุดภาพประวัติศาสตร์ครั้งที่เขาได้เก็บภาพพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ให้ฟังว่า เขาเริ่มจากเลือกประจำการอยู่บริเวณเยื้องๆ กับหอคอยเอลิซาเบธ (บิ๊กเบน) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะได้เห็นทั้งรถพระที่นั่งของเจ้าชายวิลเลียม และเจ้าชายแฮร์รี่ พระอนุชา เสด็จฯ ออกจากพระราชวังไปยังโบสถ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ และรถม้าพระที่นั่งวิ่งออกจากโบสถ์ไปยังพระราชวังบักกิงแฮม

Royal Wedding

โดยหลังจากที่โอ๊ตได้ช็อตรถพระที่นั่งไปโบสถ์เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ เขาก็ใช้เวลาช่วงที่รอพิธีการด้านในเก็บภาพบรรยากาศโดยรอบ แต่ด้วยตำแหน่งที่อยู่ทำให้เขาขยับเคลื่อนย้ายไปไหนไม่ได้มาก ก่อนจะได้ภาพเจ้าชายวิลเลียมและแคทเธอรีน มิดเดิลตัน ประทับบนรถม้าพระที่นั่ง

Royal Wedding

“จังหวะนี้โชคดีสุดๆ ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดียังไง คือตลอดทางที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ผ่านมาพระองค์ไม่ได้หันพระพักตร์มาทางนี้เลย เราก็ได้แต่ภาวนา และจังหวะที่รถเคลื่อนมาอยู่ตรงหน้าเรา ทั้งสองพระองค์ก็หันพระพักตร์มาพอดี ยิ่งเมื่อรวมกับองค์ประกอบของรูปในตอนนั้นซึ่งดีมากๆ เพราะมีทั้งทหารอยู่ข้างหน้า บรรยากาศของผู้คน รวมถึงการพลิ้วไหวของธงชาติที่โบกพัดเข้ารับกันพอดี” โอ๊ตเล่าพร้อมเปิดภาพเหตุการณ์วันนั้นให้เราดูอีกครั้ง ซึ่งนอกจากช็อตภาพที่คิดไว้ในใจแล้ว โอ๊ตยังได้ภาพของคนสำคัญในพระราชพิธีครบถ้วน ทั้งสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พร้อมเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ เจ้าชายชาร์ลส์พร้อมคามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ และเจ้าชายแฮร์รี่

เราไม่ได้กระโดดเดี่ยวอยู่คนเดียว อยู่คนเดียว

แม้จะฟังดูคล้ายทุกอย่างเป็นใจให้โอ๊ตทั้งหมด แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะเป็นไปอย่างง่ายดาย

ช่วงจังหวะที่โอ๊ตเดินย้ายจากจุดเดิมไปพระราชวังพร้อมกันกับคนกว่าแสนคนที่อยู่ตรงนั้น กว่าจะถึงพระราชวังก็สายเสียแล้ว ผู้คนหลั่งไหลกันจับจองพื้นที่ด้านหน้าเต็มอัตรา ทำให้จุดที่เขาอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ภาพช็อตสำคัญ

สิ่งที่โอ๊ตทำก็คือ เขาตัดสินใจกระโดดลงไปในบ่อน้ำพุเพื่อถ่ายภาพช็อตสุดท้ายที่ตั้งใจ

Royal Wedding

“ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ แล้วก็กระโดดนะ เราก็คิดก่อนนะว่าจะทำยังไงดี มันคือโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น สถานการณ์ตอนนั้นคือข้างๆ เป็นเสาไฟที่มีฝรั่งคนหนึ่งปีนขึ้นไปแล้วโทรศัพท์หาแม่เขา พร้อมตะโกนลงมาท่ามกลางคนกว่าแสนคนว่า ‘Everyone says hello to my mom.’ ทุกคนก็ส่งเสียง ‘เฮ!!’ ดังมาก เราก็คิดเลยว่าถ้าเราจะทำอะไรสักอย่างแล้วตำรวจวิ่งเข้ามาจับ ตำรวจจะจับผู้ชายบนเสาไฟก่อน ตอนนั้นมีสตินะ หยิบโทรศัพท์ใส่กระเป๋าไว้แล้วกระโดด ตู้ม! ลงไปในสระน้ำ แล้วปีนขึ้นตามสเต็ปของบ่อน้ำพุ ซึ่งช็อตที่ได้มาจริงๆ ไม่ใช่ช็อตที่ทั้งสองพระองค์จูบครั้งแรกเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ตอนนั้นเราใจเสียเลยเพราะไม่ทันช็อตนี้ กระโดดลงน้ำมาแล้วด้วย ที่จำได้คือตาเราไม่ยอมออกจาก View finder เลย ทุกคนก็ตะโกน ‘Kiss again, kiss again’ ในที่สุดก็ได้ภาพประวัติศาสตร์นั้นมา

Royal Wedding

“เมื่อเหตุการณ์จบลง ช่วงที่เราปีนออกมาจากน้ำพุก็มีคนเดินเข้ามาหาเรา เขาก็ถามว่าเราถ่ายภาพไปเพื่ออะไร ถ่ายให้ใครหรือเปล่า อาจจะเพราะหน้าตาเราดูเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ตอนนั้นคิดในใจว่าต่อให้เป็นตำรวจมาจับเราก็ยอม จะปรับอะไรก็ได้ แต่ขอว่าอย่าลบรูปผม” โอ๊ตบอกว่าการตัดสินใจครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตของเขา เพราะนอกจากจะได้รูปที่สมบูรณ์อย่างที่ตั้งใจ เขายังเป็นช่างภาพเพียงไม่กี่คนในโลกและเป็นเพียงคนเดียวในไทยที่เป็นเจ้าของชุดภาพประวัติศาสตร์นี้

โอ๊ต-ชัยสิทธิ์ Royal Wedding

The Royal Wedding 2018

Prince Harry and Meghan Markle

I Will

คุณอาจจะสงสัยเหมือนกันกับเราว่า ด้วยชื่อเสียงช่างภาพระดับโลกที่ได้รับความไว้วางใจจากบ่าวสาวบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งไทยและเทศ รวมถึงรางวัลภาพถ่ายจากสมาคมช่างภาพงานแต่งของโลก อะไรทำให้โอ๊ตตัดสินใจใช้แผนการเดิม เดินทางไปเก็บภาพงานพระราชพิธีเสกสมรสประหนึ่งช่างภาพธรรมดาๆ คนหนึ่ง

“เพราะมันยืดหยุ่นกว่ากันเยอะเลย แทนที่จะทำเรื่องขอเข้าไปถ่ายแบบทางการที่จะต้องอยู่ประจำจุดที่อนุญาต ซึ่งขยับย้ายไปไหนมาไหนอย่างที่อยากทำไม่ได้ เราก็เลยไปอย่างเงียบๆ เพราะอยากได้ภาพบรรยากาศในอีกมุมที่มีชีวิตชีวามากกว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ เพราะรูปภาพชุดนี้คงไม่ได้ทำให้ผมโด่งดังขึ้นในการเป็นช่างภาพงานแต่ง ไม่เลย ไม่เกี่ยวกัน ผมแค่เป็นคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับงานประวัติศาสตร์ อย่างน้อยคนจะรู้ว่ามีคนไทยมีภาพชุดนี้เหมือนกัน” โอ๊ตตอบพร้อมย้ำว่าเขาวางแผนเตรียมตัวดีกว่าเก่า ซึ่งอันดับแรกก็คือการเตรียมตัวเรื่องอุปกรณ์

“คราวนี้เราเตรียมกล้องไป 2 ตัว ใช้เลนส์เทเลให้ซูมได้ไกลขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Canon เมื่อมีกล้องที่เหมือนถ่ายบอล ก็ต้องเตรียมชุดเหมือนถ่ายบอลไปด้วย เตรียมขาตั้งกล้องแบบขาเดียว และซ้อมแบกกล้อง จากนั้นวางโปรแกรมเส้นทาง ตอนแรกตั้งใจจะเช่าบ้านที่วินด์เซอร์เพื่อสะดวกในการเดินทางและเก็บของ แต่เห็นราคาบ้านเช่าที่เป็นแสนก็เลยล้มแผนนี้ไป แล้วใช้วิธีเดินทางด้วยรถไฟ ซึ่งที่พักใกล้สุดในราคาที่รับได้คือเดิน 30 นาทีจากสถานีรถไฟ สำหรับเส้นทางพิธีในวันงานนั้นก็ยาวใช้ได้ เราก็ต้องไปดูสถานที่จริงเพื่อสำรวจก่อนว่าจะอยากได้ฉากพื้นหลังแบบไหน จุดที่ยืนอยู่จะย้ายไปอีกจุดได้ขนาดไหน”

I Do, I Do

“รอบนี้บอกเลยว่ายากกว่ารอบที่แล้วมากๆ เพราะสถานที่ที่วินด์เซอร์แคบกว่าที่ลอนดอนมาก

การเดินทางจำกัด สิ่งที่เจอหน้างาน ความไม่แน่นอนของทุกอย่าง เรามาสำรวจเส้นทางวางแผนล่วงหน้า 3 วันก่อนวันงาน รวมวันนี้ที่ถ่ายจริงแล้วเป็น 4 วัน ซึ่งเราเปลี่ยนแผนกันทุกวันจนวินาทีสุดท้าย ถึงเลือกตำแหน่งที่เราจะไปถ่ายรูป ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ Victoria Barracks เป็นจุดที่ขบวนสวนสนามออกไปรับเจ้าชายแฮร์รี่กับเมแกนที่พระราชวังวินด์เซอร์ เลือกจุดนี้เพราะคิดว่าน่าจะได้ภาพที่เล่าเรื่องของการออกไปรับและกลับเข้ามาพระราชวัง”

Royal Wedding Royal Wedding Royal Wedding

โอ๊ตเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟังว่า การเก็บภาพพิธีเสกสมรสครั้งนี้มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ทำให้การทำงานค่อนข้างจำกัดกว่าคราวที่แล้วมาก และมีปัญหาที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอยู่ตลอด เช่น การเป็นคนไทยที่เมื่อเทียบความสูงกับคนส่วนใหญ่ในบริเวณนั้นแล้วแพ้ราบคาบ ยิ่งเจอกับโทรศัพท์มือถือ ไม้เซลฟี่ คนโบกธง โอ๊ตเลยตัดสินใจหนึ่งวันก่อนวันงานซื้อเก้าอี้พับตัวหนึ่งเพื่อแก้ปัญหานี้

“สำคัญที่สุดคือ จังหวะของขบวนรถม้าพระที่นั่งเสด็จฯ มานั้นเร็วมาก ประกอบกับขบวนมีลักษณะเกาะกลุ่มกัน ระยะห่างของทหารม้านำขบวนและรถม้าพระที่นั่งอยู่ติดกันมาก ทำให้เราไม่เห็นว่าพระองค์เสด็จฯ มาแล้วหรือยัง รู้ตัวอีกทีคือ รถพระที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราแล้ว จังหวะที่ยกกล้องขึ้นมา ทั้งสองพระองค์หันพระพักตร์ไปอีกด้าน เราก็ยิ่งลุ้นเข้าไปใหญ่ โชคดีที่พระองค์มาพอดี วินาทีนั้นเรากดชัตเตอร์รัว ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เรามีเวลาแค่ 4 วินาทีสำหรับภาพช็อตนี้”

Royal Wedding

“สำหรับเรา เราพอใจมากนะ การรอคอย 8 ชั่วโมงเพื่อ 4 วินาทีนี้ที่คุ้มค่ามาก เราดีใจที่เป็นคนหนึ่งที่มีภาพพิธีเสกสมรสของทั้งสองรัชทายาทแห่งราชวงศ์อังกฤษ”

Royal Wedding Royal Wedding สวนสาธารณะ

สวนสาธารณะ

“สิ่งที่ประทับใจ เรื่องแรกคือ คนที่อยู่รอบๆ เรานั่งรถไฟเที่ยวแรกจากที่พักมาถึงที่นี่ 6 โมงเช้า สิ่งที่พบก็คือคนที่มาร่วมงานราชพิธีเสกสมรสรอบนี้เดินทางมาจากทั่วโลกจริงๆ ทุกคนที่อยู่รอบตัวเรามาด้วยใจจริงๆ แม้จะมาจากต่างที่ต่างถิ่นกัน แต่เป็นกันเองและช่วยเหลือกันดีมากๆ เรื่องที่สองคือ ทิม เป็นตำรวจประจำตรงจุดที่เรายืนอยู่ ซึ่งทิมจะคอยอัพเดตสถานการณ์ และพูดคุยเล่นกับทุกคนที่มารอ สร้างบรรยากาศให้ทุกคนรู้สึกสนุกสนาน และเรื่องสุดท้ายคือ บรรยากาศ สังเกตเลยว่ารอบนี้ทุกคนแต่งตัวจัดเต็มมาก มีการคิดเครื่องแต่งกายกันมาเต็มที่ แต่งตัวเป็นดาราคนดัง เด็กๆ แต่งตัวเป็นเจ้าสาวน่ารักๆ เหมือนทุกคนมาร่วมงานแต่งงานนี้จริงๆ ทุกคนสนุกกับการเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีนี้”

Royal Wedding Royal Wedding

โอ๊ต ชัยสิทธฺ์

Now and Forever

“จุดที่ยากที่สุดคือการต้องตัดสินใจในแต่ละวินาที คิดอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะทำอะไร เหตุการณ์นี้ที่เกิดขึ้นต้องยกกล้องขึ้นมานะ เพราะช็อตนี้กำลังจะเล่าเรื่องอะไรบางอย่าง ช็อตนี้ต้องวิ่งมุดแล้วนะ ช็อตนี้ต้องกระโดดลงน้ำแล้วนะ เราไม่รู้หรอกว่าถูกหรือผิด ทั้งหมดเป็นเรื่องสัญชาตญาณ และความเชื่อของเราที่มองเห็นคุณค่าของการถ่ายภาพ เราเห็นคุณค่าว่าภาพนี้จะเป็นอย่างไร บางคนอาจจะมองว่าภาพตรงหน้าเป็นแบบนี้ ฉันจะถ่ายด้วยกล้องจากโทรศัพท์มือถือ ฉันโอเคแล้ว แต่สำหรับผม ผมอยากได้ภาพที่อยู่ในฟอร์แมตที่ผมคิดว่าดีที่สุด ผมสามารถพิมพ์ภาพออกมาได้” โอ๊ตเล่า

ก่อนจะทิ้งท้ายเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับใครที่สนใจอยากเปิดโอกาสให้ตัวเองเข้าไปเก็บภาพเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ดูบ้างดังนี้

“ลำดับแรกคือทำตัวเองให้คล่องตัวที่สุด ใส่รองเท้าที่สบายเพราะยืนเยอะ เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยจากบ้าน เรื่องนี้สำคัญมาก อีกเรื่องพูดไปก็อาจจะเข้าตัว อย่าพะรุงพะรัง แต่ที่เตรียมไปตอนนี้ก็พะรุงพะรังใช้ได้เลย พักผ่อนให้เพียงพอ เตรียมอาหารหรือขนมไว้จิบๆ เพราะไม่รู้ว่าจะนานเท่าไหร่”

โอ๊ต ชัยสิทธิ์

ภาพ :   ชัยสิทธิ์ จุนเจือดี
Copyright: OAT-CHAIYASITH
www.oat-chaiyasith.com
IG: oat_chaiyasith

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

4 พฤศจิกายน 2565

กลิ่นสีและกาวแป้ง ไม่ใช่ภาพยนตร์ระดับตำนานของไทย แต่เป็นบรรยากาศของวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียนของ Museum of Contemporary Art (MOCA)

และ “ใส่รองเท้าอะไรมาคะ” ก็ไม่ใช่ประโยคคำถาม แต่เป็นประโยคต้อนรับของทีมงานที่ยอมเปิดบ้านเลอะฝุ่นให้เราเข้าไปดูเบื้องหลังการติดตั้งชิ้นงาน The Art of Banksy ก่อนใคร อีเวนต์ใหญ่แห่งปีที่พวกเขาบอกว่าเป็นการดีลงานที่ยุ่งยากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ระดับ 11 เต็ม 10 

เบื้องหลัง The Art of Banksy สตรีทอาร์ตหัวขบถในมิวเซียมที่โดนดราม่าตั้งแต่ยังไม่ได้จัด
เบื้องหลัง The Art of Banksy สตรีทอาร์ตหัวขบถในมิวเซียมที่โดนดราม่าตั้งแต่ยังไม่ได้จัด

ถัดมาอีก 4 วัน เรากลับมาที่นี่อีกครั้ง แบบไม่ต้องกลัวอีกต่อไปว่ารองเท้าคู่ไหนจะพาให้ลื่นล้ม 

ผลงานพร้อมโชว์ โปรเจกเตอร์พร้อมฉาย หูมิกกี้เมาส์จำลองชวนให้นึกถึงทางเข้าสวนสนุกในฝัน เพียงแต่มันกลับตาลปัตรเป็น Dismaland ดินแดนแห่งสงครามและคราบเลือดของศิลปินหัวขบถนิรนามที่ถ้าใครไม่รู้จักชื่อเขา ก็ต้องรู้จักชิ้นงานในตำนานของเขาสักชิ้น ตั้งแต่ Girl With Balloon กราฟฟิตี้รูปเด็กหญิงกับลูกโป่ง, Kissing Coppers สองตำรวจหนุ่มกอดจูบกัน, The Flower Thrower ชายที่กำลังเขวี้ยงช่อดอกไม้ ไปจนถึงการโปรยเงินปลอม Banksy of England รูปเจ้าหญิงไดอาน่า ทั้งหมดล้วนเต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์สังคมอย่างตรงไปตรงมา และออกจะต่อต้านระบบทุนนิยมอยู่ไม่น้อย

แต่หากยังไม่รู้ ก็เชื่อว่าคงเห็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ผ่านตามาบ้าง เพราะนิทรรศการนี้ปราศจากความยินยอมของศิลปิน เต็มไปด้วยผลงาน Reproduction ทั้งจริง-ไม่จริงเรียงรายคละกัน แถมจากการจัดแสดงกว่า 18 เมืองทั่วโลก กรุงเทพฯ ยังเป็นที่แรกและที่เดียวที่ยกสตรีทอาร์ตมาไว้ในพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยอีกต่างหาก 

วันนี้เราเดินทางมาพร้อมคำถามค้างคาใจ เพราะคงไม่มีใครที่จะคลายข้อสงสัยทั้งหมดได้ดีมากไปกว่า คิด-คณชัย เบญจรงคกุล ผู้อำนวยการรุ่นใหม่ไฟแรงแห่ง MOCA 

คนที่กำลังจะหย่อนตัวนั่งลงตรงข้ามเราในไม่ช้า

เบื้องหลัง The Art of Banksy สตรีทอาร์ตหัวขบถในมิวเซียมที่โดนดราม่าตั้งแต่ยังไม่ได้จัด
เบื้องหลัง The Art of Banksy สตรีทอาร์ตหัวขบถในมิวเซียมที่โดนดราม่าตั้งแต่ยังไม่ได้จัด

Game Changer (2020)

เราเริ่มด้วยการเล่าให้คิดฟังว่า MOCA ในทรรศนะของคนทั่วไป คือพิพิธภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยงานไทยวิจิตรของปรมาจารย์งานศิลป์ไทย การที่พักหลังเขาหันมาสนใจสตรีทอาร์ตจึงเป็นสิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึง คิดนึกย้อนไปราว ๆ 4 – 5 ปีก่อน ตอนเข้ามารับหน้าที่บริหารงานต่อจาก เจ้าสัวบุญชัย เบญจรงคกุล พ่อของเขา

“ตั้งแต่คิดเข้ามาทำตรงนี้ เราพยายามให้ MOCA มีศิลปะที่หลากหลายมากขึ้น เข้าถึงศิลปินรุ่นใหม่ไปจนถึงสตรีทอาร์ต มีการจัดงานของศิลปินเด็ก มีงานที่เอาคนรุ่นใหม่อย่าง คุณต่อลาภ ลาภเจริญสุข จัดร่วมกับ อาจารย์ทวี รัชนีกร 

เราเป็นคนละเจนเนอเรชันกับคุณพ่อ รู้สึกว่าอยากทำอะไรใหม่ ๆ ให้คนหลาย ๆ กลุ่มได้ดู”

แม้คิดจะเห็นเช่นนั้น ยังมีบางงานที่พ่อของเขาไม่ค่อยแน่ใจว่าจะจัดดีหรือไม่ แต่พอได้เห็นงานศิลปะแขนงอื่น ๆ เช่น นิทรรศการ DOMESTICATED ของ กวิตา วัฒนะชยังกูร ศิลปิน Art Performance ก็นับว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่จนต้องซื้อเก็บไว้เป็นคอลเลกชันสำหรับจัดแสดง งานสตรีทอาร์ตจึงเขยิบเข้ามาใกล้มากขึ้น 

เบื้องหลัง The Art of Banksy สตรีทอาร์ตหัวขบถในมิวเซียมที่โดนดราม่าตั้งแต่ยังไม่ได้จัด
เบื้องหลัง The Art of Banksy สตรีทอาร์ตหัวขบถในมิวเซียมที่โดนดราม่าตั้งแต่ยังไม่ได้จัด

โดยที่เจ้าสัวเองก็ไม่รู้ตัวเลยว่าวันหนึ่ง ลูกชายจะเข้ามาขอใช้พื้นที่อีก 2 โถงนิทรรศการถาวรของ อาจารย์ชลูด นิ่มเสมอ และ อาจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ที่พ่อรัก เพื่อจัดงานครั้งใหญ่ที่อาศัยแค่ 2 ห้องนิทรรศการหมุนเวียนไม่พอ

เราถามตามตรงว่า สตรีทอาร์ตก็ควรเป็นศิลปะที่จัดแสดงบนท้องถนนมิใช่หรือ

คิดตอบกลับว่า “มันน่าจะเปลี่ยนบริบทได้” 

สำหรับตัว Street Artist ท้องถิ่นเอง ยังถือเป็นความท้าทายที่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานจากกำแพงเป็นผนังของมิวเซียม ทั้งยังเป็นสถานที่มั่นให้ศิลปินมารวมตัวกันได้ง่ายอีกด้วย

การจัดนิทรรศการสตรีทอาร์ตที่นี่จึงไม่ใช่ปัญหา ปัญหาอยู่ที่ว่า ศิลปินคนนั้นคือใครต่างหาก

Show me the Banksy (2005)

Banksy เป็นศิลปินหนึ่งในความฝันของคิด 

เขาฝันมาตลอดว่าคงเป็นการดีถ้าคนไทยจะมีโอกาสได้เห็นงานของ Banksy เหมือนที่เขาเคยเห็นในต่างประเทศ แต่ความจริงคือที่ผ่านมา Banksy เคยจัดงานนิทรรศการของตัวเองเพียงครั้งเดียวที่ Bristol City Museum บ้านเกิดของเขา เพราะหนึ่งในความเชื่อของศิลปินผู้นี้คือ ศิลปะเป็นของทุกคน 

ถ้าเห็น ให้อนุมานได้เลยว่าจัดขึ้นโดยกลุ่มคนอื่นทั้งสิ้น 

แน่นอนว่า The Art of Banksy ก็เช่นกัน

คิดตื่นจากฝันมาเผชิญหน้ากับความจริง แต่ดันจริงยิ่งกว่าในฝัน เมื่อทีมอีเวนต์ติดต่อมาว่าอยากจัดแสดงนิทรรศการที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เบื้องหลัง The Art of Banksy สตรีทอาร์ตหัวขบถในมิวเซียมที่โดนดราม่าตั้งแต่ยังไม่ได้จัด
เบื้องหลัง The Art of Banksy สตรีทอาร์ตหัวขบถในมิวเซียมที่โดนดราม่าตั้งแต่ยังไม่ได้จัด

“บริษัท EEG (Expand Entertainment Group) ติดต่อเรามา เขาบอกตั้งแต่แรกว่าจะมีงานออริจินัล มีงาน Reproduction มีงาน Video Mapping มี Installation สร้างขึ้นใหม่ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Banksy”

 ถึงจะเข้าใกล้ความฝันเต็มแก่ เขาก็ยังลังเลใจอยู่พอสมควร

“เราชั่งน้ำหนักว่าจะจัดดีไหม” ผู้อำนวยการคิดหนัก ต่อให้ทางผู้จัดงัดความสำเร็จมาเล่าให้ฟังว่ากระแสตอบรับของทั้ง 18 เมืองถล่มทลาย ขนาดมียอดผู้เข้าชมรวมแล้วกว่า 1 ล้านคน อาจเป็นเพราะความจริงอีกอย่าง คือผลตอบรับมีทั้งดีแย่ปนไป และส่วนที่แย่ก็ดันหนักหน่วงเสียนี่

“เราเห็นว่ามันมีดราม่า แต่ทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นงาน Banksy จัดเองหรือคนจัดงานให้ มันก็จะมีประเด็นพวกนี้อยู่แล้ว 

“ทั้งพูดถึงวิธีการทำงานของเขา การที่เขาไปทำงานในพื้นที่สาธารณะ การเอางานไปขึ้นโชว์ที่ MOMA (Museum of Modern Art) โดยเจ้าของพื้นที่ไม่ได้รับรู้ หรือการพูดถึงเรื่องลิขสิทธิ์ มันเป็นเรื่องที่อยู่ในความสุ่มเสี่ยง อาจจะพูดยากว่าอะไรถูกอะไรผิด

“เจตนาจริง ๆ เราอยากให้คนได้มาเห็นงานนี้ เพราะมันกระจัดกระจายอยู่ตามถนน ตามที่สาธารณะ บางคนเคยเห็นงาน Banksy แต่อาจจะไม่ได้รู้ถึงความหมายของมัน แต่ครั้งนี้เราจับงานทุกอย่างแผ่ออกมาให้เห็นหมดเลย เราคิดว่าถ้าคนได้มาสัมผัสงานนี้จะได้รู้ถึงความคิดและกระบวนการทำงานของเขามากขึ้น

“ตอนนี้มีความเห็นทั้งบวกและลบ แต่เราก็หวังว่าจะมีคนที่ชอบงานนี้ด้วย”

ก่อนหน้าที่ชิ้นงานจะล่องเรือมาเทียบท่า ศิลปะกว่า 150 ชิ้นจัดแสดงที่ประเทศเกาหลีมาก่อนเป็นเวลา 6 เดือน ใน 2 เมือง มีประเด็นร้อนเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ไฟอาจไม่ร้อนระอุเท่า

“MOCA อาจจะเป็นสถานที่ที่คนมองว่าเป็นมิวเซียมแรก ๆ ของประเทศไทย ควรทำทุกอย่างที่มันถูกต้องเป๊ะ ห้ามจัดแสดงงานที่อยู่ในพื้นที่สีเทา ซึ่งทำให้คิดได้เห็นว่า มีมุมมองที่หลากหลายจริง ๆ ในแวดวงศิลปะ”

คุณคาดคะเนถึงกระแสตอบรับเหล่านั้นบ้างไหม – เราถาม

“คาดคะเน แต่ไม่ได้คาดคะเนว่ามันจะเยอะขนาดนี้” คิดหัวเราะเบา แต่เรารู้ว่าวันนั้นเขาคงหัวเราะไม่ออก

เบื้องหลัง The Art of Banksy สตรีทอาร์ตหัวขบถในมิวเซียมที่โดนดราม่าตั้งแต่ยังไม่ได้จัด
เบื้องหลัง The Art of Banksy สตรีทอาร์ตหัวขบถในมิวเซียมที่โดนดราม่าตั้งแต่ยังไม่ได้จัด

Devolved Parliament (2009)

“คือเราเองก็มีความผิดที่ไม่ได้สื่อสารให้มันเคลียร์” 

เขากำลังจะเปิดอก ส่วนใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ โปรดอย่าเคืองเขาเร็วนัก 

“มีคนเข้าใจผิดว่านี่เป็นงานที่จัดโดย Banksy หรือเปล่า ซึ่งเราไม่ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่ามันเป็นงานที่ไม่ได้จัดโดยศิลปิน”

ประเด็นที่ว่า เกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีหลัง MOCA โพสต์ประชาสัมพันธ์ ด้วยการแปลไทยบางอย่างอาจทำให้หลายคนดีอกดีใจที่จะได้ชมผลงานระดับโลกด้วยตาเปล่า แท้จริงกลับเป็นการรวบรวมผลงานโดยกลุ่มคนหนึ่งมาจัดแสดงเพียงเท่านั้น หนำซ้ำ Banksy ยังไม่รับรู้อีกต่างหาก 

คิดเล่าว่าถ้อยคำทั้งหมดในโพสต์แรกคือคำโปรยของงานที่ทุกเมืองใช้เหมือนกันหมด เนื่องจาก The Art of Banksy มาในรูปแบบแพ็กเกจ แนวทางการจัดแสดงผลงาน แม้กระทั่ง Communication Message ก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบของผู้จัดทั้งสิ้น ซึ่งเขายอมรับแต่โดยดีว่า แปลได้ไม่รอบคอบเอาเสียเลย

แล้วคุณเคลียร์กับทางทีมผู้จัดยังไง – เราถามอีก 

“เขาบอกว่าเจอมาทุกประเทศ แต่ครั้งนี้น่าจะเยอะสุดแล้วที่ประเทศไทย” เห็นจะจริงเช่นนั้น

งั้นคุณมีแผนรองรับประเด็นดราม่าที่จะเกิดขึ้นรึเปล่า ถ้าคาดคะเนเอาไว้ – บทสนทนาสนุกขึ้น เพราะคิดตอบว่าไม่ได้ตั้งใจเตรียมรับมือ แต่เขาเลือกที่จะไม่สื่อสารตามกฎระเบียบของทีมผู้จัดอีกแล้ว

โพสต์แถลงการณ์ตามมา คิดจึงบอกครบทุกอย่างว่าภายในนิทรรศการนี้จะมีงานทั้งหมด 150 ชิ้น มีงานจริง 32 ชิ้น ซึ่งได้รับการรองรับจาก Pest Control บริษัทตรวจสอบชิ้นงานจริงของ Banksy โดยเฉพาะ เขาเล่าว่าถ้าย้อนไปดูงานเก่า ๆ ที่เคยมีมา ไม่เคยมี Exhibitor คนไหนพูดเช่นนี้ 

“เราคิดว่าสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการบอกให้ชัด ๆ ไปเลยว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายของเรา ไม่ได้จะมาหลอกลวงว่านี่คืองานของ Banksy และทั้งหมดเป็นผลงานจริง” คิดเอ่ยย้ำ

เบื้องหลัง The Art of Banksy สตรีทอาร์ตหัวขบถในมิวเซียมที่โดนดราม่าตั้งแต่ยังไม่ได้จัด
เบื้องหลัง The Art of Banksy สตรีทอาร์ตหัวขบถในมิวเซียมที่โดนดราม่าตั้งแต่ยังไม่ได้จัด

Shop Until You Drop (2011)

ตามแผนงาน ผลงานศิลปะ 150 ชิ้นนี้ควรเดินทางมาถึง MOCA วันที่ 6 ตุลาคม แต่มันกลับล่าช้าไปหลายอาทิตย์ ทั้งที่โปรเจกต์นี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปีก่อน 

ผู้อำนวยการพูดตามตรงว่า นี่คืองานที่โหดหินและราคาแพงที่สุดสำหรับเขา 

“ทีมต่างชาติกี่ชีวิตต้องมาถึงที่นี่ เฉพาะ Artist น่าจะ 3 แล้วก็มีทีมงานอีกประมาณ 10 คน และมาก่อนหน้านี้ด้วยรอบหนึ่ง ดูพื้นที่ วัด แล้วก็กลับมาเซ็ตอัปอีก 

“ค่าขนส่ง นำเข้า ค่อนข้างสูงมาก และงานมันก็ต้องขนมาเป็นคอนเทนเนอร์ขึ้นเรือมาทั้งหมด หลาย ๆ ส่วนต้องมาสร้างใหม่ที่นี่ ทั้งผนัง กำแพง ห้องกระจก Infinity Room หรือ Multimedia ต่าง ๆ ทำให้งบในการจัดงานการจัดนิทรรศการนี้สูงมาก สูงสุดเท่าที่เราเคยจัดนิทรรศการมาเลย”

คุยเรื่องซีเรียสมานาน เราถามเขาและลูกทีมเล่น ๆ ว่า ถ้าให้คะแนนความยุ่งยากของงานนี้ เต็ม 10 จะอยู่ที่เท่าไร ทุกคนสบตากันและหัวเราะ ก่อนจะตอบว่า 11

“ซึ่งตอนนี้มองกลับไปก็ไม่รู้ว่าคุ้มหรือเปล่าที่จัด” ฟังดูติดตลก แต่มีความจริงซ่อนอยู่ในท่าที

เบื้องหลัง The Art of Banksy สตรีทอาร์ตหัวขบถในมิวเซียมที่โดนดราม่าตั้งแต่ยังไม่ได้จัด
เบื้องหลัง The Art of Banksy สตรีทอาร์ตหัวขบถในมิวเซียมที่โดนดราม่าตั้งแต่ยังไม่ได้จัด

“เราเหนื่อยมาก ลงทุนไปเยอะ โดนดราม่าด้วย แล้วค่าตั๋วที่คนจะจ่ายบัตรเข้ามาก็ไม่รู้ว่าจะครอบคลุมที่เราลงไปไหม แต่เราหวังว่าคนมาแล้วจะชื่นชอบ” 

ให้สมกับที่ต้องสื่อสารกับทีมงานชาวตุรกี อังกฤษ เยอรมัน ฯลฯ โดยมีคนเกาหลีเป็น Production Manager 

เรื่องค่าเข้าก็เป็นอีกประเด็นร้อนที่มีการถกเถียงกันหนาหู เพราะทุกคนรับรู้ว่า Banksy เป็นศิลปินที่ต่อต้านระบบทุนนิยมขนาดไหน งานของเขาจึงปรากฏอยู่ตามถนนหนทาง แต่คิดอยากอธิบายให้ชัดเจนว่า มันคือต้นทุน ค่าบริหารจัดการ เพื่อให้คนไทยมีโอกาสดูผลงานของศิลปินชื่อดังอื่น ๆ ในอนาคต

ดังนั้น บางความเห็นที่เข้ามาโจมตีว่า “เก็บเงินค่าเข้า กะเอารวยตั้งแต่วันแรก” จึงเป็นไปไม่ได้

คุยกับ คิด คณชัย ผู้อำนวยการ MOCA ถึงการเดินทางของ The Art of Banksy นิทรรศการที่ปลอมเกินครึ่ง แต่คนทั่วโลกยังอยากดู
คุยกับ คิด คณชัย ผู้อำนวยการ MOCA ถึงการเดินทางของ The Art of Banksy นิทรรศการที่ปลอมเกินครึ่ง แต่คนทั่วโลกยังอยากดู

Draw The Raised Bridge (2018)

ว่ากันตามตรง ประเทศไทยเองก็เคยมีงานจัดแสดงผลงาน Reproduction ของศิลปินมาแล้วหลายครั้ง แต่คิดเองก็เข้าใจว่าครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะ Banksy ยังมีชีวิตอยู่

“งานที่โชว์ใน MOCA ได้รับการยินยอมจากศิลปินทั้งหมดแล้ว” เขายืนยัน 

“แต่ Banksy เขาไม่เปิดเผยตัวตน การพูดถึงเรื่องการ Reproduction ผลงานกับศิลปินนิรนามเลยค่อนข้างคลุมเครือ

“งานออริจินัลของเขาอยู่ในที่ที่คุณต้องเอาตัวเองไปที่นั่น คุณถึงจะเห็น ไม่ใช่งานที่ยกออกมาจัดแสดงได้ จึงต้องพิจารณากันเป็น Case by Case เพราะไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเอาตัวเองไปอยู่ตรงนั้นเพื่อไปเห็น ไปสัมผัสของจริง ๆ แต่วันนี้เราเลือกเอาเข้ามา” 

มุมมองหนึ่งจากทีมงานที่คงต้องใส่ว่า Unpopular Opinions ไว้ตัวโต ๆ คือศิลปะยุคใหม่ควรจะไร้ข้อจำกัด และอย่ายึดติดกับคำว่า ออริจินัล มากนัก

ใช่ ที่งานชิ้นนี้เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของศิลปิน แต่ท้ายที่สุดถ้าคุณเปิดกว้างกับโลกแห่งศิลปะในอนาคตมากขึ้นกว่านี้ เราคงได้เห็นงานสนุก ๆ สร้างสรรค์ใหม่ ๆ ที่เกิดจากการต่อยอดอย่างไร้ขีดจำกัดอีกมากมาย เข้าถึงผู้คนที่หลากหลายและแตกต่างอย่างแท้จริง 

“ศิลปะเข้าถึงคนได้มากกว่านั้น มันสื่อสารกับคนได้มากกว่านั้น แล้วทำไมเราถึงไม่ลอง” เขาแสดงความตั้งใจ ถึงจะรู้ว่าเป็นความคิดที่เปลี่ยนกันยาก

“คนที่เขาคิดว่ามันไม่ถูก มันก็คงไม่ถูกอยู่ดี แต่น่าจะมีคุณงามความดีอะไรอยู่บ้างในสิ่งนี้ที่จะช่วยต่อยอดออกไปในอนาคต นิยามศิลปะเป็นอะไรได้อีกตั้งเยอะแยะ เราเป็นมิวเซียมก็เปิดกว้างในคำวิพากษ์วิจารณ์ เพราะทุกคนมีมุมมองเป็นอิสระ” 

คุยกับ คิด คณชัย ผู้อำนวยการ MOCA ถึงการเดินทางของ The Art of Banksy นิทรรศการที่ปลอมเกินครึ่ง แต่คนทั่วโลกยังอยากดู
คุยกับ คิด คณชัย ผู้อำนวยการ MOCA ถึงการเดินทางของ The Art of Banksy นิทรรศการที่ปลอมเกินครึ่ง แต่คนทั่วโลกยังอยากดู

คิดมองว่าการ Reproduction ไม่สำคัญเท่าความยินยอมจากศิลปิน แต่เขาก็ย้ำแล้วย้ำอีกว่ามันไร้หนทาง วิธีที่แย่ที่สุดอย่างการส่งข้อความส่วนตัวไปหา ทีมงานเขาก็ทำมาแล้ว

“ถ้าเราไม่ได้ความยินยอมจาก Banksy อีกหนึ่งทางเลือกคือไม่จัดงานเลย แต่เรามองว่ามันมีข้อดีอะไรบ้าง เขาเคยบอกแค่ว่า อีเวนต์พวกนี้ไม่เกี่ยวกับผม แต่ไม่ได้บอกว่าพวกคุณไม่ควรไป ซึ่งจริง ๆ งานเหล่านี้คนดูเป็นล้าน มันทำให้ศิลปะเข้าถึงคนมากขึ้น

“เราเลยอยากให้คนมาดูงานแบบ Total Experience มากกว่ามาเดินดูว่าอันไหนของจริงของปลอม เพราะงานของเขามีสิ่งที่พยายามบอกกับเราเยอะแยะมาก”

คำถามง่าย ๆ ถูกโยนให้คิดตามมาว่า ศิลปินที่เขาลงแรงต่อสู้ ต่อกรกับทุก ๆ อย่าง เพื่อให้ได้มาเป็นใครกันแน่ 

แต่ไม่มีใครตอบได้หรอก คิดเองก็ด้วย 

เขารู้เพียงว่าเนื้องานของ Banksy ชวนให้นึกถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ไทยที่มองสังคมหรือมองโลกใบนี้ใหญ่กว่าตัวเองหลายเท่า และการได้มาเดินพิจารณาไปทีละงาน กว่า 700 ตารางเมตร ใน 4 ห้อง จนครบ 150 ชิ้น ก็คงมีพลังมากพอที่จะจุดประกายความคิดบางอย่างของคุณได้ แม้ไม่รู้ว่าเจ้าของผลงานอยู่ที่ไหนหรือเป็นใครก็ตาม

ทิ้งทวนด้วยคำถามสุดท้าย เป็นโจทย์คณิตศาสตร์ที่เราคิดว่าน่าแก้ที่สุดในช่วงเวลานี้

นั่นคือ ถ้าอยาก Cover ค่าใช้จ่ายที่เสียไป คุณคิดว่าควรจะต้องมีคนมาดูเท่าไหร่

“50,000 คนก็ยังไม่ Cover เลย” 

เสียงหัวเราะดังกลบการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์งานช่างทั้งหลาย เพื่อให้พร้อมกับรอบสื่อมวลชนในบ่ายอันใกล้นี้

ส่วนเรารีบหยิบมือถือมาค้นหาว่า บัตรเข้าชมมีราคากี่บาทกันแน่

คุยกับ คิด คณชัย ผู้อำนวยการ MOCA ถึงการเดินทางของ The Art of Banksy นิทรรศการที่ปลอมเกินครึ่ง แต่คนทั่วโลกยังอยากดู

The Art of Banksy : Without Limits

จัดแสดงตั้งแต่ 26 ตุลาคม – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565 

เวลา 10.00 – 18.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์)

ณ Museum of Contemporary Art (MOCA) (แผนที่)

รายละเอียดเพิ่มเติมและซื้อบัตรได้ที่ : www.artofbanksy.com/bangkok-thai

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load